Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

โลกร้อน ผลกระทบ การปรับตัวของชุมชน 0.8 OC ถึง 2 OCมุ่งสู่ 4 OC ความจริงที่ต้องเกิด

โลกร้อน ผลกระทบ การปรับตัวของชุมชน 0.8 OC ถึง 2 OCมุ่งสู่ 4 OC ความจริงที่ต้องเกิด

11 May 2015

1917

โลกร้อน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ คงเป็นประโยคที่คุ้นเคยตามสื่อประเภทต่างๆ พร้อมกิจกรรมรณรงค์ของบริษัท องค์กรที่อาศัยคำว่า “โลกร้อน” ทำให้บริษัทมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจที่ล้างผลาญทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ขุดเจาะทำลายธรรมชาติเพื่อสนองความอยากเกินปกติของวิถีชีวิตผู้คน บริษัทเหล่านี้คือกลุ่มที่ทำค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น นักบุญใจบาปที่สวมหน้ากากและใช้คำว่า “เศรษฐกิจสีเขียว” เพื่อเป็นหนทางและช่องทางกอบโกยผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและทำลายล้างธรรมชาติ แย่งชิงน้ำ ป่า อาหารจากปากท้องของคนจน ช่วงชิงความเป็นเจ้าของทรัพยากรจากชุมชนท้องถิ่น ผ่านกฎหมาย นโยบาย ทุกปีมีการประชุมโลกร้อน(ชื่อที่ไม่เป็นทางการ) ประจำปี Conference of the Parties (COP) ของคนจากทั่วโลก ทั้งนักวิทยาศาสตร์, นักเคลื่อนไหว, นักการเมือง, ชาวไร่ชาวนา ผู้ได้รับผลกระทบจากโลกร้อนที่มีการถกเถียง เจราจาเพื่อที่จะให้โลกอยู่ได้ สิ่งที่คาดหวังร่วมกัน คือ ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิโลกต้องไม่สูงขึ้นเกิน 2 องศา เซลเซียส, การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, การปรับตัวในภาวะโลกร้อนและที่สำคัญเรื่องการชดเชยโลกร้อน จากผู้ที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น การประชุมจบลงด้วยความหวังในบางประเทศเป็นมาอย่างต่อเนื่อง 18 ครั้ง แต่สุดท้ายก็คือความล้มเหลวที่จะยับยั้งการเพิ่มขึ้นของค่าเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียส ที่ทุกคนคาดหวัง พร้อมกับข่าวคนจนประสบภาวะภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นทั่วโลก ผู้คนล้มตาย เดือดร้อนเพิ่มขึ้นและนับวันจะรุนแรง นี่คือ ความเจ็บปวดของคนทั่วโลก ที่นักการเมือง คนในสังคมไทยไม่ใส่ใจกับคำว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือรู้จักกันดี “โลกร้อน”   การรณรงค์และการเจรจาโลกร้อนของภาคประชาสังคม NGO ผลกระทบที่เกิดขึ้นในขณะที่ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิสูงขึ้นกำลังจะถึง 2 องศาเซลเซียส ณ วันนี้ 0.8 องศาเซลเซียส ได้ส่งผลกับคนยากจน ชาวนา ชาวไร่ในภาคเหนือตอนล่าง             ปรากฏการณ์ กับภาคเกษตรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ เช่น การเกิดการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล การคำนวณระยะเวลาเก็บเกี่ยวข้าวผิดพลาด ไม่สอดคล้องกับระยะเวลาน้ำหลากในพื้นที่ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ไม้ผล มะม่วง มะนาว ออกผลผลิตไม่พร้อมกัน ไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ มะม่วงต้นเดียวกันมีทั้งแตกใบอ่อน แตกช่อ เริ่มติดผล แต่ผลมะม่วงไม่สมบูรณ์ การเกิดโรคระบาดในไร่มันสำปะหลังอย่างรุนแรงในช่วงปีที่ร้อนและแล้ง ข้าววัชพืช (ข้าวดีดข้าวเด้ง) ระบาดหนักในนาข้าวภาคเหนือตอนล่าง ฯลฯ “การลดลงของอาหารธรรมชาติ” หน่อไม้ เห็ดโคน บริเวณริมฝั่งแม่น้ำน่านที่เป็นรายได้ของคนในชุมชน อาหารจากสวนแบบดั้งเดิม คลอง แหล่งน้ำธรรมชาติ หลังจากประสบภาวะน้ำท่วมขัง ปี 2554 และ การสูญหายของเห็ด พืชบางชนิด การระบาดของหอยทากขนาดเล็กที่มีอย่างชุกชุม กัดกินผักสวนครัวที่ปลูกไว้บริโภคในครัวเรือนรุนแรงมากขึ้น บางพื้นที่ประสบภาวะภัยแล้ง ปริมาณปลาลดลง ช่วงหาของป่าผัก หน่อไม้ สั้น   น้ำท่วมขัง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  การ เปลี่ยนทางน้ำไหลบริเวณแม่น้ำปิง เกิดการกัดเซาะที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยที่มีเอกสารสิทธิ์ทำให้พื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยหายไป สร้างความยากลำบากต่อการดำเนินชีวิตของคนในพื้นที่ลำน้ำปิงตอนล่าง นางสาวปวริศา บุญประสพ กรรมการเครือข่ายทรัพยากรดิน น้ำ ป่า จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า “พื้นที่ชุมชนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำปิงที่ถูกกัดเซาะและเกาะแก่งที่เป็นที่ทำกินบางส่วนหายไป ปัจจุบันมีมากกว่า 100 ครัวเรือน การกัดเซาะเกิดในหลายหมู่บ้าน เฉพาะตำบลท่าพุทรามีมากกว่า 50 ครัวเรือน” นี่คือคำยืนยันของคนในชุมชน วันนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นแล้ว 0.8 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และหากไม่มีมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ภายในปี 2100 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจสูงขึ้นจากยุคก่อนอุตสาหกรรม 4 องศา เซลเซียส อุณหภูมิที่สูงขึ้น ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของ ณ วันนี้ เดือนนี้ หรือปีนี้เท่านั้น แต่มันหมายถึงสภาพภูมิอากาศโดยรวมที่เปลี่ยนไป จนกระทบกับระบบนิเวศโดยรวมทั้งหมด และเป็นภัยคุกคามระยะยาว จากรายงานธนาคารโลก 4O Turn Down the Heat Why a 4 OC Warmer World Must be Avoided, มิถุนายน 2556 หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้น 4OC พื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบ   รายงานธนาคารโลก  การ เกษตร ทรัพยากรน้ำ สุขภาพมนุษย์ ความหลากหลายทางชีวภาพและบริการทางนิเวศจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และอาจทำให้มีการย้ายถิ่นฐานของประชากรขนาดใหญ่และส่งผลต่อความมั่นคงของ มนุษย์ เศรษฐกิจ และระบบการค้า ภัยแล้ง (ช่วงเวลาที่ฝนไม่ตกยาวนานขึ้น) และความแห้งแล้ง (ปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยอย่างถาวร) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในประเทศเขตร้อน ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 0.5 – 1 เมตร ภายในปี 2100 หรือ สูงกว่านั้น จุดอันตรายของระดับน้ำทะเลที่จะสูงขึ้นท่วมเมืองชายฝั่ง คือ ทะเลแคริบเบียน เวเนซูเอลา โมซัมบิก เกาะมาดากัสการ์ อินเดีย บังคลาเทศ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ภาวะคลื่นความร้อนรุนแรง ซึ่งจะเกิดขึ้นน้อยครั้งในหลายร้อยปี กำลังจะเกิดขึ้นเกือบจะทุกปีในหลายภูมิภาค เช่น เมดิเตอร์เรเนียน แอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และบางส่วนของสหรัฐอเมริกา ภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดคือเขตร้อน เกาะเล็กเกาะน้อยหลายแห่งจะไม่สามารถเป็นที่อยู่อาศัยได้อีกต่อไป ธนาคารโลก ยังได้ระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ร้อยละ 40 ของกรุงเทพมหานคร เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของผลกระทบแง่ลบอีกมากมายที่อาจเกิดขึ้น หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเพียง 2 องศาเซลเซียส หรือ 3.6 องศาฟาเรนไฮต์ โดยจากการจำลองสถานการณ์ตามปกติในปัจจุบัน สภาพเช่นนี้มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นภายใน 2 ถึง 3 ทศวรรษข้างหน้า นี่ คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนที่เป็นสิ่งใกล้ตัวที่เกิดขึ้นกับชาวนา ชาวไร่ ไม่ใช่เรื่องที่แต่ละหน่วยงานต้องเพิกเฉยอีกต่อไป การจัดรณรงค์ ประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนโลกร้อน ความรู้ในการปรับตัว