Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ข้อเสนอแนะจากภาคประชาสังคมในกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย

ข้อเสนอแนะจากภาคประชาสังคมในกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย

24 March 2016

1552

  (กรุงเทพฯ –16 มีนาคม 2559) ในวันนี้เครือข่ายภาคประชาสังคมในกระบวนการการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย (Thailand CSO Coalition for Universal Periodic Review - UPR) ซึ่งมีสมาชิกจาก 22 ประเด็นเครือข่ายได้เรียกร้องรัฐบาลไทยให้ดำเนินการตามพันธกรณีและคำมั่นสัญญาในการเคารพ ปกป้องคุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนซึ่งให้ไว้ในการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนรอบที่ 1 ในปี 2554 ในการประชุม UPR Info’s Pre-Session ที่สถานทูตสวิตเซอร์แลนด์  กรุงเทพฯ ผู้แทนเครือข่ายฯได้นำเสนอและเรียกร้องต่อผู้แทนทูตประเทศต่างๆ ให้มีการให้ข้อแนะนำที่จะนำมาซึ่งการเคารพ ปกป้องคุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนแก่รัฐไทย โดยให้สะท้อนจากเสียงของภาคประชาสังคมอย่างแท้จริง กระบวนการ UPR เป็นกลไกภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council- HRC) เป็นหนึ่งกลไกที่ประชาคมโลกจะได้มีการพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐไทยในการปกป้อง คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งกระบวนการนี้กำหนดให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้ง 192 ประเทศ จะต้องจัดทำรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศ เพื่อเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งการทบทวนของแต่ละประเทศจะมีขึ้นทุกๆ 4 ปี โดยเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมในประเทศต่างๆ ได้นำเสนอสถานการณ์และข้อเสนอแนะด้วย สำหรับประเทศไทยในวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 นี้ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติจะทำการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งทางเครือข่ายฯ จะได้ทำการติดตามเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ารัฐไทยจะรับข้อเสนอแนะต่างๆ และดำเนินการในการเคารพ ปกป้องคุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่จะได้มีการทบทวนในเดือนพฤษภาคมนี้ มีหลากหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็น สิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิในชีวิต การทรมาน การบังคับสูญหาย การจัดการทรัพยากรของชุมชน สิทธิสตรี เด็ก ความหลากหลายทางเพศ ชนเผ่าพื้นเมือง คนไร้รัฐ ผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ ผู้สูงอายุ ผู้ติดเชื้อ การค้ามนุษย์ สถานการณ์ชายแดนใต้ ฯลฯ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ผ่านมา “อำนาจการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ”ถูกผูกขาดโดยรัฐบาล กฎหมาย และนโยบายที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม หลังการรัฐประหารคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ได้ออกคำสั่ง ฉบับที่ 64/2557 และ 66/2557 ตามแผนแม่บทป่าไม้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐบังคับไล่รื้อชุมชนออกจากพื้นที่ทำกินโดยไม่มีการจัดสรรที่อยู่ให้ใหม่ ทำลายผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้าน นอกจากนั้นยังออกคำสั่ง ฉบับที่ 3, 4 และ 9/2559 ยกเว้นกฎหมายผังเมือง สนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ นโยบายพลังงาน ทั้งเรื่องปิโตรเลียม และโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเปิดช่องให้ดำเนินโครงการกว่า 70 โครงการ เช่น เขื่อน การคมนาคม ฯลฯ โดยไม่ต้องรอผลการอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวมทั้งการเดินหน้า พระราชบัญญัติแร่ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ และพระราชบัญญัติปิโตรเลียมที่ลดขั้นตอนการอนุมัติและสกัดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายพิเศษจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก และการชุมนุมอย่างสันติ เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของชาวบ้านทั้งจากกฎอัยการศึก มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ การใช้อำนาจเรียกตัวชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิไปปรับทัศนคติ รวมทั้ง การข่มขู่คุกคาม จากเจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ ซึ่งพบว่าปัญหาการคุกคามยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เช่น ปรากฏการณ์การประทะกันระหว่างทหารกับชาวลาหู่ และการใช้กำลังของกลุ่มทุนกับ ชาวเลจากหาดราไวย์เป็นต้น รัฐไทยควรจะเพิกถอนโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตชุมชน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกลไกและกระบวนการตัดสินใจในการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งในระดับนโยบายและระดับท้องถิ่น ชุมชนจะต้องเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนก่อนการดำเนินโครงการ ผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องได้รับการคุ้มครอง ชดเชยเยียวยาจากรัฐและผู้ประกอบการอย่างเป็นธรรม สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง: หลังการรัฐประหารปี 2557 สถานการณ์สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองเริ่มเลวร้ายลง อันเป็นผลจากการบังคับใช้กฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน  โดยมีการจับกุมและดำเนินคดีผู้แสดงออกอย่างสันติและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน การทรมาน การใช้โทษประหารชีวิต และการบังคับบุคคลให้สูญหาย รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ ผู้กระทำความผิดกลับไม่ได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม หลังการรัฐประหาร มีการใช้กฎหมาย เช่น กฎอัยการศึกและประกาศคำสั่งคสช. ที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็นของสื่อและประชาชน มีการเรียกผู้เห็นต่างจากรัฐไปปรับทัศนะคติและควบคุมตัวด้วยอำนาจพิเศษ ซึ่งผู้ถูกควบคุมตัวบางส่วนอ้างว่ามีการซ้อมทรมานระหว่างการควบคุมตัว มีการประกาศให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร มีการฟ้องหมิ่นประมาทด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112และ116 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 โดยมีการฟ้องคดี 112 อย่างน้อย 30 คดี และมีการดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนประกาศคสช. ด้วยการแสดงออกโดยสันติอย่างน้อย 50 คน สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีเหตุความไม่สงบมามากว่า 12 ปี   โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายพิเศษสามฉบับ คือ กฎอัยการศึก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน  และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร  อันเป็นผลให้มีการจับกุมพลเรือนตามอำเภอใจและการควบคุมตัวเป็นเวลามากถึง 37 วัน โดยไม่นำผู้ละเมิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม  นอกจากนี้ ยังมีการบังคับตรวจดีเอ็นเอ โดยเฉพาะล่าสุด มีการตรวจดีเอ็นเอของเด็กอายุห้าเดือน   รวมถึงมีการทรมานอย่างเป็นระบบและกว้างขวาง อย่างน้อย 54 ราย ตามบันทึกสถิติปี 2557- 2558  และการบังคับบุคคลให้สูญหาย 5 ราย ในปี 2554-2559 รัฐจะต้องยกเลิกหรือทบทวนการบังคับใช้กฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพชายแดนภาคใต้  นำผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อขจัดปัญหาการลอยนวลพ้นผิด ลงนามและให้สัตยาบันตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนทั้ง 9 ฉบับ และอนุวัติกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับตราสารดังกล่าว กลุ่มเปราะบางในสังคม: การที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายของชนเผ่าพื้นเมือง ชนกลุ่มน้อย คนไร้สัญชาติ ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย / ผู้ลี้ภัย  ทำให้เขาเหล่านั้นต้องเผชิญการเลือกปฏิบัติเนืองๆอยู่บ่อยครั้งและมีความเสี่ยงต่อการถูกจับกุมกักกันการผลักดันสู่ภยันตราย (refoulement) และการแสวงประโยชน์ทั้งยังประสบปัญหาการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การเข้าถึงกระบวนยุติธรรมได้อย่างจำกัดและสามารถแสวงหาการเยียวยาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้เพียงเล็กน้อย รัฐจะต้องรับรองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองไว้ในรัฐธรรมนูญ และรับรองร่าง พ.