Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

แถลงการณ์มูลนิธิผสานวัฒนธรรม คัดค้านคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 13/2559 ขัดหลักนิติรัฐและคำมั่นสัญญากับประชาคมโลกเรื่องสิทธิมนุษยชน

แถลงการณ์มูลนิธิผสานวัฒนธรรม  คัดค้านคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 13/2559  ขัดหลักนิติรัฐและคำมั่นสัญญากับประชาคมโลกเรื่องสิทธิมนุษยชน

6 April 2016

1493

    ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกคำสั่งที่ 13/2559 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2559 เรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อ ความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ  โดยเนื้อหาของคำสั่งดังกล่าวเป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารอย่างกว้างขวาง โดยไม่มีองค์กรด้านกระบวนการยุติธรรมและองค์กรตุลาการใดใดร่วมตรวจสอบการใช้ อำนาจในแต่ละขั้นตอนได้ โดยอ้างว่าเพื่อให้อำนาจในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญาหลาย ประเภท  มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่าคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว ขัดและแย้งต่อหลักนิติรัฐหรือหลักนิติธรรม หลักการสากลด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  อีกทั้งมีความเสี่ยงที่ทำให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายรูปแบบ โดยมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้
  1. นิยาม ของคำว่า บุคคลที่มีพฤติการณ์การกระทำความผิดอาญาตามคำสั่งฯเป็นความหมายที่กว้างและ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจและการตีความตามอำเภอใจของเจ้าพนักงานฯที่ทำหน้าที่ตาม ผลของคำสั่งดังกล่าว การควบคุมตัวบุคคลตามคำสั่งนี้อาจเป็นการควบคุมตัวตามอำเภอใจซึ่งหมายถึงการ กระทำที่เป็นการควบคุมตัวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ/หรือ โดยไม่อาจคาดคะเนได้หรือไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน แม้ว่าจะเป็นการอ้างคำสั่งนี้ในทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติดุลพินิจของเจ้าพนักงานฯ ก็อาจปราศจากมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย ไม่เป็นไปตามกฎหมาย หรือไม่มีเหตุอันควร หรือไม่จำเป็นในพฤติการณ์ของคดี โดยไม่มีหน่วยงานใดใดตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานได้ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อสิทธิเสรีภาพ  สิทธิในชีวิตร่างกาย และทรัพย์สิน (กรณีการสั่งยึดทรัพย์) ต่อประชาชน สิทธิในการแสดงทางความคิดเห็น สิทธิในการชุมชมโดยสันติ เป็นต้น
  2. อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามในการจับกุมตัวบุคคล  เพื่อสอบถามเป็นเวลา 7 วัน โดยควบคุมตัวไว้ในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานตำรวจ ที่คุมขัง ทัณฑสถาน หรือเรือนจำ โดยอาจมีการควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวในสถานที่ลับ ไม่เปิดเผย ไม่สามารถติดต่อกับญาติ หรือทนายความได้ ซึ่งเป็นการควบคุมตัวที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และเป็นการละเมิดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  หลักการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม  และอาจทำให้ผู้ถูกจับ ผู้ถูกควบคุมตัว ตามคำสั่งนี้ต้องขาดหลักประกันสิทธิในการเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรม อาทิเช่น สิทธิในการได้รับการเยี่ยมญาติ สิทธิในการพบทนายความ สิทธิในการพบแพทย์ เป็นต้น โดยอาจตกเป็นผู้เสียหายจากการทรมานหรือการบังคับหายสาบสูญได้
  3. ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment-CAT) และได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ (Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance -ICCPED)โดย หลักการสำคัญของอนุสัญญาฯทั้งสองฉบับนี้คือการให้คำมั่นสัญญากับประชาคมโลก ต่อการเคารพต่อหลักการด้านสิทธิมนุษยชนว่า ประเทศไทยจะพยายามดำเนินการเพื่อให้หลักการห้ามทรมานหรือการบังคับให้สูญหาย ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงหรืออาจเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติโดยเด็ดขาด  การขาดซึ่งความโปร่งใส่และตรวจสอบได้ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามคำสั่ง นี้ส่งผลให้ประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยงและความหวาดกลัวว่าจะถูกละเมิดสิทธิ ตามอนุสัญญาดังกล่าว
  มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาฐานะหัวหน้าคณะรักษาความปลอดภัยพิจารณาทบทวนคำสั่งนี้  เพื่อดำรงไว้ซึ่งหลักนิติรัฐ นิติธรรม และหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นหลักการพื้นฐานและจำเป็นของการนำประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย   ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ  โทร 02-6934939

Recent posts