Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

แถลงการณ์ เรื่อง คัดค้านการกินรวบโครงการโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและส่วนต่อขยาย อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน

แถลงการณ์   เรื่อง คัดค้านการกินรวบโครงการโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและส่วนต่อขยาย อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน

4 May 2017

1788

พียงรายเดียวและขอให้ หน.คสช.ให้อำนาจ ม.44 ปลดบอร์ดและผู้บริหารรฟม.ยกชุด นับตั้งแต่รัฐบาลคสช.เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่กลางปี 2557 พลเอกประยุทธ์ฯได้แต่งตั้งเพื่อนเตรียมทหารร่วมรุ่นหลายคนเข้าไปเป็นกรรมการและประธานกรรมการในบอร์ดรัฐวิสาหกิจหลายแห่งรวมทั้งการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) ได้มีการแต่งตั้งพลเอกยอดยุทธบุญญาธิการ เข้าไปเป็นประธานกรรมการบอร์ด รฟม. ซึ่งภายหลังจากนั้นมีการดำเนินการในลักษณะเข้าข่ายที่จะเอื้อเอกชนรายเดียวในการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและส่วนต่อขยายหรือ เป็นการกินรวบทั้งโครงการทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีปัญหาตั้งแต่การก่อสร้างจนถึงการดำเนินการให้เอกชนเดินรถ ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเดียวทั้งหมดตามข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ 1.ในระหว่างก่อสร้างเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2558 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงคมนาคม โดยสรุปว่า สตง.ได้มีการตรวจพบว่า มีผู้บริหารของรฟม.ได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อสัญญาในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายสัญญาที่ 2 ช่วงสนามไชย-ท่าพระ ซึ่งมีบริษัท ช.การช่าง จำกัดเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างส่งผลให้ รฟม.เกิดความเสียหายจากการที่ต้องเพิ่มมูลค่างานวงเงินถึง 290 ล้านบาท และต้องมีการขยายระยะเวลาในการก่อสร้างให้ผู้รับเหมาอีก 90 วัน 2.กรณีเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2559 และวันที่ 28 ธันวาคม 2559 คชส.ใช้มาตรา 44 เรื่องการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินหรือสายเฉลิมรัชมงคลช่วงหัวลำโพง-บางซื่อและโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพ-บางซื่อและช่วงบางซื่อ-บางแคและเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน(สายเฉลิมรัชมงคล)ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อโดยสรุปว่าให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) ดําเนินการจ้างผู้ประกอบการเอกชนเพื่อติดตั้งระบบรถไฟฟ้า จัดการเดินรถไฟฟ้าและบริหารการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงเตาปูน-บางซื่ออันเป็นระยะทางสั้นประมาณหนึ่งกิโลเมตรให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อแก้ปัญหาการจราจรและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยคํานึงถึงการให้ประชาชนได้ใช้บริการรถไฟฟ้าโดยเร็ว สะดวกและประหยัดค่าโดยสารและเป็นประโยชน์ต่อการเดินรถเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (สายเฉลิมรัชมงคล)ช่วงหัวลําโพง-บางซื่อ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางใหญ่-บางซื่อการจ้างดังกล่าวไม่ถือเป็นการร่วมลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐการกําหนดค่าจ้างและเงื่อนไขอื่นในการทําสัญญาจ้างดังกล่าวให้รฟม.