Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

รายงานพิเศษ "28 กุมภา : กระบวนการพูดคุยสันติภาพ หรือ กระบวนการพูดคุยประนีประนอม"

รายงานพิเศษ

25 June 2015

1351

อิสมาอีล บิน มูฮำหมัด ฮายีแวจิ สำนักสื่อ Wartani ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา คำว่า “การลงนามเจรจาสันติภาพ” กลายเป็นหัวข้อพาดข่าวยอดฮิตในมุมของสื่อกระแสหลักและสื่อทางเลือก ในการนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยโดยผ่าน พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. กับขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชปาตานีที่มีชื่อว่า BRN แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ค่อยมีความชัดเจนมากนัก ข้อเท็จจริงต่างๆที่สื่อกระแสหลักและสื่อทางเลือก พยายามโหมกระแสตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น คงไม่สามารถตอบโจทย์ให้กับคนระดับรากหญ้าอย่างเราๆที่ได้รับผลกระทบโดยตรงผ่านเงื่อนไขการลงนามเจรจาของตัวแทนจากทุกฝ่ายหลังจากนี้ว่าตกลงแล้ว การลงนามเพื่อตกลงที่จะเจรจาสันติภาพนั้นเป็นเรื่องจริง หรือ จัดฉากเหมือนเคย หรือไม่? อย่างไร? ตัวแทน BRN นั้นเป็นตัวจริงหรือไม่? อย่างไร? กระบวนการเจรจาเพื่อสันติภาพจริงๆแล้วมีกี่ขั้นตอน? แล้วตอนนี้อยู่ขั้นตอนที่หนึ่ง หรือ ขั้นตอนที่เท่าไรแล้ว? ใครได้ประโยชน์? ใครเสียประโยชน์? และเราได้อะไรจากการพูดคุยของพวกเขาในครั้งนี้และครั้งต่อๆไป? และคำถามอีกมากมายที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2556 เวลา 13.30 น. – 16.00 น. สำนักสื่อ Wartani ร่วมกับเครือข่ายบัณฑิตอาสาจังหวัดชายแดนภาคใต้ [INSouth] ได้จัดวงเสวนาวิเคราะห์ข้อมูลข้อข้องใจในเวที Bicara Patani หรือ เสวนาปาตานี ในหัวข้อ “28 กุมภา...กระบวนการพูดคุยสันติภาพ หรือ กระบวนการพูดคุยประนีประนอม” ณ ศูนย์ประสานงาน INSouth หรือ บ้าน INSouth ซ.ปินัง ถ.โรงเหล้า (สาย ก.) จ.ปัตตานี โดยมีนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ ร่วมแลกเปลี่ยนประเด็นการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐไทยกับ BRN เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมาว่าจะสอดคล้องกับกระบวนพูดคุยสันติภาพที่เป็นมาตรฐานสากลหรือไม่ ? อย่างไร ? และจะนำไปสู่การเพิ่มเงื่อนไขสันติภาพ หรือ เพิ่มเงื่อนไขสงครามยืดเยื้อหรือไม่ ? อย่างไร ? ในฐานะภาคประชาสังคมและภาคประชาชนควรมีบทบาทในการประนีประนอมหรือสร้างสันติภาพหรือไม่ ? อย่างไร ? เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการตอบข้อสงสัยใคร่รู้ของผู้คนจำนวนมาก ตูแวดานียา บิน ตูแวอิสมาอีล ตูแวแมแง รองผู้อำนวยการ สถาบันเยาวชนเพื่อสันติภาพและการพัฒนา [YDA] ตั้งข้อสังเกตว่า การลงนามเซ็นสัญญาตกลงให้เกิดสันติภาพนั้น ตกลงมันเป็นตัวผลักดันให้เกิดสันติภาพจริงหรือไม่ ? หรือเป็นแค่เพียงภาพที่จะทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ผ่อนคลายลงไปบ้าง ? จากเวทีการลงนามเมื่อวันที่ 28 กุมภา ทำให้เกิดข้อสงสัยและพยายามตั้งข้อสังเกตมาหลายประเด็น ผ่านบทความ “28 กุมภา ณ กรุงกัวลาลุมโปร์ : เพิ่มเงื่อนไขสันติภาพ หรือ เพิ่มเงื่อนไขสงครามยืดเยื้อ ?” ข้อมูลอ้างอิงจากเวทีอบรมกระบวนการสันติภาพ โดยศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ [DSW] ร่วมกับมูลนิธิเบิกร์ออฟ สามารถเป็นคำตอบให้พอสมควรสำหรับหลายๆประเด็น ประเด็นที่ 1 คือ การเปิดตัวของอุซตาสฮาซัน ตอยิบ ในนามรองเลขาธิการและหัวหน้าฝ่ายการเมืองของ BRN อ้างอิงจากข้อมูลที่สื่อได้นำเสนอก่อนหน้านี้มา ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่คิดว่า ”คนที่มีอำนาจเชิงโครงสร้างและมีอิทธิพลในการต่อสู้กับรัฐไทยมาเป็นตัวแทนพูดคุยกับตัวแทนของรัฐไทยที่มีอำนาจเพียงแค่เลขาธิการ สมช. หากจะเทียบเชิงโครงสร้างอำนาจ ระดับเลขาธิการ สมช. ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเป็นที่สิ้นสุด” เพราะเป็นเพียงแค่องค์กรที่รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนและแปลงเป็นนโยบายสู่การปฏิบัติเท่านั้น ประเด็นที่ 2 คือ ตัวอย่างการพูดคุยเพื่อสันติภาพในโลกสากลที่เกิดความขัดแย้งนั้นก่อนที่จะมีการตกลงและกำหนดเงื่อนไขในการพูดคุย จะต้องมีการสร้างบรรยากาศความไว้วางใจเกิดขึ้นเสียก่อน แต่วันนี้ยังไม่เห็นการสร้างบรรยากาศความไว้วางใจเกิดขึ้น ดั่งที่ทุกคนรับรู้มาว่าก่อนหน้าที่จะมีการลงนามในวันที่ 28 กุมภา เราจะเห็นการก่อเหตุที่อุกอาจและสร้างความสลดใจต่อสังคมในพื้นที่มาก อย่างเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 เหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2556 นักศึกษาถูกสื่อกล่าวหาว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการ BRN และเหตุการณ์อื่นๆที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่น่าจะเป็นการสร้างบรรยากาศของความไว้วางใจไปสู่เวทีการเจรจาลงนามเมื่อวันที่ 28 กุมภา เสียเลย คิดว่าการพูดคุยในครั้งนี้ไม่ควรที่จะมีเงื่อนไขที่เป็นเงื่อนไขปิด เพื่อให้ผู้สนทนา หรือคู่ขัดแย้งหลักมีความเสียเปรียบหรือได้เปรียบ แต่ในวันดังกล่าวมีการกำหนดจุดยืนที่เป็นเงื่อนไขที่แข็งมากโดยรัฐไทยกำหนดในเอกสารลงนามว่า “ต้องคุยภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” เท่านั้น ประเด็นที่ 3 ผู้อำนวยการพูดคุย [Facilitator] ซึ่งมีความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า มีบทบาทในการอำนวยความสะดวกในการพูดคุย ต้องสร้างความไว้วางใจ อย่าให้คู่ขัดแย้งหลักมีความรู้สึกว่าผู้อำนวยการพูดคุยโน้มเอียงหนักไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในวันที่ 28 กุมภา ผู้อำนวยการพูดคุยก็มีเงื่อนไขที่แข็งเช่นเดียวกันว่า “ทางรัฐมาเลเซียไม่สนับสนุนให้เกิดการแบ่งแยกดินแดนของ BRN” ซึ่งกลายเป็นว่าโดยภาพรวมในการพูดคุยที่ผ่านมานั้น BRN เป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ ทำให้ผมเกิดข้อสงสัยว่ามันน่าจะมีลับลมคมในหรือเปล่า ? จากหลายประเด็นที่ดูแล้วมันไม่ค่อยชอบมาพากล ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการพูดคุยเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ณ กัวลาลัมเปอร์ นั้น BRN มีความสมัครใจอย่างเต็มใจหรือถูกบังคับให้สมัครใจหรือไม่ สำหรับผมแล้วกระบวนการเจรจาเพื่อสันติภาพครั้งนี้ ไม่ใช่กระบวนการพูดคุยสันติภาพ แต่มัน คือ กระบวนการพูดคุยประนีประนอม โดยรัฐใช้มาตรา 21 มารองรับไว้ ซึ่งหากเราสังเกตดูแล้วจะเห็นได้ว่าวิธีการของรัฐครั้งนี้มันคล้ายคลึงกันมากกับวิธีการที่รัฐเคยใช้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ (พคท.) เมื่อปี พ.ศ.2523 เพื่อให้เกิดความขัดแย้งภายในระหว่างนักต่อสู้ที่ก้าวหน้ากับนักต่อสู้ที่อนุรักษ์นิยม นำมาสู่ช่องทางตามมาตรา 21 ที่รัฐขุดไว้ล่ออยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น ตลอดระยะเวลาการสู้รบมาจนถึงวันนี้ พื้นที่ทางการเมืองมันเกิดขึ้นแล้ว สำหรับวันนี้มันมีเงื่อนไขสำคัญที่ภาคประชาชนในฐานะผู้ที่จะกำหนดชะตากรรมของตนเองอย่างแท้จริงจะใช้โอกาสกำหนดเองได้ แต่มันขึ้นอยู่กับการกำหนดอนาคตของตนเองว่ามันจะอยู่บนฐานของการชี้เป้าที่ถูกต้องและชัดหรือเปล่า ? จะชี้เป้าในสามแยกที่มันเกิดขึ้นหรือเปล่า ? สถานการณ์ตอนนี้มันมีแนวทางอยู่ 3 แยกด้วยกัน ทางแยกที่ 1 คือ คลอดก่อนกำหนด ทางแยกที่ 2 คือ คลอดตามกำหนด และทางแยกที่ 3 คือ การทำแท้ง ซึ่งถ้าผลของพื้นที่ทางการเมืองที่มันคลอดออกมาครบกำหนดแน่นอนมันต้องแข็งแรง แต่ทางแยกที่ผมเป็นห่วงคือมันมีกลิ่นอายของความไม่ชอบมาพากลอยู่มาก ผมกลัวว่าความหวังดีในการเกิดของพื้นที่ทางการเมืองครั้งนี้คือการแท้ง