กรรจร เจียมรัมย์ (2) - บ้านนานา...บ้านของ "เด็กไม่มีบ้าน"
|
by : ThaiNGO.org IP : (124.120.152.57) - เมื่อ : 7/01/2008 12:57 PM |
ด่านค้าขายชายแดนด้าน
อ.แม่สาย จ.เชียงราย ช่วงเดือนกันยายนแม้จะไม่คึกคัก หากจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงมีให้เห็น
ทั้งมาเป็นกลุ่ม (tourist) และรถยนต์ส่วนตัว คือ ความหมายของ "แม่สาย เมืองแห่งการค้า"
หากอีกภาพ คือ เด็กเร่ร่อนขอทานปะปนกับจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ เด็กเหล่านี้ไม่มีสัญชาติ
ใต้สะพาน คือ ที่อยู่อาศัย เด็ก ๆ ซึ่งทำให้ชีวิตของ ครูเหงา กรรจร เจียมรัมย์
เปลี่ยนแปลงไป
บ้านนานา หรือ ศูนย์ทางเลือกการเรียนรู้สู่การพัฒนาและป้องกันชีวิตเด็ก
กับการทำงานของ "ครูเหงา" กรรจร เจียมรัมย์
เป็นบทพิสูจน์หนึ่งของความมุ่งมั่น กว่า 2 ปี ที่ทางทีมงานไทยเอ็นจีโอได้นำเสนอเรื่องราวของครูเหงาผ่านพื้นที่แห่งนี้และคำพูดที่ว่า
"ผมทิ้งพวกเค้าไม่ได้" ยังก้องอยู่ในหู วันนี้ บ้านนานาผ่านประสบการณ์ร้อนหนาว
จำนวนเด็ก เกือบ 100 คนและคนทำงานกว่า 10 คน ทีมงานไทยเอ็นจีโอกลับไปเปิดบ้านนานา
บ้านของเด็กไม่มีบ้าน อีกครั้ง
ป้ายไม้อัดสีขาวขีดลูกศรสีแดงบอกทางบ้านนานาแวดล้อมไปด้วยท้องทุ่งและขุนเขายาวเหยียด
ครูเหงา ขับรถกระบะหลังคาสูงบันทุกเด็ก ๆ เต็มกระบะท้าย วันนี้ เด็ก ๆ ในศูนย์จำนวนหนึ่งจะต้องออกไปแสดงละครใบ้เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ
(20 กันยายน) ครูเหงา อดีตนักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ เพาะช่าง (ไม่จบ) และคนทำงานด้านออกแบบตกแต่งภายใน
อย่างไม่น่าเชื่อ การมาเที่ยวแม่สายทำให้ชีวิตของเขาเป็นอีกเรื่องที่เขาเองแทบคาดไม่ถึง
"เมื่อก่อนไม่เคยรู้จัก NGOs"
ครูเหงาเริ่มต้นเล่า "ผมทำงานที่บิ๊กซี เชียงรายแล้วมาเที่ยวแม่สาย
สิ่งแรกที่สะดุดใจ คือ เด็กเร่ร่อนรุมขอทานนักท่องเที่ยว เยอะมาก ผมเคยเห็นเด็กเร่ร่อนที่กรุงเทพฯนั่งขอทานมันไม่เหมือนที่นี่
เด็กเข้ามารุมเข้ามายื้อแย่ง ดึงทึ้งกระเป๋านักท่องเที่ยว ใครไม่ให้ก็ด่า ครั้งแรกที่เห็นรู้สึกรำคาญมาก"
เพราะนอกจากจะด่าซ้ำยังถ่มน้ำลาย ครูเหงาบอกว่าคิดว่านักท่องเที่ยวให้สตางค์เพราะปัดรำคาญมากกว่าอย่างอื่น

ใต้สะพาน (ที่นอน)

สะพาน ข้ามแดนไทย พม่า

อาคาร ที่พัก (บ้านนานา)

'ผมทิ้งพวกเขา...ไม่ได้'

ครูตอง สุวลัย เมืองเจริญ |
"การให้เงินไม่ได้เป็นการช่วยเหลือหากรังแต่จะเพิ่มจำนวนเด็กเร่ร่อนให้เข้ามาขอทานเพิ่ม"
