<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thaingo.org ข่าวสาร วงการงานพัฒนาสังคม &#187; ข่าวเด่น</title>
	<atom:link href="http://thaingo.org/web/category/news/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://thaingo.org/web</link>
	<description>แหล่งข่าวสาร เพื่องานพัฒนาสังคม</description>
	<lastBuildDate>Fri, 07 Sep 2012 07:17:39 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.1</generator>
		<item>
		<title>ข้ามข่ายรวมใจสู้ &#8220;รูปแบบขบวนการเคลื่อนไหว&#8221; ในทัศนะของ สุวิทย์ กุหลาบวงษ์</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/08/30/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/08/30/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Aug 2012 10:38:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวเด่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=6323</guid>
		<description><![CDATA[หนักหนาสาหัสขึ้นทุกวันกับเรี่ยวแรงที่ต้องต้านรับของแนวรบด้านสิทธิชุมชนเพื่อปกป้องทรัพยากรแผ่นดิน ปกป้องสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรมชาติ เพราะยิ่งนานวันขบวนการภาคประชาชนก็ยิ่งอ่อนแรงยิ่งล่าถอย เนื่องจากระบบทุนขยายข้ามพรมแดน กดดันการเมือง ควบคุมรัฐ ผ่าน ร่างกฎหมาย ผ่านนโยบาย ทำให้พลังประชาชน เริ่มต้านและทัดทานยากขึ้น &#160; &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ป่า &#160;แร่&#160; น้ำมัน ก๊าซ ฯลฯ กำลังกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความได้เปรียบของกลุ่มทุน นอกจากนั้น ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้สามารถแปรเป็นสินค้า หรือ เงินด่วนให้กับรัฐบาลที่ต้องการงบประมาณมาใช้จ่ายเพื่อหวังผลทางการเมือง &#160;สะท้อนให้เห็นภาพกลุ่มทุนกำลังข้ามรัฐและใช้เพื่อปกป้อง เปิดลู่ทางผลประโยชน์ ปัจจุบันนโยบายของรัฐจึงแอบแฝงและเอื้ออำนวยต่อกัน &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; ในขณะที่ผลกระทบจากการตักตวงทรัพยากร กำลังส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม เช่น การทำเหมืองแร่ ซึ่งทยอยปรากฏในพื้นที่ต่างๆ มีมากขึ้นๆ&#160; และเมื่อถูกทอดทิ้ง วางเฉยจากรัฐ จึงกลายเป็นเงื่อนไขก่อเกิดเครือข่ายประชาชนผู้เป็ฯเจ้าของแร่แห่งประเทศไทย ที่ลุกขึ้นทัดทาน เผชิญหน้าเพื่อยุติ พ.ร.บ.แร่ ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่เอื้อโอกาสนายทุน อีกทั้งขบวนการประชาชนเองก็พยายามนำเสนอกฎหมายแร่ภาคประชาชนของตัวเองขึ้นมาผลักดัน &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; บทพิสูจน์การต่อสู้คงยังไม่รู้ผลแพ้ชนะง่ายๆ แต่กระนั้นยิ่งขบวนการประชาชนต้องเผชิญหน้ากับทุนข้ามชาติ ทุนที่กำหนดควบคุมความเป็นรัฐได้ ก็ยิ่งสะท้อนรูปแบบ วิธีการ วิธีคิดของนักเคลื่อนไหว NGOs และขบวนชาวบ้าน ว่าจะรับมือและตอบโต้ปกป้องกันอย่างไร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หนักหนาสาหัสขึ้นทุกวันกับเรี่ยวแรงที่ต้องต้านรับของแนวรบด้านสิทธิชุมชนเพื่อปกป้องทรัพยากรแผ่นดิน ปกป้องสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรมชาติ เพราะยิ่งนานวันขบวนการภาคประชาชนก็ยิ่งอ่อนแรงยิ่งล่าถอย เนื่องจากระบบทุนขยายข้ามพรมแดน กดดันการเมือง ควบคุมรัฐ ผ่าน ร่างกฎหมาย ผ่านนโยบาย ทำให้พลังประชาชน เริ่มต้านและทัดทานยากขึ้น &nbsp;<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ป่า &nbsp;แร่&nbsp; น้ำมัน ก๊าซ ฯลฯ กำลังกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความได้เปรียบของกลุ่มทุน นอกจากนั้น ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้สามารถแปรเป็นสินค้า หรือ เงินด่วนให้กับรัฐบาลที่ต้องการงบประมาณมาใช้จ่ายเพื่อหวังผลทางการเมือง &nbsp;สะท้อนให้เห็นภาพกลุ่มทุนกำลังข้ามรัฐและใช้เพื่อปกป้อง เปิดลู่ทางผลประโยชน์ ปัจจุบันนโยบายของรัฐจึงแอบแฝงและเอื้ออำนวยต่อกัน<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในขณะที่ผลกระทบจากการตักตวงทรัพยากร กำลังส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม เช่น การทำเหมืองแร่ ซึ่งทยอยปรากฏในพื้นที่ต่างๆ มีมากขึ้นๆ&nbsp; และเมื่อถูกทอดทิ้ง วางเฉยจากรัฐ จึงกลายเป็นเงื่อนไขก่อเกิดเครือข่ายประชาชนผู้เป็ฯเจ้าของแร่แห่งประเทศไทย ที่ลุกขึ้นทัดทาน เผชิญหน้าเพื่อยุติ พ.ร.บ.แร่ ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่เอื้อโอกาสนายทุน อีกทั้งขบวนการประชาชนเองก็พยายามนำเสนอกฎหมายแร่ภาคประชาชนของตัวเองขึ้นมาผลักดัน<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทพิสูจน์การต่อสู้คงยังไม่รู้ผลแพ้ชนะง่ายๆ แต่กระนั้นยิ่งขบวนการประชาชนต้องเผชิญหน้ากับทุนข้ามชาติ ทุนที่กำหนดควบคุมความเป็นรัฐได้ ก็ยิ่งสะท้อนรูปแบบ วิธีการ วิธีคิดของนักเคลื่อนไหว NGOs และขบวนชาวบ้าน ว่าจะรับมือและตอบโต้ปกป้องกันอย่างไร<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news290855-1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-6325" height="370" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news290855-1.jpg" title="news290855-1" width="250" /></a><br />
	<strong>นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์&nbsp; เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนพัฒนาชนบท (กป.อพช.อีสาน)</strong> เผยมุมมองในฐานะนักพัฒนาที่ร่วมต่อสู้ปกป้องสิทธิชุมชน &ldquo;คัดค้านเหมืองแร่โปแตซ&rdquo; มาอย่างยาวนาน ว่า ขบวนการชาวบ้านปกป้องสิทธิชุมชน ทั้งกรณีไม่เอาเหมืองแร่ และกรณีอื่นๆ ปัจจุบันนี้เริ่มมีบทเรียนมากขึ้น แต่ต้องเข้าใจยุทธวิธีผนึกพละกำลังในการเคลื่อนไหวให้มากขึ้น ว่า</p>
<p>	&quot;กรณีการเคลื่อนไหวเรื่องเหมือง ผมมองอย่างนี้นะครับ โดยรวมแต่ละเหมืองก็พยายามไปให้พื้นที่ตัวเอง เช่น มาทำนโยบายแร่ร่วมกัน ซึ่งก็ทำไปแล้วเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ผมกลับมีคิดเห็นต่อขบวนการชาวบ้าน ว่า หนึ่ง เรื่องการทำนโยบายแร่ร่วมกัน ชาวบ้านต้องพยายามพูดถึงในเรื่องของสิทธิในแร่ ว่าแร่ต้องเป็นของประชาชน คือพยายามสู้เรื่องสิทธิในแร่กับกฎหมายที่กำลังร่างใหม่นี้&nbsp; ซึ่งรัฐ หรือ กพร.ไม่พูดเรื่องสิทธินี้ เลย &nbsp;<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างที่สอง ก็คือว่าแนวทาง การเคลื่อนไหวร่วมกัน ตอนนี้ชาวบ้านก็มีการเคลื่อนไหวร่วมอยู่ แต่ไม่พอ กรณีที่ชาวบ้านร่วมกันคือ ร่วมกันไปแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องร่าง พ.ร.บ.แร่ ตัวใหม่ ที่ห้องประชุม กระทรวงอุตสาหกรรมที่ผ่านมา ซึ่งก็คือกระบวนการหนุนเสริมประสบการณ์กันและกัน &nbsp;เช่น การหนุนเสริมการเคลื่อนไหว การเอาประสบการณ์จากที่อุดรฯ ไปแลกเปลี่ยนที่สงขลา ที่เขาคูหา เรื่องกรณีการใช้แนวทางกระบวนการทางศาลยุติธรรม มาสู้ อย่างแถวพิจิตร แถวเลย เป็นต้น</p>
<p>	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ดังนั้น เรื่องมองกฎหมายแร่ ของ กพร.ฉบับนี้ ผมคิดว่า คุณต้องไปดูบทเรียนก่อน เช่นกรณีมาบตาพุด ระยอง พอศาลปกครองตัดสินให้มาบตาพุดชะลอก่อน ตรงนั้น มันเป็นจุดเลี้ยวให้ฝ่ายรัฐขยับจังหวะก้าว เพื่อที่จะสร้างเงื่อนไขให้กระบวนการทางศาลมันไปเร็วขึ้น อันนี้เห็นชัดเลย เพราะว่าตอนนี้รัฐติดกฎหมายเรื่องสุขภาพ (HIA) ติดกฎหมายเรื่องสิทธิชุมชน ดังนั้น มันก็จะเห็นการส่งผล ผ่านการประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพฯ เรื่องกรณีโครงการ หรือแม้แต่กรรมการสี่ฝ่ายเพื่อแยกแยะจำนวนของโครงการแต่ละโครงการที่จะเข้าข่ายว่าจะดูแล หรือไม่ ประเด็นที่ผมจะพูดซึ่งมันเป็นประเด็นใหญ่มากก็คือว่า&nbsp; กฎหมายรัฐธรรมนูญมันปกป้องสิทธิชุมชนจริงหรือเปล่า ? หรือว่า มันเป็นแค่ชื่อ เพราะถ้าไล่ไปดูในแต่กรณีมันเหมือนกับว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ปกป้องสิทธิชุมชนเลย ไม่ว่าจะเป็น กรณีเหมืองแร่โปแตซ เหมืองทอง เหมืองอะไรก็ตาม &nbsp;ไปดูเลย มันถูกฉีกทิ้งโดยกรรมการสี่ฝ่าย โดยข้อกำหนดตามระเบียบที่กระทรวงประกาศ ว่าจะเข้าข่ายดูแลหรือไม่ แค่นั้นจบเลย อย่างกรณีโปแตซเราใช้กฎหมายข้อไหน เรื่องสิทธิชุมชน มาตรา 66 &nbsp;67 68 วรรคสอง ใช่ไหม ? มาตรา 66 ไม่มีกลไกอะไร วางไว้ลอยๆ สิ่งที่เรากำลังตั้งคำถามใหม่คือ แล้วรัฐธรรมนูญมันปกป้องสิทธิชุมชนจริงไหม๊ ?<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผมเห็นด้วยนะครับ ถ้าจะยุบศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญ เห็นด้วยเลยกับเสื้อแดง คือถ้ากระบวนการของรัฐมันไม่คุ้มครองมันก็จบเลยนะ เราจะเห็นเลยว่า รัฐเริ่มมีกระบวนการร่างกฎหมายที่จะนำไปสู่กระบวนการให้ค่าชดเชย ค่าทดแทนชาวบ้าน ประเด็นคือ พอเราพูดถึงแม้แต่กรณีโปแตซก็ตาม ก็จะเห็นชัดเลยว่า &nbsp;ไม่มีระบุในกฎหมายเรื่องจ่ายค่าทดแทน แต่บริษัทบอกจะจ่ายค่าลอดใต้ถุน 100 เมตร ให้ คือผลประโยชน์มันทำให้ชุมชนแตกแยก มันทำให้คำว่าสิทธิชุมชนกลายเป็นเรื่องปัจเจก หรือบุคคล ดังนั้น เราจะเห็นว่า แนวกฎหมายแร่ฉบับใหม่ จะมีเรื่องของการจ่ายเงินค่าลอดใต้ถุนชาวบ้านหรือกฎหมายแร่ปกติ ที่ทำบนดินก็แล้วแต่ ก็ต้องจ่ายค่าชดเชย พอเป็นประเด็นเรื่องการจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น ไอ้ประเด็นเรื่องสิทธิชุมชน มันจะถูกสลายเป็นเรื่องปัจเจกทันที ซึ่ง 2 ประเด็นนี้แหละที่ผมกำลังตั้งคำถาม ไปถึงเรื่องกฏหมายรัฐธรรมนูญ ว่ามันตอบโจทก์ชาวบ้าน จริงหรือไม่&nbsp; หรือสิทธิชุมชนกำลังจะถูกสลายด้วยกระบวนการจ่ายค่าชดเชยซึ่งมาดูเรื่องกระบวนการจ่ายค่าชดเชย ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ เลยว่า เวลามีการจ่ายค่าชดเชย ชาวบ้านสลายหมด แม้แต่ชาวบ้านที่ผลักดันสู้ในกระบวนการยุติธรรม ก็พอสู้ได้นะ แต่กลับสลายเพราะเหตุนี้ ดังนั้น กฎหมายแบบนี้ไม่มีทางที่จะมาปกป้องสิทธิชุมชนได้ มันทำให้ชาวบ้านสลายตัวไปโดยอัตโนมัติ ไปรอศาลตัดสิน ซึ่งไม่ได้ทำให้กระบวนการของภาคประชาชนเกี่ยวร้อยเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็งได้เลย&quot;&nbsp; นายสุวิทย์ เกริ่นนำขึ้นต้น ก่อนจะมองไปภาพรวมใหญ่ พร้อมแนวทางการทำงานพัฒนาที่เกิดจากการแย่งชิงทรัพยากร การละเมิดและผลักไสสิทธิชุมชน<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news290855-2.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-6324" height="243" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news290855-2.jpg" title="news290855-2" width="420" /></a></p>
<p>&quot; อย่างแรก ผมมองเรื่องชุดวิเคราะห์สำหรับนักพัฒนาสำคัญมากนะครับ ในสถานการณ์ตอนนี้ เรื่องแผนพัฒนาอีสาน เราต้องสร้างชุดวิเคราะห์ขึ้นมาใหม่ให้ได้ เพื่อมองให้ทันเหตุการณ์ ว่า คุณกำลังเจอกับอะไร ?&nbsp; คือถ้าแค่มีชุดวิเคราะห์ในพื้นที่ตัวเอง หรือลึกในพื้นที่ตัวเองเท่านั้น มันน่าจะไม่พอแล้วนะ ต้องิเคราะห์ภาพรวมแล้วคิดว่าจะทำอะไรต่อ เพราะถ้าเราดูประวัติศาสตร์การทำงานของพวกเรา คือ หนึ่ง &nbsp;เราดูเป็นประเด็น เราก็เริ่มมีการพูดเรื่องมีการข้ามเครือข่ายก่อนนี้ใครทำเรื่องเด็กก็เด็กอย่างเดียว แม่น้ำก็แม่น้ำอย่างเดียว ต่อมาเราข้ามเรื่องประเด็นมาสนใจเรื่องป่า สนใจคน อาชีพ แล้วก็ขยับมาเรื่อยๆ นี่ คือพัฒนาการของเราในรอบ 20-30 ปี นะ จากนั้นก็มีมาเรื่อยๆ&nbsp; แต่ตอนนี้มันสำคัญกว่านั้น มันต้องมีชุดวิเคราะห์ร่วมกันใหม่ ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ หรืออาเซียน เพราะถ้าไม่วิเคราะห์ในระดับสากล ก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ทุนมันมีชุดคิดอย่างไร อย่างเช่นวิเคราะห์เรื่องแนวทางการพัฒนา ที่เรียกว่า GMS นั้นก็คือ การมองระดับภาพรวมลุ่มน้ำโขงเลย ทุนมันวิเคราะห์ใหญ่ พอวิเคราะห์ใหญ่ก็คิดไปไกลและลึก ข้ามพรมแดน ไปเลย &nbsp;ดังนั้น การรวมอาเซียนก็อาจจะเป็นแค่การจัดการขอทุนนิยมใหม่&nbsp; เท่านั้น การรวมอาเซียนให้เป็นประเทศเดียวก็เพื่อให้เกิดการจัดการง่ายขึ้น มีกฎหมายเดียว ภาพประชาคมอาเซียนเป็นภาพโครงสร้างใหญ่ มองลึกเข้าไปในนั้นก็จะเห็นโครงสร้างย่อย เช่น อีสาน เหนือ ใต้ ซึ่งภาคจะเป็นยังไง จังหวัดจะเป็นยังไง ?&nbsp; ก็ล้วนแต่เป็นกลไกของทุน ที่มันรื้อกลไกการปกครองปกติ รื้อโครงสร้างกฎหมาย จังหวัด ภาค อำเภอ ออกหมด มันใช้วิธีการสร้างระบบใหม่ เช่น สมัยยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เรียกว่าภาพนี้ว่า &nbsp;โลจิสติก ซึ่งก็คือการจัดตั้งระบบใหม่ มันจึงไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐาน น้ำไฟ ถนน&nbsp; เหมือนเมื่อก่อน แต่มันเป็นจัดระบบทางกฎหมาย</p>
<p>	ถึงอย่างนั้น ผมไม่ค่อยเห็นประเด็นสำคัญอะไรในกฎหมายในตอนนี้ แต่ผมคิดว่าเราต้องมองข้อเท็จจริง คือ สถานการณ์ปี 40 มาปี 50 อาจจะบอกได้ว่า ปี 50 นั้นเรื่องสิทธิชุมชนดีขึ้น หมายถึงในกฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติการจริงได้ คือผมคิดว่ามันต้องสร้างโครงสร้างใหม่เรื่องของการเมืองใหม่ให้ชัด หมายถึงการเมืองภาคประชาชนต้องยืนบนฐานการสรุปบทเรียนด้วย ไม่ใช่บนฐานแค่เนื้อหาประเด็น ขึ้นมา ผมว่า สิ่งที่เราทำกันมานะ ถ้าเรื่องกฎหมาย โอ้โห้ ประชาชนสู้เสนอกันมา 20 กว่าฉบับ ไม่เคยผ่านสภาฯ&nbsp; ไม่เคยมีกฎหมายที่มาจากประชาชนและเพื่อประชาชนเลย กฎหมายบางฉบับพอเข้าเค้าหน่อยก็เป็นกฎหมายที่ออกมาได้ในยุคเผด็จการ อย่างเช่นกฎหมายสุขภาพ หรือ กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ยังไงๆ เราก็ต้องสู้ต่อไป แต่ก็มันดีนะ&quot;&nbsp; นายสุวิทย์ กล่าวและย้ำถึงแนวทางการทำงาน การเคลื่อนไหวของขบวนพี่น้องเครือข่ายเหมืองแร่และขบวนเอ็นจีโอในประเทศไทย</p>
<p>	&quot;ในตอนนี้ทฤษฎีชี้นำสำคัญมากครับ เพราะว่าตอนนี้เราไม่มีทฤษฎีชี้นำเลยจริงๆ เรามีแต่ประเด็นปัญหาชาวบ้าน อะไรคือทฤษฎีชี้นำ ที่ผมพูด ทฤษฎีชี้นำ หมายถึงชุดความคิดองค์ความรู้ที่เราจะใช้มอง ใช้วิเคราะห์สถานการณ์ในตอนนี้ได้&nbsp; ปัญหาของเราคือขาดเข็มมุ่งด้วย&nbsp; ถ้ามันมีทฤษฎีชี้นำมันก็จะพาเราก้าวไปในทิศทางที่ทฤษฎีบอกได้ หรือกำหนดกระบวนการนั้นๆ ได้ แต่นี่ปัญหาคือ ตอนนี้เราทำไปด้วย เคลื่อนไหวไปด้วย เรียนรู้ไปด้วย คือเรียนรู้ท่ามกลางปฏิบัติการ แต่ ณ วันนี้สถานการณ์ข้างนอกที่มันเข้ามามันมาก มันคิดแบบเดิมไม่ได้แล้ว มันมีอะไรใหม่ๆ เข้ามามาก แล้วอะไรที่มันชี้นำตอนนี้&nbsp; อย่างมีคนเสนอเรื่องกรีนหรืการเมืองสีเขียว ตอนนี้&nbsp; เสนอแนวคิดจีนแดง ก็น่าสนนะ &nbsp;ก็แล้วแต่ทุกคน ทั้งหมดทั้งสิ้นเราต้องมาถกเถียงกันอย่างจริงจัง แม้แต่ในองค์กรของเราเองก็ต้องมาจัดองค์กรใหม่ ไม่ใช่แค่คนสำนึกดีอยากจะทำงานทางสังคม แก้ปัญหาชาวบ้าน อะไรทำนองนี้ มันไม่พอ มันต้องมามอง มาพลิกความคิดกันพอสมควร คือ ไม่มีทางแก้ไขอะไรได้ ตอนนี้โครงสร้างของทุนมันแข็งมากตอนนี้ &nbsp;ยกตัวอย่าง กรณีเรื่องมีการประกันราคาข้าว&nbsp; 85,000 เราก็รู้หมด แต่ NGOs เกษตรหายไปไหนหมด ?&nbsp; ออกมาโต้สิครับ ว่า&nbsp; 1, 2, 3, 4, 5 เพราะอะไร ?&nbsp; &nbsp;นี่ไม่รู้คุณหายหัวไปไหน คุณไปทำโน่นผักปลอดสารพิษ อ้าว !!&nbsp; เฮ้ย แล้วซีพีหละ อยู่ไหนในประเด็นคุณ ซีพีกำลังบุกยึดตู้แช่เฟรชมาร์ทอะไรต่างๆ ไม่โต้มันบ้างหรือ ?&nbsp;&nbsp; คือคุณต้องคิดใหม่ เพราะซีพีมันเริ่มเข้ามากำหนดชาวไร่ชาวนาเรื่องคอนแท็กฟาร์มมิ่ง เรื่องการผูกขาดสินค้า คือทำไมคุณไม่โต้เรื่องการผูกขาดโครงสร้างทุนของมันบ้างหละครับ<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผมไม่ได้ปฏิเสธการทำงานแบบนั้นนะครับ ปัญหาคือมันนิ่งเกินไปที่จะเท่าทันมิติทางการเมือง &nbsp;ซีพีพูดถึงสองสูงสูงต่ำ ทำไมคุณไม่โต้แนวคิดนี้ของมันบ้าง คุณก็รู้ว่าซีพีเข้าไปคุมกลไกรัฐ ทั้ง กรมส่งเสริมการเกษตร &nbsp;หรือหน่วยงานอื่นๆ ในกระทรวงเกษตรฯ คุมหมด มหาลัยขอนแก่น มหาลัยเกษตรศาสตร์ ก็คิดแต่ผลิตคนเพื่อไปสู่ตลาดซีพีทั้งนั้น คือกลไกมันคุมหมด ปัญหาคือทำไมคุณไม่โต้มัน&nbsp; หรือว่าคุณไม่มีข้อมูลโต้ ปัญหาคือ&nbsp; คุณไม่ทำงาน ไม่ทำเรื่องนี้ให้ชัด&quot;&nbsp; นายสุวิทย์ย้ำ ก่อนจะกล่าวสรุปเกี่ยวกับทิศทางขบวน NGOs ว่า</p>
<p>	&quot;กับพี่น้อง NGOs เราทะเลาะกันเยอะ คือในรอบ 3-5 ปี หรือ 7 ปี เราทะเลาะกันเองภายในสูง อีกอย่างเราเองก็ไม่ได้ทำการบ้าน แม้แต่กระบวนการเครือข่ายของเราเองก็เน้นทำเจาะลึกในเรื่องของตัวเองเกินไป แล้วไม่ได้มองข้ามมาสู่กัน &nbsp;อีกอย่างจะมาพูดเรื่องเอ็นจีโออย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะเอ็นจีโอเป็นผลหนึ่งของ กระบวนการทางสังคมหนึ่ง ถ้าบอกนักวิชาการก็เป็นองคาพยพหนึ่งใช่ไหม๊ ? เพราะที่ผ่านมานักวิชาการกับเราก็ห่างกันเยอะนะ คือคุณลองลงไปดูมีนักวิชาการที่ไหนที่ลงมาจับปัญหาชาวบ้าน น้อยมากนะ&nbsp; แต่ถ้าจับปัญหาเรื่องการเมืองส่วนบนนั้น เต็มไปหมด ดาหน้าออกมาพูด แต่ถ้าปัญหาชาวบ้าน &quot;อ้าว !&nbsp; อยู่ไหนว่ะ&#8230;?&quot;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;คือมันหายากจะตาย อย่างเช่นจะหานักวิชาการสักคนไป support&nbsp; แนวคิดชาวบ้านเรื่องเหมืองแร่ แทบพลิกแผ่นดิน&nbsp; มันไม่มี.. ปัญหาคือนักวิชาการกับเรา ก็ห่างกันเยอะ ไม่มีวงคุย ต่างจากสมัยก่อนนักวิชาการกับเราจะคุยกันเยอะ มีวงคุยบ่อย พอมาห่างก็เริ่มมามีท่าที วิพากษ์เรื่องท่าที วิพากษ์เรื่องวิธีการ อันนี้สำคัญนะ คือจะมาเรียกร้องเอาจากพวกเรา โดยไม่พูดถึงเงื่อนไขอื่นๆ ไม่ได้ นักวิชาการก็จะตีกรอบให้เราวิ่งเข้าไปหางานวิจัยอย่างเดียวทั้งๆ ที่ ทำไมเราไม่คุยกัน แบ่งบทบาทกัน ครับ&quot;&nbsp; นายสุวิทย์ว่า</p>
<p>
	&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/08/30/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โฉนดชุมชนและ 4 มาตรการปฏิรูปที่ดิน คือทางออกของเกษตรกรรายย่อยไทย</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/08/17/%e0%b9%82%e0%b8%89%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-4-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/08/17/%e0%b9%82%e0%b8%89%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-4-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 Aug 2012 11:56:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวเด่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=6186</guid>