ร.บ. สภาชนเผ่าพื้นเมือง ตามกลไกสภานิติบัญญัติเพื่อส่งเสริมสิทธิชุมชนในการจัดการตนเองยกเลิกกฎหมายและนโยบายที่กระทบต่อวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง รัฐจักต้องจัดทำและดำเนินการในการกำหนดขั้นตอนการขอสิทธิที่จะมีที่ลี้ภัย และจัดให้ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและผู้ลี้ภัยได้รับรองสถานะให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ แก้ไขนโยบายการควบคุมตัวเพื่อประกันว่า รัฐจะใช้วิธีควบคุมตัวผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและผู้ลี้ภัยเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้นแต่จะใช้มาตรการทดแทนอื่นๆ แทนการควบคุมตัว และต้องเคารพมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการส่งกลับ ซึ่งต้องเป็นไปโดยสมัครใจ อย่างมีศักดิ์ศรีและปลอดภัย สิทธิแรงงาน และการค้ามนุษย์ : แรงงานข้ามชาติประสบปัญหาในการขึ้นทะเบียน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิแรงงานตามกฎหมายที่มีอยู่ในประเทศไทย เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ร.บ.กองทุนเงินทดแทน และพ.ร.บ. กองทุนประกันสังคม ไม่สามารถรวมตัวกันจัดตั้งองค์กรของตนเองได้ รัฐไทยควรต้องแก้ไขกฎหมาย และแนวปฏิบัติที่นำไปสู่การเข้าถึงสิทธิของแรงงานข้ามชาติ เช่น ประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน ประกันสุขภาพ เสรีภาพในการจัดตั้งแรงงาน และการเจรจาต่อรอง การจัดให้มีล่ามในสถานบริการของรัฐ รวมถึง พ.ร.บ.ค้ามนุษย์ โดยขยายความไปถึงกลุ่มที่เป็นแรงงานขัดหนี้ นอกจากนี้รัฐจะต้องลงนามในอนุสัญญาสำคัญ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของผู้โยกย้ายถิ่นและครอบครัว รับรองอนุสัญญามาตรฐานแรงงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 สิทธิเด็ก:รัฐบาลไทยได้ดำเนินการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของเด็กอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของเด็ก โดยเฉพาะเกี่ยวกับการลงโทษทางร่างกาย ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 ห้ามมิให้มีการลงโทษทางร่างกายแก่เด็กในทุกสถานการณ์ และการไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีต้องรับผิดทางอาญา ซึ่งต้องแก้ไข มาตรา 73 ประมวลกฎหมายอาญา โดยเพิ่มอายุขั้นต่ำจาก 10 ปี เป็น 12 ปี เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งกำหนดโดยคณะกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาติ สิทธิผู้พิการ: ยังคงถูกเลือกปฏิบัติ  ถูกกีดกันด้านแรงงาน ไม่สามารถเข้าถึงสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวก รัฐควรบังคับใช้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของคนพิการ ให้มีประสิทธิภาพ ขจัดความไม่โปร่งใส และส่งเสริมธรรมาภิบาลรวมทั้งต้องเร่งสนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนาศูนย์บริการคนพิการทั่วไปที่ดำเนินการโดยองค์กรด้านคนพิการ ผู้สูงอายุนั้นยังคงขาดความรู้และการเข้าถึงสิทธิและสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้รับ ตาม พรบ.ผู้สูงอายุ ปี 2546 รัฐควรที่จะผลักดันให้เกิดการบูรณาการนโยบาย ของ 6 กระทรวงหลัก และ 2 หน่วยงาน สนับสนุนการดำเนินการ รวมทั้งให้รัฐบาลไทยได้สนับสนุนการปฏิบัติตามกฎบัติอาเซียน ที่ประกาศไว้ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ “การเสริมสร้างพลังผู้สูงอายุในอาเซียน” และสนับสนุนให้มีปฏิญญาสากลระหว่างประเทศด้านผู้สูงอายุ สิทธิของผู้หญิง:การบังคับใช้กฎหมายความเท่าเทียมระหว่างเพศ ที่มีการประกาศใช้เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2558เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงตามมาตรา 17 วรรคสอง ซึ่งยังมีข้อยกเว้นการกระทำเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ และตามหลักการศาสนา เป็นการ เปิดช่องให้มีการตีความการบังคับใช้กฎหมายไปในทางที่ไม่สอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนรัฐไทยจึงจำเป็นจะต้องยกเลิกมาตรา 17 วรรคสอง ในพระราชบัญญัตินี้ สิทธิในอัตลักษณ์ทางเพศ และเพศวิถีที่หลากหลาย :จากการยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่ระบุถึงการคุ้มครองสิทธิในประเด็นเรื่องเพศภาวะไป