คำถามใหญ่ ทำไม รัฐปล่อยให้เกิดปัญหาเด็กเร่ร่อนขอทานรบกวนนักท่องเที่ยว "เราทำได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้"
ครูเหงาพูดเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กไม่มีสัญชาติ รัฐจึงไม่คิดแก้ไขปัญหาเด็กไม่มีสัญชาติเร่ร่อนขอทานตามแนวชายแดนกำลังก่อสภาพปัญหาอื่นตามมาที่น่าสนใจกว่านั้น
ครูเหงาย้ำว่า "ปัญหาเหล่านี้กำลังขยายใหญ่ในพื้นที่ประเทศไทย
ตั้งแต่ปัญหาลักเล็กขโมยน้อย ยาเสพติด สร้างความรำคาญแก่นักท่องเที่ยวหรือพ่อค้าแม่ค้าตามแนวชายแดน
ภาพลักษณ์ของประเทศและแรงงานเถื่อน เกิดการเอาเปรียบแรงงาน ทารุณกรรมในรูปแบบต่าง
ๆ ที่หนักที่สุด คือ การทารุณกรรมทางเพศ ล่วงละเมิดจนนำไปสู่ขบวนการค้ามนุษย์และโสเภณีเด็ก
คำถามใหญ่ คือว่า สังคมไทยจะนิ่งนอนใจปล่อยปัญหาเอาไว้อย่างนั้นหรือ อีกอย่างหนึ่ง
คือ หน่วยงานราชการ องค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องยังมีความคิดแก้ปัญหาง่าย ๆ ว่า เกิดปัญหาอะไรก็เพียงผลักดันเด็กกลุ่มนี้กลับประเทศแม่
มองปัญหาเพียงด้านด้วยอย่างไม่ต้องรับผิดชอบ การผลักดันอาจจะเป็นเรื่องง่ายแต่เพียงแค่สองชั่วโมงเด็กกลุ่มนี้ก็กลับมาใหม่"
ครูเหงาย้ำว่า "ปัญหามันไม่ได้ง่าย ๆ แค่นั้น"
ครูเหงายกตัวอย่างว่าระยะแรก ๆ ที่ไปติดต่อเรื่องการแก้ปัญหากับหน่วยงานรัฐ อย่างเช่น
ประชาสงเคราะห์จะบอกปัดเด็ก ๆ กลุ่มนี้ทันทีว่าไม่มีนโยบายหรือมาตรการในการเข้าจัดการแก้ไขกับเด็ก
ๆ ไม่มีสัญชาติ "เค้าทำงานเฉพาะเด็กไทยด้อยโอกาสเท่านั้น"
ครั้งที่หนึ่งรู้สึกรำคาญ ครั้งที่สองคิดถึงการแก้ไขปัญหาแต่ได้รับคำตอบว่าไม่มีสัญชาติมาเที่ยวอีกครั้งเป็นครั้งที่สามอันเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่
ครูเหงา เล่าถึงวันนั้น
"ผมยืนมองเด็กผู้หญิงคนหนึ่งคุ้ยถังขยะ หยิบกล่องโฟมขึ้นมา
เปิดดูข้างในเป็นหัวกุ้ง เลือก ๆ แบ่งให้น้อง พี่น้องสองคนหยิบถุงน้ำจิ้มลูกชิ้นขึ้นมาราดแล้วนั่งกิน
ภาพน่าสลดเหล่านี้ทำให้เราคิดเปรียบเทียบกับตัวเราเอง เราเคยทำงาน ได้เงิน ตกเย็นดื่มเบียร์
เที่ยวเตร่ ขณะคนอีกกลุ่ม กำลังไม่มีอะไรจะกิน" เริ่มจากความรู้สึกละอายตัวเอง
จนสืบเสาะไปเจอ ศูนย์ลูกหญิง อาจารย์สมภพ จันทระกา แห่งศูนย์ลูกหญิงเป็นเสมือนเปลวเทียนในความมืด
"ศูนย์ลูกหญิง ทำงานปลุกสร้างกระบวนการป้องเด็กเข้าสู่ขบวนการการค้าประเวณี
มันช่างยิ่งใหญ่เสียจนเราคิดว่าทำไมชีวิตของเรามันดูไร้ค่า" จากนั้น
ครูเหงาตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเป็นอาสาสมัครกับศูนย์ลูกหญิงจากคนทำงานกินเงินเดือนเข้าสู่วงจรของระบบอาสาสมัคร
ไม่มีเงินเดือนและไม่หวังเงินเดือน "ครั้งแรกตั้งใจเอาไว้ว่าแค่
'ลอง' เป็นอาสาสมัคร ทำงานสักสองเดือนแล้วจะกลับไปทำงานต่อ" ผมทำไม่ได้
ครูเหงาย้ำ
6 ปี ของ บ้านนานา หรือ ศูนย์ทางเลือกการเรียนรู้สู่การพัฒนาและป้องกันชีวิตเด็ก
(www.childlifemaesai.org)
นอกจากเป็นสถานรับเลี้ยงและบำบัดแล้ว งานข้อมูลเรื่องเด็กเร่ร่อนยังเป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ
ประสบการณ์สอนให้ครูเหงารู้ว่ากว่าเด็กเร่ร่อนจะมีความไว้วางใจในตัวคนต้องใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์
"กว่า3 เดือน ที่ผมหาข้อมูล นั่งคุยเทียวเข้าเทียวออกเช้า-เย็น
คุยกับเค้าในทุก ๆ เรื่องจนแทบจะดึงดาว (ขั้นสุดของคนเมากาว) ไปกับเค้าด้วย"
เด็กเหล่านี้เป็นเด็กแนวตะเข็บชายแดน เป็นพม่า เป็นกระเหรี่ยง
"บางคนเกิดในฝั่งไทยแต่ไม่มีสัญชาติ"
เด็กกลุ่มนี้ตกสำรวจและไม่มีบัตรประชาชน ครูเหงาบอกว่าการไม่มีสถานะทำให้เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กเร่ร่อนไปโดยที่พวกเค้าเองไม่รู้ตัว
ก่อนจะเพิ่มเติมถึงปัญหาเรื่องเด็กเร่ร่อนว่าเป็นปัญหาเชิงซ้อน เรื่องหลัก คือ
เรื่องการศึกษา เมื่อเด็กกลุ่มนี้ไม่มีการศึกษาจะทำงานอะไรไม่ได้ คิดไม่ออกไม่มีทางออกรับรู้เพียงอย่างเดียวว่าต้องทำทุกอย่างให้มีชีวิตอยู่รอด
"ทำอะไรก็ได้ให้มีชีวิตอยู่รอด เริ่มจากเป็นเด็กเก็บขยะ
ขอทาน ขายแรงงาน เป็นเด็กส่งของ (ยาเสพติด) ขายบริการทางเพศ ปัญหาเหล่านี้เกิดจากแรงกดดันหลายประการ
จากกลุ่มมาเฟียเด็ก ถูกนายจ้างเอาเปรียบแรงงานล่วงละเมิดทางเพศ ถูกข่มขู่ แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปแจ้งเพราะไม่มีหลักฐานหรือใบสำคัญแสดงสิทธิใดใด
เด็กกลุ่มนี้อยู่อย่างระมัดระวังตัว กลัว หวาดระแวง เอาตัวรอด ไม่ไว้ใจใคร ไม่สนใจวิธีการขอเพียงให้มีชีวิตรอด"
ความช่วยเหลือแรกเริ่มของครูเหงาเป็นเรื่องให้การศึกษา เริ่มจากสร้างศูนย์ฟื้นฟูสภาพจิตใจและประสานงานกับสถาบันการศึกษา
"โรงเรียนสันโค้ง เป็นสถานศึกษาแรกที่ยอมรับเด็กบ้านนานาเข้าเรียน"
"เราพบว่า ปัญหาเด็กไม่มีสัญชาติไม่ได้หมดไป เราไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นทาง"
ครูเหงาบอกว่าเด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่พ่อแม่ติดฝิ่น ไม่มีที่ดินทำกิน ชนกลุ่มน้อยจึงทะลักเข้ามาหางานทำในฝั่งประเทศไทย
