Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ความเห็นทางกฎหมายของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนต่อคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559

ความเห็นทางกฎหมายของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนต่อคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559

6 April 2016

1645

            นับแต่เดือนมี.ค. 2559 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศและดำเนินนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลเรื่อยมา โดยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายมารองรับ กระทั่งวันที่ 29 มี.ค. 2559 ได้มีการประกาศใช้คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 13/2559  มารองรับการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวโดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งได้รับการแต่งตั้งมีอำนาจในการจับกุมบุคคลผู้กระทำความผิดซึ่งหน้า ควบคุมตัว ค้น ยึด อายัด กระทำการใดๆตามคำสั่ง คสช. หรือควบคุมตัวบุคคลไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน ตลอดจนกำหนดเงื่อนไขให้กับบุคคลที่ถูกควบคุมตัวไว้ รวมถึงกำหนดอำนาจหน้าที่อื่นๆของเจ้าหน้าที่ทหาร อาจกล่าวได้ว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 เป็นคำสั่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 แทบทั้งหมด ทั้งในแง่ของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และการตัดอำนาจของศาลปกครองไม่ให้มีอำนาจพิจารณาการกระทำใดๆของเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามคำสั่ง[1] อย่างไรก็ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 ยังมีรายละเอียดสำคัญที่แตกต่างออกไป ซึ่งศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจะสรุปสาระสำคัญข้อกังวล และข้อเสนอดังต่อไปนี้ สาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 13/2559 ประเด็นที่ 1 เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559           เจ้าพนักงานที่มีอำนาจตามคำสั่งฉบับนี้ คือ “เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม” ได้แก่
  1. เป็นเจ้าหน้าที่ทหารยศตั้งแต่ร้อยตรี เรือตรี หรือเรืออากาศตรี ขึ้นไป 2. เป็นเจ้าพนักงานที่ได้รับการแต่งตั้งจากหัวหน้า คสช. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้า คสช.[2]
ส่วน ข้าราชการทหารซึ่งมียศต่ำกว่าชั้นร้อยตรี หรือเรืออากาศตรี ลงมา รวมถึงทหารประจำการ ทหารกองประจำการ และอาสาสมัครทหารพราน ซึ่งหัวหน้าคสช. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคสช. แต่งตั้งให้เป็น “ผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม”[3]จะมีอำนาจหน้าที่ในการช่วยเหลือเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามได้ต่อเมื่อได้รับสั่งการหรือมอบหมาย[4] ประเด็นที่ 2 บุคคลที่เข้าข่ายจะได้รับผลกระทบจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559           เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามจะสามารถใช้อำนาจต่อบุคคลได้เฉพาะบุคคลที่มีพฤติการณ์ครบองค์ประกอบ 2 ประการ ดังต่อไปนี้ องค์ประกอบข้อที่ 1บุคคลนั้นจะต้องมีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย ดังต่อไปนี้ 1.1 กระทำความผิดโดยการข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น 1.2 แสดงตนให้บุคคลอื่นเกรงกลัว ไม่กล้าขัดขืนหรือร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการเพราะเกรงภัยจะเกิดแก่ตน 1.3 ดำรงชีพด้วยการกระทำความผิดกฎหมาย รวมถึงการเป็นผู้ใช้ ผู้จ้างวาน ผู้สนับสนุนการกระทำข้างต้นด้วย องค์ประกอบข้อที่ 2บุคคลที่มีพฤติการณ์ตามองค์ประกอบข้อที่ 1 ต้องถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด 27 ประเภท ตามบัญชีความผิดท้ายคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 13/2559 กำหนดไว้ด้วย ดังนั้น หากบุคคลที่ถูกกล่าวหาไม่ได้มีพฤติการณ์ตามข้อที่ 1 หรือกรณีมีพฤติการณ์ตามข้อที่ 1 แต่ไม่ใช่ความผิดที่ถูกกำหนดไว้ใน 27 ประเภท เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามก็ใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 ต่อบุคคลนั้นไม่ได้ ยกเว้น เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดตามบัญชีความผิดท้ายคำสั่งฉบับนี้จึงจะมีอำนาจเรียกบุคคลนั้นมาเพื่อสอบถามข้อมูลหรือให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์ ประเด็นที่ 3เกณฑ์ในการควบคุมตัวบุคคลของเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม[5] (1) มีอำนาจควบคุมตัวกรณีที่ยังสอบถามไม่แล้วเสร็จเท่านั้น (2) ควบคุมตัวไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน (3) ห้ามควบคุมตัวไว้ในสถานีตำรวจ ที่คุมขัง ทัณฑสถาน หรือเรือนจำ (4) ห้ามปฏิบัติต่อบุคคลนั้นในลักษณะเป็นผู้ต้องหา ข้อสังเกตและข้อกังวลต่อคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 ของศูนย์ทนาย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เทียบเคียงกับสถานการณ์ปัจจุบัน           ข้อ 1. คำสั่งดังกล่าว ไม่มีความชัดเจนในการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามในประเด็นดังต่อไปนี้ 1.1 ไม่บังคับให้สวมเครื่องแบบ และแสดงตนว่ามีอำนาจก่อนจะปฏิบัติการตามคำสั่งฉบับนี้ 1.2 คำสั่งฉบับนี้ยังคงเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ทหารนำตัวบุคคลไปคุมขังไว้ใน “ค่ายทหาร” คล้ายกับการใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ซึ่งสาธารณชนเข้าไปตรวจสอบไม่ได้ ทำให้บุคคลผู้ถูกควบคุมตัวอาจจะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนได้โดยง่าย[6] ข้อ 2. คำสั่งฉบับนี้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารในการควบคุมตัวบุคคลไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน แยกจากการควบคุมตัวบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศูนย์ทนายความฯมีความกังวลว่า เจ้าหน้าที่ทหารจะปฏิเสธไม่ให้ผู้ถูกควบคุมตัวได้รับสิทธิต่างๆ เช่น สิทธิที่จะแจ้งให้ญาติหรือบุคคลที่ไว้วางใจทราบถึงการควบคุมตัวและสถานที่ควบคุมตัว หรือ สิทธิที่จะพบหรือปรึกษาทนายความเป็นการเฉพาะตัว หรือ สิทธิที่จะติดต่อญาติได้ตามสมควร เป็นต้น โดยเจ้าหน้าที่ทหารมักอ้างว่าเป็นการควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ ไม่ใช่การควบคุมตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้ถูกควบคุมตัวจึงยังไม่มีสิทธิต่างๆตามที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วไม่ว่าจะเป็นการอ้างการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก[7]หรือการใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ผ่านมา[8] ข้อ 3.เดิมคำสั่งคณะหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ให้อำนาจเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยในการควบคุมตัวบุคคลไว้ไม่เกิน 7 วัน เพียงแค่ 4 ฐานความผิดเท่านั้น แต่กลับมีการอ้างคำสั่งฉบับดังกล่าวเพื่อควบคุมตัวบุคคลที่ไม่ได้มีพฤติการณ์กระทำความผิดตามที่คำสั่งได้ให้อำนาจไว้ กรณีตัวอย่าง เช่น การที่เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวนายวัฒนา เมืองสุข ในค่ายทหารโดยไม่ได้มีหลักฐานอันพอสมควรว่าได้กระทำความผิดตามคำสั่งหัวหน้า คสช. แม้หลังนายวัฒนา เมืองสุขถูกปล่อยตัวจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แต่ก็ไม่ได้เป็นความผิดตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 อีกกรณีหนึ่ง คือ การควบคุมตัวนายสราวุฒิ บำรุงกิตติคุณ แอดมินเพจ ‘เปิดประเด็น’ ไว้ 7 วัน โดยไม่เปิดเผยสถานที่คุมขัง ไม่มีหลักฐานตามสมควร และไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าเควบคุมด้วยเหตุอะไร ถือเป็นการพยายามนำกฎหมายพิเศษมาใช้ควบคุมตัวบุคคล เมื่อมีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 ครอบคลุมความผิด 27 ประเภท นับเป็นการขยายฐานความผิดในการควบคุมตัวเพิ่มขึ้นจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 อันเป็นการขยายฐานความผิดอย่างกว้างขวางและรวมเอาความผิดที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลเข้ามาด้วย เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาททำให้เกิดความกังวลว่าเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามอาจใช้คำสั่งฉบับนี้ เพื่อเข้าไปจัดการและควบคุมตัวบุคคลไว้ในค่ายทหารในวงกว้าง นอกจากนี้ ศูนย์ทนายความฯมีข้อกังวลว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 