รับมือที่จะอยู่กับภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งจำเป็นและต้องแม่นยำ ข้อเสนอเชิงนโยบายที่รวบรวมจากรูปธรรมของชุมชนเพื่อปรับเปลี่ยนแผนนโยบายของ รัฐเป็นสิ่งเร่งด่วนที่ต้องเท่าทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ทั้งรายงานทางวิชาการและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งความเชื่อของคนในชุมชน ภัยพิบัติทางธรรมชาติจะรุนแรงขึ้น   การวางแผนเพื่อลดความเสี่ยงจากความเปราะบาง จาก การแลกเปลี่ยนรวบรวมความเข้าใจโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ความอ่อนไหว ศักยภาพในการรับมือและความเปราะบางของชุมชนของมูลนิธิคนเพียงไพร ชุมชนเชื่อว่าโลกร้อน ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกี่ยวพันกัน แนวโน้มในอนาคตของภัยพิบัติจะมีความถี่ รุนแรงมากขึ้นและประเภทภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่เคยเกิดขึ้น มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น ปรากฏการณ์พายุงวงช้างในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก บางชุมชนในระยะ 10 ปี ที่ผ่านมาเกิดภาวะภัยพิบัติทางธรรมชาติ 14 ครั้ง ทั้งแล้งและน้ำท่วมในพื้นที่เดียว ความอ่อนไหวของชุมชนมีสูงมาก เนื่องจากการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่ลดการพึ่งพาตนเองสู่การพึ่งพาภายนอก ทำให้ศักยภาพในการรับมือของคนในชุมชนต่ำ เช่น การอาศัยเมล็ดพันธุ์ข้าวจากภายนอก, การปลูกข้าวเพื่อจำหน่ายอย่างเดียวไม่เก็บข้าวไว้กินเอง การอาศัยอาหาร ผัก เนื้อสัตว์จากภายนอก การขาดแคลนน้ำสะอาด นี่คือความอ่อนไหวของคนในชุมชน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ชุมชนหันมาพึ่งตนเอง ซึ่งเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม ตามนโยบายกระแสหลักของโลก การปรับตัวการรับมือมีอย่างจำกัด การรับรู้ข้าวสารที่ไม่แม่นยำ เข้าใจยาก การร่วมวางแผน      ภัยพิบัติกับหน่วยงานองค์กรขาดการมีส่วนร่วมกับชุมชน ศักยภาพในการรับมือของชุมชนยังต่ำลง ทั้ง หมดนี้คือความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของคนในชุมชน ในขณะเดียวกัน วิถีชีวิต วัฒนธรรม การช่วยเหลือกันทั้งในระบบเครือญาติ การแบ่งปันอาหาร การให้ยืมเครื่องไม้เครื่องมือ เรือ คือศักยภาพบางส่วนที่ชุมชนสามารถรับมือเบื้องต้นได้ ซึ่งมีแนวโน้มความเข้มข้นลดลง   การประเมินความเปราะบาง 4 ชุมชนในจังหวัดพิษณุโลก แผนและนโยบายของรัฐต้องมีส่วนในการลดความอ่อนไหว สร้างศักยภาพในการรับมือโลกร้อนของชุมชน การทุ่มงบประมาณอย่างมหาศาล กรณี 3.5 แสน ล้าน ไม่เป็นการแก้ปัญหาของคนในชุมชน ยังจะเป็นการสร้างปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้นและยังจะเป็นการทำลายศักยภาพในการ รับมือของคนในชุมชน วันนี้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมิได้ลดลง ภัยพิบัติทางธรรมชาตินับว่าจะรุนแรงขึ้น การ พัฒนาศักยภาพในการรับมือการคิดค้นแนวคิดแนวทาง “การปรับตัว” ที่เราจะอยู่ร่วมกันของคนในสังคมเพื่อให้โลกอยู่ คนรอด คือหนทางร่วมกันของคนในสังคม และ ผลักดันเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐ เพื่อให้การปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวิถีชีวิตของคน ในสังคม วันนี้อุณหภูมิ 0.8 องศาเซลเซียส จนถึง 2 องศาเซลเซียส และกำลังจะเพิ่มเป็น 4 องศาเซลเซียส ความจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้ตั้งรับ ปรับตัว บนฐานความรู้ความเข้าใจ พัฒนารูปธรรมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทิศทาง นโยบายรัฐ และที่สำคัญ คน สังคม ต้องเข้าใจและรับรู้ร่วมกัน ว่านี่คือ ภัยคุกคามชีวิต สังคม โลก ที่สำคัญ ณ วันนี้   สาคร   สงมา CAN : Thailand มูลนิธิคนเพียงไพร

Recent posts