การสกัดกั้นเด็กจากต้นทางจึงจำเป็น เน้นงานช่วยเหลือ บำบัด สร้างอาชีพด้วยการให้การศึกษาและนำส่งเด็กที่ผ่านการบำบัดจากฝั่งไทยกลับบ้านเป็นความร่วมมือระหว่าง
บ้านนานา และ World Vision (www.worldvision.or.th)
กระนั้น ครูเหงาเล่าต่อไปว่า "แต่มันคงไม่ 100% เป็นเพียงการบรรเทา
แน่นอนว่า ย่อมมีเด็กบางส่วนที่ยังทะลักเข้ามา การประสานงานกับหน่วยงานรัฐยังเป็นเรื่องหลัก
แม้ว่าจะยังคงเป็นเรื่องยาก"
ชนกลุ่มน้อยที่ทะลักเข้ามาเร่ร่อนขอทานฝั่งไทยมีการเคลื่อนย้ายตามเส้นทางหลัก
แม่สาย-เชียงราย-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ ครูเหงาให้ความเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา
"เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยนสำเนียงการพูดเปลี่ยนจะกลายเป็นปัญหาใหม่ให้เมือง หาต้นทางไม่เจอเด็กเป็นใครมาจากไหนเลยเหมาว่าเป็นเด็กสลัม"
การสกัดจากต้นทางจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น มิฉะนั้นครูเหงาย้ำว่าจะเกิดงานเชิงตั้งรับ
"การแก้ปัญหาในกรุงเทพฯล้วนเป็นเรื่องปลายเหตุไม่ว่าเราจะมีงบประมาณมากมายขนาดไหน
ปัญหาเด็กเร่ร่อนจะยิ่งบานปลาย การสนับสนุนการทำงานตั้งแต่ต้นทางเป็นเรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญ"
คงไม่ต้องบอกว่าจะเกิดปัญหาอะไรตามมาหากเด็กเร่ร่อนทะลักเข้ามาสู่เมืองหลวง บ้านนานาเป็นเพียงส่วนของการรองรับเน้นเรื่องราวพื้นฐาน
อาหารการกิน ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรคและผลักดันในเรื่องสิทธิการศึกษาเป็นเบื้องต้น
ประสานงานกับหน่วยงานรัฐ "จันทร์-ศุกร์ เด็กจะไปเรียนหนังสือ
ส่วนเสาร์-อาทิตย์ กิจกรรมประจำวัน ปลูกผัก เลี้ยงไก่ รดน้ำผัก พรวนดิน ทำความสะอาดที่พัก
ซักมุ้ง ซักผ้า นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเชิงจริยธรรม เข้าวัด ไปโบสถ์ กล่อมเกลาจิตใจ"
20 กันยายน ถือเป็นวันเยาวชนแห่งชาติ ภายใต้สโลแกน 'ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา
ใฝ่หาสันติ' วันนี้เด็ก ๆ จาก บ้านนานา ยกขบวนร่วมเวทีแสดงละครใบ้สะท้อนชีวิตเด็กไม่มีสัญชาติ
ณ ลานเวทีพระบรมรูป รัชกาลที่ 5 ศาลากลางหลังเก่า อ.เมือง จ.เชียงราย
"คนส่วนใหญ่มองเด็กด้อยโอกาสด้วยสายตาของความสงสารจะช่วยเหลือด้วยการบริจาคแจกสิ่งของถือเป็นการบรรเทาปัญหา
หากสิ่งสำคัญ คือ เราต้องทำให้เด็กเหล่านี้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้" นั่นคือคำพูดของ
