ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

RCEP เจรจาคืบ 30% ภาคประชาชนกังวลผลกระทบ ขอมีส่วนร่วมเตรียมเจรจาเหมือนภาคเอกชน

RCEP เจรจาคืบ 30% ภาคประชาชนกังวลผลกระทบ ขอมีส่วนร่วมเตรียมเจรจาเหมือนภาคเอกชน

2 May 2015

4544

เอฟทีเอ ว็อทช์ จัดเสวนาให้ความรู้การเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน+6 หรือ RCEP ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดเจรจาครั้งที่ 7 ขณะนี้ รองอธิบดีลั่นคืบหน้าไม่มาก รับปากคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญหาไม่มากกว่า WTO ด้านทีดีอาร์ไอรระบุวิจัยพบ RCEP ถ้าไม่ลด ลดมาตรการกีดกันการค้าบริการ-มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีลง 1 ใน 3 ก็ไม่มีประโยชน์

 

=======

11 ก.พ.2558 ที่ศศนิเวศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอฟทีเอ วอทช์ (FTA Watch) และแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) จัดงานเสวนา “RCEP: การเจรจาการค้าในภูมิภาคที่ประชาชนต้องรู้” ในขณะเดียวกันกับที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเรื่องนี้เป็นครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 9 - 13 ก.พ.นี้

 

ทั้งนี้ RCEP คือ การเจรจาการค้าความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership /RCEP) ประกอบด้วยอาเซียน 10 ประเทศกับอีก 6 ประเทศ คือ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอินเดีย เรียกกันง่ายๆ ว่า ASEAN+6 

 

น.ส.อรุณี พูลแก้ว รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าในการเจรจาว่า  RCEP เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการเจรจาเอฟทีเอระหว่างอาเซียนกับอีก 6 ประเทศ การเจรจากันที่กรุงเทพฯ รอบนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.แล้ว แบ่งออกเป็น 11 คณะ เริ่มต้นเจรจามาตั้งแต่ปลายปี 2556 ขณะนี้เรียกได้ว่าสำเร็จเพียงร้อยละ 30 เนื่องจากทั้ง 16 ประเทศมีความแตกต่างกันสูงและมีความต้องการในประเด็นต่างๆ ที่แตกต่างกัน

 

“เป็น ความตั้งใจของอาเซียนที่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ที่ผ่านมาอาเซียนมีเอฟทีเอแต่ละฉบับอยู่แล้วกับประเทศเหล่านั้น แต่บวกทีละหนึ่ง แต่ละฉบับก็มีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดความยากลำบากต่อการใช้ประโยชน์ สับสนยุ่งเหยิง เลยพยายามรวมเป็นฉบับเดียวกันให้สอดคล้องกันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรฐานสินค้า การอำนวยความสะดวกด้านการค้า ขณะเดียวกันก็ต้องได้ประโยชน์เพิ่ม และเป็นการดึงดูดการค้าการลงทุนเข้ามาสู่ภูมิภาคนี้ด้วย” รองอธิบดีฯ กล่าว  

 

“เรื่องทรัพย์สินทางปัญหา ชัดเจนว่าทั้งอาเซียน อินเดีย ไม่ยอมให้มีการคุ้มครองมากไปกว่าที่องค์การการค้าโลก (WTO) กำหนดขณะที่ญี่ปุ่น เกาหลีต้องการให้มีความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย อยากให้เข้าเป็นภาคีความตกลงฉบับนั้นฉบับนี้” น.ส.อรุณีกล่าว

 

น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ประสานงานกลุ่มเอฟทีเอ วอทช์ กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ให้อาเซียนเป็นตัวนำและท่าทีของอาเซียนที่เจรจาเอฟทีเอกับ สหภาพยุโรปที่ผ่านมาก็สามัคคีและเลือกเฉพาะที่ตัวเองพร้อมมากกว่าถูกบังคับ จนกระทั่งเริ่มได้เอกสารที่หลุดออกมาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการคุ้มครอง การลงทุนอย่างน้อย 4 ชิ้น เป็นของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อาเซียน อินเดียที่ร่วมเจรจาใน RCEPจึงเกิดความกังวล เนื่องจากเกาหลีใต้ยื่นข้อเรียกร้องเรื่องสิทธิบัตรเหมือนที่ตัวเองยอมรับ แล้วกับสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งปรากฏผลแล้วว่าสร้างผลกระทบในเกาหลีหนักเรื่องการเข้าถึงยาของประชาชน ที่น่ากลัวที่สุดคือ ญี่ปุ่น ปรากฏว่าเหมือนกับความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement : TPP) มาก มีท่าทีที่ก้าวร้าวมาก ไม่ว่าการขอจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์  การให้คำขอสิทธิบัตรที่ไม่มีคุณภาพได้สิทธิผูกขาดง่ายๆ  ไม่อนุญาตให้ใช้มาตรการยืดหยุ่นที่อยู่ในองค์การการค้าโลกและบังคับให้ ประเทศต่างๆต้องเป็นภาคีความตกลงต่างๆที่มีเนื้อหาคุ้มครองทรัพย์สินทาง ปัญญาเกินเลยไปกว่าระดับการพัฒนาของประเทศ

