|
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 21-22 กันยายน 2520 ที่นราธิวาสและยะลา หรือ เมื่อ ?ฟ้าหญิง?
|
|
by : สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล IP : (210.246.74.252) - เมื่อ : 12/08/2004 03:00 PM |
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 21-22 กันยายน 2520 ที่นราธิวาสและยะลา หรือ เมื่อ ?ฟ้าหญิง? 2 พระองค์ ทรงร้องเพลง ?เราสู้? และ ในหลวง ทรงมีพระราชดำรัสถึงเพลง ?เราสู้?
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
หมายเหตุ: ข้างล่างนี้ เป็น ?ข้อมูลดิบ? หรือ ?เอกสารชั้นต้น? 3 ชิ้น ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21-22 กันยายน 2520 ที่นราธิวาสและยะลา (คือ ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนครบรอบ 1 ปี 6 ตุลา หรือประมาณ 1 เดือนก่อนการรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520) ความสำคัญและความน่าสนใจของเหตุการณ์นั้น สามารถเห็นได้ชัดเพียงจากการอ่านเอกสารชั้นต้นเหล่านี้ โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม หากสนใจต้องการ การอธิบายหรือวิเคราะห์เพิ่มเติม มีงานที่กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวชิ้นหนึ่ง คือ งานวิจัยของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เรื่อง ?ความรุนแรงกับการจัดการ ?ความจริง? : ปัตตานีในรอบกึ่งศตวรรษ? (เหตุการณ์นี้อยู่ในบทหนึ่งของงานวิจัยนั้น ซึ่งกำลังจะตีพิมพ์เป็นเล่ม เข้าใจว่า โดยศิลปวัฒนธรรม?) ขณะเดียวกัน ผมเองกำลังอยู่ระหว่างการเขียนบทความชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ 21-22 กันยายน 2520 โดยให้ชื่อยาวๆ ตามชื่อข้างบนนี้ บทความนี้จะเป็นบทความชิ้นที่ 3 ที่ผมเขียนเกี่ยวกับเพลง ?เราสู้? (ทำให้กลายเป็น ?ไตรภาค? หรือ Trilogy ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ) แน่นอน คงไม่จำเป็นต้องบอกว่า แง่มุมความสนใจต่อเหตุการณ์ 21-22 กันยายน 2520 ของผมกับของ ดร.ชัยวัฒน์ ย่อมแตกต่างกัน
อนึ่ง เกี่ยวกับเพลง ?เราสู้? นั้น งานตีพิมพ์ล่าสุดที่ผมเห็น (ณรงค์ชัย ปิฎกรัชต์ [รองศาสตราจารย์ วิทยาลัยดุริยางศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร], ?อัครศิลปิน: พระอัจฉริยภาพทางดนตรีและพระราชกรณียกิจด้านดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช?, Resound Magazine, Vol. 5, หน้า 44 ขอขอบคุณ ?คุณย้ง? อย่างสูง ที่กรุณาอนุเคราะห์ให้นิตยสารเล่มนี้ ซึ่งมีแถมแผ่นซีดีบันทึกเพลงสรรเสริญพระบารมีปีพ.ศ. 2450 สมัยรัชกาลที่ 5) ก็ยังคงกล่าวอย่างผิดๆว่า ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในปี 2516
เอกสารชั้นต้น 3 ชิ้น ที่ขอนำเสนอ มีดังนี้
(หลังจากนำเสนอ ?เอกสารชั้นต้น? 3 ชิ้นแล้ว ในตอนท้ายสุด ผมจะพูดถึง ?พระราชดำรัส ?เราสู้? ปี 2518? เพิ่มเติมเล็กน้อย ในทำนอง ?ปัจฉิมลิขิต? ของบทความ ?เราสู้? ของผม)
ชิ้นที่ 1 รายงานข่าว จากหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 23 กันยายน 2520
[พาดหัวตัวโต]
ตร.ขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าจราจร
ชนรถพระที่นั่ง
ไฟไหม้ทั้งคัน
[พาดหัวตัวรอง]
รถพระที่นั่งเสียหายเล็กน้อย
ต่อมาเกิดเสียงระเบิดดังขึ้น
ขณะพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้าน
[ต่อไปนี้เป็นตัวรายงานข่าว]
ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อน 3 ไม่ฟังคำสั่งจราจร พุ่งชนรถยนต์พระที่นั่งขณะเสด็จฯกลับจากเยี่ยมราษฎร มอเตอร์ไซค์ไฟลุกไหม้ ตำรวจกับเพื่อนบาดเจ็บ รถพระที่นั่งเสียหายเล็กน้อย แล้วเกิดเสียงระเบิดในระหว่างพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้านในเวลาต่อมา ทางจังหวัดมีความเห็น ผู้กระทำไม่ประสงค์ให้เกิดความเสียหาย ต้องการสร้างข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 22 กันยายนนี้ กรมตำรวจได้ออกแถลงการณ์เรื่อง จักรยานยนต์ชนรถพระที่นั่ง ที่จังหวัดนราธิวาส ความว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2520 