ดําเนินการโดยใช้ผลการเจรจาต่อรองของคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกเอกชนร่วมงานหรือดําเนินการ (งานสัญญาที่ 5) โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงเตาปูน-บางซื่อกับบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จํากัด (มหาชน)รวมทั้งมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เป็นกรอบในการพิจารณาโดยคํานึงถึงประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้บริการและประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการดําเนินกิจการและการใช้ทรัพยากรของรัฐ ทั้งนี้ ให้นําหลักเกณฑ์วิธีการและแนวทางในการใช้ระบบข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 มาใช้กับการดําเนินการด้วย ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีโครงการรถไฟฟ้าเกี่ยวข้อง 3 โครงการ คือ (1) โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน หรือสายเฉลิมรัชมงคล ช่วงหัวลำโพง – บางซื่อ ซึ่งปัจจุบันเปิดให้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 โดยทางรฟม.ได้ทำการเปิดประมูลและจ้างเอกชนราย บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) เป็นผู้เดินรถ (2) โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง – บางแค และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ ซึ่งปัจจุบันก่อสร้างเสร็จประมาณ 80% และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณปี 2561 อยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกเอกชนเดินรถ (3) โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางใหญ่ – บางซื่อมีสถานีเตาปูนเป็นสถานีเชื่อมต่อกับสถานีบางซื่อของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและในอนาคตจะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ – ท่าพระและรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ โดยจ้างเอกชนรายบมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) เป็นผู้เดินรถโดยวิธีการเจรจาตรงไม่มีการเปิดประมูลเป็นการทั่วไปแต่อย่างใด 3.เดิมการคัดเลือกให้เอกชนดำเนินการโครงการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระใช้วิธีการประมูลและอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการคัดเลือกฯตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินกิจการของรัฐพ.ศ. 2535 ( พรบ.ร่วมทุน 2535 ) จึงเป็นโครงการที่อยู่ในระหว่างขั้นตอนตามพรบ.ร่วมทุน 2535 ที่ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการคือ รฟม.ปฏิบัติตามพรบ.ดังกล่าวต่อไป จนกว่าจะแล้วเสร็จ และให้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไปตามพรบ.ร่วมทุน 2556 แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการ รฟม.และผู้รับสัมปทานรายเดิม คือ บริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด หรือ บีเอ็มซีแอล (ซึ่งประสบปัญหาขาดทุนและภายหลังรวมกิจการกับ บมจ.ทางด่วนฯและเปลี่ยนชื่อเป็นบมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BEM) กลับดำเนินการให้มีการเจรจาตรงต่อกันโดยผลักดันให้กระทรวงคมนาคมเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้มีการการเจรจาตรงกับผู้ประกอบการรายเดิมอันเป็นการขัดต่อ พรบ.ร่วมทุน 2556 ที่คณะกรรมการคัดเลือกฯตามมาตรา 13 แห่งพรบ.ร่วมทุน 2535 มีมติให้ดำเนินการคัดเลือกโดยวิธีประมูลตาม พรบ.ร่วมทุน 2535 ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งถ้าหากใช้วิธีการประมูลตั้งแต่แรกแล้วปัจจุบันนี้จะได้ผู้รับสัมปทานในการเดินรถรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายนี้แล้วอย่างแน่นอน ทั้งๆที่ทราบดีอยู่แล้ว่าการเจรจากับเอกชนรายเดียวทำให้เอกชนมีอำนาจต่อรองสูงแตกต่างจากการประมูลราคาซึ่งจะต้องมีเอกชนหลายรายเข้าร่วมประมูลแข่งขันเสนอราคากันซึ่งโดยปกติการประกวดราคาจะได้ราคาที่ถูกกว่าการเจรจากับเอกชนรายเดียวประมาณร้อยละ 15-20 ซึ่งทำให้รัฐใช้งบประมาณได้ประโยชน์สูงสุดมากกว่าการเจรจากับเอกชนรายเดียว โดยสรุปว่า เหตุที่คสช.