Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

ทุนปิโตรเคมียึดสัมปทานโปแตชอีสาน

ทุนปิโตรเคมียึดสัมปทานโปแตชอีสาน

11 May 2015

1842

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗

                ตามการรายงานข่าว ‘เช็คชื่อผู้ถือหุ้นบ.เหมืองแร่โปแตชฯ ก่อนครม.จ่ออนุมัติแผนปลายปี 57-บิ๊กธุรกิจเพียบ!’ ของสำนักข่าวอิศราเมื่อวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2557[1] ได้เปิดบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัท เหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ พบชื่อบริษัทน่าสนใจหลายแห่งที่เข้ามาถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว เช่น บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) บริษัท อาซาฮีกลาส จำกัด (ญี่ปุ่น) และพี ที พีโทรคีเมีย กรีซิค (เพอซีโร) (อินโดนีเซีย) เป็นต้น ที่น่าสนใจก็เพราะบริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทดำเนินกิจการในอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมีทั้งสิ้น ซึ่ง เกี่ยวข้องกับความต้องการเกลืออีสานเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบและสารตั้งต้นใน อุตสาหกรรมผลิตโซดาไฟและเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น กระจก แก้ว เส้นใยผ้า โต๊ะ เก้าอี้ สี ภาชนะบรรจุสิ่งของหรือของเหลวต่าง ๆ (ถัง ขวด จาน ชาม ฯลฯ) ฯลฯ   เริ่มต้นที่ไทยอาซาฮี นับตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มการปฏิวัติอุตสาหกรรมตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรก (พ.ศ. 2504 – 2509) การ ใช้เกลือทะเลเพื่อบริโภคได้ลดความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการเกลือขาวบริสุทธิ์ของภาคอุตสาหกรรมเคมีที่นำเกลือทะเล ไปผ่านกระบวนการฟอกขาวกำจัดแร่ธาตุอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทิ้งไป ให้เหลือเฉพาะเกลือที่มีเพียงองค์ประกอบของสารโซเดียมและคลอรีน (NaCl)สำหรับ อุตสาหกรรมเคมีเท่านั้น ซึ่งปรากฎว่าโซเดียมและคลอรีนที่ได้จากเกลือทะเลมีความเข้มข้นต่ำกว่าน้ำ เกลือใต้ดินที่เริ่มสำรวจพบในภาคอีสาน จึงทำให้ภาคอุตสาหกรรมเคมีเริ่มหันมาให้ความสนใจกับน้ำเกลือใต้ดินในภาคอีสานเพ่ิมมากขึ้น นอกจากนั้นแล้ว กระบวน การฟอกขาวเกลือทะเลและการผลิตเกลือในภาคอีสานขึ้นมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมเคมี ได้ส่งผลกระทบสำคัญต่อทัศนคติการบริโภคเกลือของประชาชนไทยเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากว่าเกลือสำหรับบริโภคและเกลือสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมเคมีต่าง เคลื่อนไหวอยู่ในตลาดเดียวกัน บริษัท เกลือพิมาย จำกัด หรือชื่อเดิมคือบริษัท ไทยอาซาฮี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่และใช้เทคโนโลยีผลิตเกลือทันสมัยที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ทำการผลิตเกลือหินที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ปริมาณ 1.6 ล้าน ตันต่อปี ผลิตทั้งเกลือใช้ในอุตสาหกรรมเคมีและเกลือบริโภค โดยเฉพาะเกลือบริโภคนั้นบริษัทแห่งนี้ได้ผลิตเกลือขาวบริสุทธิ์เติมไอโอดีน และมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเกลือของคนไทย ในระดับนโยบายของรัฐ โดยมีการแยกมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเกลือบริโภคออกเป็น 2 มาตรฐาน คือ มอก.2085/2544 หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเกลือบริโภค และ มอก.2086/2544 หรือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเกลือบริโภคบริสุทธิ์ เพื่อกำหนดคุณภาพเกลือที่เหมาะสมสำหรับการบริโภค และครอบคลุมเกลือบริโภคที่มีระดับคุณภาพต่าง ๆ กัน เพื่อให้สอดคล้องกับแหล่งกำเนิด วัตถุดิบ และกรรมวิธีการผลิต เพื่อให้ความช่วยเหลือภาวะซบเซาของผู้ผลิตเกลือทะเลตามจังหวัดชายฝั่งอ่าว ไทย เช่น สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และเพชรบุรี เป็นต้น ให้ กลับฟื้นคืนมา แต่ในความเป็นจริง มาตรฐานดังกล่าวเป็นเพียงแค่การยอมรับว่าเกลือทะเลสามารถบริโภคได้ แต่ไม่ได้เป็นมาตรฐานบังคับให้ประชาชนต้องกินเกลือทะเลแทนเกลือบริโภคผสม ไอโอดีนของบริษัทเกลือพิมาย หรือไม่ได้เป็นการบังคับให้บริษัทเกลือพิมายเลิกขายเกลือบริโภค ดังนั้น จึงไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านการบริโภคเกลือทะเลเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด มีแต่จะลดความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ ด้วยทัศนคติที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จากการโฆษณาขายเกลือผสมไอโอดีนและการปลูกฝัง ความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ที่ตอกย้ำให้สังคมจดจำ คล้อยตามและฝังลึกว่า ‘เกลือขาวคือเกลือบริสุทธิ์’ ต่างจากเกลือทะเลและเกลืออีสานพื้นบ้าน[2] ที่ถูกสร้างภาพลบว่าเป็นเกลือไม่เหมาะแก่การบริโภคเพราะมีสีขุ่นข้นไม่สวยงามและมีสิ่งเจือปนอื่นที่อาจเป็นโลหะหนักหรือสารเคมีอันตราย การ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคจากเกลือทะเลและเกลืออีสานพื้นบ้าน รวมทั้งเกลือพื้นบ้านในภูมิภาคอื่น ๆ ไปเป็นเกลือขาวบริสุทธิ์ผสมไอโอดีนของสังคมไทยเช่นนี้ดูไปแล้วก็คล้าย ๆ กับการบริโภคข้าวสารขาว หรือน้ำตาลทรายขาวนั่นเอง ที่กลายเป็นทัศนคติฝังลึกในจิตใจไปแล้ว   ทุนปิโตรเคมี ความต้องการเกลือในภาคอุตสาหกรรมเคมีในยุคแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 2 (2510 - 2514)ส่งผลให้มีการทำนาเกลือในภาคอีสานหลายจังหวัด เช่น มหาสารคาม นครราชสีมา ชัยภูมิ อุดรธานี สกลนคร และหนองคาย โดยการสูบน้ำเกลือใต่้ดินขึ้นมาต้มและตากบนที่ที่เคยเป็นนาข้าว มีกำลังการผลิตรวมกันประมาณ 4 – 5 แสนตันต่อปี มีพื้นที่การผลิตรวมประมาณ 15,000 ไร่ แบ่งเป็นเกลือต้มร้อยละ 30 ใช้เพื่อการบริโภค และเกลือตากร้อยละ 70 ใช้ ในภาคอุตสาหกรรมเคมี นั้น มีความไม่มั่นคงทางการตลาดสูง เนื่องจากว่าเป็นตลาดเกลือที่ถูกวางบทบาทเอาไว้คอยพยุงหรือสำรองความต้องการ ของอุตสาหกรรมเคมีในยามขาดแคลนเกลือจากบริษัทเกลือพิมาย ที่ผลิตไม่เพียงพอหรือทันกับความต้องการ ผู้ที่ทำอาชีพนี้ถูกประเมินจากหน่วยงานแหล่งเงินกู้ของรัฐและเอกชนว่าเป็น อาชีพไม่แน่นอน ส่วนใหญ๋ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และเป็นกิจการที่จัดอยู่ในประเภทที่ไม่ใช้เงินลงทุนสูง