Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

กฎหมายแร่ที่ไม่ยึดโยงประชาชนโดยรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง

กฎหมายแร่ที่ไม่ยึดโยงประชาชนโดยรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง

25 June 2015

1284

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๗ ก่อนคณะรัฐมนตรี คสช. จะมีมติเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ อนุมัติหลักการ ‘ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ….’ ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติ (สนช.) แห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอ สนช. พิจารณาต่อไปนั้น มีร่างกฎหมายแร่อีก ๔ ฉบับ ที่ถูกเสนอมาแล้วในช่วงรัฐบาลก่อนหน้า ดังนี้ ๑. ร่างพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ.​ …. (๒๕๕๑) กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลสมชาย วงศ์​สวัสดิ์ พิจารณาเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๑ และขอถอนร่างฯ ออกจากชั้น ครม. เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นร่างฯ ที่ขอแก้ไขเพียงมาตราเดียว ๒. ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยแร่ พ.ศ.​ …. (๒๕๕๒) เป็นร่างฯ จากการที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้ว่าจ้างศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รศ.ทัชชมัย ฤกษะสุต เป็นหัวหน้าโครงการ จัดทำขึ้น โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเสนอต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๒ และขอถอนร่างฯ ออกจากชั้น ครม. หลังจากคณะกรรมการกฤษฎีการตรวจพิจารณาแล้ว เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นร่างฯ ใหม่ทั้งฉบับ เพื่อนำมาใช้แทนพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.​ ๒๕๑๐ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ๓. ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. …. (๒๕๕๕) เป็นร่างฯ ใหม่ทั้งฉบับเช่นเดียวกันกับข้อ ๒. แต่ยังไม่ถูกนำเสนอต่อ ครม. ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อพิจารณา เป็นเพียงกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ว่าจ้างสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี ศ.ดร. อำนาจ วงศ์บัณฑิต เป็นหัวหน้าโครงการ จัดทำขึ้น ๔. ร่างพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (๒๕๕๖) โดยคณะอนุกรรมการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ภายใต้คณะกรรมการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ถูกแต่งตั้งโดยรัฐสภา ได้จัดทำขึ้นจนเสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ เพื่อส่งให้กับสภาผู้แทนราษฎรในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พิจารณาและตราเป็นกฎหมายใช้บังคับต่อไป โดยร่างกฎหมายแร่ทั้ง ๔ ฉบับ ยังไม่ถูกตราเป็นพระราชบัญญัติใช้บังคับด้วยเหตุผลที่เป็นข้อดีที่สำคัญประการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจฝ่ายการเมืองยึดโยงกับประชาชนโดยการเลือกตั้ง จึงทำให้ประชาชนได้เห็นเนื้อหาของร่างกฎหมายทั้ง ๔ ฉบับ สามารถอ่านเพื่อทำความเข้าใจ คิด วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ และนำเสนอข้อคิดเห็นของภาคประชาชนที่เป็นประโยชน์สาธารณะได้โดยชอบก่อนจะเข้าสู่กลไกการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณากฎหมายตั้งแต่ก่อนเข้าสู่การพิจารณาในชั้น ครม. จึงทำให้ร่างกฎหมายทั้งสี่ฉบับถูกทบทวนและชะลอเวลา ไม่เร่งรีบผลักดันมากเกินไป แต่การผลักดันร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.​ …. ฉบับ คสช.​ ที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ ไม่เปิดโอกาสให้ทำเช่นนั้นได้ มีการปิดเงียบเนื้อหาในร่างฯ ตั้งแต่ต้นทางที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ทำหนังสือสอบถามต่อ กพร. เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๗ ถึงความคืบหน้าของร่างกฎหมายแร่ที่ กพร.