ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

แอมเนสตี้ฯ ออก “ปฏิบัติการด่วน” กรณีผู้ลี้ภัยและผู้อพยพถูกทอดทิ้งอยู่กลางทะเล

แอมเนสตี้ฯ ออก “ปฏิบัติการด่วน” กรณีผู้ลี้ภัยและผู้อพยพถูกทอดทิ้งอยู่กลางทะเล

18 May 2015

3749

สำนักงานเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งอยู่ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ออกปฏิบัติการด่วนเรียกร้องสมาชิกทั่วโลกส่งจดหมายถึงรัฐบาลสามประเทศ เพื่อแสดงความห่วงใยกรณีผู้ลี้ภัยและผู้อพยพหลายพันคนเสี่ยงต่อความตายอยู่กลางทะเลรอบประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียหลังจากประเทศเหล่านี้ผลักดันเรือของพวกเขาออกไปหรือปฏิเสธไม่ให้เข้าชายฝั่ง โดยการรณรงค์ดังกล่าวจะมีไปถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2558

มีผู้ถูกทอดทิ้งอยู่กลางทะเลมากถึง 8,000 คน ในขณะที่ทางการไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ผู้โดยสารกว่า 2,000 คนเดินทางไปถึงประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียในสัปดาห์นี้ บางส่วนถูกควบคุมตัวเมื่อเดินทางไปถึง หลายคนรอนแรมอยู่กลางทะเลกว่าสองเดือน ทั้งหมดจำเป็นต้องได้รับอาหาร น้ำ และการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน การปฏิเสธไม่ช่วยเหลือหรือผลักให้เรือที่เต็มไปด้วยผู้โดยสารกลับสู่ท้องทะเล เสมือนเป็นการลงโทษประหารชีวิตบุคคลกลุ่มดังกล่าว รายงานข่าวระบุว่าในเรือเหล่านี้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 คน

ต้นสัปดาห์นี้ ทางการมาเลเซียประกาศใช้มาตรการลงโทษ ทั้งการผลักดันเรือออกไปและการส่งกลับผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้เข้ามาเพิ่มเติม ในวันที่ 12 พฤษภาคม ทางการอินโดนีเซียไม่ยอมให้เรือที่มีผู้โดยสารประมาณ 400 คนเข้าฝั่ง และอ้างว่าได้ให้อาหาร น้ำ และบอกทิศทางให้เรือมุ่งหน้าไปยังประเทศมาเลเซียแล้ว ทางการไทยประกาศเช่นกันเมื่อต้นสัปดาห์นี้ว่า จะไม่ยอมให้เรือเหล่านี้เข้าฝั่ง ผู้โดยสารหลายพันคนบนเรือหลบหนีมาจากประเทศพม่าและบังคลาเทศ มีทั้งที่เป็นผู้อพยพ และผู้ลี้ภัยรวมทั้งชาวมุสลิมโรฮิงญาซึ่งหลบหนีการเลือกปฏิบัติและความรุนแรง บางส่วนตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ หลายคนเสี่ยงตายเดินทางในท้องทะเลที่เต็มไปด้วยอันตราย เพื่อหลบหนีจากสภาพที่ยากจะทนในบ้านเกิดของตนเอง

ไม่ว่าบุคคลเหล่านี้จะมีสถานภาพทางกฎหมายอย่างไร ไม่ว่าจะเดินทางมาถึงด้วยวิธีการใด หรือไม่ว่ามาจากที่ไหน ต้องมีการคุ้มครองสิทธิของพวกเขา ไม่ควรมีการควบคุมตัว ฟ้องคดี หรือลงโทษบุคคลเหล่านี้โดยอาศัยหลักเกณฑ์ในแง่การเดินทางมาถึงเท่านั้น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องประเทศต่างๆ ในภูมิภาคให้เพิ่มความพยายามและประสานงานกันโดยทันที เพื่อการค้นหาและช่วยเหลือในภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ถูกทอดทิ้งอยู่กลางทะเล

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนกว่า 7 ล้านคนทั่วโลกส่งเขียนจดหมายถึงทางการไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยมีข้อเรียกร้องถึงสามประเทศดังนี้

  • ให้มีการประสานงานเพื่อค้นหาและช่วยเหลือ โดยการจำแนกตำแหน่งและให้ความช่วยเหลือเรือที่กำลังประสบอันตราย
  • ให้มีการอนุญาตให้เรือซึ่งมีผู้ลี้ภัยและผู้อพยพเหล่านี้เข้าฝั่งอย่างปลอดภัยในประเทศที่ใกล้ที่สุด และไม่ผลักดันเรือออกไป ไม่คุกคามหรือไม่ข่มขู่พวกเขา
  • ให้มีการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมโดยทันทีสำหรับผู้ลี้ภัยและผู้อพยพเหล่านี้ ทั้งการให้อาหาร น้ำดื่ม ที่อยู่อาศัย และการรักษาพยาบาล
  • ให้การประกันว่าบุคคลซึ่งแสวงหาที่พักพิงสามารถเข้าถึงขั้นตอนปฏิบัติเพื่อจำแนกสถานภาพผู้ลี้ภัย
  • ให้เคารพหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) โดยประกันว่าจะไม่เคลื่อนย้ายบุคคลไปยังสถานที่ใดซึ่งทำให้เสี่ยงต่อชีวิตหรือเสรีภาพของพวกเขา รวมทั้งประเทศบ้านเกิด
  • ให้การประกันว่าจะไม่เอาผิดทางอาญา ไม่ควบคุมตัวหรือลงโทษบุคคลเพียงเพราะวิธีการเข้าประเทศของพวกเขา

โดยการรณรงค์ดังกล่าวจะมีไปถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2558

