<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thaingo.org ข่าวสาร วงการงานพัฒนาสังคม &#187; เด็กเยาวชน</title>
	<atom:link href="http://thaingo.org/web/category/special-report/kids/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://thaingo.org/web</link>
	<description>แหล่งข่าวสาร เพื่องานพัฒนาสังคม</description>
	<lastBuildDate>Fri, 07 Sep 2012 07:17:39 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.1</generator>
		<item>
		<title>๑๐ ปี การขับเคลื่อนกองทุนสื่อสร้างสรรค์  ภาคประชาชน</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/08/21/%e0%b9%91%e0%b9%90-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/08/21/%e0%b9%91%e0%b9%90-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Aug 2012 08:23:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเยาวชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=6244</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๔๖ กว่า ๗๖&#160; องค์กรได้ร่วมกันเริ่มต้นผลักดันร่างกฏหมายกองทุนสื่อเด็ก โดยมีทั้งงานวิจัยการจัดตั้งกองทุนสื่อสร้างสรรค์ การรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ไม่ต่ำกว่า&#160; 20 ครั้งทั่วประเทศ ร่างพระราชบัญญัติ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. &#8230;.ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๓ และผ่านการพิจารณาของกฤษฏีกาแล้ว แต่มีการยุบสภาก่อน&#160; และต่อมาในสมัยรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้นำร่างกลับมาผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เมื่อ๒ เมษายน ๒๕๕๕ และกำลังจะเข้าสู่สภา&#160; เครือข่ายสื่อเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนหลายเครือข่าย ที่ร่วมขับเคลื่อนมาตั้งแต่ต้น เห็นว่าร่างกฏหมายที่กำลังจะเข้าสภานี้จะมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น &#160;หากให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอกฏหมาย &#160;และเพื่อให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ที่รัฐธรรมนูญได้ระบุว่าประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อเสนอกฏหมายได้ &#160; &#160; ดังนั้นเครือข่ายภาคประชาชน&#160; จึงได้รวบรวมรายชื่อ มากกว่า 1 หมื่นรายชื่อ&#160; เพื่อเสนอ &#160; ร่างพระราชบัญญัติ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. &#8230;.&#160;&#160; ฉบับเครือข่ายประชาชน &#160; ประเด็นสำคัญ &#160;ของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<ul>
<li>เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๔๖ กว่า ๗๖&nbsp; องค์กรได้ร่วมกันเริ่มต้นผลักดันร่างกฏหมายกองทุนสื่อเด็ก โดยมีทั้งงานวิจัยการจัดตั้งกองทุนสื่อสร้างสรรค์ การรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ไม่ต่ำกว่า&nbsp; 20 ครั้งทั่วประเทศ</li>
<li><strong>ร่างพระราชบัญญัติ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์</strong> <strong>พ.ศ. &#8230;.</strong>ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๓ และผ่านการพิจารณาของกฤษฏีกาแล้ว แต่มีการยุบสภาก่อน&nbsp; และต่อมาในสมัยรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้นำร่างกลับมาผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เมื่อ๒ เมษายน ๒๕๕๕ และกำลังจะเข้าสู่สภา&nbsp;</li>
<li>เครือข่ายสื่อเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนหลายเครือข่าย ที่ร่วมขับเคลื่อนมาตั้งแต่ต้น เห็นว่าร่างกฏหมายที่กำลังจะเข้าสภานี้จะมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น &nbsp;หากให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอกฏหมาย &nbsp;และเพื่อให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ที่รัฐธรรมนูญได้ระบุว่าประชาชนมีสิทธิเข้าชื่อเสนอกฏหมายได้ &nbsp;
<p>		&nbsp;</li>
</ul>
<p style="margin-left:.75in;">ดังนั้นเครือข่ายภาคประชาชน&nbsp; จึงได้รวบรวมรายชื่อ มากกว่า 1 หมื่นรายชื่อ&nbsp; เพื่อเสนอ<br />
	&nbsp;</p>
<p style="margin-left:.75in;"><strong>ร่างพระราชบัญญัติ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์</strong> <strong>พ.ศ. &#8230;.</strong>&nbsp;&nbsp; <strong>ฉบับเครือข่ายประชาชน</strong></p>
<p style="margin-left:.75in;">&nbsp;</p>
<p style="margin-left:.75in;"><strong>ประเด็นสำคัญ &nbsp;ของ ร่าง พรบ.กองทุน ฯ ฉบับ ภาคประชาช</strong></p>
<table align="left" cellpadding="0" cellspacing="0" height="70" width="10">
<tbody>
<tr>
<td height="15">&nbsp;</td>
</tr>
<tr>
<td>&nbsp;</td>
<td height="51">
<table cellpadding="0" cellspacing="0" height="19" width="4">
<tbody>
<tr>
<td>&nbsp;</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>๑ . แนวคิด &#8211; ภารกิจของกองทุนฯ </strong></p>
<ul>
<li>กองทุนนี้ต้องมีเป้าหมายเน้นไปที่ &nbsp;เด็ก &ndash;เยาวชนและครอบครัว เพราะเป็นโจทย์ใหญ่ร่วมกันของสังคม &nbsp;ที่พบว่าเด็กเยาวชนใช้เวลาอยู่กับสื่อมากกว่าอยู่ในห้องเรียน&nbsp; แต่สื่อสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาเด็กเยาวชนและครอบครัวมีน้อยมาก เด็กเยาวชนขาดทักษะการเท่าทันสื่อ และขาดพื้นที่สร้างสรรค์ ทำให้เกิดปัญหาสังคมมากมายตามมา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้กระบวนการสื่อสร้างสรรค์เพื่อสร้างการเรียนรู้ของเด็กเยาวชนและครอบครัว&nbsp; และคนในชุมชน ให้ได้เรียนรู้สิ่งดีๆ&nbsp; เปลี่ยนแปลงตนเอง พัฒนาชุมชน สังคมให้ดีขึ้น</li>
</ul>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news2108554.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-6249" height="122" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news2108554.jpg" title="news210855" width="230" /></a></p>
<ul>
<li>กองทุนต้อง ให้ นิยาม&nbsp; &rdquo;สื่อ&rdquo;&nbsp; ในมุมที่กว้าง&nbsp; รวมไปถึงสื่อโดยเด็กเยาวชน ครอบครัว และชุมชน ไม่ใช่สื่อโดยผู้ประกอบวิชาชีพสื่อเท่านั้น</li>
<li>กองทุน ไม่ใช่เรื่องของ&rdquo;เงิน&rdquo; เพื่อการผลิตสื่อ &nbsp;&nbsp;แต่เป็นการสร้างและบูรณาการให้ทุนทางสังคมทุกด้านทั้งด้านความคิด จินตนาการ&nbsp; ทรัพยากรอื่นๆ มาร่วมสนับสนุนการใช้สื่อเพื่อสร้างการเรียนรู้อย่างยั่งยืนแก่เด็กเยาวชนและครอบครัว &nbsp;&nbsp;</li>
<li>กองทุนต้องให้ความสำคัญกับการ สร้างนวัตกรรม &nbsp;บูรณาการกับภาคส่วนต่างๆ&nbsp; และระดมสรรพกำลังและทุนทางสังคมให้มามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบสื่อสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ไม่ควรเน้นภารกิจในการตรวจสอบและปราบปรามสื่อร้ายเพราะมีกลไกอื่นกำกับดูแลอยู่แล้ว</li>
</ul>
<p><strong>๒.โครงสร้าง กองทุนฯต้องเน้นการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่างๆ </strong></p>
<ul>
<li>เพื่อให้เกิดการการพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ &nbsp;กองทุนต้องมีโครงสร้างและรูปแบบการบริหารจัดการแบบก้าวหน้า&nbsp; มีความคล่องตัว มีตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมในสัดส่วนที่เหมาะสม&nbsp; มีโครงสร้างที่สะท้อนความมีธรรมาภิบาล&nbsp;&nbsp; และมีกลไกที่ให้ภาคประชาชนในท้องถิ่นเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม&nbsp;&nbsp; &nbsp;</li>
<li>โครงสร้างกรรมการ &nbsp;อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง มาจากตัวแทนภาคประชาชน ที่ทำงานด้านสื่อ ด้านเด็กเยาวชน ด้านการเรียนรู้การศึกษาฯ โดยการสรรหา</li>
<li>มีกลไกการมีส่วนร่วม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประชาชนสามารถเสนอแนะต่อทิศทางการบริหารจัดการและการดำเนินงานของกองทุนได้&nbsp; โดยผ่านกลไก <strong>&rdquo;สภาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์&rdquo; และ &rdquo;สมัชชาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์&rdquo;</strong>
<p>		<strong>๓. ความเท่าเทียมในการเข้าถึงกองทุน</strong></li>
</ul>
<ul>
<li>ให้ประชาชนทุกกลุ่ม ที่มีเป้าหมายใช้สื่อเพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชนครอบครัว ชุมชน ทั้งในระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง &nbsp;รวมถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาส เช่น กลุ่มคนพิการ, กลุ่มแรงงาน, กลุ่มชาติพันธุ์, กลุ่มคนชายขอบ ฯลฯ มีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากกองทุนนี้อย่างเท่าเทียม ไม่เฉพาะวิชาชีพสื่อมวลชนหรือภาคธุรกิจเท่านั้น</li>
</ul>
<p style="margin-left:.75in;"><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news210855-11.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-6251" height="189" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news210855-11.jpg" title="news210855-1" width="350" /></a></p>
<ul>
<li>กองทุนต้องทำให้เกิดการกระจายทรัพยากร และ การเข้าถึงของภาคส่วนต่างๆ&nbsp; ทำให้เกิดระบบการสนับสนุนที่ต่อเนื่อง และครอบคลุมถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายอย่างเท่าเทียม</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/08/21/%e0%b9%91%e0%b9%90-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>15 ข้อเสนอแนะต่อร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ ความเสมอภาคระหว่างเพศ</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/06/18/15-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%9e-%e0%b8%a3-%e0%b8%9a-%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/06/18/15-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%9e-%e0%b8%a3-%e0%b8%9a-%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Jun 2012 11:25:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเยาวชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=5688</guid>
		<description><![CDATA[สรุปสาระสำคัญๆ ที่ปรากฏในร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างเพศ ฉบับ รัฐบาลฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งสมควรได้รับการพิจารณาทบทวนและแก้ไข ดังนี้ 1. เหตุผลในการตรากฎหมาย : ไม่อ้างสาระสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อ้างพันธกรณีที่ประเทศไทยได้ลงนามอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในทุกรูปแบบ (CEDAW) 2. คำนิยาม : กำกวม ไม่ชัดเจน ไม่ครอบคลุมอีกหลาย &#34;คำ&#34; ที่ควรนิยาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง &#34;การส่งเสริมโอกาส&#34; &#34;การคุ้มครอง&#34; &#34;มาตรการพิเศษ&#34; &#34;ผู้ที่สมควรได้รับการส่งเสริมโอกาสและคุ้มครองเป็นพิเศษ&#34; (เพราะไม่มีเรื่องพวกนี้ในร่างกฎหมายฉบับนี้&#8230;ซึ่งต้องมี ! ) 3. นายกรัฐมนตรี ต้องเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้&#160; ไม่ใช่ รัฐมนตรี (ซึ่งร่าง พ.ร.บ. ไม่ระบุว่าเป็น รมว. กระทรวงใดด้วยซ้ำ!) เพราะความไม่เสมอภาคระหว่างเพศเป็นปัญหาระดับชาติ&#160; ไม่ใช่ปัญหาระดับกระทรวง ทบวง กรม เท่านั้น 4. การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจากความแตกต่างระหว่างเพศ มีขอบข่ายมาก ต้องระบุให้ชัดเจน จะกำกวมหรือจะไปรอประกาศในกฎกระทรวงโดยภาครัฐ (ที่อาจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news180655.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-5689" height="126" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news180655.jpg" title="news180655" width="230" /></a></p>
<p>	สรุปสาระสำคัญๆ ที่ปรากฏในร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างเพศ ฉบับ รัฐบาลฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งสมควรได้รับการพิจารณาทบทวนและแก้ไข ดังนี้</p>
<p>1. เหตุผลในการตรากฎหมาย : ไม่อ้างสาระสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อ้างพันธกรณีที่ประเทศไทยได้ลงนามอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในทุกรูปแบบ (CEDAW)</p>
<p>2. คำนิยาม : กำกวม ไม่ชัดเจน ไม่ครอบคลุมอีกหลาย &quot;คำ&quot; ที่ควรนิยาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง &quot;การส่งเสริมโอกาส&quot; &quot;การคุ้มครอง&quot; &quot;มาตรการพิเศษ&quot; &quot;ผู้ที่สมควรได้รับการส่งเสริมโอกาสและคุ้มครองเป็นพิเศษ&quot; (เพราะไม่มีเรื่องพวกนี้ในร่างกฎหมายฉบับนี้&#8230;ซึ่งต้องมี ! )</p>
<p>3. นายกรัฐมนตรี ต้องเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้&nbsp; ไม่ใช่ รัฐมนตรี (ซึ่งร่าง พ.ร.บ. ไม่ระบุว่าเป็น รมว. กระทรวงใดด้วยซ้ำ!) เพราะความไม่เสมอภาคระหว่างเพศเป็นปัญหาระดับชาติ&nbsp; ไม่ใช่ปัญหาระดับกระทรวง ทบวง กรม เท่านั้น</p>
<p>4. การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจากความแตกต่างระหว่างเพศ มีขอบข่ายมาก ต้องระบุให้ชัดเจน จะกำกวมหรือจะไปรอประกาศในกฎกระทรวงโดยภาครัฐ (ที่อาจ &quot;ตาบอดในเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศ&quot;) &nbsp;ไม่ได้</p>
<p>5. ร่าง พ.ร.บ. ฉบับของรัฐบาลไม่มีการระบุเรื่องการคุ้มครองและการส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างเพศเลย แต่ชื่อกฎหมายกลับมีคำว่า &quot;ส่งเสริมโอกาส&quot;!</p>
<p>6. คณะกรรมการส่งเสริมโอกาสและความเท่าเทียมระหว่างเพศ (อทพ.) : กรรมการโดยตำแหน่งควรมีทุกกระทรวงภาครัฐ และควรต้องเพิ่ม อัยการ สนง.ตำรวจแห่งชาติ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรภาคธุรกิจ และ องค์กรสตรีภาคประชาสังคมด้วย ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิควรเพิ่มสาขาด้านสิทธิมนุษยชนและด้านสตรีศึกษาและสถาบันการศึกษาด้วย โดยในหน่วยงานที่ไม่ใช่ภาครัฐไม่ควรสรรหาและเสนอชื่อโดยรัฐมนตรี แต่ควรสรรหากันเองและนำเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งต่อไป และควรกำหนดสัดส่วนหญิงชายในคณะกรรมการให้ใกล้เคียงกันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 87 วรรคท้าย</p>
<p>7. คุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการ อทพ. ทุกคนไม่ว่าจะมาโดยตำแหน่งหรือได้รับการแต่งตั้งจากการสรรหากันเองของหน่วยงานต่างๆ จะต้องไม่เป็นผู้ที่เคยต้องคดีหรือกระทำความผิดทางเพศมาก่อน</p>
<p>8. อำนาจหน้าที่ของ อทพ. ในเรื่องกำหนดเกณฑ์ แนวทาง ระเบียบปฏิบัติ ใดๆ (ถ้ามี) ต้องมีกรอบเวลากำกับไว้ด้วย</p>
<p>9. คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (วลพ.) ไม่ควรมาจากการแต่งตั้งของ ครม. โดยการเสนอชื่อของ อทพ. เพราะจะกลายเป็นคณะกรรมการเล็กในคณะกรรมการใหญ่ ซึ่งไม่เหมาะสม&nbsp; หากแต่ กรรมการ วลพ.ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมและเป็นทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการเลือกปฏิบัติและความไม่เสมอภาคระหว่างเพศอย่างแท้จริง</p>
<p>	10. อำนาจหน้าที่ของ วลพ. ต้องมีการทบทวนและแก้ไข เพื่อมิให้เป็นการไปรอนสิทธิหรือกระทบสิทธิของผู้ร้องในการดำเนินคดีตามกระบวนยุติธรรมอื่นๆ ที่กฎหมายอื่นกำหนดให้กระทำได้</p>
<p>	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news180655-1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-5690" height="181" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news180655-1.jpg" title="news180655-1" width="365" /></a></p>
<p>11.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างเพศ ต้องเป็นสำนักงานที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิบัติภารกิจตามพระราชบัญญัตินี้โดยเฉพาะ&nbsp; ซึ่งไม่ใช่ภารกิจที่สำนักกิจการสตรีและครอบครัว (สค.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของภาครัฐสังกัดกระทรวง พม. จะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะต้องมี &quot;เลขาธิการสำนักงาน&quot; ที่ไม่ใช่ข้าราชการประจำ&nbsp; แต่ควรเป็นผู้ที่มีความสามารถและมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการทำงานเพื่อผลักดันให้เกิดความเสมอภาคระหว่างเพศและขจัดการเลือกปฏิบัติได้อย่างแท้จริง&nbsp; ซึ่งจะต้องมีการรับสมัคร คัดเลือก สรรหา ตามกระบวนการอย่างโปร่งใสและควรมีการแสดงวิสัยทัศน์ด้วย</p>
<p>12. การกำหนดให้มีกระบวนการไกล่เกลี่ย (มาตรา 30) และยอมความได้ (มาตรา 49) ต้องทบทวนและแก้ไข</p>
<p>13. กองทุนส่งเสริมโอกาสและความเท่าเทียมระหว่างเพศ ต้องมีคณะกรรมการบริหารกองทุนขึ้นมาอีกคณะหนึ่ง&nbsp; และมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการกองทุนโดยเอกเทศ&nbsp; มิใช่บริหารโดย อทพ. และเก็บรักษาเงินของกองทุนโดย สค. (มาตรา 43) ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ รวมทั้งยังแยกอำนาจบริหารจัดการจากฝ่ายนโยบาย (อทพ.) ออกจากฝ่ายบริหารกองทุนด้วย และภารกิจนี้ไม่ควรกระจุกตัวอยู่แต่ในหน่วยงานเล็กๆ ของภาครัฐ</p>
<p>14. ส่วนหนึ่งของเงินของกองทุนควรมาจากเงินงบประมาณแผ่นดินประจำปีในสัดส่วน ร้อยละ 1 ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักการ Gender Budgeting หรือการจัดสรรงบประมาณเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศที่แท้จริง</p>