		<description><![CDATA[&#34;ประเด็นปัญหาหนึ่งของชาวบ้านที่ต้องประสบ แม้จะอยู่ในพื้นที่ซึ่งประกาศเป็นพื้นที่จัดการโฉนดชุมชนแล้วก็ยังถูกข่มขู่ คุกคาม ถูกละเมิดสิทธิ์ ถูกรังแก ขับไล่ออกจากพื้นที่ในแทบทุกแห่ง และในบางพื้นที่พบปัญหาการกระจุกตัวของที่ดิน ที่ดินถูกทิ้งร้างจึงมีการเข้าไปทำการปฏิรูปที่ดินในพื้นที่เอกชน ทำให้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีและถูกจับกุม ดังนั้นการต่อสู้เรื่องที่ดิน ทุกพื้นที่ชาวบ้านมีคดีติดตัวแทบทั้งหมด&#34; หากใครเอ่ยถึงการปฏิรูป ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า จุดเริ่มต้นนั้นมักเริ่มจากชาวบ้านซึ่งเป็นด่านหน้าสุดในการปฏิรูปที่ดินในสังคมไทย &#160;จึมีความพยายามปฏิรูปที่ดินจากล่างขึ้นบน โดยเสนอแนวคิด &#8220;โฉนดชุมชน&#8221; ซึ่งก็คือ &#160;แนวคิดในการจัดการที่ดินรูปแบบหนึ่ง ที่ชาวบ้านคิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เรื่องความเป็นธรรม ความยั่งยืน และประสิทธิภาพ &#160;เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม ที่มาสาเหตุหลักๆ คือ &#160;1.ชุมชนถูกแย่งยึดที่ดินและทรัพยากรไปโดยรัฐ &#160;2.ชุมชนถูกข่มขู่คุกคาม จับกุมและดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐและเอกชน 3.ชุมชนถูกเลือกปฏิบัติจากรัฐ 4.ชุมชนเผชิญความรุนแรงหรือความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง 5.รัฐไม่ทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรให้คนยากจน และ 6.ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ แม้ว่ากระบวนการเคลื่อนไหวจะล่าช้าจนบางทีเหมือนจะนิ่งมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว แต่เครือข่ายปฏิรูปที่ดินก็พยายามเคลื่อนไหวเผชิญหน้า ปะทะ รณรงค์ทุกวิธีทางให้สังคมเข้าใจเรื่องการจัดการที่ดินโดยชุมชน หรือ โฉนดชุมชน และนอกจากนั้นยังนำเสนอแนวทางการเกษตรรูปแบบใหม่ ที่ถนอมธรรมชาติ และไม่เป็นภัยกับระบบนิเวศ ซึ่งก็คือเกษตรอินทรีย์ และการปลูกพืชแบบผสมผสาน เป็นต้น จึงประกาศหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ 16 ชุมชนทั่วภาคอีสานเพื่อนำร่อง เป็นตัวอย่างในเชิงต้นแบบชุมชนพึ่งตนเองและหาทางออกไปสู่ความเข้มแข็งยั่งยืน นายปราโมทย์ ผลภิญโญ จาก เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย กล่าวผ่านกิจกรรมงานเปิดตัวหมู่บ้านนำร่องเกษตรอินทรีย์ 16 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>	<strong><em>&quot;ประเด็นปัญหาหนึ่งของชาวบ้านที่ต้องประสบ แม้จะอยู่ในพื้นที่ซึ่งประกาศเป็นพื้นที่จัดการโฉนดชุมชนแล้วก็ยังถูกข่มขู่ คุกคาม ถูกละเมิดสิทธิ์ ถูกรังแก ขับไล่ออกจากพื้นที่ในแทบทุกแห่ง และในบางพื้นที่พบปัญหาการกระจุกตัวของที่ดิน ที่ดินถูกทิ้งร้างจึงมีการเข้าไปทำการปฏิรูปที่ดินในพื้นที่เอกชน ทำให้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีและถูกจับกุม ดังนั้นการต่อสู้เรื่องที่ดิน ทุกพื้นที่ชาวบ้านมีคดีติดตัวแทบทั้งหมด&quot;</em></strong></p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news180855-3.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-6187" height="267" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news180855-3.jpg" title="news180855-3" width="425" /></a></p>
<p>หากใครเอ่ยถึงการปฏิรูป ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า จุดเริ่มต้นนั้นมักเริ่มจากชาวบ้านซึ่งเป็นด่านหน้าสุดในการปฏิรูปที่ดินในสังคมไทย &nbsp;จึมีความพยายามปฏิรูปที่ดินจากล่างขึ้นบน โดยเสนอแนวคิด &ldquo;โฉนดชุมชน&rdquo; ซึ่งก็คือ &nbsp;แนวคิดในการจัดการที่ดินรูปแบบหนึ่ง ที่ชาวบ้านคิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เรื่องความเป็นธรรม ความยั่งยืน และประสิทธิภาพ &nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม ที่มาสาเหตุหลักๆ คือ &nbsp;1.ชุมชนถูกแย่งยึดที่ดินและทรัพยากรไปโดยรัฐ &nbsp;2.ชุมชนถูกข่มขู่คุกคาม จับกุมและดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐและเอกชน 3.ชุมชนถูกเลือกปฏิบัติจากรัฐ 4.ชุมชนเผชิญความรุนแรงหรือความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง 5.รัฐไม่ทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรให้คนยากจน และ 6.ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์</p>
<p>	แม้ว่ากระบวนการเคลื่อนไหวจะล่าช้าจนบางทีเหมือนจะนิ่งมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว แต่เครือข่ายปฏิรูปที่ดินก็พยายามเคลื่อนไหวเผชิญหน้า ปะทะ รณรงค์ทุกวิธีทางให้สังคมเข้าใจเรื่องการจัดการที่ดินโดยชุมชน หรือ โฉนดชุมชน และนอกจากนั้นยังนำเสนอแนวทางการเกษตรรูปแบบใหม่ ที่ถนอมธรรมชาติ และไม่เป็นภัยกับระบบนิเวศ ซึ่งก็คือเกษตรอินทรีย์ และการปลูกพืชแบบผสมผสาน เป็นต้น จึงประกาศหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ 16 ชุมชนทั่วภาคอีสานเพื่อนำร่อง เป็นตัวอย่างในเชิงต้นแบบชุมชนพึ่งตนเองและหาทางออกไปสู่ความเข้มแข็งยั่งยืน</p>
<p>	<strong>นายปราโมทย์ ผลภิญโญ จาก เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย</strong> กล่าวผ่านกิจกรรมงานเปิดตัวหมู่บ้านนำร่องเกษตรอินทรีย์ 16 ชุมชน และงานครบรอบ 3 ปี บ้านบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร ชัยภูมิ &nbsp;ว่า<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news180855-22.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-6191" height="203" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news180855-22.jpg" title="news180855-2" width="150" /></a></p>
<p>&quot;ที่ดินเป็นปัจจัยพื้นฐานของชาวบ้าน ดังนั้น การใช้ประโยชน์ที่ดินต้องเป็นสิทธิของผู้ทำการผลิต สิ่งที่มันเกิดขึ้นทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ คือเกษตรกรรายย่อย เกิดภาวะการพึ่งพาปัจจัยภายนอกในการผลิตมาก ทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยง ไม่มีความมั่นคงในการถือครองที่ดิน &nbsp;ดังนั้น ปัญหาที่ดินหลักๆ ในสังคมไทยนั้นมีอยู่ 2 อย่าง คือ 1 เรื่องข้อพิพาทสิทธิในที่ดินทำกิน ซึ่งมีลักษณะการทับซ้อนสิทธิ์กันมาก ไม่ว่าจะเป็นระหว่างประชาชนกับรัฐ หรือ เอกชนกับประชาชน ก็ตาม มันมีปัญหาทับซ้อนสิทธิ์ มีอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรณีพื้นที่ป่าไม้ ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 1200 ป่า รวมเนื้อที่ 147 ล้านไร่ จากพื้นที่ทั้งประเทศ 327 ล้านไร่ ซึ่งตรงนี้เองที่มีคนจำนวนมากที่ยังอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวน ดังนั้น ปัญหานี้เองที่รัฐก็ยังไม่มีมาตรการที่จะแก้ไขให้ชัดเจน ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในด้านกฎหมาย นโยบาย<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัญหาที่ 2 คือเรื่องช่องว่างในการถือครองที่ดินในสังคมไทยมันถ่างกว้างมาก มีสถาบันทางวิชาการได้วิจัยออกมาว่า มีคนจำนวน 20% ถือครองที่ดินประมาณ 80% ของสังคมไทย ในขณะที่คน&nbsp; 80% ถือครองที่ดินแค่ 20% ซึ่งมันกลับหัวกลับหางกัน นั่นหมายถึงว่า มีช่องว่างในการถือครองที่ดินซึ่มันห่างกันมาก นี่ก็เป็นปัญหาที่สอง<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในส่วนปัญหาที่ชาวบ้านพูดคุยกัน และได้ข้อสรุปเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาคือ การปฏิรูปที่ดินต้องมีการนิยามความหมายที่กว้าง คือการปฏิรูประบบการถือครองที่ดิน และระบบการผลิตที่เป็นธรรมและยั่งยืนโดยประชาชน แต่การปฏิรูปที่ดินแบบคับแคบที่รัฐทำมาตลอดนั้น ก็แค่การเร่งรัดออกเอกสารสิทธิ์ให้เกษตรกร แบบนี้แหละที่หน่วยงานรัฐดำเนินการเรื่อยมา ตั้งแต่ปี 2518 ครับ<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และตั้งแต่มีการปฏิรูปแบบนี้เรื่อยมา เราก็เห็นปัญหาอุปสรรคในการปฏิรูปที่ดินมาโดยตลอดด้วย นะครับ แม้กระทั่ง แม้แต่ ที่ดิน สปก. 4-01 ก็ยังมีการเปลี่ยนมือกัน ซึ่ ทาง สปก. เองก็ยอมรับว่ามีปัญหานี้จริงๆ พื้นที่ที่ สปก. นำมาดำเนินการนั้นมีประมาณ 70% ได้เปลี่ยนมือไปหมดแล้ว จากจำนวนประมาณ 23ล้านไร่ทั่วประเทศ ดังนั้น ผมคิดว่าการคิดเรื่องการปฏิรูปที่ดินจะต้องมีองค์ประกอบทางสังคม องค์ประกอบแบบทุนมาเป็นส่วนเสริม เป็นกลไกสร้างความมั่นคงในการถือครอง เป็นหลักประกันให้เกษตรกรสามารถถือครองที่ดินได้ อย่างยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลานได้ เราก็เลยเสนอให้มีการออกกฎหมายโฉนดชุมชน เพื่อให้การรับรอง ในสิทธิ์ของที่ดินที่มีนัยยะอื่นๆ ในการใช้ปัจจัยทางสังคมมาประกอบในการบริหารจัดการ&quot;&nbsp; นายปราโมทย์ กล่าวสำทับ ก่อนจะอธิบายถึง แนวทางออกของเกษตรกรไทย รวมถึงมาตรการด้านต่างๆ เพื่อพลิกเปลี่ยนปัญหาเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น</p>
<p>	&quot;การปฏิรูประบบการเกษตรก็เหมือนกัน เมื่อเราพิจารณาแล้ว ก็เห็นพ้องตรงกันว่า การผลิตแบบพืชเชิงเดี่ยว การผลิตแบบเน้นป้อนตลาดอย่างในปัจจุบันนี้ มันทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป ดังนั้น เราต้องเดินตามทิศทางเกษตรกรรมแบบยั่งยืน ที่เป็นรูปแบบไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรแบบไหนก็ตาม มันเป็นทางออกทางรอดของเกษตรกรรายย่อย ดังนั้น เราจึงเปิดหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่นำร่องของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน 16 พื้นที่ เป็นหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์แบบจริงจัง<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และนี่คือเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการเดินไปสู่แนวทางการกระจายการถือครองที่ดิน เพราะว่าเป้าหมายในการทำงานของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เราได้มีกลไกร่วมกับผู้แทนของรัฐบาล ซึ่งได้หารือกันมีข้อสรุปว่า เป้าหมายการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและอย่างยั่งยืนนั้น มีมาตรการด้วยกัน 4 ประการ คือ<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มาตรการที่ &nbsp;1 มาตรการทางภาษี หมายถึงการคิดภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าเพื่อให้เกิดการกระจายที่ดินลงมายังเกษตรกรที่ทุกข์ยากในสังคม เพราะการเก็บภาษีแบบคงที่ในปัจจุบันนั้นมันไม่สะท้อนการกระจายการถือครองที่ดิน ไม่เป็นเครื่องมือนำมาสู่การกระจายการถือครองไปได้&nbsp; เราเสนอเรื่องของภาษีที่ดิน ก็มีกรมเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังไปร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินออกมาแล้ว แต่ว่าสาระสำคัญในการร่างยังไม่มีความก้าวหน้าสักเท่าไหร่ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องไปว่ากัน ในทางวิชาการหรือไปกดดันกันต่อไป<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มาตรการที่ 2 เรื่องกองทุนธนาคารที่ดินนะครับ หน้าที่ของกองทุนที่ดิน ถ้ามีการกระจายการถือครองที่ดิน ผมคิดว่า กองทุนส่วนนี้ จะเป็นตะกร้าในการรองรับที่ดินที่กระจายลงมา เพื่อผ่านไปยังเกษตรกรหรือคนทั่วไป ณ วันนี้มีการร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการที่ดินออกมาแล้ว เป็นองค์กรมหาชนมีเงินประเดิม 1,167 ล้านบาท ปลายเลขงบประมาณนี้ คือ 167 ล้าน เราเอาไปนำร่องใน 5 พื้นที่ ของพี่น้องสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือลำพูน-เชียงใหม่ นะครับ ที่มีปัญหาเรื่อง NPL &nbsp;อีก 1000 ล้าน ที่เหลือคิดว่ายังคงไม่พอ เพราะที่เราเสนองบตั้งต้นตอนแรกนั้นคือ 5,000 ล้านบาท นะครับ เอามาเข้ากองทุนธนาคารที่ดิน<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มาตรการที่ 3 เรื่องโฉนดชุมชน คือมีพื้นที่นำร่องแล้ว 35 พื้นที่ทั่วประเทศ มีการประกาศเป็นพื้นที่โฉนดชุมชนอย่างชัดเจนสมบูรณ์แล้ว ในตอนนี้ &nbsp;คือ สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินคลองโยง สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินลำพูน ที่อ.บ้านโฮ่ง นะครับ ซึ่งคิดว่าพื้นที่อื่นๆ ก็คงจะทยอยพิจารณาโดยคณะกรรมการประสานงานให้มีการจัดตั้งโฉนดชุมชนซึ่งก็มีบุคลากรที่เป็นตัวแทนของเราเกษตรกรหลายท่าน ทั้งคุณ บุญ แซ่จุง จากภาคใต้ คุณไสว มาลัย เป็นต้น และโดยมี ท่าน ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นี่ถือว่าเป็นกลไกทางนโยบายในการบริหาร นะครับ แล้วก็ร่วมมือกันดำเนินการเรื่องโฉนดชุมชน ส่วนกรณีพิพาทเรื่องสวนป่าคอนสาร กับชาวบ้านบ่อแก้ว&nbsp; ก็มีการอนุมัติในเชิงหลักการไปแล้ว เหลือแต่รอให้กรรมการ สช. มาตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม ส่วนพื้นที่อื่นๆ ก็เหมือนกันนะครับ ทั้งผาผึ้ง ซำผักหนามและอีกหลายที่<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มาตรการที่ 4 &nbsp;คือการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม คือเงื่อนไขที่จะนำไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปที่ดิน เพื่อการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมโดยประชาชน ซึ่งผมคิดว่าการเดินทางเส้นนี้เป็นแนวทางไปสู่ความมั่นคงในหลักประกันการถือครองที่ดินของเกษตรกรได้ เพราะที่ผ่านมาเราล้มเหลวมาหมดแล้วกับระบบการถือกรรมสิทธิ์แบบปัจเจก หรือ ระบบการผลิตแบบเคมีกับเชิงเดี่ยว ไม่ว่าจะปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง อะไรก็แล้วแต่นะครับ สุดท้าย ความเสี่ยงทำให้เกิดการสูญเสียที่ดินของเกษตรกรซึ่งก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งในปี 2558 ประเทศจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ความเสี่ยงในการเปลี่ยนมือเจ้าของที่ดินยิ่งทวีความรุนแรง มากขึ้น ดังนั้น ปัญหาที่ดินยิ่งนานยิ่งทวีความรุนแรง เพราะว่ามีปัจจัยหลายอย่างทั้งภายในและภายนอกประเทศ เข้ามามีอิทธิพลเกี่ยวข้องนั่นเอง&quot;&nbsp; นายปราโมทย์กล่าว ก่อนสรุปแต่เพียงสั้นๆ ว่า ทางออกของเกษตรกรรายย่อย &nbsp;คือลดการพึ่งพิงตลาดและพืชเชิงเดี่ยว แล้วหันมานำเสนอพืชผักปลอดสารพิษมากขึ้น<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news180855.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-6190" height="293" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news180855.jpg" title="news180855" width="420" /></a><br />
	&quot;ก้าวแรกของการเปิดหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์คือหลักหมายก้าวแรกที่จะพาเกษตรกรของเราก้าวไปให้ถึง&nbsp; ดังนั้น ทั้ง 4 มาตรการที่คิดกันเพื่อปฏิรูปเกษตรกรนั้น&nbsp; เราเชื่อว่าจะส่งผลในทางบวกมากขึ้น &nbsp;ส่วนรูปแบบเกษตรอินทรีย์ของแต่ละชุมชน ก็คงให้แต่ละชุมชนกลับไปคิดออกแบบของตัวเองและทำขึ้นมาให้สำเร็จ เช่นเรื่องธนาคารเมล็ดพันธุ์ ที่เราต้องพึ่งพาจากภายนอก มันทำให้เราเปลี่ยนวิธีคิดไปมาก วันนี้เราต้องมาคิดว่าเราจะฟื้นฟูเมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นบ้านเราได้อย่างไรถึงจะมีเมล็ดพันธุ์พืชของตัวเอง &nbsp;และยังมีเรื่องอื่นๆ ด้วยที่เกี่ยวกับเกษตรกร ที่เราต้องพัฒนาไปในวันข้างหน้า เพราะแต่ละพื้นที่ต่างก็มีสภาพเงื่อนไขแตกต่างกันตามข้อเท็จจริง ก็ให้แต่ละพื้นที่ไปออกแบบกันเองนะครับ เพียงแค่การเริ่มต้นเปิดหมู่บ้านเป็นบ้านเกษตรอินทรีย์คือหลักหมายแรกของการพัฒนาชุมชนการเกษตร ครับ&quot;&nbsp; นายปราโมทย์กล่าวสรุป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/08/17/%e0%b9%82%e0%b8%89%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-4-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เสียงเครือข่ายประชาชนเจ้าของแร่ เตือน &#8220;หยุด พ.ร.บ. แร่&#8221;</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/08/08/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/08/08/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 08 Aug 2012 14:44:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวเด่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=6065</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องนี้สำคัญต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แต่กลับเงียบไม่มีกระแสประชาชนคนติดตามหรือวิพากษ์วิจารณ์กันเลย เรื่องการแก้ไข กฎหมาย &#160;พ.ร.บ.แร่ ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ( กพร.) จะมีเพียงเครือข่ายแประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทยซึ่งเคลื่อนไหวคัดค้านมาอย่างต่อเนื่องหลังจากทราบข่าวว่ามีขบวนการยกร่างแก้ไขไปแล้วแล้วหลายขั้นตอน โดยเชื่อว่าหลักการการเบื้องต้นนั้นแร่เป็นทรัพยากรของประเทศ หมายถึง ของประชาชนทุกคน ดังนั้น การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ป่า แร่ ก๊าซ และอื่นๆ รัฐต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งกำกับเจตนารมณ์ไว้ให้รัฐต้องปฏิบัติตาม ในมาตรา 85 โดยเฉพาะในเรื่องการเคารพสิทธิชุมชน ตามมาตรา 66 และ 67 ที่จะต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมกำหนดและตัดสินใจ เนื่องจากบทเรียนตลอดระยะเวลาที่ผ่าน แร่&#160; อุตสาหกรรมแร่เป็นอุตสาหกรรมใหญ่มีผลกระทบในวงกว้าง ทั้ง คน ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ตราบจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีมาตรการใดๆ ที่จะมาปกป้อง เยียวยาและฟื้นฟูผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ได้ ดังนั้น เมื่อรัฐโดย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ คิดร่างกฎหมายแก้ไข พ.ร.บ.แร่ ฉบับปัจจุบันขึ้นมา โดยมีเหตุผลเพียงเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการรักษาผลประโยชน์รัฐนั้น ลองมาใคร่ครวญทบทวนดูเหตุการคัดค้านของเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ปะเทศไทยดู &#160; ประเด็นแรก หลักการเรื่องการบริหารจัดการแร่ เน้นไปในความหมายที่ส่งเสริมการทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งแร่โดยหลักการนี้เป็นสินค้าที่รัฐต้องการขายไปได้อย่างง่ายๆ โดยปราศจากการยอมสิทธิในการจัดการทรัพยากรแบบมีส่วนร่วม ทั้งร่วมคิด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news080855.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-6066" height="266" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news080855.jpg" title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" width="420" /></a><br />
	เรื่องนี้สำคัญต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แต่กลับเงียบไม่มีกระแสประชาชนคนติดตามหรือวิพากษ์วิจารณ์กันเลย เรื่องการแก้ไข กฎหมาย &nbsp;พ.ร.บ.แร่ ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ( กพร.) จะมีเพียงเครือข่ายแประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทยซึ่งเคลื่อนไหวคัดค้านมาอย่างต่อเนื่องหลังจากทราบข่าวว่ามีขบวนการยกร่างแก้ไขไปแล้วแล้วหลายขั้นตอน โดยเชื่อว่าหลักการการเบื้องต้นนั้นแร่เป็นทรัพยากรของประเทศ หมายถึง ของประชาชนทุกคน ดังนั้น การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ป่า แร่ ก๊าซ และอื่นๆ รัฐต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งกำกับเจตนารมณ์ไว้ให้รัฐต้องปฏิบัติตาม ในมาตรา 85 โดยเฉพาะในเรื่องการเคารพสิทธิชุมชน ตามมาตรา 66 และ 67 ที่จะต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมกำหนดและตัดสินใจ</p>
<p>	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news080855-31.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-6071" height="200" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news080855-31.jpg" title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" width="150" /></a><br />
	เนื่องจากบทเรียนตลอดระยะเวลาที่ผ่าน แร่&nbsp; อุตสาหกรรมแร่เป็นอุตสาหกรรมใหญ่มีผลกระทบในวงกว้าง ทั้ง คน ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ตราบจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีมาตรการใดๆ ที่จะมาปกป้อง เยียวยาและฟื้นฟูผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ได้ ดังนั้น เมื่อรัฐโดย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ คิดร่างกฎหมายแก้ไข พ.ร.บ.แร่ ฉบับปัจจุบันขึ้นมา โดยมีเหตุผลเพียงเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการรักษาผลประโยชน์รัฐนั้น ลองมาใคร่ครวญทบทวนดูเหตุการคัดค้านของเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ปะเทศไทยดู<br />
	&nbsp;</p>
<p>ประเด็นแรก หลักการเรื่องการบริหารจัดการแร่ เน้นไปในความหมายที่ส่งเสริมการทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งแร่โดยหลักการนี้เป็นสินค้าที่รัฐต้องการขายไปได้อย่างง่ายๆ โดยปราศจากการยอมสิทธิในการจัดการทรัพยากรแบบมีส่วนร่วม ทั้งร่วมคิด ร่วมพิจารณา ร่วมปกป้องและกำหนดแผนหรือทิศทางการใช้ทรัพยากรแร่เพื่อประโยชน์ท้องถิ่นและส่วนรวมอย่างคุ้มค่ายืนนานนั้น ปรากฏว่า ไม่มีคำว่าส่วนร่วม นี้ในบทบัญญัติ ดังนั้นในกฎหมายนี้ จึงมีเพียงแร่กับรัฐเท่านั้น จึงนำมาสู่ระเบียบวิธีการที่ง่าย รวบรัดและเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการสามารถขุด ร่อน แร่ อย่างกว้างขวางแค่เพียงขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐ คือรัฐมนตรีและอธิบดี เท่านั้น</p>
<p>
	ประเด็นที่สอง &nbsp;ข้ออ้างเรื่องกรรมการกองทุน ซึ่งในกฎหมายใหม่นี้พยายามแก้ไขภาพลักษณ์ซึ่งถูกมองเป็นกฎหมายปีศาจ โดยให้มีการตั้ง &quot;กองทุนเพื่อชดเชยความเสียหาย&quot; &nbsp;แต่ปัญหาคือ กรรมการกองทุนที่คัดสรรมามีภาพผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงอำนาจหน้าที่ด้วย เพราะเป็นชุดเดียวกันกับคณะกรรมการแร่ โดยคณะกรรมการนั้น มาจากตัวแทนภาครัฐ นายทุนและตัวแทนปกครองท้องถิ่น ซึ่งล้วนแต่มีบทเรียนว่าที่ไม่ได้ตัดสินใจเพื่อปกป้องทรัพยากรท้องถิ่น อีกทั้งอำนาจการตัดสินใจสูงสุดอยู่ที่ รัฐมนตรี ซึ่งเป็นนักการเมือง !!<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news080855-11.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-6068" height="230" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news080855-11.jpg" title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" width="185" /></a><br />
	ประเด็นที่สาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ &nbsp;เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจข้าราชการมากเกินไป โดยไม่มีหลักเกณฑ์หรือกรอบในการพิจารณา ทั้งๆ ที่ข้าราชการไทยกระทำการตัดสินใจแล้วผิดพลาดส่งผลต่อชีวิต ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมมามากมาย และไม่สามารถเอาผิดได้ เนื่องจากมีกฎหมายคุ้มครอง ดังนั้น เครือข่ายประชาชนเจ้าของแร่จึงเสนอให้มีการเพิ่มบทลงโทษให้หนักต่อผู้เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะกฎหมายนี้ยังลงโทษผู้กระทำผิดเบาเกินไป ไม่สมเหตุสมผลทั้งๆ ที่อาจจะเกิดผลกระทบต่อชีวิต ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ในระยะยาว</p>
<p>	ประเด็นสุดท้าย รูปแบบการอนุญาตให้ดำเนินกิจการเหมืองแร่ถูกออกเป็นประเภทต่งๆ ตามขนาดของเหมือง โดยขนาดเล็ก มีข้อได้เปรียบคือ ไม่ต้องทำ EIA แถมยังสามารถผ่านขั้นตอนอนุมัติจากท้องถิ่นได้เลย ซึ่งเป็นกลวิธีที่แยบยลในการผ่านกฎหมายตรวจสอบควบคุม และนอกจากนั้นมีการบังคับว่า ผู้ที่จะขอประกอบกิจการเหมืองแร่จะต้องเป็นสมาชิกสภาการเหมืองแร่ ซึ่งมีนัยะคล้ายๆ จะผูกขาดการทำเหมืองแค่เฉพาะกลุ่มบางกลุ่ม</p>
<p>
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่วนเรื่องการเยียวยามีบังคับแค่ให้มีการชดเชยเท่านั้น ไม่มีการพูดถึงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่เสียหาย หรือชุมชนที่ล่มสลาย และเมื่อมามองเทียบเคียงกับค่าภาคหลวงที่รัฐจะได้รับคือ 20% จากราคาตลาดแร่นั้น น่าจะมีมูลค่าน้อย หรือไม่เพียงพอสำหรับการเยียวยาฟื้นฟูสังคมและสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไป แถมผู้ที่รัฐอ้างว่า ถ้ามีประวัติเป็นผู้ประกอบการที่ดีจะได้รับการลดหย่อนภาษีซึ่งไม่มีรายละเอียดว่าแค่ไหน หรือ ไม่มีมาตรฐานในการพิจารณาคำว่า ผู้ประกอบการที่ดีเป็นอย่างไร อธิบดีก็ลดหย่อนให้ได้ใจชอบ&#8230;..<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news080855-23.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-6074" height="226" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/08/news080855-23.jpg" title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" width="225" /></a><br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย จึงประกาศไม่ยอมรับร่างแก้ไข พ.ร.บ.แร่ ฉบับนี้ และจะขอยกร่าง พ.ร.บ.แร่ ฉบับของประชาชน ที่ยืนบนหลักการที่ ว่า &quot;แร่เป็นของประชาชนคนส่วนรวม&quot; &nbsp;มาเสนอให้ประชาชนคนไทยได้พิจารณาสนับสนุนในเร็วๆ นี้ ประกาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/08/08/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระนำสู้แห่งวัดปางงุ้น</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/07/31/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9e/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/07/31/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9e/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Jul 2012 16:47:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวเด่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=6008</guid>
		<description><![CDATA[&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#34;วันนี้ ลุ่มน้ำสรอยของเราแม้ว่าน้ำจะไม่ท่วม ปัญหาภัยพิบัติไม่มี นี่คงเป็นเพราะสภาพของพื้นที่ป่าในลุ่มน้ำสรอยของเราฟื้นกลับคืนดีขึ้นกว่าเก่าบ้างแล้ว แต่พวกเราก็อย่าเพิ่งดีใจ ชะล่าใจ ว่าภัยพิบัติจะไม่เกิดขึ้นอีก ภัยพิบัติที่มาเงียบๆอย่างไม่รู้ตัวนั้นยังคงมีในลุ่มน้ำสรอยของเรา ภัยที่ว่านั้นก็คือภัยจากสารพิษต่างๆที่ปนเปื้อนในลำห้วยสรอยนั่นเอง ภัยดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและนับวันก็จะรุนแรงเพิ่มขึ้นเพราะสารพิษต่างๆนั้นสะสมเพิ่มขึ้นมากเรื่อย หากคนในลุ่มน้ำสรอยของเราไม่คิดที่จะป้องกันเสียตั้งแต่วันนี้แล้ว โอกาสที่จะพบกับภัยพิบัติตัวนี้ก็จะมีในเร็ววันนี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นพวกเราต้องเตรียมรับมือกันได้แล้วกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นนั้นพวกเราอย่าไปโทษธรรมชาติไม่ได้ลัยเพราะภัยตัวนี้เป็นฝีมือของพวกเราเองที่ช่วยกันสร้างขึ้นมา คนที่จะแก้ไขปัญหานี้ก็ต้องเป็นพวกเราคนลุ่มน้ำสรอยนี่แหละ ไม่ต้องรอใครมาช่วยเหลือเพราะเราเองต้องหาทางป้องกัน/แก้ไขกันเองถึงจะรอดพ้นภัยพิบัติในครั้งนี้ได้&#34; &#160; ลำห้วยสรอย เป็นลำห้วยสาขาหนึ่งของแม่น้ำยม ที่ไหลมาจากเทือกเขาบริเวณอุทยานแห่งชาติศรีสัชชนาลัย ต้นกำเนิดอยู่ที่บ้านปางงุ้น ตำบลสรอย อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ซึ่งอยู่เขตติดต่อกับอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ลำห้วยสรอยไหลผ่านหมู่บ้านต่างๆในเขตตำบลสรอย,ตำบลป่าสัก,และตำบลแม่พุง แล้วไหลไปรวมกับแม่น้ำยมที่หมู่บ้านปางมะโอ ตำบลแม่พุง รวมได้ 17 หมู่บ้าน ระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร ในเขตลุ่มน้ำสรอยเคยเกิดภัยพิบัติน้ำป่าไหลหลาก โคลนดินถล่ม พัดบ้านเรือนตลอดแนวลุ่มน้ำสรอยเสียหายและตายกว่า 40 ศพ มาแล้วเมื่อปี 2544 ชีวิตวันนี้ของคนแม่สรอย กำลังกลายเป็นชะตากรรมที่เลวร้ายกว่าภัยพิบัติที่กระหน่ำซัดเป็นระลอกๆ เมื่อชุมชนที่เคยอยู่อย่างสงบเงียบอยู่ริมผืนป่ากำลังกลายเป็นแหล่งขุมทรัพย์ซึ่งฝังอยู่ได้ผืนดิน ทั้ง ทอง แร่เหล็กและแร่อื่นๆ เป็นทุกขลาภที่ชาวบ้านไม่มีสิทธิแตะต้อง แต่อาจจะได้รับผลกระทบทุกด้าน ความเปลี่ยนแปลงเริ่มรุกคืบเข้ามาอย่างรวดเร็ว กระแสการกว้านซื้อ กดดัน และหลอกล่อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news310755-12.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-6009" height="266" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news310755-12.jpg" title="news310755-12" width="420" /></a></p>
<p><em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &quot;วันนี้ ลุ่มน้ำสรอยของเราแม้ว่าน้ำจะไม่ท่วม ปัญหาภัยพิบัติไม่มี นี่คงเป็นเพราะสภาพของพื้นที่ป่าในลุ่มน้ำสรอยของเราฟื้นกลับคืนดีขึ้นกว่าเก่าบ้างแล้ว แต่พวกเราก็อย่าเพิ่งดีใจ ชะล่าใจ ว่าภัยพิบัติจะไม่เกิดขึ้นอีก ภัยพิบัติที่มาเงียบๆอย่างไม่รู้ตัวนั้นยังคงมีในลุ่มน้ำสรอยของเรา ภัยที่ว่านั้นก็คือภัยจากสารพิษต่างๆที่ปนเปื้อนในลำห้วยสรอยนั่นเอง ภัยดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและนับวันก็จะรุนแรงเพิ่มขึ้นเพราะสารพิษต่างๆนั้นสะสมเพิ่มขึ้นมากเรื่อย หากคนในลุ่มน้ำสรอยของเราไม่คิดที่จะป้องกันเสียตั้งแต่วันนี้แล้ว โอกาสที่จะพบกับภัยพิบัติตัวนี้ก็จะมีในเร็ววันนี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นพวกเราต้องเตรียมรับมือกันได้แล้วกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นนั้นพวกเราอย่าไปโทษธรรมชาติไม่ได้ลัยเพราะภัยตัวนี้เป็นฝีมือของพวกเราเองที่ช่วยกันสร้างขึ้นมา คนที่จะแก้ไขปัญหานี้ก็ต้องเป็นพวกเราคนลุ่มน้ำสรอยนี่แหละ ไม่ต้องรอใครมาช่วยเหลือเพราะเราเองต้องหาทางป้องกัน/แก้ไขกันเองถึงจะรอดพ้นภัยพิบัติในครั้งนี้ได้&quot;</em><br />
	&nbsp;</p>
<p>ลำห้วยสรอย เป็นลำห้วยสาขาหนึ่งของแม่น้ำยม ที่ไหลมาจากเทือกเขาบริเวณอุทยานแห่งชาติศรีสัชชนาลัย ต้นกำเนิดอยู่ที่บ้านปางงุ้น ตำบลสรอย อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ซึ่งอยู่เขตติดต่อกับอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ลำห้วยสรอยไหลผ่านหมู่บ้านต่างๆในเขตตำบลสรอย,ตำบลป่าสัก,และตำบลแม่พุง แล้วไหลไปรวมกับแม่น้ำยมที่หมู่บ้านปางมะโอ ตำบลแม่พุง รวมได้ 17 หมู่บ้าน ระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร ในเขตลุ่มน้ำสรอยเคยเกิดภัยพิบัติน้ำป่าไหลหลาก โคลนดินถล่ม พัดบ้านเรือนตลอดแนวลุ่มน้ำสรอยเสียหายและตายกว่า 40 ศพ มาแล้วเมื่อปี 2544</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news310755-8.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-6010" height="232" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news310755-8.jpg" title="SANYO DIGITAL CAMERA" width="365" /></a><br />
	ชีวิตวันนี้ของคนแม่สรอย กำลังกลายเป็นชะตากรรมที่เลวร้ายกว่าภัยพิบัติที่กระหน่ำซัดเป็นระลอกๆ เมื่อชุมชนที่เคยอยู่อย่างสงบเงียบอยู่ริมผืนป่ากำลังกลายเป็นแหล่งขุมทรัพย์ซึ่งฝังอยู่ได้ผืนดิน ทั้ง ทอง แร่เหล็กและแร่อื่นๆ เป็นทุกขลาภที่ชาวบ้านไม่มีสิทธิแตะต้อง แต่อาจจะได้รับผลกระทบทุกด้าน ความเปลี่ยนแปลงเริ่มรุกคืบเข้ามาอย่างรวดเร็ว กระแสการกว้านซื้อ กดดัน และหลอกล่อ จูงใจ ด้วยมูลค่าที่ดินที่สูงลิ่วและการใช้ผู้นำชุมชน ท้องถิ่น มาเป็นเครื่องมือ กลับกัน มีขบวนการชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ เกิดขึ้นมากมายในพื้นที่เพื่อปกป้องพิทักษ์ทรัพยากร วิถีชีวิต ตลอดจนป่าไม้และระบบนิเวศของชุมชนตน อย่างเข้มแข็งเผชิญหน้าเกิดบุคลากรระดับแกนนำในแต่ละที่ขึ้นมากมาย</p>
<p>เมื่อบริษัท ณ ภัทรไมนิ่ง ได้ยื่นขออาชญาผูกขาดสำรวจแร่เหล็กในพื้นที่อำเภอวังชิ้น จดทะเบียนคำขอวันที่ &nbsp;16/2550 ลงวันที่ 11 กันยายน 2550 &nbsp;และได้รับการออกอาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ที่ 12/2551 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2551 &nbsp;ถึง วันที่ 27 กรกฎาคม 2552 จำนวน 2 แปลง ทำให้ชาวบ้านไม่เห็นชอบกับการสำรวจแร่เหล็กเพื่อทำเหมืองแร่ต่อไป จึงขอคัดค้านการยื่นขออนุญาตอาชญาบัตรผูกขาดการสำรวจแร่เหล็ก ของบริษัท ณ ภัทรไมนิ่ง เพราะ ชาวบ้านไม่ต้องการได้รับผลกระทบ และกระบวนการออกอาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ปี 2551 มีความไม่โปร่งใสในการออกเอกสารให้อนุญาตสำรวจแร่เหล็กในพื้นที่</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news310755-11.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-6011" height="176" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news310755-11.jpg" title="news310755-11" width="165" /></a><br />
	<strong>พระอาจารย์ยงยุทธ&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทีปโก</strong> จากวัดปางงุ้น&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตำบลสรอย หนึ่งในแกนนำสำคัญที่ร่วมคัดค่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิชุมชนกล่าวถึงบทบาทของวัดในการร่วมต่อสู้ สร้างการเรียนรู้และร่วมปกป้องสิทธิชุมชน ว่า</p>
<p>&quot;การทำงานของอาตมากับชาวบ้าน คือเน้นการสร้างสำนึกคนซึ่งมีหลายวิธีนะ อย่างอาตมา อาตมาเลือกที่จะทำงานกับเยาวชนเพราะเรามุ่งหวังว่าการสร้างคนเหล่านี้ก็เพื่ออนาคต ใน 10 ปี &nbsp;20 ปี ข้างหน้า นอกนั้นก็สนใจคนผู้ใหญ่ที่เขาช่วยกันผลักดันงาน เคลื่อนไหวได้ แต่ผู้สูงอายุก็ไม่ได้มองข้ามนะ ก็สำคัญเหมือนกัน เพราะผู้สูงอายุมีภูมิปัญญามาก ก็ให้ผู้สูงอายุนี่แหละมาถ่ายทอดความรู้ให้เด็ก ให้เยาวชน มาสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ ให้เขาเข้าใจว่าอยู่รอดมาจนทุกวันนี้เขาคิดเขาทำอย่างไร นอกนั้นก็กิจกรรมต่างๆ ที่เด็กเยาวชนชอบทำ เช่น &nbsp;แต่งรถ ซ่อมรถ เล่นดนตรี &nbsp;อะไรต่างๆ ซึ่งเป็นอุบายให้เขามาเล่น มาทำกิจกรรมในวัด เพราะเขาเป็นเด็กเป็นเยาวชนซึ่งก็เป็นได้ครั้งเดียว ดังนั้น เราควรจะอบรมอะไรให้เขาบ้าง พอเขาขึ้นมาเป็นนาย ถ่ายบัตร มีลูกมีผัวมีเมีย ก็ไม่ได้เป็นเยาวชนแล้ว<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิธีการสอนของอาตมาก็สอนให้เขาดูและรู้สึกนึกคิดว่าเมื่อก่อนเขาอยู่อย่างไร เขาเคยเดือดร้อนไหม ตอนนี้เป็นอย่างไร และถ้าเกิดเหมืองแล้วจะเป็นอย่างไร เรื่องน้ำท่า ป่าเขา ไหลดีไหม ฝนดีไหม สมัยก่อนอยู่อย่างไร อุดมสมบูรณ์ไหม &nbsp;แต่ถ้าเขาทำลายปล่อยให้กลุ่มทุนทำลาย เขาจะอยู่อย่างไร เขาก็คิดกันได้นะ เพราะเขาทำนา ทำเกษตร ถ้าน้ำท่าไม่ดีจะอยู่กันไม่ได้ &nbsp;ในห้วยในหนองคลองบึง ถ้าไม่มีจะอยู่กันอย่างไร เราก็คุยกันและเขาก็เอาไปสอนลูกหลานต่อ ทำให้ชาวบ้านเริ่มสำนึกเป็นห่วงกลัวลูกหลานไม่มีที่อยู่ที่กิน ไม่อยากขายที่ให้ใครทำเหมือง จะอพยพแผ้วถางที่ใหม่ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องรักษาแผ่นดินถิ่นเกิดไว้ให้ได้ และนี่คือเรื่องที่อาตมาพูด อาตมาทำ&quot;&nbsp; พระอาจารย์ยงยุทธ เปิดเผยก่อนจะโต้แย้งมุมมองเรื่องบทบาทพระเกี่ยวกับกิจของสงฆ์</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news310755-9.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-6012" height="255" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news310755-9.jpg" title="SANYO DIGITAL CAMERA" width="365" /></a></p>
<p>&quot;มีคนถามมีคนสงสัยว่าพระมาทำอะไรแบบนี้ ไม่ใช่กิจของสงฆ์เลย &nbsp;แต่อาตมามองว่า เรากินข้าวชาวบ้าน อาศัยชาวบ้าน เพราะฉะนั้นเมื่อชาวบ้านเดือดร้อน ชาวบ้านสู้ เราก็ต้องออกมาเคียงข้างชาวบ้านเป็นกำลังใจให้ชาวบ้าน ซึ่งหากใครมองว่าอาตมาทำผิดหลักพระวินัยไหม ? ในเถรสมาคมก็มีบัญญัติไว้เหมือนกันว่าให้พระดำเนินกิจกรรมสังคมสงเคราะห์ ซึ่งสิ่งที่ทำอยู่นี้ก็เป็นบทบาทหนึ่งในการสังคมสงเคราะห์เช่นกัน เพราะอาตมาออกมาเตือนสติญาติโยมทั้งหลาย คำสอนของพระพุทธองค์ก่อนส่งพระภิกษุออกเผยแผ่ศาสนาท่านได้ให้โอวาทไปว่า &quot;ท่านจงจาริกไป&#8230;&quot;&nbsp; ที่ต้องจาริกไปก็เพื่อจะได้ช่วยเหลือชาวบ้าน ช่วยเหลือหมู่สัตว์ ให้เขาพ้นทุกข์ ทุกข์ของสัตว์ ทุกข์ของคน ทุกข์ของสังคม ถ้าเราไม่ทำอะไรนั่งนิ่งเฉยภาวนาอยู่อย่างเดียวโดยไม่ทำอะไร คงไม่ใช่แน่ๆ &nbsp;เราต้องตอบแทนคุณข้าวปลาอาหารชาวบ้าน ที่เอามาถวายมาให้อาตมาฉัน ได้อิ่มไปวันๆ ใครจะมาบอกว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์คงไม่ใช่ ก็ในเมื่อคนในแผ่นดินนี้ยังเป็นทุกข์ แล้วพระ แล้ววัดจะอยู่ได้อย่างไร เราไม่ได้ทำนากินเอง เรากินข้าวชาวบ้าน นี่คือสิ่งอาตมาตระหนักเสมอ ชาวบ้านเราอยู่ได้เราอยู่ได้ ชาวบ้านเป็นทุกข์ เราจะสุขอยู่ได้ อย่างไร นี่เป็นความคิดของอาตมา นะ&quot;&nbsp; พระอาจารย์ยงยุทธ&nbsp; เน้นย้ำ</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/07/31/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9e/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มะต้องสู้!!! &#8230;เรื่องของคนไร้เสียงเรียกคืนแผ่นดินเกิด</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/07/18/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/07/18/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Jul 2012 15:05:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวเด่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=5897</guid>