ต้องใช้มาตรา 44 ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวเพราะปัญหาเกิดจากการบริหารงานภายในรฟม.ภายใต้การกำกับดูแลของประธานบอร์ด ที่ชื่อ พลเอกยอดยุทธบุญญาธิการ 4.ขณะนี้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจนว่า BEM มีความต้องการที่จะที่จะผูกขาดสัมปทานการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและส่วนต่อขยายทั้งหมดโดยจะขอรวมสัญญาเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและส่วนต่อขยายเป็นสัญญาเดียวกันทั้งหมดคือ (1.) การเดินรถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล ตั้งแต่ปี 2559 ไปจนสิ้นสุดสัญญาในปี 2572 เป็นการเดินรถไฟฟ้าที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2547 มีสัญญาสัมปทานผูกพันอยู่แล้ว โดยรฟม.จะได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์ดังกล่าวในช่วงตั้งแต่ปี 2529  ไปจนสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2572 รวมเป็นเงินประมาณ 52,945 ล้านบาท (2.) การเดินรถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล ที่ต่ออายุสัมปทานจาก (1.) ออกไปอีก 20 ปี ไปจนสิ้นสุดสัญญาสัมปทานใหม่ในปี 2592 (3.) การเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายตั้งแต่ปี 2559 ถึงปี 2592 เป็นโครงการที่ต้องลงทุนใหม่ในระบบรถไฟฟ้าและยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องการประมาณการรายได้ โดย BEM จะขอแบ่งผลประโยชน์ให้กับ รฟม.โดยวิธีการแบ่งจากผลตอบแทนการลงทุนของเอกชนเมื่อค่า Equity Internal Rate of Return (Equity IRR) เกิน 9.75% ซึ่งเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการแบ่งเงินตอบแทนจากเดิม ซึ่งนักการเงินเห็นว่าการแบ่งรายได้โดยวิธี Equity IRR ดังกล่าวนั้น ไม่เหมาะสม โดยมีข้อสังเกตว่าการใช้ค่า Equity IRR นั้น เอกชนสามารถแต่งตัวเลขได้ ไม่มีใครใช้ เพราะตรวจสอบไม่ได้ โอกาสที่จะเกิดขึ้นคือรัฐจะไม่มีทางได้เงินตอบแทนซึ่งไม่เหมือนกับสายสีน้ำเงินเดิม และไม่สอดคล้องกับหลักการการให้สัมปทานในรูปแบบ Net Cost ที่ต้องการให้เอกชนรับความเสี่ยงด้านเงินทุนต้นทุนดำเนินการและรายได้สายสีน้ำเงินเดิมซึ่งรัฐรู้ว่าจะได้รายได้จากค่าโดยสารและการแบ่งผลประโยชน์จากค่าโดยสาร ทั้งนี้จากข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐเป็นผู้ลงทุนโครงการสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย เป็นเกือบทั้งหมดประกอบกับรัฐยังต้องนำทรัพย์สินของตนเองในโครงการสายเฉลิมรัชมงคลมาให้เอกชนเพื่อหารายได้อีกดังนั้นรัฐควรจะต้องได้รายได้ที่เกิดขึ้นเป็นรายปีหลังจากที่สัญญาสายเฉลิมรัชมงคลสิ้นสุดลงเช่นเดียวกับเอกชนด้วยทั้งในส่วนของรายได้จากค่าโดยสารและรายได้จากการพัฒนาเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับกรณีของสายเฉลิมรัชมงคลมิใช่ต้องรอจนกว่าเอกชนได้รับผลตอบแทนในระดับที่พึงพอใจแล้วจึงแบ่งให้ซึ่งเป็นการแบ่งผลประโยชน์ที่ผิดหลักการลงทุนและเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชน ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวทางองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) ได้เคยมีหนังสือแจ้งต่อ ผู้ว่ารฟม.แล้ว แต่ผู้ว่า รฟม.ไม่เคยสนใจในข้อสังเกตดังกล่าวเลย 5.โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายที่มีปัญหาตั้งแต่การก่อสร้างจนถึงการดำเนินการให้เอกชนเดินรถ ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเดียวทั้งหมดน่าจะเข้าข่ายเป็นการเอื้อประโยชน์เอกชนรายเดียว ด้วยเหตุผลดังนี้ (1.)กรรมการในคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 พรบ.