<p>15. บทกำหนดโทษ ควรมีการทบทวนโดยควรให้สอดคล้องกับหลักการลงโทษตามความหนักเบาของความผิด&nbsp; โดยโทษปรับควรหลักการปรับตามการประเมินความเสียหาย (punitive damages) มาใช้ด้วยแทนที่จะกำหนดอัตราตายตัว และย้ำอีกครั้งว่าการกำหนดให้ &quot;ความกระทำผิดจากการเลือกปฏิบัติโดยความไม่เป็นธรรมทางเพศ&quot; เป็นความผิดที่ยอมความได้ (มาตรา 49) ควรมีการพิจารณาทบทวน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/06/18/15-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%9e-%e0%b8%a3-%e0%b8%9a-%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องเล่า​จากแดนไกล  : ไปร่วมโครงการอบรม “การเสริมสร้างพลังอำนาจสตรี”</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/05/23/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e2%80%8b%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5-%e0%b9%84/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/05/23/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e2%80%8b%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5-%e0%b9%84/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 May 2012 05:45:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเยาวชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=5391</guid>
		<description><![CDATA[&#160; เรื่องเล่า​จากแดนไกล (ตอนที่สาม) &#160;: ไปร่วมโครงการอบรม &#8220;การเสริมสร้างพลังอำนาจสตรี&#8221; (Women Empowerment Program) จัดโดยมหาวิทยาลัย มอนทาน่า รัฐมอนทาน่า สหรัฐอเมริ​กา โดย ดร. สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย ไปร่วมการประชุมคณะกรรมการ &#8220;กลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่ของรัฐมอนทาน่า&#8221; (The Montana Majority PAC-MMP) เพื่อวางแผนงานส่งเสริมบทบาทสตรีในทางการเมืองและการเลือกตั้ง ผู้เขียนได้รับโอกาสสำคัญไปร่วมสังเกตการณ์ประชุมประชุมนัดสำคัญของคณะกรรมการก &#8220;กลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่ของรัฐมอนทาน่า&#8221;&#160; ( The Montana Majority PAC-MMP) ซึ่งเป็นกลุ่มที่จดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณะที่ไม่หวังผลกำไรเพื่อทำกิจกรรมทางการเมืองตามสิทธิพลเมืองแห่งมลรัฐตามกฎหมายของรัฐมอนทาน่า&#160; คณะกรรมการขององค์กรเอ็มเอ็มพีมี ๗ คน และจำนวนสี่คนในเจ็ดคนนั้นคือ ส.ส. และ ส.ว. หญิงของพรรคเดโมแครต ประกอบด้วย ส.ว.แครอล วิลเลี่ยมส์ ส.ว. คริสตีน คอฟแมนน์ ส.ว. แครอล จูโน และ ส.ส. ไดแอน แซนส์ &#160;&#160;การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่บ้านของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เรื่องเล่า</strong><strong>​</strong><strong>จากแดนไกล (ตอนที่สาม) &nbsp;: ไปร่วมโครงการอบรม &ldquo;การเสริมสร้างพลังอำนาจสตรี&rdquo; (</strong><strong>Women Empowerment Program) จัดโดยมหาวิทยาลัย มอนทาน่า รัฐมอนทาน่า สหรัฐอเมริ</strong><strong>​</strong><strong>กา</strong></p>
<p align="right"><strong><em>โดย ดร. สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย</em></strong></p>
<p><strong>ไปร่วมการประชุมคณะกรรมการ &ldquo;กลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่ของรัฐมอนทาน่า&rdquo;</strong><strong> (The Montana Majority PAC-MMP) </strong><strong>เพื่อวางแผนงานส่งเสริมบทบาทสตรีในทางการเมืองและการเลือกตั้ง</strong><br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/05/news230555.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-5393" height="125" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/05/news230555.jpg" title="news230555" width="230" /></a></p>
<p>ผู้เขียนได้รับโอกาสสำคัญไปร่วมสังเกตการณ์ประชุมประชุมนัดสำคัญของคณะกรรมการก &ldquo;กลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่ของรัฐมอนทาน่า&rdquo;&nbsp; ( The Montana Majority PAC-MMP) ซึ่งเป็นกลุ่มที่จดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณะที่ไม่หวังผลกำไรเพื่อทำกิจกรรมทางการเมืองตามสิทธิพลเมืองแห่งมลรัฐตามกฎหมายของรัฐมอนทาน่า&nbsp; คณะกรรมการขององค์กรเอ็มเอ็มพีมี ๗ คน และจำนวนสี่คนในเจ็ดคนนั้นคือ ส.ส. และ ส.ว. หญิงของพรรคเดโมแครต ประกอบด้วย ส.ว.แครอล วิลเลี่ยมส์ ส.ว. คริสตีน คอฟแมนน์ ส.ว. แครอล จูโน และ ส.ส. ไดแอน แซนส์ &nbsp;&nbsp;การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่บ้านของ ส.ว. คริสตีน ที่เมืองเฮเลน่า (Helena) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐทอนทาน่า อยู่ทางด้านตะวันออกของเมืองมิสซูล่า เป็นเมืองที่เมืองต่างๆตกลงให้ตรงบริเวณนั้นเป็นเมืองหลวง State Capitol เพราะว่าบรรดา ส.ส. และ ส.ว. ทุกๆ คนจะได้เดินทางมาประชุมได้สะดวก แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็แอบมีร้านอาหารไทยกับเขาอยู่หนึ่งร้านด้วยนะชื่อร้าน &ldquo;ต้อยของเมืองไทย&rdquo; (Toi&rsquo;s Thai)&nbsp;</p>
<p>การเดินทางมาประชุมครั้งนี้เป็นการเดินทางมาแบบไป-กลับวันเดียว โดยมี ส.ส. ไดแอน (วัย ๖๕) อาสาเป็นคนขับรถเอง โดยมี ส.ว. แครอล วิลเลี่ยมส์ (วัย ๖๗) และซินเธียร่วมเดินทางมาด้วย ผู้จัดการแผนรณรงค์เลือกตั้ง ที่มาร่วมประชุมวางแผนกันที่ร้านกาแฟลิควิด พลาเน็ตเมื่อสัปดาห์ก่อน &nbsp;ซินเธียเรียนจบปริญญาตรีด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัย มอนทาน่าและกำลังจะเรียนต่อปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์ (Public Administration) &nbsp;น่าจะมีอนาคตทางการงานในแวดวงการเมืองของพรรคเดโมแครตแน่นอนเพราะเป็นคนเอาจริงเอาจังและมีการจัดการที่ดี&nbsp; รู้จักคนกว้างขวางและที่สำคัญเธอเป็นคนที่วางแผนจัดการประชุมได้อย่างเป็นระบบระเบียบดีมาก เอกสารครบ ข้อมูลดี และประสานงานตามที่ตกลงกันไว้ไม่พลาดแม้แต่เรื่องเดียว ซึ่งทำให้การประชุมตามนัดหมายมีความถึงพร้อมและมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่เสียเวลาและเสียโอกาสในการเดินทางมาประชุม (ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมต้องการคนแบบนี้เป็นจักรกลในการทำงาน เพราะคนแบบ ซินเธีย นี่แหละที่เป็นคนประเภทที่ทำให้งานสำเร็จ (get the work done) ซึ่งหากเราไม่มี &quot;คนที่ทำให้งานสำเร็จ&quot; ต่อให้มีความคิดดีแค่ไหน พูดเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์)</p>
<p>&nbsp;สังเกตว่าทุกนัดหมาย ไม่มีการรอคอย (ที่น่าเบื่อ) และโทรศัพท์นาทีสุดท้าน &nbsp;(last minute call) ที่มักจะโทรมาตอนที่ถึงเวลาประชุมแล้วหรือก่อนหน้าการประชุมเล็กน้อยว่า มาไม่ได้เพราะ&#8230;บลาๆๆๆๆ) ส.ส. ไดแอน ในวัย ๖๕ และเพิ่งผ่านการฉลองวันเกิดไปอย่างเงียบๆ ไม่กี่วันนี้เอง เป็นคนขับรถ 4wheels ฮอนด้า ของแอน แมรี่มาวันนี้ เพราะเธอบอกว่ารถของเธอเหมาะที่จะขับในเมืองมากกว่าออกนอกเมืองและไม่เหมาะสำหรับการมีผู้โดยสารไปด้วยหลายคน ระหว่างทางที่ไปเฮเลน่า ทิวทัศน์ข้างทางก็คล้ายๆ ออกไปที่ภูเขาด้านเหนือเหมือนเมื่อวันก่อน แต่ภูเขาทางด้านนี้มีความลาดชันกว่าและสลับซับซ้อนกว่า&nbsp; มีบางช่วงถนนต้องตัดผ่านช่องเขาด้วย&nbsp; ซึ่งอากาศระหว่างทางจะมีฝนและหิมะตกเป็นระยะๆ&nbsp; ยิ่งขับเข้าใกล้ภูเขา อากาศจะค่อยๆเปลี่ยนจากอากาศดีๆ ที่มีแดดอ่อนๆ ท้องฟ้าแจ่มใส กลายเป็นมืดครึ้ม เริ่มมีฝนตกและตกหนักขึ้นๆ จนกลายเป็นหิมะตก และ สำหรับคนเอเชียแบบเรามันคือพายุหิมะดีๆ นี่เอง แต่สำหรับไดแอน เป็นเรื่องเล็กมาก&nbsp; กว่ารถจะขับผ่านช่องเขาพายุหิมะมาได้ก็นานเกือบครึ่งชั่วโมงเพราะต้องขับช้าลงไดแอนบอกว่าคนขับรถบางคนไม่ชำนาญเส้นทางและไม่ระมัดระวังกับการควบคุมความเร็วของรถมักจะเกิดอุบัติเหตุรถไถลลื่นตกข้างทางซึ่งเป็นทางลาดชันลงเขา หรือไม่ก็ชนกับภูเขา เป็นอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตแบบที่ไม่น่าจะเกิด เราผ่านรถโกยหิมะด้วย ไดแอนบอกว่าเจ้าหน้าที่จะออกมาทำงานทุกวันในช่วงหน้าหนาว เจ้าหน้าที่เหล่านี้มีหน้าที่ขับรถโกยหิมะไป-มาข้างๆ ทางเพื่อกวาดหิมะที่ตกอยู่บนถนนออกไปเพื่อไม่ให้ถนนเปียกและลื่นเกินไป พอถึงรถโกยหิมะเราก็ต้องชะลอและเบี่ยงออกทางด้านซ้าย (สลับกับบ้านเราที่วิ่งทางซ้าย แบบที่มีป้ายตามทางหลวงว่า &quot;ชิดซ้ายยกเว้นแซง&quot; แต่ที่อเมริกาขับชิดด้านขวา (แปลว่าที่นั่งคนขับจะอยู่ด้านซ้ายของรถและเมื่อขับในความเร็วปกติจะต้องชิดด้านขวาไว้เสมอ)</p>
<p>เราผ่านพายุหิมะมาได้สักพักก็เข้าเขตเมืองหลวงคือเมือง Helena บ้านเรือนเริ่มเป็นหน้าตาแบบบ้านคนเมืองหลวง คือสงบเงียบเรียบขรึมแบบรัฐราชการ (ถ้าจะให้นึกถึงเมืองไทย ก็น่าจะเป็นเมืองแบบ &quot;บรรหารบุรี&quot; ที่ท่านบรรหารต้องการให้เป็น (แต่ไม่มีใครใช้บริการ เลยเป็นได้แค่เมืองที่มี &quot;มังกรยักษ์&quot; ที่ต่อมาทำพลุไฟระเบิดใส่บ้านคนไหม้ไปเกือบค่อนเมืองเมื่อตรุษจีนต้นปีนี้ และบ้านควาย ที่อดีต ส.ส. พรรคเดียวกันของท่านบรรหารพยายามทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว&nbsp; แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยม (น่าสงสารควายไทย) เพราะชื่อและการนำมาใช้ในความหมายที่ประชาชนคนรักสัตว์ประเภทควายควรจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อกู้ศักดิ์ศรี &quot;ควาย&quot; ให้คืนสู่ความเป็น &quot;ควาย&quot; ในความหมายของสัตว์ที่เป็นมิตรและเป็นยังประโยชน์มากมายให้กับมนุษย์ ไม่ใช่สัญลักษณ์ของ &quot;ความโง่เขลา&quot; เกียจคร้าน&quot; และ &quot;อัปลักษณ์&quot;)<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/05/news230555-11.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-5394" height="145" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/05/news230555-11.jpg" title="news230555-1" width="350" /></a></p>
<p>เราผ่านรัฐสภาอันทรงเกียรติ (มี ส.ส. ๑๐๐ คน ส.ว. ๕๐ คน) ในจำนวน ๑๕๐ คนนี้มี ส.ส.+ ส.ว. หญิง ไม่ถึง ๒๐% พอๆ กับบ้านเราเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่นักสตรีนิยมของมอนทานาเร่งรณรงค์ทุกๆ วัน ทั้งเคี่ยวเข็ญ ทั้งผลักดัน คะยั้นคะยอ และค้นหา &ldquo;ดาวดวงใหม่&rdquo; (star) ใหม่เข้าสภากันอยู่ทุกวัน และ &ldquo;กลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่ของรัฐมอนทาน่า&rdquo;&nbsp; ( The Montana Majority PAC-MMP)&nbsp; ที่เพิ่งก่อตั้งกันใหม่สดๆ ร้อนๆ ก็อาสาทำหน้าที่รณรงค์ โดยในจดหมายเปิดผนึกเปิดตัวองค์กรใหม่นี้เริ่มต้นย่อหน้าแรกของเอกสารเผยแพร่ &ldquo;ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งที่เป็นผู้หญิงไม่ออกไปเลือกตั้งเป็นจำนวนมากในการเลือกตั้งปี ๒๕๕๓ และถ้าพวกเธอยังไม่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งอีกในปี ๒๕๕๕ ก็เป็นที่แน่นอนเลยว่าผู้สมัครยอดนิยมเทสเตอร์ (นายจอห์น เทสเตอร์ เป็นอดีตผู้ว่าการรัฐมอนทาน่า ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกระดับชาติสังกัดพรรคเดโมแครตตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ และเป็นวุฒิสมาชิกระดับรัฐมอนทาน่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ เป็นผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงสูงมากที่สุดถึง ๗๑% ว่า เป็นนักการเมืองยอดนิยมของมอนทาน่าที่เดียว) ต้องแพ้การเลือกตั้งแน่นอน การที่ผู้หญิงไม่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งจึงมีผลกระทบด้านลบต่อการบริหารบ้านเมืองระดับมลรัฐ การตรากฎหมาย การบริหารประเทศโดยรวม รวมทั้งการแย่งชิงโอกาสและผลักดันความเป็นไปได้ในการปรังปรุงกฎหมายที่ล้าหลัง ดังนั้น&ldquo;กลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่ของรัฐมอนทาน่า&rdquo;&nbsp; ( The Montana Majority PAC-MMP) จึงจัดตั้งขึ้นตามเจตนารมณ์ของการแบ่งแยก เพื่อระดมทุนและความช่วยเหลือเพื่อสร้างปฏิบัติการให้การรณรงค์เลือกที่กำลังจะมาถึง เพื่อให้มั่นใจว่า &ldquo;ผู้หญิง&rdquo; จะไม่ถูกหลงลืมและจะไม่ถูกกีดกันออกไปจากระบบการเมืองนี้&rdquo;</p>
<p>บ้านของ ส.ว. คริสตีน ซึ่งเป็นสถานที่ประชุมในครั้งนี้อยู่ไม่ไกลจากรัฐสภามอนทาน่ามากนัก&nbsp; ที่บ้านจะล้อมรั้วลวดหนามโปร่งๆ สูงเกินศรีษะขึ้นไปอีกความสูงราวช่วงแขนไว้ด้วย ไดแอนบอกว่าที่เมืองเฮเลน่าจะมีกวางป่า (wild deer) มาเดินไปมาหรือบางทีก็กระโดดข้ามรั้วเข้ามาในบริเวณบ้านเพื่อกัดกินต้นไม้ ใบไม้ ชาวเมืองจึงต้องล้อมรั้วกันไว้ แต่กวางป่าพวกนี้มันจะไม่ทำอันตรายคน เพียงแต่ทำให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญมากกว่า ชาวเมืองจึงอยู่กับมันได้แบบสร้างแนวป้องกันกันเอง และทางสภาเทศบาลเมือง (City Council) ก็รณรงค์ด้วยการบอกชาวเมืองว่า &quot;โปรดอย่าให้อาหารกวาง&quot; เพราะเมื่อมันไม่ได้อาหาร มันก็จะไปที่อื่นเอง&nbsp; การมีใจกรุณาต่อสัตว์ป่าจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะจะเป็นการลดทอนพลังอำนาจของกวางป่า! (wild deer depowerment) ไปโดยปริยาย&nbsp; (นึกถึงขึ้นมาทันทีกับการจัดตั้ง &quot;กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี&quot; ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ท่านนายกฯ และบรรดาที่ปรึกษาทั้งที่เป็นนักสิทธิสตรี (feminist) เป็น นักพัฒนาเอกชน (ngo) เป็นสารพัดที่อยากจะเป็น (นักวิชาการ นักการเมือง ที่ปรึกษา ข้าราชการที่คุมนโยบายกิจการสตรี หรือนักสังคมสงเคราะห์ด้านเด็กและสตรี และอื่นๆ อีกมากมาย) ควรนำข้อพึงระวังนี้ไปขบคิด&nbsp; การดำเนินนโยบาย &quot;เวทนานิยม&quot; ต่อประชาชนกลุ่มใดๆ ก็ตาม ในนามของข้อความที่สวยหรู แต่ท้ายสุดก็คือ &quot;การให้เงินและความช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์&quot; นั้น แท้จริงก็คือการ &quot;ลดทอนศักดิ์ศรีและพลังอำนาจ&quot; ของคนนั้นๆ โดยปริยาย หากเพียงเพื่ออยากได้ความนิยม คะแนนโหวต แต่ต้องทำลาย/กัดกร่อน &quot;ศักดิ์ศรีและพลังอำนาจ&quot; ของคนอื่น สู้ไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ถือว่าผิดกฎนะคะ&nbsp; และอาจจะดีกว่าด้วย &#8211; ท่านอดีตนายกฯ ชวน เคยทำมาแล้ว!)</p>
<p>สำหรับการประชุมในวันนี้ผู้เขียนจะไม่ขอเล่าในตอนนี้นะคะ แต่เป็นการประชุมเชิงยุทธศาสตร์และปฏิบัติการที่มีเนื้อหาการประชุมที่เข้มข้นมาก กลั่นกรองจากประสบการณ์ทางการเมืองและการวางแผนการรณรงค์การเลือกตั้งเชิงกลยุทธ์ที่จะเน้นการดึงพลังอำนาจสตรีและบทบาทสตรีออกมาใช้ในพื้นที่ทางการเมืองและทางสังคมอย่างยิ่ง และผู้เขียนเชื่อว่าหากจะมีการสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างนักรณรงค์ทางการเมืองหญิงของมอนทาน่ากับของไทย&nbsp; จะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนบทบาทสตรีทางการเมืองและการก้าวสู่การเป็นผู้นำทางการเมืองได้อย่างดี ผู้เขียนจะขอนำสิ่งที่ได้ไปพบเห็น และร่วมสังเกตการณ์นี้ไปถ่ายทอดให้กับผู้ที่มีปฏิบัติการในการส่งเสริมบทบาทสตรีสู่การเมืองและการเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจระดับนโยบายสำคัญๆ ของรัฐ/ประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องจริงจังและสำคัญ (serious business) ที่ผู้เขียนคิดว่าเครือข่ายผู้หญิงที่รณรงค์ในด้านนี้ยังเข้าไม่ถึงเนื้อในหรือแก่นแท้ที่จำเป็นของการขับเคลื่อนทางการเมืองนี้สักเท่าใดเลย สำหรับผู้หญิงที่เข้าสู่การเมืองแล้วก็ติดหล่มอยู่กับการเป็น &ldquo;สมาชิกพรรคการเมือง&rdquo; &ldquo;สมาชิกสภาผู้แทนฯ&rdquo; &ldquo;สมาชิกวุฒิสภา&rdquo; และ &ldquo;ตำหแน่งทางการเมือง&rdquo; ต่างๆ ที่ตัดขาดตัวเองออกไปจากการขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมอย่างน่าวังเวง!</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ระหว่างการประชุม พวกเราจะได้รับการดูแลเรื่องเครื่องดื่ม น้ำชา กาแฟ คุกกี้ (home-made) อย่างดีจากพาร์เนอร์ของของ ส.ว. คริสตีน (ชื่อแพท) ซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนที่ดีอย่างเงียบๆ รวมทั้งการเตรียมอาหารกลางวันแบบง่ายๆ (ซุปผักแบบอิตาเลี่ยนกับขนมปังบาแก็ตของฝรั่งเศส) ให้พวกเราได้ทานกันด้วย&nbsp; ขากลับอากาศดีขึ้น&nbsp; แต่ก็มีช่วงที่หิมะลงบ้างตอนช่วงผ่านหุบเขา&nbsp; แต่พอเข้าเขตเมืองมิสซูล่าทุกอย่างก็เปลี่ยนเป็นบรรยากาศแบบฤดูใบไม้ผลิ (spring) เหมือนเดิม&nbsp; ราวกับว่าช่วงฤดูหนาวยะเยือก (Winter) และพายุหิมะที่เราไปผจญมาเมื่อเช้ามัน ผ่านไปชาติครึ่งแล้ว ทั้งๆ ที่เราเพิ่งผ่านมันมาไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง!!! รัฐมอนทาน่าได้ชื่อว่าเป็นรัฐที่มากด้วยความเป็นธรรมชาติทั้งแบบดิบๆ (หรือโหดๆ) และแบบสุกๆ (หรือสุขๆ) เพราะในหนึ่งวันเราอาจจะได้พบกับฤดูกาลครบทั้งสี่ฤดูคือ หนาวมากในตอนกลางคืนและเช้ามืด ใบไม้ผลิ ในช่วงสายๆ ร้อนมากในตอนกลางวัน และเริ่มใบไม้ร่วง (อาจไม่มีการผลัดใบชัดเจนแต่อากาศเริ่มเย็นลงอย่างรวดเร็ว) ในช่วงค่ำๆ ตลอดเวลาที่ขับรถกลับผู้อาวุโสทั้งสองคนด้านหน้าและผู้จัดการแผนรณรงค์ทางการเมืองก็ยังคุยกันเรื่องงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สลับกับการติดตามความคืบหน้าของแผนการรณรงค์หาเสียง การเคลื่อนไหวขยับตัวของผู้สมัครหญิงของพรรคอื่น และผู้สมัครอิสระหญิงที่เป็นผู้มีชื่อเสียงและมีบทบาท (โดดเด่นเฉพาะตัว) คนอื่นๆ ที่ทางก&ldquo;กลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่ของรัฐมอนทาน่า&rdquo;&nbsp; ( The Montana Majority PAC-MMP) จะเข้าไปขอความร่วมมือให้ร่วมกันรณรงค์ให้ผู้หญิงออกมาแสดงตนใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งและเข้าร่วมสนับสนุนกระบวนการเลือกตั้งที่จะเพิ่มปริมาณผู้หญิงแถวหน้าให้เข้าสู่สภานิติบัญญัติ หรือการบริหารราชการเมือง และการทำหน้าที่ทางสังคมในรูปแบบต่างๆ มีการแวะเติมน้ำมัน (แบบเติมเอง และจ่ายด้วยบัตรเครดิตที่เครื่องเติมน้ำมันได้เองเลย ลดการใช้แรงงานคนไปมากทีเดียว) และ ส.ว. แครอลชวนผู้เขียนเข้าไปดูร้านขายของที่ปั้มน้ำมัน และขอให้เลือกเครื่องดื่มและขนมมาทานแก้หิวกระหายติดมือมาด้วย&nbsp; นี่คือคุณสมบัติเฉพาะของผู้หญิงคือการเอาใจใส่ดูแลซึ่งกันและกันเสมอ</p>