		<description><![CDATA[หมู่บ้านมะต้องสู้ เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางป่าอันอุดมจากคำบอกเล่าในอดีต ที่นี่เป็นป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณ มีลำห้วยไหลผ่านและมีพุน้ำอยู่หลายแห่ง ประชากรในหมู่บ้านทั้งหมดเป็นคนไทย สัญชาติไทย&#160; เชื้อสายกะเหรี่ยง สกอ หรือ ปกากญอ&#160; ชื่อหมู่บ้าน&#160; &#8220;มะต้องสู้&#34; มาจากภาษากะเหรี่ยง &#8220;กม่าทูซู&#8221;&#160; แปลว่าหนองนกเงือก หมายถึง ป่าแถบเป็นที่รวมของนกเงือกในช่วงฤดูหนาว (ปัจจุบัน หนองน้ำนี้ตั้งอยู่ในแนวเขต ทภ. 1) &#160;&#160; &#160;จากเอกสารประวัติ และสภาพท้องที่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี&#160; เขียนโดย นายพงษ์พันธ์&#160; วิเชียรสมุทร ปลัดอำเภอไทรโยค เมื่อ พ.ศ.2537&#160; ระบุว่าอำเภอไทรโยคจัดตั้งเป็นอำเภอเมื่อ พ.ศ.2438&#160; พร้อมกับจัดตั้งบ้านท่าทุ่งนา ม.ที่ 2 และบ้านมะต้องสู้ (บ้านก้างย่าง) ม.3&#160; ต่อมา อ.ไทรโยค ลดฐานะเป็นกิ่งอำเภอขึ้นอยู่กับ อำเภอเมือง จ.กาญจนบุรี&#160; และกิ่งอำเภอไทรโยค ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภออีกครั้งเมื่อวันที่&#160; 13&#160; ก.ค. 2506 จนถึงปัจจุบัน &#160;&#160; &#160;ดังนั้น จากหลักฐานเอกสารทางราชการเห็นได้ว่า&#160; บ้านมะต้องสู้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news180755-4.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-5899" height="269" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news180755-4.jpg" title="news180755-4" width="350" /></a>หมู่บ้านมะต้องสู้ เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางป่าอันอุดมจากคำบอกเล่าในอดีต ที่นี่เป็นป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณ มีลำห้วยไหลผ่านและมีพุน้ำอยู่หลายแห่ง ประชากรในหมู่บ้านทั้งหมดเป็นคนไทย สัญชาติไทย&nbsp; เชื้อสายกะเหรี่ยง สกอ หรือ ปกากญอ&nbsp; ชื่อหมู่บ้าน&nbsp; &ldquo;มะต้องสู้&quot; มาจากภาษากะเหรี่ยง &ldquo;กม่าทูซู&rdquo;&nbsp; แปลว่าหนองนกเงือก หมายถึง ป่าแถบเป็นที่รวมของนกเงือกในช่วงฤดูหนาว (ปัจจุบัน หนองน้ำนี้ตั้งอยู่ในแนวเขต ทภ. 1)<br />
	&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากเอกสารประวัติ และสภาพท้องที่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี&nbsp; เขียนโดย นายพงษ์พันธ์&nbsp; วิเชียรสมุทร ปลัดอำเภอไทรโยค เมื่อ พ.ศ.2537&nbsp; ระบุว่าอำเภอไทรโยคจัดตั้งเป็นอำเภอเมื่อ พ.ศ.2438&nbsp; พร้อมกับจัดตั้งบ้านท่าทุ่งนา ม.ที่ 2 และบ้านมะต้องสู้ (บ้านก้างย่าง) ม.3&nbsp; ต่อมา อ.ไทรโยค ลดฐานะเป็นกิ่งอำเภอขึ้นอยู่กับ อำเภอเมือง จ.กาญจนบุรี&nbsp; และกิ่งอำเภอไทรโยค ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภออีกครั้งเมื่อวันที่&nbsp; 13&nbsp; ก.ค. 2506 จนถึงปัจจุบัน<br />
	&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดังนั้น จากหลักฐานเอกสารทางราชการเห็นได้ว่า&nbsp; บ้านมะต้องสู้ มีอายุไม่ต่ำกว่า 109 ปี และจากข้อมูลเชิงบุคคลที่มีอยู่ในชุมชน โดยคำบอกเล่าของนาย ปาเค&nbsp; ม่วงทอง&nbsp; อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ม.3 ปัจจุบันอายุ&nbsp; 81&nbsp; ปี พบว่าหมู่บ้านมะต้องสู้มีอายุไม่ต่ำกว่า&nbsp; 139&nbsp; ปี โดยบิดาของนายปาเค&nbsp; ม่วงทอง ได้มาแผ้วถางพื้นที่บริเวณนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2412&nbsp; และได้แบ่งที่ดินให้นายปาเค&nbsp; ม่วงทอง ในปี พ.ศ.2495 (ข้อมูล ณ ปี 2551)<br />
	&nbsp;&nbsp; &nbsp;ต่อมาวันที่&nbsp; 8&nbsp; ธันวาคม&nbsp; 2505&nbsp; ได้มีการสำรวจพื้นที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท.4 ก.&nbsp; และเสียภาษีบำรุงท้องที่ ครั้งแรกเป็น ภ.บ.ท.6&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และจากข้อมูลราชการข้างต้น บ้านมะต้องสู้ถูกระบุให้เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ปกากญอ&nbsp; หรือ กะหร่าง&nbsp;&nbsp; ที่เป็นคนไทยมีบัตรประชาชน และทะเบียนราษฎร์ถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นชุมชนชาวเขาที่ตั้งเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากกฎหมายของฝ่ายปกครองในพื้นที่ หมู่บ้านมะต้องสู้เป็นชุมชนดั้งเดิมในพื้นที่ที่อยู่มาก่อนชาวไทยพื้นราบ ซึ่งพึ่งอพยพเข้าไปในเขต ม.3 บ้านทุ่งก้างย่าง ในช่วง ปี พ.ศ. 2525- 2526&nbsp; เนื่องจากทหารมีนโยบายตั้งศูนย์ฝึกกองหนุนเพื่อความมั่นคงของชาติ&nbsp; ( ศกนช.) ของกองทัพบก จากเหตุนี้เอง ทำให้เกิดหมู่บ้านกองหนุนเพื่อความมั่นคงของชาติถึง 3&nbsp; แปลง คือ กนช. แปลงที่ 1-3&nbsp; แต่ทั้งนี้ชุมชนที่เกิดใหม่ยังรวมกันอยู่ใน ม.3 ของหมู่บ้านมะต้องสู้ และเรียกชุมชนบริเวณ กนช. ว่า บ้านทุ่งก้างย่างซึ่งเดิมบริเวณนี้มีชื่อภาษากะเหรี่ยงว่า &ldquo;กอญอ&rdquo; แปลว่าเหยียบเมือง<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news1807555.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-5909" height="252" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news1807555.jpg" title="news180755" width="420" /></a><br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;หากดูจากลำดับผู้นำหมู่บ้านมะต้องสู้ พบว่ากำนันคนแรกของตำบลไทรโยคเป็นคนจากบ้านมะต้องสู้คือ นายประสิทธิ์โพ&nbsp; ติจา ปี 2444-2450&nbsp;&nbsp; จากนั้นมีผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่ปกครองหมู่บ้านจากอดีตถึงปัจจุบัน 8 คน&nbsp; เริ่มจาก (1) นายราคี&nbsp; ติจา ปี 2444-2450&nbsp; (2) นายเปล&nbsp; ทองกลม ปี 2450-2524&nbsp; (3) นายเย็น&nbsp; ลอจายะ ปี 2524-2526&nbsp; (4) นายเล็ก&nbsp; มือโชแฮ&nbsp; ปี 2526-2527&nbsp; (5) นายสุเทพ&nbsp; สุวรรณราย ปี 2527-2531&nbsp; (6)&nbsp; นายจิรเดช (กมล)&nbsp; กระจ่างแจ่ม ปี 2531-2538 (7) นายประทุม เอี่ยมสะอาด ปี 2549&nbsp; (เสียชีวิต)&nbsp; และ (8) นางสุกัญญา&nbsp; ทิพย์สุขุม&nbsp; ปี 2550-ปัจจุบัน&nbsp; ปัจจุบันหมู่บ้านมะต้องสู้เหลือ 9 ครัวเรือน 23 คน จากเคย มี&nbsp; 26 ครอบครัว&nbsp; 85&nbsp; คน&nbsp; เมื่อปี 2531<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;อีกหนึ่งวิบากกรรมที่โลกลืมของชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะถูกหน่วยงานรัฐในนามทหารขับไล่และยึดที่ดินทำกิน ยึดหมู่บ้าน ตลอดจนทำลายรากเหง้าความเป็นชาวกะเหรี่ยงที่รักสงบมานับร้อยๆ ปี ความน่าสะพรึงกลัวในยุคที่ทหารครองเมืองทำให้ชาวบ้านหลายสิบครัวเรือนทยอยละทิ้งหมู่บ้าน ที่ทำกินอันอุดมไปอยู่ที่อื่น ในขณะที่มีจำนวนหนึ่งยังสู้สุดฤทธิ์ร้องเรียนไปทุกหน่วยงาน จนรัฐบาลประกาศ ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ หรือ กบร. ซึ่งในส่วนภูมิภาคก็มี กบร.จังหวัด ขึ้นมาแก้ไขข้อพิพาท ชาวบ้านมะต้องสู้ก็พยายามยื่นเรื่องตามกลไกนั้น แต่แล่วคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นกลับไม่มีใครยอมรับหลักฐานและเอกสารของฝ่ายชาวบ้านที่พยายามยื่นให้เพื่อยืนยันสิทธิของตนที่จะอยู่ในชุมชนบ้านเกิด จนเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านชาวบ้านมะต้องสู้ต้องมายื่นหนังสือถึง ผู้อำนวยการสำนักแก้ไขปัญญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ เพื่อส่งถึงนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news180755-3.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-5916" height="301" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news180755-3.jpg" title="news180755-3" width="400" /></a><br />
	นางแค ม่วงทอง อายุ 50 ปี ชาวบ้านมะต้องสู้ กล่าวเผยด้วยเสียงอ่อนหล้า ว่า &quot;เราอยู่มาแบบไม่เคยมีอะไรเลย แล้วทหารก็เข้ามาจะไล่เราออกไปเมื่อปี 2528 มาให้ออกจาพื้นที่ พวกฉันก็ไม่ออก เพราะพวกฉันอยู่ในพื้นที่นี้มานาน ไม่อยากไปไหน เรามีหลักฐานการอยู่อาศัยมานาน แต่ทหารเขาไม่เอาเป็นหลักฐานเลย &nbsp;&nbsp; &nbsp;เขาเอาแต่ภาพถ่ายดาวเทียมปี 2495 มาอ้าง เขาบอกว่าตรงนี้ไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีหมู่บ้านได้อย่างไร หมู่บ้านนี้ตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2444 มีโรงเรียนสมเด็จย่า มีคนเฒ่าคนแก่ มีต้นไม้ให้พิสูจน์&nbsp; เขาเข้าไปรังวัดเขาก็ยิงพิกัดเอาหมดเลย และชาวบ้านก็ไม่รู้อะไรด้วย&quot; นางแค เผย&nbsp;</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news130755-23.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-5912" height="213" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news130755-23.jpg" title="news130755-2" width="165" /></a><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news130755-31.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-5913" height="238" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news130755-31.jpg" title="news130755-3" width="165" /></a><br />
	นายสมชาติ ม่วงทอง อายุ 40 ปี ชาวบ้านมะต้องสู้ อีกครอบครัวหนึ่ง ก็ย้ำเช่นกันว่า ทหารมาไล่โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนจริงๆ ว่าเพื่ออะไรด้วย&nbsp;&nbsp;&nbsp; &quot;เหตุผลที่เขามาอ้างเพื่อไล่เราในตอนนั้นคือจะเอาที่ไปปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ แต่ไม่ได้ปลูกป่าทั้งหมด แค่ส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็ให้นายทุนเช่าปลูกมันสำปะหลัง ปลูกข้าวโพด ต่อมาก็ย้ายไปเป็นที่กรมธนารักษ์ ซึ่งฉันไม่รู้หรอกว่าที่ใครบ้างที่เขายึด แต่ฉันก็เชื่อว่านี่มันที่ฉัน ฉันอยู่มาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย อายุ 100 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2444 เรามีหลักฐานที่อำเภอว่าหมู่บ้านนี้ตั้งมาตั้งแต่ปี 2444 มีสำเนาที่อำเภอ ท่านปลัดอำเภอให้มา ครับ ตอนนั้น ก็พยายามร้องเรียนมายังกรรมการสิทธิมนุษยชน ไปสอบถามอำเภอ อำเภอก็รับรองมาว่าหมู่บ้านเราดั้งเดิม ทหารเขาก็แจ้งแต่ว่ามาดูแลพื้นที่ให้กรมธนารักษ์&nbsp; โดยอ้างกฎหมายกฤษฎีกา 2481&quot;&nbsp; นายสมชาติอธิบาย ก่อนที่เล่าถึงสภาพชุมชนในตอนนี้ ว่า</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&quot;ชาวบ้านตอนนี้เหลือเพียง 8 ครัวเรือน จาก 36 ครอบครัว ส่วนที่หายคือทนสู้ไม่ไหว กลัว เพราะทหารเอาปืนไปยิงข่มขู่ เหมือนเมื่อปี 2547 ชาวบ้านเลยกลัวพากันย้ายออก เพราะถ้าไม่ออกทหารเขาจะเอาหมายศาลเข้าไปจับ แต่จนวันนี้ก็ไม่เห็นมีหมายศาลเข้ามาเลย คนที่ย้ายออกไป ย้ายไปเพราะเบื่อ รำคาญ เพราะ 4 ปี เต็มๆ ที่ทำกินก็ทำไม่ได้ ทหารเขาไม่ให้ทำกินเลย ลูกฉันเองก็แย่ ไม่มีอะไรกินเลย 4 ปี ตอนนั้นก็พยายามสู้นะ แต่พวกฉันไม่รู้จะทำยังไง ไปไหนไม่ถูก เพราะอยู่แต่ในบ้าน ปี 2547 ปีนั้น ถูกคุกคามหนักจริงๆ โชคดีที่มี อาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย คณะกรรมการสิทธิฯ ลงพื้นที่ เหตุการณ์ก็เลยบรรเทาลง ส่วนใหญ่เป็นทหารจากกองพลทหารราบที่ 9 ที่นำกำลังเข้าไปคุกคามไล่รื้อพวกเรา&quot; นายสมชาติเล่า</p>
<p>ส่วนนางแค ม่วงคำ ได้เผยถึงการนำญาติพี่น้องจากหมู่บ้านมากรุงเทพฯ ในครั้งนี้ ว่า เพื่อมายื่นหนังสือให้กับ ผอ.สำนักแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐและขอสิทธิให้ตนอาศัยอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน ว่า</p>
<p>&quot;วันนี้ฉันมายื่นหนังสือถึง ผอ.กบร.กลาง เพื่อส่งถึงนายกรัฐมนตรี โดยเราชาวบ้านตั้งใจจะต่อสู้เพื่อยืนยันสิทธิที่จะอยู่ที่เดิม ไม่ไปไหนแล้ว ต่อให้กราบเท้าทหารก็ยอมกราบแล้วหละ ไม่ไปไหน ขอยืนยันอยู่ที่เดิม ทำกินที่เดิม เราไม่ได้เอาไปมากมาย แค่ขอทำกินชั่วลูกชั่วหลาน ไม่ไปไหนแล้ว ถ้าจะไล่ทำไมไม่ไล่ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายมาอยู่หละ ตอนนี้ชั้นอายุมากแล้วอยู่ไม่กี่ปีแล้ว ขอแค่ให้ลูกได้ทำกินก็พอ ที่ทำกินก็ไม่เคยคิดขายนะ อยู่เท่าไหนก็เท่านั้น ไม่เหมือนคนทั่วไปหรอก&quot; นางแค กล่าว<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news130755-1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-5914" height="221" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news130755-1.jpg" title="news130755-1" width="150" /></a></p>
<p>นายอิสราวุธ ทองคำ ผู้ประสานงานชุมชนมะต้องสู้&nbsp; หัวหน้าศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค กาญจนบุรี กล่าวย้อนถึงปัญหาหน่วยงานของรัฐที่เข้าไปละเมิดสิทธิชุมชน บุกรุกสิทธิที่ทำกินดั้งเดิมของชุมชน รวมทั้งกระบวนการต่อสู้ของชาวบ้าน ซึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรมในการใช้หลักฐานพิสูจน์สิทธิ์ ว่า</p>
<p>&quot;ปัญหาหลักคือการถูกละเมิดสิทธิชุมชนอย่างแรง โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นทหาร มันไม่ใช่การละเมิดธรรมดา แต่เป็นการใช้กำลังคุกคาม จนชาวบ้านต้องออกจากหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านออกจากหมู่บ้านก็มีหลายหน่วยงานเข้าไป แต่ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานที่อยู่ไกล&nbsp; ตอนนั้น ผมซึ่งทำงานในตัวเมืองกาญจนบุรี ได้เข้าไปเจอภาพของปัญหาชาวบ้านมะต้องสู้ ซึ่งตอนนั้นถูกย้ายไปแล้ว 20 กว่า ครอบครัว เหลือเพียง 6 กว่าครอบครัวที่ไม่ยอมย้าย&nbsp; ทำให้เราเห็นว่ามันน่าจะทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ตอนนั้นเราเปิดสถานีวิทยุชุมชน ใหม่ๆ เราก็ใช้วิทยุเป็นเครื่องมือ ใช้การต่อสู้ในจังหวัดเข้าช่วย ก็ไปยื่นหนังสือกับผู้ว่าฯ ซึ่งเกิดกระแสทำให้ได้รับความสนใจและเห็นใจพอสมควร</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;แต่ว่าประเด็นปัญหาก็ยังไม่จบ เพราะว่ามันเป็นประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้าง อ้างสิทธิในทางกฎหมาย โดยทหารอ้างว่า พื้นที่เหล่านี้คือพื้นที่ทหารและหมู่บ้านเหล่านี้อยู่หลังการประกาศพระราชการกฤษฎีกาพื้นที่ทหาร พ.ศ. 2481 ทำให้เราต่อสู้ สู้กันไปสู้กันมา ก็เกิดกลไกอันหนึ่งในการแก้ไขปัญหา คือ กบร. หรือการแก้ไปปัญหาการบุกรุกพื้นที่ของรัฐ โดยเป็นกลไกของรัฐบาล ก็เลยใช้กลไกนี้&nbsp; แทนที่จะใช้กลไกทางศาล เพราะว่าเราไม่มีความรู้ทางศาลมากนัก พอมีกลไก กบร. เราก็ยื่นเอกสารไป ตามขั้นตอน แต่ปัญหาคือ&nbsp; กบร.ไม่มีเอกภาพในการทำงาน ของคณะทำงานภาคประชาชน คือไม่ได้มองเป้าหมายว่าเป้าหมายคืออะไร ซึ่งก็มีหลายกลุ่มที่เข้าไปในหมู่บ้าน ทั้งสายประชาคม สายเอ็นจีโอ ผมนี่สายเอ็นจีโอ สายเรามีเป้าหมาย เป้าหมายคือ สิทธิชุมชน ชาวบ้านต้องได้อยู่บนที่ดินตนเอง ซึ่งเป็นชุมชนดั้งเดิม พอใช้กลไก กบร. ตอนนั้น เราก็ไม่มีประสบการณ์ เรื่องการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ปี พ.ศ. 2495 เป็นตัวพิสูจน์ จากนั้น ทหารก็เริ่มให้กรมธนารักษ์&nbsp; เข้ามาดูแลพื้นที่<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ตอนที่มีการประชุมนำเสนอต่อกองทัพบก กองทัพเองก็ไม่สามารถตอบคำถามอะไรเราได้ ว่าพื้นที่ตรงนั้นไม่มีไว้ใช้ในการฝึกทหาร แถมยังไปละเมิดสิทธิชุมชน ซึ่งนายทหารบางคนก็ยังพูดเลย ว่า &quot;เรื่องนี้อย่าให้ไปถึงศาลนะ เพราะถ้าไปถึงศาลมันเดือดร้อนหลายคน&quot; นั่น เพราะมันผิด นี่เป็นคำพูดอดีตนายทหารระดับนายพลที่อยู่ในกองพล ที่ 9&quot; นายอิสราวุธ อธิบาย ก่อนจะย้ำถึงความล้มเหลวของกลไก กบร.&nbsp; ว่า<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news180755-2.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-5915" height="629" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news180755-2.jpg" title="news180755-2" width="400" /></a><br />
	&quot;สรุปแล้วกลไกที่สร้างขึ้นมาในระดับจังหวัด ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาได้ เขาใช้ภาพถ่ายดาวเทียมอย่างเดียว ไม่ใช้เอกสารของอำเภอ ซึ่งนายอำเภอพยายามช่วยชาวบ้าน เพราะหลักฐานเอกสารทางอำเภอเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะกำนัน ตำบลไทรโยคคนแรก เป็นคนหมู่บ้านนี้ และเป็นต้นตระกูลของชาวบ้าน ซึ่งมี&nbsp; 2 ตระกูล คือ กำนันประสิทธิ์ โพธิจา&nbsp;&nbsp; ส่วน กบร. เองก็มีปัญหาเรื่องการเมือง เรื่องผลประโยชน์เกี่ยวกับพื้นที่ตรงนั้นด้วย เพราะเป็นพื้นที่ที่สวยมาก มีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี ดินดี อยู่ที่สูง ปลูกอะไรก็ได้ ทีนี้พอเรื่องไปถึง กบร.จังหวัด เขาก็ใช้แต่ภาพถ่ายดาวเทียมอย่างเดียว เอกสารอื่นที่ผมทำให้ในรายงานการศึกษา เขาไม่ได้ใช้เลยในการพิจารณา ซึ่งก็มาอ้างว่าภาพถ่ายดาวเทียมไม่มีชุมชน ซึ่งก็ไปถ่ายในจุดที่ไม่ใช่ที่นา แถมชาวบ้านก็ทำไร่หมุนเวียนด้วย มันก็หาหมู่บ้านไม่เจอ ผมก็เลยท้าให้ไปถ่ายหมู่บ้านในทุ่งใหญ่นเรศวร อายุ 300 กว่าปี ว่าจะเป็นแบบนี้ไหม ? ซึ่งทหารเขาก็ตอบคำถามตรงนี้ไม่ได้<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่วน กลไก กบร.ซึ่งสร้างขึ้นโดยรัฐบาล เมื่อผลออกมายังงี้ เราก็ต้องมายื่นคัดค้าน ซึ่งไม่รู้ว่าทันไหม เพราะมันตั้งแต่ปี 2552 แต่ถ้าโดยสิทธิรัฐธรรมนูญก็เป็นตัวสำคัญที่จะใช้ได้ ซึ่งกระบวนการทางศาล ถึงแม้จะรู้ว่ามีเปอร์เซ็นน้อยมาก แต่ถ้ามันสิ้นสุดหนทางยังไงก็ต้องทำ ถ้าในกรณีของ กฟผ. ไฟฟ้าลงแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ฟื้นมาได้ ดังนั้น ชาวบ้านที่นี่ยังไงก็ต้องทำ ถ้ามันสิ้นสุดหนทางที่จะไป&quot; นายอิสราวุธกล่าวย้ำ ก่อนจะมองหนทางในอนาคตของชาวบ้านมะต้องสู้ ว่า</p>
<p>&quot;ตอนนี้ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าชาวบ้านจะตระหนักแค่ไหน ก็อยากให้เตรียมตัวจัดระบบการต่อสู้ของตัวเองให้ได้ เพราะผมเข้าไปตั้งแต่ปี 2547 ผมก็พูดประโยคนี้กับชาวบ้านเสมอ ไม่ใช่รอให้เกิดเรื่องทีก็สู้กันที&nbsp; ผมอยากให้เขาเตรียมพร้อมตลอดเวลา อย่างเรื่องกองทุน ก็อยากให้เขาเก็บวันละบาทเพื่อเอาไว้เป็นทุนต่อสู้ เพราะเป้าหมายสูงสุดที่เราเสนอในทุกเวที คือ เราเสนอขอบเขตของพื้นที่เพื่อจะอ้างอย่างชอบธรรมในการฟื้นฟูทรัพยากรด้วย เพราะว่าพื้นที่รอบนั้น เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ ที่ใช้น้ำทั้งโรงเรียน ซึ่งมีถึง&nbsp; 2 โรงเรียน และโรงพยาบาล อ.ไทรโยค&nbsp; ที่ต้องใช้น้ำจากป่าในหมู่บ้านมะต้องสู้ ดังนั้นการให้นายทุนเช่า ซึ่งทำการไถกลบร่องน้ำ ลำธารหมดเลย โดยไม่ได้สนใจว่า อะไรเป็นต้นน้ำที่ไหนอย่างไร อีกทั้งพื้นที่หมู่บ้านที่เป็นเขตดั้งเดิมมีพื้นที่ 24,000 ไร่ มีป่าช้า มีป่าต้นน้ำ ทำให้เราเสนอแผนพัฒนาพื้นที่ในตอนนั้นว่า เราจะจัดสรรเป็นที่ทำกินและ เขตหมู่บ้าน เขตบ้านก็คนละ 1 ไร่ สำหรับที่อยู่อาศัย ส่วนที่ทำกินเดิมจะขอย้ายมาฝั่งทิศใต้ของแนวถนนแล้วที่ที่ติดอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เราจะฟื้นฟูเป็นป่าชุมชน เพื่อเป็นป่าต้นน้ำให้กับคนทุกคน อันนี้คือแผนที่เราพยายามสร้างสิ่งที่เรียกว่า ความชอบธรรม เราไม่ได้คิดเรื่องประโยชน์ของชาวบ้านฝ่ายเดียว แต่เราคิดเรื่องประโยชน์ขอคนอื่นๆ คนที่อยู่ด้านล่างด้วยครับ<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ส่วนความคืบหน้าหลังจากมายื่นหนังสือถึงนายกฯ ผ่านทาง กบร. วันนั้น ก็รู้สึกว่าไม่มีสัญญาณที่ชาวบ้านพอจะมีความหวังอะไรออกมาเลย และชาวบ้านก็คงต้องกลับไปหารือหาทางต่อสู้ต่อไป ครับ&quot;&nbsp; นายอิสราวุธกล่าวสรุป</p>
