<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thaingo.org ข่าวสาร วงการงานพัฒนาสังคม &#187; บทบรรณาธิการ</title>
	<atom:link href="http://thaingo.org/web/category/editertalk/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://thaingo.org/web</link>
	<description>แหล่งข่าวสาร เพื่องานพัฒนาสังคม</description>
	<lastBuildDate>Fri, 07 Sep 2012 07:17:39 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.1</generator>
		<item>
		<title>ความเลวระยำ&#8230;ของมหา&#8217;ลัย !!</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/07/04/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b3-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/07/04/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b3-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Jul 2012 08:42:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทบรรณาธิการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=5843</guid>
		<description><![CDATA[&#160; อ่านข่าวที่คัดมาลง ( จาก http://www.facebook.com/photo.php?fbid=443674685652943&#38;set=a.443674568986288.99437.100000312454862&#38;type=1&#38;theater ) &#160;&#160; แล้ว&#160; เกิดความนึกคิดรวบยอดเห็นโลกอีกด้านหนึ่งของมหาวิทยาลัยไทย โดยเฉพาะในยุคตลาดใบปริญญากำลังเติบโตเป็นอุตสาหกรรมปริญญา ซึ่งทำเงินหมุนเวียนทั้งระบบหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ทำให้ทุกมหาวิทยาลัยขยายโครงสร้างพื้นฐาน ที่หรูหรา มีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ มีโปรดักส์ใหม่ๆ หลักสูตรเด่นๆ ออกมาทำตลาดสร้างยอดขายตลอด อาจารย์ที่ทำตลาดวิชาให้เด็กฮิตติดใจแย่งลงทะเบียนไม่ได้จะถูกผู้บริหารเพ่งเล็งและตัดโบนัส เด็กนักศึกษาจึงเป็นลูกค้าที่เรียนสนุกลุกสบาย แต่ถ้าไม่จ่ายไล่ออก ไม่ฉลาดไล่ออก ไม่ฟังไล่ออก&#8230; ดังหน่อย หรูหน่อยก็ขูดรีดหน่อย กระจอกและต่ำต้อยหน่อยก็กินน้อยลง ในขณะที่โลกอีกด้านคือ ที่ดิน ที่นา ที่ป่าสาธารณะถูกยึด คนจน ชาวบ้านที่เคยหาอยู่หากิน พึ่งพาป่าพึ่งพาทุ่งนา หนองน้ำล้วนลำบากไปตามๆ กัน จากชุมชนเงียบๆ เรียบง่ายกลายเป็นเมือง มีแต่คนแปลกหน้า มีแต่เสียงคนหนุ่มสาวระรี้ระริกรื่นเริงตลอด 24 ชม. ร้านเหล้า ผับดังทั้งคืน &#160;ร้านเสื้อผ้าความงาม และสถานบันเทิง ผุดขึ้นราวดอกเห็ด แต่เมื่อมองไปอีกด้านหนึ่งเลยขอบกำแพงมหาวิทยาลัยออกไป พ่อแม่ชาวนาค่อยๆ มีหนี้พวกพูน สุขภาพทรุดโทรมเพราะทำงานหนัก บางคนนาถูกยึดไร่ต้องขาย วัวควายต้องขาย และแล้วความเครียดก็รุมเร้า ฯลฯ ถามว่าผมคิดยังไงกับมหาวิทยาลัยไทย คิดหลายด้าน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news050755-6.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-5844" height="220" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news050755-6.jpg" title="news050755-6" width="320" /></a></p>
<p>อ่านข่าวที่คัดมาลง ( จาก http://www.facebook.com/photo.php?fbid=443674685652943&amp;set=a.443674568986288.99437.100000312454862&amp;type=1&amp;theater ) &nbsp;&nbsp; แล้ว&nbsp; เกิดความนึกคิดรวบยอดเห็นโลกอีกด้านหนึ่งของมหาวิทยาลัยไทย โดยเฉพาะในยุคตลาดใบปริญญากำลังเติบโตเป็นอุตสาหกรรมปริญญา ซึ่งทำเงินหมุนเวียนทั้งระบบหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ทำให้ทุกมหาวิทยาลัยขยายโครงสร้างพื้นฐาน ที่หรูหรา มีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ มีโปรดักส์ใหม่ๆ หลักสูตรเด่นๆ ออกมาทำตลาดสร้างยอดขายตลอด อาจารย์ที่ทำตลาดวิชาให้เด็กฮิตติดใจแย่งลงทะเบียนไม่ได้จะถูกผู้บริหารเพ่งเล็งและตัดโบนัส เด็กนักศึกษาจึงเป็นลูกค้าที่เรียนสนุกลุกสบาย แต่ถ้าไม่จ่ายไล่ออก ไม่ฉลาดไล่ออก ไม่ฟังไล่ออก&#8230; ดังหน่อย หรูหน่อยก็ขูดรีดหน่อย กระจอกและต่ำต้อยหน่อยก็กินน้อยลง</p>