<p><strong>การสนทนากับผู้อำนวยการมูลนิธิผู้หญิงแห่งรัฐมอนทาน่า </strong><strong>(Women&rsquo;s Foundation of Montana)</strong></p>
<p>สัปดาห์ต่อมาผู้เขียนได้มีโอกาสพบและสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันกับผู้อำนวยการมูลนิธิผู้หญิงแห่งรัฐมอนทาน่า ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองมิสซูล่า&nbsp; ความจริงการพบปะกันคราวนี้มีคนมาหลายคน เพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนกันในเรื่องการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงและประสานงานกันระหว่างเครือข่ายผู้หญิงของรัฐมอนทาน่าและเครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย&nbsp; โดยมี ส.ส. ไดแอน แซนดส์ และอาจารย์ จี.จี. เป็นผู้ประสานงานหลัก ผู้เขียนได้พบกับผู้อำนวยการมูลนิธิผู้หญิงมอนทาน่า ชื่อเจน (Jane) &nbsp;ซึ่งเนื้อหาหลักๆ ของการประสานกันของสองเครือข่ายน่าจะเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงความคิดและประสบการณ์การขับเคลื่อนประเด็นปัญหาทางการเมืองและสังคมร่วมกันที่ผู้หญิงของสองประเทศเผชิญอยู่และแนวทางการต่อสู้ผลักดันนโยบายสาธารณะต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดความก้าวหน้าและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้หญิงและเด็กหญิงโดยรวม&nbsp; อาจมีการทำโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดูงาน เสริมสร้างประสบการณ์ซึ่งกันและกันของคนทำงานด้านสตรีและเด็กหญิงในอนาคตก็ได้&nbsp; ต่อจากนั้น ส.ส.ไดแอนจะพาไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่บ้านของ ส.ว. แครอล วิลเลี่ยมส์ (ช่วงนี้เป็นช่วงก่อนฤดูกาลหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปที่ในระดับมลรัฐจะเริ่มในราวเดือนมิถุนายน และระดับชาติจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายน ดังนั้นจะมีงานรณรงค์ทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ มาเป็นระยะๆ)</p>
<p><strong>งานแสดงปาฐกถาของประธานมูลนิธิแพลนส์ พาเร้นท์ฮู๊ด เฟดเดอเรชั่น ออฟ อเมริกา </strong><strong>(Planned Parenthood Federation of America) : </strong><strong>เซซิล ริชาร์ดส์</strong><strong> (Cecile Richards)</strong></p>
<p style="margin-left:-7.1pt;">งานเลี้ยงอาหารค่ำแบบง่ายๆ ที่บ้านของ ส.ว. Carol Willams ซึ่งจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับการมาเยือนและการแสดงปาฐกถาของประธานมูลนิธิแพลน พาเร้นฮู๊ด (Planned Parenthood) ซึ่งเป็นมูลนิธิเก่าแก่ (ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑) ทำกิจกรรมด้านสังคมสงเคราะห์ที่เน้นด้านการรณรงค์เรื่องสุขภาพของแม่และเด็ก ได้รับความเชื่อถือและยอมรับอย่างกว้างขวาง เป็นมูลนิธิที่มีชื่อเสียงมาก (และมีอิทธิพลด้านสังคมสงเคราะห์ของสังคมอเมริกันมาก&nbsp; มีคนนิยมบริจาคเงินให้เป็นจำนวนมากด้วย) ซึ่งในระยะหลังๆ นี้มีบทบาทมากในการรณรงค์ให้เกิดนโยบายด้านสุขภาพที่มีผลกระทบต่อผู้หญิง คนแก่ และเด็ก และหาก PPF สนับสนุนผู้สมัครพรรคใด&nbsp; พรรคนั้นก็จะได้เปรียบทางการเมืองมาก เพราะจะได้คะแนนนิยมที่เป็นฐานเสียงของผู้หญิงและคนแก่ที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง&nbsp; ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในปลายปีนี้ PPFA ได้ตั้งทุนเพื่อการทำกิจกรรมรณรงค์เลือกตั้งชื่อว่า &ldquo;ผู้หญิงดูอยู่นะ&rdquo; (Women are Watching) เป็นโครงการรณรงค์ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทั้งหลายได้ตระหนักว่าผู้หญิงทั้งประเทศที่เป็นผู้มีสิทธิออกเสียงข้างมากไม่ได้ปล่อยปละละเลยการเลือกตั้งนะ หากพวกคุณไม่เห็น (หัว) ระวังจะสอบตก!</p>
<p><strong>ไปชมพิพิธภัณฑ์แห่งรัฐมอนทาน่า </strong><strong>(Montana Museum) </strong><strong>ไปสังเกตการณ์ประชุมกรรมาธิการสภาฯ และการสัมมนาครบรอบ ๔๐ ปี รัฐธรรมนูญมลรัฐมอนทาน่า </strong></p>
<p>ผู้เขียนได้มีโอกาสกลับไปที่เมืองหลวงเฮเลน่ากับ ส.ส. ไดแอนอีกครั้งในสัปดาห์ถัดมา เนื่องจากคณะกรรมาธิการด้านระบบกฎหมายและความยุติธรรมจะทำการรับฟังคำร้องจากพลเมืองที่เสนอให้มีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการดำเนินคดีและลงโทษคนที่ไม่ใช่คนพื้นเมือง (Non-native American) ที่ไปล่วงละเมิดทางเพศและกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงชนพื้นเมือง (Native American Women) ในเขตพื้นที่สงวน (Reservation Area)&nbsp; ซึ่ง ส.ส. ไดแอนและ ส.ส. หญิงของพรรคเดโมแครตอีกหลายคนได้เคนนำเสนอร่างแก้กฎหมายนี้ไว้แล้ว&nbsp; แต่แพ้เสียงข้างมากในสภา แต่คราวนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกเพราะมีพลเมืองร้องเรียนเข้ามา&nbsp; นอกจากการมารับฟังการพิจารณากรณีนี้ของคณะกรรมาธิการฯ (ซึ่งจะดำเนินการประชุมอย่างโปร่งใสคือมีการถ่ายทอดการประชุมคณะกรรมาธิการในทีวีสาธารณะ (PBS) ของรัฐแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปไปนั่งฟังการประชุมได้ด้วย (แต่พูดไม่ได้ ฟังได้อย่างเดียว) แล้วไดแอนบอกว่าอยากให้ได้มาเยี่ยมชมที่ทำการของผู้ว่าการมลรัฐด้วย ซึ่งผู้ว่าการ (State Governor) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนสมัยนี้เป็นผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต! ชื่อนายไบรอัน ชไวท์เซอร์ (Brian Schweitzer ) และในช่วงเวลาเดียวกันก็มีการสัมมนาใหญ่ &ldquo;มุมมองต่อรัฐธรรมนูญมอนทาน่า : อดีต ปัจจุบัน อนาคต&rdquo; เนื่องในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปีของการมีรัฐธรรมนูญของรัฐมอนทาน่า จัดโดยองค์กรมนุษย์มอนทานา (Humanities MONTANA) อีกด้วยทำให้การกลับมาที่เฮเลน่าครั้งที่สองนี้คุ้มค่ามาก คราวนี้เราพักค้างคืนหนึ่งคืนที่บ้านของเพื่อน ส.ส. ไดแอนชื่อ ลินดา สโตล (Linda Stoll) ซึ่งเป็นนักล๊อบบี้ยิสต์ (Lobbyist) &nbsp;นักล๊อบบี้ยิสต์ เป็นอีกกลไกหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยทื่บ้านเราน่าจะได้ศึกษาเรียนรู้และยอมรับในความเป็นมืออาชีพในการผลักดันร่างกฎหมายต่างๆ และรวมทั้งนโยบายสาธารณะสำคัญๆ และที่สำคัญการกลับมาครั้งนี้ได้มีโอกาสเข้าชมพิพิธภัณฑ์รัฐมอนทาน่าโดยมีนักประวัติศาสตร์ (ประชาชนและสตรี) กิตติมศักดิ์ คือ ส.ส.ไดแอนอธิบายเรื่องราวประวัติความเป็นมาของรัฐและผู้คนของมอนทาน่าให้ฟังอย่างยอดเยี่ยม!</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/05/news230555-2.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-5395" height="211" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/05/news230555-2.jpg" title="news230555-2" width="248" /></a></p>
<p>สภาพอากาศตอนขับรถออกนอกเมืองมาก็สดชื่นแจ่มใสดี มีแดดออก ท้องฟ้าปลอดโปร่ง อากาศดีมาก&nbsp; แต่พอผ่านช่องเขาที่ถนนตัดผ่านก็มีฝนหิมะเล็กๆ ไม่รุนแรงเท่าเมื่อวันอาทิตย์ กว่าจะมาถึงที่นี่ก็ประมาณเที่ยงๆ แวะไปที่ห้องทำงานของผู้ว่า (ทำเนียบผู้ว่านั่นแหละ) ได้พบกับผู้ว่าการมลรัฐมอนทาน่า นายไบรอัน ชไวท์เซอร์ เป็นผู้ว่าฯ จากพรรคเสียงข้างน้อย (คือพรรค Democrats) ผู้ว่าการรัฐ ไบรอัน เป็นคนที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่เคยผูกไท ใส่สูทเลย เขาจะผูก lobo tie มากกว่า แล้วก็แต่งตัวแบบ western cowboy มากๆ</p>
<p>จากทำเนียบผู้ว่าฯ ผู้เขียนก็ได้ไปร่วมฟังการประชุมของคณะกรรมาธิการว่าด้วยระบบกฎหมายและความยุติธรรม&nbsp; เป็นนัดที่กำลังพิจารณาเรื่องการดำเนินคดีความกับบรรดาพวก &quot;เมาแล้วขับ&quot; แล้วก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนบ่อยครั้ง&nbsp; โดยมีการเสนอให้ออกกฎหมายที่ลงโทษพวก &quot;เมาแล้วขับ&quot; ให้รุนแรงขึ้น และมีมาตรการที่ชัดเจนมากขึ้นในการควบคุมไม่ให้พวกนี้ขับรถและก่ออุบัติเหตุ&nbsp; ซึ่งยังไม่ใช่วาระที่ไดแอนจะต้องเข้ารับฟัง การรับฟังวาระว่าด้วยเรื่องการแก้ไขกฎหมายการล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงชนเผ่าโดยคนนอก (คนขาว)&nbsp; จะมีขึ้นในช่วงบ่าย ดังนั้น ส.ส.ไดแอน &nbsp;จึงพาทัวร์รัฐสภา ห้องทำงานของคณะเจ้าหน้าที่ของเมืองมอนทานาและที่ทำการของสำนักราชการต่างๆ รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ของรัฐ และปิดท้ายด้วยการแวะร้านหนังสือของรัฐสภา (ได้ซื้อหนังสือที่น่าสนใจมาอ่านอีกสองสามเล่ม) จากนั้นพวกเรากลับเข้าไปรับฟังการประชุมของกรรมาธิการฯ ในวาระที่ไดแอนให้ความสนใจ มีการพยายามเล่นการเมืองกีดกันการลงมติรับการแก้ไขเล็กน้อย ทำให้การประชุมต้องเลื่อนออกไปอีกสัปดาห์หนึ่ง</p>
<p>จากนั้นก็ไปดูเมืองหลวง ไปแวะเดินเล่นที่ย่านกลางเมือง มีร้านขนมหวานเจ้าประจำที่ไดแอนชอบมาซื้อทานบ่อยๆ อยู่ในย่านกลางเมืองชื่อร้าน &quot;นกแก้ว&quot; (ร้านแบบนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นแล้ว&nbsp; เพราะขนมจะผลิตจากโรงงานและบรรจุภัณฑ์แบบอุตสาหกรรมส่งขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารใหญ่ๆ หรือไม่ก็ร้านอาหารทั่วไป ไม่เปิดเป็นร้านขายขนมโดยเฉพาะที่มักจะขายไอศครีมและกาแฟไปด้วยเหมือนสมัยโบราณอีกแล้ว) จากนั้นพวกเราก็ไปที่ร้านอาหารไทยชื่อ &ldquo;ต้อยของเมืองไทย&rdquo; (Toi&#39;s Thai) (เจ้าของร้านชื่อ &quot;ต้อย&quot; มาเปิดร้านอาหารไทยนานถึง 40 ปีแล้ว) เป็นร้านอาหารไทยร้านเดียวในเมืองเฮเลน่า ผู้มาร่วมมื้ออาหารค่ำวันนี้เป็นเพื่อนๆ ของส.ส.ไดแอน ประกอบด้วยลินดา (ที่พวกเราจะไปพักที่บ้านเธอคืนนี้) ส.ว. คริสตีน และแพท (หุ้นส่วนชีวิตของ ส.ว. คริสตีน) ทั้งหมดเป็นสตรีแถวหน้าในขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีของเมืองมิสซูล่าและมอนทาน่ามานานไม่ต่ำกว่า ๓๐-๔๐ ปีแล้ว และทั้งหมดมาร่วมสมทบสนทนาวิสาสะและร่วมรับประทานอาหารอาหารค่ำกันด้วยบรรยากาศเป็นกันเองและพูดคุยกันอย่างออกรสชาติ&nbsp; คริสตีน แพท และลินดาวางแผนกันว่าจะไปเที่ยวเมืองไทยในอีกสองปีข้างหน้าคือปี ๒๕๕๗ การท่องเที่ยวต่างประเทศเพื่อหาประสบการณ์ชีวิตของฝรั่งต้องวางแผนล่วงหน้ากันเป็นปีๆ เพราะว่านั่นหมายถึงการเตรียมการในหลายๆ ด้านของพวกเขา</p>
<p><strong>เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยคาร์โรล </strong><strong>(Carroll College)</strong><strong> (มหาวิทยาลัยคาทอลิค) แห่งเดียวที่เมืองเฮเลน่า </strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เช้าวันต่อมาก่อนที่จะไปร่วมการสัมมนารัฐธรรมนูญของรัฐมอนทาน่าในช่วงบ่าย&nbsp; ส.ส. ไดแอนพาไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยคาร์โรล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในเมืองเฮเลน่า บริหารจัดการด้วยเงินบริจาคจากโบสถ์คาทอลิค &nbsp;แห่งเดียววันนี้ได้ไปเดินดูหนังสือที่ร้านหนังสือของ Carroll College (มหาวิทยาลัยคาทอลิค) แห่งเดียวที่เมืองเฮเลน่า แม้จะมีค่าเล่าเรียนแพงกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐถึงสามเท่า แต่ก็มีคนสนใจส่งลูกหลานเรียน&nbsp; เพราะมีคุณภาพทางการศึกษามากกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐโดยทั่วไป และเมืองเฮเลน่าถือได้ว่าเป็นเมืองข้ารัฐการ เจ้าหน้าที่ราชการที่นี่จึงตั้งรกรากที่นี่ มีบ้านที่นี่ และส่งลูกหลานเรียนหนังสือที่นี่&nbsp; เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยของคาทอลิก&nbsp; จึงมีรูปปั้นพระแม่มารี และมีการเรียนการสอนเรื่องเทววิทยา (Theology) และเรื่องของจริยธรรม (Ethics) เป็นวิชาพื้นฐาน เกือบทุกคณะด้วย ที่ร้านหนังสือในมหาวิทยาลัยได้เจอหนังสือที่อยากอ่านมานานแล้วแต่หาไม่ได้ที่เมืองไทย ชื่อหนังสือ &ldquo;Nickel and Dimed&rdquo; น่าจะแปลไทยได้ว่า &ldquo;ห้าบาทสิบบาท&rdquo; เขียนโดย ด๊อกเตอร์บาร์บารา เอิร์นริชส์ (Dr. Barbara Ehrenreich) เป็นหนังสือเก่าที่พิมพ์ออกวางจำหน่ายครั้งแรกในปี ๒๕๔๔ เป็นเรื่องราวของแรงงานหญิงในอเมริกา ที่ต่อให้ทำงานแทบตายก็ยังไม่พออยู่พอกิน โดยเงินค่าจ้างที่ได้นั้นถือได้ว่าเป็นเพียงแค่เศษเงิน (nickel and dimed) เท่านั้น หนังสือที่สะท้อนให้เห็นถึง &quot;ภาวะความยากจน&quot; ของแรงงานหญิงอเมริกันยุคใหม่ที่น่าสนใจมาก</p>
<p>ตอนกลางวันพวกเราสองคนไปรับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารของวิทยาลัย เป็นอาหารบุฟเฟ่ราคานักศึกษาคือคนละ ๗.๕ เหรียญหรือประมาณ๒๒๕ บาทต่อหัว เลือกทานได้ทุกอย่างตั้งแต่สลัด ซุป และอาหารจานหลัก ซึ่งวันนี้เป็นวันศุกร์จึงไม่มีอาหารเนื้อ&nbsp; วันนี้มีปลาย่างอบซ้อสขาว สปาเก็ตตี้ พิซซ่า มันฝรั่งบด ขนมปัง ไส้กรอก ลาซาญญ่า ส่วนของหวานก็มีเยลลี่ ไอศกรีม ชา กาแฟ น้ำอัดลม ซึ่งราคานี้นับว่าถูกมากๆ ถูกกว่าร้านอาหารทั่วไปที่แค่จานหลักจานเดี่ยวๆ ก็ไม่ต่ำกว่า ๑๒ หรือ ๑๕ เหรียญขึ้นไป ไดแอนบอกว่าไม่กี่ปีมานี้มีการรณรงค์เรื่องโรคอ้วนในเด็กอเมริกันอย่างมาก และหลายรัฐออกกฎให้สถานศึกษาจัดการรณรงค์เรื่องอาหารสุขภาพและการกินอาหารอย่างถูกต้องอย่างจริงๆจังๆ รวมทั้งออกกฎหมายบังคับให้มหาวิทยาลัยและโรงเรียนจัดอาหารราคาถูกแต่ถูกสุขลักษณะและเพียงพอให้นักเรียนนักศึกษาด้วย&nbsp; ดังนั้นการไปทานอาหารในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยจึงกลายเป็นทางเลือกของการได้ทานอาหารราคาถูกและมีส่งเสริมสุขภาพด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยก็ยินดีให้บริการประชาชนคนนอกที่แวะเวียนเข้ามาใช้บริการวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัย&nbsp; ซึ่งนโยบายแบบนี้ถือเป็นนโยบายเล็กๆ น้อยๆ ที่ดีมากบ้านเมืองเราควรจะได้ทำนโยบายสาธารณะที่ถึงเนื้อถึงตัวประชาชนตัวเล็กตัวน้อยดีกว่าที่จะขับเคลื่อนนโยบายผลาญเงินแผ่นดินแบบมหาอภิโปรเจ็ค ถ้าไม่หาเสียงก็หาเศษหาเลยทำให้ประเทศชาติสูญเสียงบประมาณและโอกาสการพัฒนาไปอย่างน่าเสียดาย</p>
<p>ผู้เขียนได้สังเกตพฤติกรรมการเลือกทานอาหารของนักศึกษาหญิงและชายไปด้วย&nbsp; มองเห็นจากสายตาพบว่าศึกษาหญิงกับนักษศึกษาชายจะเลือกทานอาหารต่างกัน &nbsp;ผู้หญิงจะเน้นการรักษาหุ่น (อิทธิพลของค่านิยมแบบ &ldquo;หุ่นนางแบบหนังหุ้มกระดูก (skinned body) ยังเป็นแฟชั่นของวัยรุ่นอเมริกันอย่างมาก) และพฤติกรรมรวมกลุ่มแยกเพศยังเห็นเด่นชัด คือนักศึกษาชายจะนั่งรวมกลุ่มกันไม่ปะปนกับนักศึกษาหญิง เหมือนโรงอาหารในมหาวิทยาลัยอเมริกันทั่วไป</p>
<p><strong>การสัมมนาครบรอบ ๔๐ ปี รัฐธรรมนูญมลรัฐมอนทาน่า</strong></p>
<p>การสัมมนาที่เริ่มตั้งแต่เวลาบ่ายโมงครึ่งจัดโดยสมาคมมนุษย์แห่งรัฐมอนทาน่า ส่วนใหญ่ก็เป็นนักวิชาการที่ศึกษาด้านสังคมวิทยา การเมืองการปกครอง รัฐศาสตร์ และนักหนังสือพิมพ์ด้านข่าวการเมืองและสังคม การสัมมนาครั้งนี้เป็นการจัดการเสวนาเชิงวิชาการว่าด้วยเรื่องของรัฐธรรมนูญมอนทาน่า&nbsp; ที่มา เจตนา และการบังคับใช้และการขัดหรือแย้งกันของรัฐธรรมนูญของรัฐ กับ รัฐธรรมนูญของประเทศ และกฎหมายต่างๆ เป็นการสัมมนานัดสำคัญ เพราะคนที่เข้าร่วมล้วนเป็นคนที่เกี่ยวข้องในการยกร่าง การสอน การใช้ และการได้รับผลจากการใช้รัฐธรรมนูญ เพื่อปกป้องสิทธิและความเป็นธรรมของตนทั้งสิ้น&nbsp; เรียกได้ว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ก็ว่าได้เพราะว่าจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปีของการมี รัฐธรรมนูญ ของรัฐมอนทาน่า ซึ่งเมื่อได้ฟังจากวงสัมมนาแล้วพบว่าพวกเขาภาคภูมิใจมากที่รัฐธรรมนูญของมอนทาน่าว่ามีความก้าวหน้ามากในเรื่องของการเคารพในสิทธิพลเมือง การเคารพในสิทธิของคนพื้นเมือง และการรักษาสภาพแวดล้อม&nbsp; ผู้เข้าร่วมส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ&nbsp; คนเหล่านั้นคือคนที่เป็นคณะร่างรัฐธรรมนูญชุด ๑๐๐ คนที่ได้รับเลือกตั้งจากพลเมืองเมื่อปี ๑๙๗๒ เพื่อไปร่างรัฐธรรมนูญร่วมกันให้เสร็จภายใน ๖๐ วันที่เมืองรัฐสภาที่ตั้งอยู่ที่เมืองเฮเลน่าแห่งนี้ พวกเขาทำงานกันทุกวันไม่มีวันหยุด ปัจจุบันจาก ๑๐๐ คนเหลืออบยู่แค่ ๓๒ คน (เสียชีวิตไปแล้ว ๖๘ คน) และใน ๓๒ คนที่เหลืออยู่ ได้มาร่วมในงานสัมมนาครั้งนี้ถึง ๑๑ คน นอกจากนั้นในจำนวน ๑๐๐ คนที่ชาวเมืองมอนทาน่าพากันลงละแนนเลือกมาให้ทำการยกร่าง&nbsp; มีผู้หญิงได้รับเลือกเข้ามาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยถึง ๑๙ คน และส่วนใหญ่จะระบุอาชีพของตนวง่าเป็น &quot;แม่บ้าน&quot; (Housewife) !!!</p>
<p>การสัมมนาประกอบด้วยสองหัวข้อคือเรื่องของหลักสำคัญๆ ของรัฐธรรมนูญ หลักที่ว่าด้วยเรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้เป็น &quot;คุณภาพชีวิตของผู้คน&quot; และว่าด้วยขอบเขตการใช้อำนาจของรัฐบาลท้องถิ่นกับหลักการของรัฐธรรมนูญ&nbsp; การได้เข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้นับว่าได้ประโยชน์มาก&nbsp; เพราะถือเป็นการเรียนรู้ถึงการใช้เหตุผลในการตีความรัฐธรรมนูญของพวกชาวอเมริกันและนำมาเปรียบเทียบกับเมืองไทย ผู้เขียนคิดว่าบ้านเมืองเรายังห่างไกลมากกับการเคารพในสิทธิพลเมือง ผู้มีอำนาจและนักการเมือง (นักเลือกตั้ง) มักจะทำอะไรตามอำเภอใจ ถือว่าได้ครองอำนาจการปกครองบ้านเมืองแล้วก็ทำการไปตามที่ตนต้องการ บางครั้งและบ่อยครั้งก็ไม่เคารพผลประโยชน์ส่วนรวมหรือสิทธิพลเมืองเท่าใดนัก ละเลยหลักการ &ldquo;ปกครองโดยเสียงข้างมากแต่เคารพในสิทธิของเสียงข้างน้อย (Majority Rules Minority Rights)</p>
