Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

คดีผู้เสียหายจากการทรมานยื่นฟ้องตำรวจเมืองปราจีนบุรี

คดีผู้เสียหายจากการทรมานยื่นฟ้องตำรวจเมืองปราจีนบุรี

24 August 2015

1294

ขอเชิญร่วมสังเกตการณ์ นัดไต่สวนมูลฟ้อง คดีผู้เสียหายจากการทรมานยื่นฟ้องตำรวจเมืองปราจีนบุรี หลังเรียกร้องความเป็นธรรมมานานกว่า ๖ ปีแล้ว   ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๘  เวลา ๑๓.๓๐ น. ศาลจังหวัดปราจีนบุรี  กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้อง คดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๒๕/๒๕๕๘   กรณีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องตำรวจ ๗ นาย ฐานร่วมกันกระทำความผิดในข้อหา ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม  ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม  ความผิดต่อร่างกาย และความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗,  ๒๐๐,  ๒๙๕,  ๓๐๕,  ๓๑๐, ๓๙๑ ประกอบมาตรา ๘๓,  ๙๑  มีระวางโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต  ซึ่งขณะเกิดเหตุในปี พ.ศ. ๒๕๕๒  ตำรวจทั้ง ๗ นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจ สังกัดอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี ๒ นาย และตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดปราจีนบุรี ๕ นาย   การที่ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องเนื่องจากเป็นคดีที่ผู้เสียหายฟ้องคดีเอง ศาลจะได้พิจารณาพยานหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์นำสืบ ถ้าเห็นว่ามีมูลเพียงพอก็จะรับฟ้องเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป คดีนี้สืบเนื่องมาจาก การที่นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร และนายสมศักดิ์ ชื่นจิตร (บิดา) ภูมิลำเนาอยู่อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อองค์กรภาครัฐและองค์กรอิสระจำนวนมาก ตลอด ระยะเวลากว่า ๖ ปีแล้ว ในการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและดำเนินคดีเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่ง ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเมืองปราจีนบุรี ๗ นาย ที่จับกุมและทำร้ายร่างกายด้วยการทรมานนายฤทธิรงค์ ขณะเป็นเยาวชนอายุ ๑๘ ปี และเป็นนักเรียนอยู่ เพื่อบังคับให้รับสารภาพว่ากระทำความผิดวิ่งราวทรัพย์  ทั้งที่นายฤทธิรงค์ไม่ได้กระทำความผิด  และต่อมาได้มีการจับกุมดำเนินคดีบุคคลที่เป็นผู้กระทำความผิดตัวจริงไปแล้ว  เหตุเกิดเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๒ ที่อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี   เมื่อการเรียกร้องต่อองค์กรภาครัฐและองค์กรอิสระไม่เป็นผล  ต่อมาในวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ นายฤทธิรงค์ และนายสมศักดิ์  จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือต่อมูลนิธิผสานวัฒนธรรมซึ่งเป็นองค์กรภาคประชา สังคมที่ไม่แสวงหากำไร ดำเนินกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนเพื่อ เข้าถึงความยุติธรรมตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศว่า ด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน  ทางมูลนิธิฯ จึงได้จัดหาทีมทนายความให้ความช่วยเหลือนายฤทธิรงค์ในการดำเนินคดี จนนำมาซึ่งการฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2558 นับว่าเป็นคดีสำคัญ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อประชาชน นอกจากจะเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว ยังเข้าข่ายผิดต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญา นี้ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ อันมีผลผูกพันให้ประเทศไทยต้องดำเนินการเพื่อป้องกันและต่อต้านการทรมาน รวมทั้งดำเนินคดีนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้บังเกิดผลจริงจังด้วย   แต่กรณีนี้ผู้เสียหายและบิดาของผู้เสียหายได้ฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาในการใช้ สิทธิเรียกร้องขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นต้นมา โดยหวังว่าหน่วยงานของรัฐจะได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายของไทย แต่ก็ไม่เป็นผล  จนกระทั่งผู้เสียหายต้องยื่นฟ้องคดีเอง   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายปรีดา  นาคผิว ๐๘๙-๖๒๒๒๔๗๔ ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม นายสัญญา เอียดจงดี ๐๘๔-๑๒๑๒๕๙๖ นางสาวนันทนา แก้วนวล  ๐๘๖-๓๙๑๗๐๔๙   ทนายความอิสระ คดีผู้เสียหายจากการทรมานยื่นฟ้องตำรวจเมืองปราจีนบุรี หลังเรียกร้องความเป็นธรรมมานานกว่า ๖ ปีแล้ว   ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๘  เวลา ๑๓.๓๐ น. ศาลจังหวัดปราจีนบุรี  กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้อง คดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๒๕/๒๕๕๘   กรณีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องตำรวจ ๗ นาย ฐานร่วมกันกระทำความผิดในข้อหา ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม  ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม  ความผิดต่อร่างกาย และความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗,  ๒๐๐,  ๒๙๕,  ๓๐๕,  ๓๑๐, ๓๙๑ ประกอบมาตรา ๘๓,  ๙๑  มีระวางโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต  ซึ่งขณะเกิดเหตุในปี พ.ศ. ๒๕๕๒  ตำรวจทั้ง ๗ นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจ สังกัดอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี ๒ นาย และตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดปราจีนบุรี ๕ นาย   การที่ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องเนื่องจากเป็นคดีที่ผู้เสียหายฟ้องคดีเอง ศาลจะได้พิจารณาพยานหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์นำสืบ ถ้าเห็นว่ามีมูลเพียงพอก็จะรับฟ้องเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป คดีนี้สืบเนื่องมาจาก การที่นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร และนายสมศักดิ์ ชื่นจิตร (บิดา) ภูมิลำเนาอยู่อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อองค์กรภาครัฐและองค์กรอิสระจำนวนมาก ตลอด ระยะเวลากว่า ๖ ปีแล้ว ในการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและดำเนินคดีเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่ง ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเมืองปราจีนบุรี ๗ นาย ที่จับกุมและทำร้ายร่างกายด้วยการทรมานนายฤทธิรงค์ ขณะเป็นเยาวชนอายุ ๑๘ ปี และเป็นนักเรียนอยู่ เพื่อบังคับให้รับสารภาพว่ากระทำความผิดวิ่งราวทรัพย์  ทั้งที่นายฤทธิรงค์ไม่ได้กระทำความผิด  และต่อมาได้มีการจับกุมดำเนินคดีบุคคลที่เป็นผู้กระทำความผิดตัวจริงไปแล้ว  เหตุเกิดเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๒ ที่อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี   เมื่อการเรียกร้องต่อองค์กรภาครัฐและองค์กรอิสระไม่เป็นผล  ต่อมาในวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ นายฤทธิรงค์ และนายสมศักดิ์  จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือต่อมูลนิธิผสานวัฒนธรรมซึ่งเป็นองค์กรภาคประชา สังคมที่ไม่แสวงหากำไร ดำเนินกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนเพื่อ เข้าถึงความยุติธรรมตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศว่า ด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน  ทางมูลนิธิฯ จึงได้จัดหาทีมทนายความให้ความช่วยเหลือนายฤทธิรงค์ในการดำเนินคดี จนนำมาซึ่งการฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2558 นับว่าเป็นคดีสำคัญ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อประชาชน นอกจากจะเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว ยังเข้าข่ายผิดต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญา นี้ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ อันมีผลผูกพันให้ประเทศไทยต้องดำเนินการเพื่อป้องกันและต่อต้านการทรมาน รวมทั้งดำเนินคดีนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้บังเกิดผลจริงจังด้วย   แต่กรณีนี้ผู้เสียหายและบิดาของผู้เสียหายได้ฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาในการใช้ สิทธิเรียกร้องขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นต้นมา โดยหวังว่าหน่วยงานของรัฐจะได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายของไทย แต่ก็ไม่เป็นผล  จนกระทั่งผู้เสียหายต้องยื่นฟ้องคดีเอง   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายปรีดา  นาคผิว ๐๘๙-๖๒๒๒๔๗๔ ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม นายสัญญา เอียดจงดี ๐๘๔-๑๒๑๒๕๙๖ นางสาวนันทนา แก้วนวล  ๐๘๖-๓๙๑๗๐๔๙   ทนายความอิสระ

Recent posts