เวลาประมาณ 20.00 น. ขณะที่ขบวนรถพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล่นกลับจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราษฎรที่จังหวัดปัตตานี จะกลับยังพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ตามถนนปัตตานี-นราธิวาส (ถนนสุริยะประดิษฐ์) เมื่อรถพระที่นั่ง ผ่านทางแยกกองร้อยหน่วยปฏิบัติการพิเศษ จังหวัดนราธิวาส ได้มีจักรยานยนต์ ซึ่งมีพลตำรวจอำนวย เพชรสังข์ สังกัดหน่วยปฏิบัติการพิเศษ จังหวัดนราธิวาสเป็นผู้ขับขี่ นายวิชัย นวลละออง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล จังหวัดนราธิวาส กับพลตำรวจ ไพริน สวัสดิ์รักษา สังกัดกองกำกับการตำรวจชายแดนที่ 5 อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส นั่งซ้อนท้าย ไม่ฟังคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ทางแยก ซึ่งได้ปิดการจราจรที่ทางแยกนั้นไว้แล้ว
รถจักรยานยนต์ได้แล่นเข้าชนรถพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่บังโคลนหน้าด้านซ้ายเหนือโคมไฟ เสียหายเล็กน้อย ส่วนรถจักรยานยนต์คันนั้นได้ล้มลงและเกิดเพลิงลุกไหม้ ผู้ขับขี่และผู้ที่นั่งซ้อนท้ายได้รับบาดเจ็บ ขบวนเสด็จพระราชดำเนินได้หยุดลง เพื่อทำการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ช่วยดับเพลิงที่กำลังลุกไหม้รถจักรยานยนต์ และได้นำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล จากนั้นขบวนเสด็จพระราชดำเนินได้เคลื่อนต่อไป ยังพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ กรมตำรวจได้สั่งการให้พลตำรวจโท เทพ ศุภสนิท ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายกิจการพิเศษ ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบในการถวายการอารักขา อยู่ที่จังหวัดนราธิวาส ดำเนินการสอบสวนหาข้อบกพร่อง ป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ ต่อไปโดยด่วนที่สุดแล้ว . . . .
ต่อมา สำนักงานแถลงข่าวของรัฐบาล ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2520 ว่า วันนี้เมื่อเวลา 16.00 น.เศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปที่บริเวณสนามโรงพิธีช้างเผือก จังหวัดยะลา เพื่อพระราชทานรางวัลครูปอเนาะ และพระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน ในระหว่างพระราชพิธีดังกล่าว ได้เกิดเสียงจากวัตถุระเบิดทำเองขึ้น ห่างจากบริเวณประกอบพระราชพิธี ทำให้มีบาดเจ็บเล็กน้อย แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรบประกอบพระราชพิธีต่อไปจนเสร็จ และหลังจากนั้น ได้ทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จในบริเวณพิธี จนได้เวลาอันสมควร จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ
ทางจังหวัดยะลามีความเห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ผู้กระทำการไม่ประสงค์จะให้เกิดความเสียหายมาก แต่ต้องการเพียงเพื่อสร้างข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ และเพื่อให้ข่าวแพร่ไปในต่างประเทศเท่านั้น
ชิ้นที่ 2 รายงานข่าวจาก เดลินิวส์ฉบับวันที่ 24 กันยายน 2520
[ในหน้า 1 เดลินิวส์ ได้ตีพิมพ์ข้อความต่อไปนี้ ?ขอพระราชทานอภัย ตามที่ นสพ.เดลินิวส์ฉบับประจำวันที่ 23 กันยายน 2520 พาดหัวข่าวว่า ?ตร.ขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าจราจร ชนรถพระที่นั่ง ไฟไหม้ทั้งคัน? นั้น ข้อความดังกล่าว อาจทำให้บังเกิดความสับสน และกระทบกระเทือนถึงเบื้องพระยุคลบาทได้นั้น ข้าพระพุทธเจ้า ชาวคณะ นสพ.เดลินิวส์ ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ขอพระราชทานอภัยโทษ ในการกระทำอันมิบังควรนี้ การจะควรประการใด สุดแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า กองบรรณาธิการ นสพ.เดลินิวส์? ขณะเดียวกัน ในหน้าเดียวกัน เดลินิวส์ ได้ตีพิมพ์รายงานข่าวเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้นที่ยะลา เป็นเพียงคอลัมภ์เล็กๆ ไม่มีพาดหัวใหญ่ มีเพียงพาดหัวรอง ว่า ?ในหลวงทรงชมเชย ลส.ชบ.? และมีเนื้อหาของข่าว ดังนี้]
ในหลวงทรงชมเชย ลส.ชบ.
ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสถึงพสกนิกรที่อยู่ในเหตุการณ์ที่จังหวัดยะลา ขอให้ทุกคนมีจิตใจเข้มแข็งไม่ตื่นเต้นต่อสถานการณ์ เปิดหูเปิดตาให้ดี ก็สามารถขจัดอันตรายเหล่านั้นได้ คนไทยไม่ว่าอยู่ภาคไหนมีจิตใจอย่างเดียวกัน คือรักษาความสงบ ใครก่อความไม่สงบเราก็ต้องป้องกัน และทรงชมเชยลูกเสือชาวบ้าน ที่ปฏิบัติตนได้อย่างดีตามที่ฝึกไว้ ขอให้ทุกคนมีความเข้มแข็ง ปลอดภัย และมีความสำเร็จทุกประการ . . . . [ตัวบทเต็มของพระราชดำรัสนี้ ซึ่งทรงพระราชทานไม่กี่นาทีหลังการระเบิด ภายหลังได้รับการตีพิมพ์รวมอยู่ในหนังสือ ประมวลพระราชดำรัส สำหรับปีนั้น โดยอยู่ในหน้า 224-225]
เมื่อจบคำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ซึ่งประทับอยู่ในโรงพิธี ทรงร้องเพลง ?เราสู้? นำ จากนั้น เสียงเพลง ?เราสู้? ก็กระหึ่มขึ้นมาจากเสียงของประชาชน ลูกเสือชาวบ้าน ทหาร ตำรวจ ทุกคนสงบนิ่งร้องเพลง ด้วยความตั้งใจ ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อจบจากเพลง ?เราสู้? เสียงเพลง ?ศึกบางระจัน? ก็ติดตามมาอีกอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ฟ้าหญิงทั้งสองพระองค์ เสด็จลงจากโรงพิธีทรงเยี่ยมเยียนพสกนิกรที่เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปทรงเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลจังหวัดยะลา เมื่อเวลา 18.55 น. ทรงเยี่ยมเยียนผู้บาดเจ็บ ที่รับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลดังกล่าว และทรงมีพระราชปฏิสันถานกับนายแพทย์ไพบูลย์ เวชสาน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นเวลานานพอสมควร ก่อนที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับที่ประทับ
ชิ้นที่ 3 ทรงมีพระราชดำรัสถึงเหตุการณ์ที่ยะลา และเพลง ?เราสู้?
[เหตุการณ์ที่ยะลา เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2520 ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องตามมาบางเหตุการณ์ เช่น การประท้วงรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ซึ่งเป็น ?รัฐบาลพระราชทาน? ของกลุ่มกระทิงแดง และการจับผู้ต้องหามุสลิมจำนวนหนึ่ง ข้อหาเป็นผู้ลอบวางระเบิด เหตุการณ์เหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ?วิกฤติ? (หรือ ?ข้ออ้าง?) ที่นำไปสู่การรัฐประหารล้มรัฐบาลธานินทร์เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 แต่มีเหตุการณ์เล็กๆ (หรือเรียกในภาษา นสพ.ว่า ?ควันหลง?) ตามมาอย่างหนึ่งที่ไม่ได้เป็นข่าวรู้กันทั่วไป คือ นายอารมย์ รัตนพันธุ์ ครูช่วยราชการส่วนการศึกษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา ซึ่งเป็น ?วิทยากรลูกเสือชาวบ้าน? ที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ยะลา ได้แสดงความสามารถในการ ?