​ กำลังแก้ไขปรับปรุงใหม่อีกครั้งว่าหากเสร็จเรียบร้อยแล้วขอให้จัดส่งแก่ คปก. เพื่อประโยชน์สาธารณะด้วย ซึ่ง กพร. ตอบกลับมาเพียงแค่ว่าได้แก้ไขปรับปรุงร่างกฎหมายแร่ฉบับใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถจัดส่งให้ได้ หาก คปก. ประสงค์จะได้ขอให้ทำหนังสือขอต่อ ครม. หรือ สนช. เอง แม้กระทั่งรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ทีมงานของรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ที่ต้องเข้าประชุม ครม. ในวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ ยังได้อ่านเอกสารเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.​ …. ก่อนวันประชุม ครม. เพียงวันเดียวเท่านั้น ข้อสงสัยจึงมีว่าร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.​ …. ฉบับ คสช. มีเนื้อหาสาระสำคัญใดที่ ‘ลับ’ ถึงขั้นที่ไม่สามารถให้ประชาชนดูได้ก่อนเข้าสู่การพิจารณากฎหมายตั้งแต่ชั้น ครม. เสมือนว่าเนื้อหาสาระสำคัญที่เป็นชั้นความลับ ต่อไปการให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่คงต้องให้กันอย่างลับ ๆ ด้วย การลดขั้นตอนและกระบวนการพิจารณาอนุมัติ/อนุญาตให้สั้นลง อุปสรรคสำคัญที่มีความพยายามมายาวนาน ก็คือ ทำอย่างไรที่จะย่นระยะเวลาการอนุมัติ/อนุญาตสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ (อาชญาบัตรและประทานบัตร) ให้รวดเร็ว สั้น สะดวก ง่าย ต่อผู้ประกอบการ ยกตัวอย่างเช่น กระบวนการและขั้นตอนการขอประทานบัตรไปจนถึงได้รับประทานบัตรตามระบบกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน หากไม่ติดขัดขั้นตอนใดเลย จะใช้เวลาประมาณ ๓๑๐ วัน แต่ร่างฯ ฉบับ คสช. จะใช้เวลาเพียง ๑๐๐ - ๑๕๐ วันเท่านั้น โดยกำจัดความเกี่ยวข้องของฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ/อนุญาตออกไปจนหมดสิ้น ให้เป็นเพียงหน้าที่ของข้าราชการประจำเป็นผู้ออกประทานบัตรทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประทานบัตรการทำเหมืองขนาดเล็กในเนื้อที่ไม่เกิน ๑๐๐ ไร่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ขนาดกลางในเนื้อที่ไม่เกิน ๖๒๕ ไร่ โดยอธิบดี กพร. และขนาดใหญ่ที่เป็นการทำเหมืองในทะเลและเหมืองใต้ดินที่มีขนาดใหญ่กว่าสองประเภทแรกโดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ดุลพินิจของฝ่ายการเมืองในชั้น ครม. ที่เกี่ยวกับการอนุญาตใช้ป่าต้นน้ำหรือป่าน้ำซีับซึม และพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น ๑ และ ๒ เพื่อทำเหมืองแร่ได้ถูกตัดออกไป ให้เป็นอำนาจของข้าราชการประจำเพียงลำพังฝ่ายเดียว เขตศักยภาพแร่ (Mining zone) เนื้อหาสาระสำคัญของร่างฯ ฉบับ คสช. ในส่วนของความต้องการเข้าไปทำเหมืองแร่ในพื้นที่ป่าไม้ (ทั้งป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายเฉพาะหรือตามมติคณะรัฐมนตรี) และพื้นที่หวงห้ามหรือพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายฉบับอื่นที่ห้ามใช้พื้นที่เพื่อการทำเหมืองแร่ ได้บัญญัติเนื้อหาเอาไว้ในหมวด ‘การบริหารจัดการแร่ในพื้นที่พิเศษ’ คล้าย ๆ กับเขตเศรษฐกิจพิเศษในกฎหมายการค้าการลงทุนที่ยกเว้นมาตรการบังคับบางอย่างและให้สิทธิพิเศษเพื่อจูงใจการลงทุน โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถกำหนดพื้นที่ใดให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองแร่ได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้ามโดยการเปิดให้เอกชนประมูลพื้นที่แหล่งแร่นั้น เบื้องแรก ประกาศกำหนดให้แร่ที่อยู่ในพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่หวงห้ามหรือพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ห้ามการทำเหมืองแร่ รวมถึงพื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมตามมาตรา ๖ จัตวา ของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.