Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง

พรบ.ป่าชุมชน พิสูจน์ความรู้ของระบบรัฐสภาไทย

by : สันติ ธรรมประชา
IP : (61.91.87.94) - เมื่อ : 12/04/2005 05:59 PM

ป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้วว่าในภายหลัง จากมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีนักการเมืองที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีใหม่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (เมื่อก่อนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ต้องนำประเด็น พรบ.ป่าชุมชนมาปัดฝุ่นกันใหม่

โดยเมื่อวันที่ 6 เมษายน ที่ผ่านมา นายยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ได้จัดการหารือแบบเร่งด่วนกับตัวแทนนักพัฒนาเอกชน ชาวบ้าน หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและได้สรุป ให้เรื่องพรบ.ป่าชุมชน ปล่อยเป็นหน้าที่ของกระบวนการรัฐสภาที่ต้องมีคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาพิจารณา

โดยมีสาระสำคัญของพระราชบัญญัติป่าชุมชน ซึ่งเป็นที่ถกเถียงมานานหลายปีอยู่ที่ 2 มาตราคือ มาตรา 18 ซึ่งอนุญาตให้ทำป่าชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้หรือไม่ และมาตรา 31 ที่อนุญาตให้ชุมชนใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์ได้นั้นโดยรัฐมนตรีหาทางออกเพื่อลอยตัวจากความขัดแย้งดังกล่าว และประกาศจะดำเนินการจัดพื้นที่นำร่องป่าชุมชนแทน ซึ่งเป็นละครการเมืองที่เราดูกันจนเคยชิน

กล่าวได้ว่าปัจจุบันประเทศไทย มีพื้นที่ป่าสงวนจำนวนประมาณ 147 ล้านไร่ ได้จำแนกเป็นพื้นที่ป่าสปก.ประมาณ 44 ล้านไร่ และประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ประมาณ 88 ล้านไร่ จึงเหลือป่าสงวนนอกพื้นที่อนุรักษ์เพียง 15 ล้านไร่ ดังนั้นเท่ากับว่าการจัดการป่าชุมชนส่วนใหญ่จึงอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ถ้ามีการออกกฎหมายโดยไม่ยินยอมให้มีพื้นที่ป่าชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์จึงไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด

และเนื่องด้วยกรมป่าไม้เร่งประกาศเขตป่าอนุรักษ์ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขตต้นน้ำลำธารชั้น 1 เอ เพื่อขยายอำนาจของกรมป่าไม้เองผ่านการยึดครองพื้นที่ จน ณ เวลานี้เรามีพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 68.9 ล้านไร่ ซึ่งหลายพื้นที่ไม่ได้มีความเหมาะสมที่จะเป็นพื้นที่อนุรักษ์ตามหลักวิชาการเพราะมีชุมชนท้องถิ่น หมู่บ้าน อยู่อาศัยจำนวนมาก

และจากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดิน กรมป่าไม้ ในเดือนกรกฎาคม 2544 ที่ทำการสำรวจจำนวนประชาชนที่อยู่อาศัย ทำกิน และใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ตามมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541

ปรากฏว่า ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีประชาชนอยู่อาศัย และใช้ประโยชน์ถึง 4.6 แสนครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 8,100,000 ไร่ ขณะที่กรมป่าไม้เตรียมประกาศเขตป่าอนุรักษ์เพิ่มอีก 15 ล้านไร่ ซึ่งจะครอบทับชุมชนและป่าชุมชนเพิ่มขึ้นอีก ป่าชุมชนในป่าอนุรักษ์จึงเป็นป่าชุมชนส่วนใหญ่ ส่วนป่าชุมชนนอกเขตป่าอนุรักษ์จะเป็นส่วนน้อย เพราะรัฐจะประกาศเขตป่าอนุรักษ์ครอบทับป่าสงวนอื่นๆ ทั้งหมด

ดังนั้นหากร่างพ.ร.บ.ป่าชุมชนไม่ไปรับรองและสนับสนุน ให้ชุมชนเหล่านี้ให้สามารถอนุรักษ์ป่าชุมชนได้ตามกฏหมาย ก็จะปิดกั้นสิทธิการดำรงชีพของชุมชนเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง และรอวันที่ชุมชนจะถูกปรับ จับ และอพยพโยกย้ายออกจากถิ่นฐานที่กลายเป็นป่าอนุรักษ์