มันคือการเกิดแล้วตาย ซึ่งถ้าเราไปหวังให้ทารกที่ตายไปให้มันฟื้นชีพขึ้นมาใหม่นั้นมันคงไม่สมเหตุสมผล ส่วนพื้นที่ทางการเมืองที่เป็นผลพวงของการคลอดก่อนกำหนดนั้น แน่นอนอาการของมันก็จะเจ็บไข้ได้ป่วยง่ายมาก ต้องมีการดูแลรักษาฟื้นฟูเป็นอย่างดี และคงต้องใช้เวลานานพอสมควรที่กว่าจะหายป่วยได้ ดังนั้นถ้าหากเราเดินไปอย่างมั่วๆมันคงเป็นการใช้อารมณ์ความรู้สึกมากไป ซึ่งมันไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพราะการตัดสินใจมันต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริงและชัดเจน ชินทาโร ฮารา นักวิชาการชาวญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มอ.ปัตตานี เปิดเผยว่า แรกที่เห็นข่าวตามสื่อต่างๆผมรู้สึกได้เลยว่าเหตุการณ์นี้อุปโลภขึ้นมา มันไม่ใช่ความจริงแน่นอน คิดว่าเป็นแผนการทางการเมืองของทั้งสองประเทศเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ข้อมูลจากเพื่อนที่เป็นนักข่าวในมาเลเซียเล่าให้ฟังว่า “อุซตาสฮาซัน ตอยิบ เสมือนผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกทางรัฐบาลมาเลเซียควบคุมตัว และรัฐบาลไทยเดินทางมาข่มขืน” ฉะนั้นเหตุการณ์ครั้งนี้ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ “ข่มขืนทางการเมือง” สำหรับประเด็นการเลือกตั้งในประเทศมาเลเซียนั้น ปัจจุบันเสียงสนับสนุนจากประชาชนที่มีต่อนายกฯนาจิบ ราซัก นั้นค่อนข้างจะน้อยมาก และหลังจากนี้ฝ่ายค้านอาจจะชนะเสียงในการเลือกตั้งแทนพรรคเก่านี้ เนื่องจากวันนี้ประชาชนเริ่มไม่ค่อยไว้วางใจต่อผู้นำของรัฐบาลพรรค UMNO ที่มีนายกฯนาจิบ ราซัก เป็นผู้นำของพรรค ระยะต่อไปพรรคนี้อาจจะพ่ายแพ้กันไป สุดท้ายผมขอแสดงความไม่พอใจต่อความไม่จริงใจของรัฐบาลไทยในประเด็นที่เกิดขึ้นหลังจากลงนามเซ็นสัญญาตกลงเจรจาเมื่อวันที่ 28 กุมภา นั้นก็คือเหตุการณ์ระเบิดที่นราธิวาสและยะลา แต่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า “มันเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องธรรมดา” “แต่อย่าลืมว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำลายชีวิตของผู้คน” ขอยกตัวอย่างในทำนองเดียวกัน ถ้าหากเหตุการณ์เช่นนี้มันเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น แล้วนายกฯออกมากล่าวว่า “เป็นเรื่องธรรมดา” นายกฯคนนั้นต้องลาออกจากตำแหน่ง ณ วันและเวลานั้นทันที มันคือสปีริตในความรับผิดชอบ ถ้ามีนายกฯหรือผู้นำที่พูดอย่างนี้ผมคนหนึ่งที่ยอมรับไม่ได้กับนายกฯคนนั้น อาเต๊ฟ โซะโก หัวหน้าฝ่ายการต่างประเทศ สถาบันเยาวชนเพื่อสันติภาพและการพัฒนา [YDA] ตั้งข้อสังเกตว่า ปรากฏการณ์ที่เราเห็นตามสื่อหรือที่เราได้ฟังกันตามร้านน้ำชา ซึ่งหากได้อ่านหนังสือ ดูทีวีแล้ว มันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยพบเจอในโลกนี้มาก่อน แต่สิ่งที่เราควรตั้งข้อสังเกต คือ ใครได้ประโยชน์ และใครเสียประโยชน์จากการที่ได้มานั่งคุยกันในครั้งนี้ ? ฝ่ายที่ 1 คือ “BRN” สิ่งที่ BRN ได้ประโยชน์คือ มีพื้นที่หรือสถานะทางการเมืองในสังคมชุมชนระหว่างประเทศได้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีการก่อตั้ง BRN ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ในส่วนที่ BRN เสียประโยชน์ คือ เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกันที่ BRN เซ็นยอมรับที่จะพูดคุยภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญแห่งงราชอาณาจักรไทย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้จริงองค์กรของคุณคงเป็นองค์กรที่แย่มาก ฝ่ายที่ 2 คือ “รัฐบาลไทย” เป็นตัวละครที่ได้ประโยชน์มากกว่า BRN หากมองดูแล้วรัฐบาลไทยชุดนี้เป็นรัฐบาลที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งที่สามารถดึงคนที่มีอุดมการณ์ต่างจากรัฐมาพูดคุยกัน