<p>ด้าน นายธนวัชณ์&nbsp; แก้วพงศ์พันธุ์&nbsp; ประธานคณะทำงานฯ สภาทนายความ เผยถึงแนวทางการทำงานของ กบร.จังหวัดกาญจนบุรี แต่เพียงสั้นว่า การไม่ฟังเสียงแย้งหรือตรวจสอบเอกสารหลักฐานจากชาวบ้านถือเป็นการละเมิดสิทธิชุมชนเช่นกัน<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news240455-4.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-5917" height="232" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news240455-4.jpg" title="news240455-4" width="200" /></a></p>
<p>&quot;วันนี้ชาวบ้านมายื่นหนังสือให้ ผอ.สำนักแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ&nbsp; เรื่อง กบร.จังหวัดกาญจนบุรี&nbsp; ซึ่งดำเนินการแบบไม่เป็นกลาง โดยให้ข้อมูลเอนเอียงไปทางทหาร คืออ้างแผนที่ โดยที่ชาวบ้านไม่ได้ความเป็นธรรม เพราะพิจารณาเพีงแต่ภาพถ่ายทางอากาศ แต่ไม่พิจารณาหลักฐานอื่นๆ อาทิ&nbsp; วิถีชีวิต เอกสาร เช่นจดหมายเหตุ ซึ่งมันมีจดหมายเหตุตั้งแต่ปี พ.ศ. 2444 มีประวัติว่าชุมชนนี้อยู่มาก่อน ก่อนมีพระราชกฤษฎีกา 2481 เพื่อขอใช้พื้นที่แถบนี้เป็นพื้นที่ทหาร มันเหมือนกับเป็นที่ราชพัสดุ แต่ชาวบ้านเขายืนยันว่าเขาอยู่มาก่อน ซึ่งเขามีหลักฐานจดหมายเหตุ มีการบันทึก และชื่อเดิมหมู่บ้านของเขาคือมะต้องสู้ แต่ถูกเปลี่ยนมาเป็นบ้านทุ่งก้างย่าง มีประวัติโรงเรียน ว่ามีใคร เป็นครูใหญ่ เมื่อไหร่ด้วย<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดังนั้น การที่ทหารและ กบร.จังหวัด ใช้เพียงเอกสารภาพถ่ายดาวเทียม ปี พ.ศ.2495 โดยไม่เอาหลักฐานต้นไม้และ เอกสารอื่นๆ&nbsp; นั้น ไม่เป็นธรรมเลยกับชาวบ้าน ซึ่งอาจจะมีบ้างที่ชาวบ้านขยับที่ทำกินตามระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียน แต่ถ้าดูบ้านเรือน ก็จะเห็นชัดเลยว่าเขาอยู่มานาน แม้ว่าตอนนี้จะไม่ได้ทำไร่หมุนเวียนแล้วก็ตาม&quot; นายธนวัชณ์ กล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/07/18/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชาวบ้านคลิตี้ล่างยืนยัน&#8230; กรมควบคุมมลพิษต้องฟื้นฟู</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/07/03/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/07/03/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Jul 2012 14:11:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวเด่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=5823</guid>
		<description><![CDATA[เป็นอีกหนึ่งตำนานบนเส้นทางการต่อสู้ เพื่อร้องขอความเป็นธรรมและร้องขอความผิดชอบจากกลุ่มนายทุน บ.บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด &#160;ที่กระทำการก่อให้เกิดมลพิษและหน่วยงานรัฐ โดยกรมควบคุมมลพิษ ที่อนุญาตและละเลยการทำหน้าที่ตรวจสอบควบคุม จนชาวบ้านล้มป่วยและตาย รวมถึงสัตว์เลี้ยง พืชผัก ลำห้วยและธรรมชาติทั้งระบบกลายเป็นพิษคอยคร่าชีวิตชาวบ้านจนถึงทุกวันนี้&#160; เป็นระยะ 14 ปี ของต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานมาก กว่าจะเห็นชัยชนะแต่ละขั้นตอน จนบางครั้ง ชาวบ้านเองก็มีคำถามกับกระบวนการยุติธรรมของประเทศนี้ ว่า &#8220;ทำไมความยุติธรรมจึงเดินทางมาล่าช้านัก..?&#8221; &#160;นั่นคือเสียงรำพึงรำพันของของชาวบ้านคลิตี้ล่าง ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ กาญจนบุรี ถึงวันนี้ แม้ชาวบ้านจะเห็นฟ้าสาง เมื่อบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ถูกศาลสั่งให้ชดเชยค่าเสียหาย แก่สูญเสียล้มป่วยให้กับชาวบ้าน จำนวน 22 ราย รายละ 176,000 บาท &#160;แต่นั่น ก็ยังไม่ใช่การเยียวยาที่เพียงพอ เพราะลำห้วยและที่ทำกินของชาวบ้าน ยังปนเปื้อนสารตะกั่ว ดังนั้น ชาวบ้านจึงพยายามเรียกร้องให้รัฐ โดยเฉพาะกรมควบคุมมลพิษ ออกมารับผิดชอบฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับมาใช้ได้ดั่งเดิม แต่กรมควบคุมมิลพิษ อ้างหลักวิชาการ อ้างความไม่คุ้มทุนจึงมิสามารถดำเนินการฟื้นฟูได้ เพราะมีชาวบ้านเพียงไม่กี่หลังคาเรือนเท่านั้น ทำให้ชาวบ้านคลิตี้จำต้องยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อบังคับให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการเพื่อแสดงความรับผิดชอบ นายสุรชัย ตรงงาม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news030755-8.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-5824" height="220" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news030755-8.jpg" title="news030755-8" width="420" /></a></p>
<p>	เป็นอีกหนึ่งตำนานบนเส้นทางการต่อสู้ เพื่อร้องขอความเป็นธรรมและร้องขอความผิดชอบจากกลุ่มนายทุน บ.บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด &nbsp;ที่กระทำการก่อให้เกิดมลพิษและหน่วยงานรัฐ โดยกรมควบคุมมลพิษ ที่อนุญาตและละเลยการทำหน้าที่ตรวจสอบควบคุม จนชาวบ้านล้มป่วยและตาย รวมถึงสัตว์เลี้ยง พืชผัก ลำห้วยและธรรมชาติทั้งระบบกลายเป็นพิษคอยคร่าชีวิตชาวบ้านจนถึงทุกวันนี้&nbsp; เป็นระยะ 14 ปี ของต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานมาก กว่าจะเห็นชัยชนะแต่ละขั้นตอน จนบางครั้ง ชาวบ้านเองก็มีคำถามกับกระบวนการยุติธรรมของประเทศนี้ ว่า &ldquo;ทำไมความยุติธรรมจึงเดินทางมาล่าช้านัก..?&rdquo; &nbsp;นั่นคือเสียงรำพึงรำพันของของชาวบ้านคลิตี้ล่าง ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ กาญจนบุรี</p>
<p>	ถึงวันนี้ แม้ชาวบ้านจะเห็นฟ้าสาง เมื่อบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ถูกศาลสั่งให้ชดเชยค่าเสียหาย แก่สูญเสียล้มป่วยให้กับชาวบ้าน จำนวน 22 ราย รายละ 176,000 บาท &nbsp;แต่นั่น ก็ยังไม่ใช่การเยียวยาที่เพียงพอ เพราะลำห้วยและที่ทำกินของชาวบ้าน ยังปนเปื้อนสารตะกั่ว ดังนั้น ชาวบ้านจึงพยายามเรียกร้องให้รัฐ โดยเฉพาะกรมควบคุมมลพิษ ออกมารับผิดชอบฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับมาใช้ได้ดั่งเดิม แต่กรมควบคุมมิลพิษ อ้างหลักวิชาการ อ้างความไม่คุ้มทุนจึงมิสามารถดำเนินการฟื้นฟูได้ เพราะมีชาวบ้านเพียงไม่กี่หลังคาเรือนเท่านั้น ทำให้ชาวบ้านคลิตี้จำต้องยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อบังคับให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการเพื่อแสดงความรับผิดชอบ</p>
<p>	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news030755-10.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-5825" height="205" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news030755-10.jpg" title="news030755-10" width="135" /></a><br />
	<strong>นายสุรชัย ตรงงาม</strong> ทนายความจาก โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ได้เผยถึงปัญหาในกระบวนการฟื้นฟูลำห้วยล่าช้าจนต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรมนี้ว่า เพื่อให้หน่วยงานรัฐรู้หันมารับผิดชอบจริงๆจังๆ</p>
<p>	&ldquo;ที่เป็นปัญหาคือ นักวิชาการเข้ามากำหนดกำกับกรอบความเป็นวิชาการมาก พอมันเข้าไปสู่ปริมณฑลทางวิชาการ ชาวบ้านก็แย้งไม่ได้ ไม่เข้าใจ แม้แต่นักกฎหมายอย่างพวกเราเองก็ตอบไม่ได้ ซึ่งวิธีคิดแบบนี้มันต้องคิดกลับ เพื่อให้มันแก้ปัญหาได้รวดเร็ว เพราะชาวบ้านเขาเดือดร้อน<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างกรณีเรื่องคดี เขาไม่เคยพูดเรื่องทุนเลยแต่พอคุยนอกรอบทีไรก็มักจะมีการพูดเรื่องนี้ ในทำนองว่ามันไม่คุ้มทุนที่จะฟื้นฟู หมายความว่า ต้องเอาเงิน เอางบประมาณจำนวนมากไปฟื้นฟูลำห้วยเพื่อให้หมู่บ้านนี้หมู่บ้านเดียวได้กลับมาใช้คืนดั่งเดิมนั้นมันไม่คุ้มทุน เพราะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล พูดอย่างด้านๆ ง่ายๆ คือให้ชาวบ้านย้ายชาวออกไปอยู่ที่อื่นจะประหยัดกว่า ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้ยังไม่เคยเป็นประเด็น นะ&rdquo;&nbsp; นายสุรชัย เกริ่น ก่อนจะมองบทบาทหน่วยงานรัฐในฐานะกลไกที่อนุญาตจึงต้องรับผิดชอบการเยียวยาฟื้นฟู</p>
<p>	&ldquo;ในความเป็นจริง งานในการฟื้นฟูเป็นหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษ ที่จะต้องประสานงานกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ เข้ามาฟื้นฟู ซึ่งนี่คือประเด็นเรื่องมลพิษ ที่เราต้องขยายช่องทางฟ้องร้อง และไม่เกี่ยวกับเรื่องฟ้องแพ่งให้บริษัทชดเชยแก่ชาวบ้าน ที่เจ็บป่วยเสียหาย แต่ฟ้องรัฐที่ดูแลแล้วละเลยให้รับผิดชอบฟื้นฟูด้วย แต่ที่อยากจะพูดคือ รัฐควรจะมีหน้าที่ในการฟื้นฟูตั้งแต่ตอนนั้น ส่วนมูลค่าที่ลงทุนไปก็ไปไล่ฟ้องเอากับบริษัทหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มันไม่ใช่หน้าที่ของชาวบ้านที่ต้องมายื่น มาเรียกร้อง มาฟ้อง และไม่ใช่รอเวลาให้ธรรมชาติฟื้นตัว แล้วปล่อยให้ชาวบ้านต่อสู้ลำพัง คือมันไม่น่าเป็นยังงั้น ส่วนเงินที่รัฐจะเอามาดำเนินการก็อาจจะเอามาจากกองทุนสิ่งแวดล้อม รัฐอาจจะออกกฎหมายจัดตั้งกองทุน เพื่อไม่ให้ชาวบ้านรออย่างเนิ่นนาน เพราะมีแต่คนผลักภาระออกไป ทำให้ปัญหาแบบนี้มีทางออกเดียวคือ ชาวบ้านมีแรงจะฟ้องไหม ? และต้องสู้อย่างยืดเยื้อด้วย ดังนั้น ถ้าชาวบ้านทุนไม่พร้อม ลำบากแน่ๆ<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อีกอย่างชุมชนแต่ละชุมชน มีความคิดที่หลากหลาย กว่าเขาจะมา กว่าจะกล้าสู้ กล้าฟ้อง มันนานซึ่งอันนี้แหละที่ผมคิดว่ามันไม่ควรตกเป็นภาระของชาวบ้าน ในเวลาที่เกิดปัญหาแบบนี้ เกิดการปนเปื้อน เกิดการฟ้องร้องฟื้นฟู รัฐต้องเข้ามาจัดการ แล้วก็ไปไล่เบี้ยเอาเงินค่าฟื้นฟูคืน ส่วนตัวชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบก็ค่อยให้ทางบริษัทมารับผิดชอบ<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และเรื่องสุดท้ายที่อยากจะพูดคือ วิธีการสร้างงานวิชาการเพื่อเอามาอ้างของกรมควบคุมมลพิษ อย่าทำแค่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นนักวิชาการจากหน่วยงาน แล้วก็เอามาอ้าง ซึ่งมันไม่ใช่การลงไปศึกษา หรือหาแนวทาง วิเคราะห์ สังเกตอย่างจริงจังเลยนะครับ ดังนั้น สิ่งที่กรมควบคุมมลพิษอ้างว่าเป็นความเห็นทางวิชาการ เพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ผมว่ามันไม่น่าจะพอและใช้ไม่ได้ นะครับ&rdquo; นายสุรชัยกล่าว</p>
<p>	<strong>นายกำธร ศรีสุวรรณมาลา</strong> อายุ 44 ปี ชาวบ้านคลิตี้ล่าง เผยว่า การฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้เป็นเรื่องสำคัญหลายมิติ ไม่ใช่แค่ชาวบ้านได้ใช้ และเป็นความยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลานด้วย<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news030755-11.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-5827" height="290" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news030755-11.jpg" title="news030755-11" width="135" /></a><br />
	&nbsp;&ldquo;เราต้องมองในจุดกว้างๆ บ้างนะครับ ถ้าปล่อยไว้อย่างนั้น น้ำทั้งหมดไหลลงมาแม่กลอง แม่กลองไหลผ่านกี่จังหวัด กี่คนที่รับเอาสารตะกั่วนั้นเข้าร่างกาย เขาไม่มองทั้งระบบ เขามองแค่กลุ่มชาวบ้านกลุ่มเดียวแล้วบอกว่าไม่คุ้มค่าสำหรับลงทุนฟื้นฟู<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อไม่นานนี้เอง มีรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ ท่านยงยุทธ ติยะไพรัช บอกว่า ย้ายชาวบ้านออกไปอยู่ที่อื่นจะง่ายกว่าฟื้นฟู เพราะมันต้องใช้งบเยอะ ซึ่งคิดแบบนี้ได้ยังไง ปัญหานี้ชาวบ้านไม่ได้สร้างขึ้นมา ใครหละต้องรับผิดชอบ เพราะหน่วยงานรัฐเป็นคนดูแล พูดง่ายๆ คือมันผิดทั้งสองฝ่าย ทั้งนายทุนคนทำเหมืองและรัฐคนดูแลตรวจสอบ สุดท้ายจะมาแก้ปัญหาให้ชาวบ้านย้ายออกไป ไม่ถูกต้องนะครับ มันเหมือนศาลตัดสินผิดตัว ไม่ได้ตัดสินประหารจำเลย แต่มาประหารโจทก์แบบนี้ไม่ถูกเลย<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถ้าแก้ปัญหาแบบย้ายชาวบ้าน ผมมองว่า อุตสาหกรรมแทบทุกพื้นที่ หรือเหมืองทองคำ ถ้าเป็นประเด็นนี้ก็คงต้องย้ายกันหมดแล้ว อุตสาหกรรมเองก็มีทั่วประเทศ ถ้างั้นก็คงต้องย้ายประเทศไทย แล้วประเทศไทยจะไปอยู่ที่ไหน ถ้านักวิชาการคิดไม่เป็น<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มุมมองของชาวบ้านที่ต่อสู้มาจนถึงตอนนี้ มันไม่ได้อยู่บนหลักวิชาการแบบที่พูดกัน ชาวบ้านไม่ใช่นักวิชาการ แต่เราชาวบ้านมองแป๊ปเดียวก็มองภาพออกแล้ว ว่าการปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเองมันยาก เพราะลำห้วยคลิตี้น้ำมันไม่ได้นิ่งน้ำมันจะไหลตลอด โดยเฉพาะหน้าฝนมันจะตีฟุ้งตลอด กรมควบคุมมลพิษอ้างว่า การขุดลอกใหม่กลัวสารตะกั่วจะฟุ้งแล้วเกิดอันตรายต่อชาวบ้าน เรื่องนี้ชาวบ้านรู้ดีว่ามันฟุ้งทุกปี แต่เรื่องที่ชาวบ้านให้ทำเสียที คืออยากให้มีการดูดตะกอน แล้วจะเอาไปฝังกลบที่ไหนก็เอาไป มันอาจจะฟุ้งในระยะสั้น 2 หรือ 3 ปี เท่านั้น น้ำจะได้ดีขึ้นในอนาคตอีก 100 ปี ลูกหลานจะได้อาศัยได้ มันมาปล่อยแล้วบอกว่า เอาไว้ให้ธรรมชาติบำบัด มันตอบได้ไหมครับว่าอีกกี่สิบปีธรรมชาติจะบำบัดหมด นี่คือประเด็น ถ้าจะอ้างกลัวกระทบกับชาวบ้าน ก็อยากบอกว่า ชาวบ้านที่นี่กระทบมา 10 กว่าปีแล้ว ดังนั้น เราชาวบ้านคิดตรงกันว่าปล่อยให้มันฟุ้งไปเหอะ แล้วอีกไม่กี่ปีเราคงได้ใช้น้ำ เพราะตอนนี้ 14 ปี แล้วเขายังไม่ได้ทำอะไรเลย น้ำก็ใช้ไม่ได้&rdquo; นายกำธร กล่าวย้ำ ก่อนจะเผยถึงการเข้ามาฟ้องและวันนี้ได้เข้ามารับฟังการไต่สวนของศาลปกครอง ว่า</p>
<p>	&ldquo;ที่ชาวบ้านมาฟ้องศาลปกครองก็เพราะอยากให้ศาลสั่งลงไปยังกรมควบคุมมลพิษ ให้กรมควบคุมมลพิษฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน อย่าอ้างโน่นอ้างนี่ ที่ชาวบ้านพุ่งเป้าไปที่กรมควบคุมมลพิษ เพราะว่า มันเป็นหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษ ในการดูแลฟื้นฟูลำห้วย จริงอยู่เขามาตรวจจริง มาตรวจทุกปีแต่ไม่ได้ทำอะไรเลย มา 3 เดือนครั้งด้วยซ้ำ ก็มาหาค่าตะกอนก็รู้อยู่แล้วว่าค่าตะกอนเท่าไหร่ ในแต่ละปี แต่ก็จะตรวจอยู่นั่นแหละ ถามว่ามันได้อะไร ?&nbsp; มันไม่ได้อะไรเลย เสียงบประมาณเปล่าๆ เอางบที่ตรวจมา 14 ปี ถ้าเอามารวมกันแล้วฟื้นฟู ผมว่าเกือบจะเสร็จแล้ว<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตอนนี้ศาลปกครองยังไม่ได้พิพากษาหรอกครับ แค่ให้ชาวบ้านมาฟังคำแถลงแต่พอฟังดูแล้ว เรื่องค่าเสียหายที่ต้องชดเชย ชาวบ้านพอใจนะครับ แต่ที่ยังติดตามคือมันไม่มีความรับผิดชอบจากกรมควบคุมมลพิษ เพราะเป้าหมายหลักๆ ที่ชาวบ้านออกมาต่อสู้จนถึงปัจจุบันนี้ คือเราไม่เน้นเรื่องเงินนะครับ เงินเรากินไม่กี่ปีก็หมด แต่ระยะยาวคือต้องฟื้นฟูลำห้วย เพื่อให้อนาคตชาวบ้านปลอดภัยแค่ได้ค่าเยียวยาที่หน่วยงานรัฐชดใช้ให้ครอบครัวละ 100,000 บาทจริงแล้วกินปีเดียวหรือสองปีก็หมดแล้ว แล้วลูกหลานเราในอนาคตจะอยู่อย่างไร ดังนั้น การปล่อยให้ธรรมชาติบำบัดมันไม่ใช่แนวทางของชาวบ้าน จึงต้องมาฟ้องศาลปกครอง<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news030755-9.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-5828" height="510" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news030755-9.jpg" title="news030755-9" width="325" /></a><br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สรุปง่ายๆ คือ ต้องมีการฟื้นฟู จะมาบอกว่าปล่อยให้มันสลายหายไปเองตามธรรมชาติไม่ได้ แร่ก็เหมือนเนื้อ พอบริษัทเขาเอาไปกินแล้วก็มาทิ้งขี้ให้เรา ซึ่งกระบวนการตั้งแต่ออกสัมปทานใครอนุญาตให้เข้ามาทำ หน่วยงานรัฐใช่ไหม ? แล้วหน้าที่การดูแลควบคุมก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐดูแลควบคุม เขาไม่เข้มงวด ไม่ตรวจสอบเอง เขาก็ต้องรับผิดชอบ<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เราชาวบ้านสู้มาถึงจุดนี้ บางทีก็เริ่มมึนเหมือนกันนะครับ เพราะว่า ชาวบ้านทำไมต้องออกมาเรียกร้องเอง มาฟ้องเอง ทั้งๆ ที่มันมีหน่วยงานรัฐอยู่แล้ว รัฐควรจะมาปกป้องชาวบ้าน รัฐน่าจะเอาผิดได้เลย ทั้งๆ ที่กฎหมายก็มีอยู่ อย่างกรมควบคุมมลพิษ อยากฟื้นฟูลำห้วย แต่ไม่มีเงินไม่มีทุน ก็ไปฟ้องเอาจากบริษัท แล้วให้ผมไปเป็นพยานให้&nbsp; ซึ่งในศาลชั้นต้นเขาชนะนะครับ แต่ทางฝ่ายเหมืองเขาก็จะอุทธรณ์ คงยืดเยื้ออีกนาน ซึ่งนั่นเพราะว่า กฎหมายมันไม่ศักดิ์สิทธิ์ผมมองยังงี้นะครับ ถ้ามัวแต่รอเงินชดเชยหลังชนะคดีของรัฐ แล้วชาวบ้านจะอยู่อย่างไร ครับ&rdquo; นายกำธร สรุป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/07/03/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โฉนดชุมชน, คุก, ศาลและคำพิพากษาขังคนจน</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/06/25/%e0%b9%82%e0%b8%89%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%81-%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/06/25/%e0%b9%82%e0%b8%89%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%81-%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Jun 2012 12:52:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวเด่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=5725</guid>
		<description><![CDATA[หากไม่มีเบื้องหลัง ก็คงไม่เห็นเบื้องหน้า เมื่อสองด้านมารวมกันจึงเกิดความสัมพันธ์ข้อเท็จจริงในสังคมที่ นำมาซึ่งดุลและอำนาจในการอยู่ร่วมกันในสังคม แต่ปัจจุบันกลไกทางสังคมเหล่านั้นกำลังสั่นคลอน เมื่อองค์กรของรัฐ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมเองเริ่มก้าวเดินอย่างผิดพลาด สวนทางความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนยากคนจน เหตุเกิดจากกรณีที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่า ตนมีสิทธิบนที่ดินทำกินแต่ดั้งเดิมซึ่งถูกรัฐยึดไปเพื่อทำประโยชน์จนเมื่อบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ชาวบ้านจึงเห็นว่า รัฐควรจะคืนสิทธิ์นั้นมาสู่ตน สำหรับรัฐก็แค่ที่ดินที่สามารถชี้หรือเวนคืนอย่างไรก็ได้ แต่สำหรับชาวบ้านที่ดินเดิมมีค่ามากกว่าผืนดินที่ใดๆ ด้วยเหตุนี้เอง จึงเกิดปฏิบัติขอคืนสิทธิในที่ดินทำกินของตน ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อให้รัฐสนใจปัญหาและเพื่อให้สาธารณชนเข้าใจปัญหาและความสำคัญ &#160; &#160;ทั้งนี้ ทั้งนั้น สืบเนื่องจากปัญหาพิพาทที่ดินกรณีสวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 25 ปี จนกระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าจับกุมดำเนินคดีชาวบ้าน จำนวน 10 ราย ข้อหาบุกรุก แผ้วถางและใช้ประโยชน์ในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2554 &#160;ปีที่ผ่านมา โดยแยกฟ้องชาวบ้านทั้งหมดเป็น 4 คดีซึ่ง &#160;เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา&#160; ศาลชั้นต้นได้พิพากษาไปแล้ว 2 คดี จำนวน 4 ราย โดยให้จำคุก 4 เดือน ไม่รอการลงโทษ พร้อมให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ ส่วนอีก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news250655-1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-5726" height="249" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news250655-1.jpg" title="SONY DSC" width="420" /></a></p>
