Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

บทเรียนการปกป้องแผ่นดินเกิด: กรณีศึกษากลุ่มอนุรักษ์เขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ตำบลดงมะไฟ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู

บทเรียนการปกป้องแผ่นดินเกิด: กรณีศึกษากลุ่มอนุรักษ์เขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ตำบลดงมะไฟ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู

11 May 2015

1682

ชื่อชุมชนที่ได้รับผลกระทบ: ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.สุวรรณคูหา บทเรียนการปกป้องแผ่นดินเกิด: กรณีศึกษากลุ่มอนุรักษ์เขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ตำบลดงมะไฟ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ความเป็นมา จากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของจังหวัดหนองบัวลำภู ที่เป็นมูลเหตุสำคัญของปัญหาในพื้นที่ที่สำคัญ ก็คือ พื้นที่ปาสงวนแหงชาติป่าเก่ากลอย และป่านากลาง มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่อำเภอนากลาง อำเภอสุวรรณคูหา และอำเภอนาวัง เนื้อที่ 846,075 ไร่ นอกจากทรัพยากรป่าไม้ แล้วในพื้นที่ดังกล่าวยังพบแหล่งแร่สำคัญดังนี้ 1) แร่แกรนิต แร่ถ่านหิน พบที่อำเภอนากลาง 2) แร่แบไรต์ พบที่อำเภอสุวรรณคูหา 3) ภูเขาหินปูน ซึ่งเหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมระเบิดย่อยหินพบในอำเภอสุวรรณคูหาและอำเภอศรีบุญเรือง ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นตำบลดงมะไฟ และพื้นที่ใกล้เคียง จึงเป็นที่มาของการพิพาทสร้างความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติระหว่างกลุ่มทุนภายนอก กับ ชุมชนในท้องถิ่นตามมาจนถึงทุกวันนี้เป็นระยะเวลาเกือบ 20 ปี โดยสถานการณ์ปัญหาความขัดแย้งยังคงอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาความขัดแย้งเริ่ม ประมาณปี 2535 – 2540 เมื่อมีกลุ่มนายทุนยื่นขอสัมปทานโรงโม่หินในพื้นที่ภูผาฮวก ผาจันได และภูผายา ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่า-นากลาง ท้องที่ตำบลดงมะไฟ อำเภอสุวรรณคูหา (เดิมขึ้นอยู่กับ จังหวัดอุดรธานี) และต่อมาขึ้นการปกครองกับจังหวัดหนองบัวลำภูในปี 2536 เป็นต้นมา ความเคลื่อนไหวต่อสู้ของชุมชนในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการสัมปทานโรงโม่หินในระยะแรกๆ เริ่มจากการยื่นหนังสือคัดค้าน และเหตุการณ์เริ่มมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในช่วงปี 2540 เมื่อกลไกภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิกเฉยต่อการคัดค้านของชุมชนในท้องถิ่น จนนำไปสู่การชุมนุมคัดค้าน และจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ในพื้นที่เพื่อดำเนินงานต่อสู้ปกป้องฐานทรัพยากรของชุมชนอย่างจริงจัง ทั้งนี้เนื่องจาก การให้สัมปทานโรงโม่หินในพื้นที่ภูฮวก-ภูผายา-ผาจันได ดังกล่าว ตั้งอยู่ในเขตป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ซึ่งมีเนื้อที่ 3,075 ไร่ นอกจากมีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าที่เป็นแหล่งอาหาร และปัจจัยสี่อื่นๆ มานานนับแต่บรรพบุรุษ ยังมีกระทบต่อสถานปฏิบัติธรรมของพระป่าหลายสำนัก และแหล่งโบราณคดีภาพเขียนสีโบราณที่ถ้ำภูผายา อีกด้วย จนกระทั่งในปี 2542 แกนนำชุมชนจากบ้านนาเจริญ และบ้านโนนมีชัย