Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

13 ปีการหายไปของทนายสมชาย

13 ปีการหายไปของทนายสมชาย

4 May 2017

1602

  ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายต่อต้านการบังคับให้บุคคลสูญหาย ถือว่ารัฐยังคงล้มเหลวในการปกป้องสิทธิในชีวิตของประชาชน   นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความนักสิทธิมนุษยชน ถูกบังคับให้สูญหายเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 โดยมีพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 5 นายเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปครั้งนั้น จนถึงบัดนี้เป็นเวลา 13 ปีแล้ว ไม่มีใครทราบชะตากรรมของทนายสมชายว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่  การค้นหาความจริงและการแสวงหาความยุติธรรมของครอบครัวทนายสมชายยังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายต่อต้านการบังคับให้บุคคลสูญหาย การดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องจึงต้องตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายที่ไม่ตอบสนองกับสภาพความผิด โดยต้องดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390 และ 391 ข้อหา “ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยทำให้กลัวว่าจะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพโดยใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการใด” ซึ่งไม่ตรงกับการกระทำความผิดที่ทำลงและเจตนาที่แท้จริงของการกระทำความผิดที่ต้องการบังคับให้ทนายสมชายสูญหาย ข้อจำกัดในเรื่องการขาดซึ่งกฎหมายในปัจจุบัน  ยังส่งผลกระทบกับครอบครัวผู้เสียหายหลายด้าน เช่นการที่ไม่ทราบชะตากรรมและหายไปเป็นเวลาหลายปี แม้ในทางแพ่งนายสมชายฯจะถูกสัญนิษฐานว่าได้ถึงแก่ความตายแล้ว  โดยศาลแพ่งจะได้มีคำสั่งให้ทนายสมชายเป็นบุคคลสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 61 แต่คำสั่งนี้ครอบครัวของเขากลับไม่สามารถนำมาใช้เข้าเพื่อขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตกเป็นผู้ต้องหาได้ เนื่องจากภรรยาและบุตรไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าทนายสมชายได้ถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตายแล้วหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถเข้าเป็นโจทก์ร่วมเองได้ตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากการบังคับให้บุคคลสูญหายนั้น  ทำไปโดยเจ้าหน้าที่โดยมีเจตนาให้บุคคลที่ตกเป็นเหยื่อหายไปโดยที่ไม่มีร่องรอย เนื่องจากต้องการปกปิดการกระทำความผิดของตนเอง การที่จะให้ครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหายแสดงหลักฐานใดๆว่าเขาถูกทำร้ายถึงตายจึงไม่อาจเป็นไปได้ การบังคับให้บุคคลสูญหายนั้นเป็นการกระทำที่มีพฤติการณ์พิเศษ คือทำโดยเจ้าหน้าที่มีเจตนาที่จะปกปิดการกระทำของตนเอง การที่ใช้กฎหมายอาญาธรรมดากับการกระทำความผิดเช่นนี้จึงไม่สามารถให้ความเป็นธรรมกับเหยื่อและครอบครัวได้ อีกทั้งการกระทำความผิดนั้นทำลงโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการก่ออาชญากรรม หรือเป็นอาชญากรรมโดยรัฐซึ่งมีความรู้ทั้งทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต้องใช้กฎหมายที่มีลักษณะพิเศษด้วย หาไม่แล้วผู้กระทำความผิดก็อาศัยช่องว่างการขาดกฎหมายรลอยนวลพ้นผิดต่อไป เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมที่ใช้อยู่ในปัจจับันไม่สามารถใช้เครื่องมือที่ถูกต้องดำเนินการกับผู้กระทำผิดได้ ดังนั้นการมีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดความผิดและกระบวนการในการดำเนินคดีเพื่อบังคับใช้กับกรณีการบังคับให้บุคคลสูญหายจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง การบังคับให้บุคคลสูญหายหรือการอุ้มหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและอาชญากรรมที่ร้ายแรงตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of all Persons from Enforced Disappearance) รัฐจะต้องไม่ยินยอมให้เกิดขึ้นได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้สถานการณ์ เหตุผล ข้ออ้าง หรือต่อบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามมูลนิธิผสานวัฒนธรรม พบว่ายังมีการบังคับให้สูญหายเกิดขึ้นกับสังคมไทยอยู่เสมอ นอกจากกรณีของทนายสมชายแล้ว เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 นายบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญผู้นำชุมชนชาวกระเหรี่ยงได้เจ้าหน้ารัฐควบคุมตัวไป วันที่ 16 เมษายน 2558 นายเด่น คำแหล้ ผู้นำชุมชนที่ต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกินหายไป  วันที่ 24 มกราคม 2559 นายฟาเดล เสาะหมานอายุ อดีตผู้ต้องขังคดีความมั่นคงจังหวัดชายแดนใต้ ถูกชายฉกรรจ์จำนวน 3 คนบังคับพาขึ้นรถยนต์หายไป แต่การสอบสวนและการตามหาตัวบุคคลดังกล่าว และกการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษยังคงล้มเหลว  จนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครทราบชะตากรรมของพวกเขา การที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายต่อต้านการบังคับให้บุคคลสูญหายถือว่ารัฐยังคงล้มเหลวในการปกป้องสิทธิมนษยชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรมรู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งที่ร่างพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ........ ที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และได้ส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ไม่ได้รับการบรรจุเข้าวาระ แต่กลับถูกส่งกลับมายังกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลต่อประชาชนในทางสาธารณะแต่อย่างใด ขาดความโปร่งใส่ ทั้งๆที่ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เกิดจากความพยายามของของหน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม และองค์การสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ  อีกทั้งได้ผ่านการพิจารณาของตัวแทนหน่วยงานและองค์การเหล่านั้น รวมทั้งรับฟังความเห็นจากประชาชนหลายครั้งแล้วโดยได้ใช้ความพยายามด้วยความอุตสาหะในการจัดทำเป็นเวลานาน แม้เมื่อวันที่ 10  มี.ค. 2560 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะมีมติเห็นชอบในการที่รัฐบาลจะดำเนินการเพื่อเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้หายสาบสูญ ค.ศ. ...........  ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอก็ตาม แต่การที่ คสช. ไม่พิจารณาและตรากฎหมายเพื่ออนุวัติการ หรือกฎหมายเพื่อนำพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาฉบับดังกล่าวมาบังคับใช้ การเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาย่อมไม่เกิดประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมบังคับบุคคลให้สูญหายที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ หรือโดยการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่รัฐแต่อย่างใด จึงถือได้ว่า สนช.ได้ทำลายโอกาสในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนนี้ไปโดยการไม่รับพิจารณาร่างพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายไปโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ต่อประชาชนสาธารณะที่จะได้รับการคุ้มครองสิทธิในชีวิตตามพรบ.ฉบับนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมเร่งดำเนินการให้มี พรบ.การป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหายให้สอดคล้องกับหลักการสากล โดยกำหนดให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดทางอาญา เพื่อสร้างมาตรฐานทางกฎหมายอาญาในประเทศโดยเร็วตามที่ได้ให้คำมั่นไว้กับประชาคมระหว่างประเทศและในระหว่างการทบทวนรายงานสิทธิมนุษยชนต่อองค์กรสหประชาชาติ ขอให้ยกเลิก กฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่อาจสร้างสถาพการณ์หรือเงื่อนไขที่อาจทำให้บุคคลตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะถูกทรมานหรือบังคับให้สูญหาย เช่นการควบคุมตัวในสถานที่ลับหรือโดยไม่เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวไม่ให้ทนายความ แพทย์ หรือญาติเยี่ยม หรือติดต่อกับบุคคลดังกล่าว หรือโดยไม่มีการนำตัวไปศาล เช่น การควบคุมตัวตามคำสั่ง คสช. 3/2558 และการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกจำนวน 7 วัน  การควบคุมตัวตามตามพรก.ฉุกเฉิน 30 วัน การควบคุมตามพรบ.ปราบปรามยาเสพติดจำนวน 3 วัน เป็นต้น และเมื่อปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงที่เชื่อได้ว่า การบังคับบุคคลให้สูญหาย ได้แก่ การจับ ควบคุมตัว ลักพาตัว หรือวิธีการอื่นใดในการทำให้บุคคลสูญเสียอิสรภาพ กระทำโดยตัวแทนของรัฐ บุคคลหรือกลุ่มบุคคลโดยการอนุญาต การสนับสนุน หรือ การรู้เห็นเป็นใจจากรัฐ และรัฐปฏิเสธการกระทำนั้น หรือโดยปกปิดชะตากรรม หรือสถานที่อยู่ของบุคคลนั้น ทำให้บุคคลนั้นต้องตกอยู่ภายนอกความคุ้มครองของกฎหมาย   ขอให้มีการดำเนินการทั้งทางอาญาและทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดอย่างเที่ยงธรรม ไม่เห็นแก่หน้าหรือตกอยู่ภายใต้อิทธิพลใดๆ เพื่อขจัดวัฒนธรรมผู้กระทำผิดลอยนวลอย่างจริงจังด้วย

Recent posts