Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ความเห็นศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนต่อการตั้งเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี และต่อการตายของพันตำรวจตรีปรากรม วารุณประภา และนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์

ความเห็นศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนต่อการตั้งเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี  และต่อการตายของพันตำรวจตรีปรากรม วารุณประภา และนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์

14 November 2015

1265

  เผยแพร่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ตามที่กระทรวงยุติธรรมได้ออกคำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 314/2558 เรื่องกำหนดอาณาเขตเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2558 และในวันที่ 14 กันยายน 2558 ได้นำตัวนายอาเด็ม คาราดัก และนายไมไรลี ยูซูฟูผู้ต้องหาคดีระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์เข้ามาควบคุมตัว โดยผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครในฐานะต้นสังกัดได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าจะมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้คุมพิเศษจำนวน 20 ราย ในวันที่ 21 ตุลาคม 2558 นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ พันตำรวจตรี ปรากรม วารุณประภา และนายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ ผู้ต้องหาความผิดมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาได้ถูกนำตัวมาควบคุมที่เรือนจำดังกล่าวรวมเป็นผู้ต้องขังทั้งหมด 5 ราย และต่อมาวันที่ 23 ตุลาคม 2558  พันตำรวจตรี ปรากรม วารุณประภา ได้เสียชีวิตภายในเรือนจำโดยแถลงการณ์กรมราชทัณฑ์ระบุเหตุจากการผูกคอตนเอง โดยสภาพห้องขังเป็นกำแพงปิดทึบทั้งสี่ด้านไม่สามารถมองเห็นจากภายนอกได้หากไม่เปิดประตู พร้อมทั้งระบุว่าจะมีการส่งศพไปชันสูตรพลิกศพที่สถาบันนิติเวชและตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว จนกระทั่งวันที่  9 พฤศจิกายน 2558 กรมราชทัณฑ์ได้แจ้งข่าวว่านายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ เสียชีวิตแล้วเนื่องจากระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลวจากติดเชื้อในกระแสโลหิต เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้นายสุริยันได้ถูกนำตัวไปยังโรงพยาบาลแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ในวันที่ 22 ตุลาคม 2558 ซึ่ง อธิบดีราชทัณฑ์ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่าแพทย์โรงพยาบาลภายนอกได้ตรวจ สอบโดยการแสกนสมองแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติคาดว่านายสุริยันแกล้งป่วย และวันที่ 30 ตุลาคม 2558 นาย สุริยันไม่ได้ถูกนำตัวมาฝากขังผลัดสองที่ศาลทหารโดยมีหนังสือจากทัณฑสถานโรง พยาบาลราชทัณฑ์ว่านายสุริยันป่วยเป็นโรคความดันและภาวะไขมันพอกตับ ทั้งสองกรณีอ้างว่าได้มีการชันสูตรพลิกศพตามมาตรา 150  ประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญาแล้ว โดยศพพันตำรวจตรีปรากรมได้ชันสูตรภายในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์และศพนายสุริยันมีการส่งศพไปตรวจพิสูจน์ยังสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ โดยญาติไม่ติดใจถึงสาเหตุการตายและไม่มีการจัดพิธีศพของทั้งสองรายแต่อย่างใด ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน มีความเห็นต่อสถานการณ์การควบคุมตัวพลเรือนภายในเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรีซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ทหาร ดังต่อไปนี้
  1. สาเหตุในการจัดตั้งเรือนจำชั่วคราว แม้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 จะให้อำนาจรัฐมนตรีในการจัดตั้งเรือนจำชั่วคราวเพื่อคุมขังผู้ต้องขังเฉพาะกรณีก็ตาม แต่การที่คำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 314/2558 เรื่องกำหนดอาณาเขตเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี ระบุเหตุในการจัดตั้งเพื่อประโยชน์ในด้านการรักษาความปลอดภัย และความเหมาะสมในการคุมขังและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ และคดีอื่นที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นผู้ต้องขังประเภทมีเหตุพิเศษ ที่ไม่ควรจะรวมคุมขังอยู่กับผู้ต้องขังอื่น จึงสมควรกำหนดสถานที่คุมขังไว้สำหรับผู้ต้องขังประเภทดังกล่าว  