Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

การห้ามเยี่ยมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

การห้ามเยี่ยมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

11 June 2014

1801

กรณี นายสมบัติ บุญงามอนงค์ โดย พรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ ใน สภาพการณ์การบังคับใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศมีสิ่งใหม่ใหม่ด้านสิทธิมนุษยชน ที่คนในกรุงเทพและทั่วประเทศจะต้องเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า ห้ามเยี่ยม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราขยาดและหวาดกลัวกับว่าห้ามเยี่ยม มาตลอดระยะเวลา10 ปีที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก การ ห้ามเยี่ยมในบริบทจชต. หมายถึงทางเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินกรรมวิธี หรือในกระบวนการยุติธรรมปกติ น่าจะหมายถึงการสอบสวน การหาข่าว การขยายผล เจ้าหน้าที่ก็พยายามพูดกับญาติหรือองค์กรสิทธิมนุษยชนว่า "ขอความร่วมมือ" แต่เราในฐานะนักสิทธิมนุษยชนที่ติดตามการควบคุมตัวบุคคลภายใต้กฎอัยการศึกพบ ว่า นอกจากที่เราห่วงกังวลว่าการควบคุมตัว 7 วันเป็นการควบคุมตัวไม่ชอบ (arbitrary detention) ยังอาจหมายถึงการซ้อมทรมานให้รับสารภาพ หรือบังคับให้ชี้ภาพ ชี้รูป ระบุชื่อคนที่รู้จัก แล้วนำไปสู่การซัดทอดเป็นเหตุผลเดียวที่จนท.ใช้ในการจับกุมตัวบุคคลอื่น เพิ่มเติม เราเรียกติดปาก ว่า "ซัดทอด" ใน บริบทจังหวัดชายแดนใต้เจ้าหน้าที่มักอ้างเหตุสงสัยแต่ไม่เหตุผลเพียงพอ ในการควบคุมตัวตามกฎหมาย จึงได้ควบคุมตัวบุคคลตามอำนาจกฎอัยการศึก หรือถ้ามีหมายจับ หรือหลักฐานเบื้องต้นว่าอาจกระทำความผิดต่อความมั่นคง (ซึ่งก็ตีความได้กว้างมาก) ก็นำเข้าสู่กระบวนการ "ซักถาม" หรือ "ดำเนินกรรมวิธี" เสียก่อน 7วันหรือน้อยกว่า แล้วนำเข้าสุู่่กระบวนการยุติธรรมตามพรบ.ฉุกเฉินแล้วค่อยนำตัวเข้าสู่กระบวน การยุติธรรมปกติที่ใช้กันทั่วประเทศ โดยมีการนำบันทึกการซักถามมาประกอบการดำเนินคดีด้วย สิ่งนี้สร้างความเสียหายแก่กระบวนการยุติธรรมในจังหวัดชายแดนใต้มาหลายปี จนมีการเปิดเผย สร้างความเข้าใจกับองค์กรตุลาการทำให้หลายคดีมีบรรดทัดฐานที่จะไม่รับฟัง พยานหลักฐานในชั้นซักถามตามกฎหมายพิเศษในการพิจารณาคดีของศาลพลเรือนในคดี ความมั่นคง ย้อน มาถึงการ "ห้ามเยี่ยม" ในจังหวัดชายแดนใต้ เราได้รณรงค์และสร้างความเข้าใจกับจนท.ทหารที่มีอำนาจกักตัวตามกฎอัยการ ศึก7วันจนกระทั่งมีคำสั่งแก้ไข ข้อห้ามที่ว่า ไม่ให้ญาติเยี่ยมเป็นเวลาสามวัน ออกไปได้จากระเบียบกอรมน. ทำให้ญาติใกล้ชิดสามารถเยี่ยมบุคคลที่ถูกกักตัวได้ตั้งแต่วันแรก อีกทั้งจนท.ทหารในพื้นที่หรือชุดจับกุมจะต้องบอกสถานที่ควบคุมตัวบุคคคลอ ย่างชัดเจนกับญาติ ญาติมีสิทธิที่จะติดตามและขอเยี่ยมบุคคลได้ตั้งแต่วันแรก สามารถส่งมอบสิ่งจำเป็นต่างๆ ได้ (แต่ก็มีบางหน่วยที่ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบนี้ หรือให้แค่มองตา ส่งของ ห้ามพูด ห้ามพูดภาษามลายู หรือให้พูดคุยกันสองสามนาที รายละเอียดเกี่ยวกับทัศนคติของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติเราก็ต้องทำงานทาง ความคิดกันต่อไป) เมื่อ มาสังเกตการใช้อำนาจที่เข็มข้นที่แตกต่างในการใช้อำนาจการกักตัว 