 

ผู้ ประสานงานเอฟทีเอว็อทช์กล่าวว่า แนวทางการเจรจาที่สถาบันพัฒนาวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอนั้น ชี้ให้เห็นว่าข้อควรระวังหลายเรื่องที่ควรต้องรับฟัง เช่น การสงวนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญหาไม่มากไปกว่าที่กำหนดในองค์การการค้าโลก การคุ้มครองการลงทุนนั้น อนุญาตให้เอกชนฟ้องรัฐได้หากใช้อำนาจมิชอบแต่ต้องสงวนไว้ในเรื่องความมั่นคง และทรัพยากรสาธารณะของประเทศ นอกจากนี้ภาคประชาชนขอเสนอให้คณะเจรจาเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้เข้าสู่ กระบวนการประชุมเตรียมการหรือแจ้งผลการเจรจาด้วยเช่นเดียวกับการเจรจาเอฟที เอไทย-อียู มิใช่ปล่อยให้มีแต่สภาวิชาชีพ ภาคเอกชน ดังที่เป็นอยู่ โดยในการเจรจาRCEP รอบที่ผ่านๆมาที่เชิญผู้ร่วมประชุมโดยเป็นตัวแทนจากสภาหอการค้าไทย 20 กว่าคน สภาอุตสาหกรรม 10 กว่าคน

 

ดร.วิศาล บุปผเวส ที่ปรึกษาอาวุโสโครงการวิจัยความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ TDRI กล่าว ว่า แม้การเจรจาเอฟทีเอจะไม่ให้ประโยชน์กับประเทศไทยซึ่งเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ในทุกประเด็นที่เราต้องการ แต่จะกลัวจนไม่เจรจาไม่ได้เพราะจะสูญเสียโดยสิ้นเชิงโดยไม่ได้ต่อสู้ จึงสำคัญว่าเราจะออกแบบตัวเองอย่างไรให้เหมาะสมและหาพวกมาคุ้มครอง ถ่วงดุลประเทศใหญ่ สำหรับRCEP นั้นมองว่าเป็นช่องทางและเป็นเครื่องมือสำหรับการปฏิรูปตัวเราเอง

 

“การ ทำการค้าเสรีเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถช่วยในเรื่องความยั่งยืนและความเสมอภาคภายในประเทศ และระหว่างเรากับประเทศคู่ค้า ไม่เป็นหลักประกันของการมีอิสรภาพ ไม่ใช่คิดว่าเปิดเสรีแล้วจะได้ทั้งหมด เราต้องมีเครื่องมือของเราเองที่จะช่วยในเรื่องอื่นๆ รองรับ ปัญหาที่แล้วมาคือ เราสนใจน้อยไปกับการสร้างเครื่องมือรองรับ ถึงมีก็เป็นเครื่องมือที่ไม่ค่อยดี คิดอย่างลวกๆและเกิดปัญหาเพิ่มขึ้นมาก” ดร.วิศาลกล่าว

 

ดร.วิศาล กล่าวว่า ถึงที่สุดไทยควรมีภาษีโครงสร้างเดียว และอัตราเดียว เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการสับสน สร้างต้นทุนทางศุลกากร หลีกเลี่ยงการคุ้มครองคนไม่เก่งหรือใช้ทรัพยากรไปทุ่มเทกับเรื่องที่เราทำ ไม่เก่ง ทำให้ผู้ผลิตในประเทศเผชิญการแข่งขันและต้องพัฒนาตัวเองมากขึ้น

 

“สมมติมี RCEP และมีการลดภาษีเป็น 0 ทั้งหมด ประโยชน์สำหรับไทยคำนวณแล้วติดลบ เมื่อเปรียบเทียบกับสภาพปัจจุบันที่มีอาเซียนบวกหนึ่งอยู่แล้ว  เพราะภายใต้อาเซียนบวกหนึ่งนั้นคู่ค้าสำคัญไม่ได้เปิดต่อกันสักเท่าไร อาเซียนจึงกลายเป็นศูนย์กลาง แต่ประโยชน์ตรงนี้ก็ไม่ยั่งยืน เรารีบทำ RCEP เสียดีกว่า แต่ถ้าทำในส่วนลดภาษีสินค้าอย่างเดียวจะไม่ไปไหน หากลดการกีดกันการค้าบริการลงร้อยละ33 ขจัดมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีลงร้อยละ 35 ไทยจะได้ประโยชน์ 27,000 ล้านดอลลาร์ ประโยชน์ที่ได้ส่วนหนึ่งได้มากจากการมีทุนเข้ามา และมีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ถ้าไม่มีสองส่วนนี้ อย่าไปเสียเวลาคุย ไม่มีประโยชน์อะไร” ดร.วิศาลกล่าว   

 

 

รายละเอียดเพิ่มเติมติอต่อ

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล 089 500 3217

เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล 081 6129551

Recent posts