<p>ตอนเที่ยงเป็นงานเลี้ยงอาหารกลางวันพร้อมมีการปาฐกถาโดยนักข่าวเก่าแก่ที่ทำข่าวเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญในปี ๑๙๗๒ และเป็นนักข่าวอาวุโสที่เขียนวิจารณ์เรื่องนี้ติดต่อกันมาหลายสิบปีแล้ว&nbsp; หลังการปาฐกถาแล้ว&nbsp; เป็นการถ่ายรูปหมู่คนเก่าแก่ที่มาร่วมงานอีกครั้ง&nbsp; ก่อนที่จะเริ่มรายการสัมมนาต่อในภาคบ่าย&nbsp; เราสองคนตัดสินใจว่าจะไม่อยู่ต่อและจะกลับมิสซูล่าหลังอาหารกลางวันเพราะไม่เช่นนั้นก็จะถึงมิสซูล่าค่ำเกินไป และอาจจะเจอพายุหิมะระหว่างทางได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center">&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-จบตอนที่สาม&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/05/23/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e2%80%8b%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5-%e0%b9%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัยรุ่นกับสื่อ : ภาพสะท้อนผู้ใหญ่ในอนาคต</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/02/16/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/02/16/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 16 Feb 2012 09:35:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเยาวชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=4485</guid>
		<description><![CDATA[&#160; เมื่อสื่อกลายเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตวัยรุ่น วัยรุ่นควรบริโภคสื่ออย่างไรให้ได้ทั้งสุขและประโยชน์ในปัจจุบันถึงอนาคต &#160; เมื่อปลายสัปดาห์ก่อนวันวาเลนไทน์โครงการมีเดียมอนิเตอร์ มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษาร่วมกับมูลนิธิไทยพีบีเอสและแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) จัดกิจกรรมการสัมมนาเรื่อง &#8220;วัยรุ่นกับสื่อ : ภาพสะท้อนผู้ใหญ่ในอนาคต&#8221; ที่ลานกิจกรรม สสส.อาคารเอสเอ็มทาวเวอร์ชั้น 35 เพื่อให้ตัวแทนวัยรุ่นในช่วงวัย 15-20 ปีได้ระดมความคิดเห็นต่อประเด็นหรือโจทย์การสัมมนา &#160; จากรายงานผลการศึกษาของ เรื่อง &#8220;การศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของวัยรุ่นต่างกลุ่ม&#8221; ที่เก็บข้อมูลด้วยวิธีการจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับวัยรุ่นช่วงอายุ 15-20 ปีที่มีความแตกต่างกันทางด้านวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม ผลการศึกษาพบว่า วัยรุ่นกลุ่มที่มีฐานะดีจะมีความ &#8220;ก้าวล้ำ&#8221; ติดตามสื่อ มีความพร้อมที่จะเปิดรับสื่อใหม่และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง เปรียบเป็น &#8220;คุณหนูไซเบอร์&#8221; ส่วนวัยรุ่นที่มีฐานะปานกลางจะเลือกรับสื่อตามกระแสสังคม กับพยายามเข้าถึงสื่อทันสมัยซึ่งเปรียบเป็น กลุ่ม &#8220;ไฮเทค-เด็กแนว&#8221; สำหรับวัยรุ่นที่ทำงานหาเลี้ยงตนเองและศึกษานอกระบบ จะนิยมเปิดรับสื่อดั้งเดิมที่ง่ายต่อการเข้าถึง จุดมุ่งหมายเพื่อความบันเทิง มีเพื่อนเป็นสื่อใกล้ตัวที่สุด จึงเปรียบเป็นหรือเรียกได้ว่ากลุ่ม &#8220;แซบเว่อร์ เกลอแก๊ง&#8221; &#8220;เพื่อน&#8221;เป็นสื่อบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อวัยรุ่นทุกกลุ่ม และเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปิดรับสื่อของวัยรุ่น ที่เป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองและกลุ่มเพื่อน โดยสื่อที่วัยรุ่นนิยมเปิดรับ คือ สื่ออินเทอร์เน็ตซึ่งปัจจุบันกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของวัยรุ่นกลุ่มฐานะดีและฐานะปานกลางซึ่งผู้ปกครองส่วนใหญ่ให้อิสระในการใช้อินเทอร์เน็ตของวัยรุ่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center">&nbsp;</p>
<p align="center"><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/02/news160255-3.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-4486" height="108" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/02/news160255-3.jpg" title="news160255-3" width="230" /></a></p>
<p><strong>เมื่อสื่อกลายเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตวัยรุ่น วัยรุ่นควรบริโภคสื่ออย่างไรให้ได้ทั้งสุขและประโยชน์ในปัจจุบันถึงอนาคต</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อปลายสัปดาห์ก่อนวันวาเลนไทน์โครงการมีเดียมอนิเตอร์ มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษาร่วมกับมูลนิธิไทยพีบีเอสและ<strong>แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน</strong> (สสย.) จัดกิจกรรมการสัมมนาเรื่อง &ldquo;วัยรุ่นกับสื่อ : ภาพสะท้อนผู้ใหญ่ในอนาคต&rdquo; ที่ลานกิจกรรม สสส.อาคารเอสเอ็มทาวเวอร์ชั้น 35 เพื่อให้ตัวแทนวัยรุ่นในช่วงวัย 15-20 ปีได้ระดมความคิดเห็นต่อประเด็นหรือโจทย์การสัมมนา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากรายงานผลการศึกษาของ เรื่อง <strong>&ldquo;การศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของวัยรุ่นต่างกลุ่ม&rdquo;</strong> ที่เก็บข้อมูลด้วยวิธีการจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับวัยรุ่นช่วงอายุ 15-20 ปีที่มีความแตกต่างกันทางด้านวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม ผลการศึกษาพบว่า วัยรุ่นกลุ่มที่มีฐานะดีจะมีความ &ldquo;ก้าวล้ำ&rdquo; ติดตามสื่อ มีความพร้อมที่จะเปิดรับสื่อใหม่และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง เปรียบเป็น <strong>&ldquo;คุณหนูไซเบอร์&rdquo;</strong> ส่วนวัยรุ่นที่มีฐานะปานกลางจะเลือกรับสื่อตามกระแสสังคม กับพยายามเข้าถึงสื่อทันสมัยซึ่งเปรียบเป็น กลุ่ม <strong>&ldquo;ไฮเทค-เด็กแนว&rdquo;</strong> สำหรับวัยรุ่นที่ทำงานหาเลี้ยงตนเองและศึกษานอกระบบ จะนิยมเปิดรับสื่อดั้งเดิมที่ง่ายต่อการเข้าถึง จุดมุ่งหมายเพื่อความบันเทิง มีเพื่อนเป็นสื่อใกล้ตัวที่สุด จึงเปรียบเป็นหรือเรียกได้ว่ากลุ่ม <strong>&ldquo;แซบเว่อร์ เกลอแก๊ง&rdquo;</strong></p>
<p>&ldquo;เพื่อน&rdquo;เป็นสื่อบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อวัยรุ่นทุกกลุ่ม และเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปิดรับสื่อของวัยรุ่น ที่เป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองและกลุ่มเพื่อน โดยสื่อที่วัยรุ่นนิยมเปิดรับ คือ สื่ออินเทอร์เน็ตซึ่งปัจจุบันกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของวัยรุ่นกลุ่มฐานะดีและฐานะปานกลางซึ่งผู้ปกครองส่วนใหญ่ให้อิสระในการใช้อินเทอร์เน็ตของวัยรุ่น ในขณะที่วัยรุ่นกลุ่มที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพและศึกษานอกระบบจะนิยมเปิดรับสื่อโทรทัศน์มากกว่า</p>
<p>นอกจากนี้ยังพบว่าวัยรุ่นส่วนใหญ่มักเปิดรับสื่อมากกว่า 1 ประเภทในเวลาเดียวกัน เช่น การฟังวิทยุพร้อมเล่นเกม และการเล่นอินเทอร์เน็ตพร้อมดูโทรทัศน์ ทั้งวัยรุ่นส่วนใหญ่นิยมเปิดรับเคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียมมากกว่าฟรีทีวี สำหรับบุคคลต้นแบบของวัยรุ่นที่ปรากฏในสื่อ คือ ดารา นักร้อง และผู้มีชื่อเสียง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับการศึกษาเรื่อง <strong>&ldquo;ภาพวัยรุ่นในสื่อยอดนิยม&rdquo;</strong> วิเคราะห์ภาพวัยรุ่นที่สะท้อนผ่านเนื้อหาสื่อที่วัยรุ่น (ช่วงอายุ 13-21 ปี) นิยมเปิดรับ โดยการศึกษานิยม 5 อันดับแรกของสื่อ 5 ประเภท คือ</p>
<ul>
<li>สื่อภาพยนตร์ จากผลสำรวจของ Box Office เดือนมกราคม 2553-เมษายน 2554</li>
<li>สื่อเว็บไซต์ จากผลสำรวจของwww.truehits.net ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2554</li>
<li>สื่อวิทยุ จากผลสำรวจของ AC Nielsen &ldquo;สถานีวิทยุที่กลุ่มอายุ 12-14 ปี นิยมฟังมากที่สุดประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2554&rdquo;</li>
<li>สื่อนิตยสาร จากผลสำรวจของกรุงเทพโพลล์ &ldquo;สุดยอดความนิยมของวัยรุ่นประจำปี 2552&rdquo;</li>
<li>สื่อโทรทัศน์ จากผลสำรวจของ AC Nielsen &ldquo;25 อันดับรายการยอดนิยมของผู้ชมที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี ในฟรีทีวีประจำเดือนเมษายน 2554&rdquo;</li>
</ul>
<p>จากผลการศึกษาสามารถสรุปภาพวัยรุ่น 9 ลักษณะ ที่สะท้อนผ่านสื่อยอดนิยม คือ</p>
<p><strong>1.วัยรุ่นสวย-หล่อ</strong> คือวัยรุ่นที่ให้ความสำคัญกับเรื่องอัตลักษณ์ทางกาย (Physical Identities) โดยผู้หญิงสวยต้องผิวขาว หน้าใส หุ่นผอมเพรียว แต่งตัวตามกระแสนิยม ผู้ชายหล่อต้องรูปร่างล่ำสัน แต่งตัวตามกระแสนิยม ต้นแบบความสวย-หล่อคือนักร้อง นักแสดงที่ปรากฏในสื่อ</p>
<p><strong>2.วัยรุ่นวุ่นรัก</strong> คือ วัยรุ่นที่ต้องการความรัก ความสนใจ และให้ความสำคัญกับเรื่องของความรักระหว่างหนุ่ม-สาว การมีแฟน มองความรักเป็นบทเรียนของชีวิต แม้ว่าจะอกหัก ผิดหวัง แต่ความผิดหวังนั้นจะทำให้เติบโต แข็งแกร่ง และมีมุมมองชีวิตใหม่ๆ</p>
<p><strong>3.วัยรุ่นกลุ่มแก๊ง</strong> &nbsp;คือ วัยรุ่นที่ให้ความสำคัญกับเพื่อน มักใช้เวลาส่วนใหญ่กับกลุ่มเพื่อนเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ &nbsp;ไว้ใจ เชื่อใจในการปรึกษาและระบายเรื่องราวปัญหาต่างๆ ให้เพื่อนรับฟังและช่วยกันหาทางแก้ไข</p>
<p><strong>4.วัยรุ่นนักช็อป</strong>&nbsp; คือ &nbsp;เป็นภาพวัยรุ่นที่สะท้อนผ่านโฆษณาและคอลัมน์ในสื่อยอดนิยม แสดงให้เห็นถึงความพยายามของวัยรุ่นในการสร้างตัวตน โดยการปรุงแต่งภาพลักษณ์ภายนอก ผ่านการบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ จนเกิดเป็นพฤติกรรมบริโภคนิยม</p>
<p><strong>5.วัยรุ่นไทยหัวใจเกาหลี</strong> &nbsp;คือ วัยรุ่นที่นิยมเปิดรับวัฒนธรรมและค่านิยมเกาหลีจากละคร เพลง และภาพยนตร์ จนเกิดเป็นกระแส K-POP หรือ Korean Popular Culture ที่วัยรุ่นไทยพยายามลอกเลียนแบบดารา นักร้องเกาหลี ทั้งเรื่องหน้าตา ทรงผม การแต่งกาย การกิน เที่ยว การศึกษา</p>
<p><strong>6.วัยรุ่นที่ชัดเจนในตัวเอง</strong> &nbsp;&nbsp;คือ วัยรุ่นที่กล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าทำ มีเป้าหมายของตนเอง รู้ว่าตนเองชอบหรือต้องการในสิ่งใด ตามลักษณะคนวัย Generation Why (Y) ที่ต้องการการเรียนรู้ที่หลากหลายและพร้อมที่จะเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ นอกจากนี้ยังมีความคิดสร้างสรรค์ มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง มีเป้าหมายในอาชีพการงาน หรือการเรียนที่ชัดเจน ตัวอย่างบุคคลต้นแบบของวัยรุ่นกลุ่มนี้ คือ นักร้อง นักแสดง</p>
<p><strong>7.วัยรุ่นวัยเอ็กซ์</strong> &nbsp;คือ วัยรุ่นที่สนใจเรื่องเพศ ตั้งแต่การปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศผ่านภาพถ่ายแฟชั่น อัลบั้มภาพ ไปจนถึงเรื่องเพศสัมพันธ์ ซึ่งตามพัฒนาการช่วงวัยของวัยรุ่นนั้นจะเริ่มสนใจ และ เริ่มมีความต้องการทางเพศ เริ่มแสวงหาวิธีการแสดงออกทางเพศที่เหมาะสม แต่เนื้อหาที่สื่อยอดนิยมนำเสนอส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องเพศที่ไม่เหมาะสม</p>
<p><strong>8.วัยรุ่นกับเรื่องลี้ลับ </strong>&nbsp;คือ วัยรุ่นที่สนใจเนื้อหาความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ เรื่องลี้ลับที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ การทำนาย การพยากรณ์ดวงชะตา ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อความบันเทิง อาจเพราะช่วงวัยรุ่นเป็นวัยแห่งความอยากรู้อยากเห็น อยากแสวงหาคำตอบ ขณะที่เรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติเป็นเรื่องที่ไม่มีคำตอบตายตัว จึงเป็นที่สนใจของวัยรุ่น</p>
<p><strong>9.วัยรุ่นกลุ่มทางเลือก</strong> &nbsp;คือ วัยรุ่นที่มีความสนใจในเรื่องที่แตกต่าง เป็นประโยชน์ และไม่ตามกระแสวัยรุ่นส่วนใหญ่ แต่ภาพวัยรุ่นกลุ่มนี้มักได้รับพื้นที่ในสื่อยอดนิยมน้อยมาก อาจจำแนกวัยรุ่นกลุ่มทางเลือก ออกเป็น <strong>1.วัยรุ่นหัวสร้างสรรค์</strong> คือ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถประดิษฐ์สิ่งของที่มีอยู่เดิมให้แตกต่าง สวยงามในลักษณะ D.I.Y (Do It Yourself) <strong>2.วัยรุ่นนอกกระแส (เด็กแนว)</strong> เป็นวัยรุ่นที่มีความคิดเป็นของตนเอง ไม่ตามกระแส (แต่ไม่ต่อต้าน) รักการเรียนรู้ สนใจเรื่องราวที่หลากหลาย แตกต่างไปจากกระแสส่วนใหญ่ของสังคม<strong> 3.วัยรุ่นใฝ่รู้</strong> คือ วัยรุ่นที่สนใจเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมและเรื่องราวรอบตัวที่ส่งเสริมสติปัญญา ความรู้รอบตัว เช่น ข่าว เกร็ดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ <strong>4.วัยรุ่นใฝ่ธรรม-ดี </strong>คือ วัยรุ่นที่สนใจในเรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา การทำความดีที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้</p>
<p>เมื่อ ภาพวัยรุ่นที่สะท้อนจากสื่อยอดนิยม มาเปรียบเทียบกับภาพอนาคตและคุณลักษณะคนไทย ที่มีผู้ทำการศึกษาไว้&nbsp; คือ &ldquo;มีทักษะด้านการรู้คิด รู้จักเลือกรับข้อมูลมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ มีทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี รู้จักปรับตัว มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ ให้ความสำคัญกับจิตใจมากกว่าภาพลักษณ์ภายนอก เห็นคุณค่าความเป็นไทย มีจิตสำนึกประชาธิปไตยและจิตสาธารณะ&rdquo; อาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่วัยรุ่นวันนี้ พึงพัฒนาในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากวัยรุ่นสู่ผู้ใหญ่ คือ &ldquo;ความใฝ่รู้ ความสนใจเหตุการณ์รอบตัว ความสามารถเรื่องเทคโนโลยีเพื่อการรับส่งข้อมูล ข่าวสารความบันเทิง ที่ไม่ใช่เพียงเพื่ออารมณ์ความรู้สึก เท่านั้น&nbsp; ทั้งควรให้คุณค่าด้านจิตใจ ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ภายนอก มีความรู้ ความเข้าใจ และเท่าทันวิถีแห่งบริโภคนิยม และ อัตลักษณ์แห่งกลุ่มคนและเชื้อชาติ&rdquo;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับความเห็นของวิทยากรผู้ร่วมเสวนา อาจสรุปได้ ดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><em>&ldquo;ควรสนับสนุนสื่อพื้นบ้านเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของวัยรุ่น&rdquo;</em></strong></p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/02/news160255-4.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-4487" height="272" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/02/news160255-4.jpg" title="news160255-4" width="420" /></a></p>
<p><strong>นางสาวไพรำ เอรัสสะ (น้องฟาง) นักเรียนโรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ และตัวแทนกลุ่มลูกหว้า </strong>กล่าวว่า สังคมควรให้ความสนใจกับสื่อพื้นบ้านอย่าง หนังตะลุง ละครชาตรี เพราะสื่อพื้นบ้านช่วยสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนให้คนมารวมตัวกัน ในขณะที่สื่อกระแสหลักไม่ได้ส่งเสริมเรื่องดังกล่าว เพราะต่างคนต่างเปิดรับสื่อกันคนละที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน จากการจัดกิจกรรม &ldquo;เพชรบุรีดีจัง&rdquo; ของกลุ่มลูกหว้า พบว่าวัยรุ่นค่อนข้างให้ความสนใจกับสื่อพื้นบ้าน แต่ผู้ผลิตสื่อกระแสหลักขาดการนำเสนอในส่วนนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo;หัวใจสำคัญในการบริโภคสื่อ คือ การคิด วิเคราะห์ แยกแยะ&rdquo;</em></strong></p>
<p><strong>นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว </strong>กล่าวถึงเรื่องสื่อพื้นบ้านว่าหากมีการวางแผนจัดการดีๆ ก็สามารถนำสื่อพื้นบ้านมาพัฒนาได้ ซึ่งจะทำให้เกิดสื่อที่หลากหลายและอาจเป็นการจุดประกายกระแส T-POP (Thai Popular Culture) ให้เป็นที่นิยมแทนกระแส K-POP (Korean Popular Culture) ในปัจจุบัน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สื่อกับวัยรุ่น ปัญหาของเด็กวัยรุ่นปัจจุบัน คือ ขาดการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้วัยรุ่นสนุกกับการคิด วิเคราะห์ แยกแยะผ่านสื่อต่างๆ เราสามารถประยุกต์เรื่องเหล่านี้เข้าไปในสื่อบันเทิง หรือนำความบันเทิงเข้ามาสอดแทรกในสื่อที่มีสาระได้หรือไม่ รวมถึงการสนับสนุนให้เด็กวัยรุ่นได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อพัฒนาศักยภาพทางความคิดของเด็ก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><em>&ldquo;การตัดสินใจเปิดรับสื่อของวัยรุ่นเป็นการตัดสินใจตามเหตุผล อารมณ์ หรือตามกระแส&rdquo;</em></strong></p>
<p><strong>คุณนิรมล เมธีสุวกุล กรรมการบริษัทป่าใหญ่ ครีเอชั่น จำกัด </strong>กล่าวว่าวัยรุ่นช่วงอายุ 12-15 น่าสนใจเพราะเป็นช่วงวัยที่ยังต้องการปรึกษาพึ่งพาพ่อแม่ครูอาจารย์ ส่วนวัยที่ทำการศึกษากว่า คือ ช่วง 15 &ndash; 20 ปีเป็นวัยที่เริ่มมีชีวิตเป็นของตัวเองแล้ว ดังนั้นพฤติกรรมการรับสื่อของวัยรุ่นกลุ่มนี้อาจสะท้อนพฤติกรรมการรับสื่อของคนช่วงวัยอื่นๆ ได้เช่นกัน</p>
<p>ประเด็นที่น่าสนใจ คือ วัยรุ่นสามารถแยกแยะการรับสื่อได้เองจริงหรือไม่ วัยรุ่นบางคนบอกรู้เท่าทันสื่อแต่ก็ยังทำตามสื่อเป็นเพราะต้องการทำตามกระแสหรือความต้องการของตัวเอง ในขณะที่บางคนรู้เท่าทันสื่อและเลือกรับสื่อที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับตนเอง สุดท้ายแล้วการตัดสินใจเปิดรับสื่อของวัยรุ่นเป็นการตัดสินใจตามเหตุผล อารมณ์ หรือตามกระแส</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัยรุ่นควรใช้ชีวิตให้เหมือนนก ที่บินอยู่บนท้องฟ้า เห็นอะไรน่าสนใจก็โฉบลงไป&nbsp; แล้วบินต่อเพื่อมองหาสิ่งที่น่าสนใจต่อไปเพราะถ้าเรารู้มากเราก็จะมีทางเลือกมาก และถ้าวัยรุ่นอยากเห็นสื่อในฝันก็ต้องลงมือทำ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><em>&ldquo;วัยรุ่นปัจจุบันกำลังตกเป็นเหยื่อของทุนนิยม&rdquo;</em></strong></p>
<p><strong>คุณสุผจญ กลิ่นสุวรรณ รองบรรณาธิการฝ่ายข่าวภาคภาษาอังกฤษ สถานีไทยพีบีเอส </strong>กล่าวว่า วัยรุ่นในปัจจุบันกำลังตกเป็นเหยื่อของระบบทุนนิยมผ่านการบริโภคสินค้าซึ่งมีการโฆษณาผ่านสื่อกระแสหลักที่หวังผลกำไรจากผู้บริโภค การตลาดในปัจจุบันให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การสร้างชื่อเสียง (reputation) สินค้าหลายแบรนด์ค้นหาวิธีการเพื่อให้ผู้บริโภคจดจำและเกิดความประทับใจ จนนำไปสู่การเลือกบริโภค เช่น บริษัท apple ผลิต free application ออกมาให้เป็นที่รู้จัก ให้เห็นถึงความพิเศษของสินค้าเพื่อดึงดูดให้คนซื้อ iPhone ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ เราจะต้องรู้เท่าทันสื่อและสามารถต่อต้านสื่อที่ไม่ดีได้ ส่วนเรื่องสื่อพื้นบ้าน แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการนำสื่อสมัยใหม่มาผสมผสานกับสื่อพื้นบ้าน เช่น การผสมผสานเพลงไทย-สากลกับเพลงลูกทุ่งหมอลำ แต่ทั้งหมดเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ทางการตลาดและผลกำไรเป็นหลักเนื่องจากทางบริษัทผู้ผลิตได้ทำการสำรวจตลาดแล้วว่าเพลงเหล่านี้สามารถขายได้</p>