คุมม็อบ? ในนาทีที่เกิดการระเบิดขึ้น ทำให้ลูกเสือชาวบ้านที่อยู่ในที่นั้น อยู่ในความสงบ จึงได้รับการยกย่องเบิกตัวเข้าเฝ้า เพื่อรับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ที่ศาลาดุสิตาลัย เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2520 ในโอกาสนี้ ในหลวงได้ทรงมีพระราชดำรัส ถึงเหตุการณ์ที่ยะลา โรงเรียนปอเนาะ ลูกเสือชาวบ้าน และ เพลง ?เราสู้? นับเป็นพระราชดำรัสที่น่าสนใจครั้งหนึ่ง (ตามที่ผมทราบ ไม่เคยทรงมีพระราชดำรัสถึงเหตุการณ์ที่นราธิวาส ที่มอเตอร์ไซค์ชนรถพระที่นั่ง) ผมขอคัดบางส่วนของพระราชดำรัสดังกล่าว มาให้ดู ดังนี้]
พระราชดำรัส
ก่อนอื่นขอแสดงความยินดี ต่อครูอารมย์ รัตนพันธุ์ ที่สามารถมารถมารับเหรียญรัตนาภรณ์ ต่อหน้าพี่น้องลูกเสือชาวบ้านจำนวนหลายร้อยคนในวันนี้ และขอเพิ่มเติมพฤติการณ์ต่างๆที่ได้เกิดขึ้นเป็นลำดับในวันนั้น ที่ยะลา
ตอนแรก ได้มีพิธีมอบรางวัลแก่โรงเรียนราษฎร์สอนศาสนา ซึ่งถือกันว่าเป็นพิธีการที่ทำประจำปี สำหรับให้รางวัลแก่โรงเรียนที่ปฏิบัติที่ทำการสอนดีที่ทางกระทรวงศึกษาได้สนับสนุน คือ สอนความรู้ต่างๆแก่นักเรียน ไม่เฉพาะแต่เป็นการสอนศาสนา ภาคใต้นี้ มีโรงเรียนที่เรียกว่าปอเนาะหลายแห่ง และทางกระทรวงศึกษาได้สนับสนุนให้โรงเรียนเหล่านั้นสามารถสอนกุลบุตรให้มีความรู้ทางวิชาการต่างๆ นอกเหนือจากความรู้ทางศาสนาซึ่งก็ไม่ได้หยุดการสอนทางศาสนา ก็ปฏิบัติมาหลายปีแล้วที่ให้รางวัลแก่โรงเรียนสอนศาสนาเหล่านี้ ที่ได้ร่วมมือและช่วยสอนวิชาต่างๆให้แก่นักเรียนเป็นผลดี ทำให้นักเรียนที่เข้าโรงเรียนเหล่านั้นมีความรู้ทั้งศาสนา ทั้งวิชาการทั่วๆไป สามารถที่จะได้มีความรู้ที่จะต่อสู้ในชีวิตต่อไปได้ นอกจากนั้น ต่อไป ก็มีพิธีเกี่ยวข้องกับการมอบเข็มแก่กรรมการอิสลาม ซึ่งเป็นประเพณีว่า ผู้ที่ปฏิบัติในฐานะเป็นหัวหน้าของชาวอิสลามก็ได้รับเข็มเพื่อเป็นเครื่องหมาย เพราะว่าบุคคลเหล่านี้ได้ช่วยปฏิบัติการในการร่วมมือ และทำให้ประชาชนสามารถที่จะติดต่อกับทางราชการอย่างสะดวก รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติทางศาสนาที่ถูกต้อง เพราะถือว่าการปฏิบัติทางศาสนาไม่ว่าศาสนาใด ในที่นี้ ก็เป็นศาสนาอิสลาม ถ้าปฏิบัติดี ชอบ ตามกฏเกณฑ์ มีศีลมีธรม ก็นับว่าทำให้เป็นคนดี ทำให้เป็นคนเข้มแข็ง ทำให้เป็นคนที่รู้จักอยู่ร่วมกันโดยสงบ และมีความตั้งใจที่จะช่วยกันสร้างความเจริญ
งานที่สามในวันนั้น ก็คืองานมอบธงประจำรุ่นของลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งท่านทั้งหลายที่เป็นลูกเสือชาวบ้านก็ทราบดีว่า ทำกันอย่างไร มีการมอบธงตามปกติ เสร็จแล้วก็มีการปฏิญาณตนตามความมุ่งหมายของลูกเสือชาวบ้านที่จะทำประโยชน์ ความสำคัญของลูกเสือชาวบ้านคือการกระทำตนให้มีประโยชน์แก่ส่วนรวม เพื่อความสงบสุข เพื่อความสามัคคี ปรองดอง เข้าใจกันดี ก็เกิดความก้าวหน้า ความปลอดภัยได้แน่นอน หลังจากมอบธงแล้ว เป็นธงที่ 9 ผู้ที่ถือธงก็กำลังกลับไปเข้าที่ ก็เกิดเสียงระเบิดขึ้นมา