|
ว่าด้วยการปฏิรูปสื่อ [3] : นักดนตรีกับการ 'ปฏิรูปสื่อ' ภาค 1
|
|
by : โดย เทพชัย หย่อง IP : (203.150.217.113) - เมื่อ : 17/10/2004 10:54 PM |
เนชั่น สุด
ปีที่ 12 ฉบับที่ 567 วันที่ 14 - 20 เม.ย. 2546
นักดนตรีกับการ 'ปฏิรูปสื่อ'
เทพชัย หย่อง
สัปดาห์ก่อนมีโอกาสได้นั่งลงคุยกับนักดนตรีกลุ่มหนึ่ง ถ้าใช้ภาษาในวงการก็ต้องบอกว่า เป็นนักดนตรี 'ไร้สังกัด'
ที่เรียกว่า 'ไร้สังกัด' ก็เพราะนักดนตรีกลุ่มนี้ไม่ได้รับใช้หรือถูกผูกมัดโดยค่ายเทปยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่ปั๊มสิ่งที่อ้างกันว่าเป็น 'ดนตรี' หรือ 'เพลง' ออกมาเป็นม้วนบ้าง เป็นแผ่นบ้างมายัดเยียดให้กับวัยรุ่นไทย
แถมยังไม่มีเส้นสายหรือเงินทองมากพอที่จะไปเหมาเวลาสถานีวิทยุโปรโมตดนตรีของตัวเองเหมือนบรรดาเจ้าของบริษัทเทปใหญ่ๆ ที่ยึดเอาคลื่นวิทยุและจอทีวีไปเป็นเครื่องมือส่งเสริมการขาย กรอกหูชาวบ้านตั้งแต่ตะวันขึ้นจนถึงตะวันตกดินอาทิตย์ละเจ็ดวัน
ความรู้สึกของนักดนตรี 'ไร้สังกัด' สมัยใหม่เหล่านี้ ก็ไม่แตกต่างไปจากความรู้สึกของนักแต่งเพลง หรือนักร้องเพลงไทยสากลที่ทุกวันนี้แทบหาที่ยืนในวงการไม่ได้
ทุกวันนี้จะแต่งเพลงได้ไพเราะ หรือมีความหมายลึกซึ้งแค่ไหน หรือจะร้องเพลงได้สุดทราบซึ้งกินใจแค่ไหน ก็ไม่มีทางสู้แรงโปรโมตของค่ายเทปได้
เพราะฉะนั้น เพลงที่มีเนื้อหาและมีความหมายก็จะได้ฟังเฉพาะในกลุ่มแคบๆ จะเรียกว่าเป็นเพลงของศิลปินอิสระหรือ 'อินดี้' ก็แล้วแต่
แต่ในขณะที่เพลงที่มีแต่ความมันแต่ไร้คุณค่าทางดนตรีอย่างสิ้นเชิงกลับมีเวทีให้อย่างไม่จำกัด ตั้งแต่คลื่นวิทยุระดับประเทศจนถึงระดับท้องถิ่น จอทีวีเกือบทุกช่อง และแผงเทปใกล้บ้านคุณเกือบทุกแผงทั่วประเทศ
น่าสมเพชที่วัยรุ่นบ้านเราทุกวันนี้แทบแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือ 'ดนตรี' และอะไรคือ 'ขยะดนตรี'
ก็ลองคิดดูสิครับ เด็กไทยสมัยใหม่จะเรียนรู้คุณค่าของดนตรีได้จากที่ไหน ถ้าทันทีที่ลืมตาดูโลกก็ได้ยินเสียงของนักร้องจากค่ายของ 'อาเฮีย' หรือ 'อากู๋' กรอกใส่หูเช้าจรดค่ำ
ไม่ต้องพูดถึงความสวยงามของเสียงเพลง หรือคุณค่าของดนตรี เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับนักร้องหรือนักแต่งเพลงของค่ายเทปพวกนี้ ขอเพียงให้นักร้องพอร้องเพลงเป็น มีเครื่องดนตรีประโคมให้พอมีเสียงโครมครามประกอบ ก็ถือว่านี่เป็นดนตรีแล้ว
เปิดกรอกหูคนฟังเช้ายันเย็นวันละสักห้าสิบรอบทางคลื่นวิทยุสักห้าสิบคลื่น เพลงจะห่วยหรือไม่ได้เรื่องแค่ไหน มันก็จะเพราะไปเอง จนวัยรุ่นต้องรีบแจ้นไปที่แผงเทปหาซื้อเก็บใส่กระเป๋าไว้ไม่ให้น้อยหน้าเพื่อน
