Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ภรรยาบิลลี่จะเข้ายื่นหนังสือต่อ DSI ให้รับเป็นคดีพิเศษ หลังจากบิลลี่หายตัวไปกว่า 1 ปี 4 เดือน คดีไม่คืบหน้า

ภรรยาบิลลี่จะเข้ายื่นหนังสือต่อ DSI ให้รับเป็นคดีพิเศษ หลังจากบิลลี่หายตัวไปกว่า 1 ปี 4 เดือน คดีไม่คืบหน้า

9 August 2015

1256

  พรุ่งนี้ (6 สิงหาคม 2558) เวลา 10.00 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือนายบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ซึ่งหายตัวไปภายหลังจากถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจับกุมและควบคุมตัวเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 จะเข้ายื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอให้รับคดีการหายตัวของนายบิลลี่เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากคดีดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นทำให้มีอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวน เกิดความหวาดกลัวของพยาน และมีความยากลำบากในการสืบหาพยานหลักฐาน โดยคดีนี้พนักงานสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7 ได้ตั้งข้อหาเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และส่งสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2558 นายบิลลี่หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 โดยมีชาวบ้านพบเห็นนายบิลลี่ครั้งสุดท้ายเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ขณะถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เนื่องจากค้นตัวนายบิลลี่แล้วพบรังผึ้งและน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครอง เจ้าหน้าที่อ้างว่าได้ทำการตักเตือนและปล่อยตัวนายบิลลี่ไปแล้ว อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏหลักฐานที่อ้างเกี่ยวกับการจับกุมและหลักฐานการปล่อยตัวแต่อย่างใด จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 1 ปี 4 เดือนแล้วที่ไม่มีผู้ใดพบเห็นนายบิลลี่อีกเลย ทั้งนี้ องค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและระหว่างประเทศต่างมีข้อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีนี้ให้มีความคืบหน้าโดยเร็วและอย่างเป็นอิสระ แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีการกำหนดความรับผิดทางอาญากรณีมีการบังคับให้บุคคลสูญหายตามกฎหมายของไทย แต่ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้มีการบังคับให้บุคคลสูญหายขององค์การสหประชาชาติไว้เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 เท่ากับเป็นการยอมรับถึงความสำคัญของการป้องกันมิให้มีการบังคับให้บุคคลสูญหายและตระหนักว่าการบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน 02-6930682 วราภรณ์ อุทัยรังษี (ทนายความ) 084-8091997 --

Recent posts