เสียงระเบิดนั้น ในจิตใจของคนไม่ได้เห็นระเบิดก็เกิดการฉงนขึ้นมา ตอนแรกก็นึกว่าเป็นการจุดพลุ เพราะว่าบางทีก็นึกว่าถือว่า อาจจะถือว่า การได้รับมอบแล้ว เสร็จสรรพเรียบร้อย ก็ถือว่าต้องมีการยิงสลุด ในที่นี้ก็อาจถือว่าเป็นการยิงพลุ ซึ่งที่ว่าฉงนก็เพราะว่าไม่มีอยู่ในกำหนดการ แต่ต่อมาไม่ช้าไม่นานก็เห็นคนที่อยู่ทางซ้ายมือ วิ่งจากปะรำที่เป็นที่เยี่ยมราษฎร ซึ่งเต็มไปด้วยคนนับแล้วเป็นคนหลายหมื่นคน ก็วิ่งมาถึงกลางสนามหลังแถวของลูกเสือชาวบ้านที่ตั้งอยู่ นอกจาก 9 รุ่นนั้น ก็มีรุ่นพี่อีกประมาณ 20 รุ่น ทั้งหมด ก็เห็นคนที่วิ่งมาแล้วมานอนราบ ก็เห็นว่ามีอะไรผิดปกติแน่นอน และผู้ที่อยู่ทางปะรำทางซ้ายมือของเรานี้ ก็ลงหมอบเหมือนกัน ในเวลานั้น ทำให้ทุกคนก็คงต้องตระหนกตกใจอยู่ไม่มากก็น้อย ทำให้งานชงักไปสักครู่หนึ่ง แต่นายอารมย์ รัตนพันธุ์ ในฐานะวิทยากรก็ได้สั่งทางไมโครโฟนให้ตรง และให้แสดงรหัส ลูกเสือในแถวที่เริ่มจะอลเวงเล็กน้อย ต้องบอกความจริงว่าไม่ใช่ว่าลูกเสือชาวบ้านอยู่โดยไม่ได้ตกใจ ก็ตกใจเหมือนกัน แต่โดยที่มีคำสั่งให้ยืนตรง และให้แสดงรหัส ทำสัตย์ปฏิญาณ แถวนั้นก็ตรง และเข้าระเบียบขึ้นโดยทันใด และการเปล่งเสียงปฏิญาณตนก็หนักแน่นเป็นพิเศษ ทำให้จิตใจของลูกเสือชาวบ้านทุกคนมีความกล้า มีความมั่นใจ ฉะนั้น ข้อนี้เป็นข้อสำคัญ เพราะว่าไม่ได้เสียเวลา ปฏิบัติตามสิ่งที่ควรปฏิบัติ ตามที่สมควรที่จะปฏิบัติ และให้ผล หลังจากปฏิญาณตนก็ได้มีการร้องเพลงให้จิตใจเข้มแข็ง และไม่ใช่เพื่อปลุกใจเท่านั้นเอง แต่เพื่อที่จะให้เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจรวมทั้งเจ้าหน้าที่ลูกเสือชาวบ้านอื่นๆ ออกไปปฏิบัติการไปช่วยให้ประชาชนที่กำลังแตกตื่นกลับคืนไปสู่ที่ ทหารออกไปทันที ไปตรวจดูที่เกิดระเบิด ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็ได้นำผู้ป่วยบาดเจ็บจำนวนหลายสิบคนไปโรงพยาบาลโดยเร็ว เข้าใจว่า การปฏิบัติโดยฉับพลันโดยเร็ว และตั้งใจจริง ทำให้ผู้ที่บาดเจ็บสาหัสที่สุดไม่เสียชีวิต หลังจากที่ร้องเพลงแล้ว ก็มีเวลาให้เจ้าหน้าที่ที่จะทำความเรียบร้อยขึ้นปลอบใจประชาชน ความจริง ประชาชนทั้งหลายนั้นเขาแตกตื่นเป็นธรรมดา แต่เมื่อเขาเห็นลูกเสือชาวบ้านและเจ้าหน้าที่เข้มแข็ง ก็ทำให้มีความไว้วางใจ และมีความสงบขึ้น
ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าก็ได้พูดกับลูกเสือชาวบ้านในทำนองว่า พวกเราได้ฝึกมาดี . . . วันนั้นได้บอกกับลูกเสือชาวบ้านที่อยู่ในที่นั้นว่า วันนี้เราเจอของจริง ไม่ใช่ของเล่นๆ ไม่ใช่การฝึก โดยมากเขาว่ากัน ลูกเสือชาวบ้านชอบเล่น ขี้เล่น เอะอะก็รำวง เอะอะก็มีการแสดง ล้อกันไปล้อกันมา วันนี้เป็นของจริง คือมีเหตุการณ์ แต่เหตุการณ์นั้นเราต้องพิจารณาให้ดี พิจารณาโดยเฉียบพลัน ไม่ใช่โอ้เอ้ๆ ต้องพิจารณาว่า เมื่อกี้มีอะไร ก็บอกเขาว่ามีระเบิดเกิดขึ้น ก็ได้ยินกันทุกคน มีความอลเวง ก็เห็นกันทุกคน . . .
