|
คนจนผู้ทำงาน
(จากบทบรรณาธิการ เรื่อง The Working Poor โดย ศ. ดร. Fred E. Foldvary บรรณาธิการอาวุโส The Progress Report - http://www.progress.org/2004/fold358.htm)
เฮนรี จอร์จเขียนไว้ในหนังสือ Social Problems ค.ศ.1883 ว่า ?ไม่มีเหตุผลในธรรมชาติที่จะมีความยากจน? คนงานถูกทำให้ยากจนโดยสถาบันของมนุษย์เอง มิใช่โดยการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ จุดกำเนิดความยากจนคือการแทรกแซงที่ขัดขวางการทำงานของระบบตลาดเสรี ไม่ใช่การมีประชากรมากเกินไป รัฐบาลคือสถาบันที่มีอำนาจมากที่สุดที่ทำให้ประชาชนยากจน นโยบายของรัฐบาลที่ให้เก็บภาษีจากค่าแรง จำกัดความขยันหมั่นเพียร และผลักไสคนจนออกไปยังชายขอบที่ให้ผลผลิตต่ำ เหล่านี้ทำให้เกิดความยากจนแก่คนจนผู้ทำงาน
ประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งได้ค่าแรงในระดับต่ำสุดที่กำหนดจะหาซื้อได้เพียงสิ่งจำเป็นสำหรับตนเองและสิ่งที่ต้องการขั้นมาตรฐานเพียงไม่กี่อย่าง เช่น เครื่องรับโทรทัศน์ คนจนผู้ทำงานจำนวนมากในประเทศพัฒนาน้อยในลาตินอเมริกา เอเชีย และแอฟริกามีชีวิตอยู่ในระดับพอยังชีพ มีอาหารแทบจะไม่เพียงพอและมียารักษาโรคในระดับต่ำสุด ความยากจนเช่นนี้เกิดจากอะไร?
ความยากจนนั้นโดยมูลฐานก็คือได้ค่าแรงต่ำ ค่าแรงต่ำมีความเกี่ยวข้องกับการไม่มีงานทำ เพราะการมีคนงานที่ว่างงานจำนวนมากออกหางานทำทำให้ค่าแรงลงต่ำ แต่ถึงแม้จะมีการจ้างงานเต็มที่ ค่าแรงของคนจนผู้ทำงานก็อาจจะอยู่ในระดับเพียงพอยังชีพหรือเลวร้ายกว่า ทำไม?
ค่าแรงระดับพื้นฐานคือค่าแรงของคนงานไม่ใช้ฝีมือ ส่วนผู้มีฝีมือและความสามารถพิเศษจะมีรายได้ดีขึ้นจากทุนด้านมนุษย์ (human capital) ของตน ดังนั้น จะเข้าใจถึงความเดือดร้อนของคนจนผู้ทำงานได้ ก็จะต้องเข้าใจเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวกับระดับค่าแรงที่ไม่ใช้ฝีมือ มี ?กฎค่าแรง? (law of wages) ทางเศรษฐศาสตร์ที่บอกว่าระดับค่าแรงขึ้นอยู่กับขอบริมแห่งการผลิตหรือที่ดินชายขอบซึ่งให้ผลผลิตน้อยที่สุด [รายละเอียดมีในหนังสือความยากจนที่ไม่เป็นธรรม หน้า 26-29 ใน www.geocities.com/utopiathai]
ผู้ที่ทำงานบนพื้นที่ซึ่งให้ผลผลิตมากกว่าไม่ได้รับค่าแรงสูงกว่า (เมื่อคิดหักค่าภาษีและค่าครองชีพแล้ว) เพราะถ้าเขาได้รับค่าแรงสูงกว่า คนงานที่ได้รับค่าแรงต่ำก็จะรีบเข้ามาเพื่อจะได้ค่าแรงที่สูงกว่า การเคลื่อนที่ได้ (mobility) ของคนงานก่อให้เกิดการแข่งขันแย่งงาน ซึ่งจะทำให้ค่าแรงทุกแห่งมีแนวโน้มที่จะปรับระดับให้เท่าเทียมกัน เราอาจเห็นว่าตัวเลขค่าแรงในนครใหญ่สูงกว่าในนครเล็ก แต่ถ้าค่าครองชีพในนครใหญ่สูงกว่าด้วย ค่าแรงที่แท้จริงก็เท่ากัน
