ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

เครือข่ายภาคประชาชนลุ่มน้ำอีสาน เสนอให้มีการทบทวนศึกษาผลกระทบจากโครงการโขง ชี มูล เดิมก่อน ที่รัฐจะผลักดันโครงการโขง เลย ชี มูล

เครือข่ายภาคประชาชนลุ่มน้ำอีสาน เสนอให้มีการทบทวนศึกษาผลกระทบจากโครงการโขง ชี มูล เดิมก่อน ที่รัฐจะผลักดันโครงการโขง เลย ชี มูล

2 May 2015

8983

จากกรณีที่นายปิติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวว่าจะฟื้นโครงการผันน้ำโขงเติมในภาคอีสาน โดยให้กรมชลประทานศึกษาแนวทางการผันน้ำโขงเพื่อมาเติมแหล่งน้ำภายในประเทศ ซึ่งเดิมที่ชลประทานเคยศึกษาโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล ประกาศที่จะนำร่องโครงการ รูปแบบก็คือจะใช้แรงโน้มถ่วงดึงน้ำจากแม่น้ำโขงมาทางห้วยหลวง จ.อุดรธานี และสร้างอุโมงค์เฉพาะบางจุด วงเงิน  2 ล้านล้านบาท ใช้ระยะเวลา20 ปี ในวันที่ 9 มีนาคม 58 ที่ผ่านมานั้น

วันนี้ 23 มีนาคม 58  ร้อยเอ็ด ศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรชุมชนลุ่มน้ำชีตอนล่างร่วมกับเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน ได้จัดเวที วิเคราะห์แนวนโยบายขั้นพื้นฐานการจัดการจัดการทรัพยากรน้ำอีสาน โดยมีชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่างกว่า 50 คนเข้าร่วมเวที ณ ศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรชุมชนลุ่มน้ำชีตอนล่าง

ด้านนายสิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรชุมชนลุ่มน้ำชีตอนล่าง กล่าวว่าการจัดการทรัพยากรน้ำในภาคอีสานที่ผ่านมาเราเห็นชัดแล้วว่ารัฐพยายามที่จะรวมศูนย์อำนาจในการจัดการน้ำ โดยเฉพาะที่ผ่านมาการดำเนินโครงการโขง-ชี-มูล ที่เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ของรัฐโดยการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำชี และแม่น้ำมูล ในส่วนของแม่น้ำชีได้สร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำทั้งหมด 6 เขื่อน แต่ในส่วนพื้นที่ของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบและเข้าร่วมเวทีวันนี้คือเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร เขื่อนธาตุน้อย ที่อยู่ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานเดิม  ปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน เมื่อเริ่มแรกชาวบ้านได้รับข้อมูลว่าเป็นการสร้าง ฝายยาง ในลุ่มน้ำชี แต่เมื่อก่อสร้างเสร็จในปี 2543 กลับเป็นฝายคอนกรีตแทนมีประตูเปิดปิดทุกฝาย  การตัดสินใจ เร่งรีบในการพัฒนาโครงการ โดยไม่ได้ศึกษาถึงผลกระทบต่อ ระบบนิเวศน์ วิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม  ภูมิปัญญาและองค์ความรู้ ในการจัดการน้ำแบบดั้งเดิม ยังส่งผลให้เกิดปัญหา ตามมาอย่างต่อเนื่อง เช่น หลังจากเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร เขื่อนธาตุน้อยในแม่น้ำชีสร้างเสร็จในปี 2543 ความพยายามในการควบคุมน้ำของรัฐในแต่ละฝายก็เริ่มขึ้น ในช่วงฤดูแล้ง หลังจากเกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวนาปี และนาปรังเสร็จ ฝายที่อยู่ลุ่มน้ำชี ในแต่ละตัวก็ไม่ระบายน้ำออก เพื่อรองรับน้ำฝนที่จะตามมา แต่กลับยังกักเก็บน้ำไว้พอเข้าช่วงฤดูฝน ฝายก็ไม่สามารถรองรับน้ำได้ จำเป็นต้องเร่งระบายน้ำออก เพื่อรักษาตัวเขื่อนไว้ จึงส่งผลกระทบ กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก

ด้านนายสิริศักดิ์ สะดวก ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเดินหน้าให้กรมชลประทานเดินหน้าโครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล นั้นผมมองว่ารัฐควรทบทวนบทเรียนการจัดการน้ำของภาคอีสานได้แล้วว่าที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัยของรัฐบาลที่ผ่านๆมา ก็มีการนำงบประมาณที่จะแก้ไขปัญหาทั้งน้ำแล้ง และน้ำท่วม เราทุมงบประมาณในการจัดการน้ำมากมายมหาศาลแต่ผมถามว่ามีพื้นที่ตรงไหนบ้างที่ประสบผลสำเร็จและรัฐไม่ต้องหากินกับเรื่องน้ำบ้างครับ เพราะงบประมาณในแต่ละปีแต่ละรัฐบาลถ้าเราเฝ้าติดตามข้อมูลให้ดำถ้าไม่เสนอการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ก็เป็นการสร้างเขื่อนขนาดกลาง หรือไม่ก็ขุดลอกร่องน้ำเดิมเพื่อกักเก็บน้ำ จนในหลายพื้นที่ไม่สามารถที่จะสร้าง หรือขุดกันได้อีกแล้ว เนื่องจากโครงการพัฒนามันเต็มแหล่งน้ำไปหมดแล้ว ผมมองว่าพอทีเถอะกับการพัฒนาแหล่งน้ำที่นำงบประมาณมาแล้วรัฐบอกว่าพื้นที่อีสานแล้งจะต้องนำงบประมาณมาพัฒนาแหล่งน้ำ ที่ผ่านมารัฐเองไม่เคยเข้าใจว่าพื้นที่อีสานเขามีสภาพพื้นที่ด้านภูมิประเทศแบบไหน และวิถีชีวิตของเขาต้องพึ่งพิงกับทรัพยากรอะไรบ้าง ถ้าเราตั้งใจศึกษาเราจะพบว่าการที่คนอีสานดำรงอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะฐานทรัพยากรดิน น้ำ ป่า แต่ที่ผ่านมาการพัฒนาแหล่งน้ำของรัฐกลับมาทำให้พื้นที่หากินของเขาเหล่านี้สูญเสียและสูญหาย และรัฐเองไม่เคยทบทวนบทเรียนเหล่านี้เลย

ด้านนายนิมิต หาระพันธ์ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำชีตอนล่าง กล่าวว่าอยากจะเสนอไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า โครงการโขง-ชี-มูล ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2536 โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร และเขื่อนธาตุน้อย ในลุ่มน้ำชี ซึ่งได้สร้างผลกระทบต่อวิถีของชาวบ้านลุ่มน้ำชีมากพอแล้ว และมีการร้องเรียนให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาและให้แต่งตั้งกรรมการศึกษาผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลที่ผ่านมาก็เคยมีคำสั่งแต่การปฏิบัติล่าช้า จนทำให้ปัญหาชาวบ้านยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขเหมือนกับรัฐบาลไม่มีความจริงใจกันเลย

ดังนั้นท่านรัฐมนตรีอย่าไปคิดเดินหน้าต่อโครงการโขง-เลย-ชี-มูล แก้ไขปัญหาจากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเดิมให้ได้ก่อน และควรจะศึกษาผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมก่อนดีกว่ากับโครงการโขง-ชี-มูลที่ผ่านมา

ด้านนายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ เลขาธิการ กป.อพช.อีสาน กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำไม่ควรรีบผลักดันเรื่องการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูลในช่วงนี้  เพราะการศึกษาเรื่องน้ำมีการศึกษามาเยอะมาก ซึ่งในส่วนของภาคประชาชนไม่เคยเห็นการศึกษาผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเลยหลังจากที่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำของรัฐสร้างเสร็จ โดยเฉพาะโครงการโขง-ชี-มูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยทบทวนบทเรียนเรื่องการจัดการน้ำที่ผ่านมาเลย ฉะนั้นผมมองว่า โครงการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล ควรเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในหลายด้านไม่ควรที่หน่วยงานรัฐจะสรุปเองแล้วเสนอเอง และควรเปิดเวทีทำประชาพิจารณ์ของโครงการโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนลุ่มน้ำ

Recent posts