เพราะฉะนั้น ตอนนั้นที่ร้องเพลงว่าเราสู้ ในที่นั้นก็เลยร้องเพลงว่าเราสู้ แล้วต่อไปเมื่อลงไปเยี่ยมลูกเสือชาวบ้าน เขาก็บอกว่าเราสู้ แต่ขอชี้แจงคำว่าเราสู้ว่าคืออะไร เพราะโดยมากเข้าใจผิด ในเพลงมีว่า เราสู้ เราสู้ทีนี่ ไม่ถอย คือสู้ที่นี่ แต่ว่าเราไม่ได้ถอย แต่เราไม่ได้รุกรานไปที่ไหน เราสู้ ในทางกายเราสู้อยู่ตรงนี้ หมายความว่า เราไม่ถอยไปทางไหน ใครจะมาไล่เราไม่ได้ เป็นสิทธิของเราที่อยู่ที่นี่ แต่ในทางใจนั้นสำคัญกว่า . . . ที่อยากจะอธิบายมานานแล้วว่า คำว่าสู้ที่นี่ สู้ตรงนี้ แปลว่าอะไร รวมทั้งคำว่าสู้จนตาย คำว่าสู้จนตายนี่ ดูท่าทางแล้วมันไม่ค่อยจะดี คล้ายๆว่าเราจะสู้แล้ว ถ้าใครมาตีเรา เราก็ตาย ขอให้ได้ชื่อว่าสู้จนตาย . . . . ตอนที่ลงไปเยี่ยมลูกเสือ ก็ได้ทำการปฏิบัติตามที่ได้ปฏิบัติมาทุกครั้ง คือ ไปปลายแถวแล้วเดินมาทักทายปราศัยผู้ที่เป็นประธานรุ่นหรือผู้ที่ถือธง ผู้ที่นั่งอยู่ ทักทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็กว่าเป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า ก็ไปเจอ ไปถามคุณยายว่า ยายนะกลัวไหม เขาบอกดิฉันไม่กลัว ดิฉันไม่กลัว แล้วก็พวกเราสู้ทั้งนั้น ก็ต้องบอกเขาว่าสู้นี่อย่างที่สู้ตะกี้นะถูกต้อง แล้วก็มีคนหนึ่งเขาถาม แล้วคุณละกลัวหรือเปล่า ก็เป็นคำถามที่ดีเหมือนกัน เพราะว่าเป็นของธรรมดา กลัวกันได้ เราถามเขาว่ากลัวไหม เขาก็ถามเราว่ากลัวไหม เป็นสิ่งที่น่ารัก เป็นสิ่งที่เขาเป็นห่วงเป็นไยว่าเราจะกลัว จะตกใจ ก็ไม่ทราบว่าจะตอบเขาอย่างไร ก็บอกว่า ก็ดูเอาเอง เมื่อตะกี้ก็ยืนอยู่ข้างบน เราก็เห็นทุกคน ทุกคนก็เห็นเรา หมายความว่า เราให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ก็ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัวเลย . . .
..................................
ปัจฉิมลิขิต บทความ ?เราสู้?
ในบทความ ?เราสู้? ชิ้นแรกของผม ผมได้ยกพระราชดำรัสที่เป็นต้นกำเนิดเพลงพระราชนิพนธ์นั้นตอนหนึ่ง ที่ทรงกล่าวถึงการ ?ปลดแอก? โดยทรงพาดพิงถึงคอมมิวนิสต์เวียดนาม (?ฮานอย?):
?ประเทศชาติก็เหมือนกัน ถ้าร่วมกันจริงๆก็อยู่ได้ ทีนี้มาคิดอยู่อย่างหนึ่ง การอยู่นี้มีหลายพวก ถ้าอยากแบ่งเป็นพวก โดยมากชอบแบ่งเป็นพวก เป็นพวกทหาร พวกพลเรือน หรือตำรวจ พวกที่อยู่ในเครื่องแบบ และพวกที่อยู่นอกเครื่องแบบ แบ่งเป็นพวกเจ้าหน้าที่กับพวกประชาชน แบ่งเป็นผู้ใหญ่เป็นผู้น้อย เป็นผู้เฒ่าไดโนเสาร์กับนักศึกษาและนักเรียน