ได้ร่วมประชุมหารือร่วมกับแกนนำชุมชน บ้านผาซ่อน และบ้านโชคชัย เพื่อจัดทำพื้นที่ป่าชุมชนให้แต่ละชุมชนร่วมกันอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของท้องถิ่นขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ป่าเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ใกล้เคียงดังนี้ ทิศเหนือ ติดกับป่าชุมชนโคกผายา ทิศใต้ ติดกับป่าชุมชนบ้านต่างแดน ทิศตะวันออก ติดกับทุ่งนาบ้านโชคชัย ทิศตะวันตก ติดกับพื้นที่ทำกินบ้านคลองเจริญ การทำงานเคลื่อนไหวคัดค้านโรงโม่หินของชุมชนใช้ชื่อว่า “กลุ่มอนุรักษ์ป่าเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได” ซึ่งก่อตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2542 นั้น ในระยะแรกองค์กรชุมชนพบปัญหาอุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แกนนำชุมชนคนสำคัญ คือ ในปี 2543 กำนันทองม้วน คำแจ่ม ถูกลอบสังหาร แต่ถูกบิดเบือนข้อมูลว่าเป็นการฆ่าตัดตอนในคดียาบ้า และยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้จนถึงปัจจุบัน จากการลอบสังหารแกนนำดังกล่าว ได้มีการรวมตัวชุมนุมเรียนร้อง โดยการเอาศพกำนันไปแห่ที่ศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู และชุมนุมประท้วงที่ศาลากลางจังหวัดถึง 3 คืน ในช่วงนี้มี นายบำรุง คะโยธา และนายอวยชัย วะทา แกนนำสมัชชาเกษตรกรรายย่อย ภาคอีสาน ได้มาช่วยเจรจาต่อรองจังหวัด และตำรวจให้สามารถนำศพแห่เข้าไปยังจังหวัดได้ ต่อมาในปี 2544 ตัวแทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบได้เข้าชื่อ 313 คน ยื่นฟ้องรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม (นายสุวัจน์ ลิปตลัพลภ รมต.อุตสาหกรรม ในขณะนั้น) และศาลให้ตัวแทนรับฟังผลการพิจารณา 5 คน ผลก็คือ ศาลยกฟ้อง รมต. เพราะทำตามระบบราชการที่มีการพิจารณากลั่นกรองมาตามลำดับขั้นแล้ว ในปีเดียวกันนี้ องค์กรชาวบ้านยังได้ยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครองให้ยกเลิกสัมปทานบัตร ปี 2544 ซึ่งศาลปกครองได้พิจารณา และให้ยกเลิกการสัมปทานบัตรเพื่อเป็นผลประโยชน์ต่อชุมชน แต่ผู้ประกอบการได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง แต่ความคืบหน้าองค์กรชาวบ้านยังไม่รับทราบผลการพิจารณาจนบัดนี้ กระบวนการเคลื่อนไหวขององค์กรชุมชน จากการทบทวนเอกสาร และการสัมภาษณ์แกนนำสำคัญของกลุ่มอนุรักษ์ป่าเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ตำบลดงมะไฟ พอที่จะสรุปกระบวนการดำเนินงานขององค์กรชาวบ้าน เพื่อเป็นบทเรียนแก่การดำเนินงานของเครือข่ายองค์กรชุมชนปกป้องแผ่นดินถิ่นเกิด ดังนี้ ก. ขบวนการเคลื่อนไหวขององค์กรชาวบ้านในระยะแรก (ก่อนปี 2542) 1) การถูกผนวกให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อสู้ทางการเมืองในยุคความขัดแย้งทางความคิด ซึ่งชุมชนพื้นที่อำเภอสุวรรณคูหา อำเภอนากลาง และอำเภอน้ำโสม ซึ่งอยู่ในเขตการเคลื่อนไหวของสหายภูพาน จึงถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสงครามช่วงชิงปะชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 2) ขบวนการเคลื่อนไหวขององค์กรชุมชนที่คัดค้านเรื่องการสัมปทานบัตรโรงโม่หินในพื้นที่ช่วงนี้ชุมชนในพื้นที่ประสบปัญหาสำคัญในการต่อสู้กับนโยบายรัฐ 2 เรื่องด้วยกัน คือ • โครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม หรือ คจก. ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่ากลอย-นากลาง ซึ่งมีชุมชนที่จะต้องถูกอพยพกว่า 20 หมู่บ้านในเขตอำเภอสุวรรณคูหา และอำเภอนากลาง (ปี 2535-2536) • การให้สัมปทานบัตรแก่กลุ่มทุนในการประกอบการอุตสาหกรรมระเบิด และย่อยหินในพื้นที่ภูผายา-ผาฮวก-ผาจันได ซึ่งในช่วงปี 2537 ได้ขอสัมปทานบัตรทำเหมืองหินแกรนิตในบริเวณภูผายา ซึ่งชุมชนมีการคัดค้านร่วมกับพระสงฆ์ที่จำวัด/จำพรรษาในพื้นที่ 3) รูปแบบ และขวนการเคลื่อนไหวในระยะนี้ เป็นการคัดค้าน และยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น จังหวัด และส่วนกลาง ซึ่งผลการตอบรับในการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างเชื่องช้า 4) การต่อสู้ของเครือข่ายองค์กรชาวบ้านในพื้นที่ป่าเก่ากลอย-นากลางให้ยกเลิก คจก. ได้เข้าร่วมกับ เครือข่ายป่าไม้ที่ดิน ภาคอีสาน จนมีการยุติโครงการในเดือนกรกฎาคม 2535 สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน 5) การเคลื่อนไหวคัดค้านโรงโม่หินในช่วงนี้ถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่เพียงลำพังเป็นส่วนใหญ่ ส่วนองค์กรที่ให้การสนับสนุนยังไม่เป็นที่แพร่หลาย และบางองค์กรไม่กล้าเปิดเผยมากนัก เนื่องข้อจำกัดการทำงานในพื้นที่ที่เป็นเงื่อนไขตกลงกับรัฐ 6) การเคลื่อนไหวในระยะนี้มีการเชื่อมโยงกับ เครือข่ายโรงโม่หินในพื้นที่จังหวัดเลย โดยการนำของ ครูประเวียน บุญหนัก ที่เข้ามาจัดตั้งแกนนำ และสนับสนุนงานในพื้นที่ ต่อมาหลังจาก ครูประเวียน ถูกลอบสังหาร งานเคลื่อนไหวโดยรวมทั้ง 2 จังหวัดต้องหยุดชะงักไป ข. ขบวนการเคลื่อนไหวขององค์กรชาวบ้านในช่วงการจัดตั้งกลไก และเชื่อมโยงภายนอก (ปี 2542-ปัจจุบัน) 1) หลังจากการลอบสังหารแกนนำคัดค้านโรงโม่หินที่จังหวัดเลย คือ ครูประเวียน บุญหนัก สถานการณ์เช่นนี้มีการนำไปใช้คุกคามแกนนำในพื้นที่อื่นๆ มีความรุนแรงมากขึ้น 2) ชุมชนในพื้นที่มีการจัดตั้งพื้นที่ป่าชุมชนให้เป็นรูปธรรม เพื่อควบคุมการจัดการพื้นที่ในเชิงอนุรักษ์ต่อสู้กับโรงโม่หิน โดยการแบ่งโซนพื้นที่ในการจัดการเชิงอนุรักษ์และฟื้นฟูร่วมกันของชุมชนในตำบลดงมะไฟ รวมทั้งป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ด้วย 3) องค์กรชาวบ้านและเครือข่ายใช้แนวทาง มาตรการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรขึ้นมาตอบโต้กับโรงโม่หินในฐานะผู้ทำลายล้าง เพื่อปกป้องฐานทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นรากฐานการดำรงชีพที่สำคัญของชุมชนในด้านปัจจัยสี่ 4) องค์กรชาวบ้านเริ่มมีการขยายผลด้านแนวคิดการอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรท้องถิ่นไปยังคนรุ่นใหม่ที่เป็นบุตรหลานของชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกะบวนการดำเนินงาน รวมทั้งเป็นการสร้างการทดแทนแกนนำรุ่นเก่าๆ ที่เริ่มไปตามกาลเวลา โดยร่วมมือกับครู และโรงเรียนในพื้นที่จัดกิจกรรมค่ายนักอนุรักษ์น้อย ในระยะนี้ มีองค์การนานาชาติเพื่อการพัฒนา (แพลน) เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ที่เป็นพี่เลี้ยงหลักร่วมกับหน่วยงานราชการ เช่น สถานศึกษา สถานีอนามัย โรงพยาบาล สาธารณสุขจังหวัด 5) สร้างกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านสู่รุ่นบุตรหลานในชุมชน ได้มีความรู้เกี่ยวกับคุณค่าทรัพยากรของท้องถิ่นในรูปแบบค่ายอนุรักษ์ จนมีทายาทสืบสานข้อมูล