​ ๒๕๑๐ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เป็น ‘เขตแหล่งแร่’ เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอับดับแรกก่อนการสงวนหวงห้าม หลังจากประกาศ ‘เขตแหล่งแร่’ แล้ว ก็จะทำการประกาศให้เอกชนมาประมูลเขตแหล่งแร่เพื่อขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ต่อไป ต่อจากนั้นยังเปิดโอกาสให้เอกชนที่ชนะการประมูลได้สิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่ในเขตแหล่งแร่ไม่ต้องขออนุญาตหรือขอสัมปทานสำรวจแร่และทำเหมืองแร่ (อาชญาบัตรและประทานบัตร) ตามกฎหมายแร่ได้อีกด้วย รวมทั้งหากไม่ต้องขอสัมปทานสำรวจแร่และทำเหมืองแร่แล้ว ก็จะถูกยกเว้นให้ไม่ต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม และตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ ๒๕๕๐ แล้วแต่กรณีไปโดยปริยาย ก็เพราะว่าบทบัญญัติในร่างฯ ฉบับ คสช. ได้เปิดโอกาสให้รัฐและเอกชนทำสัญญาต่างตอบแทนระหว่างกัน จนเป็นเหตุจูงใจให้รัฐสามารถออกประกาศกระทรวงเพื่อกำหนดให้แร่บางชนิด/ประเภท และการทำเหมืองบางขนาดถูกยกเว้นจากการขอสัมปทานสำรวจแร่และทำเหมืองแร่ได้ และก็จะถูกยกเว้นให้ไม่ต้องทำ EIA หรือ EHIA แล้วแต่กรณีไปโดยปริยายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้บัญญัติเนื้อหาเกี่ยวกับการลดขั้นตอนในการขออนุญาตสัมปทานสำรวจแร่และทำเหมืองแร่เอาไว้ด้วย กล่าวคือ โดยปกติตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน การเข้าไปขอสัมปทานสำรวจแร่หรือทำเหมืองแร่ในเขตพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่หวงห้ามหรือพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ห้ามการทำเหมืองแร่ หากติดเงื่อนไขว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ซึ่งโดยทั่วไปภายในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ เอ ถูกกำหนดเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำที่ควรสงวนไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยเฉพาะ เนื่องจากอาจเกิดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินได้ง่ายและรุนแรง แต่พื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ เอ บางลุ่มน้ำอาจมีข้อยกเว้น ในกรณีที่หากมีการอนุญาตให้เอกชนใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อกิจการเหมืองแร่ไปก่อนจะมีการกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ หรือกรณีแหล่งแร่หินปูนเพื่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และหินประดับชนิดหินอ่อนและหินแกรนิต ซึ่งรัฐมีข้อผูกพันเป็นประทานบัตร หรือได้รับความเห็นชอบรายงาน EIAอยู่ก่อนที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกับการกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ ส่วนในเขตลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ บี จะมีมาตรการการใช้ประโยชน์ที่ดินสำหรับการทำเหมืองแร่และกิจการอื่นแตกต่างกันไปในแต่ละลุ่มน้ำ ซึ่งในกรณีที่มีความจำเป็นต้องอนุญาตประทานบัตร หรือต่ออายุประทานบัตร หรือขอสิทธิ หรือขอใบอนุญาตอื่นใดในกิจการเหมืองแร่ต้องให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาเสนอ ครม. อนุมัติเป็นราย ๆ ไป ซึ่งจะทำให้มีขั้นตอนและระยะเวลาเพิ่มเติมจากคำขอสัมปทานสำรวจแร่หรือทำเหมืองแร่ปกติที่อยู่นอกเขตพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ แต่บทบัญญัติในร่างฯ ฉบับ คสช. สามารถนำแร่ในพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่หวงห้ามหรือพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ห้ามการทำเหมืองแร่ ที่อยู่ในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ที่หวงห้ามไว้ออกมาให้สัมปทานได้โดยไม่ต้องผ่านมติ ครม. อีกต่อไป โดยให้เป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดี กพร. โดยตรง