เมื่อชาวบ้านไม่สามารถมีสิทธิดำรงชีพได้ ไม่มีสิทธิดูแลรักษาป่าและใช้ประโยชน์จากป่าของตนเองได้ ความรู้สึกว่าป่าเป็นของชุมชนด้วยก็จะหมดไป ไม่รู้สึกว่าจะต้องหวงแหนและปกป้องป่าที่ไม่ใช่ของตนเอง ซึ่งจะยิ่งจะสร้างความเสี่ยงต่อการทำลายผืนป่าอนุรักษ์โดยรวม

แต่หากร่างพ.ร.บ.ป่าชุมชนได้รับรองสิทธิและสนับสนุน ชุมชนเหล่านี้ให้ดูแลจัดการป่าได้ ก็จะสิ่งสร้างหลักประกันให้กับป่าอนุรักษ์โดยรวม ป่าชุมชนจะเป็นแนวกันชนที่ป้องกันการบุกรุกป่าจากภายนอก และลดปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมาลงได้ส่วนในการออกกฎหมาย ได้มีขั้นตอนและกระบวนการขอจัดตั้งป่าชุมชน รวมทั้งการควบคุมดูแลป่าชุมชนมีมาตราเข้มงวดและเปิดให้หลายฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างเข้มข้นตามมาตราที่ 18 เช่น ประชาชนรวมตัวกันอย่างน้อยกว่า 50 คน

สำหรับ ป่าชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์ต้องเป็นชุมชนดั้งเดิม และมีพฤติกรรมดูแลรักษาป่าอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี ก่อขอจัดตั้งป่าชุมชนขณะที่การขอจัดตั้งป่าชุมชนต้องเสนอต่อ คณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดต้องประกอบด้วย วัตถุประสงค์ ประวัติการขอจัดตั้งและประวัติชุมชน แผนการจัดการป่าชุมชน คือ การอนุรักษ์ฟื้นฟู พัฒนาการดูแลรักษา การใช้ประโยชน์

และการกำหนดพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ และพื้นที่เพื่อการใช้สอยและเมื่อประกาศเป็นป่าชุมชนแล้วหากคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนทอดทิ้งไม่ดูแลหรือมีการกระทำอันไม่น่าไว้วางใจหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอธิบดีกรมป่าไม้สามารถยกเลิกป่าชุมชนได้ กรณีที่เป็นป่าชุมชนในป่าอนุรักษ์เมื่อถูกยกเลิกจะไม่สามารถขอมีป่าชุมชนได้อีก
นอกจากนี้หากมีผู้ไม่ปฎิบัติตามกฎหมายนี้ ในป่าชุมชนที่อยู่ในป่าอนุรักษ์ต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปีหรือปรับไม่เกิน 300,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับด้านการใช้ประโยชน์ป่าชุมชนที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ อนุญาตให้ทำไม้เพื่อการใช้สอยในครัวเรือนของสมาชิกป่าชุมชนหรือใช้ในกิจการสาธารณะของชุมชน

เฉพาะพื้นที่ป่าใช้สอยที่ได้รับการอนุมัติ โดย คณะกรรมการป่าชุมชนจังหวัด ในส่วนการเก็บหาของป่าให้เป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้กฎหมายสามารถยืดหยุ่นได้ตามสภาพของชุมชนและพื้นที่แต่ละแห่ง ตลอดจนเป็นแรง จูงใจให้ประชาชนร่วมดูแลรักษาป่าอย่างยั่งยืนตามแนวคิดระดมพลังแผ่นดิน

ขณะเดียวกัน การบริหารและการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทย อาจกล่าวได้ว่าเป็นมรดกที่ตกทอดมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม ถึงแม้ว่าเราจะได้พร่ำสอนกันมาอย่างภาคภูมิใจว่าประเทศไทยไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจอาณานิคมใดๆมาก่อนก็ตาม แต่แนวคิดที่ครอบงำสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป่าไม้ ล้วนแล้วแต่ได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิอาณานิคมแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายป่าไม้หรือโครงสร้างการบริหารและการจัดการป่าไม้ของรัฐ

นี่เป็นเหตุผลประการหนึ่ง ที่ความพยายามในการแก้ปัญหาป่าไม้ต้องประสบกับความล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัญหาความขัดแย้งในการเข้าถึงทรัพยากรป่าไม้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเมื่อพิจารณาตามหลักนิติธรรม