ดนตรีได้กลายเป็นธุรกิจพันล้านที่ไม่มีที่ว่างสำหรับศิลปินที่มีความคิดหรือศิลปินที่แคร์ต่อคุณค่าทางดนตรี
ถ้าคุณแต่งเพลงหรือร้องเพลงให้สะใจวัยรุ่นไม่ได้ ก็อย่าได้คิดเลยที่จะเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจนี้
แม้แต่คลื่นวิทยุก็ไม่มีช่องว่างให้ เพราะเกือบทุกคลื่นถูกบรรดาค่ายเทป หรือนายหน้าค้าคลื่นความถี่เหมาเอาไปหมดแล้ว
นักดนตรีไร้สังกัดทั้งหลายก็อย่าได้หวังที่จะได้ยินเพลงของตัวเองตามคลื่นความถี่เหล่านี้เลย
ถ้าจะบอกว่านี่เป็นตัวอย่างของการผูกขาดคลื่นความถี่โดยกลุ่มนายหน้าหรือกลุ่มนายทุนก็คงไม่ผิด
คนที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่เป็นเพียงแค่นักดนตรี 'ไร้สังกัดเท่านั้น' แต่รวมถึงนักจัดรายการทั่วประเทศที่มีความตั้งใจจะทำรายการดีๆ มีสาระ
นอกจากต้องถูกแรงกดดันจากกรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยราชการทั้งหลายที่เป็นเจ้าของคลื่นแล้ว ยังต้องถูกกลุ่มค่ายเทปแย่งเวลาหรือแย่งคลื่นวิทยุไปอีก
คลื่นวิทยุที่ควรจะเป็นช่องทางสำหรับการให้ความรู้ หรือข่าวสารที่มีประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ทุกวันนี้กลับกลายเป็นเครื่องมือทำมาหากินของทั้งหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่เป็นเจ้าของและบรรดาค่ายเทปเพลง
นักดนตรี 'ไร้สังกัด' ที่คุยด้วยวันนั้น และนักจัดรายการวิทยุต่างจังหวัดหลายกลุ่มที่เคยแลกเปลี่ยนความเห็นด้วย รู้สึกเจ็บปวดกับความไม่เป็นธรรมในการใช้คลื่นความถี่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่ก็จนด้วยปัญญาที่จะสู้กับนายทุนที่มีทั้งเงินและเส้นสาย
แต่การจะนั่งบ่น หรือคร่ำครวญเกี่ยวกับโชคชะตาโดยไม่ทำอะไรเลย ก็คงไม่ช่วยแก้ปัญหา
ไม่ว่าจะเป็นนักแต่งเพลงหรือนักดนตรี หรือนักจัดรายการทั้งหลาย จำเป็นต้องร่วมใจกันต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการใช้คลื่นความถี่
การปฏิรูปสื่อซึ่งเป็นประเด็นของการถกเถียงกันมาหลายปี เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะสร้างเป็นความธรรมในการใช้คลื่นความถี่ เป็นโอกาสที่จะทำลายการผูกขาดและทำให้คลื่นวิทยุและโทรทัศน์เป็นช่องทางในการให้ความรู้และสาระแก่คนในสังคมไทย
และยังจะเป็นช่องทางนำรายการบันเทิงที่มีคุณค่า (ที่ไม่ถูกกำหนดโดยค่ายเทปหรือค่ายละครที่มุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจ) สู่ผู้ฟังและผู้ชม
(ฉบับหน้าผมขอขยายความในเรื่องนี้ต่อ โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า การปฏิรูปสื่อไม่ใช่เป็นเรื่องของการทะเลาะกันระหว่างเจ้าของค่ายเทปค่ายละครกับเอ็นจีโอและคนข่าวเท่านั้น)
|