ทำให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศไม่ได้รับการคุ้มครอง ดังนั้นรัฐไทยจะต้องคงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญซึ่งมีหลักประกัน ห้ามการเลือกปฏิบัติด้วยอัตลักษณ์ทางเพศและเพศวิถี เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกกฎหมายและนโยบาย เพื่อให้มีการคุ้มครองสิทธิบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ ทั้งในเรื่องสิทธิการคุ้มครองการถูกรังแกและการไม่ถูกเลือกปฏิบัติในสถานศึกษา สิทธิในการรับรองสถานะของบุคคลข้ามเพศ   และการรับรองสถานะคู่ชีวิตของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ สิทธิของพนักงานบริการ:รัฐไทยยังคงบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี 2539 ซึ่งส่งผลให้พนักงานบริการเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ไม่ได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ถูกตีตรา ละเมิดสิทธิ และเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ยังมองพนักงานบริการ เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์  และมีการใช้กฎหมายในเชิงลงโทษมากกว่าคุ้มครองสิทธิของพนักงานบริการ  ดังนั้นรัฐไทยจะต้องยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี และยกเลิกข้อความตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4 “แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี” สิทธิของผู้หญิงที่ใช้สารเสพติดชนิดฉีด:ผู้ที่ใช้สารเสพติดชนิดฉีด ยังคงได้รับผลกระทบจากพระราชบัญญัติยาเสพติด พ.ศ.2522 และ พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 ที่มีบทลงโทษผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด หรือส่งตัวผู้ใช้สารเสพติดไปเข้ารับการบำบัด  ในกรณีของผู้หญิงที่ใช้สารเสพติดชนิดฉีด ยังไม่ได้รับการคุ้มครองกรณีที่ถูกเจ้าหน้าที่ล่วงละเมิดทางเพศ หรือ เสนอให้ผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์ เพื่อแลกกับการปล่อยตัว นอกจากนี้เมื่อผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ยังไม่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 เนื่องจากจะถูกดำเนินคดีตามพรบ.ยาเสพติด พ.ศ.2522 ก่อน  รัฐไทยจะต้องปรับปรุง แก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติด พ.ศ.2522  ทั้งสองฉบับ ให้คุ้มครองสิทธิของผู้ที่ใช้สารเสพติดอย่างแท้จริง ประเทศไทยมีจำนวนผู้หญิงอยู่ในเรือนจำเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน จากสถิติพบว่าร้อยละ 80 ของผู้ต้องขังหญิงต้องคดียาเสพติด เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมของไทยไม่มีความละเอียดอ่อนในเพศสภาพของผู้หญิง รัฐจึงต้องจัดทำระเบียบเพื่อให้สามารถนำเอาระบบการลงโทษทางเลือกแทนการจำคุกมาใช้เพื่อลดจำนวนผู้หญิงในเรือนจำตามหลักการ Bangkok Rule สิทธิของผู้หญิง และเยาวชนหญิงที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี: ผู้หญิง และเยาวชนหญิง ไม่ได้เป็นกลุ่มที่รัฐให้ความสำคัญในการดำเนินการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี นอกจากนี้ผู้หญิงที่อยู่ร่วมกับเอชไอวีถูกโน้มน้าวให้ตรวจเลือดเมื่อมาฝากครรภ์ และเปิดเผยผลเลือดกับคู่  รวมถึงถูกโน้มน้าวไม่ให้มีคู่ใหม่ ไม่ให้มีบุตร หรือทำหมัน แม้ว่ารัฐไทยจะประสบความสำเร็จในการป้องกันการถ่ายทอดเอชไอวีจากแม่สู่ลูกก็ตาม   รัฐไทยควรจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอสำหรับการป้องกันผู้หญิงในการรับเชื้อเอชไอวีและสนับสนุนการขจัดการเลือกปฏิบัติในประเด็นเอชไอวีโดยเฉพาะต่อผู้หญิง และเยาวชนหญิง สิทธิในการเข้าถึงการทำแท้งอย่างปลอดภัย: กฎหมายของประเทศไทยเปิดโอกาสให้มีการทำแท้งได้ แต่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการเพราะอคติของผู้ให้บริการ ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเข้าถึงการทำแท้งอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ยังคงระบุถึงความผิดและมีบทลงโทษผู้หญิงที่ทำแท้ง รัฐไทยจะต้องยกเลิกกฎหมายอาญา มาตรา 301   ******************************************   รายละเอียดสถานการณ์และข้อเสนอแนะในประเด็นสิทธิมนุษยชนต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.amnesty.or.th/news/press/773 ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ

Recent posts