Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

จับตาวาระ กทค. ครั้งที่ 4/2558

จับตาวาระ กทค. ครั้งที่ 4/2558

11 May 2015

1414

จับตาวาระ กทค. ครั้งที่ 4/2558 : รายงาน ผลการปฏิบัติงานในการแก้ไขเรื่องร้องเรียน, เรื่องร้องเรียนกรณีการคิดค่าธรรมเนียนในการชำระค่าบริการ, ปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อทดลองหรือทดสอบเป็นการชั่ว คราว, การพิจารณาแบบสัญญาโทรคมนาคมของล็อกซเล่ย์, อุทธรณ์ของดีแทคเรื่องการจัดส่งรายงานบัญชีแยกประเภท การประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ครั้งที่ 4/2558 วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ มีหลายวาระน่าจับตา ทั้งเรื่องการรายงานผลการปฏิบัติงานในการแก้ไขเรื่องร้องเรียน เรื่องร้องเรียนกรณีการคิดค่าธรรมเนียนในการชำระค่าบริการ การปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อทดลองหรือทดสอบเป็นการชั่ว คราว การพิจารณาแบบสัญญาให้บริการโทรคมนาคมของบริษัทล็อกซเล่ย์ และประเด็นดีแทคอุทธรณ์คำสั่งเลขาธิการ กสทช. เรื่องการจัดส่งรายงานบัญชีแยกประเภท   วาระเรื่องรายงานผลการปฏิบัติงานในการแก้ไขเรื่องร้องเรียน  วาระนี้เป็นการแจ้งผลการปฏิบัติงานของสำนักงาน กสทช. ในการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนตามมติ กทค. ครั้งที่ 19 /2557 ที่กำหนดให้สำนักงานสามารถดำเนินการแก้ไขเรื่องร้องเรียนได้เองในกรณีเรื่อง ร้องเรียนที่ กทค. ได้เคยวินิจฉัยเป็นแนวทางไว้แล้ว เรื่องร้องเรียนที่มีการฟ้องร้องต่อศาล และเรื่องร้องเรียนที่ไม่ซับซ้อนต่อการแก้ไข และหากมีเรื่องร้องเรียนใดที่เป็นปัญหา ก็ให้เสนอต่อที่ประชุม กทค. เพื่อวินิจฉัยเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป โดยข้อมูล ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 สำนักงานได้แก้ไขเรื่องร้องเรียนภายใต้มตินี้เสร็จสิ้นแล้วจำนวน 14 เรื่อง ซึ่งพบว่าปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องค่ายมือถือคิดค่าบริการประเภทเสียงตามโป รโมชั่นเกิน 99 สตางค์ต่อนาที เช่น โปรเดือนละ 250 บาท โทรฟรี 300 บาท ค่าโทรส่วนเกินนาทีละ 1.50 บาท หรือโปรเดือนละ 500 บาท โทรฟรี 800 บาท ค่าโทรส่วนเกินนาทีละ 1.50 บาท ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีการคิดค่าโทรส่วนที่เกินโปรโมชั่นสูงกว่านาทีละ 99 สตางค์ รวมถึงโปรโมชั่นในลักษณะที่คิดค่าบริการเดือนละ 100 บาท โทรฟรี 100 นาที ส่วนเกินนาทีละ 1.50 บาท ซึ่งถือว่าคิดค่าบริการเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทั้งส่วนในโปรโมชั่นและนอกโปรโมชั่น ถึงแม้ว่าผลการตัดสิน สำนักงาน กสทช. จะสั่งให้ค่ายมือถือทั้งบริษัทเอไอเอสและบริษัทดีแทคคืนเงินส่วนต่างที่ เรียกเก็บเกินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องเรียน แต่ก็มีข้อน่าสังเกตว่าในกรณีของบริษัททรูมูฟซึ่งออกโปรโมชั่นในลักษณะเดียว กัน กลับไม่เข้าข่ายที่ต้องคืนเงินส่วนต่างให้กับผู้ร้องเรียน โดยสำนักงาน กสทช. อ้างว่า เนื่องจากบริษัททรูมูฟไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่อยู่ในบังคับของประกาศที่ห้ามคิดค่าโทรเกินนาทีละ 