Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

จัดส่งรายงานคู่ขนานส่งยูเอ็น กรณีพื้นที่ดินป่าไม้

จัดส่งรายงานคู่ขนานส่งยูเอ็น กรณีพื้นที่ดินป่าไม้

4 June 2015

4723

จัดส่งรายงานคู่ขนานส่งยูเอ็น กรณีพื้นที่ดินป่าไม้

เรียกร้องเรื่องสิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติและการดูแลด้านสุขภาพของ

ชนพื้นเมือง/ชนชาติพันธุ์ในประเทศไทย

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง (ศปส.) และศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ได้จัดส่งรายงานคู่ขนาน เกี่ยวกับพื้นที่ขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ของในข้อ 1 สิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ, ข้อ 11 – สิทธิที่จะมีมาตรฐานการครองชีพอย่างพอเพียง และข้อ 12 – สิทธิที่จะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิต 

 ในประเด็น ข้อ 1 สิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ  เสนอให้เพิกถอนคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 และ 66/2557 ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ในการจับกุม ข่มขู่ ทำลายพืชผล ขับไล่ชุมชนในท้องถิ่นโดยพลการ ไม่มีการแจ้งให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบทราบล่วงหน้า ไม่มีการปรึกษาหารือกับหน่วยงานของพลเรือนในพื้นที่  และให้ทบทวนแผนปฏิบัติการป่าไม้ระยะ 10 ปีของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้โดยให้ประเมินผลกระทบต่อสิทธิของผู้อาศัยอยู่ในเขตป่า  รวมทั้งการพิจารณาแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และกฎหมายป่าไม้และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ควรได้รับการทบทวนและแก้ไขอย่างเหมาะสม ชนพื้นเมืองที่พลัดถิ่นหรือถูกโยกย้ายโดยเป็นผลมาจากกฎหมายเหล่านี้ ควรได้รับการเยียวยา ทั้งการชดเชย หรือหากไม่สามารถทำได้ให้จัดให้มี “ค่าชดเชยที่ยุติธรรม เป็นธรรมและเท่าเทียม”  และสนับสนุนแนวทางโฉนดชุมชนตามข้อเสนอขององค์กรภาคประชาสังคมในการแก้ปัญหาที่ดินและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

ประเด็น ข้อ 11 – สิทธิที่จะมีมาตรฐานการครองชีพอย่างพอเพียง รายงานฉบับดังกล่าวเสนอให้  ยุติ การโยกย้ายอย่างถาวรหรือชั่วคราวออกจากบ้านเรือนและ/หรือที่ดินที่ตนครอบ ครอง โดยขัดกับความประสงค์ของบุคคล ครอบครัว และ/หรือชุมชน ทั้งนี้โดยไม่มีการจัดให้มี และไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองตามกฎหมายหรืออื่น ๆ อย่างเหมาะสม รัฐบาลไทยจึงต้องพิจารณาที่จะโยกย้ายชุมชนเหล่านี้กลับไปสู่ที่ดินอันเป็น ข้อพิพาท จากนั้นให้ใช้แนวทางการมีส่วนร่วมกับชุมชน และหาทางฟื้นฟูสิทธิที่จะมีมาตรฐานการครองชีพอย่างพอเพียง   รวมทั้งกำหนดค่าชดเชยให้กับชุมชนที่ถูกไล่รื้อและปฏิบัติตามมาตรการเพื่อการ ฟื้นฟู ทั้งนี้เพื่อดูแลให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินอย่างเพียงพอ สามารถเข้าถึงสิทธิอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลด้านสุขภาพและการเรียนหนังสือของบุตรหลานโดยทันที  อีกทั้งผลักดันให้รัฐบาลไทยควรยอมรับสถานภาพชนพื้นเมืองของ “ชาวไทยภูเขา” ในภาคเหนือและ “ชาวเล” ตามแนวชายฝั่งทะเลในภาคใต้ และ “ชนเผ่า” อื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก โดยกฎหมายป่าไม้และที่ดินควรยอมรับอย่างเป็นทางการต่อสิทธิแบบกลุ่มของชน พื้นเมืองที่มีต่อที่ดิน อาณาเขตและทรัพยากรของตนเอง ทั้งนี้เป็นไปตามปฏิญญาว่าด้วยสิทธิชนพื้นเมืองแห่งสหประชาชาติ (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples)