<p>หากไม่มีเบื้องหลัง ก็คงไม่เห็นเบื้องหน้า เมื่อสองด้านมารวมกันจึงเกิดความสัมพันธ์ข้อเท็จจริงในสังคมที่ นำมาซึ่งดุลและอำนาจในการอยู่ร่วมกันในสังคม แต่ปัจจุบันกลไกทางสังคมเหล่านั้นกำลังสั่นคลอน เมื่อองค์กรของรัฐ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมเองเริ่มก้าวเดินอย่างผิดพลาด สวนทางความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนยากคนจน</p>
<p>เหตุเกิดจากกรณีที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่า ตนมีสิทธิบนที่ดินทำกินแต่ดั้งเดิมซึ่งถูกรัฐยึดไปเพื่อทำประโยชน์จนเมื่อบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ชาวบ้านจึงเห็นว่า รัฐควรจะคืนสิทธิ์นั้นมาสู่ตน สำหรับรัฐก็แค่ที่ดินที่สามารถชี้หรือเวนคืนอย่างไรก็ได้ แต่สำหรับชาวบ้านที่ดินเดิมมีค่ามากกว่าผืนดินที่ใดๆ ด้วยเหตุนี้เอง จึงเกิดปฏิบัติขอคืนสิทธิในที่ดินทำกินของตน ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อให้รัฐสนใจปัญหาและเพื่อให้สาธารณชนเข้าใจปัญหาและความสำคัญ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;ทั้งนี้ ทั้งนั้น สืบเนื่องจากปัญหาพิพาทที่ดินกรณีสวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 25 ปี จนกระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าจับกุมดำเนินคดีชาวบ้าน จำนวน 10 ราย ข้อหาบุกรุก แผ้วถางและใช้ประโยชน์ในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2554 &nbsp;ปีที่ผ่านมา โดยแยกฟ้องชาวบ้านทั้งหมดเป็น 4 คดีซึ่ง &nbsp;เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา&nbsp; ศาลชั้นต้นได้พิพากษาไปแล้ว 2 คดี จำนวน 4 ราย โดยให้จำคุก 4 เดือน ไม่รอการลงโทษ พร้อมให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ ส่วนอีก 2 คดีที่เหลือ ศาลจังหวัดภูเขียว นัดสืบพยานโจทก์ ในวันที่ 11 และ 20 กรกฎาคม 2555 เดือนหน้า <strong>&nbsp;ทั้งๆ ที่สิ่งที่ชาวบ้านคิด ก็เพียงอยากให้รัฐสนใจและเห็นความสำคัญของปัญหาชาวบ้านคนยากคนจนที่ต้องการที่ดินทำกิน แต่รัฐกลับมองชาวบ้านก้าวร้าว ไม่เคารพกฎหมาย และท้าทายอำนาจรัฐ ดังนั้นศาลซึ่งเป็นองค์กรที่ควรรักษาความยุติธรรมในสังคม กลับแสดงจุดยืนเป็นเพียงกลไก หรือเครื่องมือของรัฐ เพราะศาลตัดสินพิพากษาจำคุกคนจนเหล่านั้น โดยไม่รอลงอาญา เพื่อให้เข็ดหลาบ </strong><strong>!!! </strong></p>
<p><strong>นางอรนุช</strong> <strong>ผลภิญโญ</strong>&nbsp;&nbsp; แกนนำเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน หรือ Pmove กล่าวย้อนถึงต้นเหตุของการบุกรุกที่ดินของชาวบ้านคนยากคนจน ซึ่งนำมาสู่การถูกจับและถูกศาลตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญาครั้งนี้ ว่า<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news250655.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-5728" height="266" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news250655.jpg" title="news250655" width="218" /></a></p>
<p>&ldquo;จริงๆ แล้วที่ดินแปลงนี้ชาวบ้านได้อาศัยทำมาหากินมานานตั้งแต่ปี 2511 แล้วค่ะ ทำมาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้เอง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้าไปอพยพชาวบ้านออกมาจากพื้นที่ เพื่อปลูกยูคาร์ลิปตัส และบอกว่าจะหาที่ชดเชยให้ แต่แล้วก็ไม่มี ส่วนชาวบ้านก็ได้อาศัยพื้นที่นี้แหละทำมาหากินเลี้ยงวัว เก็บของป่าเพื่อยังชีพ&rdquo; นางนงนุชกล่าวเกริ่นก่อนจะมองลึกไปถึงจุดยืนศาลสถิตยุติธรรมว่าแท้จริงเป็นได้เพียงกลไกหรือเครื่องมือของรัฐ</p>
<p>&ldquo;ในฐานะที่เป็นคนทำงานด้านสิทธิชุมชนอยากตั้งข้อสังเกตสำหรับกระบวนการ ยุติธรรม คือ การที่ศาลสั่งให้จำคุกชาวบ้าน เป็นระยะเวลา &nbsp;4 เดือนโดยไม่รอลงอาญาและชาวบ้านอุทธรณ์ก็เพิ่มวงเงินอีกรวมคนละ 200,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับคนจนที่หาเช้ากินค่ำ ทั้งๆ ที่คดีนี้ไม่ใช่คดีฆ่าคนตาย ขนาดฆ่าคนตายยังมีรอลงอาญาด้วยซ้ำ ทำให้ตนเองคิดว่า การทำงานของศาลมีอคติ เพราะตั้งแต่เริ่มต้นการไต่สวน ชาวบ้านไปขอเข้าพบ 2- 3 ครั้ง แต่ไม่ยอมให้เข้าพบ ทั้งๆ ที่ทุกคนอยู่ และเมื่อเช้านี้บอกว่าอยากพบชาวบ้าน พอเข้าไปพบก็พูดจาหว่านล้อมให้ยินยอมซึ่งไม่ใช่วิสัยของศาลที่ดีมีหลักกฎหมายและยึดคุณธรรม เค้าเคยบอกว่าพวกชาวบ้านเหล่านี้มีการเมืองหนุนหลัง และคำพิพากษาของทุกรายก็เป็นเช่นเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนชื่อและข้อความบางข้อความนิดหน่อยเท่านั้น พูดง่ายๆ คือ ศาลมีธงสำหรับตัดสินในใจแล้ว ดังนั้นหลักฐานอย่างอื่นที่มีก็ฟังไม่ขึ้น รวมทั้ง ศาลบอกว่าอยู่ข้างนอกจะใหญ่มาจากไหนก็ช่างแต่อยู่ที่นี่เค้าเป็นใหญ่ คำพูดนี้ก็เหมือนกับจะสะท้อนวิสัยทัศน์ของศาลไทยที่ไม่มีวุฒิภาวะของผู้ที่มี คุณธรรมแต่อย่างใด ใช้ดุลยพินิจของตนเองเป็นใหญ่และละเมิดสิทธิประชาชน&rdquo; นางนงนุชเผยชัดเจน ก่อนจะเน้นย้ำปิดท้าย ว่า ชาวบ้านคนจนคนจนคงไม่คิดยอมแพ้ง่ายๆ เพราะความเป็นธรรมยังไม่เกิดขึ้นกับตน และขบวนการ Pmove ก็ยังจะยืนยันเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐออกกฎหมายคุ้มครองที่ดินคนจนอย่างโฉนดชุมชนต่อไป</p>
<p>&ldquo;ถึงตอนนี้ จึงคิดว่า สำหรับชาวบ้านที่ยากจนคงไม่สามารถพึ่งกระบวนการยุติธรรมได้อีกแล้ว เนื่องจากความเป็นธรรมไม่มีสำหรับคนจน ศาลยุติธรรมเองก็เป็นเครื่องมือของหน่วยงานรัฐ &nbsp;เช่น กรมอุทยาน กรมป่าไม้ฯ ที่ฟ้องชาวบ้าน ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงการประกาศเขตพื้นที่ป่าทุกประเภทมาประกาศทีหลังจากชาวบ้านอยู่ แต่ในบางกรณีเวลาที่ลูกน้องตัวเองทำลายป่าโดยอ้างโครงการพระราชดำริพัฒนาพื้นที่ ทำลายป่าไม้เป็นจำนวนมากกลับบอกว่ามีกฎหมายรับรองซึ่งตรงนี้คือความไม่เป็นธรรม ที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news250655-2.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-5729" height="214" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news250655-2.jpg" title="SONY DSC" width="350" /></a></p>
<p>ดังนั้นทางออกของปัญหาเหล่านี้ คือ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินและขบวนประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ PMOVE ยังยืนยันที่จะเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนซึ่งจะ สามารถแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าได้ ซึ่งเรื่องนี้รัฐเองต้องยอมรับด้วยว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในที่ดินเหล่านั้นมาก่อนหมายถึงสิทธิชุมชนดั้ง เดิมของเขา เขาต้องได้รับการคุ้มครองด้วย นอกจากนี้การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมก็สำคัญและมีความจำเป็นเพื่อให้สอด คล้องกับสภาพข้อเท็จจริงในสังคม ที่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อกระบวนการยุติธรรมดังกล่าวสามารถเป็นที่พึ่งของคนจนได้จริงๆ &nbsp;ไม่ใช่เป็นเครื่องมือให้หน่วยงานรัฐมาฆ่าคนจน ค่ะ&rdquo; &nbsp;นางนงนุชกล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/06/25/%e0%b9%82%e0%b8%89%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%81-%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9e/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บ้านแหง  “วันนี้ ทุกคนพร้อมเสมอ !!”</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/06/14/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/06/14/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Jun 2012 11:40:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวเด่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=5639</guid>
		<description><![CDATA[บริษัท เขียวเหลืองจำกัด &#160;กลายเป็นชื่อหนึ่งที่ชาวบ้านหลายครัวเรือนจดจำฝังใจ หลังจากได้แจ้งข่าวกับชาวบ้านว่า จะเข้าทำประโยชน์ที่ดินในเขตป่าสงวนแหงชาติแม่งาวฝั่งซ้าย เพื่อดำเนินโครงการเกษตรกรรมแบบผสมผสาน(วนเกษตร) ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ 1 บ้านแหงเหนือ อำเภองาว จังหวัดลำปาง โดยมีสัญญาขอใช้พื้นที่ทำประโยชน์กับรัฐ จำนวน &#160;&#160;3 แปลง แปลงที่ 1 เนื้อที่ 580 ไร่ แปลงที่ 2 มี 185 ไร่ และแปลงที่ 3 มี 375 ไร่ รวมจำนวนพื้นที่ทั้งหมด 1,140 ไร่ &#160;โดยมีระยะเวลาใช้ประโยชน์ ตั้งแต่ พ.ศ.2551 &#8211; 2558 เบื้องต้นชาวบ้านยินดีต้อนรับการเข้ามาของบริษัท แถมเทขายที่ดินที่ทำกินมานับสิบปี แต่รัฐอ้างว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติจึงไม่มีการออกเอกสารสิทธิ์ให้ จุดเริ่มต้นความขุ่นเคืองแรกก็คือหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีข่าวจากรัฐแจ้งมาว่า บริษัทนี้ได้ยื่นขอประทานบัตร เพื่อสำรวจและทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ ซึ่งลงวันที่ 26 พ.ค. 2553&#160; ( ประกาศโดย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่) โดยแจ้งว่า ถ้าผู้ไดมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้หรือมีการเกี่ยวข้องด้วยเหตุไดก็ดีให้ยื่นคัดค้านภายใน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news140655.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-5640" height="229" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news140655.jpg" title="news140655" width="420" /></a></p>
<p>บริษัท เขียวเหลืองจำกัด &nbsp;กลายเป็นชื่อหนึ่งที่ชาวบ้านหลายครัวเรือนจดจำฝังใจ หลังจากได้แจ้งข่าวกับชาวบ้านว่า จะเข้าทำประโยชน์ที่ดินในเขตป่าสงวนแหงชาติแม่งาวฝั่งซ้าย เพื่อดำเนินโครงการเกษตรกรรมแบบผสมผสาน(วนเกษตร) ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ 1 บ้านแหงเหนือ อำเภองาว จังหวัดลำปาง โดยมีสัญญาขอใช้พื้นที่ทำประโยชน์กับรัฐ จำนวน &nbsp;&nbsp;3 แปลง แปลงที่ 1 เนื้อที่ 580 ไร่ แปลงที่ 2 มี 185 ไร่ และแปลงที่ 3 มี 375 ไร่ รวมจำนวนพื้นที่ทั้งหมด 1,140 ไร่ &nbsp;โดยมีระยะเวลาใช้ประโยชน์ ตั้งแต่ พ.ศ.2551 &ndash; 2558 เบื้องต้นชาวบ้านยินดีต้อนรับการเข้ามาของบริษัท แถมเทขายที่ดินที่ทำกินมานับสิบปี แต่รัฐอ้างว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติจึงไม่มีการออกเอกสารสิทธิ์ให้</p>
<p>จุดเริ่มต้นความขุ่นเคืองแรกก็คือหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีข่าวจากรัฐแจ้งมาว่า บริษัทนี้ได้ยื่นขอประทานบัตร เพื่อสำรวจและทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ ซึ่งลงวันที่ 26 พ.ค. 2553&nbsp; ( ประกาศโดย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่) โดยแจ้งว่า ถ้าผู้ไดมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้หรือมีการเกี่ยวข้องด้วยเหตุไดก็ดีให้ยื่นคัดค้านภายใน 20 วัน กลายจุดพลิกผันความรู้สึกต่อต้านครั้งที่สอง เมื่อชาวบ้านน้อยมากที่รู้ข่าวการขอและออกใบอนุญาตประทานบัตร โดยชาวบ้านทั้ง หมู่ 1 และหมู่ 7 พยายามสอบถาม ทำหนังสือถึงหน่วยงานตั้งแต่ระดับท้องถิ่น อำเภอ จังหวัด ไปจนถึงนายกรัฐมนตรี และตามมาด้วยความรู้สึกครั้งที่สาม ที่นำมาซึ่งการแตกหักระหว่างบริษัทและชาวบ้านที่สนับสนุนเหมืองกับชาวบ้านที่คัดค้าน เมื่อกระบวนการชี้แจงโครงการประทานบัตร ถูกสวมรวยกลายเป็นการประชาคม ผู้นำชุมชน อบต.และบริษัทร่วมกันทำขึ้นมาแบบมีซ่อนเร้น ปิดกั้นและปลอมแปลงรายมือชื่อ ทำให้กลุ่มชาวบ้านอนุรักษ์บ้านแหงแตกหักกับบริษัทตั้งแต่นั้นมา<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news140655-1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-5641" height="212" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news140655-1.jpg" title="news140655-1" width="400" /></a><br />
	สาเหตุเบื้องลึกจริงๆ นั้น ชาวบ้านมีความวิตกกังวล และกลัวว่าจะเกิดมลพิษ ต่างๆ คล้ายที่เหมืองแม่เมาะ ซึ่งชาวบ้านพยายามชี้แจงความวิตกกังวลนั้นไปถึงทุกหน่วยงาน โดยถามย้ำถึงปัญหา &nbsp;2 ประการ หลักๆ คือ<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1. ผลกระทบที่เกิดจากตัวแร่ (Indigenous effects) เพราะปกติแล้วแร่ธาตุต่าง ๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ &nbsp;นั้น ขณะที่ทำการขุดแร่เหล่านี้อาจปะปนลงในแหล่งน้ำในแหล่งดิน หรือพืชปนเปื้อนมาในห่วงโซ่อาหาร แล้วซึมหรือสะสมในมนุษย์ได้ เพราะบริเวณทำแร่คือทุ่งนา ป่าผัก ลำห้วย และที่เลี้ยงสัตว์ของ<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินการ ( Operation effects &nbsp;)&nbsp; การเปิดหน้าดินก่อให้เกิดการชะล้างและพังทลาย และปนเปื้อนไปทั่ว นอกจากนั้น ดินที่เกิดจากการทำเหมืองแร่จะไหลลงไปพร้อมกับน้ำลงสู่แม่น้ำลำคลอง ทำให้ดินเกิดความสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นหลุม เป็นบ่อ ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้</p>
<p>ถึงวันนี้ชาวบ้านแหงทั้งหมู่ 1 หมู่ 7 เกือบทุกครัวเรือน ต่างก็ยังไม่เป็นอันกินอันนอน แม้จะเข้าฤดูทำไร่ทำนาก็ตาม แต่ทุกคนพร้อมจะเรียก ส่งข่าวและเร่งรีบออกมา ถ้ามีคนมีแปลกหน้า มีใครก็ตามที่เข้ามาในพื้นที่ กลายเป็นความหวาดระแวง ชิงชังและทำทุกวิถีทางที่จะปกป้องต่อสู้เพื่อพิทักษ์ชุมชนท้องถิ่นของตนให้ยังคงปกติสุขเช่นเดิม<br />
	<strong>นางสมร ถุงคำ</strong> อายุ 62 ปี ชาวบ้านแหง หมู่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์บ้านแหง ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมคัดค้าน และคอยเป็นหูเป็นตาเป็นปากเป็นเสียงช่วยกลุ่ม ได้เผยด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด ถึงเรื่องราวความเป็นมา ว่า<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news140655-4.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-5643" height="214" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news140655-4.jpg" title="news140655-4" width="135" /></a></p>
<p>&ldquo;ตอนนั้นบริษัทเขียวเหลืองเขามากว้านซื้อที่ มาบอกเราว่าจะปลูกต้นกระดาษ ปลูกป่า พอดีชาวบ้านเห็นว่าซื้อแพงดี ก็ขาย กันเพราะคิดว่า ก็ดีนะ เขามาปลูกต้นไม้ ต้นอะไร เราจะได้มีต้นไม้ เราหาอยู่หากินก็เลยแบ่งขายใช้หนี้ ใช้อะไรไป แต่พอแบ่งขายได้ปีสองปีแหละมั้งเขาก็มาปลูกต้นไม้ ชาวบ้านก็ดีใจจะได้เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ได้รับจ้างด้วย ต่อมาพอปลายปี 53 ประมาณเดือนมิถุนายน ก็เอาประกาศมาติดไว้แอบๆ ให้ผู้ใหญ่บ้านติดไว้ ก็ไม่มีใครรู้ มาซื้อกับข้าว มาอะไรกันก็ไม่ค่อยดู แต่พอมาดูอีกทีก็เกือบจะหมดวาระแล้ว ทำให้ชาวบ้านตื่นตัวขึ้น ประชุมกัน คุยกัน ถึงตอนนี้&nbsp; นายกฯ อบต. บ้านแหง ก็มาบอกว่า &ldquo;ที่<strong><em>ไหนมีแร่ ที่นั่นต้องขุด เพราะเขาจะมีเงินให้ผู้สูงอายุ มีเงินเข้าภาคหลวง มีให้โรงเรียน รักษาพยาบาลฟรีด้วย</em></strong>&rdquo; &nbsp;แต่เราชาวบ้านไม่เอา เราไม่ยอม เราไม่ต้องการความเจริญ เราตื่นตัวกันมากตั้งกลุ่มรักษ์บ้านแหงขึ้นมาต่อต้าน บริษัทก็มีของมาให้นะ มีผ้าห่ม มีลูกไก่ มีข้าวสาร มีอะไรมาแจกเยอะแยะเลย แล้วชักชวนชาวบ้านมาเข้ากลุ่มสนับสนุน ทำให้ชาวบ้านแตกแยกกัน จนวันนี้ ถึงตายก็ไม่เผาผีกันแล้ว&rdquo;&nbsp; นางสมรเล่าย้อน และเผยถึงภาพเหตุการณ์ที่ผู้นำชุมชนและบริษัทไม่จริงใจโปร่งใสในการรับฟังชาวบ้าน ว่า</p>
<p>&ldquo;วันนั้น วันที่ 25 กันยา 53 จะมีการจัดประชุมกันที่โรงเรียน เขาก็แย่งจัดประชุมกันก่อนเลย ในวันที่ 24 กันยา เอาชาวบ้านมาฟัง แจ้งว่าประชุมชี้แจงเฉพาะหมู่ 1 หมู่ 7 แต่ปรากฏว่าพอเช้าวันที่ 24 วันนั้นเองก็เอาชาวบ้านจากหมู่อื่นๆ คือ หมู่ 2 หมู่ 3 หมู่ 4 , 5 , 6 เข้ามาเต็มห้องประชุมโรงเรียนบ้านแหง ทั้งๆ ที่บอกว่าจะประชุมชี้แจงกับหมู่ 1 และหมู่ 7 จนชาวบ้านกลุ่มรักษ์บ้านแหงไปถึงไม่มีที่นั่ง ต้องไปขอเสื่อจากวัดมาปู ผลการประชุมชี้แจงก็กลายมาเป็นว่า ในสภา อบต. เมื่อวันที่ 28 กันยา ซึ่งมีวาระประชุมเร่งด่วนที่ อบต. ในวันนั้น&nbsp; ที่ประชุมกลับสรุปว่าประชาคมผ่าน ทั้งๆ ที่เขาถามชาวบ้านว่า &ldquo;<strong>เข้าใจไหม๊ ?</strong>..&rdquo; ให้ยกมือ &nbsp;&nbsp;พอชาวบ้านยกมือว่า &ldquo;<strong><em>เข้าใจ</em></strong>&rdquo; ก็เหมาเอาว่า ชาวบ้านเห็นด้วย นั่นมันประชุมชี้แจง ไม่ใช่การประชาคมว่าให้ขุดเหมืองแร่ เขาหาว่าชาวบ้านยกมือยินยอม มีรายชื่อ 200-300 รายชื่อที่เอามาอ้าง ซึ่งพอตรวจสอบไปก็พบว่าเป็นรายชื่อคนที่ไม่ได้มาประชุมในวันนั้น แถมปลอมลายมืออีกหลายคนด้วย เพราะเป็นลายมือเดียวกัน แถมชื่อก็เป็นชื่อผู้สูงอายุ คนพิการ ที่ไปไม่ได้ แต่มีลายเซ็นมีชื่อกะเค้าด้วย ลายมือเดียวกัน ทีตอนวันที่ 25 กันยาที่เราเป็นเจ้าภาพจัดเวทีให้ความคิดเห็นและรับฟัง ชาวบ้านที่เป็นฝ่ายสนับสนุน ผู้นำชุมชน ไม่มีใครไปนั่งฟังเราเลย แม้แต่ผู้ใหญ่บ้าน นายกฯ อบต. ไม่มีใครไปฟังเราเลย เราก็แปลกใจเรื่องนี้ เพราะเขาจะเอาเหมืองให้ได้เลย &nbsp;ผู้ใหญ่บ้านของเราในตอนนั้น (คนเก่า) ก็จะเอาเหมืองอย่างเดียว ไม่เอาตามแนวคิดเราเลย ไม่เหมือนคนปัจจุบันที่ไม่เอาเหมือง ส่วนกำนันเอาเหมือง นายกฯ และอบต.ส่วนใหญ่ก็เอาเหมือง&rdquo;&nbsp; นางสมร ถอนหายใจ และแผ่วเสียงเอ่ยอย่างเหน็ดเหนื่อย ว่ายังไงๆ&nbsp; ตนต้องหยุดเรื่องเหมืองให้ได้<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news140655-2.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-5644" height="185" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news140655-2.jpg" title="news140655-2" width="300" /></a></p>