<p><strong><em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo;วัยรุ่นทุกคนที่รับสื่อต่างก็มีทางเลือก แต่จะทำอย่างไรให้วัยรุ่นได้สิทธิเหล่านี้&rdquo; </em></strong></p>
<p><strong>แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร ผู้อำนวยการสถาบัน ราชานุกูล </strong>กล่าวว่า กระบวนการคิด วิเคราะห์ แยกแยะสื่อของ วัยรุ่นอาจเกิดได้ยาก เนื่องจากสื่อปัจจุบันมีหลากหลายประเภท หลายช่องทาง และเกือบทั้งหมดค่อนข้างชี้นำวัยรุ่นไปในทางเดียวกัน คือ สื่อสร้างกรอบ วิธีคิด และภาพบางอย่างให้กับคนรุ่นว่าอะไรที่ควรทำและไม่ควรทำ ดังนั้นผู้รับสื่อจึงไม่เกิดการคิดวิเคราะห์ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ววัยรุ่นทุกคนที่รับสื่อต่างก็มีทางเลือก แต่จะทำอย่างไรให้วัยรุ่นได้สิทธิเหล่านี้</p>
<p>สื่อควรเป็นทางเลือกที่จะทำให้วัยรุ่นได้รับประสบการณ์บางอย่างที่ถูกต้องและชัดเจน สื่อควรให้มุมมองที่แตกต่างไปจากที่เรามี เพื่อให้เกิดการผสมผสานระหว่างสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ สื่อควรเปิดพื้นที่แบบกลุ่มเพื่อน และส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้วัยรุ่นสามารถเลือกเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง</p>
<p>นอกจากนี้สื่อยังควรป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์ความสุข สื่อควรให้พื้นที่เพื่อตอบสนอง หรือให้ความรู้ความเข้าใจกับวัยรุ่นในเรื่องความรัก เรื่องเพื่อน เรื่องการเรียน เรื่องความสัมพันธ์กับครอบครัวและผู้ใหญ่</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p><strong><em>&ldquo;ถ้าเราไม่อยากให้สังคมในอนาคตเต็มไปด้วยคนที่มีปัญหาเรื่องเพศ เรื่องการบริโภค เราก็ต้องเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้&rdquo;</em></strong></p>
<p><strong>นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์</strong> <strong>ประธานกรรมการมูลนิธิไทยพีบีเอส </strong>กล่าวว่า สมองของวัยรุ่นอยู่ในช่วงเวลาของการเรียนรู้ แต่การเรียนรู้ในปัจจุบันเป็นการเรียนรู้แบบผิดๆ ที่มาจากสื่อและเพื่อน ดังนั้นทางออกที่จะทำให้วัยรุ่นเรียนรู้ได้ดี คือ การสร้างสื่อสาธารณะที่เข้มแข็งเพราะปัจจุบันสื่อกระแสหลักของไทยเป็นสื่อพาณิชย์ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบมาก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การสนับสนุนให้วัยรุ่นทำกิจกรรมตามความชอบและความสนใจจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่องค่านิยมของวัยรุ่นที่เกิดจากสื่อไม่ว่าจะเป็นค่านิยมทางเพศ หรือค่านิยมทางวัตถุ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบเมื่อพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ถ้าเราไม่อยากให้สังคมในอนาคตเต็มไปด้วยคนที่มีปัญหาเรื่องเพศ เรื่องการบริโภค เราก็ต้องเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ในยุคแห่งสื่อทางเลือกในปัจจุบันสามารถเปิดช่องทางให้วัยรุ่นผลิตสื่อได้เอง ซึ่งสื่อที่ผลิตจากวัยรุ่นสู่วัยรุ่นจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี เพราะคนผลิตและคนรับมีความคิดความต้องการที่ตรงกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในช่วงของการแบ่งกลุ่มเพื่อระดมความคิดเห็นของวัยรุ่นที่เข้าร่วมการเสวนา วัยรุ่นกลุ่มต่างๆ ได้แก่ กลุ่มภาคอีสาน กลุ่มเพชรบุรี กลุ่มกาญจนบุรี กลุ่มชลบุรี และกลุ่มกรุงเทพฯ ได้สะท้อนมุมมอง ต่อ 4 ประเด็น สรุปได้ดังนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>1.ภาพวัยรุ่นที่สะท้อนออกมาในสื่อเป็นอย่างไร</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลุ่มวัยรุ่นส่วนใหญ่มองว่าภาพวัยรุ่นที่สื่อสะท้อนออกมาไม่ใช่ภาพวัยรุ่นในความเป็นจริงทั้งหมด สื่อนำธรรมชาติบางส่วนของวัยรุ่นมาต่อยอดทางความคิดเพื่อสร้างกระแสนิยมจูงใจให้เกิดการบริโภคสินค้า เช่น ใช้ความสนใจเรื่องรูปร่างหน้าตา การมีผิวขาวของวัยรุ่นมาเป็นจุดขายผลิตภัณฑ์ การนำเรื่องการเรียนของวัยรุ่นมาเป็นจุดขายเครื่องดื่มบำรุงสมอง นอกจากนี้สื่อยังหยิบยกวัยรุ่นเพียงกลุ่มเดียวมานำเสนอ คือ วัยรุ่นสวย หล่อ หุ่นดี</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในขณะที่บางกลุ่มมองว่าภาพวัยรุ่นที่ปรากฏในสื่อไม่ได้สะท้อนภาพวัยรุ่นจริงๆ แต่วัยรุ่นถูกเจ้าของธุรกิจนำมาใช้เป็นพรีเซนเตอร์ในการขายของโดยการสร้างบุคลิกลักษณะขึ้นมา ทั้งที่วัยรุ่นในความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>2.วัยรุ่นทางเลือกควรจะเป็นอย่างไร และทำอย่างไรวัยรุ่นจึงจะเท่าทันสื่อ</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลุ่มวัยรุ่นส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าวัยรุ่นทางเลือกต้องเป็นตัวของตัวเอง มีความมั่นใจในตัวเอง กล้าทำสิ่งต่างๆตามความชอบและความสนใจของตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์ ทันสมัย แต่ไม่ตามกระแสนิยมมากเกินไป การเลียนแบบไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องรู้จักเลือกเลียนแบบอย่างถูกต้องและเหมาะสม อะไรที่ดีก็ควรนำมาปรับใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง และสังคม ส่วนอะไรที่ไม่ดีก็ไม่ควรทำตาม</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตาม วัยรุ่นทางเลือกหรือเด็กแนวในปัจจุบันมีเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่วัยรุ่นทางเลือกที่แท้จริง แต่เป็นเพียงการพยายามทำตัวให้เหมือนเด็กแนวผ่านการแต่งกายและการแสดงท่าทางซึ่ง</p>
<p>&rdquo;ความแนว&rdquo; เป็นเพียงภาพภายนอกเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประเด็นเรื่อง <strong>&ldquo;ทำอย่างไรวัยรุ่นจะเท่าทันสื่อ&rdquo;</strong> กลุ่มวัยรุ่นเสนอว่า วัยรุ่นควรลงมือทำสื่อด้วยตัวเองเพราะจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้กระบวนการทั้งหมด ทำให้รู้ว่าสื่อให้กลยุทธ์อย่างไรในการจูงใจ ทำให้เข้าใจจุดประสงค์ของสื่อ อย่างไรก็ดี มีข้อเสนอว่า วัยรุ่นควรการเปิดรับสื่ออย่างหลากหลาย แต่วัยรุ่นควรได้รับการพัฒนาให้รู้ท่าทันสื่อ เพื่อสามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะสิ่งที่ดีและไม่ดีในสื่อ การรู้เท่าทันสื่อจะเป็นภูมิคุ้มกันให้วัยรุ่นพร้อมรับมือกับสื่อ และสามารถเปิดรับสื่อได้ทุกรูปแบบ<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/02/news160255-5.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-4488" height="174" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/02/news160255-5.jpg" title="news160255-5" width="420" /></a></p>
<p><strong>3.วัยรุ่นต้องการสื่อแบบไหน และควรใช้สื่ออย่างไรเพื่อให้เกิดความสุข (ในปัจจุบัน)</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กลุ่มวัยรุ่นต้องการสื่อที่รายงานความจริง ไม่นำเสนอข่าวสารด้านเดียว สื่อที่สนับสนุนและส่งเสริมพัฒนาการและสามารถตอบสนองความต้องการและความสนใจของวัยรุ่นได้อย่างหลากหลาย สื่อที่ให้ความบันเทิงควบคู่ไปกับสาระความรู้ ทั้งเรื่องของการศึกษา ประเพณี วัฒนธรรม สื่อที่ไม่มีความรุนแรง สื่อที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและเป็นช่องทางให้กลุ่มที่มีจิตอาสาได้รวมตัวกันเพื่อทำประโยชน์ให้แก่สังคม รวมถึงการสนับสนุนให้มีรายการปรึกษาปัญหาวัยรุ่นที่มีผู้ดำเนินรายการเป็นวัยรุ่นด้วยกัน เหมือนพูดคุยปรึกษาปัญหากับเพื่อน การที่วัยรุ่นส่วนใหญ่ติดเฟซบุ๊ค เป็นเพราะเหงา ไม่มีเพื่อนพูดคุย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การใช้สื่อให้เกิดความสุขควรใช้เพื่อเป็นช่องทางแสดงความสามารถของตนเองในทางสร้างสรรค์ และควบคุมระยะเวลาการเปิดรับสื่อให้เหมาะสม ไม่ใช้สื่อมากเกินไปจนเกิดการเสพติดสื่อ อีกทั้งวัยรุ่นควรมองสื่อให้ลึกถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้ผลิตสื่อ มองเห็นแง่คิดและคติสอนใจต่างๆที่แฝงมาในสื่อ ไม่ใช่เปิดรับเฉพาะความบันเทิงเท่านั้น</p>
<p><strong>4.วัยรุ่นควรรับและใช้สื่ออย่างไรเพื่อชีวิตที่ดีในอนาคต</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัยรุ่นควรเปิดรับและใช้สื่ออย่างหลากหลาย ตรงกับความสนใจของตนเองมากกว่าเปิดรับตามกระแส และควรนำเอาสิ่งดีๆทีได้จากสื่อมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ และแยกแยะ เข้าใจธรรมชาติและจุดประสงค์ของสื่อ รวมถึงการรู้จักควบคุมจิตใจของตนเองในการรับและใช้สื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม นอกจากนี้วัยรุ่นต้องระมัดระวังการใช้สื่อออนไลน์ ควรตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเพื่อป้องกันอันตรายจากบุคคลที่เราไม่รู้จัก ทั้งนี้ผู้ปกครองเด็กวัยรุ่นต้องคอยแนะนำการเลือกรับสื่อ ต้องเข้าใจ เข้าถึง ตามทัน และรู้เท่าทันสื่อเช่นเดียวกัน</p>
<p><strong><u>สรุปสาระสำคัญจาก</u></strong><strong><u>การระดมความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมการสัมมนาที่เป็นวัยรุ่น</u></strong></p>
<p>คุณเข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน สรุปสาระสำคัญจากการนำเสนอของกลุ่มเยาวชนซึ่งมีประเด็นสำคัญ 5 ประเด็น คือ<strong> ภาพวัยรุ่นในสื่อ</strong> วัยรุ่นมีธรรมชาติของตัวเอง ภาพวัยรุ่นที่ปรากฏในสื่อไม่ได้ครอบคลุมความเป็นวัยรุ่นทั้งหมด สิ่งที่สื่อนำเสนออาจเป็นความจริงเพียงบางส่วน และบางสื่อเลือกนำเสนอภาพวัยรุ่นที่ไม่ตรงกับความจริง ภาพลักษณ์วัยรุ่นภายนอกที่ดูเหมือนบริโภคนิยมตามกระแส แต่ความจริงแล้ววัยรุ่นไม่ได้ตามกระแสหมดทุกเรื่อง ไม่ได้ซื้อหรือเลียนแบบสื่อทุกอย่าง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>วัยรุ่นควรจะเป็นอย่างไร </strong>วัยรุ่นต้องมีความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองไม่ตามกระแส มีความมั่นใจ รู้ความต้องการหรือค้นพบจุดเด่น จุดที่ดีของตัวเอง วัยรุ่นต้องทันสมัยไม่ตกยุค รู้จักใช้ รู้จักเลือก การใช้เทคโนโลยีสื่อสารต้องใช้อย่างรู้เท่าทัน สามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะสิ่งที่สื่อนำเสนอได้&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การรู้เท่าทันสื่อ </strong>การรับสื่อจะต้องหาข้อมูลจากหลายๆ ด้านอย่ารับข้อมูลเพียงด้านเดียว ติดตามสื่อและเปิดรับสื่ออย่างหลากหลายทั้งสื่อดีและไม่ดีเพื่อให้เห็นความแตกต่าง แต่ต้องเลือกรับในส่วนที่ดีและเป็นประโยชน์กับตัวเอง ต้องรู้จักคิด วิเคราะห์ แยกแยะเนื้อหาสื่อ และต้องใช้เวลากับสื่ออย่างเหมาะสม ไม่ควรใช้เวลามากเกินไปจนไม่ได้ทำกิจกรรมอย่างอื่น การรู้เท่าทันสื่อของวัยรุ่นจะต้องมีการสร้างให้เกิดกระบวนการรู้เท่าทันสื่อ เช่น การจัดอบรม การมีหลักสูตรรู้เท่าทันสื่อในโรงเรียน การมีผู้ใหญ่ที่เป็นแบบอย่างที่ดี พ่อแม่ต้องให้คำแนะนำกับลูกได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>สื่อแบบไหนที่วัยรุ่นต้องการ</strong> สื่อในความต้องการของวัยรุ่น ต้องเป็นเรื่องที่วัยรุ่นสนใจ ไม่ใช่เป็นความสนใจของผู้ใหญ่หรือของผู้ผลิต ผู้ผลิตสื่อต้องเข้าใจความสนใจของวัยรุ่นตามวัยว่ามีอะไรบ้าง วัยรุ่นต้องการสื่อที่มีความบันเทิงควบคู่ไปกับสาระ แต่ต้องไม่รุนแรง ต้องการสื่อที่ช่วยเสริมศักยภาพการพัฒนา ซึ่งอาจจะเป็นกีฬา ดนตรี โดยเฉพาะสื่อที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียน และต้องไม่มีโฆษณาแฝง วัยรุ่นต้องการพื้นที่สื่อที่เปิดโอกาสให้ได้แสดงความสามารถ และหากได้มีส่วนร่วมในการผลิตสื่อด้วยจะทำให้เกิดการเรียนรู้และได้สื่อที่ตรงกับความต้องการของวัยรุ่นจริงๆ&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>การใช้สื่อเพื่อให้เกิดความสุขในชีวิตปัจจุบันและอนาคต </strong>การใช้สื่อจะต้องเข้าใจและรู้จักใช้อย่างเหมาะสม ไม่ควรใช้เวลากับสื่อบางสื่อมากไป เช่น อินเทอร์เน็ต ทีวี ควรเปิดรับสื่อที่หลากหลาย ทั้งสื่อดี สื่อไม่ดี และต้องรู้จักเลือกสิ่งที่ดีนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับตนเอง ระวังอย่าให้ตกเป็นเหยื่อหรือเป็นเครื่องมือการทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวกับสื่อหรือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งบางทีอาจจะเกิดผลกระทบในระยะยาวที่เราคาดไม่ถึง</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/02/16/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไก่-ผู้คน-ชุมชน ที่หายไปจากป่าแก่งกระจาน</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/10/20/%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%99-%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9b/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/10/20/%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%99-%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9b/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 Oct 2011 04:27:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเยาวชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=3619</guid>
		<description><![CDATA[วันนั้น วันที่ไก่หายไปจากผืนป่าแก่งกระจาน วันที่ไม่มีบ้าน ไม่มีข้าว ไว้เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เพราะลำพังข้าวที่หามาเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวจำนวนหลายชีวิตให้อิ่มพอก็แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว คือวันที่พี่พฤบอกว่าเขาได้ไปเห็นภาพนั้นมากับตาแล้ว&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; z ความเชื่อของคนรุ่นหนึ่งที่ผูกพันจิตวิญญาณไว้ ความเชื่อที่หลอมรวมให้เกิดจารีต ประเพณี พิธีกรรมที่ส่งต่อกันมา ยึดโยงครอบครัวผู้คน จนหลอมรวมเป็นชุมชน วันนี้มันหายไปอย่างตั้งตัวไม่ทัน&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; zzสำหรับภาพความเจ็บปวดของพี่น้องปกาเกอะญอที่แก่งกระจาน วันที่ไม่มีบ้าน ไม่มีข้าว มันคือความเจ็บปวดของผู้เป็นพ่อที่ไม่มีข้าวเลี้ยงดูครอบครัว &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; บ้านหลังหนึ่งที่สร้างขึ้น สำหรับปาเกอะญอ บนนั้นมี &#8220;เตาไฟ 3 เส้า&#8221; ที่หมายถึงพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย &#8220;ขอบกั้น&#8221;ที่ล้อมไว้คือลูกสาว ส่วน &#8220;เสา&#8221; ทั้งสี่คือลูกเขย มีหม้อในการทำพิธี &#8220;หม้อตัวเมีย&#8221; สำหรับหุงข้าว &#8220;หม้อตัวผู้&#8221; สำหรับทำหมู ไก่ มีที่ &#8220;กวนไม้ไผ่&#8221; สำหรับการทำข้าวไก่พิธี มี &#8220;ถาดกะทิ&#8221; ไว้กินไก่โคทิ&#160; &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; พี่พฤกำลังบอกว่าโครงสร้างบ้านของปาเกอะญอนั้นมันมีความลึกซึ้งเพียงใด การเผาทำลายทั้งบ้านและข้าว ของอุทยานในครั้งนี้ สิ่งที่มันมอดไหม้ไปจึงยิ่งใหญ่อย่างประเมินค่าไม่ได้เลย ถ้าจะมีข้อเสนอใดๆจากนี้ พี่พฤบอกว่า- [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/10/news201054-32.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-3622" height="176" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/10/news201054-32.jpg" title="news201054-3" width="250" /></a><br />
	วันนั้น วันที่ไก่หายไปจากผืนป่าแก่งกระจาน</p>
<p>วันที่ไม่มีบ้าน ไม่มีข้าว ไว้เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เพราะลำพังข้าวที่หามาเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวจำนวนหลายชีวิตให้อิ่มพอก็แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว คือวันที่พี่พฤบอกว่าเขาได้ไปเห็นภาพนั้นมากับตาแล้ว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; z</p>
<p>ความเชื่อของคนรุ่นหนึ่งที่ผูกพันจิตวิญญาณไว้ ความเชื่อที่หลอมรวมให้เกิดจารีต ประเพณี พิธีกรรมที่ส่งต่อกันมา ยึดโยงครอบครัวผู้คน จนหลอมรวมเป็นชุมชน วันนี้มันหายไปอย่างตั้งตัวไม่ทัน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
	zzสำหรับภาพความเจ็บปวดของพี่น้องปกาเกอะญอที่แก่งกระจาน วันที่ไม่มีบ้าน ไม่มีข้าว มันคือความเจ็บปวดของผู้เป็นพ่อที่ไม่มีข้าวเลี้ยงดูครอบครัว &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
	บ้านหลังหนึ่งที่สร้างขึ้น สำหรับปาเกอะญอ บนนั้นมี &ldquo;เตาไฟ 3 เส้า&rdquo; ที่หมายถึงพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย &ldquo;ขอบกั้น&rdquo;ที่ล้อมไว้คือลูกสาว ส่วน &ldquo;เสา&rdquo; ทั้งสี่คือลูกเขย มีหม้อในการทำพิธี &ldquo;หม้อตัวเมีย&rdquo; สำหรับหุงข้าว &ldquo;หม้อตัวผู้&rdquo; สำหรับทำหมู ไก่ มีที่ &ldquo;กวนไม้ไผ่&rdquo; สำหรับการทำข้าวไก่พิธี มี &ldquo;ถาดกะทิ&rdquo; ไว้กินไก่โคทิ&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
	พี่พฤกำลังบอกว่าโครงสร้างบ้านของปาเกอะญอนั้นมันมีความลึกซึ้งเพียงใด การเผาทำลายทั้งบ้านและข้าว ของอุทยานในครั้งนี้ สิ่งที่มันมอดไหม้ไปจึงยิ่งใหญ่อย่างประเมินค่าไม่ได้เลย</p>
<p>ถ้าจะมีข้อเสนอใดๆจากนี้ พี่พฤบอกว่า- -อยากให้ทางเจ้าหน้าที่เปิดให้คนภายนอก หน่วยงานอื่นเข้าไปสำรวจข้อมูล ข้อเท็จจริงได้&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>	วันนี้คนที่ถูกอพยพลงมา แล้วพร้อมจะอยู่ควรมีการจัดสรรให้เขามีที่ดินที่จะปลูกข้าว ให้พ่อได้ภูมิใจ ที่จะเลี้ยงดู มีข้าวให้ลูกกิน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
