Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ความเห็นศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนต่อการบังคับให้บุคคลสูญหายและการคุมขังผู้ต้องหาในเรือนจำชั่วคราวในค่ายทหาร : กรณีนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์และพวกรวม 3 คน

ความเห็นศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนต่อการบังคับให้บุคคลสูญหายและการคุมขังผู้ต้องหาในเรือนจำชั่วคราวในค่ายทหาร : กรณีนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์และพวกรวม 3 คน

25 October 2015

1346

            ในช่วงเย็นของวันที่ 16 ตุลาคม 2558 สื่อหลายสำนักได้เผยแพร่ข่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐควบคุมตัวนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ จากบ้านพัก เนื่องจากกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยในวันเดียวกันนั้นนั้น พล...อัคราเดช พิมลศรี ผู้บังคับการปราบปราม ออกมาปฎิเสธว่า กองปราบไม่ได้จับกุมนายสุริยัน และไม่มีกำหนดการจะแถลงข่าวตามที่มีข่าวลือแต่อย่างใด ทว่าหลังจากนั้นก็ไม่พบว่า นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะอีกเลย จนกระทั่งวันที่ 21 ตุลาคมนี้ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารนำตัวนายสุริยันต์และพวก รวม 3 คน มาที่ศาลทหารกรุงเทพ

            กรณีดังกล่าวถือว่านายสุริยันตกเป็นบุคคลที่ถูกบังคับให้สาบสูญในระหว่างเวลา 6 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2558 จนวันที่ 21 ตุลาคม 2558 ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญ โดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: CED) กล่าวคือ นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ ถูกควบคุมตัวโดยที่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิเสธว่ามีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ รวมถึงไม่เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว ทำให้ช่วงระยะเวลานับแต่ถูกควบคุมตัวจนถึงก่อนนำตัวมายื่นคำร้องขอฝากขังต่อ ศาลทหาร นายสุริยันต์ สุจริตพลวงศ์ ต้องตกอยู่ภายนอกความคุ้มครองของกฎหมาย โดยไม่อาจทราบชะตากรรม  ทั้งนี้รัฐไทยไม่สามารถหยิบยกพฤติการณ์พิเศษอันใด ไม่ว่าจะเป็นการขาดเสถียรภาพทางการเมือง ภาวะสงคราม หรือแม้แต่สภาวะฉุกเฉินใด มาเป็นเหตุผลสำหรับการกระทำให้บุคคลหายสาบสูญโดยถูกบังคับได้ เนื่องจากอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหาย สาบสูญโดยถูกบังคับเป็นสิทธิเด็ดขาดที่รัฐไม่อาจละเมิดไม่ว่ากรณีใดๆ และประเทศไทยมีพันธกรณีที่ต้องไม่ละเมิดอนุสัญญาดังกล่าว ภายหลังได้ลงนามเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 แม้ยังไม่ได้ให้สัตยาบันก็ตาม

            การควบคุมตัวบุคคลโดยฝ่ายความมั่นคงที่ใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2558 ซึ่งให้อำนาจเรียกบุคคลที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าได้กระทำความผิดตามฐานความ ผิดบางข้อหามาสอบถามข้อมูลและควบคุมตัวบุคคลไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน ในสถานที่อื่นซึ่งไม่ใช่สถานที่คุมขังทางการได้ จึงเป็นปัญหาอย่างยิ่งต่อหลักประกันสิทธิผู้ต้องหาในคดีอาญาและกระบวนการ ยุติธรรม ดังที่ปรากฏข่าวว่านายสุริยันและพวกให้การรับสารภาพและซัดทอดผู้อื่นว่า กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาในระหว่างอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ ฝ่ายความมั่นคง อันนำมาสู่การดำเนินคดีอาญาและออกหมายจับบุคคลทั้งสามต่อมา เป็นกรณีที่บุคคลซึ่งยังไม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาและยังไม่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดี อาญาถูกสอบสวนโดยไม่ปรากฏว่ามีทนายความระหว่างกระบวนการแสวงหาพยานหลักฐาน นั้น โดยหลักที่ผู้ต้องหานั้นยังมีสิทธิที่จะพบทนายความ บุคคลที่ต้องสงสัยและยังไม่ตกเป็นผู้ต้องหาย่อมต้องได้รับการประกันสิทธิ ด้วยเช่นกัน อนึ่ง คำรับสารภาพและคำซัดทอดต่างๆที่เกิดขึ้นหรือได้มาระหว่างการควบคุมตัวในสถาน ที่ลับ ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ และไร้หลักประกันสิทธิและการตรวจสอบจากกลไกใดๆ จึงอาจได้มาโดยวิธีการที่มิชอบและไม่ควรนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีอาญา

             นอกจากนี้การนำตัวนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ และบุคคลอื่นๆ ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไปคุมขังที่เรือนจำชั่วคราวแขวงนครไชยศรีซึ่งตั้งอยู่ภายในมณฑลทหารบกที่ 11  และตั้งขึ้นมาเพื่อคุมขังผู้ต้องขังในคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง อันเป็นการแยกผู้ต้องหาไปคุมขังไว้ในสถานที่เฉพาะ แยกต่างหากจากการคุมขังพลเรือนในเรือนจำทั่วไป โดยเจ้าหน้าที่ทหารอาจทำให้ผู้ถูกคุมขังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการพบญาติหรือทนายความ ทั้งกลไกการตรวจสอบในเรือนจำดังกล่าวอาจจะไม่สามารถทำได้โดยง่าย ดังเช่นการปฏิเสธไม่ให้ทนายความเข้าพบนายอาเด็ม คาราดัก ผู้ต้องหาในคดีระเบิดราชประสงค์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2558

            การคุมขังพลเรือนในพื้นที่ของทหารจึงขาดความโปร่งใส ขาดหลักประกันสิทธิผู้ถูกคุมขังและอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนประการอื่นได้ อันเข้าข่ายเป็นการควบคุมโดยมิชอบด้วยกฎหมายและละเมิดพันธกรณีกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะข้อ 9 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งห้ามการควบคุมตัวบุคคลโดยอำเภอใจไร้หลักประกันสิทธิ ข้อ 10 เรื่องการปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขังด้วยความมีมนุษยธรรมและเคารพศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์ และข้อ 14 เรื่องหลักสิทธิผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ตามกฎหมายว่ามีความผิด

            ด้วยเหตุนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงขอยืนยันให้เจ้าหน้าที่รัฐยุติการควบคุมตัวบุคคลในสถานที่ลับ รวมถึงยุติการควบคุมตัวบุคคลในเรือนจำชั่วคราวแขวงนครไชยศรี ซึ่งตั้งอยู่ในค่ายทหารและควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ทหาร เพราะหากกระบวนการยุติธรรมอันเป็นองค์กรตรวจสอบการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขาดความน่าเชื่อถือ และประชาชนขาดหลักประกันซึ่งสิทธิเสรีภาพเสียแล้ว ประเทศก็ไม่อาจกลับสู่ความสงบได้

ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

 
----------------------------------------------- ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
Thai Lawyers for Human Rights
โทร/Tel (+66) (0) 96-789-3172,  096-789-3173
e-mail: tlhr2014@gmail.com

Recent posts