ซึ่งภาพที่ออกมาโดยทั่วไป โลกจะมองเห็นว่ารัฐไทยเป็นรัฐที่เปิดโอกาสให้ผู้เห็นต่างมาคุยกัน แต่อาจจะดูมีปัญหาภายในเกิดขึ้นเล็กน้อย ฝ่ายทหารอาจจะไม่เห็นด้วยสักทีเดียว และฝ่ายความมั่นคงหรือที่คนเสื้อแดงเรียกว่า “อำมาตย์” นั้น อาจจะไม่พอใจ แต่ก็ถือว่าเป็นแค่ปัญหาเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ฝ่ายที่ 3 คือ “รัฐบาลมาเลเซีย” ดูแล้วเป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ผลที่สามารถเห็นได้ชัด คือ ถ้าหากการลงนามเซ็นสัญญาเมื่อวันที่ 28 กุมภา เป็นความจริง รัฐบาลที่เป็นพรรคหลักใน Barisan Nasional [BN] อย่างพรรค UMNO คงจะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนเชื้อชาติปาตานีที่เป็นพลเมืองในประเทศมาเลเซียจำนวนประมาณอาจจะหลักล้านคนอย่างมากเลยทีเดียว เราต้องมองทุกฝ่ายแบบไม่ได้แยกส่วนจากสังคม ผมไม่อยากพูดถึง BRN เพราะถ้าพูดถึง BRN ทุกคนก็จะบอกว่า BRN เข้าถึงยาก ซึ่งความจริงแล้วชาวบ้านเข้าถึงได้มากกว่าเรา ฉะนั้นในเรื่องการคิดต่างจากรัฐอย่างเรื่องเอกราช ทุกคนก็เห็นด้วยและสนับสนุนเขา ที่นี้เมื่อเกิดความเพลี่ยงพล้ำในกระบวนการเจรจาเขาก็เลยเป็นเดือดเป็นร้อนไปด้วย ก็เสมือนกับผู้คนที่เลือกพรรคไทยรักไทยจำนวน 15 ล้านเสียง พวกเขาก็เห็นด้วยทุกอย่างกับสิ่งที่พรรคไทยรักไทยทำ และเรื่องไหนที่มันเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตายเกี่ยวกับเขา ทุกคนก็ต้องทุ่มเทและเชื่อใจพร้อมให้กำลังใจพรรคไทยรักไทย ฉะนั้นตามระบอบประชาธิปไตยเราจะค้านเสียงส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคไหนมากกว่ากันไม่ได้ ซึ่ง BRN ก็เช่นเดียวกัน ถ้าประชาชนมีจุดร่วมและเป้าหมายเดียวกันกับ BRN กระบวนการเจรจาที่มันเพลี่ยงพล้ำแบบนั้นมันต้องล้มด้วยซ้ำไป ถ้าไม่ล้มก็หมายความว่าเราเองก็ไม่เข้าใจว่าองค์กรในสังคมที่จะเคลื่อนไหวในประเด็นอะไรก็ตาม มันมีส่วนที่เชื่อมโยงกับสังคม ไม่อย่างนั้นมันคงอยู่ไม่ได้ ถ้าเราปิดตัวเองแล้วมันจะปฏิบัติการได้อย่างไร ? บางครั้งเราก็ต้องมองจากความจริงบ้าง แล้วความจริงแบบไหนล่ะ หรือถ้าผมบอกว่าผมมีความจริง แต่อีกคนบอกว่าผมมีความจริงมากกว่า สรุปคือความจริงทุกความจริงมันก็เป็นความจริง บางทีไม่มีใครรู้ทุกอย่าง แต่สิ่งที่เรารู้บางอย่างมันมาจากการพูดคุยว่าคนที่รู้นั้นมันรู้มากแค่ไหน ? ไม่อย่างนั้นมันไม่เป็นธรรมสำหรับคนพูดจริงที่มีเป้าหมายและเห็นด้วยกับ BRN ฉะนั้นวันนี้หน้าที่ของเราคือ หาข้อมูลข้อเท็จจริง ถ้าการลงนามครั้งนี้เป็นการอุปโลกน์ขึ้นมา ก็แสดงว่าเขาโกหกทุกคน และถ้าเรายอมรับในเวทีที่เขาอุปโลกน์ขึ้นมานั้น ก็แสดงว่าเราก็โกหกประชาชนเช่นเดียวกัน ดังนั้น หากเรารู้ชัดเจนแล้วว่าเป็นเวทีโกหกนั้น เราจะต้องยกเลิกเวทีเหล่านี้ให้ได้ นั้นคือหน้าที่ของเราในวันนี้ รอมฎอน บิน ซาการียา ปัญจอร์ ผู้ปฏิบัติการ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ [DSW] เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภา ข้อมูลที่ได้จากสำนักข่าวอัลจารีซ่า อุซตาสฮาซัน ตอยิบ ซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่าย BRN ได้กล่าวไว้ว่า “อินชาอัลลอฮฺ เราจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้” และ “เราจะพูดคุยกับประชาชนของเราให้ช่วยกันทำงานเพื่อที่จะแก้ปัญหานี้” ซึ่งเป็นคำพูดที่สำคัญมาก คิดว่านี้คือท่าทีของฝ่าย BRN เพราะมีคำพูดว่า 1. “เขาจะแก้ปัญหา” 2. “เขาจะแก้ปัญหานี้ให้ดีที่สุด” 3. “เขาจะบอกและสื่อสารกับประชาชน” ส่วนท่าที่ของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐไทยพบเยอะมาก อย่างบทสัมภาษณ์ของ พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ในรายการตอบโจทย์ ที่พยายามทำความเข้าใจกับสังคมไทยว่า ตอนนี้พวกเขากำลังทำอะไรอยู่ คือ ผมจะพยายามชี้ให้เห็นว่าตกลงเราสามารถมองเวทีเมื่อวัน 