ซึ่งถ้อยคำอธิบายวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจนเพียงพอว่าผู้ต้องขังประเภทมี “เหตุพิเศษ” ดังกล่าวคืออะไร หลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ต้องขังเป็นอย่างไร ทำ ให้การนำตัวผู้ต้องขังใดมาไว้ในเรือนจำเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจของเจ้า หน้าที่รัฐเป็นหลักและก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อผู้ต้อง ขัง นอกจากนั้นไม่ปรากฎว่าคำสั่งดังกล่าวระบุมาตรการที่อ้างว่าเพื่อรักษาความปลอดภัย ความเหมาะสมและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวฯ ที่แตกต่างหรือพิเศษอย่างไรจากเรือนจำปกติ เพื่อแสดงถึงความจำเป็น ความเหมาะสมและความได้สัดส่วนในการตั้งเรือนจำชั่วคราว จึงเป็นการออกคำสั่งกระทรวงยุติธรรมมาจำกัดสิทธิเสรีภาพด้วยการคุมขังบุคคลซึ่งขัดหลักความชัดเจนแน่นอน หลักการไม่เลือกปฏิบัติ และหลักความจำเป็นได้สัดส่วน ถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่มิชอบและทำให้การควบคุมตัวนั้นมิชอบ ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 9 ที่ห้ามการควบคุมตัวมิชอบ
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยนเห็นว่าการจัดตั้งเรือนจำดังกล่าวเป็นมาตรการที่ไม่จำเป็น ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง และบุคคลทั่วไปไม่สามารถตรวจสอบได้เนื่องจากเป็นพื้นที่ทหาร อีกทั้งในทางปฏิบัติการประกาศตั้งเรือนจำภายในค่ายทหารนั้นเป็นการอาศัยเทคนิคทางกฎหมายทำให้ ผู้ต้องหา ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต้องถูกคุมขังโดยเจ้าหน้าที่ทหารเสมือนเป็น การขยายระยะเวลาในการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกหรือตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติฉบับที่ 3/2558 ไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาเนื่องจากเป็นการคุมขังระหว่างสอบสวนและระหว่างการพิจารณา
  1. เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจในการควบคุมตัวบุคคล เนื่องจากการคุมขังผู้ต้องขังนั้นมีกฎและระเบียบในการควบคุมตัวอยู่เป็นจำนวนมาก และควรเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ปี 1955 แต่เรือนจำดังกล่าวกลับใช้วิธีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ทหาร[1]ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานนอกสังกัดกรมราชทัณฑ์เป็นผู้คุมพิเศษ และส่งผู้คุมจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไปให้คำแนะนำเรื่องงานทะเบียนและการติดต่อขอเยี่ยมญาติในกรณีต่าง ๆแทนนั้นแสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมของบุคคลากรซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมผู้ต้องขัง ซึ่งขาดความรู้ความเข้าใจถึงสิทธิของผู้ต้องขังและมาตรฐานในการควบคุมตัวบุคคล
  2. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่าหน้าที่ในการควบคุมตัวผู้ต้องขังเป็นของกรมราชทัณฑ์โดยตรง การปล่อยผู้ต้องขังไว้ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งขาดความรู้ความเข้าใจในการควบคุมตัวบุคคล โดย อ้างประโยชน์ในการสอบสวนคดีจึงเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งส่งผลต่อสิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพของผู้ต้องขังดังที่ได้ปรากฏผลเป็นการ เสียชีวิตของผู้ต้องขังทั้งสองราย
  3. สภาพห้องคุมขัง มาตรฐานในการควบคุมตัวผู้ต้องขัง
ตามแถลงการณ์ของกรมราชทัณฑ์กรณีการเสียชีวิตของพันตำรวจตรีปรากรมได้ชี้แจงว่าเรือนจำดังกล่าวดัดแปลงมาจากอาคารที่ทำการหน่วยงานทหาร โดยควบคุมตัวเป็นรายบุคคล ในห้องเป็นผนังปิดทึบทั้งสี่ด้าน ซึ่งเป็นสภาพคุมขังที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากเป็นการขังเดี่ยวหรือขังแยกในห้องขังเล็กๆ ไม่มีโอกาสติดต่อโลกภายนอก ถือเป็นการปฏิบัติทิี่ไร้มนษุยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ขัดกับพันธกรณีกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี โดยเฉพาะอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลมืองและสิทธิทางการเมือง รวมทั้งข้อ  3 ของข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ปี 1955 และหนังสือกรมราชทัณฑ์ที่ ยธ.0705.1/33405 ลงวันที่ 3 พ.ย.58 ซึ่ง ได้กำหนดมาตรการป้องกันผู้ต้องขังเสียชีวิตและการปฏิบัติกรณีผู้ต้องขังเสีย ชีวิตให้สำรวจพื้นที่ในเรือนจำและปรับปรุงทัศนวิสัยให้มองเห็นได้อย่างทั่ว ถึง นอกจากนี้ ผู้ต้องขังมีอาการเจ็บป่วยย่อมมีสิทธิที่จะเข้าถึงแพทย์และการรักษาพยาบาลโดยพลัน แต่เรือนจำดังกล่าวก็ไม่สามารถรองรับการรักษาพยาบาลและระยะทางห่างไกลจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ อันเป็นเหตุให้ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ต้องขังได้อย่างทันท่วงที กรณีเป็นที่ประจักษ์ว่า การดำเนินการของเรือนจำชั่วคราวฯ และกรมราชทัณฑ์เรื่องการควบคุมและดูแลผู้ต้องขังไม่ได้มาตรฐานสากล และเป็นสถานที่ที่เสี่ยงต่อผู้ต้องขังจะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เช่น ถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานให้รับสารภาพ ถูกทำให้เสียชีวิตในสถานที่ควบคุมตัว เป็นต้นศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
