Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ศาลจังหวัดฝาง นัดพิจารณา 2 คดี กรณีชาวบ้านบ้านขอบด้ง ดอยอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง

ศาลจังหวัดฝาง นัดพิจารณา 2 คดี  กรณีชาวบ้านบ้านขอบด้ง ดอยอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง

12 July 2016

1511

ศาลจังหวัดฝาง นัดพิจารณา 2 คดี กรณีชาวบ้านบ้านขอบด้ง ดอยอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ชาวบ้านทำโฮมสเตย์ตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐกลับถูกกล่าวหาว่าปุกรุกป่า   วันที่ 11 กรกฎาคม 2559 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดฝาง นัดพิจารณาคดี 2 คดี ที่ชาวบ้านถูกกล่าวหาเรื่องบุกรุกป่า คือ คดีอาญาหมายเลขดำที่ สว.8/2559 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดฝาง โจทก์ กับ นายสุริยา  เกิดโอฬาร จำเลย  และ คดีหมายเลขดำที่ สว.9/2559 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดฝาง โจทก์ กับ นายอาจหาญ  จตุพรไพร จำเลย ในข้อหา บุกรุก ก่นสร้าง แผ้ว ถาง เผาป่าหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือยึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติโดยมิชอบ และก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต  ซึ่งทั้งสองคดีเป็นผลกระทบต่อชาวบ้านอันเนื่องมาจากคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 ตามนโยบายทวงคืนผืนป่า คดีนี้ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้ข้อแนะแนะและประสานงานทำความเข้าใจกับผู้ได้รับผลกระทบเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีคำสั่งที่ 64/2557 และแผนแม่บททวงคืนผืนป่าในพื้นที่บ้านนอแล   และต่อมาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2558 เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานได้สนธิกำลังเข้าตรวจยึดบ้านของนายสุริยา   เกิดโอฬาร  และบ้านของนายอาจหาญ จตุพรไพร  ชาวบ้านที่ตกเป็นจำเลยในสองคดีดังกล่าวข้างต้น เพราะสร้างเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวมาพักในช่วงฤดูหนาว ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐให้สามารถสร้างที่พักแบบโฮมสเตย์ได้ เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว โดยสร้างบนพื้นที่เดิมตามที่ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยและทำกินมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว ทั้งที่ไม่ได้บุกรุกป่าเพิ่มเติมแต่อย่างใด ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมมีความเห็นว่าเมื่อนโยบายของรัฐมีความขัดแย้งเพราะเมื่อก่อนหน้าที่จะมีคำสั่งคสช.ที่ 64 ชาวบ้านได้รับการส่งเสริมการท่องเที่ยวจากรัฐให้สร้างโฮมสเตย์ต่อมาถูกฟ้องดำเนินคดีตามโครงการส่งเสริมความเข้มแข็งภาคประชาชนเรื่องสิทธิในที่ดินและป่าไม้ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 พนักงานอัยการจังหวัดฝางได้ยื่นฟ้องชาวบ้านทั้งสองคน ดังกล่าวต่อศาลจังหวัดฝาง เป็นคดีอาญา หมายเลขดำที่ สว.8/2559 และหมายเลขดำที่ สว.9/2559 โดยอาศัยตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ที่กำหนดให้ป่าลุ่มน้ำฝางในตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นป่าสงวนแห่งชาติ  โดยกล่าวหาตามฟ้องความว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2557 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2558 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยทั้ง 2 คดีได้กระทำความผิด กล่าวคือ
  1. จำเลย ทั้ง 2 คดี ได้บังอาจบุกรุกเข้าไปในป่าสงวนแห่งและยึดถือครอบครองที่ดินเพื่อตนเองและกระทำการก่นสร้าง เผาป่า และแผ้วถาง ในเขตป่าลุ่มน้ำฝาง ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
  2. จำเลย ทั้ง 2 คดี บังอาจก่อสร้างบ้านพัก ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองอาคารอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
  3. จำเลยทั้ง 2 คดี บังอาจดำเนินกิจการโรงแรม และเปิดบริการให้ผู้พักเพื่อรับสินจ้าง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย
จำเลยทั้ง 2 คดีดังกล่าว ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาของโจทก์ และศาลจังหวัดฝางได้นัดพร้อมมาประชุมคดี เพื่อกำหนดประเด็นในคดีและเพื่อที่จะทราบข้อมูลเกี่ยวกับพยานหลักฐานทั้งหมด รวมถึง การกำหนดจำนวนพยาน และสอบถามคำให้การจำเลย ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2559 เวลา 09.00 นาฬิกา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายสุทธิเกียรติ ธรรมดุล ทนายความ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น 053-230072 หรือ 083-6284239 นายปรีดา นาคผิว  ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม  089-6222474

Recent posts