แบ่งกันทั้งนั้น ชนชั้นต่างๆแบ่งกัน ถ้าแบ่งกันอย่างนี้อยู่กันไม่ได้ ต้องช่วยกันทั้งนั้น?. มาเมื่อเร็วๆนี้เองได้ยินมา ฟังแล้วก็หมั่นไส้ บอกว่าลิ้นกับฟันมันก็ต้องกระทบกัน จริง ลิ้นกับฟันต้องกระทบกัน บางทีฟันก็กัดลิ้น แต่ใครเป็นลิ้นใครเป็นฟัน?. เปรียบเทียบอย่างนี้มันตลกมาก ที่เปรียบเหมือนลิ้นกับฟัน แต่ว่าก็เป็นคำเปรียบโบราณก็พูดกันมาก เปรียบขณะนี้ถ้าเราอยากตลก เราก็ตลกให้เต็มที่ซิ ลิ้นกับฟันกระทบกันขอให้ไปคิด ฟันมันกระทบลิ้น มันกัดลิ้น แล้วลิ้นก็เจ็บ เอ้ายอม ลิ้นก็คือประชาชน ฟันคือนาย เขาว่าต้องปลดแอก ก็ต้องถอนฟัน แล้วอย่างไร ถ้าถอนฟันออกหมด เมื่อเดือนที่แล้วไปเยี่ยมนครพนม ไปแถวมุกดาหาร ไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งมีฟันเหลือซี่เดียว เขาก็บ่นบอกว่ากินข้าวมันไม่อร่อย ไม่มีฟันนี่กินข้าวไม่อร่อย ก็เลยบอกเขาว่าถ้าให้ที่โรงพยาบาลใส่ฟันจะเอาไหม เขาถามว่าเจ็บไหม ก็บอกว่าย่อมต้องเจ็บบ้างแต่ว่าทำได้ เขาก็เอา เขาจะทำ? เพราะว่าจะได้กินข้าวอร่อย ทีนี้ก็ฟันที่ใส่นั้นมันก็ฟันปลอม ลิ้นกับฟันกระทบกัน ถ้าลิ้นของเราฟันของเรากระทบกันเองก็ยังไม่เป็นไร แต่ทำไมถ้าสมมุติว่าเอาฟันปลอมมาใส่ เขาจะเลือกฟันปลอมมาจากไหน ยี่ห้อใด จากประเทศใดมาใส่ ให้มากระทบลิ้นเรา อันนี้ต้องระวังดีๆ ฟันน่ะฟันปลอมมันใส่ได้ มีประโยชน์ทำให้กินข้าวอร่อย แต่ข้าวนั้นน่ะข้าวไทย ไปตอกตราฮานอย ก็มีเหมือนกัน จะเอาหรือ ฟันปลอมที่มาจากที่อื่นน่ะ?. ระวังอย่าให้ฟันปลอมมาเคี้ยวลิ้นให้หมด อันนี้คิดไปคิดมามันกลุ้ม?. อย่างที่ตะกี้ว่าลิ้นถูกกัด เพราะเรื่องของฟันปลอมจะเอามาจากไหน มันก็เลยทำให้คิดมาก และก็ถ้าคิดมากแล้วก็เกิดเสียวไส้ เกิดคิดไปมาก เลยทำให้อาจเกิดความไม่สบายใจ อาจเป็นความกลัวหรือความไม่สบายใจในจิตใจของเราหรือของแต่ละท่านที่มาอยู่ที่นี่?.?
ผมได้แสดงความเห็นต่อพระราชดำรัสตอนนี้ ดังนี้
?แม้จะทรงใช้อุปลักษณ์โดยตลอด, แต่สาระ (message) ที่รับสั่งนั้นชัดเจนมาก: การที่ฝ่ายซ้ายในขณะนั้นเรียกร้องให้ประชาชน (?ลิ้น?) ?ปลดแอก? จาก ?นาย? (?ฟัน?) นั้น ต้องระวังว่าเมื่อ ?ปลดแอก? แล้ว ผู้ที่จะมาเป็น ?นาย? แทน (?ฟันปลอม?) จะเป็นใคร (?จะเลือกฟันปลอมมาจากไหน ยี่ห้อใด จากประเทศใดมาใส่ ให้กระทบลิ้นเรา?) และข้อสรุปของพระองค์ก็คือ ?ต้องระวังให้ดีๆ? ผู้จะมาเป็น ?นาย? แทนจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์เวียดนาม (?ฮานอย?) ไป?