ไม่สามารถให้เงินกู้ทำกิจการได้ เกลือที่ผลิตได้ก็ไม่มีมาตรการประกันราคาเหมือนอย่างพืชเศรษฐกิจ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง เป็นต้น จึง มักพบเห็นความมักง่ายของการผลิตเกลือด้วยกรรมวิธีเช่นนี้ เช่น วิกฤติความเค็มในนาข้าวและน้ำในลุ่มน้ำเสียวตลอดทั้งลุ่มน้ำความยาวกว่า 200 กิโลเมตร โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำที่หนองบ่อและนาข้าวรอบหนองบ่อ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม ที่ ผู้ประกอบการจำนวนมากเร่งสูบน้ำเกลือใต้ดินขึ้นมาต้มและตากในปริมาณมหาศาลจน ส่งผลให้เกิดความเค็มที่เค็มกว่าน้ำทะเลแพร่กระจายไปหลายบริเวณโดย รอบอย่างกว้างขวางและกระจายไปตลอดทั้งลุ่มน้ำจนไปบรรจบกับแม่น้ำมูลที่อำเภอ ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้ข้าวยืนต้นตาย ตลอดจนพืชพันธุ์อื่น ๆ และสัตว์น้ำก็ตายและสูญพันธ์เป็นจำนวนมาก จาก วิกฤติรุนแรงรัฐจึงได้สั่งยกเลิกการสูบน้ำเกลือใต้ดินและการทำนาเกลือในลุ่ม น้ำเสียวอย่างเด็ดขาด จึงส่งผลให้จังหวัดอื่น ๆ รับเคราะห์แทน จนกระทั่งปัจจุบันนี้ที่การสูบน้ำเกลือใต้ดินขึ้นมาต้มและตากยังเป็นต้นเหตุ สำคัญที่ทำให้ความเค็มแพร่กระจายลงไปในนาข้าวและแหล่งน้ำ รวมถึงเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่และลึกขึ้นหลายแห่ง เช่นที่บริเวณต้นแม่น้ำสงครามที่อำเภอบ้านดุง จ.อุดรธานี อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย อ.บ้านม่วง และ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร รวมทั้งในเขต อ.โนนไทย อ.โนนสูง อ.พระทองคำ และ อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา ก็ได้รับผลกระทบหนักเช่นเดียวกัน ส่วนเกลือจากบริษัทเกลือพิมายที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงไปถึงภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมีขนาดใหญ่ โดยบริษัท วีนิไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในกลุ่มของบริษัท โซลเวย์ จำกัด (ประเทศเบลเยียม) กับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้เข้าถือหุ้นในบริษัทเกลือพิมายร่วมกับบริษัท ไทยอาซาฮีเคมีภัณฑ์ จำกัดซึ่งบริษัทไทยอาซาฮีเคมีภัณฑ์ จำกัด เป็นบริษัทอุตสาหกรรมเคมีในกลุ่มของบริษัท อาซาฮีกล๊าส จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) ถือหุ้นอยู่ในบริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ได้เปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตจากที่เคยใช้การสูบน้ำเกลือใต้ดินขึ้นมาตากบนนาเกลือไปเป็นการทำเหมืองละลายเกลือ (Solution Mining) โดย การนำน้ำจืดบนแหล่งน้ำผิวดินอัดลงไปละลายเกลือจากโดมเกลือหินใต้ดิน แล้วนำน้ำจืดที่กลายเป็นน้ำเค็มผ่านท่อขึ้นมาบนดินไปเป่าแห้งด้วยความร้อน ให้กลายเป็นเม็ดเกลือขาวบริสุทธิ์ เพื่อให้ได้กำลังการผลิตป้อนภาคอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมีมากขึ้น และเป็นเทคโนโลยีที่ได้โซเดียมและคลอรีนความเข้มข้นสูงและบริสุทธิ์ ต่างจากการสูบน้ำเกลือใต้ดินขึ้นมาตากบนนาเกลือที่มีข้อจำกัดต้องใช้พื้นที่ นาข้าวจำนวนมากถึงจะผลิตเกลือได้เพียงพอความต้องการ และโซเดียมและคลอรีนที่ได้ก็มีความเข้มข้นและบริสุทธิ์ต่ำกว่าที่ได้จากการ เหมืองละลายเกลือมากทั้ง นี้ ก็เพื่อหลักประกันความมั่นคงของวัตถุดิบในการผลิตอุตสาหกรรมเคมีและปิโต รเคมี โดยเฉพาะการผลิตโซดาไฟที่ต้องใช้โซเดียม และเม็ดพลาสติกชนิดต่าง ๆ ที่ต้องใช้คลอรีน จากเกลือ นั่น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุนปิโตรเคมีถึงเข้ามาถือหุ้นในโครงการเหมืองแร่โปแตช อาเซียนมากขึ้น ก็เพราะว่าโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียนไม่ได้ต้องการเพียงแค่โปตัสเซียม คลอไรด์ (KCl) เพื่อนำไปผลิตปุ๋ยเคมี N-P-K เท่านั้น แต่ได้วางแผนสร้างอุตสาหกรรมเคมีครบวงจร (Chemical Complex) ที่ต้องใช้ประโยชน์จากเกลือโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) รวมทั้งเกลือในรูปอื่น เช่น แมกนีเซียมคลอไรด์ (MgCl) เอาไว้ด้วย   วัตถุดิบที่ถูกกดราคา เกลืออีสาน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีปริมาณมหาศาลที่ฝังอยู่ใต้ดิน โดยถูกกำหนดให้เป็นวัตถุดิบที่มีความสำคัญรองลงมาจากปิโตรเลียม เพราะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีปริมาณลดน้อยลงเรื่อย ๆ ต่างจากปริมาณสำรองเกลือในภาคอีสานที่มีปริมาณมหาศาลสามารถใช้งานได้อีกนาน หลายร้อยปี จึงถูกทำให้เป็นวัตถุดิบที่มีราคาถูกที่สุดในอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี โดยละเลยความสำคัญอีกด้านหนึ่งของเกลือลงไป นั่นคือ การเป็นวัตถุดิบที่มีความเป็นอันตรายสูงมากจากการนำขึ้นมาใช้ บทเรียนที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำเสียวทำให้เห็นศักยภาพของวัตถุดิบชนิดนี้ที่ เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดความล่มสลายทางวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นที่นั่น ทั้ง ๆ ที่เป็นวัตถุดิบที่มีความอันตรายมากต่อสภาวะแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน แต่ร ัฐและผู้ประกอบการกลับไม่ใส่ใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น กลับวางมาตรการ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ในการดูแลเอาใจใส่ต่อสภาวะแวดล้อมและวิถีชีวิตประชาชนอย่างไม่เข้มงวดกวดขัน ปล่อยปละละเลย โดย เฉพาะมาตรการทางด้านราคาซื้อขายที่ถูกกดให้ต่ำมากเสียจนผู้ประกอบการผลิต เกลือรายย่อยที่สูบน้ำเกลือขึ้นมาต้มและตากบนนาเกลือต้องแบกรับภาวะการขาด ทุนหรือกำไรอันน้อยนิดอยู่เสมอมา สภาวะเช่นนี้เองได้ทำให้ผู้ประกอบการผลิตเกลือรายย่อยในภาคอีสานไม่รับผิด ชอบต่อปัญหาผลกระทบและความเสื่อมโทรมเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสภาวะแวดล้อมและ วิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้น เนื่องจากไม่ยอมลงทุนป้องกันผลกระทบใด ๆ โดยมุ่งแต่จะกอบโกยหาผลประโยชน์ในทางกำไรให้สูงที่สุดด้วยการกดราคาการจ้าง งาน และปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ในการต้มและทำนาเกลือให้ต่ำลงมาเป็นทอด ๆ จึงเห็นได้ว่าปัญหาความอันตรายจาก การผลิตเกลือแบบต้มและตากบนนาเกลือในภาคอีสานถูกผลักภาระให้คนในชุมชนท้อง ถิ่นกับผู้ประกอบการผลิตเกลือต้องรับผิดชอบกันเอง ทำให้เกิดการเผชิญหน้าขัดแย้งกันมาตลอด ส่วน