28 กุมภา ที่ผ่านมาได้อย่างไรบ้าง ? กระบวนการสันติภาพจริงๆแล้วไม่ได้เดินแบบเส้นตรง ไม่ได้เดินแบบจากหนึ่งไปสอง จากสองไปสาม ไม่ได้ยืนอยู่บนความสมบรูณ์แบบทั้งหมด แต่มันเป็นกระบวนการทางการเมือง ฉะนั้น มันจึงมีความไม่แน่นอน มันแล้วแต่ว่าช่วงเวลานั้นว่าคุณจะสามารถต่อรองได้อย่างไร ? แบบไหน ? แต่ความไม่แน่นอนอย่างนี้มันดีกว่าการใช้ความรุนแรง เพราะมันยิ่งไม่แน่นอนกันใหญ่ มันสามารถควบคุมได้ยากมากกว่า ซึ่งกระบวนการทางการเมืองมันก็ไม่ต่างจากหลายที่ที่มันพลิกและเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์นั้นๆ มันขึ้นอยู่กับข้อมูล มันขึ้นอยู่กับจุดยืน มันขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ และมันขึ้นอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถตอบได้ แต่สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากมัน คือ จากกรณีของอุซตาสฮาซัน ตอยิบ และ มะรอโซ จันทรวดี ที่ทำให้เราเห็นระหว่างกิจกรรมทางการทหารและกิจกรรมทางการเมืองที่มันปรากฏขึ้นต่อสาธารณะ มันเปลี่ยนสถานการณ์ความขัดแย้งในการรับรู้ของสังคมไทย และสังคมมลายูปาตานี ซึ่งมันสามารถทำให้เราเห็นว่า “การต่อสู้เพื่อปลดปล่อยเอกราชปาตานีมันมีอยู่จริง” และประเด็นที่ผมอยากจะเปลี่ยนวันนี้มีอยู่ 2 ประเด็นด้วยกัน ประเด็นที่ 1 BRN ใช้การทหารมากเกินไป มากจนไม่สามารถที่จะขายไอเดียให้คนอื่นเห็นด้วยกับแนวทางการต่อสู้ของตนเอง วันนี้เราก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไร ? ฉะนั้นการประเมินร่วมกันบนพื้นฐานความไม่รู้นั้นมันสุ่มเสี่ยง เท่ากับความไม่รู้ว่ารัฐไทยคิดอย่างไร ? รัฐไทยเป็นอย่างไร ? สังคมไทยเป็นอย่างไร ? การเปลี่ยนผันของรัฐไทยเป็นอย่างไร ? และศูนย์กลางของอำนาจรัฐไทยตอนนี้เป็นอย่างไร ? การไม่รู้สภาพแบบนี้ในบริบทคุณไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ ประเด็นที่ 2 ผมรู้สึกว่าในสถานการณ์ที่มันมีการเปลี่ยนผ่านแบบนี้ ข้อมูลและความรู้เป็นเรื่องที่สำคัญ อย่างเรื่องการพูดคุยนั้น มีการเตรียมพร้อม มีการวางฉากข้างหลังมากมาย แต่การที่ต้องปกปิดในสถานการณ์ที่มันยังไม่พร้อมนั้นถือว่ามันเป็นเรื่องจำเป็น ฉะนั้นการรู้ข้อมูลมันใช้บ่งบอกถึงความเป็นจริง ดังนั้น การเมืองของการรู้ข้อมูล คือ คนที่รู้มันมีความชอบธรรมที่จะบอกหรือจะเสนออะไรก็ได้ ยิ่งถ้าหากรู้อย่างลึก ลับ จริง มาก ข้อเสนอและข้อคิดเห็นของเขาจะยิ่งมีความชอบธรรมสูงและสามารถกำหนดให้คนอื่นเชื่อตามได้ง่ายในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้ เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องระวังด้วย ทุกคนพูดถึงประชาชน ทุกคนรู้ว่าการสื่อสารกับประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ทุกคนรู้ถึงทิศทางที่ตนเองกำหนดไปนั้นมันเป็นเรื่องสำคัญ โลกวันนี้มันต้องโยงกับประชาชน สำหรับคนที่อยู่ตรงกลาง อย่างนักศึกษา สื่อมวลชน นักวิชาการและนักประชาสังคม หน้าที่ของมันคือต้องพูดกับประชาชนว่ากระบวนการสันติภาพนั้นมันเป็นอย่างไร ? และท้ายที่สุดจะต้องขยายพื้นที่ให้ชาวบ้านได้พูดในสิ่งที่เขาต้องการว่ามันคืออะไร ? ต้องเอาเสียงของชาวบ้านขึ้นมา เพราะเสียงของชาวบ้านมันจะชี้นำประเด็นที่คุยกันในวงเจรจา ถ้าวงเจรจาไม่ได้ฟังเสียงของชาวบ้าน แน่นอนในอนาคตมันคงไม่มีความยั่งยืน เพราะต่อให้เจ้าหน้าที่ไป แต่ถ้าชาวบ้านไม่ชอบมันก็ไม่ได้ ฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ชาวบ้านต้องการนั้นมันคืออะไร ? วันนี้บรรยากาศและพื้นที่ทางการเมืองมันเปิดแล้ว ถ้าอยากได้เอกราชแล้วหน้าตาเอกราชมันจะเป็นอย่างไร ? อย่าปล่อยให้เงื่อนไขที่กำลังเปิดตอนนี้เป็นของตัวจริงหรือตัวปลอมข้างบน แต่ต้องทำให้ข้อเสนอที่มันเกิดจากข้างล่างมันตื่นขึ้นมาให้ได้ จะทำอย่างไรก็ได้ให้สังคมไทยทั้งสังคมรู้ว่าพื้นที่นี้มันต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว เพราะคนมันอยู่กับความรุนแรงแบบนี้ไม่ได้ คนมันอยู่กับการกดขี่แบบนี้ไม่ได้ ดังนั้น คุณจะเอาเสียงของชาวบ้านขึ้นมาอย่างปลอดภัยและเป็นระบบพอที่จะบอกคนอื่นได้ว่าชาวบ้านเขาต้องการอย่างนี้ แล้วไปพูดกับรัฐบาลไทย พูดกับ BRN ว่าสิ่งที่เราต้องการคือแบบนี้ ส่วนเรื่องที่คุณมีจิตใจต่อสู้ คุณมีความรู้สึกร่วม คุณมีความรู้สึกเจ็บปวดอะไรต่อประวัติศาสตร์หรือเปล่านั้นมันได้ข้อสรุปไปแล้ว ดังนั้นวันนี้ประเด็นอยู่ที่ว่าเราจะเดินไปอย่างไร ? เปิดประเด็นแลกเปลี่ยนผู้เข้าร่วม ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ อับดุลอาซิซ ตาเดอินทร์ ประธานฝ่ายสิทธิมนุษยชน สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย (ยมท.) วิเคราะห์ว่า เวทีลงนามเจรจาสันติภาพทำให้ผมได้ตั้งคำถามว่า ขบวนการถูกหลอกหรือเปล่า ? มันเป็นไปได้หรือเปล่า ? เป็นสภาโจ๊กหรือเปล่า ? เป็นสภาที่ไม่มีเสถียรภาพหรือเปล่า ? แล้วรัฐบาลไทยได้อะไร ? รัฐบาลมาเลเซียได้อะไร ? ขบวนการได้อะไรไปหรือเปล่า ? เป็นคำถามที่ผมพยายามวิเคราะห์ ประเด็นที่ 1 ความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาในพื้นที่สำหรับ “เอกราช” ผมยังมองไม่เห็นแสงสว่างของมันเลยและคิดว่ามันค่อนข้างจะยากมากในกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่ง BRN เสียเปรียบตั้งแต่เข้ามาอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญไทยแล้ว ประเด็นที่ 2 จะเห็นได้ว่ารัฐบาลมาเลเซียทุ่มกับเวทีนี้สุดตัว มีทั้งระดับรัฐมนตรี ระดับฝ่ายความมั่นคง และระดับ สมช. ที่ได้รับฉันทานุมัติจากรัฐบาล ฉะนั้นหากการนำตัวอุซตาสฮาซัน ตอยิบ เป็นเรื่องที่ผิดตัวหรือเป็นตัวปลอม รัฐบาลมาเลเซียคงเสียอย่างมหาศาลเลยทีเดียว ฉะนั้นการตั้งข้อสังเกตของผมคือ ปรากฏการณ์ของมะรอโซ และเวทีลงนามการเจรจาสันติภาพครั้งนี้คุณว่ามันสอดคล้องกันหรือเปล่า ? ซึ่งระยะเวลามันห่างกันไม่มากนัก เหมือนกับมีผู้กำกับคนเดียวกัน ตัวแสดงก็อยู่ในลายเดียวกัน มันรู้สึกไม่ชอบมาพากล เพราะฉะนั้นนอกจากที่เราสามารถมาวิเคราะห์วิจารณ์แล้ว เรายังสามารถมีส่วนร่วมในแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรบ้าง ? การเสียเปรียบหรือไม่นั้นผมมองว่ามันยังไม่มีใครเสียเปรียบใคร เนื่องจากครั้งนี้มันเป็นเพียงแค่การลงนามตกลงที่จะเจรจาเฉยๆ เป็นแค่เบื้องต้นในการพูดคุยกัน เพียงแค่รัฐบาลมาเลเซียเรียกตัวมาคุยกันเฉยๆ คุณจะคุยหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ แต่ใช่ว่ามีการเจรจากันแล้ว ฉะนั้นเราไม่ต้องมาวิตกกังวลก่อนว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น ความเป็นไปได้ แซนดี บิน อับดุลรอเซะ ดือราแม คณะทำงาน ศูนย์ประสานงานโครงการบูรณาการคนหนุ่มสาวเพื่อศักยภาพชุมนุมชน [YICE] กล่าวว่า “วาทกรรม “เอกราช” ความเป็นไปได้กับความเป็นไปไม่ได้ อันที่จริงการที่เราจะเดินเคลื่อนไหวไปข้างหน้ามันจะต้องมีความเป็นไปได้อยู่แล้ว” เขาถูกจับ ถูกขัง และถูกบังคับ วันอับดุลเราะห์มาน บิน วันฮุสเซ็น ผู้จัดการ องค์กรสันติภาพโลกประจำประเทศมาเลเซีย [Global Peace Mission Malaysia] สังกัดอาบิม [Angkatan Belia Islam Malaysia [ABIM]] กล่าวว่า ผมภูมิใจที่ทุกคนพยายามตั้งคำถามถึงบทบาทของมาเลเซียระหว่าง “ผู้อำนวยการพูดคุย [Facilitator]” กับ “คนกลาง [mediator]” ในฐานะที่ผมเป็นพลเมืองของประเทศมาเลเซีย ผมเองก็ยังรู้สึกสงสัยกับบทบาทของรัฐบาลมาเลเซียเช่นเดียวกัน แต่สำหรับคำถามที่ว่า ใครคือ อุซตาสฮาซัน ตอยิบ ? ที่เปิดตัวตามสื่อต่างๆในวันที่ 28 กุมภาที่ผ่านมานั้น จะบอกว่าช่วงวันเดือนปีนั้นผมอยู่ที่ปาตานีและในวันที่ 1 ผมบินกลับไปที่กัวลาลัมเปอร์ ประมาณหนึ่งอาทิตย์หลังจากนั้นมีตัวแทนทหารมาเลเซีย ตัวแทนพรรค UMNO และตัวแทนพรรค PAS มาถามว่า “รู้จักอุซตาสฮาซัน