ในงานวิจัยเรื่อง ?พิทักษ์โลกเสรี: คำอธิบายและการจัดการความจริงในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยในกรณีสงครามเวียดนาม? ของ ดร.พวงทอง รุ่งสวัสดิทรัพย์ (ฉบับร่าง เดือนกันยายน 2543 ผมยังไม่เห็นฉบับร่างที่แก้ไขใหม่หลังจากนี้ ?ข่าวล่าสุด? ที่ผมได้รับคือ งานวิจัยชิ้นเยี่ยมนี้ อาจจะไม่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เสียแล้ว หากเป็นจริง ก็นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่ง) ดร.พวงทอง ได้ท้วงติงการตีความของผมตอนนี้ ดังนี้
?ผู้เขียนเห็นด้วยกับการตีความของสมศักดิ์เกือบทั้งหมด ยกเว้นตรงประโยคที่ว่า ?ข้าวน่ะข้าวไทย ไปตอกตราฮานอยก็มีเหมือนกัน? ซึ่งเมื่อดูตามรูปประโยคแล้ว ข้าวไทยที่ไปตอกตราฮานอยนั้น ควรจะหมายถึง ?คนไทยที่ถูกทำให้เป็นเวียดนาม? ....?
โดยพื้นฐานผมไม่คิดว่า ดร.พวงทองกับผมขัดกันในเรื่องการตีความ message ของในหลวง ซึ่งก็คือ หากประชาชนไทยปลดแอกจากชนชั้นนำเดิมของไทย ตามคำชักชวนของฝ่ายซ้ายแล้ว ให้ระวังให้ดี ญวนจะมาเป็นใหญ่แทน อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า เฉพาะประเด็นเรื่อง ?ข้าวไทยที่ไปตอกตราฮานอย? นั้น เราไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะจุดมากเกินไปนัก จนหลุดออกจาก ?ความ? (message) ของพระราชดำรัสในส่วนนี้ทั้งย่อหน้าไป (จากจุดเรื่อง ?ข้าว? นี้ พวงทองกล่าวเลยไปถึงกรณีที่เขมรแดงโจมตีพวกที่ขัดแย้งกับตนที่อยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศว่า ?กายเป็นเขมร ใจเป็นญวน? และเพลง ?หนักแผ่นดิน? ที่ว่า ?คนใดใช้ชื่อไทยอยู่ กายก็ดูเหมือนไทยด้วยกัน...? ซึ่งผมเห็นด้วยว่ามาจากความคิดแบบเดียวกัน ... ถ้าเราพูดถึงเฉพาะ metaphor ที่กำลังทรงใช้เรื่อง ?ข้าวไทยไปตอกตราฮานอย? แต่ประเด็นของผมคือ ไม่ควรไปเน้นเฉพาะจุดนี้มากเกินไป)
นี่เป็นพระราชดำรัสที่ทรงพระราชทานในลักษณะ ?สด? คือไม่มีการร่างมาก่อน (ผมเพิ่งได้ข้อมูลเมื่อไม่นานมานี้ว่า การพระราชทานพระราชดำรัสในลักษณะ ?สด? นี้ ซึ่งไม่ตรงกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่คณะผู้ก่อการ 2475 พยายามจะสร้างขึ้น ที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และการกระทำทุกอย่างของพระองค์ที่มีผลกระทบทางสาธารณะ เช่น พระราชดำรัส จะต้องมีการ ?รับสนองพระบรมราชโองการ? คือผ่านการตรวจเซนเซอร์ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก่อน เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2503 ในระหว่างพิธีพระราชทานปริญญาให้นิสิตจุฬา ? ผมจะกล่าวถึงเรื่องนี้ในบทความอื่น) ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น การที่ทรงใช้ metaphors โดยตลอด เราต้อง allow ว่า อาจจะไม่ได้ทรงใช้คำและประโยคอย่างคงเส้นคงวา ชัดเจนครบถ้วน เป็นตรรกะ (นี่เป็นลักษณะของการ ?พูดสด? ทั่วไป) ถ้าเรา allow ข้อนี้แล้ว ผมคิดว่า เราสามารถพูดได้ว่า คำว่า ?ฮานอย? นี้ ตั้งใจจะให้ทรงหมายถึงทั้ง ?ข้าว? และ ?ฟันปลอม? และ (ภายใต้กรอบของ metaphor ที่ทรงใช้) ทรงต้องการให้หมายถึง ?ฟันปลอม? มากกว่าด้วยซ้ำ In other words, in order to be ?metaphorically consistent?, His Majesty should have spoken of ?false teeth made in Hanoi? (instead of ?rice?, or at least in addition to it). But even here, I think, he said quite clear enough, namely ?จะเอาหรือ ฟันปลอมที่มาจากที่อื่นน่ะ? ?ฟันปลอมจะเอามาจากไหน? ?จะเลือกฟันปลอมมาจากไหน ยี่ห้อใด จากประเทศใดมาใส่ ให้กระทบลิ้นเรา? ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า metaphorically speaking ประเด็นเรื่อง ?ข้าวไทยไปตอกตราฮานอย? ในที่นี้ ไม่สำคัญเท่ากับ หรือพูดให้ถูกคือเป็นเรื่องเดียวกับ ?ฟันปลอม...จากประเทศใด?
|