	และมีข้าวไว้เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ที่จะมีพิธีกรรม ตามวิถีทางที่เขาเลือก</p>
<p>ข้อเสนอและคำถามสุดท้าย หากคนที่ไม่พร้อมจะอยู่ อยากกลับไปผืนดินเก่า จะให้เขากลับไปได้ไหม<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/10/news201054-2.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-3623" height="204" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/10/news201054-2.jpg" title="news201054-2" width="350" /></a></p>
<p>&ldquo;ผมเห็นแววตาเด็กๆ ผมว่าเขาไม่ต้องการครู เขาอยู่บนนั้น ชาวบ้านเขาคงหลบทุกคน ไม่อยากเจอใครทั้งนั้น ไม่ต้องคิดว่าเขาจะไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายไหน เขามีความสุข ไม่ต้องใช้เงิน ครอบครัวปู่คออี้คงได้นอนกอดกันในครอบครัวทุกวัน มากกว่าผม&rdquo; พี่พฤ บอกความเล่าความรู้สึก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พี่พฤบอกว่า พี่น้องปกาเกอะญอจากภาคเหนืออยากเอาข้าวไปให้พี่น้องปกาเกอะญอที่แก่งกระจาน.</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/10/20/%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%99-%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9b/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำสุดท้าย  หลิกรอกระ</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/09/27/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/09/27/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Sep 2011 10:12:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเยาวชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=3359</guid>
		<description><![CDATA[หลิกรอกระ &#8230;สุดท้ายแล้ว เจ้ามีอะไรจะพูด&#8230; มิตรสหายผู้อ่านทั้งหลาย หากรู้ว่าเมื่อนาทีสุดท้ายของชีวิตกำลังจะมาถึง และมีผู้ถามคำถามนี้กับท่าน ท่านจะตอบว่าอย่างไร ครูจากโรงเรียนหมู่บ้านตอเซ่เดอ รัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่าคนหนึ่งเคยผ่านประสบการณ์นี้ เขาอยู่ในพื้นที่สงคราม ซึ่งกองทัพพม่ามักจะมาจับชาวบ้านไปเป็นลูกหาบแบกของให้เสมอ คราวนั้น ครูตอเซ่เดอถูกจับตัวไปพร้อม ๆ กับชาวบ้านอีกกว่า 30 คน ทุกคนถูกบังคับให้แบกลูกกระสุนปืนใหญ่ ข้าวสาร และนมกล่องไปอย่างไม่รู้จุดหมาย ข้าวของบนหลังหนักอึ้งจนครูยกเท้าแทบไม่พ้นดิน เขาเดินขึ้นเขาลงห้วยเป็นระยะทางไกล ไม่มีการหยุดพักเหนื่อยหรือแม้แต่จะทำธุระส่วนตัว เมื่อเท้าของเขาค่อย ๆ ก้าวช้าลงเรื่อย ๆ ทหารที่เดินตามหลังก็จะฟาดเอาด้วยพานท้ายปืน จู่ ๆ ทหารก็ให้หยุดพัก ลูกหาบทุกคนถูกต้อนมารวมกันไว้โดยมีทหารถือปืนเฝ้าอยู่อย่างเข้มงวด ครูตอเซ่เดอหมดเรี่ยวแรงและเจ็บปวดไปทั้งตัวจากการถูกทุบตี แล้วทันใดเขาก็ได้ยินหัวหน้าหน่วยทหารนั้นเดินเข้ามาสั่งลูกน้องเป็นภาษาพม่าให้ &#8220;จัดที่หลับที่นอนให้ครูคนนี้ซะ&#8221; มันเป็นคำพูดที่ฟังรื่นหู ทว่าความหมายที่แท้ของมันทำให้ใจของครูตอเซ่ยะเยือก &#8230; เอาละ ภาระหน้าที่ในการแบกของวันนี้คงเสร็จสิ้นแล้ว ภาระในชีวิตคงสิ้นสุดวันนี้เช่นกัน หลุมฝังศพของเราก็คงจะอยู่กลางป่ากลางเขาที่นี่ เราจะไม่ได้พบหน้าลูกเมียอีกต่อไป&#8230; ทหารเข้ามาจับครูตอเซ่เดอมัดมือผูกตาและลากตัวไปยังที่แห่งหนึ่ง ตัวเขาได้แต่อธิษฐานว่า &#8220;โอ้ พระผู้เป็นเจ้า ชีวิตของข้าอยู่ในมือพระองค์ ข้าจะรอดก็ต่อเมื่อเป็นพระประสงค์&#8221; และแล้วในความมืดมิด เขาก็ได้ยินเสียงถามเป็นภาษาพม่าว่า &#8220;สุดท้ายนี้ แกมีอะไรจะพูดมั่ง&#8221; วินาทีนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลิกรอกระ</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/09/news270954-4.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-3360" height="124" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/09/news270954-4.jpg" title="news270954-4" width="165" /></a></p>
<p>&#8230;สุดท้ายแล้ว เจ้ามีอะไรจะพูด&#8230;</p>
<p>มิตรสหายผู้อ่านทั้งหลาย หากรู้ว่าเมื่อนาทีสุดท้ายของชีวิตกำลังจะมาถึง และมีผู้ถามคำถามนี้กับท่าน ท่านจะตอบว่าอย่างไร</p>
<p>ครูจากโรงเรียนหมู่บ้านตอเซ่เดอ รัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่าคนหนึ่งเคยผ่านประสบการณ์นี้ เขาอยู่ในพื้นที่สงคราม ซึ่งกองทัพพม่ามักจะมาจับชาวบ้านไปเป็นลูกหาบแบกของให้เสมอ</p>
<p>คราวนั้น ครูตอเซ่เดอถูกจับตัวไปพร้อม ๆ กับชาวบ้านอีกกว่า 30 คน ทุกคนถูกบังคับให้แบกลูกกระสุนปืนใหญ่ ข้าวสาร และนมกล่องไปอย่างไม่รู้จุดหมาย ข้าวของบนหลังหนักอึ้งจนครูยกเท้าแทบไม่พ้นดิน เขาเดินขึ้นเขาลงห้วยเป็นระยะทางไกล ไม่มีการหยุดพักเหนื่อยหรือแม้แต่จะทำธุระส่วนตัว เมื่อเท้าของเขาค่อย ๆ ก้าวช้าลงเรื่อย ๆ ทหารที่เดินตามหลังก็จะฟาดเอาด้วยพานท้ายปืน</p>
<p>จู่ ๆ ทหารก็ให้หยุดพัก ลูกหาบทุกคนถูกต้อนมารวมกันไว้โดยมีทหารถือปืนเฝ้าอยู่อย่างเข้มงวด ครูตอเซ่เดอหมดเรี่ยวแรงและเจ็บปวดไปทั้งตัวจากการถูกทุบตี แล้วทันใดเขาก็ได้ยินหัวหน้าหน่วยทหารนั้นเดินเข้ามาสั่งลูกน้องเป็นภาษาพม่าให้ &ldquo;จัดที่หลับที่นอนให้ครูคนนี้ซะ&rdquo;</p>
<p>มันเป็นคำพูดที่ฟังรื่นหู ทว่าความหมายที่แท้ของมันทำให้ใจของครูตอเซ่ยะเยือก &#8230; เอาละ ภาระหน้าที่ในการแบกของวันนี้คงเสร็จสิ้นแล้ว ภาระในชีวิตคงสิ้นสุดวันนี้เช่นกัน หลุมฝังศพของเราก็คงจะอยู่กลางป่ากลางเขาที่นี่ เราจะไม่ได้พบหน้าลูกเมียอีกต่อไป&#8230;</p>
<p>ทหารเข้ามาจับครูตอเซ่เดอมัดมือผูกตาและลากตัวไปยังที่แห่งหนึ่ง ตัวเขาได้แต่อธิษฐานว่า &ldquo;โอ้ พระผู้เป็นเจ้า ชีวิตของข้าอยู่ในมือพระองค์ ข้าจะรอดก็ต่อเมื่อเป็นพระประสงค์&rdquo;</p>
<p>และแล้วในความมืดมิด เขาก็ได้ยินเสียงถามเป็นภาษาพม่าว่า &ldquo;สุดท้ายนี้ แกมีอะไรจะพูดมั่ง&rdquo;</p>
<p>วินาทีนั้น ท่ามกลางความเงียบและลมหายใจ คำพูดที่หลุดปากออกไปก็คือ</p>
<p>&ldquo;ชีวิตนี้ของเรา เราเสียดายนัก&rdquo;</p>
<p>การรอคอยนานเหมือนทั้งชีวิต แล้วเขาก็กลับได้ยินเสียงตอบมาว่า &rdquo;ถ้างั้นก็ต้องแบกของต่อไปให้ได้ หยิบของขึ้นมาแบกซะ&rdquo;</p>
<p>ครูตอเซ่เดอทำตามคำสั่ง แต่เมื่อผ่านพ้นวินาทีที่จะต้องกล่าวคำสุดท้ายในชีวิตมาแล้ว เขาก็รู้ว่า จะเป็นหรือตายเขาจะต้องพยายามเป็นอิสระให้ได้ เมื่อทหารพม่าได้รับข่าวว่ามีกองกำลังกะเหรี่ยงรอซุ่มยิงอยู่ ทุกคนจึงถูกสั่งให้เดินย้อนถอยกลับมาและหยุดพักรอ ลูกหาบทั้งหมดถูกต้อนมารวมกันโดยมีทหารสามคนคอยเฝ้าอยู่ห่าง ๆ ทหารเหล่านี้มีทีท่าหวั่น ๆ ว่าลูกหาบจะฮึดสู้เมื่อรู้ว่ามีกองกำลังกะเหรี่ยงอยู่ใกล้ ๆ</p>
<p>วินาทีนั้น ครูตอเซ่เดอกลั้นใจ และหันมองไปทางหน้าผา เขาพรวดวิ่งลงผาลาดนั้นไปอย่างไม่คิดชีวิต เขาวิ่ง วิ่ง วิ่ง เขาวิ่งไปยังทิศที่ได้ยินว่ากองกำลังกะเหรี่ยงดักซุ่มอยู่ ไม่มองย้อนกลับมายังเสียงปืนที่ดังตามมาไม่ขาดสาย ปากร้องตะโกนเสียงดัง โดยไม่รู้ว่ามันจะเป็นคำสุดท้ายของเขาหรือไม่</p>
<p>&ldquo;ข้าเป็นชาวบ้าน ข้าเป็นชาวบ้าน&rdquo;</p>
<p>แล้วครูตอเซ่เดอก็หนีรอดมาได้ นาทีสุดท้ายของชีวิตยังมาไม่ถึง หลังจากนั้นเมียของเขาเคยทักถามถึงการอยู่อย่างเสี่ยงภัยอันตรายแลกกับค่าตอบแทนน้อยนิดไม่มากมายไปกว่าการเลี้ยงไก่เลี้ยงหมู แต่เมื่อเขายืนยันว่าการอยู่อย่างชาวบ้านและให้ความรู้กับเด็ก ๆ ชาวบ้านคือความภาคภูมิใจสูงสุดของชีวิต ทั้งคู่ก็ตกลงใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่อันตรายที่สุดนั้นต่อไปจนถึงวันนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/09/27/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รายงานผลการศึกษารอบที่ 50 ภาพวัยรุ่นในสื่อยอดนิยม (ภาพยนตร์, เว็บไซต์ และวิทยุ)</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/09/20/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-5/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/09/20/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-5/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Sep 2011 06:28:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเยาวชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=3290</guid>
		<description><![CDATA[เนื้อหาในสื่อภาพยนตร์ วิทยุกระจายเสียง และเว็บไซต์ยอดนิยมของวัยรุ่น สะท้อนภาพวัยรุ่นที่น่าสนใจและน่าเป็นห่วง มีเดียมอนิเตอร์ดำเนินการศึกษารอบที่ 50 &#8220;ภาพวัยรุ่นในสื่อยอดนิยม&#8221; เพื่อศึกษาเนื้อหาที่สะท้อนทัศนคติและพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของวัยรุ่น (13-24 ปี) ในสื่อ 5 ประเภท และในเนื้อหาหรือรายการ 5-6 อันดับแรกที่เป็นที่นิยมของวัยรุ่น สำหรับสื่อภาพยนตร์ 5 เรื่อง คือ กวนมึนโฮ, สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก, สุดเขตเสลดเป็ด, เลิฟจุลินทรีย์ รักมันใหญ่มาก และ Suck Seed ห่วยขั้นเทพ (ผลการจัดอันดับภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตวัยรุ่นที่ทำรายได้สูงสุดในช่วงปี 2553&#8211;เมษายน 2554) เว็บไซต์ คือ www.sanook.com, www.kapook.com, www.mthai.com, www.dek-d.com และ www.exteen.com (ผลการจัดอันดับเว็บไซต์ยอดนิยมของวัยรุ่น ในช่วงเดือนเมษายน 2554) โดยทำการศึกษาระหว่างวันที่ 2-8 พฤษภาคม 2554 และเลือกศึกษาเนื้อหาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในแต่ละเว็บไซต์ (ผลการจัดอันดับเนื้อหาโดยเว็บไซต์ www.alexa.com) &#160;รายการวิทยุ 5 คลื่น คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>เนื้อหาในสื่อภาพยนตร์ วิทยุกระจายเสียง และเว็บไซต์ยอดนิยมของวัยรุ่น</strong></p>
<p align="center"><strong>สะท้อนภาพวัยรุ่นที่น่าสนใจและน่าเป็นห่วง</strong></p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/09/news200954-3.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-3291" height="128" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/09/news200954-3.jpg" title="news200954-3" width="220" /></a></p>
<p>มีเดียมอนิเตอร์ดำเนินการศึกษารอบที่ 50 &ldquo;ภาพวัยรุ่นในสื่อยอดนิยม&rdquo; เพื่อศึกษาเนื้อหาที่สะท้อนทัศนคติและพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของวัยรุ่น (13-24 ปี) ในสื่อ 5 ประเภท และในเนื้อหาหรือรายการ 5-6 อันดับแรกที่เป็นที่นิยมของวัยรุ่น สำหรับสื่อ<strong><u>ภาพยนตร์</u></strong> 5 เรื่อง คือ กวนมึนโฮ, สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก, สุดเขตเสลดเป็ด, เลิฟจุลินทรีย์ รักมันใหญ่มาก และ Suck Seed ห่วยขั้นเทพ (ผลการจัดอันดับภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตวัยรุ่นที่ทำรายได้สูงสุดในช่วงปี 2553&ndash;เมษายน 2554) <strong><u>เว็บไซต์</u></strong> คือ <a href="http://www.sanook.com/" target="_blank">www.sanook.com</a>, www.kapook.com, www.mthai.com, www.dek-d.com และ <a href="http://www.exteen.com/" target="_blank">www.exteen.com</a> (ผลการจัดอันดับเว็บไซต์ยอดนิยมของวัยรุ่น ในช่วงเดือนเมษายน 2554) โดยทำการศึกษาระหว่างวันที่ 2-8 พฤษภาคม 2554 และเลือกศึกษาเนื้อหาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในแต่ละเว็บไซต์ (ผลการจัดอันดับเนื้อหาโดยเว็บไซต์ <a href="http://www.alexa.com/" target="_blank">www.alexa.com</a>) &nbsp;<strong><u>รายการวิทยุ</u></strong> 5 คลื่น คือ 97.5 Seed FM, 95.5 Virgin Hitz, 93.0 Cool FM, 103.5 FM One และ 95.0 ลูกทุ่งมหานคร (จากผลการจัดอันดับคลื่นวิทยุ FM ยอดนิยมของผู้ฟังอายุ 12-24 ปี ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2554 โดย บริษัท Ac Nielsen (Thailand) Ltd.) โดยทำการศึกษาระหว่างวันที่ 30 เมษายน &#8211; 6 พฤษภาคม 2554 &nbsp;<strong><u>นิตยสาร</u></strong> 5 ฉบับ คือ I like, ทีวีพูล, Cheeze, FHM และ A Day (จากผลการจัดอันดับนิตยสารที่ได้รับความนิยมของวัยรุ่นในช่วงปี 2552 โดย กรุงเทพโพลล์) โดยทำการศึกษานิตยสารแต่ละชื่อฉบับ ระหว่างเดือนมกราคม &ndash; เมษายน 2554 &nbsp;จำนวนชื่อฉบับละ 4 เล่ม และ <strong><u>รายการโทรทัศน์</u></strong> 6 รายการ คือ ละครเรื่องค่าของคน &nbsp;ละครเรื่องป่านางเสือ &nbsp;ข่าวภาคค่ำ 19.40 น. เส้นทางบันเทิง &nbsp;ชิงร้อยชิงล้าน ซึ่งเป็นรายการของช่อง 7 และไทยแลนด์ก๊อตทาเลนต์ ของช่อง 3 (จากผลการจัดอันดับรายการยอดนิยมของผู้ชมที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปีในช่วงเดือนเมษายน 2554 บริษัท Ac Nielsen (Thailand) Ltd.)</p>
<p>การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์ &ldquo;ภาพตัวแทน&rdquo; ของวัยรุ่นที่ปรากฏในเนื้อหา/รายการสื่อยอดนิยมของวัยรุ่น ทั้งนี้ ตามแนวคิดของ Todd Hunt และ Brent D. Ruben (1993) ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ว่า การเปิดรับเนื้อหาข่าวสารของบุคคลสะท้อน &ldquo;ตัวตน&rdquo; ของบุคคลนั้นๆ เช่น ค่านิยม ทัศนคติ ความต้องการ การนำไปใช้ประโยชน์ ฯลฯ และแนวคิดของ George Gerbner (1986) ที่กล่าวว่า สื่อสารมวลชนเป็นผู้สร้าง &ldquo;วัฒนธรรมร่วม&rdquo; ที่ปลูกฝังความคิด ทัศนคติ ค่านิยมให้แก่ผู้รับสื่อ</p>
<p><strong>กรอบการศึกษาวิเคราะห์สื่อยอดนิยม 3 ประเภท ได้แก่ ภาพยนตร์, เว็บไซต์ และวิทยุกระจายเสียง </strong>ได้แก่ ความสนใจ (Interest) การสื่อสารและการใช้ภาษา (Language &#038; Communication) ยกเว้นสื่อภาพยนตร์ มีกรอบการศึกษาเพิ่มเติมจากสื่อเว็บไซต์ และวิทยุกระจายเสียง คือ ภาพลักษณ์ภายนอก (Appearance) ลักษณะนิสัย (Characteristic) ความสัมพันธ์ (Relationship) และความต้องการ (Need) โดยในสื่อเว็บไซต์และวิทยุกระจายเสียง มีการศึกษาประเด็น โฆษณาสินค้าและบริการ (Ads) ด้วย</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/09/news200954-2.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-3292" height="240" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/09/news200954-2.jpg" title="news200954-2" width="320" /></a></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ผลการศึกษาเนื้อหาในสื่อภาพยนตร์ วิทยุกระจายเสียง และ เว็บไซต์ ตามขอบเขตการศึกษาดังระบุข้างต้น สรุปสาระที่น่าสนใจ ได้ดังนี้ </strong>วัยรุ่นมีความสนใจในเรื่องรูปลักษณ์ของความสวย หล่อ สูง ขาว&nbsp;เรือนร่างของชายหญิงที่กระตุ้นความสนใจในเพศสรีระโดยเฉพาะในสื่อเว็บไซต์ วัยรุ่นให้ความสำคัญกับความรักของคู่รัก และความสัมพันธ์กับเพื่อน ชอบการสังสรรค์ การแสดงออก การสร้างความโดดเด่นของตนและของกลุ่มให้เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับ&nbsp; เป็นวัยที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีจิตใจดี รักความถูกต้อง ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ในเรื่องความรักไม่ว่าสุขหรือทุกข์ วัยรุ่นถือเป็นบทเรียนของชีวิต&nbsp; สำหรับกิจกรรมที่วัยรุ่นสนใจ คือ ดนตรี การแสดง วัฒนธรรมเกาหลีหรือเคป๊อบ (K-Pop) การถ่ายภาพ การท่องเที่ยว นอกจากนี้วัยรุ่นยังให้ความสนใจกับเครื่องมือการสื่อสาร และยานพาหนะ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ มอเตอร์ไซต์ ส่วนสถานที่พักผ่อนหย่อนใจมักเป็นร้านกาแฟแฟรนไชส์ หรือ ร้านที่ตกแต่งสวยงาม ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยม 8 Cs ที่ระบุ 8 องค์ประกอบที่สำคัญของชีวิต คือ Cash, Computer, Cell Phone, Career, Car, Credit Card, Club และ Condo</p>
<p><strong>ความฝันของวัยรุ่น</strong> คือ การเป็นศิลปิน นักร้อง ในขณะที่บุคคลต้นแบบของวัยรุ่น มักเป็นนักร้อง นักแสดง &nbsp;ดัง นั้นเนื้อหาที่วัยรุ่นสนใจและสื่อสารผ่านสื่อโดยเฉพาะเว็บไซต์ จึงมักเป็นเรื่องวงการบันเทิง รวมทั้งเรื่องส่วนตัวของนักร้อง นักแสดง นอกนั้นเป็นเรื่องขบขัน ระทึกขวัญ&nbsp; เนื้อหาแนวแฟนตาซี เช่น การผจญภัย การใช้เวทมนต์ &nbsp;แม้จะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นทางสังคม ทางการเมืองบ้าง แต่มักเป็นความเห็นหรือความรู้สึกต่อบุคคล มากกว่าการหยิบยกข้อมูลหรือข้อเท็จจริงมาสื่อสารแลกเปลี่ยนกัน &nbsp;ในเรื่องความสนใจในสาระความรู้ พบบ้างในสื่อวิทยุกระจายเสียง แต่ในสัดส่วนที่น้อย โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับเกร็ดความรู้ทั่วไป ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ความรู้เรื่องเพศ (รายการเสพสมเสน่หา โดย นพ.นพพร ชื่นกลิ่น คลื่น 95.0 ลูกทุ่งมหานคร) ความรู้เกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา (ช่วงธรรมะฟอร์ทีน คลื่น 93.0 Cool FM)</p>
<p>สรรพนามที่วัยรุ่นทั้งหญิงและชายมักใช้แทนตัวและเรียกเพื่อน คือ กู มึง มีการใช้ภาษาแสลงในกลุ่มวัยรุ่น &nbsp;เช่น <em>ซั่ม</em> หมายถึง การมีเพศสัมพันธ์ <em>ตึ้บ</em> หมายถึง รักแรกพบแต่เมื่อสื่อสารกับบุคคลต่างกลุ่ม โดยเฉพาะที่ไม่ใช่เพื่อนสนิท ก็จะใช้ภาษาสุภาพปกติ</p>