  1. กระบวนการชันสูตรพลิกศพและไต่สวนการตาย
เนื่องจากทั้งพันตำรวจตรีและนายสุริยันนั้นเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ ซึ่งตามมาตรา 150 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้ต้องมีการชันสูตรพลิกศพโดยแพทย์ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการและฝ่ายปกครอง พร้อมทั้งต้องมีการไต่สวนการตายเพื่อให้ทราบว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึง เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำเท่าที่จะทราบได้ กระบวน การชันสูตรพลิกศพผู้ต้องขังที่เสียชีวิตในระหว่างการควบคุมตัวของเจ้า หน้าที่รัฐเป็นกระบวนการที่สำคัญเพราะหากการตายเกิดจากการกระทำของเจ้า หน้าที่ ต้องมีการสอบสวนที่โปร่งใสและมีประสิทธิผลโดยพลันจนนำไปสู่ความรับผิดและการเยียวยา กระบวนการดังกล่าวจึงต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้และเคารพสิทธิของผู้ต้องขังในการได้รับความเป็นธรรมและการเยียวยาต่อไป แต่หากกระบวนการชันสูตรพลิกศพเริ่มต้นด้วยความไม่โปร่งใส ไม่มีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลต่อสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของผู้เสียชีวิต เป็นการละเมิดสิทธิในการได้รับพิจารณาคดีที่เป็นธรรม ตามข้อ 14 ICCPR ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีข้อสังเกตว่า การชันสูตรเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้สิ้นสงสัยถึงสาเหตุการตายได้จึงต้องมีการผ่าศพเพื่อให้ทราบสาเหตุของการตายที่แท้จริงตามมาตรา 151 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่การเสียชีวิตทั้งสองกรณียิ่งน่าสงสัยมากยิ่งขึ้นเมื่อทั้งสองกรณีมีการเผาศพทันทีโดยไม่มีการจัดงานศพตามปกติประเพณี อย่างไรก็ตามศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนขอเรียกร้องให้เปิดเผยบันทึกการรับตัวผู้ต้องขังเข้าเรือนจำ ประวัติการรักษาพยาบาล รายงานชันสูตรพลิกศพ ภาพถ่ายศพผู้ตาย ภาพถ่ายสถานที่เสียชีวิตของบุคคลทั้งสองเพื่อความโปร่งใสถึงการควบคุมตัวและสาเหตุการตาย เพราะที่ผ่านมาสังคมถูกตัดขาดช่องทางในการตรวจสอบและรับทราบเพียงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รัฐเพียงด้านเดียวเท่านั้น
  1. การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ตามที่แถลงการณ์ราชทัณฑ์ทั้งสองฉบับชี้แจงว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเสียชีวิตนั้น  ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และขอเสนอแนะให้คณะกรรมการนั้น ต้องประกอบด้วยบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์และมาตราฐานในการควบคุมตัวบุคคลภายในเรือนจำ มีความเป็นอิสระและเป็นกลางในการตรวจสอบ โดยขอให้เปิดเผยรายชื่อ คุณสมบัติ กรอบระยะเวลาและผลในการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวทั้งสองกรณี ด้วย เหตุสถานที่และบุคคลากรซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้รับมอบหมายนั้นขาด ทักษะและความเชี่ยวชาญในการกำกับดูแลสวัสดิภาพของผู้ต้องขังให้เป็นไปตาม มาตรฐานสิทธิมนุษยชน ไม่มีความเหมาะสมในการควบคุมตัวและไม่มีเหตุจำเป็นในการจัดตั้งเรือนจำชั่วคราวในพื้นที่มณฑลทหารบกที่ 11 ซึ่งส่งผลให้เกิดเหตุร้ายกับผู้ต้องขังถึงสองราย ศูนย์ทนายความจึงขอเรียกร้องให้ปิดเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรีและย้ายผู้ต้องขังไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และเปิดเผยเอกสารการชันสูตรพลิกศพ พร้อมทั้งเปิดเผยรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใส เป็นไปตามมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนว่าสิทธิในกระบวนการยุติธรรมจะได้รับความคุ้มครองโดยเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้การปกครองของคณะรัฐประหาร ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

Recent posts