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration) เชื่อว่ายังคงมีผู้คนอีกประมาณ 8,000 คนอยู่บนเรือที่ลอยลำนอกชายฝั่งใกล้กับประเทศไทย ทางการไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียได้ประกาศเป็นนโยบายห้ามไม่ให้เรือเหล่านี้เข้ามาในเขตแดนของตน เว้นแต่มีสภาพที่ไม่อาจเดินทางต่อไปได้ ตามรายงานข่าวที่ได้รับ ทางการทั้งสามประเทศยังส่งเรือไปประกบเรือเหล่านั้นให้ออกไปจากน่านน้ำของตน หลังจากให้ความช่วยเหลือทางด้านอาหารและเชื้อเพลิง

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้คนกว่า 2,000 คนเดินทางมาจากประเทศพม่าและบังคลาเทศโดยทางเรือ จนมาถึงประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย หลายคนอยู่ในสภาพอิดโรยเนื่องจากขาดน้ำและอาหาร อีกหลายคนถูกควบคุมตัวเอาไว้และเสี่ยงจะถูกส่งตัวกลับ

ในประเทศอินโดนีเซียในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้เดินทางเข้าฝั่งที่แคว้นอาเจะห์และสุมาตราเหนืออย่างน้อย 1,300 คน หลายคนอยู่ในสภาพขาดอาหารและขาดน้ำ และต้องการการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน ในวันที่ 10 พฤษภาคม มีผู้โดยสารประมาณ 600 คนได้รับการช่วยเหลือจากเรือไม้สองลำที่ลอยอยู่นอกชายฝั่งอาเจะห์เหนือ ในแคว้นอาเจะห์ ในตอนเช้าของวันที่ 15 พฤษภาคม ชาวประมงอินโดนีเซียช่วยเหลือผู้โดยสารประมาณ 700 คนที่ลอยคออยู่กลางทะเลใกล้กับเมืองลังสา อาเจะห์ตะวันออก ในวันเดียวกัน ชาวประมงอินโดนีเซียยังพบผู้โดยสารอีก 96 คนรวมทั้งผู้หญิงแปดคนนอกชายฝั่งใกล้กับเมืองลังกัต ตอนเหนือของสุมาตรา

ในประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม มีผู้เดินทางขึ้นฝั่งเกาะลังกาวีกว่าพันคน รวมทั้งที่เป็นชาวมุสลิมโรฮิงญาและบังคลาเทศ พวกเขาถูกควบคุมตัวในศูนย์กักตัวชั่วคราว และกำลังถูกส่งตัวไปยังศูนย์กักตัวคนเข้าเมืองที่เบลันติก ที่จังหวัดเคดาห์ เพื่อเตรียมส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง กองทัพเรือมาเลเซียยังพบเรืออีกลำหนึ่งซึ่งมีผู้โดยสาร 500 คนเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม นอกชายฝั่งตอนเหนือรัฐปีนัง มีการให้เชื้อเพลิงและเสบียงอาหาร ก่อนผลักดันออกไปสู่น่านน้ำสากล มีรายงานข่าวว่าทางการผลักดันเรือลำที่สามที่มีผู้โดยสารประมาณ 300 คนออกไปนอกชายฝั่งเกาะลังกาวีเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 

ตามข้อมูลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UN High Commissioner for Refugees - UNHCR) มีชาวโรฮิงญาประมาณ 25,000 คนจากพม่าและบังคลาเทศซึ่งถูกทอดทิ้งอยู่ในเรือในอ่าวเบงกอลระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคมปีนี้ คิดเป็นจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของสองปีที่ผ่านมา พวกเขาต้องการเดินทางไปยังประเทศมาเลเซีย หลายคนผ่านพรมแดนเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย โดยก่อนหน้านั้นพวกเขาถูกนักค้ามนุษย์หรือผู้ลักลอบนำคนเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายควบคุมตัวไว้ในที่พักพิงชั่วคราวที่มีสภาพเลวร้ายในประเทศไทย ชาวโรฮิงญาหลายร้อยคนซึ่งเดินทางทางเรือผ่านอ่าวเบงกอลไปถึงประเทศมาเลเซียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยังได้เดินทางทางเรือต่อไปอย่างผิดกฎหมายไปจนถึงประเทศอินโดนีเซีย โดยผ่านช่องแคบมะละกา

                แม้ว่าประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียไม่ลงนามอนุสัญญาว่าด้วยสถานะของผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 (1951 Refugee Convention) และประเทศไทยกับมาเลเซียไม่มีกรอบกฎหมายและมาตรการของฝ่ายบริหารที่จะแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัย แต่ประเทศเหล่านี้ยังคงต้องปฏิบัติตามหลักการของกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ทั้งนี้รวมถึงหลักการไม่ส่งกลับซึ่งห้ามไม่ให้เคลื่อนย้ายบุคคลไปยังสถานที่ที่เสี่ยงต่อชีวิตหรือเสรีภาพของพวกเขา รวมทั้งห้ามการทรมาน และการปฏิบัติที่เลวร้าย ย่ำยีศักดิ์ศรีและไร้มนุษยธรรม หลักการตามกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลบังคับใช้อื่น ๆ ยังประกอบด้วยข้อบัญญัติต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล พ.ศ. 2525 (1982 UN Convention on the Laws of the Sea) (ซึ่งประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียเป็นรัฐภาคี) ซึ่งกำหนดหน้าที่ในปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือ นอกจากนั้น ตามข้อ 1 (7) ของกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ยังกำหนดให้ประเทศในอาเซียนต้องรับผิดชอบในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

Recent posts