ดังนั้น ปัญหาคือทำไมค่าแรงที่ขอบริมแห่งการผลิตจึงต่ำนัก? เหตุผลมีอยู่ 3 ประการ เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือขอบริมแห่งการผลิตได้ถูกขยายออกมากเกินไปไปยังชายขอบที่ให้ผลผลิตต่ำกว่าที่ควร ในระบบเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต มูลค่าและค่าเช่าที่ดินจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นนักเก็งกำไรจะซื้อที่ดินโดยหวังว่าจะได้กำไร การเก็งกำไรนี้ถูกขยายด้วยการกู้ยืมซึ่งสามารถกู้ได้เกือบทั้งหมดของเงินลงทุน นักเก็งกำไรจำนวนมากจะไม่พัฒนาที่ดิน โดยคอยให้คนอื่นมาพัฒนาก่อน เพื่อตนจะได้ราคาที่ดินสูงขึ้น
ดังนั้นผู้ที่ต้องการจัดหาอสังหาริมทรัพย์สำหรับการใช้ในปัจจุบันจึงต้องขยายขอบริมแห่งการผลิตออกไปยังที่ดินที่เคยอยู่ในระดับต่ำกว่าขอบริมแห่งการผลิตที่เรียกว่า submarginal land มาก่อน ทำให้ผลิตภาพลดลง ซึ่งก็เป็นเหตุให้ระดับค่าแรงลดลงด้วย ในระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วตัวเลขค่าแรงอาจไม่ลดลง แต่ค่าแรงที่แท้จริงก็ลดลงเพราะค่าเดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับที่ทำงานสูงขึ้นและเสียภาษีมากขึ้นเพื่อการสร้างและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ไปยังชายขอบใหม่ ส่วนในใจกลางนครนั้นค่าโครงสร้างพื้นฐานเฉลี่ยต่อคนต่ำกว่า ดังนั้นค่าเช่าที่ดินจึงสูงขึ้นดูดเอาส่วนต่างไปเสีย เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้นคนงานก็ยากจนลง
เหตุผลประการที่ 2 คือภาษีจากค่าแรง คนจนอาจจ่ายภาษีเงินได้น้อยหรือไม่ต้องจ่ายเลย แต่เขาจะต้องจ่ายค่าประกันสังคม ตลอดจนภาษีการขายหรือภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่ซื้อ รวมถึงภาษีทางอ้อมเช่นอากรสินค้าเข้า ค่าเช่าที่เสียให้แก่เจ้าของที่ดินก็มีส่วนหนึ่งที่จ่ายเป็นภาษีทรัพย์สิน
ประการที่ 3 คนจนผู้ทำงานต้องเสียภาษีด้วยเมื่อกิจการถูกเก็บภาษี นายจ้างต้องจ่ายภาษีประกันสังคม ประกันการว่างงาน ค่าชดเชยแก่คนงาน ฯลฯ นายจ้างยังต้องปฏิบัติตามกฎที่ต้องสิ้นเปลืองเงินทองเกี่ยวกับแรงงานรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการสู้คดี ทั้งหมดนี้ทำให้แรงงานมีต้นทุนสูง นายจ้างจึงใช้วิธีประหยัดจำนวนคนงาน กฎหมายเกี่ยวกับการออกใบอนุญาต ใบอนุญาตที่มีราคาแพง และข้อจำกัดอื่นๆ ก็ทำให้เกิดสิ่งกีดขวางต่อกิจการและการจ้างงาน
ปฏิกิริยาของรัฐบาลคือยิ่งเก็บภาษีสูงขึ้นจากนายจ้าง ในระดับรัฐบาลกลางมีกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำ รัฐบางรัฐก็กำหนดสูงกว่ารัฐบาลกลาง และนครบางแห่งยิ่งกำหนดสูงขึ้นไปอีกสำหรับค่าจ้างตามค่าครองชีพ (living wage) ค่าแรงที่สูงขึ้นนับเป็นต้นทุนสำหรับนายจ้าง ซึ่งมีผลเหมือนภาษี การนี้ทำให้เกิดผลเสีย 2 ประการ ประการแรก ต้นทุนด้านแรงงานที่สูงขึ้นจะทำให้การจ้างงานลดลงไปอีก ประการที่ 2 เมื่อค่าแรงสูงขึ้น คนงานที่มีผลผลิตต่ำสุดจะไม่ได้รับการจ้างให้ทำงาน การว่างงานที่มีมากขึ้นจะทำให้มีค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสูงซึ่งเป็นภาระแก่ผู้เสียภาษี และค่าแรงที่สูงขึ้นก็กลายเป็นภาระแก่ผู้บริโภคในรูปของราคาสินค้าที่แพงขึ้น