และองค์ความรู้ไปแล้วกว่า 500 คน ในจำนวนนี้บางส่วนกลับมาเป็นแกนนำ และสร้างคนรุ่นอื่นๆ ขึ้นมาทดแทนจากตนเอง 6) การใช้มาตรการทางกฎหมาย และกระบวนการศาล เพื่อให้มีการยกเลิกสัมปทานบัตรโรงโม่หินในพื้นที่ แม้ว่าผู้ประกอบการจะอุทธรณ์ตามขั้นตอนกฎหมาย และอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาของศาลปกครอง 7) การเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่าย สมัชชาเกษตรกรรายย่อย ภาคอีสาน ในช่วงที่มีการชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมแก่แกนนำที่ถูกลอบสังหาร ก็เป็นส่วนหนึ่งที่องค์กรชาวบ้านในพื้นที่เริ่มแสวงหาความช่วยเหลือจากภายนอกในด้านยุทธวิธีการต่อสู้ 8) องค์กรชาวบ้านเริ่มมีการขยายผลแนวคิดไปยังกลุ่มครู และโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อสร้างผลผลิตนักอนุรักษ์น้อยในท้องถิ่น และการสร้างหลักสูตรการเรียนรู้ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นที่มีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น จึงเกิดแกนนำครูในโรงเรียนเกิดขึ้นหลายแห่งที่ทำงานหนุนเสริมขบวนเคลื่อนไหวชาวบ้านในด้านวิชาการ 9) องค์กรชาวบ้านใช้หลักความเชื่อทางด้านศาสนา และวัฒนธรรมชุมชนเป็นเครื่องมือในการระดมทรัพยากร เพื่อการจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และคัดค้านโรงโม่หิน 10) องค์กรชาวบ้านเริ่มมีการประสานทรัพยากรจากภายนอกเข้ามาหนุนเสริมการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดทำโครงการพัฒนา และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามพื้นที่กับพื้นที่อื่นๆ แนวทางการดำเนินงาน จากบทเรียนที่ดีขององค์กรชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับจากการทำงานในช่วงปีที่ผ่านมา ยังพบว่า มีประเด็น และแนวทางที่จำเป็นต้องทำต่อไปข้างหน้าในมุมมองของผู้นำองค์กรชุมชน สรุปได้ดังนี้ 1) การขยายผลเชิงปริมาณในการทำงานกับชุมชนที่จะได้รับผลกระทบจากการระเบิด และย่อยหินในพื้นที่ให้ครบทั้ง 13 หมู่บ้าน ของ ตำบลดงมะไฟ รวมไปถึงตำบลใกล้เคียงที่ได้รับประโยชน์จากทรัพยากรป่า และป่าไม้ในพื้นที่ป่าเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได อีก 3 ตำบล 2) การสร้างขวัญ และกำลังใจแก่แกนนำชุมชน ซึ่งในปัจจุบันยังมีความหวาดกลัวอิทธิพลของกลุ่มทุนโรงโม่หิน เนื่องจากแกนนำบางส่วนถูกจับกุมคุมขัง และถูกลอบสังหาร โดยการใช้มาตรการช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้ถูกจับกุมคุมขัง และการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมแก่แกนนำให้มีความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามสิทธิหน้าที่ของตนเอง 3) การสรุปทบทวนบทเรียน และพัฒนาองค์ความรู้จากการทำงานที่ผ่านมา เพื่อพัฒนายกระดับการเคลื่อนไหวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางในการสร้างกระบวนการเรียนรู้แก่องค์กรชุมชนอย่างต่อเนื่อง 4) การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ระหว่างพื้นที่ และระหว่างกลุ่มบุคคลในสังคมที่ประสบปัญหา หรือระหว่างกลุ่ม เพื่อลดความซ้ำซากในกระบวนการแก้ไขปัญหา 5) การพัฒนากลไกขององค์กรชุมชนให้สามารถสร้างการทดแทนด้านแนวคิด และอุดมการณ์ทางสังคม และการเมืองที่ตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนในระยะยาว

Recent posts