พ.ร.บ.ป่าชุมชน มีหลักการและเนื้อหาที่สอดรับกับเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หมวดที่ 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย


ในมาตรา 46 ระบุถึงสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในการ
มีส่วนร่วมในการจัดการ บำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ในมาตรา 56 ระบุถึงสิทธิของบุคคลที่จะ
มีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชน ในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ

ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณา จากบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย ได้ว่า พ.ร.บ.ป่าชุมชนเป็นกฎหมายสะท้อนสภาพความเป็นจริงของสังคมท้องถิ่นไทยได้อย่างแท้จริง เพราะกว่าร้อยละ 70 ของคนไทยอาศัยอยู่ในชนบท ในจำนวนนี้มีกว่า 10 ล้านคนที่อาศัยและทำมาหากินอยู่ในเขตป่า ชุมชนเหล่านี้จำนวนมากได้มีการออกกฎระเบียบของตนเองในการดูแลจัดการและใช้ประโยชน์จากป่ามาอย่างยาวนานเฉพาะภาคเหนือตอนบนมีชุมชนในลักษณะนี้อยู่กว่า 700 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 5 ล้านไร่

การออก พ.ร.บ.ป่าชุมชน จึงเป็นการออกกฎหมายมารองรับสิทธิของชุมชนที่มีอยู่จริงในสังคมไม่ใช่เป็นการสร้างหรือนำเอาระบอบกรรมสิทธิ์ใหม่เข้ามาจากต่างประเทศแต่อย่างใด ดังนั้น จึงเชื่อมั่นได้ว่า กฎหมายป่าชุมชนจะได้รับการยอมรับจากประชาชนเป็นอย่างดีเพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนปฏิบัติอยู่แล้วเป็นสามัญ

พ.ร.บ.ป่าชุมชน ถือว่า เป็นกฎหมายที่มีองค์ความรู้ทางวิชาการที่ได้จากการวิจัยภาคสนามมาเป็นแนวคิดสนับสนุน ไม่ใช่กฎหมายที่ร่างขึ้นจากจินตนาการของผู้ปกครองแต่เป็นกฎหมายที่เกิดจากการสังเคราะห์องค์ความรู้และประสบการณ์จริงของท้องถิ่นโดยมีนักวิชาการ นักพัฒนาองค์กรเอกชนและปราชญ์ของชาวบ้านเข้าร่วมในการพัฒนาองค์ความรู้ดังกล่าว ถือว่าเป็นกฎหมายที่มาจากข้อเรียกร้องของชาวบ้านผ่านการกลั่นกรองทางความคิดของนักวิชาการอย่างรอบคอบแล้ว

ดังนั้น มิติใหม่ของ พ.ร.บ.ป่าชุมชน ที่แตกต่างไปจากกฎหมายป่าไม้ฉบับอื่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็คือ เป็นกฎหมายที่มีท่าทีต่อประชาชนในทางบวก กล่าวคือ เป็นการส่งเสริมและให้รางวัลกับชาวบ้านที่ร่วมกันรักษาป่าไว้ได้รวมทั้งเป็นกฎหมายที่สร้างแรงจูงใจให้แก่ประชาชนที่ในอดีตอาจจะยังไม่ได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่า เนื่องด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนโครงสร้างอำนาจรัฐไม่อำนวย

กฎหมายป่าชุมชน จะทำให้ชาวบ้านกล้าที่จะต่อสู้กับนายทุนที่บุกรุกป่าเพราะกฎหมายจะให้ความคุ้มครองสิทธิของชุมชนการที่ปัญหาการทำลายป่าไม้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากกฎหมายป่าไม้ที่มีอยู่นั้นส่วนมากจะเป็นการให้อำนาจแก่รัฐแต่ฝ่ายเดียวส่วนชาวบ้านจะเป็นฝ่ายที่ถูกห้ามไม่ให้ทำโน่นทำนี่ทำให้เกิดพฤติกรรมการต่อต้าน อยู่ตลอดเวลา ทั้งโดยเปิดเผยและซ่อนเร้น

พ.ร.บ.ป่าชุมชนถือเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่สำคัญในการแก้ไขปัญหารากเหง้าความยากจนและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและรัฐสภาที่ต้องผลักดันอย่างมิอาจเพิกเฉยหรือลอยตัวได้จากปัญหา

Share