ตอยิบ หรือเปล่า ?” หลังจากนั้นอุซตาสฮาซัน ตอยิบ ก็ถูกจับตัวไปที่รัฐตรังกานูและส่งตัวมายังกัวลาลัมเปอร์ด้วยแฮลิคอปเตอร์ เพื่อพาไปขังในคุกโรงเรียนนายร้อย แต่ไม่ใช่ขังตัวในโรงแรม ซึ่งไม่มีใครสามารถขอพบเจอตัวเขาได้ นอกเสียจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างการนำตัว อุซตาสฮาซัน ตอยิบ ไปพบเจอ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เก็นติ้ง ไฮแลนด์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถเช็คและตรวจสอบได้ ความจริงเป็นอย่างไร ชารีฟ บิน มุสตอฟา สะอิ เลขาธิการ เครือข่ายบัณฑิตอาสาจังหวัดชายแดนภาคใต้ [INSouth] ตั้งคำถามว่า เราทำงานในพื้นที่มาหลายปีพอสมควร ก็รู้สึกกังวลกับเหตุการณ์ครั้งนี้เราเองก็ไม่มีข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนว่ามีความเป็นมาอย่างไร ? แต่ถ้าหากเป็นไปตามที่วันอับดุลเราะห์มาน ได้เล่าให้ฟังว่า อุซตาสฮาซัน ตอยิบ ถูกจับกุมและบังคับให้เซ็นสัญญาจริงมันก็น่าเป็นห่วง แต่ด้วยวิธีการเหล่านี้ไม่ทราบว่ามันยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ? อย่างไร ? และขอฝากคติกับทุกคนว่า “สัจธรรมต้องศึกษาและค้นหา พลังและอำนาจต้องวางแผนและมั่นใจในแนวทาง” สู้อย่างเท่าเทียม ฮาดีย์ บิน อับดุลลาเตะ หะมิดง นักเคลื่อนไหวอิสระ ตั้งคำถามว่า จากเวทีเมื่อ 28 กุมภา มีคำถามอยู่ 2 ประเด็นด้วยกัน ประเด็นที่ 1 จะเห็นได้ว่าเวทีครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทางรัฐบาลมาเลเซียออกมามีส่วนร่วมในการพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งในระยะยาวมันจะมีผลกระทบต่อขบวนการในการพูดคุยต่อไปหรือไม่ ? หรือมันจะกระทบต่อความสงบสุขและสันติสุขในพื้นที่มากแค่ไหน ? ประเด็นที่ 2 BRN เสียท่าอย่างมากเลยเดียว อนาคตจะเป็นอย่างไร ? และจะจบแบบไหนก็ไม่สามารถบอกได้ แต่ BRN พอจะมีกลยุทธ์ [Tactics] ที่พอจะสู้แบบสมน้ำสมเนื้อกัน หรือเท่าเทียมกันหรือไม่ ? ชาวบ้านรู้และมีวิจารณญาณพอที่จะคาดเดาได้ สะรอนี บิน มาห์มูด ดือเระ บรรณาธิการ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ [DSJ] ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าหากอุซตาสฮาซัน ตอยิบ ไม่ใช่ตัวจริงมันก็เกิดการพ่ายแพ้กันไป เพราะแต่ละฝ่ายมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน ผมเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าใช่ตัวจริงหรือไม่ ? แต่ถ้าเราดูก่อนหน้านี้หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงพูดอยู่เสมอว่า “จะไม่เจรจาเด็ดขาด” เพราะการเจรจาคือการยอมรับสถานะของกลุ่มโจรเหล่านี้ว่ามันมีอยู่จริง แต่อยู่ๆมันก็เกิดขึ้นมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่ใหญ่ และผมเชื่อว่าชาวบ้านเขารับรู้และพอจะมีวิจารณญาณในการรับรู้ว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้น ? กระบวนการสันติภาพต้องเป็นไปตามความต้องการของประชาชน อัซฮาร์ บิน อับดุลฮาดี สารีมะเจ๊ะ กรรมการ สภาองค์การมุสลิมแห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งอุซตาสฮาซัน ตอยิบ และมะรอโซ จันทรวดี เป็นตัวแสดงหน้าฉากที่เป็นตัวแทนของอุดมการณ์ชิ้นหนึ่งและมีประชาชนส่วนหนึ่งมีความเห็นร่วมด้วย ฉะนั้นคิดว่าการเจรจาน่าจะยังไม่ใช่ความต้องการของกลุ่มขบวนการ หรือกลุ่มติดอาวุธ จากการที่ได้ติดตามและศึกษาถึงกระบวนการสร้างสันติภาพอยู่พอสมควร จะเห็นได้ว่าท้ายที่สุดแล้วมันก็ต้องมาสู่โต๊ะเจรจา ฉะนั้นความสำเร็จของการเจรจามันก็คงไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของใครคนใดคนหนึ่งเลย นอกจากเป็นความต้องการของประชาชนโดยรวม หรือเป็นความต้องการของคนที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ ฉะนั้นหลังจากนี้ไปอาจจะต้องเป็นการยกระดับโต๊ะเจรจาหรือกระบวนการเจรจา