ร่วมทุน 2556 โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายและคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการระบบรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคลมีบุคคลที่เป็นที่ปรึกษาอยู่กับกลุ่มบริษัทผู้รับจ้างก่อสร้างและผู้รับสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินด้วย น่าจะเข้าข่ายกรณีมีผลประโยชน์ทับซ้อน และมีเจตนาไม่สุจริตอีกด้วยซึ่งเดิมเคยมีบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นกรรมการในคณะกรรมการคัดเลือกฯและคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการฯอยู่หลายคนแต่กรรมการดังกล่าวได้ถอนตัวไปหมดแล้วเพราะไม่มีความประสงค์ที่จะให้มีการดำเนินการในลักษณะเอื้อเอกชนรายเดียว (2.) ผู้รับจ้างก่อสร้าง โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายสัญญาที่ 2 ช่วงสนามไชย-ท่าพระคือบริษัท ช.การช่างจำกัด(มหาชน) ส่วนบริษัทเอกชนที่เดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเดิม คือบมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BEM  ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเดียวกันจึงมีประเด็นปัญหาว่าจะเป็นกรณีเอกชนรายเดียวเข้ามีอำนาจผูกขาดผลประโยชน์และเข้ามาครอบงำการดำเนินการของรฟม.หรือไม่ การดำเนินการของรฟม.ดังกล่าวจึงขัดกับแนวทางในการใช้ระบบข้อตกลงคุณธรรม  (Integrity Pact) อย่างชัดเจน 6.โดยสรุปแล้วโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายนี้มีปัญหาตั้งแต่การแก้ไขข้อสัญญาในการก่อสร้างที่ สตง.ต้องเข้ามาตรวจสอบการคัดเลือกให้เอกชนดำเนินการเดินรถซึ่งเดิมเคยมีมติให้ดำเนินการคัดเลือกโดยวิธีประมูลแต่ต่อมาใช้วิธีการเจรจากับผู้ประกอบการายเดียวและต่อมาจะรวมสัญญาเป็นสัญญาเดียวกันทั้งหมดบริษัทผู้รับจ้างก่อสร้างสัญญาที่ 2 และบริษัทผู้รับจ้างเดินรถ(ซึ่งเดิมขาดทุนแต่มารวมกิจการอีกบริษัทในกลุ่มอีกบริษัทหนึ่ง)เป็นกลุ่มบริษัทเดียวกันทั้งหมดและกรรมการบางคนในคณะกรรมการคัดเลือกฯและคณะกรรมการกำกับฯก็ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่มบริษัทผู้รับจ้างก่อสร้างอีกด้วยรวมทั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคัดเลือกฯและคณะกรรมการกำกับฯหลายคนต้องลาออกไปเพราะไม่ยอมให้มีการเอื้อเอกชนรายเดียวซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้เป็นที่ชัดเจนว่าเกิดจากปัญหาการทำงานของประธานและบอร์ดรฟม.หรือไม่ ? ด้วยข้อเท็จจริงที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดเป็นปัญหาที่ท่าน หน.คสช. และหรือท่านนายกฯประยุทธ์ฯสมควรที่จะใช้มาตรา 44 ปลดบอร์ด รฟม.ทั้งหมดและตั้งบอร์ดใหม่ทั้งหมด เช่นเดียวกับบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ทั้งนี้หากจะมีการนำเรื่องการรวมสัญญาในเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและส่วนต่อขยายโดยไม่ใช้วิธีประมูลและใช้วิธีเจรจาตรง ซึ่ง BEM จะขอแบ่งผลประโยชน์ให้กับ รฟม.โดยวิธีการแบ่งจากผลตอบแทนการลงทุนของเอกชนเมื่อค่า Equity Internal Rate of Return (Equity IRR) และนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 21 มีนาคม 2560 นี้ แสดงว่ารัฐบาลไม่ได้เห็นแก่ประโยชน์สูงสุดของประชาชน ให้รฟม.แอบเจรจากับเอกชนรายเดียวและกระทำการโดยไม่เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทราบเลย  จึงเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเอื้อเอกชนรายเดียวอย่างชัดเจน ซึ่งสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จะนำความเข้าร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และ สตง. ต่อไป แถลงมา ณ วันที่ 21มีนาคม 2560 นายศรีสุวรรณ  จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย    

Recent posts