7 วันมาใช้ในกรุงเทพและพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 20 พค. 2557 เช่นกรณีการควบคุมตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ โดยไม่ระบุสถานที่ควบคุมตัว ไม่อนุญาตให้ญาติเยี่ยมตลอดระยะเวลา 7 วัน นั้นเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพราะเป็นการควบคุมตัวมิชอบ (Aribritary Detention) ที่ห้ามไว้ในกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) แม้จะอ้างถึงการขัดคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คำสั่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นกฎหมายในประเทศแต่การใช้อำนาจจำกัดเสรีภาพบุคคล ต้องมีกฎหมายรองรับ กิจกรรมทางการเมืองของบก.รายจุดรายนี้ แม้จะดูน่ารำคาญในสายตาของคณะคสช. แต่นับว่าเป็นการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมืองทีี่เป็นไปในแนวทางสันติ วิธี ที่ควรได้รับการเคารพ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ไม่เพียงเป็นนักต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชน (human rights defenders) ปัจจุบันเขาได้รับอีกสถานะหนึ่งคือเป็นนักโทษทางความคิด (prisoner of conscience) อีกทั้งเมื่อการควบคุมตัว 7 วันของเขาที่จะครบกำหนดในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิของนายสมบัติและครอบครัว เนื่องจากที่เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวนายสมบัติ และบุคคลอีกจำนวนหนึ่งในเวลาเดียวกัน โดยไม่อนุญาตให้ติดต่อกับโลกภายนอก (incommunicado detetion) หรือถ้าการควบคุมตัวที่ไม่อนุญาตให้ติดต่อโลกภายนอกยาวนานออกไปก็อาจเข้า ข่ายการทรมานและการปฏิบัติอย่างโหดร้าย ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานด้วย เรา หวังว่าดำเนินการโดยไม่โปร่งใสตรวจสอบได้ว่าการใช้อำนาจของทหารภายใต้ กฎอัยการศึกยังคงได้สัดส่วนและเหมาะสม หากล้ำเส้นไปมากอาจเป็นละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางภายใต้กรอบกฎหมาย ระหว่างประเทศหลายฉบับที่ประเทศไทย แม้ภายใต้รัฐบาลทหารก็มีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม โดยเฉพาะเมื่อจะมีตัวแทนของคสช.ไปชี้แจงที่กรุงเจรีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ สำนักงานขององค์การสหประชาติในเดือนมิถุนายนนี้ หรือกรณีที่ทูตไทยจากประเทศต่างๆ ที่จะต้องมารับฟังข้ออ้างเพื่อนำไปอธิบายกับประชาคมโลก ในเรื่องการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ฉีกรัฐธรรมนูญทำลายหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไปหมดสิ้น อีกทั้ง มีคำสั่งประกาศออกมาโดยไม่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ การใช้ศาลทหารกับพลเรือน เป็นต้น เราขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์และบุคคลที่ถูกจับกุมพร้อมกันโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อรักษาไว้ซื่งความเชื่อมั่นว่าการดำเนินการของคสช. ได้คำนึงถึงการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนจริงดังที่ประกาศไว้ หากพบหลักฐานในการกระทำความผิดอื่นๆ ควรนำกระบวนการยุติธรรมปกติมาใช้เพืื่อรักษาหลักนิติธรรมไว้แม้นในสถานการณ์ คืนความสุขนั้นยังไม่เป็นปกติ

Recent posts