<p><strong>สิ่งที่น่าเป็นห่วงจากผลการศึกษา</strong> คือ วัยรุ่นให้ความสำคัญกับครอบครัว และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชุมชน สังคม รวมทั้งประเด็นสาธารณะ ในระดับน้อยมากหรือแทบไม่มี นอกจากนี้ในสื่อเว็บไซต์ที่ศึกษามีการโพสต์ภาพชายและหญิงที่แสดงสรีระและลีลา เพื่อกระตุ้นความสนใจในเรื่องเพศ สำหรับสื่อวิทยุกระจายเสียงที่มีการเปิดให้ผู้ฟังสื่อสารกับผู้ดำเนินรายการ พบว่า ประเด็นการสื่อสารมักเป็นเรื่องของวงการบันเทิง เรื่องส่วนตัวของดีเจ การแนะนำสถานที่กิน-เที่ยว การร่วมสนุกกับกิจกรรม การดูดวง ฯลฯ และยังพบว่าผู้ดำเนินรายการหรือดีเจของ คลื่น 95.5 Virgin ซึ่งเป็นหนึ่งในคลื่นยอดนิยมของวัยรุ่น&nbsp; มีการใช้ภาษาไม่สุภาพ ไม่เหมาะสม เช่น <em>&ldquo;&#8230;หน้าขึ้นฝ้า ราขึ้นตูด หูดขึ้นไข่&#8230;.</em>&rdquo;&nbsp; &ldquo;<em>อิจฉาคนที่ไปเที่ยวตะแล๊ดแต็ดแต๋ เที่ยวนอกบ้าน เป็นไปได้อยากออกไปแรดด้วยจังเลย แรดตามกระแส ตอแหลตามเพื่อน&#8230;</em>&rdquo; ในส่วนของโฆษณาตรงและโฆษณาแฝงในสื่อวิทยุและเว็บไซต์ มีเนื้อหาเน้นสังคมบริโภคนิยม เช่น อาหาร และสถานบริการเพื่อปรุงแต่งความงาม การใช้เวลาว่างเพื่อการกินและการท่องเที่ยว การกระตุ้นค่านิยมความทันสมัยในเทคโนโลยีและการสื่อสาร</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หากอ้างอิงคำกล่าวของนักวิชาการ ต่างประเทศ ดังระบุข้างต้น ที่ว่า <strong><em>การเปิดรับเนื้อหาข่าวสารของบุคคลสะท้อน </em></strong><strong><em>&ldquo;ตัวตน&rdquo; ของบุคคลนั้นๆ</em></strong> ภาพวัยรุ่นอายุ 13-24 ปี ที่สรุปจากการศึกษาวิเคราะห์เนื้อหาสื่อและการสื่อสารในสื่อภาพยนตร์ เว็บไซต์ และ วิทยุกระจายเสียง ของมีเดียมอนิเตอร์ ครั้งนี้ ก็สามารถสะท้อนภาพวัยรุ่นในปัจจุบันได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี เมื่อผลการศึกษาวิเคราะห์ในอีก 2 สื่อ คือ นิตยสาร และ รายการโทรทัศน์ ที่เป็นที่นิยมของวัยรุ่นเสร็จสิ้นสมบูรณ์ มีเดียมอนิเตอร์จะนำเสนอผลการศึกษา และจัดการเสวนาของกลุ่มผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ในเนื้อหาเกี่ยวกับวัยรุ่น มาแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นกัน ซึ่งเชื่อว่าจะได้ข้อสรุปและข้อเสนอที่น่าสนใจ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ในโอกาสวันเยาวชน 20 กันยายน 2554 มีเดียมอนิเตอร์ ขอฝากประเด็นคิดเพื่อกระตุ้นความสนใจของสังคมว่า &ldquo;หากเราต้องการสร้างภาพผู้ใหญ่ที่พึงปรารถนาในอนาคต สื่อและการสื่อสารในสื่อที่เป็นที่นิยมของวัยรุ่นในปัจจุบัน ควรเป็นอย่างไร ?&rdquo;</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center">&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;.</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/09/20/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เพราะถนนสายนั้น</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/08/22/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/08/22/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Aug 2011 11:18:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเยาวชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=3048</guid>
		<description><![CDATA[&#160; เรื่องและภาพ โดย เอ็ม จอย &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมนั่งรถเกือบสามชั่วโมงจากกรุงย่างกุ้งไปถึงมณฑลพะโค เพื่อจะไปดูถนนเส้นใหม่ที่ตัดจากเมืองหลวงเก่าของพม่าไปเนปิดอว์เมืองหลวงใหม่ มีคนบอกผมว่า ถนนใหม่ใหญ่โตหรูหรามาก และผมก็อยากเห็นกับตา &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; ที่นั่นอากาศร้อนจัดจนผมตาพร่า ผมยังมองไม่เห็นถนนเส้นใหญ่ที่ว่า มีเส้นทางคอนกรีตสองเลนใหม่ ๆเลนดินที่มีรถขุดตักกำลังทำงาน และทุ่งเวิ้งว้างด้านข้าง หันมองเห็นกระท่อมไม้ไผ่เล็ก ๆ ที่เพิ่งสร้างใหม่หลังหนึ่งอยู่ไม่ไกล ผมจึงเดินไปที่นั่น หวังจะขอน้ำกินและนั่งอยู่ใต้ร่มสักพัก &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; เจ้าของบ้านเป็นลุงชาวพม่า ผมเป็นคนกะเหรี่ยง แต่เขาก็ต้อนรับผมอย่างดี เราทักทายพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ตามองฝ่าแดดไปยังพื้นที่ที่ลุงบอกว่านั่นคือถนน ผมไม่เคยเห็นถนนใหญ่ขนาดนี้มาก่อน มองดูเหมือนว่าที่โล่งนั้นคงจะตั้งบ้านเรียงกันได้ถึงเจ็ดแปดหลัง หันกลับมามองในบ้านของลุง เรือนไม้ไผ่เล็กแคบจนอึดอัดนี้ดูไม่เหมาะกับข้าวของเครื่องใช้ครบครันที่วางสุมกันอยู่เลย ผมชะโงกมองกองไม้สักเก่าที่วางอยู่ข้าง ๆ กระท่อมแล้วก็อดถามไม่ได้ &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#8220;ลุง&#8230; ทำไมลุงถึงมาอยู่กระท่อมริิมถนนริมหนองน้ำแบบนี้ล่ะ&#8221; &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; คำถามนั้นทำให้ลุงเริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเองด้วยสีหน้าจริงจัง &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#8220;เมื่อก่อนลุงอยู่บ้านไม้สัก ไม้กองนี้เองแหละ เรามีที่นาสิบเอเคอร์ ครอบครัวเราเจ็ดคนทำมาหากินอยู่สบาย ข้าวมีพอกินทุกปี แต่พอรัฐบาลจะสร้างถนนสายนี้ พวกเราก็ต้องรื้อบ้านเดิมทิ้งให้เขา จะรอสร้างใหม่ก็ไม่มีที่อยู่ ต้องปลูกกระท่อมอยู่กันไปก่อน&#8221; &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; ผมมองออกไปรอบ ๆ เห็นกระท่อมหลังเล็ก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center">&nbsp;</p>
<p align="right"><strong>เรื่องและภาพ โดย เอ็ม จอย</strong></p>
<p align="center"><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/08/news220854-21.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-3049" height="207" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/08/news220854-21.jpg" title="news220854-2" width="275" /></a></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมนั่งรถเกือบสามชั่วโมงจากกรุงย่างกุ้งไปถึงมณฑลพะโค เพื่อจะไปดูถนนเส้นใหม่ที่ตัดจากเมืองหลวงเก่าของพม่าไปเนปิดอว์เมืองหลวงใหม่ มีคนบอกผมว่า ถนนใหม่ใหญ่โตหรูหรามาก และผมก็อยากเห็นกับตา</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ที่นั่นอากาศร้อนจัดจนผมตาพร่า ผมยังมองไม่เห็นถนนเส้นใหญ่ที่ว่า มีเส้นทางคอนกรีตสองเลนใหม่ ๆเลนดินที่มีรถขุดตักกำลังทำงาน และทุ่งเวิ้งว้างด้านข้าง หันมองเห็นกระท่อมไม้ไผ่เล็ก ๆ ที่เพิ่งสร้างใหม่หลังหนึ่งอยู่ไม่ไกล ผมจึงเดินไปที่นั่น หวังจะขอน้ำกินและนั่งอยู่ใต้ร่มสักพัก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เจ้าของบ้านเป็นลุงชาวพม่า ผมเป็นคนกะเหรี่ยง แต่เขาก็ต้อนรับผมอย่างดี เราทักทายพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ตามองฝ่าแดดไปยังพื้นที่ที่ลุงบอกว่านั่นคือถนน ผมไม่เคยเห็นถนนใหญ่ขนาดนี้มาก่อน มองดูเหมือนว่าที่โล่งนั้นคงจะตั้งบ้านเรียงกันได้ถึงเจ็ดแปดหลัง หันกลับมามองในบ้านของลุง เรือนไม้ไผ่เล็กแคบจนอึดอัดนี้ดูไม่เหมาะกับข้าวของเครื่องใช้ครบครันที่วางสุมกันอยู่เลย ผมชะโงกมองกองไม้สักเก่าที่วางอยู่ข้าง ๆ กระท่อมแล้วก็อดถามไม่ได้</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo;ลุง&#8230; ทำไมลุงถึงมาอยู่กระท่อมริิมถนนริมหนองน้ำแบบนี้ล่ะ&rdquo;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำถามนั้นทำให้ลุงเริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเองด้วยสีหน้าจริงจัง</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo;เมื่อก่อนลุงอยู่บ้านไม้สัก ไม้กองนี้เองแหละ เรามีที่นาสิบเอเคอร์ ครอบครัวเราเจ็ดคนทำมาหากินอยู่สบาย ข้าวมีพอกินทุกปี แต่พอรัฐบาลจะสร้างถนนสายนี้ พวกเราก็ต้องรื้อบ้านเดิมทิ้งให้เขา จะรอสร้างใหม่ก็ไม่มีที่อยู่ ต้องปลูกกระท่อมอยู่กันไปก่อน&rdquo;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผมมองออกไปรอบ ๆ เห็นกระท่อมหลังเล็ก ๆ เรียงรายไม่ต่างกับค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ร่องรอยของทุ่งนาเก่ายังมีให้เห็น นี่เองคือที่นาของลุง หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านชาวนา ลุงบอกว่ามีคนร่วมร้อยหลังคาเรือน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo;เขาว่าถนนเส้นนี้จะใหญ่สำหรับให้รถยนตร์วิ่งเรียงกันได้เจ็ดแปดคัน เขากันพื้นที่ 24 ศอก​ (12 เมตร) จากขอบถนนไว้เผื่อขยายถนนด้วย พวกเราเสียที่กันไปเยอะ ที่นาสิบเอเคอร์ของลุงหายไปสักครึ่ง เราเคยปลูกข้าวได้ 1600 ถัง ตอนนี้ก็เหลือแค่ครึ่ง&rdquo;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&ldquo;&#8230;ชีวิตเรานี่น่าเหนื่อยจริง ๆ นะ&#8230;&rdquo; ลุงถอนใจเฮือก &ldquo;ชาวบ้านคนอื่นก็เจอแบบเดียวกัน ทุกข์มากกว่าลุงก็ยังมี บางคนเสียที่นาทั้งหมด บางคนถูกขุดดินจากนาไปถมถนน ต้นข้าวต้นอะไรเสียไปหมด&rdquo;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผมถามว่า &#8230; แล้วนี่จะทำยังไงกัน&#8230;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ลุงบอกว่าลุงเองก็ยังไม่ได้คิดว่าจะทำยังไง ยังไม่มีแผนจะย้ายไปไหนหรือไปหางานทำที่ไหน แต่ชาวบ้านที่สูญเสียทุกอย่างหลายคนก็ยอมไปเป็นลูกจ้างขุดถนนเส้นที่กลืนกินที่ดินของพวกเขา และบางส่วนก็เตรียมตัวจะออกไปหางานรับจ้างที่อื่น</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผมมองถนนด้านที่เสร็จแล้วสองเลนนั้น นาน ๆ จะรถวิ่งผ่านไป สักคัน แต่ไม่มีรถของชาวบ้าน เพราะคนที่มีสิทธิ์ใช้ถนนเส้นสำคัญนี้มีเพียงเจ้าหน้าที่รัฐและคนที่ร่วมงานกับพวกเขา ลุงบอกว่าตอนแรกชาวบ้านก็ไม่รู้ จนเมื่อเดือนก่อนเจ้าหน้าที่ก็ปฏิบัติการยึดรถมอเตอร์ไซค์ชาวบ้านที่ขึ้นไปวิ่งบนถนนไว้จนเต็มสิบล้อสองคัน&nbsp; มอเตอร์ไซค์เหล่านั้นเป็นของหมู่บ้านนี้หลายคัน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &ldquo; อา&#8230;&nbsp; ลุงโกรธแทบตายสิ แต่ไม่รู้จะทำยังไง เจ้าหน้าที่บอกก่อนจะขับสิบล้อออกไปว่า ถ้าอยากได้ก็ไปตามเอาคืนที่เนปิดอว์&rdquo;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ฝนตกโปรยปรายลงมา อากาศที่ร้อนระอุเริ่มเย็นฉ่ำ แต่ชาวบ้านจำนวนหนึ่งก็ตากฝนจนหนาวเหน็บเพราะต้องเร่งมือสร้างกระท่อมพักหลังใหม่ไว้หลบฝนคราวต่อไป ผมมองไปยังเส้นทางยาวสุดลูกหูลูกตา เนปิดอว์อยู่อีกไกล ไม่รู้ว่าอีกกี่หมู่บ้านจะเผชิญชะตากรรมอย่างไรเพราะถนนสายนี้&#8230;.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/08/22/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รัฐกับการรับมือเหตุลักพาตัวเด็ก</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/08/16/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/08/16/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Aug 2011 17:03:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเยาวชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=2960</guid>
		<description><![CDATA[&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; 3 สิงหาคม 2554 &#160;&#160;เด็กหญิงศิรินทิพย์ &#160;&#160;สำอาง หรือน้องพอมแพม อายุ 3 ขวบ ถูกหญิงลึกลับ&#160; ลักพาตัวไปจากบริเวณห้องเช่าย่านเคหะบางพลี&#160; จนถึงวันนี้ล่วงเลยมาแล้ว 1 สัปดาห์เต็มยังไม่สามารถติดตามตัวน้องพอมแพม กลับคืนสู่อ้อมอกของผู้เป็นแม่ได้&#160;&#160; &#160;จากสถิติของศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา มีเด็กถูกลักพาตัวไปไม่น้อยกว่า 50 ราย&#160;&#160; โดยในจำนวนนี้มีเด็กอีกประมาณ 20 รายที่ยังตามตัวไม่พบ&#160;&#160; และดูเหมือนว่าการติดตามหาเด็กที่ถูกลักพาตัว&#160; จะกลายเป็นเรื่องห่างไกลจากบทบาทของผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายออกไปทุกที&#160; มูลนิธิกระจกเงา ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานเรื่องการรับแจ้งเหตุและติดตามคนหายมาเกือบ 10 ปี ขอสะท้อนและวิพากษ์กระบวนการของรัฐกับการรับมือเหตุลักพาตัวเด็กอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนแปลง อันอาจนำมาสู่แนวทางที่ควรจะเป็นในอนาคต &#160; ปัญหาเรื่องดุลพินิจ-หายไม่ถึง 24 ชั่วโมง &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; นาทีแรกที่ครอบครัวเด็กหาย สงสัยว่าลูกจะถูกลักพาตัว นอกจากการออกติดตามด้วยตัวเองตามสถานที่ต่างๆ แล้ว &#160;ทุกครอบครัวยังนึกถึงตำรวจเป็นหน่วยงานแรกๆ ในการทเข้าไปขอความช่วยเหลือ ด้วยหวังว่าวิชาชีพตำรวจที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายจะออกสืบสวนติดตามเด็กหายได้ตามกระบวนการที่มีอย่างฉับไวและมีประสิทธิภาพ&#160; แต่ในความเป็นจริงแล้ว เหตุลักพาตัวเด็ก มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาเย็นหรือเวลาค่ำ ดังนั้น กว่าครอบครัวเด็กจะออกติดตามหาด้วยตัวเอง จนแน่ใจว่าไม่พบตัวลูกแน่นอนแล้วถึงจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเป็นลำดับต่อไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/08/news160854-10.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-2961" height="223" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/08/news160854-10.jpg" title="news160854-10" width="250" /></a></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3 สิงหาคม 2554 &nbsp;&nbsp;เด็กหญิงศิรินทิพย์ &nbsp;&nbsp;สำอาง หรือน้องพอมแพม อายุ 3 ขวบ ถูกหญิงลึกลับ&nbsp; ลักพาตัวไปจากบริเวณห้องเช่าย่านเคหะบางพลี&nbsp; จนถึงวันนี้ล่วงเลยมาแล้ว 1 สัปดาห์เต็มยังไม่สามารถติดตามตัวน้องพอมแพม กลับคืนสู่อ้อมอกของผู้เป็นแม่ได้&nbsp;&nbsp;</p>
<p>&nbsp;จากสถิติของศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา มีเด็กถูกลักพาตัวไปไม่น้อยกว่า 50 ราย&nbsp;&nbsp; โดยในจำนวนนี้มีเด็กอีกประมาณ 20 รายที่ยังตามตัวไม่พบ&nbsp;&nbsp; และดูเหมือนว่าการติดตามหาเด็กที่ถูกลักพาตัว&nbsp; จะกลายเป็นเรื่องห่างไกลจากบทบาทของผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายออกไปทุกที&nbsp; มูลนิธิกระจกเงา ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานเรื่องการรับแจ้งเหตุและติดตามคนหายมาเกือบ 10 ปี ขอสะท้อนและวิพากษ์กระบวนการของรัฐกับการรับมือเหตุลักพาตัวเด็กอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนแปลง อันอาจนำมาสู่แนวทางที่ควรจะเป็นในอนาคต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ปัญหาเรื่องดุลพินิจ</strong><strong>-หายไม่ถึง 24 ชั่วโมง</p>
<p>	</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นาทีแรกที่ครอบครัวเด็กหาย สงสัยว่าลูกจะถูกลักพาตัว นอกจากการออกติดตามด้วยตัวเองตามสถานที่ต่างๆ แล้ว &nbsp;ทุกครอบครัวยังนึกถึงตำรวจเป็นหน่วยงานแรกๆ ในการทเข้าไปขอความช่วยเหลือ ด้วยหวังว่าวิชาชีพตำรวจที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายจะออกสืบสวนติดตามเด็กหายได้ตามกระบวนการที่มีอย่างฉับไวและมีประสิทธิภาพ&nbsp; แต่ในความเป็นจริงแล้ว เหตุลักพาตัวเด็ก มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาเย็นหรือเวลาค่ำ ดังนั้น กว่าครอบครัวเด็กจะออกติดตามหาด้วยตัวเอง จนแน่ใจว่าไม่พบตัวลูกแน่นอนแล้วถึงจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเป็นลำดับต่อไป เวลาก็อาจจะล่วงเลยไปถึงช่วงดึกดื่นแล้ว ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าในช่วงเวลากลางคืน บนสถานีตำรวจจะมีเจ้าหน้าที่อยู่เวรเพียงไม่กี่คน ที่สำคัญเกือบทุกครอบครัว มักพบประสบการณ์ในการไปแจ้งความที่สถานีตำรวจแบบเดียวกันว่า &nbsp;&ldquo;หายไม่ถึง 24 ชั่วโมง ยังแจ้งความไม่ได้&rdquo;&nbsp; ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กรอบระยะเวลาในการรับแจ้งความคนหาย ไม่มีกฎหมายระบุไว้ชัดเจน การอ้างว่าต้องหายออกจากบ้านไปครบ &nbsp;24 ชั่วโมงก่อน ถึงจะแจ้งความคนหายได้ จึงเป็นเพียงการใช้ดุลพินิจเท่านั้น&nbsp; ซึ่งเป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งว่า กรณีเด็กเล็กซึ่งไม่มีความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง&nbsp; และหายตัวไปในลักษณะเข้าข่ายถูกลักพาตัว เหตุใดตำรวจในหลายกรณีจึงใช้ดุลพินิจว่าเด็กจะต้องหายไปครบ 24 ชั่วโมงก่อน จึงจะรับแจ้งความ&nbsp; ซึ่งหากมองอย่างตรงไปตรงมา ไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ว่า ทำไมสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเด็กที่น่าจะถูกลักพาตัว จึงไม่ได้รับการคุ้มครองโดยเร็วที่สุด&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญซึ่งอยู่ในวงการบังคับใช้กฎหมายท่านหนึ่ง ได้เคยให้ความเห็นว่า การใช้ดุลพินิจปฏิเสธการรับแจ้งความในลักษณะนี้ &nbsp;ในวงการผู้บังคับใช้กฎหมาย เรียกว่า &ldquo;<strong>เป่าคดี</strong>&rdquo;&nbsp; คือ ปิดเรื่องตั้งแต่ยังไม่ได้รับเรื่อง หรือผลักเรื่องให้ออกจากช่วงเวลาเวรประจำวันของตัวเองไปเสียก่อน&nbsp; ปัญหาเรื่องกรอบเวลาในการรับแจ้งความคนหาย จึงไม่ควรถูกยึดติดอย่างเคร่งครัดในกรณีเด็กเล็กหาย หรือเป็นกรณีที่น่าจะเข้าข่ายถูกลักพาตัว&nbsp; ต้องไม่มีกรอบเวลามาเป็นเงื่อนไข และต้องดำเนินการในลักษณะที่เรียกว่า &ldquo;ทำทันที&rdquo;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ปัญหาเรื่องความชัดเจน</strong><strong>-การประสานในหน่วยงาน</p>
<p>	</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หน่วยงานที่ครอบครัวจะเข้าไปขอความช่วยเหลือเป็นอันดับต้นๆ&nbsp; คือ หน่วยงานตำรวจ&nbsp; ปัญหาแรกในการติดต่อขอความช่วยเหลือกับหน่วยงานนี้ก็คือ ประชาชนผู้เดือดร้อน ไม่อาจจำแนกได้ว่าตำรวจแต่ละคนทำหน้าที่ด้านใดบ้าง เมื่อครอบครัวเด็กประสบเหตุสำคัญเช่นนี้&nbsp; จึงมักจะไปแจ้งความตามตู้ยามตำรวจ หรือหน่วยบริการย่อย ใกล้บ้านก่อน ด้วยความเชื่อว่าจะช่วยลดขั้นตอนการประสานงานให้เร็วที่สุด และตำรวจไม่ว่าใครก็ตามที่รับเรื่อง ก็น่าจะช่วยประสานงานให้ตำรวจที่เกี่ยวเข้ามาดำเนินการต่อได้&nbsp;&nbsp; ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว&nbsp; การไปแจ้งความตามตู้ยาม หรือหน่วยบริการย่อย มักจะไม่ใช่การแจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมายเพราะไม่มีพนักงานสอบสวน และตำรวจที่ทำหน้าที่ในส่วนนั้น ก็ไม่ได้ให้ความใส่ใจเท่าที่ควร&nbsp; ไม่มีการประสานงานตำรวจที่เกี่ยวข้องให้ ไม่มีแม้กระทั่งการแนะนำขั้นตอนการแจ้งความที่ถูกต้องให้กับครอบครัว&nbsp; หลายครอบครัวจึงเข้าใจไปเองว่า การแจ้งความกับตำรวจที่ตู้ยาม ตำรวจได้รับเรื่องและช่วยดำเนินการแล้ว ซึ่งตามจริงแล้ว เรื่องที่แจ้ง อาจไม่ได้ถูกดำเนินการใดๆ เลย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ แม้ว่าหลายครอบครัวจะได้เดินทางไปแจ้งความคนหาย กับพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจโดยตรงก็ตาม&nbsp; พบว่า หลายกรณี ตำรวจเพียงดำเนินการลงบันทึกประจำวันไว้เท่านั้น&nbsp; ไม่ได้มีกระบวนการอื่นๆ เพื่อการติดตามหาตัวเด็กที่ถูกลักพาตัว &nbsp;ประเด็นสำคัญน่าจะอยู่ที่ว่า ฝ่ายสอบสวนกับฝ่ายสืบสวนของหลายสถานีตำรวจทำงานแบบไม่ประสานงานกัน&nbsp; จะเห็นได้จาก การที่พนักงานสอบสวน เมื่อรับแจ้งความเสร็จ&nbsp; จะให้ครอบครัวคนหาย ไปหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนเอง และครอบครัวคนหาย ก็ต้องเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำอีกรอบ ตอบคำถามเดิมๆ อีกรอบ &nbsp;ทั้งๆ ที่น่าจะมีการประสานข้อมูลกัน เพราะได้สอบถามหรือสอบปากคำไปแล้ว &nbsp;นอกจากนี้ในหลายกรณีผู้รับแจ้งเหตุ ก็มิได้ช่วยครอบครัวเด็ก ดำเนินการใดๆ เลย &nbsp;&nbsp;&nbsp;จนกระทั่งต้องมีสื่อมวลชนนำเสนอข่าวในวงกว้าง ถึงจะได้เริ่มให้ความสนใจในการติดตามหา&nbsp; รัฐจึงเป็นหน่วยงานแรกๆ ที่ได้รับเรื่อง แต่กลับกลายเป็นหน่วยงานท้ายๆ ที่ขยับตัวในการดำเนินการอย่างช้าๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ปัญหาเรื่องความเชี่ยวชาญ</strong><strong>-ขาดการทำงานด้วยองค์ความรู้</p>