99 สตางค์ เรื่องนี้จึงกลายเป็นความลักลั่นในทางกฎหมายของสำนักงาน กสทช. ที่จะกำกับดูแลการคิดอัตราค่าบริการเพื่อไม่ให้ค่ายมือถือเอาเปรียบผู้ บริโภค ขณะเดียวกันก็มีโปรโมชั่นในลักษณะนี้อยู่ทั่วไปในท้องตลาด ซึ่งถ้าหากผู้บริโภคไม่ร้องเรียนก็จะไม่ได้เงินในส่วนที่ถูกเรียกเก็บเกิน นี้คืน จึงเป็นเรื่องที่สำนักงาน กสทช. ควรมีการดำเนินการบังคับทางปกครองในกรณีที่ค่ายมือถือละเมิดกติกา เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาและคุ้มครองผู้บริโภคในเชิงภาพรวมด้วย มิเช่นนั้นก็จะเป็นเพียงการไล่แก้ปัญหารายกรณี และแม้แต่ผู้ร้องเรียนจะได้รับการแก้ปัญหาในอดีต แต่ในอนาคตก็อาจต้องเผชิญปัญหาเดิมได้อีก   วาระเรื่องร้องเรียนกรณีประสบปัญหาการคิดค่าธรรมเนียมในการชำระค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ วาระเรื่องร้องเรียนนี้มีเหตุจากผู้ใช้บริการรายหนึ่งซึ่งเดิมเป็นลูกค้า ค่ายมือถือยี่ห้อฮัทช์ และได้รับการอำนวยความสะดวกในการชำระค่าบริการผ่านทุกช่องทางโดยไม่มีการ เรียกเก็บค่าธรรมเนียม แต่ต่อมาเมื่อบริษัท เรียล มูฟ จำกัด มาซื้อกิจการของบริษัทฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด ผู้ใช้บริการรายนี้ก็ไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกในการชำระค่าบริการเช่นเดิม กล่าวคือต้องเสียค่าธรรมเนียมในการชำระค่าบริการด้วย ทำให้ในแต่ละเดือนต้องจ่ายค่าบริการเกินกว่าที่ใช้จริง ภายหลังเมื่อร้องเรียนไปยังคอลล์เซ็นเตอร์ของบริษัท เรียล มูฟ ก็ไม่ได้รับการแก้ไข จนกลายเป็นเรื่องร้องเรียนมาที่สำนักงาน กสทช. กรณีนี้ทางบริษัท เรียล มูฟ ชี้แจงว่า ถ้าผู้ใช้บริการชำระค่าบริการผ่านศูนย์บริการลูกค้าของบริษัท ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการชำระค่าบริการ แต่ถ้าผู้ใช้บริการชำระผ่านช่องทางอื่น การเรียกเก็บเงินจำนวนดังกล่าวเป็นการเรียกเก็บจากผู้ให้บริการที่เป็นผู้ รับชำระค่าบริการแทน และเป็นไปตามอัตราที่ผู้ให้บริการรับชำระค่าบริการต่างๆ กำหนด ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับทางบริษัท ถึงกระนั้น บริษัท เรียล มูฟ แจ้งว่ายินดีปรับลดค่าบริการให้กับผู้ร้องเรียนทดแทนค่าธรรมเนียมที่ผู้ร้อง เรียนเคยชำระไปเดือนละ 15 บาท เป็นจำนวน 18 เดือน คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 270 บาท อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บริการรายนี้ไม่ยินยอม เพราะโดยวัตถุประสงค์ต้องการให้บริษัทคืนสิทธิการชำระค่าบริการตามที่ใช้ จริงโดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด เรื่องนี้นับเป็นกรณีตัวอย่างที่ผู้บริโภคถูกรอนสิทธิจากการที่มีการปรับ เปลี่ยนผู้ให้บริการตามกระบวนการทางธุรกิจที่ผู้บริโภคไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย โดยคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมวินิจฉัยว่า การที่บริษัท เรียล มูฟ มาซื้อกิจการ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาใหม่ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ใช้บริการ การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขจึงไม่สามารถทำได้ เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากคู่สัญญา อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาใหม่ก็จะต้องไม่ใช่การรอนสิทธิผู้บริโภค ดังนั้นบริษัท เรียล มูฟ จึงต้องรับช่วงต่อจากผู้ให้บริการเดิม ทั้งสิทธิและหน้าที่ตามเงื่อนไขสัญญาเดิมด้วย การที่เดิมผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการชำระค่าบริการมาตลอดนั้น จึงถือเป็นสัญญาเดิมที่บริษัท เรียล มูฟ ต้องรับปฏิบัติ9jv แม้คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมจะวินิจฉัยออกมาเช่น นี้ แต่มติของที่ประชุม กทค. ถือเป็นที่สิ้นสุด ก็คงต้องตามดูว่าคำตัดสินของ กทค. จะคำนึงถึงสิทธิผู้บริโภคและคล้อยตามความเห็นของคณะอนุกรรมการข้างต้นหรือ ไม่   วาระการปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อทดลองหรือทดสอบเป็นการชั่วคราว สืบเนื่องจากมติที่ประชุม กทค. ครั้งที่ 13/2557 เห็นชอบหลักการให้ปรับปรุงเงื่อนไขและการขอใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อ การทดลองหรือทดสอบเป็นการชั่วคราว โดยเบื้องต้นกำหนดให้ใบอนุญาตมีอายุไม่เกิน 180 วัน และสามารถต่อได้ไม่เกิน 90 วัน แต่ให้นำไปรับฟังความคิดเห็นถึงความจำเป็นและระยะเวลาของการอนุญาต เหตุผลที่มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาปรับปรุง เนื่องจากนับตั้งแต่ที่มีการออกประกาศ กทช. เรื่องหลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อการทดลองหรือทดสอบเป็นการชั่ว คราวเมื่อปี 2548 ปรากฏว่าผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ไม่สามารถดำเนินการได้ทันในระยะ เวลา 90 วันตามที่ประกาศกำหนด ซึ่งส่วนใหญ่ต้องขอต่อใบอนุญาตออกไปอีก 90 วัน โดยสาเหตุที่ไม่สามารถดำเนินการได้ทันเพราะติดปัญหาเรื่องการนำเข้าอุปกรณ์ จึงควรมีการแก้ไขปรับปรุงประกาศ อย่างไรก็ตาม หากมองในอีกมุมหนึ่ง ตามประกาศเดิมที่อนุญาตให้ผู้ขอรับใบอนุญาตก็สามารถต่อใบอนุญาตได้อีก 90 วัน รวมเวลาทั้งหมดเป็น 180 วัน ปรากฏว่าที่ผ่านมาผู้ขอรับใบอนุญาตต่างก็สามารถดำเนินการทดลองหรือทดสอบได้ สำเร็จเกือบทุกกรณี ซึ่งสะท้อนว่าระยะเวลา 180 วันนั้นเพียงพอ ดัง นั้นเมื่อแก้ไขประกาศฯ ขยายเวลาให้ตั้งแต่ต้น จาก 90 วันเป็น 180 วันแล้ว จึงมีคำถามว่า การเปิดช่องเช่นเดิมว่าให้ขอขยายระยะเวลาได้อีก 90 วันยังคงจำเป็นหรือไม่ หรือควรเปิดช่องเฉพาะในกรณีที่เป็นเหตุสุดวิสัยเท่านั้น เพื่อมิให้เป็นการนำคลื่นความถี่ไปถือครองนานเกินไป   วาระขอความเห็นชอบแบบสัญญาให้บริการโทรคมนาคมของบริษัทล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) วาระพิจารณาแบบสัญญาให้บริการโทรคมนาคมของบริษัทล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้บริการในลักษณะเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้าแก่ผู้ใช้บริการ มีรายละเอียดของข้อสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิผู้ใช้บริการ 2 เรื่องที่น่าจับตา คือเรื่องสิทธิของผู้ใช้บริการที่จะขอระงับการใช้บริการชั่วคราว