ตอง สุวลัย เมืองเจริญ หนึ่งในพี่เลี้ยงผู้ดูแลเด็กบ้านนานา จากชีวิตคนเมืองหลวงในครอบครัวข้าราชการซีสูงและนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์
จากรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตอง เลือกทางเดินชีวิตด้วยการทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กบ้านนานา
ดาราเจ้าบทบาทตัวน้อยเดินลงจากเวทีตรงมายังซุ้มนิทรรศการบ้านนานา แดดหน้ามรสุมระอุร้อนภายใต้โครงเต๊นท์ผ้าใบ
ตอง บอกให้เด็ก ๆ นั่งรวมกันเป็นกลุ่มก่อนแจกอาหารกล่อง ทุก ๆ เช้าตองจะไปตลาดซื้ออาหาร
ก่อนจะนำเด็ก ๆ ส่งโรงเรียนและไปรับกลับอีกทีเย็นเวลาเลิกเรียน
"งานในส่วนอื่น ๆ จะเป็นการประสานหน่วยงานการศึกษา
ประเด็นของบ้านนานา คือ การผลักดันให้เด็กเหล่านี้ได้รับการศึกษา" และงานส่วนนี้มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ตองจะต้องแบ่งกันรับผิดชอบกับครูเหงา
ตองย้ำว่า "การทำงานประเด็นสัญชาติโดยเฉพาะปัญหาเด็กเร่ร่อนจำเป็นต้องขุดค้นเอาความรู้-ความสามารถในตัว(เธอย้ำ)ออกมาให้หมดสิ้น"

ทั้งนี้ ตองทิ้งท้ายเอาไว้ว่า "นี่ยังไม่นับการเขียนรายงานความคืบหน้าโครงการ
งบประมาณหาแหล่งทุน งานมันล้นเสียจนจาระไนไม่หมด" 7 เดือน สำหรับการเป็นพี่เลี้ยงเด็กบ้านนานา
จากวันแรกที่เธอเข้ามาทำหน้าที่นี้เพียงความสงสารและมองเห็นถึงความแตกต่างระหว่าง
'คนกับคน' หลังจากเรียนจบตองทำงานให้กับบริษัทนำเข้า-ส่งออกเอกชนก่อนจะมาเริ่มงานพัฒนา
เธอบอกถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ การได้เห็นชีวิตคนทำงานชุมชนและมีเพื่อนเป็นอาสาสมัครใน
มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) จึงลองหางานกับ www.thaingo.org "มันเป็นเรื่องท้าทาย"
เธอย้ำ
วันนี้ เด็กบ้านนานาไม่ต้องไปโรงเรียน แดดกล้ายามสาย เด็ก ๆ นั่งจ้องทีวีในโถงนอนขนาด
30 คนนอน หนังดีวันอาทิตย์กำลังมาถึง หมอนมุ้งสีมอมอและเตียงนอนเหล็กสนิมจับเรียงเป็นแถว
ๆ เด็กเล็กนั่งข้างหน้า เด็กโตนั่งดูอยู่ข้างหลัง บางคนนั่งบนเตียงเหล็กสองชั้น
เด็กผู้หญิงจับกลุ่มเล่นหมากเก็บบนพื้นซีเมนต์ เสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากดวงตา
ความบริสุทธิ์ของเด็ก เด็กที่ไม่มีวันเข้าใจว่า "ทำไมหนูต้องมาขอทาน"

อยากรู้จัก บ้านนานา คลิ๊ก www.childlife-maesai.org
ช่วยเหลือ บ้านนานา
บัญชี : Childlife Maesai
หมายเลข บัญชี : 176-2-31580-3
ธนาคารกสิกรไทย สาขาแม่สาย
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
29 กันยายน 2548
|