ให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ไม่ใช่ให้เป็นไปตามความต้องการของ BRN หรือรัฐไทย หรือรัฐบาลมาเซียด้วยซ้ำไป หมายความว่า ถ้าเป็นไปตามความต้องการของทั้งสามฝ่ายนี้แล้ว มันเหมือนกับว่าเวทีนี้เป็นเวทีที่หลอกหลวงหรือเปล่า ? สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องทำอย่างเร่งด่วน จะต้องช่วยกันทำให้มันเป็นจริงมากขึ้น แต่การเจรจารอบนี้ความรู้สึกแรกทำให้เราเห็นความหวัง คิดว่าส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญมากขึ้น ดังนั้น เวทีต่อไปจะยกระดับการเจรจาอย่างไรให้เป็นไปตามที่ประชาชนต้องการ ? เมื่อถึงวันนั้นหากมีคนที่จะมาทำลายหรือล้มกระดานกระบวนการสันติภาพตามที่ประชาชนเขาต้องการนั้น ความชอบธรรมของการเจรจามันจะมีผลอย่างไร ? เสียงประชาชนล้ำค่า ซอลาหุดดีน บิน ฮัสบุลเลาะห์ กริยา คณะทำงานสำนักพิมพ์ Awan Book กล่าวว่าตั้งแต่เกิดเวทีเมื่อวันที่ 28 กุมภา เราจะเห็นว่าปรากฏการณ์เสียงของประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในส่วนขององค์กร มันสะท้อนให้เห็นว่า “ความกล้าหาญที่จะแสดงออกในความคิดต่าง” ณ วันนี้เสียงมันเริ่มเบ่งบานขึ้น ในส่วนของภาครัฐเองเริ่มที่จะคลี่คลายความเข้มงวดลง และเขาจะไปอบรมให้กับขบวนการอย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับประชาชนซึ่งเป็นผู้ที่รับมาโดยตรงจะต้องมีเสียงของประชาชนเอง เสียงที่ประชาชนจะสะท้อนออกมานั้นเป็นอย่างไร ? หรือประชาชนจะวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการสันติภาพนี้อย่างไร ? ซึ่งเสียงของประชาชนบางครั้งก็เป็นเสียงที่ล้ำค่าสำหรับพวกเขา ฉะนั้นจะถกเถียงกันอย่างไร ? ในเมื่อข้อมูลชั้นความลับนั้นเราเข้าไปไม่ถึง แต่เราสามารถที่จะพูดในสิ่งที่เราเห็นและเข้าใจได้ ดังนั้นข้อมูลของเรานั้นไม่จำเป็นที่จะต้องถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง แต่หลายเสียงของประชาชนคือความต้องการที่แท้จริง อย่าลืมว่าสันติภาพมันเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง ต้องลบพื้นที่ความกลัวให้ได้ กริยา บิน วันอาห์หมัด มูซอ เลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ [PERMAS] กล่าวว่า วันนี้ทุกคนไม่ได้ต้องการสิ่งที่ดีที่สุดหรอก แต่ทุกคนต้องการสิ่งที่จริงที่สุด และต้องการข้อเท็จจริงที่จริงที่สุด ผมมีอยู่ 2 ประเด็นที่อยากจะแลกเปลี่ยนคือว่า ประเด็นที่ 1 คือ คิดว่าคนในพื้นที่เขาไม่ได้ต้องการกระบวนการเจรจาที่ดีที่สุด แต่คิดว่าเขาคงต้องการกระบวนการเจรจาที่จริงที่สุด และคิดว่าสิ่งที่เราควรจะขับเคลื่อนในวันนี้ให้ได้ก็คือ พื้นที่ความกลัวที่มีอยู่ในวันนี้ เราต้องลบมันให้ได้ ประเด็นที่ 2 วันนี้ถ้าเราจะลบความกลัวออกไปและความปลอดภัยที่เราจะต้องสร้างขึ้นมานั้นมันควรเป็นอย่างไร ? ฉะนั้นกระบวนการที่เราควรพูดคุยในวันนี้คือ กระบวนการ Safety หรือกระบวนการความปลอดภัย ถ้าหากเราต้องฟังเสียงของประชาชน สิ่งที่เราจะต้องเดินอย่างเต็มรูปแบบและเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือ กระบวนการความปลอดภัย เพราะวันนี้ชาวบ้านเกิดคำถามมากว่า “การเจรจาคืออะไร ?” ชาวบ้านเขาอยากจะรู้แต่เขากลัวที่จะถามดังๆ เราก็สามารถอธิบายข้อเท็จจริงได้เพียงแค่นิดหน่อยเท่านั้นจากข่าวลือที่เราได้มา ฉะนั้นกระบวนการสันติภาพมันจะเกิดขึ้นได้บนพื้นฐานความปลอดภัยและความมั่นใจเท่านั้น จากการตั้งข้อสังเกต วิเคราะห์ และเปิดประเด็นแลกเปลี่ยน Wartani หวังว่าคงจะเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่สามารถจะเป็นคำตอบสำหรับผู้ใคร่รู้จำนวนมากที่ไม่สามารถตอบโจทย์ข้อสงสัยที่ผ่านมาได้ อาจจะไม่สามารถตอบได้ทุกคำถาม แต่อย่างน้อยก็พอที่จะเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่น่าจะสามารถไปประติปะต่อเป็นจิ๊กซอได้ Wartani ข

Recent posts