ข้อ 12 – สิทธิที่จะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิต รายงานฉบับนี้ได้เสนอให้รัฐบาลไทยจะต้องอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายหัวตาม สิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขสำหรับบุคคลผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิ กลุ่มที่มีบัตรประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 0 ประเภททะเบียนราษฎร์ ทร.38 ก โดยตัวเลขหลักที่ 6 และ 7 เป็นเลข 8,9 (0-XXXX-89XXX-XX-X) ตาม มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 16 เมษายน 2558 และ มติครม.20 เมษายน 2558 โดยทันที  โดยจัดสรรงบประมาณเพียงพอจัดสรรโดยทันที   รวมทั้งรัฐบาลไทยต้องพิจารณาเพิ่มนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในประเทศไทย ซึ่งกำลังได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการอยู่ ระหว่างการจัดทำทะเบียนและกำหนดเลขประจำตัว 13 หลักจำนวน 76,540 คน เพิ่มเข้าสู่ “กองทุนให้สิทธิ(คืนสิทธิ)ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขสำหรับบุคคลผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิ”ตามมติครม.23 มีนาคม 2553 และให้มีการจัดสรรงบประมาณรายหัวอย่างเหมาะสม 

 โดยเพิ่มเติมข้อเสนอให้จัดตั้ง “กองทุนควบคุมโรคชายแดน” ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข เพื่อแก้ปัญหาสิทธิขั้นพื้นฐานและการเข้าถึงบริการสุขภาพให้แก่ผู้อพยพเข้าเมืองและพลเมืองไทยที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติ และไม่ได้อยู่ภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและไม่ได้ริบสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขตามมติครม.23 มีนาคม 2553  สุดท้ายเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพที่ยั่งยืน เกิดความเท่าเทียมและเป็นธรรมสำหรับพลเมืองไทยที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติ รัฐบาลไทยต้องทบทวนและแก้ไขมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 เพื่อตอบสนองความต้องการของพลเมืองไทยที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติ โดยบุคคลเหล่านี้ควรมีสิทธิได้รับบริการดูแลด้านสุขภาพและหลักประกันสุขภาพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ

 

การ นำเสนอรายงานคู่ขนานดังกล่าวสืบเนื่องจากที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีกติกา ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมโดยการภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2542 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2542 รัฐภาคีจะต้องเสนอรายงานภายในปีแรก นับจากวันที่กติกามีผลใช้บังคับ และทุกๆ 5 ปี หลังการส่งรายงานฉบับแรก หรือเมื่อได้รับการร้องขอจากคณะกรรมการสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม  โดยรัฐบาลไทยได้จัดส่งรายงานฉบับแรกหลังการให้สัตยาบันไปแล้วเป็นเวลา 16 ปี  ได้กำหนดว่าจะมีการทบทวนรายงานและการพิจารณารายงานคู่ขนาน ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในวันที่ 4-5 เดือนมิถุนายน ปี 2558 นี้  โดยทางคณะกรรมการ ESCR จะรับฟ้งการรายงานความก้าวหน้าจากผู้แทนของประเทศไทยและพร้อมกันนั้นก็เปิด โอกาสให้องค์กรภาคประชาชนสังคมทั้งไทยและต่างประเทศหลายองค์กรจัดส่งรายงาน คู่ขนาน (shadow report) และร่วมรับฟังการรายงานด้วย ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยมีการถ่ายทอดสดในระบบ Webcast ขององค์กรสหประชาชาติด้วย ในวันที่ 4 มิถุนายนเวลา 15.00 และ ในวันที่ 5 มิถุนายน เวลา 10.00. และ 15.00  น. ณ เวลาท้องถิ่น

รายงานฉบับภาษาอังกฤษสามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://tbinternet.ohchr.org/_layouts/TreatyBodyExternal/Countries.aspx?CountryCode=THA&Lang=EN

รายงานฉบับภาษาไทยสามารถดาวน์โหลดได้ที่  https://voicefromthais.files.wordpress.com/2015/05/submisssion-to-icescr-land-rights-_thailand_05-may-2015-final-thai-print2.pdf

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อที่ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ  Tel. 02-6934939