<p>&ldquo;มันต้องหยุดเหมือง ไม่เอาๆ ชาวบ้านไม่ยอมหรอก&nbsp; ถ้าจะมาปลูกป่าปลูกไม้สัก ปลูกไม้กระดาษ ไปปลูกได้เลย เรายินดีมาก มันไม่กระทบกับชุมชน แต่ถ้ายังจะมาทำเหมือง ยังไงเราก็ไม่ยอม เราจะรุนแรง เราจะสู้ให้ถึงที่สุด เพราะอย่างนี้เราถึงได้ตั้งกลุ่มรักษ์บ้านแหงขึ้นมา<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จึงอยากฝากไปยังเจ้านายที่มีอำนาจสั่งหยุดเรื่องนี้ได้ ให้สั่งหยุดด้วย เราคนหมู่ 1 หมู่ 7 จะขอกราบเท้าขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูงเลย ชาวบ้านผู้สูงอายุทั้งหมู่ 1 หมู่ 7 เป็นความดัน เป็นอะไรไปหมดแล้วตอนนี้ ไม่หลับไม่นอนกัน เพราะคิดมาก แม้แต่ลูกหลานยังเป็นห่วงกันเลย ยังไงก็ขอความกรุณาท่านด้วยค่ะ&rdquo; นางสมรทิ้งท้าย</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news140655-31.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-5645" height="228" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news140655-31.jpg" title="news140655-3" width="320" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/06/14/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>8</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>NGOs วิจารณ์ยับร่างปฏิญญาฯ สิทธิมนุษยชนอาเซียน</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/06/07/ngos-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%af/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/06/07/ngos-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%af/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 07 Jun 2012 08:51:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวเด่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=5587</guid>
		<description><![CDATA[เข้าสู่กระบวนการขั้นปลายเข้ามาทุกขณะสำหรับการเดินทางของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียน ที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือ ไอชา (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights -AICHR) ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ &#160;AICHR ถือเป็นกลไกคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชนกลไกใหม่ในภูมิภาคอาเซียน &#160;โดยมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งในขณะนี้กำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายก่อนนำร่างเสนอต่อกรรมการอาอาเซียนในเดือนกรกฎาคม 2555 นี้ ในขณะที่กระบวนการยกร่างกำลังจะถึงขั้นตอนสุดท้าย แต่เนื้อหาและความลงตัวครอบคลุมได้มาตรฐานสากลกลับยังพร่าเลือนและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากตัวแทน NGOs ไทย โดย เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นางสาวสุภาวดี เพชรรัตน์ ตัวแทน &#160;NGOs &#160;ในนาม Asian Watch Thailand ได้วิพากษ์วิจารณ์ร่างปฏิญญาผ่านเวทีอภิปราย เรื่อง &#8220;ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน&#8221; ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ ซึ่ง ดำเนินรายการโดย ดร.เสรี นนทสูติ ผู้แทนไทยในคณะทำงานยกร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน น.ส.สุภาวดี กล่าวว่า ตนและกลุ่มอาเซียนวอชได้ติดตามกระบวนการร่าง ติดตามเนื้อหาในร่างปฏิญญาฉบับนี้มานาน ซึ่งมีหลายประเด็นที่คับแคบและหลายประเด็นไม่สามารถปกป้องสิทธิให้กับประชาชนอาเซียนพ้นจากการถูกละเมิดสิทธิได้ ตนเองจึงอยากเสนอเพิ่ม ปรับและตัดออกบางส่วน &#8220;ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า กลุ่มของเราได้เริ่มรวมตัวกันตั้งแต่ปี 2552 ในนามภาคประชาสังคมในภูมิภาคอาเซียน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>
	เข้าสู่กระบวนการขั้นปลายเข้ามาทุกขณะสำหรับการเดินทางของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียน ที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือ ไอชา (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights -AICHR) ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ &nbsp;AICHR ถือเป็นกลไกคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชนกลไกใหม่ในภูมิภาคอาเซียน &nbsp;โดยมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งในขณะนี้กำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายก่อนนำร่างเสนอต่อกรรมการอาอาเซียนในเดือนกรกฎาคม 2555 นี้<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news070655.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-5588" height="195" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news070655.jpg" title="news070655" width="420" /></a><br />
	ในขณะที่กระบวนการยกร่างกำลังจะถึงขั้นตอนสุดท้าย แต่เนื้อหาและความลงตัวครอบคลุมได้มาตรฐานสากลกลับยังพร่าเลือนและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากตัวแทน NGOs ไทย โดย เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา <strong>นางสาวสุภาวดี เพชรรัตน์ </strong>ตัวแทน &nbsp;NGOs &nbsp;ในนาม Asian Watch Thailand ได้วิพากษ์วิจารณ์ร่างปฏิญญาผ่านเวทีอภิปราย เรื่อง &ldquo;<strong>ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน</strong>&rdquo; ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ ซึ่ง ดำเนินรายการโดย <strong>ดร.เสรี นนทสูติ</strong> ผู้แทนไทยในคณะทำงานยกร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน น.ส.สุภาวดี กล่าวว่า ตนและกลุ่มอาเซียนวอชได้ติดตามกระบวนการร่าง ติดตามเนื้อหาในร่างปฏิญญาฉบับนี้มานาน ซึ่งมีหลายประเด็นที่คับแคบและหลายประเด็นไม่สามารถปกป้องสิทธิให้กับประชาชนอาเซียนพ้นจากการถูกละเมิดสิทธิได้ ตนเองจึงอยากเสนอเพิ่ม ปรับและตัดออกบางส่วน</p>
<p>	&ldquo;ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า กลุ่มของเราได้เริ่มรวมตัวกันตั้งแต่ปี 2552 ในนามภาคประชาสังคมในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นกลุ่มประชาชนในอาเซียน จริงๆ แม้ว่ากลุ่มประชาคมอาเซียนจะมีพื้นที่ให้ภาคประชาชนน้อยมาก แต่ก็มีมีภาคประชาชนอาเซียนกลุ่มหนึ่งที่พยายามเข้าไปในประชาคมอาเซียนตั้งแต่ปี 2548 เรื่อยมาจนถึงปีนี้ ซึ่งเรามีการจัดมหกรรมประชาชนอาเซียนที่ไปแล้วที่กัมพูชา เราจึงมีเครือข่ายของภาคประชาสังคม เพราะเรามองว่าเรื่องนี้ ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ใน Asian charter หรือในกฎบัตรอาเซียนพูดไว้ชัดเจนเลยว่า อาเซียนต้องมีประชาสังคมเป็นศูนย์กลาง และที่ผ่านมาในปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนก็มีความพยายามของกลุ่มที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน กลุ่มที่ทำงานด้านผู้หญิง กลุ่มคนพิการ กลุ่มเด็กที่ได้เสนอแนะต่อการร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน&nbsp; วันนี้เราได้มาเป็นตัวแทนอีกครั้ง แม้ว่าเราจะเป็นจะกลุ่มเล็กๆ ก็ตาม</p>
<p>	สิ่งที่อยากจะนำเสนอในปฏิญญาอาเซียน คือตัวปฏิญญาอาเซียนนี้ มันอาจจะเป็นเอกสาร เป็นกลไกที่จะนำมาสู่การทำงานในอนาคต ซึ่งเรายังคงเห็นร่วมกันว่า ปฏิญญานี้ต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานสากล และสามารถที่จะทันในสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตด้วย เพราะเรามองว่า สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต มันอาจจะไม่มีระบุไว้ในกฎบัตรนี้ก็ได้ และเรายังมองว่ากระบวนการการมีส่วนร่วมในภาคประชาสังคมในอาเซียนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เราไม่ได้มองเฉพาะการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมไทยเท่านั้น ซึ่งเราต้องชื่นชมนะคะว่า ภาคประชาสังคมไทยมันเป็นตัวอย่าง เป็นโมเดลการสร้างการมีส่วนร่วมด้วย แล้วเพื่อนอีก 7-8 ประเทศที่เป็นสมาชิก เขาได้มีส่วนร่วมในการร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนี้&nbsp; ด้วยหรือไม่อย่างไร ?&nbsp;&nbsp;&nbsp; คือตอบได้เลยว่า&nbsp; มีน้อยมาก แต่ยังดีนะค่ะว่า มีเพื่อนเราชาวต่างประเทศที่ประเทศของเขาไม่เปิดแต่เขาก็พยายามจะเข้ามาร่วมเวทีภาคประชาสังคมในประเทศอื่นๆ เรื่องนี้ต้องชื่นชม ที่สำคัญเราต้องตั้งคำถามร่วมกันว่า ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนี้ ถ้าบิดเบี้ยวต่ำกว่ามาตรฐานสากล เราจะยอมให้มันเกิดขึ้นหรือเปล่า ? แน่นอนว่ามันอาจจะเป็นภาระกับกรรมการร่างปฏิญญานี้ ซึ่งต้องทำให้เสร็จภายในเวลาไม่นานจากนี้ แต่ถ้ามันสำคัญ สิ่งเหล่านี้ก็ต้องสำคัญด้วยเหมือนกัน&rdquo; น.ส.สุภาวดีเผย ก่อนจะลงลึกไปสู่ปัญหาของถ้อยคำในร่างปฏิญญา ว่า คลุมเครือและสะท้อนความคับแคบซึ่งไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้จริง</p>
<p>	&ldquo;ในปฏิญญาเองก็มีหลายคำ ที่เราอ่านแล้วก็รู้สึกเป็นห่วง เพราะ การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนนั้นมันอาจจะนำมาสู่การจำกัด หรือเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ที่จะนำมาใช้ในการละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ได้ อย่างเช่น คำว่า ความมั่นคงของชาติ หรือ National Security หลายครั้งจากประสบการณ์ของภาคประชาสังคมนะค่ะ การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีต่อประชาชนนั้น ถูกอ้างคำนี้ค่อนข้างเยอะ คำนี้มีการเขียนไว้ในหลายๆ มาตราด้วยกัน ดิฉันจึงอยากตั้งข้อสังเกตกับคณะกรรมการ ซึ่งต้องระมัดระวัง<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news070655-1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-5589" height="178" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news070655-1.jpg" title="news070655-1" width="135" /></a><br />
	ส่วนในด้านความสงบเรียบร้อยในเรื่องของศีลธรรม อาจจะไปจำกัดสิทธิของคนบางกลุ่ม เช่นในคำว่า citizen หรือ Good citizen &nbsp;พลเมืองหรือพลเมืองดี เราก็มองว่า ถ้ามันใช้คำนี้ มันจะได้พูดถึงเรื่องนี้ไหม แต่ร่างก่อนๆ นี้ได้พูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งเรามองว่า ต้องระมัดระวัง เพราะว่ามันอาจจะจำกัดสิทธิของคนกลุ่มอื่นนะคะ ที่ไม่ใช่พลเมืองหรือพลเมืองดี เพราะเรามองว่า สิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคนที่เป็นมนุษย์นั้น ต้องสามารถที่จะเข้าถึงได้ อีกคำหนึ่งก็คือว่า ภายใต้กฎหมายในประเทศ ซึ่งเราพบว่าในหลายประเทศมีกฎหมายจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานมาก เช่นสิทธิในการรวมกลุ่มเกิน 5 คน ห้ามออกมาเดินเรียกร้องโดยสันติ ถ้าใครเดินออกมาคุณก็จะถูกจับ เรามองว่าคำพวกนี้ ต้องให้ความระมัดระวังและต้องพิจารณาในแต่ละข้อว่ามัน sensitive หรือไม่&nbsp; อย่างไร</p>
<p>	อีกคำคือ คุณค่าอาเซียนและวิถีอาเซียน&nbsp; ความเฉพาะเจาะจงของอาเซียนเราค่อนข้างชัดเจนว่ามันไม่ควรจะมีคำเหล่านี้ปรากฏในปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะมันไม่มีการให้คำจำกัดความไว้ได้ชัดๆ และแทนที่จะเป็นเรื่องบวกมันกลับเป็นเรื่องลบมากกว่า เมื่อถูกหยิบยกขึ้นมาใช้</p>
<p>	ส่วนเรื่อง สิทธิในสันติภาพ Right to Peace &nbsp;ถึงแม้จะมีบางข้อพูดถึง แต่มันยังพูดแบบกว้างๆ มาก เช่นพูดเรื่องสันติภาพ มันไม่ได้หมายความว่า การไม่มีสงครามแต่อย่างเดียว แต่มันหมายถึงเรื่องการถูกทำให้เกิดความไม่มั่นคงในมนุษย์และ ในเรื่องอื่นๆ ด้วย ความจริงเรามีข้อเสนอเชิงรายละเอียดเยอะนะคะแต่จะขอหยิบยกข้อสำคัญๆ มาพูด</p>
<p>	นอกนั้นเป็นเรื่องปลีกย่อยรายมาตรา เช่นหมวดหลักการพื้นฐาน เรื่องความแตกต่างระหว่างหญิงชาย คือคำนี้ไม่ควรจะใช้เพราะว่าสังคมปัจจุบันมีความหลากหลายทางเพศ อย่างประเด็นผู้หญิงเรื่องสิทธิการแต่งงาน สมรส สร้างครอบครัว เราต้องเข้าใจก่อนว่า ครอบครัวคือหน่วยทางธรรมชาติ เราจึงมีคำถามในคำว่า ครอบครัวนี้ หมายถึงเฉพาะพ่อแม่ที่เป็นผู้หญิงผู้ชายเท่านั้นหรือเปล่า เพราะว่าสังคมปัจจุบันมีความหลากหลายของครอบครัวมาก ซึ่งเพื่อป้องกันการละเมิดหน่วยครอบครัวอื่นๆ ก็อยากเสนอให้ตัดคำนี้อออกไป ค่ะ ส่วนคำว่าหญิงและชายก็เสนอให้ใช้คำว่าบุคคลแทนไปเลย</p>
<p>	ส่วนในเรื่องสิทธิเสรีภาพ มโนธรรมและศาสนา เขียนว่า บุคคลมีสิทธิเสรีในมโนธรรมศาสนา เราก็อยากเสนอว่า นั่นมันแค่เสรีภาพทางความคิด มันไม่พอ มันอาจจะต้องพูดถึงสิทธิในการปฏิบัตินะคะ ทั้งในเชิงของศาสนาและความเชื่อด้วย ซึ่งเราอาจจะต้องเสนอให้เพิ่มคำว่าความเชื่อด้วยเพราะว่ากลุ่มชาติพันธุ์ในภูมิภาคนี้มีความหลากหลายมาก มันมีความสวยงามในตัวนะคะ และสิทธิในการก่อตั้งสหภาพแรงงาน ตรงนี้ก็เสนอว่าไม่ใช่แค่การก่อตั้งสหภาพแรงงาน แต่อยากให้มีเสรีภาพในการเคลื่อนไหวด้วยเพราะสหภาพในหลายประเทศมันถูกควบคุมโดยรัฐ และเรายังอยากเสนอว่าให้เพิ่มคำว่าสมาคมหรือองค์กรด้วยเช่นกัน</p>
<p>	สุดท้ายเรื่องหน้าที่แล้วก็ความรับผิดชอบ เรื่องนี้เห็นด้วยกับแนวความคิดกรรมการที่เป็นตัวแทนจากประเทศไทย เรื่องสิทธิความรับผิดชอบของบริษัทเอกชน ที่จะต้องมีความรับผิดชอบและไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และให้คำนึงถึงผลกระทบจากโครงการต่างๆ คำนึงถึงมีกระบวนการที่มีความโปร่งใส มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งคิดว่าในร่างของคณะทำงานมีรายละเอียดเรื่องนี้เยอะ ก็อยากให้คณะทำงานนำร่างเดิมมาพิจารณาอีกครั้ง และในส่วนของความคิดเสนอแนะข้อสุดท้าย คืออาเซียนจะต้องสร้างความร่วมมือกับสถาบันและองค์กรต่างๆ ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน จึงต้องเขียนระบุไปเลยว่า ทั้งภาครัฐและเอกชน &nbsp;ด้วย ค่ะ&rdquo; น.ส.สุภาวดีกล่าว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/06/07/ngos-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%af/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ร่างปฏิญญาสุทธิมนุษยชน วังวนเก่าในมุมมองอาเซียน</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/06/01/%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/06/01/%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 01 Jun 2012 06:54:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวเด่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=5511</guid>
		<description><![CDATA[คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หรือ ไอชาร์ (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights -AICHR) ได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในการประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียนซัมมิท) ครั้งที่ 15 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2552 ณ ชะอำ-หัวหิน ซึ่งเป็นการจัดตั้งตามมาตรา 14 ของกฎบัตรอาเซียน &#160;AICHR ถือเป็นกลไกสิทธิมนุษยชนกลไกใหม่ในภูมิภาค โดยมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน หนึ่งในภาระหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ หรือ AICHR คือการพัฒนาปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้ตกลงกันที่จะจัดทำร่างปฏิญญาให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2555 ผู้ไทยในคณะกรรมาธิการ ระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เห็นความสำคัญของการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนา ร่างปฏิญญาฯ ตลอดกระบวนการ เพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปฏิญญาฯ ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมและก่อให้เกิดความตระหนักและผูกพันต่อหลักการในเนื้อหาปฏิญญา ว่าด้วย สิทธิมนุษยชนอีกด้วย เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีเวทีอภิปราย เรื่อง &#8220;ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน: มุมมองจากภาคส่วนต่างๆ&#8221;ซึ่งมี&#160; คุณ กานดา วัชราภัย ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองเด็กและสตรี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news010655.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-5512" height="217" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news010655.jpg" title="news010655" width="420" /></a></p>
<p>	คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หรือ ไอชาร์ (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights -AICHR) ได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในการประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียนซัมมิท) ครั้งที่ 15 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2552 ณ ชะอำ-หัวหิน ซึ่งเป็นการจัดตั้งตามมาตรา 14 ของกฎบัตรอาเซียน &nbsp;AICHR ถือเป็นกลไกสิทธิมนุษยชนกลไกใหม่ในภูมิภาค โดยมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน หนึ่งในภาระหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ หรือ AICHR คือการพัฒนาปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้ตกลงกันที่จะจัดทำร่างปฏิญญาให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2555</p>
<p>	ผู้ไทยในคณะกรรมาธิการ ระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เห็นความสำคัญของการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนา ร่างปฏิญญาฯ ตลอดกระบวนการ เพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปฏิญญาฯ ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมและก่อให้เกิดความตระหนักและผูกพันต่อหลักการในเนื้อหาปฏิญญา ว่าด้วย สิทธิมนุษยชนอีกด้วย</p>
<p>	เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีเวทีอภิปราย เรื่อง &ldquo;ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน: มุมมองจากภาคส่วนต่างๆ&rdquo;ซึ่งมี&nbsp; คุณ <strong>กานดา วัชราภัย</strong> ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองเด็กและสตรี &nbsp;<strong>ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ </strong>ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ &nbsp;คุณ <strong>ศิริลักษณ์ นิยม</strong> กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินรายการโดย <strong>ดร.เสรี นนทสูติ</strong> ผู้แทนไทยในคณะทำงานยกร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน</p>
<p>	<strong>ดร.เสรี นนทสูติ</strong> ได้กล่าวรายงานถึงบทบาทและกระบวนการที่สลับซับซ้อนและยุ่งยากในการยกร่าง และยอมรับความคิดกันและกันว่า ร่างปฏิญญานี้อาจจะไม่ถูกใจทั้งหมด หรือบางส่วน &nbsp;แต่ก็ขอให้ยอมรับว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับวันข้างหน้า และไทยยืนยันว่าร่างฉบับนี้จะต้องไม่ตำกว่ามาตรฐานสากล</p>