จะถูกนำไปใช้กับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายของคสช. อาทิกลุ่มชาวบ้านที่พิพาทเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินกับหน่วยงานของรัฐอย่างที่ คสช. เคยพยายามใช้มาตราการทางกฎหมายเข้าไปไล่รื้อจัดการก่อนหน้านี้ ข้อ 4. คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับนี้ ขยายอำนาจให้เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งได้รับการแต่งตั้งมีอำนาจครอบคลุมความผิดถึง 27 ประเภทตามบัญชีท้ายคำสั่ง ศูนย์ทนายความฯมีความกังวลว่า เจ้าหน้าที่ทหารอาจจะขาดความเข้าใจในการบังคับใช้กฎหมายแต่ละฉบับที่มีรายละเอียดจำนวนมากโดยเฉพาะพระราชบัญญัติต่าง ๆการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งไม่ได้สำเร็จการศึกษาทางด้านกฎหมาย รวมถึงให้อำนาจทหารกองประจำการ หรืออาสาสมัครทหารพราน มาเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายอย่างกว้างขวางเช่นนี้อาจเกิดการบังคับใช้กฎหมายที่ผิดไปจากเจตจำนงของกฎหมาย รวมถึงอาจจะนำไปสู่การใช้อำนาจตามอำเภอใจของเจ้าหน้าที่ทหารโดยอ้างคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 ได้ ข้อ 5คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับนี้ ถูกประกาศใช้ออกมาโดยอาศัยฐานอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ทำให้ศาลเข้าไปตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในการปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับนี้ได้ยากขึ้น เพราะมาตรา 44 กำหนดให้การปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายชอบด้วยรัฐธรรมนูญและให้เป็นที่สุด ข้อเสนอต่อสาธารณชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจควบคุมตัวบุคคลตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559           ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เห็นว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 นี้ ไม่ได้ให้อำนาจในการควบคุมตัวบุคคลได้ไม่เกิน 7 วัน ในลักษณะเด็ดขาด แต่ยังคงกำหนดหลักเกณฑ์ให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามต้องปฏิบัติตาม ดังนั้นหากเห็นว่าเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามควบคุมตัวบุคคลใดอันเป็นการคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สามี ภริยา หรือญาติของผู้นั้น หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของบุคคลผู้ถูกคุมขังเอง มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลยุติธรรมทำการไต่สวนและขอให้ปล่อยตัวบุคคลผู้ถูกคุมขังนั้นไปได้ ตามหลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) หรือ ICCPR ข้อ 9 (4) ข้อเสนอแนะ           ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่าคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 กำเนิดขึ้นมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ยึดโยงต่อเจตจำนงของประชาชนและดำรงอยู่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีเนื้อหาที่ริดรอนสิทธิ เสรีภาพ ทั้งยังปิดกั้นไม่ให้ศาลและสาธารณชนสามารถตรวจสอบได้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงขอยืนยันให้คสช. ดำเนินการดังต่อไปนี้
  1. ยกเลิกและยุติการใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 13/2559 ในทันที
  2. ยกเลิกและยุติการใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557
  ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน [1]ดูคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ได้ที่ http://library2.parliament.go.th/giventake/content_ncpo/ncpo-head-order3-2558.pdf [2]ข้อ 1คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 13/2559 [3]อ้างถึงแล้วในข้อ 2 [4]ข้อ 6คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 13/2559 [5]ข้อ 4วรรคแรกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 13/2559 [6]อ่านบทความ คุกทหาร ความยุติธรรมห้ามเข้า ได้ที่ https://tlhr2014.wordpress.com/2016/03/18/military_prison/ [7]กฎอัยการศึกห้ามเยี่ยมคนเจ็บ! https://www.facebook.com/lawyercenter2014/photos/a.668860109830513.1073741828.668420999874424/801101126606410/?type=1&theater [8] 10 คดีเด่นในศาลทหารประจำปี 2558 ตอนที่ 2 https://tlhr2014.wordpress.com/2015/12/26/10-case-of-the-year-2/

Recent posts