สุดท้ายบทบัญญัติที่เกี่ยวพันกันในหลายมาตราของหมวดว่าด้วยการบริหารจัดการแร่ในพื้นที่พิเศษของร่างฯ ฉบับ คสช. ยังสามารถกำหนดพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ เอ ที่ปัจจุบันกำหนดให้เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำที่ควรสงวนไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยเฉพาะ เนื่องจากอาจเกิดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินได้ง่ายและรุนแรง โดยห้ามมิให้มีการทำเหมืองแร่หรือเปลี่ยนแปลงลักษณะพื้นที่ป่าเป็นรูปแบบอื่นอย่างเด็ดขาด สามารถถูกแก้ไขโดยนำพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ เอ ดังกล่าว มาใช้ประโยชน์เพื่อการขอสัมปทานสำรวจแร่และทำเหมืองแร่ได้อีกด้วย ตัวอย่างสำคัญพื้นที่หนึ่งของไทยคือความพยายามของกรมทรัพยากรธรณีและ กพร. ที่จะกันเขตพื้นที่ศักยภาพแร่ตะกั่ว 2 บริเวณ ประมาณ ๗๗ ตารางกิโลเมตร (๔๘,๑๒๕ ไร่) ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู ซึ่งมีหมู่บ้านคลิตี้ล่างและบนที่ประสบปัญหาพิษสารตะกั่วจากการทำเหมืองแร่ตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้อยู่ในขณะนี้ เป็นเขตเศรษฐกิจแร่ตะกั่ว เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์พื้นที่ทำเหมืองแร่ตะกั่วต่อไป โดยไม่คำนึงถึงการทำเหมืองแร่ตะกั่วและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ลุ่มน้ำลำห้วยคลิตี้ที่ผ่านมา ว่าได้เกิดการปนเปื้อนและแพร่กระจายของตะกอนหางแร่ตะกั่วในลำห้วยดังกล่าวจนก่อให้เกิดปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชนอย่างรุนแรงอย่างไรบ้าง แม้กระแสต่อต้านเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ เป็นต้นมา จนในที่สุด เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๖ ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาสั่งกรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหายแก่ชาวบ้านคลิตี้ล่าง ๒๒ ราย คนละ ๑.๗๗ แสนบาท พร้อมสั่งให้จัดทำแผนฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ และดำเนินการฟื้นฟูตามธรรมชาติ ก็หาได้เป็นบทเรียนแก่รัฐ-ราชการและนักลงทุนแต่อย่างใด ยังคงมีความพยายามผลักดันเดินหน้าเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เอกชนเข้าไปลงทุนขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ในพื้นที่ลุ่มน้ำลำห้วยคลิตี้และพื้นที่ใกล้เคียงที่อยู่ในพื้นที่ศักยภาพแร่ตะกั่ว ๗๗ ตารางกิโลเมตร ต่อไป บริการจุดเดียว (One stop service) ต่อเนื่องจากเขตศักยภาพแร่ นอกจากจะบัญญัติให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ และโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศให้เขตแหล่งแร่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นเขตประกอบการเหมืองแร่ และภายในเขตประกอบการเหมืองแร่ รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจออกประกาศกำหนดการประกอบธุรกิจแร่บางขนาดหรือบางชนิดที่ดำเนินการได้โดยไม่ต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้แล้วนั้น เพื่อประโยชน์ในการลดขั้นตอนการติดต่อกับหน่วยงานราชการหลายหน่วยงาน หากการประกอบกิจการแร่หรือการประกอบธุรกิจแร่ใดภายในเขตประกอบการเหมืองแร่ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายอื่นด้วย ให้ผู้ประกอบกิจการแร่หรือการประกอบธุรกิจแร่ยื่นคำขอต่ออธิบดี กพร. เมื่ออธิบดี กพร. ได้รับคำขอแล้ว ให้ส่งคำขอไปยังหน่วยงานผู้อนุญาตตามกฎหมายอื่นและประสานงานให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยผู้มีอำนาจอนุญาตตามกฎหมายอื่นนั้นเพื่อร่วมกันพิจารณาการอนุญาตโดยเร็ว และในกรณีที่เห็นสมควร รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้รัฐมนตรีหรืออธิบดี กพร. แล้วแต่กรณี เป็นผู้ใช้อำนาจในการอนุญาตแทนรัฐมนตรีหรืออธิบดีหรือผู้อนุญาตแล้วแต่กรณี ตามกฎหมายอื่นได้ภายในเขตประกอบการเหมืองแร่.

Recent posts