อำมาตยาธิปไตยกับการบริหารราชการไทย ในศตวรรษที่ 21 ที่มาและความสำคัญของปัญหา
|
by : สันติพงษ์ มูลฟอง IP : (124.120.149.10) - เมื่อ : 7/07/2008 01:15 PM |
ระบบราชการ
(Bureaucracy) ในฐานะที่เป็นสถาบันทางสังคม
(Social Institute) สถาบันหนึ่ง ถือเป็นสถาบันหนึ่งในกระบวนการปกครองประเทศ
เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ปกป้อง ดูแลผลประโยชน์ของประชาชนและบ้านเมืองและยังมีนัยยะ
การมองระบบราชการ (Bureaucracy) ในฐานะที่เป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดองค์การ
(A From of Organization) ในมุมมองนี้จึงเป็นระบบการทำงานระบบหนึ่ง
ที่มีลักษณะการจัดโครงสร้างองค์การในรูปแบบที่เรียกว่า (Weber
an Bureaucracy) แต่อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาการศึกษาเกี่ยวกับระบบราชการหรือ
Bureaucracy ในสังคมของประเทศต่างๆ มักมีมุมมองแบบผสมผสาน คือ มีกรอบการมองว่า
ระบบราชการเป็นสถาบันการบริหารของรัฐหรือที่เรียกว่าหน่วยงานราชการที่มักยึดถือหลักและวิธีการจัดองค์การตามแบบระบบราชการ
แต่มีความยากในการเปลี่ยนแปลง
การปฏิรูประบบการของไทยได้มีการดำเนินการมายาวนานในทุกรัฐบาล โดยเฉพาะการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ในปี
พ.ศ.2545 ซึ่งจะเห็นได้ว่าการปฏิรูปที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 21 ที่ประเทศอื่นๆ ได้ดำเนินจะมีเป้าหมายสำคัญ
คือ การทำให้ระบบราชการมีขนาดเล็กลง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงานในภาพรัฐให้มากขึ้น
สำหรับประเทศไทย จากการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ ในรอบ 100 ปี แต่โทรศัพท์ระบบราชการไทยหลังการปฏิบัติเมื่อปี
2545 กลับมีบทบาทใหญ่ และรวมศูนย์อำนาจกระบวนการบังคับบัญชามากขึ้น ระบบราชการมีลักษณะหัวโตอยู่แล้วยิ่งหัวโตมากขึ้น
ขาลีบลงไปเรื่อยๆ ถ้าจะวิเคราะห์จากบริหารงานของผู้อำนาจสูงสุดของรัฐบาลในขณะนั้นแล้ว
อาจกล่าวได้ว่าการปฏิรูประบบราชการในทั้งนั้นเป็นไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง
โดยทุกอย่างถูกสั่งจากผู้มีอำนาจระดับสูง ทุกอย่างถูกคิดและตัดสินใจมาจากผู้มีอำนาจไม่คงในภาคการเมือง
และข้าราชการประจำ ดังนั้นการปฏิบัติในครั้งนั้นถือว่า เพิ่มสนองความต้องการทางการเมืองเท่านั้น
อำมาตยาธิปไตย
หรือ Bureaucratic Polity ซึ่งอาจเรียกเรียงอย่างหนึ่งว่า "รัฐราชการ"
ที่อำนาจในการปกครองบริหาร ประเทศผูกขาดโดย "อำมาตนิขุนชน" ซึ่งได้แก่ข้าราชการที่ยังยึดติดกับระบบศักดินา
(Feudalism) โดยเฉพาะข้าราชการผ่านความมั่นคง อำมาตยาธิปไตย หรือความเป็นใหญ่ของข้าราชการในสังคมการเมืองไทยอาจปรากฏให้เห็นได้ใน
2 รูปแบบ คือ ความเป็นใหญ่ในเชิงรูปแบบ ซึ่งหมายถึงการที่ข้าราชการไทยสามารถดำเนินการทางการเมืองได้
โดยไม่ต้องหวั่นเกรงแรงต่อต้านจากกลุ่มทางสังคมอื่นๆและอีกรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะความเป็นใหญ่ของข้าราชการไทยในเชิงสาระอำมาตยาธิปไตย
ในลักษณะนี้ หมายถึง การที่ข้าราชการประจำโดยเฉพาะในองค์กรหรือสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการดำเนิน
นโยบาย เศรษฐกิจ ซึ่งอำนาจหรือความเป็นใหญ่ของข้าราชการไทย นำไปสู่การผูกขาดอำนาจในการกำหนดนโยบายสาธารณะ
ระบบอำมาตยาธิปไตยฝังรากลึกในสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับระบบศักดินา
ระบบอุปถัมภ์ อำนาจนิยมแต่อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในกลุ่มประเทศโลกที่สาม
จึงทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์ เป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยม จึงทำให้ย้อนกับไปศึกษานโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ
นั่นคือ ต้องดูว่าใคร ผู้ใด สถาบันใด กลุ่มคนหรือชนชั้นใดที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศ
ทำให้เห็นประวัติศาสตร์การใช้อำนาจของกระบวนการหรืออำมาตยาธิปไตยของรัฐไทย จนเป็นสาเหตุทำให้นักบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบรุ่นต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการศึกษากลายเป็นคลื่นที่ใหญ่ที่สุดที่เรียกว่า
"การบริหารรัฐกิจใหม่" หรือ "New Public Administration"
โดยให้ความสำคัญของการพัฒนาที่คำนึงที่ยังยั่งยืน ความสำคัญกับคุณค่าความเป็นมนุษย์ของประชาชนในชาติ
และคำนึงความแตกต่างทางด้านภูมิหลังประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิธีคิด วิถีชีวิต พื้นฐานการศึกษา
ค่านิยม อุดมการณ์ เศรษฐกิจภายในประเทศ โดยที่ลดอำนาจของข้าราชการ เพิ่มอำนาจให้กับประชาชน
"ประชาชนต้องเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง"
สันติพงษ์ มูลฟอง
ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน
|