<p>	&ldquo;วาระนี้เป็นวาระสำคัญของการร่างปฏิญญาเพราะเข้าสู่สาระสุดท้ายของการร่าง หวังว่าจะสามารถมีการรับปฏิญญานี้ได้ และสิ่งที่น่าชื่นใจคือมันยังเป็นร่างของเราผลักดัน ซึ่งมันจะก่อให้เกิดผลตามมากับสมาชิกอาเซียน 3 เรื่อง &nbsp;1) &nbsp;เรื่องปฏิญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ซึ่งเรากำลังพูดถึงมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เรื่องที่ 2 ) คือเรื่องอาเซียน Charter &nbsp;และเรื่องที่ 3 คือเรื่องตราสารสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news010655-1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-5513" height="189" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news010655-1.jpg" title="news010655-1" width="150" /></a><br />
	จุดยืนสำหรับมาตรฐานของเรา คือต้องไม่น้อยไปกว่ามาตรฐานสากล เพราะปฏิญญาของเรายอมรับการใช้มาตรฐานสากล อย่างเรื่องมาตรฐานสากลนั้น ก็จำเป็นที่เราจะต้องมาเจรจา ไม่ใช่ทุกประเทศ แต่เป็นภาคีในตราสาร อีกอย่างเรามีความเกี่ยวข้องร่วมกันมากว่า 60 ปีมาแล้ว ทำให้มีสิทธิหลายประการ อย่างเรื่องใหม่ๆ เองก็ต้องทำให้มีการรับรองการยอมรับ&nbsp; และประเด็นสุดท้ายคือ กลุ่มประเทศอาเซียนจำเป็นต้องมีเกราะ หรือแม่แบบสำหรับการเจรจาทำงาน ในเรื่องสิทธิมนุษยชน</p>
<p>	นอกจากได้มาตรฐานสากลแล้ว ปฏิญญาสากลฉบับนี้ก็ต้องคลุมประเด็นสำคัญๆ ได้ด้วย หมายถึง ว่า ทุกท่านที่สามารถดำรงตนเองได้ก็ดำรงไป&nbsp; ซึ่งในตอนแรกเคยคิดอยากจะใช้ร่างแรงของเอ็นจีโอมาใช้ แต่เพราะความที่มันครอบคลุม มันจึงไม่สามารถถูกใจใครได้ทั้งหมด เพราะมันจำเป็นต้องพูดถึงสิทธิหลายประเภทในคำๆ เดียว</p>
<p>	ความใหม่ในการยกร่างของเราก็มีส่วน อย่างปฏิญญาสากลนั้นมันมีอายุมาถึง 60 ปี แต่ปฏิญญาสากลในอาเซียน เราเพิ่งจะมาคุยกัน แถมยังมีกติการ่วมกันว่า ในทุกๆ เรื่องที่จะทำในอาเซียน สมาชิกจะต้องรู้และเห็นพร้อมกันทั้งหมด ทุกประเทศ ไม่อย่างนั้น ประเด็นนั้นตกไปทุกๆ อย่าง เราต้องโอ้โลมปฏิโลม ในการเจรจา มีการจับมือกับประเทศที่เห็นไปในทางเดียวกัน &nbsp;อย่างกรณีไทยก็ไปจับมือกับเพื่อนอีก 3 ประเทศผลักดันด้วยกันเพื่อให้มีบางข้อไว้ในตัวร่างปฏิญญาให้ได้ ดังนั้น ร่างฉบับนี้ไมใช่แค่ความสำเร็จในประเทศไทย แต่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของเพื่อนสมาชิกที่เห็นด้วยกันกับเรา ครับ</p>
<p>	นอกนั้นมีประเด็นต่อเนื่องอีก 5-6 ประเด็นครับ อันแรกคือความเป็นเจ้าของและความโปร่งใสของปฏิญญาฉบับนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะประเทศเราเป็นประเทศหนึ่งที่ดำเนินงานในลักษณะอย่างนี้ คือเปิดเผยพอสมควร เราคิดกันว่าอยากเอาเอกสารมาเปิดให้อ่านกันเลยจะได้รู้ว่าประเทศไหนคิดอย่างไร แต่เรื่องนี้ไม่สามารถทำได้อย่างที่ประเทศไทยอยากจะให้เป็นและผู้แทนส่วนใหญ่เป็นนักการทูต&nbsp; บรรยากาศในการเจรจาจึงค่อนข้างที่จะดุเดือดเผ็ดร้อน เพราะเราพูดกันตรงไปตรงมา ดังนั้น พอร่างปฏิญญานี้ออกไปแล้ว เราจะรู้สึกเป็นเจ้าของกันอย่างไร ถ้าไม่มีส่วนร่วมให้ความคิดเห็นรับรู้ ในขั้นตอนการจัดทำ ในกรณีของไทยเรา เราได้ทำแล้ว เราได้ตระเวนไปตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ&nbsp; ส่วนประเทศอื่นเป็นอย่างไร เราไม่สามารถจะไปก้าวล่วงได้ ซึ่งในอาเซียนเราก็พยายามพูดอย่างนี้เสมอกับประเทศสมาชิกนะครับ</p>
<p>	ในการทำร่างฉบับนี้ มักเรื่องความเป็นตัวตนที่เฉพาะ คือ มักจะพูดว่า ความเป็นอาเซียนไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนกับกลุ่มอื่นเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะเขียนจึงไม่ควรจะเหมือนกับใคร แต่เราก็มักจะพูดว่า ความเป็นสิทธิมนุษยชนมักจะเป็นเรื่องสากล เราพูดกับใครที่ไหนก็ได้ในโลก ประเด็นนี้ก็เลยยังคาราคาซัง เช่นประเทศของเขาไม่สามารถยอมความหลากหลายทางเพศได้เนื่องจากความเชื่อทางศาสนา ซึ่งเราก็บอกว่าไม่มีศาสนาใดจะกดขี่ข่มเหงทางเพศเลย ในหลักศาสนานะครับ<br />
	เรื่องที่สามข้อขัดแย้งระหว่างหน้าที่และสิทธิ เพราะทุกประเทศมาแนวเดียวกันหมดเลย ยกเว้นบางประเทศ คือเวลาจะพูดถึงสิทธิต้องพูดถึงหน้าที่ คือเขาอยากจะให้มีระบุว่าปัจเจกชนมีสิทธิและมีหน้าที่อะไร ซึ่งเราก็พยายามบอกว่า มันเป็นเหรียญสองด้านในตัวเอง แต่หน้าที่ที่เราอยากจะเห็นคือหน้าที่ของรัฐ พอเราพูดถึงหน้าที่ของรัฐ ก็เริ่มจะคุยกันไม่รู้เรื่อง อันนี้ก็คงจะต้องคุยกันต่อ และยังมีอีกหน้าที่หนึ่งที่ พยายามจะคุยต่อคือหน้าที่ของกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐ</p>
<p>	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อีกประเด็น คือ แล้วถ้ามีปฏิญญาฉบับนี้แล้ว ประเด็นต่อไปคืออะไร ? สำหรับเรา&nbsp; เราหวังว่า ถ้ามีปฏิญญาแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ การพัฒนาให้เกิดตราสารอาเซียนเฉพาะด้าน วันนี้ดีใจที่แชนแนลนี้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาร่วมเวที คือเราอยากให้มีการพัฒนาตราสารเฉพาะด้านขึ้น เพื่อให้เกิดการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนให้ดีขึ้น แล้วให้มันเป็นจริง มันจะต้องเห็นภาพที่ว่า รัฐในอาเซียนเมื่อเห็นปฏิญญาแล้วให้ความเคารพ และมันจะเกิดความน่าเคารพได้ พวกท่าน กลุ่มประชาสังคมอาเซียนจะต้องช่วยกันผลักดัน และประเด็นสุดท้ายคือ เวลาเราทำเอกสารฉบับนี้ เราพูดเหมือนคำปลอบใจตัวเองเสมอว่า&nbsp; รับๆ ไปเถอะเพราะเอกสารฉบับนี้เป็น political document&nbsp; รับไปเถอะไม่มีความสำคัญหรอก ผมจะบอกว่าเป็นการพูดที่หลอกลวงทั้งเพ ครับ เพราะเอกสารฉบับนี้ ถึงแม้จะเป็น political document แต่ก็ลองดูปฏิญญาสากลด้านสิทธิมนุษยชน ตอนนั้น เมื่อ 60 ปีก่อน ตอนทำปฏิญญาสากล เจตนาก็คือเขาจะทำตราสารรออีก 2 ตราสาร คือด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิด้านเศรษฐกิจ ดังนั้น ใครจะเรียกว่าเป็น political document ก็เรียกไป เพราะตอนนี้ไม่มีใครมองปฏิญญาสากล ว่าเป็นตราสารทางการเมืองแล้ว มีแต่คนมองว่ามันเป็นตราสารที่บรรจุหลักการด้านสิทธิมนุษยชนไว้เต็มเปี่ยม และเวลาเราจะอ้างอิงอะไร หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยว่าเราจะต้องอ้างถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ฉบับนี้ ครับ</p>
<p>	และในการจัดทำร่างนี้เอง เราก็พูดกันมาตรฐานจะต้องไม่น้อยกว่า ปฏิญญาสากลฉบับนี้ ดังนั้น ถ้าผ่านไปอีก 10 ปีหลังจากนี้ ผมคิดว่ามันจะต้องเกิดผลมหาศาล คือท่านต้องบอกด้วยว่าถ้ารัฐไทยรับ รัฐไทยก็ต้องมีความจริงใจที่จะต้องเชื่อและยืนยันในหลักการที่ตัวเองบรรจุไว้ในปฏิญญาฉบับนี้ และมันอาจจะไม่ใช่ Legal หรือตราสารทางกฎหมาย แต่ผมก็มั่นใจว่า มันจะเป็นพื้นฐานให้มันสามารถต่อรองเรียกร้องให้เกิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนต่อไปครับ&rdquo;<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news010655-2.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-5514" height="177" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news010655-2.jpg" title="news010655-2" width="150" /></a><br />
	<strong>ศ.ดร.อัมรา พงศาพิชญ์&nbsp; </strong>เสนอมุมมองของตนเองตนเองในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชนระดับชาติว่า การเสนอร่างกระทำโดยไม่เปิดโอกาสให้คณะกรรมการสิทธิฯ ชาติ ได้เสนอแนะอะไรได้เลย</p>
<p>	&ldquo;ดิฉัน จะขอพูดในนามกรรมการสิทธิมนุษยชนของประเทศในภูมิภาคอาเซียนเลย เพราะว่าในภูมิอาเซียน 10 ประเทศ และในประเทศที่มีองค์กรสิทธิระดับชาติ&nbsp; 5 ประเทศ และพม่าซึ่งกำลังจะเป็น เรารวมตัวกันและเรียกตัวเองว่า Southeast Asia Human Right &nbsp;Institute Forum &nbsp;เราประชุมกันบ่อย ตามโอกาสและงบประมาณ และเรามีเอกสารถึงความห่วงใยต่อกรรมการสิทธิฯ ชาติ เกี่ยวกับการร่างปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียน และเราได้เผยแพร่แถลงการณ์และจุดยืนของเรา</p>
<p>	ที่เราเป็นห่วง และนำเสนอไป ก็ได้รับการบรรจุไว้ในส่วนหลักการของปฏิญญาและในส่วนต่างๆ ของปฏิญญานี้ ส่วนที่ <strong>ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี</strong> กล่าวมาเรื่องวิถีอาเซียนนั้น ดิฉันในฐานะนักมานุษยวิทยา ยืนยันว่าไม่มีหรอกวิถีอาเซียน เพราะอาเซียนมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม แล้วใครจะมาอ้างวิถี อะไรไม่ใช่วิถี แต่อยากให้พูดเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม และประชาชนดีกว่า</p>
<p>	อีกอย่างเราเสนอไปว่า ขอให้ยอมรับว่ามันมีกรรมการสิทธิมนุษยชนระดับชาติอยู่ในประเทศต่างๆ ก็อยากให้ยอมรับ เพราะรู้สึกว่าเหมือนเป็นคู่แข่ง เป็นตัวยุ่ง เหมือนไม่อยากคุยด้วย เพราะขอไปพบหลายเที่ยว แต่เขาก็ไม่ยอมคุยด้วย มันเหมือนคำตอบว่า เราคือคนละพวก และเราแสดงความคิดไปแล้วว่าการร่างปฏิญญานี้ ต้องมองสิทธิมนุษยชนแบบมีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน มันไม่ใช่หลักตายตัว กระบวนทัศน์มันเปลี่ยนตลอดนะ เพราะฉะนั้นต้องไม่ตายตัวสำหรับการคิดเรื่องนี้</p>
<p>	อีกเรื่อง คือ ถ้าปฏิญญาออกมาอย่างนี้และไอชา ( AICHR) เป็นคนร่าง เราต้องมามองมากกว่าปฏิญญานี้ และมันมีความหมายแน่นอน จึงอยากมองไปอีกว่า มันมีประเด็นที่อาเซียนจะต้องทำร่วมกัน คือ เราพบทางตันของปัญหา ไม่ว่าการย้ายถิ่นหรือแรงงานข้ามชาติ มันมีประเด็นข้ามชาติกับประเด็นภูมิภาคที่เราทำร่วมกัน มันมีเรื่องของกรรมการสิทธิฯ ที่จับมือกับกรรมการสิทธิฯ เพื่อนบ้านแล้ว ซึ่งจะเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน ดังนั้นเราคงจะร่วมมือกัน และมีประเด็นหนึ่งที่เราเคยพูดกันแล้ว คือเรื่องคนข้ามชาติ แรงงานย้ายถิ่น มันเป็นประเด็นสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมืองแล้วยังมีอีกหลายประเด็น ทั้งเรื่องเสรีภาพในการเคลื่อนย้าย การอยู่อาศัย สิทธิในการขอลี้ภัย การคืนสัญชาติ คือเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากและต้องมีการคุยกันระดับภูมิภาคมากกว่าระดับแต่ละประเทศ แน่นอนรวมถึงสิทธิชุมชนด้วย และหลายอย่างมันข้ามพรมแดน อย่างการเคลื่อนย้ายถิ่นของคนปัญหามันมาตั้งแต่ประเทศต้นทาง ดังนั้น เราต้องไปยุ่งตั้งแต่ต้นทาง เพราะเราเป็นประเทศปลายทางแก้ปัญหาไม่ได้มากเท่าไหร่ ดังนั้น ประเด็นนี้ต้องเป็นประเด็นระดับภูมิภาคร่วมกัน&nbsp;</p>
<p>เรื่องเศรษฐกิจสังคมร่วมกัน ในภาคหน้าต้องมีเรื่องนี้ร้องเรียนเข้ามาแน่นอน ดังนั้น เรื่องนี้ในปี 2012-2013 เราจะทำเรื่องนี้แน่นอน เพื่อต่อสู้กับทุนข้ามชาติและผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนในอาเซียน ค่ะ เพื่อแก้ปัญหาด้วยกันเพราะไม่ใช่ปัญหาภายในประเทศ และมันมีความยาก เพราะถ้าไปยึดปฏิญญาสากล มันไม่ค่อยมีปรากฏในเอกสารสิทธิมนุษยชนระดับโลกเพราะสิทธิมนุษยชนมันเห็นชัดมากในภูมิภาคนี้ แต่ประเทศอื่นๆ เขาให้ความสำคัญกับสิทธิพลเมืองมากกว่าสิทธิชุมชน แต่เราน่าจะมาเล่นประเด็นนี้ในอาเซียนมากกว่าซึ่งมันปรากฏอยู่น้อยมาในเอกสารปฏิญญานี้ ค่ะ&rdquo;</p>
<p>
	<strong>อาจารย์กานดา วัชราภัย</strong> &nbsp;ซึ่งเติบโตมากับงานอาสาสมัครด้านเด็กและสตรีมาก่อน ตอนนี้ตนจึงเน้นตามบทบาทเดิม เกี่ยวกับกลุ่มคนเปราะบาง คือ กลุ่มสตรีและเด็ก โดยอาจารย์ย้ำว่า จะต้องเปิดให้สังคมรับรู้วิจารณ์ร่างปฏิญญานี้ &nbsp;ยืนยันว่าคุณคุณภาพของร่างปฏิญญานี้จะต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน</p>
<p>	&ldquo;ในฐานะคณะกรรมาธิการคุ้มครองสิทธิสตรีและเด็ก เป็นองค์กรที่ดูแลเฉพาะสตรีและเด็ก ดังนั้นที่เราอยากจะบอกคือ ACWUC ไม่เคยได้รับการติดต่อจากอาเซียนเลย ในการร่างจนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันนี้เอง ที่ได้เชิญมา เพื่อมาให้ความเห็นว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเราไม่มีร่างเลย ที่จะมอง เราไม่ทราบว่าเขาพูดอะไรบ้าง และเข้าใจว่าเอกสารภาษาอังกฤษที่ร่างกันห้ามแปลและห้ามเผยแพร่ ทำให้เอกสารภาษาไทยที่มีให้วันนี้มีค่ามาก เราจะนำไปสนทนาแลกเปลี่ยนกันในไม่ช้าจากนี้<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news010655-3.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-5515" height="179" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news010655-3.jpg" title="news010655-3" width="150" /></a><br />
	เรา 20 คน จาก 10 ประเทศคงต้องไปหารือกันเพื่อที่จะพูดในเรื่องนี้แบบเนื้อเดียวกัน ว่าเราคิดอย่างไร เพราะฉะนั้น เราอยากทราบ เราสนใจมาตลอดเลยว่า ในเรื่องสิทธิของกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง เป็นอย่างไร&nbsp; เพราะตัวเองมองเห็นว่า เรื่องสิทธิเด็กมีระบุว่าเด็กและผู้เยาว์จะต้องได้รับการคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม การว่าจ้างเด็กที่ทำให้เกิดการทำร้าย การให้การศึกษาเด็ก คือประเด็นที่ยอมรับว่ามันเอนเข้ามาในเรื่องสิทธิเด็กอยู่พอสมควร &nbsp;เด็กทุกคนไม่ว่าจะเกิดมาในสถานะแบบใดจะต้องได้รับการคุ้มครอง และเราเข้าใจในความยากกว่าจะหลุดมาเป็นฉันทามติร่วมกันได้ ก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอีกเท่าไหร่กว่าจะได้ออกมาเป็นปฏิญญาจริงๆ ในฐานะที่ตนเองทำงานด้านนี้ ก็สนใจว่าอาเซียนจะมีเครื่องมืออะไรที่นำมาใช้ในการดูแลเรื่องสิทธิสตรีและเด็ก ที่กำลังประสบปัญหาด้านนี้<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แน่นอน ตนเข้าใจว่าในกระบวนการร่างปฏิญญานี้นั้นมันมีความยากมากที่จะหลุดออกมาเป็นฉันทามติได้ แต่ก็ขอให้ปฏิญญานี้ปูพื้นให้&nbsp;&nbsp; ดีที่สุด เพื่อให้สามารถคุ้มครองสิทธิของแต่ละกลุ่มได้อย่างดี สามารถขยายมาสู่ความชัดเจนได้ในการนำมาคุ้มครอง ในร่างนี้แม้ว่าจะคุมเครือ แต่ก็น่าจะมีการพบกันมากกว่าผ่านไม่ว่าจะเรื่องสตรี เด็ก เพื่อให้เราสามารถส่งเนื้อหา หลักการเข้าไป ส่วนคณะร่างปฏิญญาจะเอาหรือไม่เอาก็ไม่ว่า แต่ขอให้เปิดโอกาสให้เราได้นำเสนอเข้าไปด้วย โดยเฉพาะเกี่ยวกับความรุนแรงในสตรี เด็ก การค้ามนุษย์และเรื่อง HIV รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่มีผลต่อสตรีและเด็กด้วย<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เรื่องอาเซียนจะมีเครื่องมืออะไรในการพิทักษ์คุ้มครองสิทธิเด็กสตรี ตรงนี้เราก็สนใจและมองเรื่องนี้&nbsp; การมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิง ความเข้มแข็งของสตรีในด้านเศรษฐกิจ การเป็นเจ้าของที่ดินของผู้หญิง ทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็นสิ่งที่เราสนใจจับตามองและอยากให้เกิดผลออกมาในทางรูปธรรม เราคุยกันกับสมาชิกใน 10 ประเทศ และอยากผลักดันเรื่องนี้ให้เห็นผล ค่ะ&rdquo;</p>
<p>	คุณ<strong>ศิริลักษณ์ นิยม</strong> เผยผ่านมุมมองผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศและยืนยันว่าตัวแทนไทยนั้นทำงานเต็มที่เพื่อที่จะบรรจุหลักการสำคัญๆ เข้าในร่างปฏิญญาฉบับนี้ โดยมุ่งเน้นว่าอย่างน้อยก็ต้องไม่ต่ำกว่าปฏิญญาสากลซึ่งร่างและใช้มากว่า 60 ปี<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news010655-4.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-5516" height="179" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news010655-4.jpg" title="news010655-4" width="150" /></a><br />
	&ldquo;เราอยากเห็นร่างปฏิญญาตัวนี้ ว่าจะออกมาอย่างไร ก็คงไม่ต่ำกว่ามาตรฐานสากล อีกอย่างก็อยากจะให้ไปไกลกว่ามาตรฐานสากล อยากให้เราทำให้ได้ตามที่ตกลงในอนุสัญญาทั้ง 9 ฉบับ ซึ่งตอนนี้เราทำได้แค่ 7 ฉบับเท่านั้นเอง &nbsp;เราเห็นว่าความสำคัญเกี่ยวกับปฏิญญา อาเซียน ต้องใช้มาตรฐานสากลเป็นพื้นฐาน เราปล่อยให้แตกต่างไม่ได้ และถ้าปล่อยให้ความคิดเกี่ยวกับวิถีอาเซียนเป็นตัวกำหนดร่างปฏิญญาตัวนี้ มันทำให้ตัวร่างไหลไปในทางที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ดังนั้นเราจะต้องระวัง&nbsp; เราจึงต้องมีมาตรฐานสากลเป็นตัวตั้ง ถ้าวิถีอาเซียนจะเข้ามา ต้องเข้ามาสนับสนุนปฏิญญามากกว่า เช่นถ้าให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชน นั่นคือวิถีอาเซียนที่เราน่าจะผลักดันให้มีได้ หรือสิทธิสำคัญด้านการพัฒนา สิทธิและหน้าที่ ก็น่าสนใจ สรุปคือ ต้องมีมาตรฐานสากลเป็นตัวตั้ง และถ้ามีวิถีอาเซียนก็ต้องเป็นวิถีอาเซียนที่สนับสนุนปฏิญญาสากลให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อให้เกิดมูลค่าในตัวปฏิญญานี้<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อีกประเด็น เรื่องการเจรจา ทางกระทรวงให้อิสระมากแก่ผู้แทนไทย ในการเจรจาตัวร่างปฏิญญาตัวนี้ จึงอยากให้ทุกคนชื่นชมและขอบคุณอาจารย์ เพราะท่านทำหน้าที่ได้ดีมากเพื่อจะปกป้องและกำหนดกรอบที่เป็นประโยชน์แก่พวกเราทุกคน เพราะหลายประเทศที่เสนอมา มันมีโอกาสหมิ่นเหม่ทำให้ปฏิญญาฉบับนี้ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือว่าฟังแล้วดูแปลก เพราะมันไม่มีในแวดวงสิทธิมนุษยชนมาก่อน บางเรื่องก็ฟังดูตลกซึ่งถ้าปล่อยออกไป นานาชาติเขาได้อ่านก็อาจจะมองว่ากลุ่มอาเซียนเขาทำอะไรกันแน่ ซึ่งมันดูตลกแปลกๆ นะค่ะ</p>
<p>	งานนี้ ผู้แทนเราจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ปฏิญญาฉบับนี้ถูกยอมรับในสายตาเวทีระหว่างประเทศ อย่างน้อยๆ ก็อยู่ในพื้นฐานมาตรฐานสากล&nbsp; ส่วนเรื่องการเจรจาในกลุ่มอาเซียนเรานั้น มันมีความหลากหลายทางความคิดมาก เพราะฉะนั้นมันเป็นเจรจาที่ยากมาก เราต้องหาจุดร่วมกันแบบ ให้ 10 ประเทศยอมรับได้และไม่เสียหลักการสิทธิมนุษยชนด้วย จึงเป็นงานที่ยาก ทำให้ไม่ได้ตามที่ใจหลายท่านต้องการ อย่างเช่นเรื่องการคุ้มครอง แต่อย่างน้อยมันก็ได้เอกสารที่ทำได้ที่สุดในแล้วในเวลานี้ ตามเงื่อนไขที่เป็นกรอบขณะนี้</p>
<p>	ในขบวนการเจรจาร่าง และการเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างเข้ามามีส่วนร่วม เราพูดกันมากเลย &nbsp;เพื่อไม่ให้ปฏิญญาฉบับนี้ออกไปสู่สายตาคนภายนอกแล้วไม่อายเค้า เพราะมันอยู่ในพื้นฐานมาตรฐานสากล &nbsp;เป็นตัวของตัวเองโดยไม่เสียมาตรฐานสากล และแน่นอนมันไม่ง่าย แต่ก็อยากให้ไปไกล ก้าวหน้าให้สุดๆ ดีที่สุด ซึ่งการเจรจาร่างของผู้แทนไทยยังต้องเหนื่อยอีกเยอะ แม้ไม่ได้ดี ที่สุดแต่ก็คงต้องพยายาม นี่คือความมุ่งมั่นของเราค่ะ แต่ถึงกระนั้น ก็มีสื่อวิพากษ์วิจารณ์ว่า ร่างปฏิญญานี้ไม่เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมเลย แต่เราคิดว่าในกรณีประเทศไทยเรา เราพร้อมที่จะเผยแพร่เอกสารฉบับนี้ เราอยากให้คนไทยได้อ่านมันก่อนแล้วมาช่วยกันคิด &nbsp;แต่มันเป็นข้อมติของอาเซียนที่ไม่ให้นำไปแปล ไม่ให้เผยแพร่ มันเลยลำบาก แต่เราก็แอบแปลแบบคร่าวๆให้อ่านกันในที่ประชุม กับกระแสข่าวที่อ้างกันว่าร่างฉบับนี้ต่ำกว่ามาตรฐาน ก็ไม่อยากให้มองในแง่ร้ายขนาดนั้น วันนี้จึงได้ออกมารับฟังความเห็น เพราะอย่างน้อยก็เปิดโอกาสให้ประชาชนคนไทยเข้ามามีส่วนร่วมอย่างที่ตั้งใจไว้แล้ว&rdquo;&nbsp;</p>
<p>	&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/06/01/%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