และระยะเวลาในการยื่นคำขอเพื่อเปิดบริการใหม่โดยใช้เลขหมายเดิมในกรณีที่ โทรศัพท์สูญหาย เรื่องสิทธิของผู้ใช้บริการที่จะขอระงับการใช้บริการชั่วคราวยังคงเป็น ประเด็นที่มีข้อถกเถียงกันอยู่ ทั้งนี้ ในแบบสัญญาให้บริการโทรคมนาคมที่เสนอต่อที่ประชุม กทค. เพื่อพิจารณา ระบุเงื่อนไขเรื่องการขอระงับใช้บริการชั่วคราวว่า “ในกรณีมีเหตุจำเป็น ผู้ใช้บริการมีสิทธิขอระงับการใช้บริการชั่วคราวได้ครั้งละไม่น้อยกว่า 7 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน…” อย่าง ไรก็ตาม ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่องให้ธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อน ที่เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2543 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ได้ให้สิทธิผู้ใช้บริการสามารถระงับบริการชั่วคราวได้สูงสุดไม่เกิน 6 เดือน แต่ต่อมาภายหลังเมื่อมีการบังคับใช้ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ได้มีการออกประกาศ กทช. เรื่องมาตรฐานของสัญญาการให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ได้ให้สิทธิผู้ใช้บริการในการขอระงับบริการชั่วคราวได้เช่นกัน เพียงแต่ในการนี้ มีการกำหนดเพิ่มเติมว่า “ให้ผู้ให้บริการจะกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำหรือขั้นสูงที่ยินยอมให้ผู้ใช้บริการระงับการให้บริการโทรคมนาคมชั่วคราวไว้ในแบบสัญญาด้วยก็ได้” ขณะเดียวกัน พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคมฯ เองก็ได้บัญญัติไว้ว่า “ให้นำกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคมาประกอบการพิจารณาสัญญาเกี่ยวกับการให้บริการโทรคมนาคมด้วย” ดังนั้นการกำหนดแบบสัญญาข้อนี้จึงควรคำนึงถึง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคฯ ด้วย ซึ่งก็คือกำหนดให้สามารถขอระงับบริการชั่วคราวได้สูงสุดไม่เกิน 6 เดือน แทนที่จะกำหนดกรอบเวลาสูงสุดไว้ว่าไม่เกิน 30 วัน สำหรับเรื่องระยะเวลาในการยื่นคำขอเพื่อเปิดบริการใหม่โดยใช้เลขหมายเดิมใน กรณีที่โทรศัพท์สูญหายหรือถูกโจรกรรม ในแบบสัญญากำหนดให้ผู้ใช้บริการมีสิทธิยื่นคำขอเปิดใช้บริการใหม่โดยใช้เลข หมายเดิมได้ภายในเวลา 15 วัน ซึ่งสำนักงาน กสทช. เห็นว่าควรแก้ไขระยะเวลาจาก 15 วัน เป็น 30 วันนั้น มีข้อน่าสังเกตว่า ตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การจัดสรรและบริการเลขหมายโทรคมนาคมกำหนดให้ผู้ได้รับการจัด สรรเลขหมายจะสามารถนำเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่สิ้นสุดเงื่อนไขการให้ บริการกลับมาให้บริการใหม่ได้ ต้องพ้นระยะเวลา 90 วัน นั่นหมายความว่าควรที่จะกำหนดสิทธิให้ผู้ใช้บริการสามารถยื่นคำขอเพื่อเปิด ใช้บริการใหม่โดยใช้เลขหมายเดิมได้ภายในเวลา 90 วันด้วยหรือไม่ เนื่องจากเลขหมายดังกล่าวจะยังไม่มีการนำไปเปิดให้บริการกับผู้ใช้บริการราย ใหม่ภายในระยะเวลาดังกล่าวอยู่แล้ว   วาระพิจารณาอุทธรณ์ของดีแทคเรื่องการจัดส่งรายงานบัญชีแยกประเภทปีบัญชี 2556 วาระ นี้เป็นการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของเลขาธิการ กสทช. กรณีมีคำสั่งให้บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค จัดส่งรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคมของปีบัญชี 2556 ซึ่งตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2555 กำหนดให้ผู้ให้บริการที่มีอำนาจเหนือตลาดต้องจัดทำและนำส่งรายงานบัญชีแยก ประเภทประจำปีที่ผ่านการสอบทานจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต่อสำนักงาน กสทช. ภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันสิ้นรอบบัญชีของทุกปี โดยบริษัทดีแทคเป็นหนึ่งในบริษัทที่ต้องจัดทำรายงานบัญชีแยกประเภทเนื่องจาก เข้าเกณฑ์เป็นผู้ให้บริการที่มีอำนาจเหนือตลาด อย่างไรก็ตาม บริษัทดีแทคไม่ได้นำส่งรายงานภายในเวลาที่กำหนด เลขาธิการ กสทช. จึงมีหนังสือลงวันที่ 18 สิงหาคม 2557 ให้บริษัทนำส่งรายงานบัญชีแยกประเภทภายใน 30 วัน ซึ่งบริษัทดีแทคได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว เรื่อง การบังคับให้ผู้ให้บริการที่มีอำนาจเหนือตลาดจัดทำรายงานบัญชีแยกประเภทเป็น ปมปัญหาคาราคาซังมานาน โดยบริษัทดีแทคได้เคยยื่นอุทธรณ์คำสั่งเลขาธิการ กสทช. ที่ให้บริษัทดีแทคนำส่งรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคมของปีบัญชี 2555 มาแล้ว ซึ่งที่ประชุม กทค. พิจารณาแล้วมีมติยืนตามคำสั่งเลขาธิการ กสทช.  อีกทั้งก่อนหน้านี้บริษัทดีแทคก็ยังไม่ได้นำส่งรายงานบัญชีแยกประเภทใน กิจการโทรคมนาคมของปีบัญชี 2554 พร้อมทั้งได้อุทธรณ์คำสั่งเลขาธิการ กสทช. เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ที่ให้บริษัทดำเนินการจัดทำและนำส่งรายงานบัญชีแยกประเภทของปีบัญชี 2554  และยื่นฟ้องเพิกถอนผลการพิจารณาอุทธรณ์ของ กทค. ในการประชุมครั้งที่ 7/2556 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 และคำสั่งเลขาธิการ กสทช. ดังกล่าว ต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 1234/2556 อีกด้วย ส่วน ในประเด็นที่มีการกำหนดผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งโดยบริษัทดีแทคอ้างว่าบริษัทเป็นเพียงผู้รับสัมปทาน จึงไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของการอนุญาตที่กำหนดไว้ในประกาศ กทช. ซึ่งข้ออุทธรณ์ก็เคยมีการนำเข้าที่ประชุม กทค. ครั้งที่ 1/2557 และมีการวินิจฉัยไปแล้วว่า แม้บริษัทดีแทคจะเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตสัมปทานหรือสัญญาจากองค์การโทรศัพท์ แห่งประเทศไทย แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และตามเงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดบนพื้นฐานของหลักการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม จึงเป็นหน้าที่ที่บริษัทดีแทคต้องนำส่งรายงานบัญชีแยกประเภท ด้วยเหตุนี้ คำสั่งของเลขาธิการ กสทช. จึงชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมติที่ประชุม กทค. หนนี้ก็คาดว่าน่าจะยืนตามมติเดิม อนึ่ง วัตถุประสงค์ของการกำหนดให้จัดทำรายงานบัญชีแยกประเภทก็เพื่อป้องกันมิให้มี การกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันของกิจการโทรคมนาคม และเพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม

Recent posts