เรื่อง'ของโลกทัศน์ : ทำไม Conservative กับ Socialismมองโลกต่างกัน?

by : d r e a m
IP : (203.150.217.113) - เมื่อ : 16/10/2004 03:08 PM



อย่าลืมว่ามีโลกอยู่สามโลก คือ โลกของฉัน โลกของเธอ และโลกของเรา





เรื่องของโลกทัศน์ : ทำไม Conservative กับ Socialismมองโลกต่างกัน?
d r e a m


ประเด็นคือ ผมคิดว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจมากกว่า ทำไม เสรีนิยมกับสังคมนิยม มองโลกต่างกันเพราะอะไรหรือ

ถ้าถามให้เจาะจงขึ้นไปอีก อะไรเป็น กระบวนการในการสร้าง "ข้ออ้างอิง" หรือ reference ของ คนที่มีแนวคิดแบบนี้

อะไรเป็น"กรอบความคิด" วิธีการประมวลข้อมูล (หรือ กระบวนการทางควงามคิด approch ปรากฎการณ์ต่างๆ) หรือ "โลกทัศน์" แบบ ที่ต่างกันออกไป



อย่างนึงที่สำคัญในการพิจารณาเรื่องนี้ คือ
ทำไมสำหรับบางคน โลกมันง่ายนัก โลกมันเป็นสีดำหรือขาว ได้อย่างนั้นจริงหรือ

ถ้าอย่างนั้น โลกนี้คงไม่มีปัญหาอะไรแล้วมั้ง
(แน่นอนพวกนี้จะบอกว่าเพราะคนมันไม่มีคุณสมบัติอย่างนี้นอย่างนี้ หรือพูดง่ายๆ ถ้าจะสรุปก็คือ ก็คือ ต้องบังคับให้คนเป้นอย่างเค้าหรือทำตามมาตรฐานของเค้า นั่นหละ )



# [ประเด็นแรก :โลกทัศน์ ___ เอาตัวเองเป็นหลัก หรือเอาความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นหลัก ]


เราจะมามุ่งไปที่ พวก ที่เรียกว่า คอนเซอร์เวทีพ หรือ อนุรักษ์นิยมกันก่อน



เอาล่ะ คือ ผมคิดว่า สิ่งที่ สร้าง ความแตกต่างที่ชัดๆระหว่าง conservatist กับพวก ซ้าย ทั้งหลาย

คือ วิธีการ มองปัญหา ที่ Individual - centered กับ Structural-centerd

พวกที่ใช้ individual approch ในการดีลกับปัญหา หรือ สร้างกรอบในการมองจากความ เชื่อว่า มันเป็นเรื่องของปัจเจก ก็มักจะพยายามแก้ที่ตัวคน หรือให้น้ำหนักไปที่การแก้หรือเปลี่ยนแปลง"ตัวบุคคล" [ note: ในเวบนี้ก็มี สังเกตเวลามีปัญหานี่ หลายคนมักจะเรียกร้องให้ คนนั้นเปลี่ยนคนนี้เปลี่ยน แทนที่จะแก้ด้วยวิธีอื่น เช่น หาคนมาเพิ่ม หรือ contribute เนิ้อหาเข้ามาเอง เพื่อเปลี่ยน หรือถ่วงน้ำหนักของเนื้อหาทั้งหมด เหอๆๆ ]


ประเด็นที่คอนเฟิร์ม ความเชื่อของ คอนเซอเวทีพ คือ ในเชิง pratical หรือ How to ทั้งหลาย นี่ คือ

"คนที่ยอมรับระบบแล้วพยายาม ปรับตัวให้เข้าระบบ ก็จะ ประสบความสำเร็จในระบบเดิมๆกว่า และจากประสบการณ์นั้นก็สร้างความเชื่อขึ้นมาว่าทัศนคติที่ตังเองใช้น่ะมันถูกแล้ว คนอื่นถ้าคิดตาม ทำตามตัวเองก็ จะทำได้เหมือนๆกับตัวเอง

ซึ่งการยอมรับระบบ หรือ อีกนัยหนึ่ง เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ( to be a conservatist ) ก็คือ การ เปลี่ยน ความเชื่อของตัวเองให้ เข้ากันได้กับระบบ คือ "ไม่เปลี่ยนระบบ"(not abou to reform,revolute)ด้วยสารพัดเหตุผล เพราะมันยาก ฯลฯ แต่ปรับตัวเองให้เป็น"ผู้เล่นคนนึง"ในระบบ[ที่พวก Left ทั้งหลาย บอกว่า "ไม่ยุติธรรม]"

และสิ่งนึงที่อาจจะเพิ่ม พลัง ในการตัดสินใจของปัจเจก คือ การ สร้าง ข้อ อ้างอิง แบบเด็ดขาด[ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผลก็ได้]
หรือ บังคับตัวเอง โดยมี "ความเชื่อหลัก" บางอย่าง[ซึ่งอาจจะให้พลังกับตัวผู้คิด แต่เป็นสิ่งที่มีปัญหา หรือไม่เหตุเป็นผล ในการใช้อธิบายอะไรบางอย่างหรือใช้อ้างอิงสิ่งที่กว้างกว่าประสบการณ์ตัวเอง]เป็นแกน
ในการ ทำความเข้าใจโลก