<p>	</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เรามักจะได้ยินรัฐมนตรี หรือ นายตำรวจระดับสูงให้สัมภาษณ์ว่า การลักพาตัวเด็ก อาจเกิดขึ้นโดยแก๊งค์รถตู้ จับเด็กไปตัดแขนตัดขา เพื่อขอทานหรือค้าอวัยวะ ซึ่งโดยข้อเท็จจริง เด็กที่หายออกจากบ้านที่เข้าข่ายถูกลักพาตัวมากกว่า 50 รายที่เกิดขึ้น &nbsp;ไม่มีรายใดถูกลักพาตัวไปโดยแก๊งค์รถตู้สักรายเดียว&nbsp; การสร้างความเชื่อลักษณะนี้ต่อสังคม โดยใช้วาทกรรม &ldquo;<strong>แก๊งรถตู้</strong>&rdquo;&nbsp; นับว่าเป็นการสื่อสารต่อสังคมที่ขาดความรับผิดชอบและเป็นผลให้การสืบสวนติดตามเด็กถูกลักพาตัว มักพุ่งเป้าไปผิดทางด้วยความเชื่อและข้อมูลผิดๆ &nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โครงสร้างของหน่วยงานรัฐ ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ไม่มีหน่วยงานที่ทำงานด้านการติดตามคนหายเป็นการเฉพาะ จึงไม่มีผู้เชี่ยวชาญและไม่มีการถอดบทเรียนความรู้ในแต่ละคดีที่เคยเกิดขึ้น ว่าแนวโน้มการลักพาตัวเด็กในประเทศไทยเป็นลักษณะอย่างไร&nbsp; &nbsp;การทำงานสืบสวนติดตามเด็กถูกลักพาตัว จึงออกในแนวลักษณะแบบมวยวัด คือ ไม่มีข้อมูล ไม่มีการวิเคราะห์กลุ่มผู้กระทำผิด&nbsp; ไม่มีสถิติเปรียบเทียบ &nbsp;และที่สำคัญไม่มีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบในการติดตามเด็กถูกลักพาตัว &nbsp;&nbsp;สถานการณ์ในตอนนี้ของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย จึงกลายเป็น&nbsp; ผู้เดินตามหลังสื่อมวลชนเมื่อมีการนำเสนอข่าวผ่านสาธารณะโดยตลอด</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แบบแผนในการติดตามเด็กถูกลักพาตัว เป็นเรื่องที่สำคัญมาก&nbsp; เพราะจะทำให้ทราบว่า จะต้องดำเนินการขั้นตอนใดก่อนหลัง&nbsp;&nbsp; การลักพาตัวหลายกรณี ผู้รับแจ้งเหตุ ไม่เคยลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ หรือ สอบปากคำพยานแวดล้อม ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการติดตามตัวเด็ก&nbsp; การประสานหน่วยงานใกล้เคียงก็เป็นในลักษณะมือสมัครเล่น เช่น การส่งภาพถ่ายเด็กถูกลักพาตัวไปยังพื้นที่ต่างๆ ผ่านระบบโทรสาร ซึ่งแน่นอนว่า การส่งภาพถ่ายเด็กจากโทรสารซึ่งปลายทางจะได้ภาพถ่ายอันดำมืดจนแทบมองไม่เห็นภาพเด็กหาย จะนำไปเปรียบเทียบกับตัวเด็กที่ต้องสงสัยว่าจะถูกลักพาตัวมาได้อย่างไร&nbsp; กระบวนการแบบมือสมัครเล่นในลักษณะนี้&nbsp;&nbsp; จึงอาจถูกมองว่า ทำเพื่อแค่ได้ทำเท่านั้น แต่ไม่เล็งถึงประสิทธิภาพและผลลัพธ์ของการกระทำที่จะเกิดขึ้น&nbsp;&nbsp;&nbsp; การขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับคดีการลักพาตัวเด็ก ทำให้ตำรวจมักสืบสวนไปผิดทางแบบสะเปะสะปะ&nbsp;&nbsp; เนื่องจากแผนประทุษกรรมเดิมของคดีที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย มักอยู่ในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งหากได้มีการถอดบทเรียนความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ จะทำให้แนวทางการสืบสวนชัดเจนขึ้น และคัดกรองเบาะแสที่ได้มาอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp; เนื่องจากในหลายกรณี เมื่อสื่อมวลชนนำภาพเด็กถูกลักพาตัวไปเผยแพร่ จะมีผู้แจ้งเบาะแสเข้ามาเป็นจำนวนมาก&nbsp; และหลายเบาะแสอาจไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริง ซึ่งหากมีองค์ความรู้ในคดีลักษณะนี้ จะทำให้สามารถจำแนกเบาะแสเบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งไปตรวจสอบเบาะแสที่น่าจะตรงเป้า มากกว่าการเหวี่ยงแห่ไปตรวจสอบทุกเบาะแส ซึ่งทำให้เสียงบประมาณ และสูญเสียกำลังใจไปมาก หากไปตรวจสอบแล้วไม่พบ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การที่หน่วยงานรัฐ ไม่มีหน่วยงานเฉพาะในการทำงานเรื่องคนหาย ส่วนหนึ่งมองได้ว่า รัฐยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวนี้เท่าที่ควร&nbsp; ทั้งๆ ที่เป็นปัญหาซึ่งมีสถิติตัวเลขอย่างชัดเจนว่า มีแนวโน้มคนหายออกจากบ้านเพิ่มสูงขึ้นทุกปี&nbsp; การไม่มีความเชี่ยวชาญหรือหน่วยงานเฉพาะทางในการดูแลปัญหา จะทำให้รัฐเดินตามหลังปัญหา ไม่เท่าทันต่อการจัดการปัญหา อย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ปัญหาเรื่องหน้าที่</strong><strong>-ความรับผิดชอบ-จิตวิญญาณ</p>
<p>	</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เป็นที่ทราบกันโดยถ้วนหน้าว่า &nbsp;เมื่อใดก็ตาม ที่ประเด็นทางสังคมถูกหยิบยกนำเสนอผ่านการรายงานของสื่อมวลชน&nbsp; หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีหน้าที่ตามกฎหมายถึงจะดำเนินการอย่างเต็มที่&nbsp; กระนั้นก็ตามเมื่อกระแสสังคมเงียบลง&nbsp; หน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมายก็มักจะถอนตัวไปตามธรรมชาติ หรือลาจากการดำเนินการไปเสียดื้อๆ แม้ว่าจะยังแก้ไขปัญหาเหล่านั้นไม่แล้วเสร็จก็ตาม ตลอดจนการโยกย้ายเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบคดี ก็มีผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหา&nbsp; ปัญหาเรื่องการติดตามเด็กถูกลักพาตัวก็เช่นเดียวกัน&nbsp; ปัญหานี้ไม่ใช่เกิดเฉพาะตัวเด็กที่หายเท่านั้น แต่ปัญหาจะส่งผลต่อครอบครัวและชุมชนของเด็กด้วย&nbsp;&nbsp; พ่อแม่ของเด็กที่ถูกลักพาตัวส่วนใหญ่ เป็นผู้มีฐานะยากจน การตะเวนออกติดตามหาเด็กในสถานที่ต่างๆ จึงไม่สามารถทำได้ในวงกว้างนักเพราะไม่มีทุนทรัพย์ เกือบทุกครอบครัวไม่มีกำลังใจในการไปทำงาน เพราะมุ่งที่จะติดตามหาเด็กที่ถูกลักพาตัวให้เจอก่อน ซึ่งเป็นผลให้ครอบครัวขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพไปด้วย&nbsp; กระบวนการช่วยเหลือโดยหน่วยงานรัฐ&nbsp; จึงต้องมองให้เห็นมิติเหล่านี้ของผู้ประสบเหตุ และเข้าให้การช่วยเหลือจุนเจือในสัดส่วนที่พอจะช่วยได้&nbsp; ในกรณีน้องพอมแพมอายุ 3 ขวบที่ถูกลักพาตัวไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ในจังหวัดสมุทรปราการ จนถึงป่านนี้ ก็ยังไม่มีหน่วยงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เข้าไปดูแลเยียวยาแต่อย่างใด&nbsp;&nbsp; แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อปัญหา และความเอาใจใส่ &nbsp;ถึงแม้ว่าครอบครัวของเด็กจะไม่ได้ไปแจ้งหน่วยงานเหล่านี้ก็ตาม&nbsp;&nbsp; เพราะในความเป็นจริงแล้ว ครอบครัวเด็ก ไม่มีความสามารถในการติดต่อหรือทำความรู้จัก เพื่อแจ้งเหตุได้กับทุกหน่วยงานได้ทราบ&nbsp; ดังนั้น เมื่อปัญหาถูกสื่อสารผ่านสาธารณะแล้ว&nbsp; เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งควรจะทราบว่าตัวเองมีหน้าที่อะไร ควรจะได้เคลื่อนตัวออกจากหน่วยงาน เพื่อเยียวยาผู้ประสบเหตุอย่างเร่งด่วนและทันท่วงที</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ธรรมชาติของคดีลักพาตัวเด็กจำนวนมาก เมื่อสิ้นเบาะแสการสืบค้นแล้ว และยังไม่พบตัวเด็กที่หาย&nbsp; คดีจะถูกทิ้งไว้ และขาดความต่อเนื่องในการติดตามหาไปเอง&nbsp; เพราะไม่มีเจ้าภาพในการทำให้เรื่องนี้เป็นวาระของพื้นที่หรือของจังหวัดในการติดตามอย่างต่อเนื่อง&nbsp;&nbsp; เจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงานเคยกล่าวถึง การติดตามตัวเด็กถูกลักพาตัว ซึ่งล่วงเลยระยะเวลาการเกิดเหตุมานานแล้วในทำนองว่า &ldquo;ควรให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการติดตาม ไม่ควรเข้าไปยุ่งให้เปลืองตัว&rdquo;&nbsp;&nbsp;ซึ่งวิธีคิดในการลักษณะแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงสภาพการขาดจิตวิญญาณในการทำงานอย่างรุนแรง และแสดงถึงวุฒิภาวะในการแก้ไขปัญหาในฐานะผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>บทส่งท้าย</p>
<p>	</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ดูเหมือนว่ากระบวนการของรัฐในการรับมือเหตุลักพาตัวเด็กในประเทศไทย จะยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากความสำเร็จพอสมควร &nbsp;&nbsp;ส่วนหนึ่งต้องแก้ที่คน&nbsp; ส่วนหนึ่งต้องมีวิสัยทัศน์ในการลงทุนขยายหน่วยงานเฉพาะทางเพื่อรองรับการจัดการปัญหาในอนาคต&nbsp; เร่งพัฒนาความเป็นมือสมัครเล่น ให้มีเกิดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจนกลายเป็นมืออาชีพ&nbsp;&nbsp; เชื่อแน่ว่าประชาชนทุกคน ยังให้กำลังใจและพร้อมสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานรับใช้สังคมเสมอ&nbsp; แค่มองมุมกลับอย่างง่ายๆ หากเด็กที่ถูกลักพาตัวเป็นลูกของท่านบ้าง&nbsp; ท่านจะทำอย่างไร &ndash; โปรดช่วยเหลือเด็กคนอื่นที่หายไป เสมือนหนึ่งเช่นเดียวกับวิธีการที่จะใช้ในการติดตามลูกของท่าน.</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา</strong></p>
<p><strong>รายงาน</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/08/16/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำสอนจากคุณหญิงแอ้จากนิทานเรื่อง “มดมหัศจรรย์”</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/08/02/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/08/02/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Aug 2011 08:59:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[รายงานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเยาวชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=2810</guid>
		<description><![CDATA[ให้ดูมดเป็นตัวอย่าง คำสอนจากคุณหญิงแอ้จากนิทานเรื่อง &#8220;มดมหัศจรรย์&#8221;&#160; &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; เพราะความรักของคุณยายที่มีต่อน้องแจน น้องจีน และน้องจุน หลานๆตัวน้อยที่มักสงสัยใครรู้เกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัว และชอบมีคำถามแปลกๆ มาถามคุณยายเสมอ ผสานกับความตั้งใจที่อยากให้เด็กไทยทุกคนได้เรียนรู้เรื่องราวของธรรมชาติอย่างสนุกและสร้างสรรค์ &#8220;มด&#8221; จึงเป็นสิ่งใกล้ตัวที่คุณหญิงรัชนีวรรณ วัฒนชัย หรือคุณยายแอ้ นำมาเขียนเป็นนิทานกึ่งสารคดี ชุด 10 ปี หนังสือดีเพื่อเด็ก ในโอกาสที่มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กได้มอบความสุขให้แก่เด็กๆ ด้วยเสียงเล่านิทานและการอ่านหนังสือมาครบ 10 ปี โดยมีคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กและผู้เขียน &#8220;หิวจัง หิวจัง&#8221; หนังสือเล่มแรกของโครงการมาร่วมงาน พร้อมด้วยคุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป หรือที่เด็กๆ รู้จักกันในนาม ตุ๊บปอง นักเขียนนิทานชื่อดังในฐานะกรรมการผู้จัดการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยคุณริสรวล อร่ามเจริญ กรรมการผู้จัดการบริษัท แปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัด ในฐานะบรรณาธิการกิจและผู้จัดพิมพ์ และคุณธีระ ธัญไพบูลย์ ที่มาในบทบาทคุณพ่อและพิธีกรในคราวเดียวกัน &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; มดมหัศจรรย์ เป็นหนังสือนิทาน 1 ใน 5 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>ให้ดูมดเป็นตัวอย่าง </strong></p>
<p align="center"><strong>คำสอนจากคุณหญิงแอ้จากนิทานเรื่อง &ldquo;มดมหัศจรรย์&rdquo;&nbsp; </strong></p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/08/news020854-14.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-2811" height="249" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/08/news020854-14.jpg" title="news020854-14" width="250" /></a></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพราะความรักของคุณยายที่มีต่อน้องแจน น้องจีน และน้องจุน หลานๆตัวน้อยที่มักสงสัยใครรู้เกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัว และชอบมีคำถามแปลกๆ มาถามคุณยายเสมอ ผสานกับความตั้งใจที่อยากให้เด็กไทยทุกคนได้เรียนรู้เรื่องราวของธรรมชาติอย่างสนุกและสร้างสรรค์ &ldquo;มด&rdquo; จึงเป็นสิ่งใกล้ตัวที่คุณหญิงรัชนีวรรณ วัฒนชัย หรือคุณยายแอ้ นำมาเขียนเป็นนิทานกึ่งสารคดี ชุด 10 ปี หนังสือดีเพื่อเด็ก ในโอกาสที่มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กได้มอบความสุขให้แก่เด็กๆ ด้วยเสียงเล่านิทานและการอ่านหนังสือมาครบ 10 ปี โดยมีคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กและผู้เขียน &ldquo;หิวจัง หิวจัง&rdquo; หนังสือเล่มแรกของโครงการมาร่วมงาน พร้อมด้วยคุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป หรือที่เด็กๆ รู้จักกันในนาม ตุ๊บปอง นักเขียนนิทานชื่อดังในฐานะกรรมการผู้จัดการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยคุณริสรวล อร่ามเจริญ กรรมการผู้จัดการบริษัท แปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัด ในฐานะบรรณาธิการกิจและผู้จัดพิมพ์ และคุณธีระ ธัญไพบูลย์ ที่มาในบทบาทคุณพ่อและพิธีกรในคราวเดียวกัน</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มดมหัศจรรย์ เป็นหนังสือนิทาน 1 ใน 5 เรื่องที่มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ร่วมกับบริษัทแปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัด จัดทำขึ้นเพื่อเป็นของขวัญทางปัญญาให้กับเด็ก โดยใช้มดเป็นสัญลักษณ์ของความขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทนแฝงไว้เป็นข้อคิด</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>&ldquo;</strong><strong>เรื่องนี้เกิดขึ้น เพราะพาหลานๆ เข้าไปเก็บต้นไม้ ใบไม้แห้งที่สวนหน้าบ้าน เราเห็นมดเดินเรียงแถว เลยเรียกหลานมาดูว่า มดนี่มีระเบียบนะ เดินเป็นแถวยาวเรียงกันเลย และแนะนำเขาว่าเราควรต้องเป็นคนที่มีระเบียบ ให้เอาอย่างมดนะคะ มดจะขยัน ตั้งแต่เช้าถึงกลางคืนมดจะเดินตลอด เก็บกิ่งไม้ ขนอาหาร จะเล่าให้หลานฟังถึงความรอบคอบของมด ว่ามดไม่ประมาท คอยกักตุนอาหารไว้กินยามยาก เวลาที่ฝนตกหนัก มดออกมาจากรังไม่ได้ ก็นำอาหารที่สะสมเก็บไว้มาแบ่งปันกันกิน ได้สอนหลานๆ ว่าต้องเป็นคนที่ขยัน รู้จักเก็บ อดออม รู้จักใช้ทุกอย่าง เวลาลำบากก็จะนำมาใช้ได้</strong><strong>&rdquo;</strong>คุณหญิงรัชนีวรรณกล่าว</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากเนื้อหาที่ช่วยจุดประกายความคิดให้กับเด็ก สามารถพูดคุยและเล่าเรื่องราวได้แล้ว ภาพประกอบในหนังสือนิทานเล่มนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงคนสองรุ่นที่สามารถอยู่ด้วยกันได้โดยไม่ต้องมีคนกลางอยู่ด้วย เป็นการสื่อสารที่ผู้วาดภาพจำเป็นต้องศึกษาทั้งองค์ความรู้เกี่ยวกับมด และใช้จินตนาการในการวาดภาพในหน้าทุกหน้าด้วยสีน้ำอย่างดีที่สุด&nbsp; เพื่อให้มดมหัศจรรย์ออกมาเป็นตัวเล่มอย่างสมบูรณ์แบบ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คุณริสรวลเล่าว่า <strong>&ldquo;เราจะทำเรื่องมด เราต้องรู้เรื่องมด ประวัติของมด ประเภทของมด และภาพประกอบทั้งหมดควรเป็นอย่างไร ในเรื่องนี้จะเป็นมดแดงผู้ทรงพลัง สามารถยกของได้หนัก 5 เท่าของตัวเอง การที่ใช้สัตว์เป็นเพื่อน จะทำให้เด็กสนุก แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนที่เขียนนิทานเค้ามีมุมอะไรที่จะสอน นิทานดีๆ สมัยก่อน มีการนำกลับมาตีพิมพ์เยอะมาก โครงการหนังสือเด็กก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน เพราะทุกคนเข้าใจแล้วว่าต้องใช้หนังสือกับเด็ก ที่สำคัญทุนของนิทานที่ยังคงอยู่ในตัวเด็กคือความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ต้องให้ตั้งแต่เล็กๆ เพราะมนุษย์เราแรกเกิดถึงสามขวบ เป็นช่วงอัตราการแตกของเซลล์สมองเยอะที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ด้วยว่าจะกระตุ้นแบบไหนให้เหมาะสมกับลูกของเรา&rdquo;</strong></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบันถึงแม้เราจะปฏิเสธเรื่องของเทคโนโลยีที่เข้ามาแทรงแซงวิถีความเป็นอยู่ของเด็กไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ใหญ่ต่างหากที่จะจัดความพอดีให้กับเด็กได้อย่างไร หากพ่อแม่เข้าใจในศาสตร์ของหนังสือว่ากว่าเด็กจะอ่านออก อ่านได้ อ่านแตก และอ่านอย่างสนุกได้ต้องใช้เวลาและความอดทนมาก แต่ในความอดทนนั้น จะมีความรักของพ่อแม่แฝงอยู่ด้วยทุกระยะ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ประคับประคองและชี้นำให้เด็กเติบโตมาอย่างมีความสุข ดังที่คุณเรืองศักดิ์แนะนำว่า <strong>&ldquo;เวลาอ่านหนังสือเรากอดลูกได้ การกอด การสัมผัส ไม่มีใครให้ได้ดีไปกว่าพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายาย เพราะมันมีความรักทางสายเลือด สิ่งเหล่านี้จะถ่ายโอนไปถึงเด็กๆ และทำให้เด็กๆ เติบโตมาอย่างความมั่นคงทางจิตใจ&rdquo;</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/08/02/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
