ใกล้วันลาเลนไทม์หรือที่บางคนเรียกว่า วันแห่งความรัก
แต่ผมก็ยังยืนยันความร้กคงไม่ได้เกิดวันนี้วันเดียว แต่เกิดได้ทุกๆวันเพราะความรักไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัน
เลยขอบคุณความรู้สึกเหล่านี้ที่ทำให้ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา และก่อนเข้าอ่านเนื้อเรื่อง
ผมอยากให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านของผมลองเข้าไปดูที่ link นี้ก่อนเพื่อดูMVของเรื่องนี้ครับ
http://www.youtube.com/watch?v=m52MiAtI7p8
เพื่อเข้าใจความหมายของหนังเรื่องนี้
"คนแรกของหัวใจคนสุดท้ายของชีวิต"
ที่ดูแล้วยังบอกอีกว่า จำความรักครั้งแรกได้ไหม และที่ผมเอาเรื่องนี้มาเล่าต่อก็เพราะความประทับใจที่ภาษารักของหนังสื่อสารออกมาอย่างละเมียดละไม
ทั้งความหมายที่ซ่อนในฉาก หรือแม้แต่การแสดงของตัวละครแต่ละตัวของเรื่อง
ผลงานของ Kwak Jae-yong ผู้กำกับมากฝีมือผู้เคยสร้างความประทับใจล้นหลามจากภาพยนตร์เรื่อง
My Sassy Girl และส่งนางเอกสาว Jeon Ji- Hyun จนโด่งดังมาแล้วทั่วเอเชีย
The Classic เล่าเรื่องราวของ
Ji-hae และ Soo-kyoung สองสาวเพื่อนสนิทที่ยอมเข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมละครเวทีเพื่อจะได้ใกล้ชิดกับ
Sang-min ชายหนุ่ม ซึ่ง Soo-kyoung แอบปลื้ม เธอวานให้ Ji-hae ช่วยเขียนอี-เมล์รักส่งถึง
Sang-min อยู่บ่อยครั้งโดยที่เธอไม่ระแคะระคายเลยว่า Ji-hae เองก็แอบมีใจให้
Sang-min เหมือนๆ กับเธอ
Ji-hae เสียสละโดยยอมหลีกทางให้กับเพื่อนสาว เธอยังทำหน้าที่เขียนอี-เมล์ให้กับ
Soo-kyoung แต่พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบหน้า Sang-min แม้ว่าเขาจะเชื้อเชิญเธอให้ไปเที่ยวหรือทางข้าวด้วยกัน
กอปรกับในช่วงเดียวกัน Ji-hae ได้ค้นพบสมุดบันทึกและจดหมายรักของคุณแม่ในตู้เก็บของ
เธอจึงเก็บตัวเงียบ ใช้เวลากับการอ่านข้อความเหล่านั้นอย่างตั้งใจ จนได้พบว่าความรักของคนรุ่นพ่อแม่ของเธอก็มีอุปสรรคนานัปการสาหัสยิ่งกว่าสิ่งที่เธอกำลังประสบ
แม่ของเธอ คือ Joo-hee พบรักแรกกับ Joon-ha แต่เธอถูกผู้ใหญ่มั่นหมายให้แต่งงานกับลูกชายพ่อค้าใหญ่ซึ่งเป็นเพื่อนกับ
Joon-ha ทั้งคู่จึงต้องเก็บงำความรู้สึกที่มีต่อกันปิดบังทั้งเพื่อนและพ่อ
เพื่อแอบพบกันอย่างลับๆ Joon-ha จำยอมเขียนจดหมายรักตามคำขอร้องของเพื่อนเพื่อส่งให้กับ
Joo-hee จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมที่ไม่คาดคิด ส่งให้ Joon-ha ตัดสินใจบอกลา
Joo-hee และสมัครเข้ากองทัพเพื่อร่วมรบในสงคราม ก่อนที่ทั้งคู่จะจากกัน Joo-hee
ได้มอบสร้อยเงินเส้นรักให้แก่ Joon-ha เพื่อเป็นสัญญาใจว่าเขาจะต้องมีชีวิตกลับมาเพื่อนำสร้อยเส้นนี้คืนเธอ
Ji-hae รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดในรุ่นคุณแม่ และพึงได้ตระหนักว่า การเสียสละบางอย่างเพื่อใครบางคนอาจเป็นสัมผัสอันงดงาม
แต่ผู้เสียสละด้วยการโป้ปดหัวใจของตนเองคงต้องเตรียมพร้อมและยอมรับกับความเจ็บปวดที่จะตามสนอง
ซึ่งบางครั้งก็รุนแรงจนสร้างแผลลึกในความทรงจำและไม่อาจหายาวิเศษขนานใดมาสมานได้ชั่วชีวิต
แบ่งปันและเล่าไป
ผมหยิบเอาหนังเรื่องที่ว่ามาเล่าอีกครั้งเพราะวันนี้ผมได้ดูหนังเรื่องนี้โดยบังเอิญ
เพราะวันนี้ก็เก็บกวดห้องให้เข้าที่ เพราะวันๆทำงานแต่งานมาถึงห้องก็สลบเหมือดพอดี
พอเปิดดูอีกครั้ง ผมมีความรู้สึกว่าเหมือนตัวเองดูหนังเรื่องนี้ตอนปี 4 อีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งจำได้ว่าก็หลายปีทีเดียว พอดูฉากของหนังถ่ายทอดความรักของคนรุ่นต่อรุ่น
ที่รักและสัมพันธ์กันอย่างไร้จุดหมายไม่มีที่สิ้นสุดแต่ท้ายสุดก็มาบรรจบกันได้
เริ่มจากความรักของรุ่นพ่อและแม่ที่เป็นความรักระหว่างชนชั้นคนจนกับคนรวย
แต่ทั้งคู่ก็ยังยืนยันที่จะรักกัน
โดยฉากหนึ่งที่บางคนดูแล้วอดคิดตามไม่ได้คือ ฉากที่Joo-ha และ Joo-hee พบกัน
Joo-hee ทักและถามไถ่ Joo-ha ว่าที่เขากำลังเล่นนั้นคืออะไร เขาตอบไปว่าด้วงขี้ควาย
joo-hee กลับไม่ได้รังเกียจและถามว่าขอจับหน่อยได้ไหม และ Joo-ha ก็ส่งให้
แสดงถึงความรักที่ไม่ได้รังเกียจแม้แต่ชนชั้นของคนทั้งคู่ แต่เรื่องก็ไม่ได้จบแบบมีความสุขแบบหนังไทย
เพราะว่าทั้งคู่ก็ไม่ได้ครองรักกัน ฉากหนึ่งที่ผมเห็นแล้วแอบน้ำตาซึมคือ
วันที่ Joo-ha กลับมาจากสนามรบแล้วตาบอดได้นัดพบ Joo-hee เขาไปเดินฝึกซ้อมที่ร้านหลายรอบเพื่อไม่ให้
joo-hee รู้ว่าเขาตาบอด แต่ท้ายสุดความก็มาแตก อีกทั้งเขายังโกหกว่าแต่งงานแล้วทั้งๆ
ที่ยังไม่ได้แต่ง ตราบนั้นความรักคนทั้งคู่ยังรักกันเสมอตราบเท่าชีวิตจะหาไม่
(ดังตอนหนึ่งที่ว่าผู้เสียสละด้วยการโป้ปดหัวใจของตนเองคงต้องเตรียมพร้อมและยอมรับกับความเจ็บปวดที่จะตามสนอง
ซึ่งบางครั้งก็รุนแรงจนสร้างแผลลึกในความทรงจำและไม่อาจหายาวิเศษขนานใดมาสมานได้ชั่วชีวิต)
ส่วนในรุ่นลูกคงไม่ต่างกัน แต่มีความน่าคิดตรงที่เขาทำตามหัวใจสิ่งที่เขาเรียกหาและภักดีกับมันซะยิ่งกว่าสิ่งใด
ในฉากหนึ่งทั้งคู่เดินไปที่พิพิธภัณฑ์กระจกตัดผ่านคนทั้งคู่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าแต่ละคนคิดอะไร
แต่เหมือนสิ่งนั้นไม่ได้สามารถทำได้ง่ายๆ เลย แต่ความรักก็ดั่งนิยาย เพราะหลายคนต่างไขว่คว้ามัน
ฉากของรุ่นลูกจึงเป็นฉากที่สมหวัง ปิดบังความปวดร้าวจากรุ่นพ่อและแม่ที่สะท้อนออกมา
ส่องกระจกวัฒนธรรมเกาหลีสมัยใหม่ที่เห็นความเท่าเทียมกันเพิ่มมากขึ้น นี่ก็เป็นเกร็ดจากหนังเล็กๆ
น้อยๆ ที่ผมเอามาแลกเปลี่ยนครับ แล้วคุณหละรู้สึกอย่างไรกับหนังเรื่อง The
Classic...
|