ความเชื่อพวกนี้ มันสร้าง พลัง สำหรับปัจเจกได้จริง แน่นอน

คือ คุณอาจจะสร้างเรื่องโกหก หรือ นิยาย ขึ้นมาก็ยังได้ สำหรับเป็น แกนทางความคิด
และมันก็สามารถเป็นสิ่งที่มีพลัง ทางความคิด สำหรับปัจเจก ในการดำเนินกิจกรรม ทางเศรษฐกิจหรือสังคมได้ และในหลายๆกรณีมันก็ถูกใช้เพื่อ ไกล่เกลี่ย สร้างความรู้สึกยอมรับระบบเดิมไปด้วย


เอาล่ะ ! ในขณะที่คนส่วนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในระบบ คิดอย่างนี้
แต่คนอีกส่วนหนึ่ง ที่อาจจะเป็นส่วนใหญ่ "ที่ไม่ได้คิดอย่างนั้น"หรือแม้แต่ว่า อาจจะคิด แต่ไม่มีความตั้งใจอย่าแรง หรือมี ปัจจัยความพร้อมเท่ากับคนพวกนั้น ก็จะไปไม่ถึงจุดที่สามารถเป็นผู้ชนะในระบบจนมามีเสียงได้ [โน้ท : ซึ่งก็อาจมี memes ทางศาสนา ซัพพอร์ท ประมาณว่า " วาสนาเรามันไม่ถึง"]

เพราะฉะนั้นคนที่ได้พูดได้เขียน หรือ เป็นต้นแบบ หรือมีอำนาจ คือคนที่ประสบความสำเร็จส่วนน้อย ซึ่งก็เป็นคนที่มีอิทธิพลทางความคิด ต่อสังคมในทางเศรษฐกิจ และ ความคิด ต่อไป
[โน้ท : ตัวอย่างนึงคือ ถ้าจำไม่ผิด สถิติ โครงการส่งเสริม SME ของไทย มีคนประสบความสำเร็จประมาณ 20 % ส่วนอีก 80 % ล้มเหลว ]

ซึ่งคนกลุ่มนี้ ในที่สุด ก็มาเป็นคนที่มีอิทธิพล ทั้งทางความคิดต่อสังคม และในทางเศรษฐกิจ และ ความคิด ต่อไป หรือถ้าจะพูดให้ตรงกับลักษณะของประเทศนี้ ก็คือ มาเป็น player หลักใน ระบบอุปถัมภ์ในประเทศนี้


คือ อีกนัยหนึ่ง ด้วยความเชื่อที่ว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องของพฤติกรรมของปัจเจก โดยไม่เกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่าง "ปัจเจกกับสังคม" หรือ อิทธิพลจากสังคม ที่มีต่อปัจเจก เพราะฉะนั้นพวกนี้ ก็จะมุ่งไปในการ ปรับเปลี่ยน ความคิด ของคน"อื่น" มากกว่า การที่จะ พยายาม เปลี่ยน โครงสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างคนโดยการเปลี่ยน กฎ หรือ การเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ ที่มุ่งไปยังความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างคนหมู๋มาก หรือ แบบอื่นๆ ที่ไม่ได้เน้นไปในด้าน ของการ บังคับ ตัวบุคคล หรือ ใช้ มุมมอง แบบ individual approch ในการแก้ปัญหา

แต่ปัญหาคือ แทนที่จำกัดมันเอาไว้ เฉพาะ ในโลกทางความคิดหรือ ในการจัดการชีวิตส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่
หลายคนเอาวิธีความเคยชินแบบนี้ ไปใช้เป็น แม่แบบ ในการพยายาม อธิบาย สังคมและสร้างโมเดลสำหรับการ จัดการสังคมด้วย คือเอา กรอบที่ใช้ได้สำหรับ ความสัมพันธ์ในขอบเขตเล็กที่ไม่ซับซ้อนของตัวเอง ไปใช้อธิบายความสัมพันธ์ทางสังคม ที่ซับซ้อนกว่า (ซึ่ง -ในความเห็นส่วนตัว มัน irrelevent และ "บ้ามาก")

มีข้อสังเกตอย่างนึงคือในระดับปรากฎการณ์ คำพูดติดปาก ของพวก conservative อย่างนึงคือ มันต้องแก้ที่คนนี่ พวกที่ชอบพูดอย่างนี้ หรือ คล้ายๆอย่างนี้ ไม่มีใคร ที่สามารถ อธิบายความสัมพันธ์ระดับที่กว้างเกินไปจากประสบการณ์ตัวเอง
พวกนี้มักจะให้ ข้อมูลอ้างอิงจาก ประสบการณ์จริงของตัวเองแล้ว "เหมา"ว่า ทั้งโลกเป็นอย่างนี้นด้วย ซึ่งคุณจะเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้มากมาย ทางเน็ท ทางวิทยุ ทางงงงงง..... ฯลฯ


To be continue...






สมัครสมาชิก เพื่อตอบกระทู้ :
Click to Apply!
User: Password:
 Search Word:


ทีมงาน ThaiNGO - มูลนิธิกองทุนไทย
2044/23 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. 10310
โทรศัพท์ 02-3144112-3, 02-3183959 โทรสาร 02-7181850
www.ThaiNGO.org