เมื่อเราเข้าใจสาเหตุ วิธีแก้ไขก็ปรากฏชัด นั่นคือขจัดการแทรกแซง ประการแรก เลิกภาษีที่เก็บจากแรงงานและเปลี่ยนให้รายได้สาธารณะไปเก็บจากค่าเช่าที่ดิน (ภาษีที่ดิน) คนงานก็จะได้รับค่าแรงเต็มที่โดยค่าแรงสุทธิเพิ่มขึ้น การเก็บภาษีที่ดินมาใช้เพื่อบริการพลเมืองจะทำให้การเก็งกำไรที่ดินหมดไป ขอบริมแห่งการผลิตจะหดกลับเข้ามาหาพื้นที่ซึ่งให้ผลผลิตสูง จะมีการใช้พื้นที่ที่ว่างในนครแทนที่จะขยายนครออกไปอย่างไม่เป็นระเบียบ ต่อมาก็ยกเลิกภาษีทั้งหลายที่เกี่ยวกับการจ้างงาน รวมทั้งการชดเชยให้แก่คนงานและการประกันการว่างงาน เมื่อมีการจ้างงานเต็มที่และค่าแรงไม่ต้องเสียภาษี คนงานจะได้รับค่าแรงเป็นเงินสดเต็มจำนวนแทนผลประโยชน์อื่นๆ และสามารถเลือกทำประกันของตนเองได้
การยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ เช่น การต้องขอใบอนุญาต ตลอดจนการปฏิรูปกฎหมายเพื่อลดคดีความที่มีอยู่มาก จะช่วยเพิ่มการจ้างงานและค่าแรงขึ้นอีก การมีสิทธิเลือกโรงเรียนดีขึ้นก็จะมีส่วนช่วยโดยการเพิ่มทุนด้านมนุษย์ การค้าเสรีที่แท้จริงและการให้รัฐเป็นผู้เก็บค่าเช่า (ภาษี) ที่ดินจะยกค่าแรงขึ้นถึงระดับสูงสุดทางเศรษฐกิจ ในระบบตลาดเสรี ค่าแรงขั้นต่ำตามธรรมชาติจะถูกกำหนดด้วยขอบริมแห่งการผลิต ค่าแรงขั้นต่ำตามธรรมชาติจะสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนดมาก และจะไม่มีคนจนผู้ทำงานอีกต่อไป
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อทุกคนมีส่วนเท่าเทียมกันในค่าเช่าที่ดิน แหล่งกำเนิดใหญ่ของความไม่เท่าเทียมกันในรายได้จะอันตรธานไป ค่าเช่าที่ดินนั้นไม่ว่าจะแจกเป็นเงินปันผลให้แก่ราษฎรทุกคนโดยตรงหรือใช้เป็นรายได้แผ่นดินเพื่อประโยชน์สาธารณะที่เท่าเทียมกันก็ตาม คนจนผู้ทำงานจะมีมาตรฐานการครองชีพดีขึ้นเพราะพวกเขาจะได้ทั้งค่าแรงเต็มที่และส่วนแบ่งเท่าเทียมกันในค่าเช่าที่ดิน
แต่ปัจจุบันในแทบทุกประเทศ กลุ่มอภิชนผู้มั่งคั่งได้สูบเอาส่วนเพิ่มของผลิตภาพที่สูงขึ้นไปโดยการเก็บค่าเช่าที่ดินเป็นของตนเอง ในขณะที่คนงานถูกลงโทษด้วยภาษี โชคไม่ดีที่บรรดานักปฏิรูปผู้คิดว่าตนเองเป็นพวกหัวก้าวหน้าไม่เข้าใจเรื่องนี้ โดยความไม่รู้ พวกเขาก็โทษสาเหตุที่เห็นเพียงผิวตื้นๆ เช่นพวกบริษัทธุรกิจ แล้วก็หาวิธีแก้ที่ตื้นๆ เช่นเดียวกัน เช่น ให้เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ พวกเขามัวแต่ยุ่งอยู่กับการจัดตั้งกลุ่มจนไม่มีเวลาที่จะศึกษาสาเหตุให้ถึงขั้นฐานรากของปัญหา มีอยู่ไม่กี่คนที่กำลังศึกษาความจริงตามแนวของเฮนรี จอร์จ (ภาคไทยมีอยู่ใน www.geocities.com/utopiathai)
|