ผู้เกี่ยวข้องต่อการใช้เกลืออีสานในภาคอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมีต่างลอย ตัวไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ต่อปัญหาและความเสื่อมโทรมเสียหายที่เกิดขึ้นในชุมชนท้องถิ่นที่เป็นแหล่ง ผลิตเกลือแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่เกลือเป็นวัตถุดิบสำคัญไม่ต่างจากปิโตรเลียมในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีด้วย กัน แต่กลับใช้นโยบายกดราคาให้ต่ำเพื่อสนองตอบกำไรสูงสุดของผู้ประกอบการแต่ เพียงฝ่ายเดียว เช่นเรามักจะเห็นรายงานประจำปีของบริษัทขนาดใหญ่ทางด้านอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ให้ความสำคัญต่อราคาที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลาของปิโตรเลียมที่ต้องจัดหามาเพื่อ เป็นวัตถุดิบต้นทางสำหรับผลิตเคมีภัณฑ์ เสมือนว่าเป็นวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้และจะมีผลต่อภาวะขาดทุนกำไรของบริษัทจาก การขายเคมีภัณฑ์ที่ผลิตได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในรายงานประจำปี พ.ศ.2556 ระบุว่า “..สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจส่งผลให้ราคาเฉลี่ยของเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีนและโพลิโพรไพลีนอยู่ที่ 1,488 และ 1,519 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพ่ิมขึ้นร้อยละ 7 และร้อยละ 4 ตามลำดับ ในขณะที่ราคาแนฟทา[3]ซึ่งเป็นวััตถุดิบหลักอยู่ที่ 922 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ลดลงร้อยละ 3 จากปีก่อน ตามราคาน้ำมันดิบที่ลดลงจากอุปทานในประเทศสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มขึ้น..” แต่กลับไม่พบเนื้อหาในรายงานที่ระบุถึงวัตถุดิบเกลือเอาไว้เลยว่าซื้อหามาอย่างไร สภาวะ ของราคาเกลือและตลาดเกลือขึ้นอยู่กับตัวแปรอะไรบ้าง เช่น ความเสื่อมโทรมเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสภาวะแวดล้อมและวิถีชีวิตประชาชนใน แหล่งผลิต ราคาวัตถุดิบได้ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากบริษัทต้องรับผิดชอบภาระต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมของแหล่งผลิตเกลือหรือไม่ อย่างไร ฯลฯ   ต้นเหตุความเค็มบนผืนดินและแหล่งน้ำในอีสาน ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานขนาดใหญ่ผลิตโซดาไฟและคลอรีนจากเกลืออีสานประมาณ 10 กว่าโรง ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมเคมีประเภทต่าง ๆ ส่วน สารคลอรีนนั้น หลังจากเริ่มโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่ได้รับการบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525 – 2529) ได้ ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเกือบทั้งหมด อาจจะกล่าวได้ว่า ความเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมเกลืออีสานได้ถูกผูกโยงอยู่กับความเจริญเติบโต ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีด้วย เนื่องจากว่าต้องใช้สารคลอรีนที่ได้จากการย่อยสลายเกลือเป็นวัตถุดิบสำคัญใน การผลิตเม็ดพลาสติกขั้นกลางของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลาง เช่น เอธิลีนไดคลอไรด์ (Ethylene Dichloride - EDC) และไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ (Vinyl Chloride Monomer – VCM) และ ต่อจากนั้นจะนำเม็ดพลาสติกขั้นกลางหรือผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้น กลางที่ได้ไปเป็นส่วนประกอบผลิตเม็ดพลาสติกและเรซินในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ขั้นปลายต่อไป เช่น โพลีเอธิลีน (Polyethylene 3 PE) โพลีโพรไพลีน (Polypropylene – PP) โพลีไวนิลคลอไรด์ (Polyvinylchloride - PVC) โพลีเอสเทอร์ (Polyester) ฯลฯ และจะนำไปสู่อุตสาหกรรมแปรรูปพลาสติกต่อไป ซึ่ง แนวโน้มของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีความเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากวัสดุจำพวกพลาสติกสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใช้ในชีวิตประจำ วัน ทดแทนวัสดุธรรมชาติจำพวกไม้ที่อยู่ในสภาวะเสื่อมโทรมและขาดแคลนได้เป็นอย่าง ดี ยกตัวอย่างเช่นในปี 2549 บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) ได้เพิ่มกำลังการผลิตไวนิลคลอไรด์ โมโนเมอร์ (VCM) เอธิลีนไดคลอไรด์ (EDC) และคลอรีนเป็น 4 แสนตัน 3.2 แสนตันและ 2.4 แสนตัน ต่อปีตามลำดับ รวมวงเงินลงทุน 4,600 ล้านบาท โดยจะได้โซดาไฟเป็นผลพลอยได้เพิ่มขึ้นเป็น 2.66 แสนตันต่อปี และจะต้องผลิตเกลือสินเธาว์ที่เหมืองเกลือพิมายเป็นวัตถุดิบเพิ่มอีก 2.5 แสนตันต่อปี การ เจริญเติบโตดังกล่าว ต้องใช้สารคลอรีนที่ผลิตจากเกลือมากขึ้นไปด้วย ภาวะเช่นนี้จะนำมาซึ่งการเพิ่มผลผลิตเกลือในภาคอีสานยิ่งขึ้นไปอีก และเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยากได้เกลือจาก การผลิตแร่โปแตชในภาคอีสานภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ การ ผลิตเกลือสินเธาว์ในภาคอีสานถูกผลักดันด้วยความจำเป็นทางอุตสาหกรรมต่อ เนื่องภาคเคมีและปิโตรเคมีเป็นหลัก ซึ่งกำลังการผลิตของบริษัทเกลือพิมายที่มีอยู่เริ่มไม่เพียงพอกับความต้อง การใช้เกลือที่เติบโตขึ้นทุกวัน การ ผลักดันโครงการเหมืองแร่โปแตชหลายแห่งในภาคอีสานจึงเกิดขึ้นเพราะการขุดแร่ โปแตชจะได้เกลือเป็นผลพลอยได้มหาศาล ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากแนวนโยบายของรัฐได้มุ่งเน้นที่จะโอบอุ้มการทำเกลือจาก เหมืองเกลือพิมายและเกลือที่เป็นผลพลอยได้จากการทำเหมืองโปแตชเป็นสำคัญ โดยจงใจละทิ้งการทำเกลือทะเล การทำเกลือพื้นบ้าน และการทำเกลือตากและต้มของผู้ประกอบการรายย่อยในภาคอีสาน โดยไม่มีมาตรการรองรับและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในท้องถิ่นแต่อย่างใด โดยไม่สนใจว่าเกลือที่ล้นเกินจากการทำเหมืองแร่โปแตชจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร เช่น โครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียนขุดแร่โปแตช 1.1 ล้านตันต่อปี แต่จะได้เกลือโซเดียมคลอไรด์และเกลือรูปอื่น 2 ล้านตันต่อปี โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานีขุดแร่โปแตช 2 ล้านตันต่อปี แต่จะได้เกลือโซเดียมคลอไรด์ 4 ล้านตันต่อปี โครงการเหมืองแร่โปแตชสกลนครขุดแร่โปแตช 1 ล้านตันต่อปี แต่จะได้เกลือโซเดียมคลอไรด์และเกลือรูปอื่นประมาณ 1-1.5 ล้านตันต่อปี เป็นต้น ทั้ง ๆ ที่ความต้องการใช้เกลือภายในประเทศ (รวมตัวเลขทุกภาคส่วนทั้งการบริโภคและภาคอุตสาหกรรม) มากกว่า 2 ล้านตันนิดหน่อย แต่ เกลือที่ได้จากเหมืองแร่โปแตชทั้งสามแห่งนี้จะเกินความต้องการใช้ภายใน ประเทศไปมาก เราจะจัดการอย่างไร คำถามนี้ภาครัฐโดยเฉพาะหน่วยงานที่ผลักดันโครงการเหมืองแร่โปแตช คือ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ยังไม่มีคำตอบชัดเจนให้กับสาธารณชน หรือ จะให้ชุมชนท้องถิ่นที่อยู่รอบ ๆ โครงการเหมืองแร่โปแตชเป็นผู้แบกรับภาระนี้ กล่าวคือ โครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียนที่บำเหน็จณรงค์จะใช้ลานกองเกลือกลางแจ้งไม่มี หลังคาคุมขนาด 700 ไร่ ความสูงของกองเกลือประมาณ 4 เมตร โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานีจะใช้ลานกองเกลือกลางแจ้งไม่มีหลังคาคุมขนาดประมาณ 300 ไร่ ความสูงกองเกลือประมาณ 30 เมตร ซึ่งต้องเผชิญกับสภาพอากาศและแรงลมตามฤดูกาลต่าง ๆ ไปตามยถากรรม แนว ทางของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้ศึกษาวางแผนยุทธศาสตร์เกลือ แห่งชาติในลักษณะการลงทุนที่เกินเลยเพื่อชี้นำการพัฒนาเกลือและโปแตชในภาค อีสาน จะเห็นว่าตั้งแต่นายทุนเกลือจากถิ่นอื่นย่างกรายเข้ามาในภาคอีสาน นักการเมืองอุตสาหกรรมเกลือ จนมาถึงนักลงทุนเหมืองโปแตช ได้ทำการผลักดันกฎหมาย นโยบาย แผนงาน และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ที่เร่งการใช้เกลือจากใต้ดิน เป็น ตัวการสำคัญที่ทำให้ความเค็มแพร่กระจายไปทั่วผืนดินอีสาน ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสภาวะแวดล้อมที่เป็นฐานการดำรงชีวิตที่ สำคัญของคนอีสานอย่างต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมาคนอีสานไม่เคยมีส่วนร่วมกับรัฐและการเมืองในการกำหนดนโยบาย แผนงาน และโครงการที่เกี่ยวกับเกลือในบ้านของตัวเองเลย ทั้งหมดที่ผ่านมาล้วนชี้นำด้วยรัฐและการเมืองผลประโยชน์ เป็นรัฐและการเมืองที่ทำให้ผืนแผ่นดินอีสานเสื่อมโทรมจากการแพร่กระจายความ เค็มตลอดมา.   เชิงอรรถ [1] เข้าถึงข้อมูลออนไลน์ได้ที่ http://www.isranews.org/เรื่องเด่น-สำนักข่าวอิศรา/item/34685-ืnews04_34685.html สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ [2] ผิว ดินที่มีเกลือจากใต้ดินระเหยผุดขึ้นมาแทรกอยู่ในเม็ดดิน โดยชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นในที่ลุ่่มของลุ่มน้ำต่าง ๆ ของภาคอีสานจะขูดผิวดินที่มีเกลือเป็นส่วนผสมนำไปคลุกเคล้ากับน้ำจืดเพื่อไป ละลายความเค็มออกมาจากดิน แล้วกรองเอาเฉพาะน้ำที่เค็มได้ที่นำไปต้มเพื่อให้ได้เกลือเก็บไว้บริโภค [3] แนฟ ทา เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่ได้่จากการกลั่นน้ำมันดิบ ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น สำหรับผลิตสารตั้งต้น คือ สารโอเลฟินส์ (เอทิลีน และโพรพิลีน) และสารอะ โรเมติกส์ (เบนซีน โทลูอีน และไซลีน) เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลายในการผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย เช่น เม็ดพลาสติก เส้นใยสังเคราะห์​ ยางสังเคราะห์ เป็นต้น ก่อนที่จะนำไปแปรรูปในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่อไป

Recent posts