<p>ในขณะที่โลกอีกด้านคือ ที่ดิน ที่นา ที่ป่าสาธารณะถูกยึด คนจน ชาวบ้านที่เคยหาอยู่หากิน พึ่งพาป่าพึ่งพาทุ่งนา หนองน้ำล้วนลำบากไปตามๆ กัน จากชุมชนเงียบๆ เรียบง่ายกลายเป็นเมือง มีแต่คนแปลกหน้า มีแต่เสียงคนหนุ่มสาวระรี้ระริกรื่นเริงตลอด 24 ชม. ร้านเหล้า ผับดังทั้งคืน &nbsp;ร้านเสื้อผ้าความงาม และสถานบันเทิง ผุดขึ้นราวดอกเห็ด แต่เมื่อมองไปอีกด้านหนึ่งเลยขอบกำแพงมหาวิทยาลัยออกไป พ่อแม่ชาวนาค่อยๆ มีหนี้พวกพูน สุขภาพทรุดโทรมเพราะทำงานหนัก บางคนนาถูกยึดไร่ต้องขาย วัวควายต้องขาย และแล้วความเครียดก็รุมเร้า ฯลฯ</p>
<p>ถามว่าผมคิดยังไงกับมหาวิทยาลัยไทย คิดหลายด้าน ครับ &rdquo;&nbsp; โดยเฉพาะด้านแย่ๆ &nbsp;ถ้าเอาสั้นๆ คือ &ldquo;เลว-ระยำ ถ้าจะให้จำแนกก็คิดได้อีกหลายข้อ คือ</p>
<p>หนึ่ง ) มหาวิทยาลัย คือโจทก์ขับไล่ชาวบ้านออกจากที่ดิน เพื่อยึดเอาที่ดิน ที่สาธารณะของชุมชน ที่นา ที่ป่า ดังนั้น มหาวิทยาลัยแห่งไหนมีที่ดินมากที่สุด มหาวิทยาลัยแห่งนั้นก็เลวที่สุด เพราะบางพื้นที่อยู่ในทุ่งนา ในชุมชน แต่มีเนื้อที่หลายพันไร่ หรืออาจจะหลายหมื่นไร่ !!!!</p>
<p>สอง ) เหยียบย่ำศักดิ์ศรีมนุษย์ และวิถีคนท้องถิ่น เรื่องนี้หากใครเคยผ่านพื้นที่ก่อนก่อสร้างมหาลัยหรือชุมชนก่อนก่อตั้งมหาวิทยาลัย กับมาดูหลังก่อตั้งมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะ มหาวิทยาลัย รุ่น ม.นอกระบบ จะพบเห็นความเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง อาทิ การหายไปของชาวบ้านของชุมชน ที่ทำกิน วัฒนธรรมจริยธรรมและเห็นการเข้ามาของเมือง สถานบันเทิง ค่าครองชีพ ความเสื่อมและส่ำส่อนทุกประเภท &nbsp;</p>
<p>สาม ) เปลี่ยนรากเหง้า เพราะมหาวิทยาลัยทำการปลูกฝังลูกหลานคนท้องถิ่นให้หลงลืมรากเหง้าตนเอง โดยการสอนให้เชื่อ ให้มุ่งมั่นทะเยอทะยานและดิ้นรนออกไปไขว่คว้าวัตถุนิยม &nbsp;ให้กระตือรือร้นกับชีวิตแบบใหม่ในสังคมแก่งแย่ง แต่ไม่ให้รู้สึกภูมิใจ อยากกลับไปสืบทอดวิถีที่พ่อแม่ทำนา ทำสวน &nbsp;ไม่สอนให้เห็นคุณค่าวิถีดั้งเดิม ทั้งๆ ที่พ่อแม่ทำงาน หรือรับจ้างส่งให้ลูกเรียน สุขสบายในห้องแอร์เย็นฉ่ำ</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news040755-5.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-5845" height="286" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/07/news040755-5.jpg" title="news040755-5" width="365" /></a></p>
<p>สี่ ) ยิ่งอบรมยิ่งหัวอ่อน ยอมจำนน ชื่อฟังระบบ เห็นแก่ได้ ไร้ศีลธรรม ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไม่เอาธุระคนอื่น ไม่สนใจส่วนรวม และมัวเมาในกิเลส ในกาม จึงเติบโตอย่างคนที่ไม่มีค่าอะไรชุมชน ต่อคนอื่น หรือมีบาง มหาวิทยาลัยละเมิดสิทธิชุมชนเสียเอง อาทิ &nbsp;ไล่ชาวบ้านที่อยู่เดิม ออกไปได้ (เอาไปไว้หลังมหาวิทยาลัย ) ที่ชาวบ้านยอมเพราะสัญญาว่าจะให้งานทำ ว่าจะส่งเสริมอาชีพ ว่าจะพัฒนาที่อยู่ใหม่ จะให้สิทธิ์ ให้ลูกหลานได้เรียน และอ้าง มหาวิทยาลัย สิ่งสำคัญของประเทศชาติ ทำให้ชาวบ้านเห็นคุณค่าซึ่งสุดท้ายก็ยอม &nbsp;ตราบจนวันนี้ มหาวิทยาลัยที่ว่า ก็ยังไม่ได้ทำอะไรให้ชีวิตชาวบ้านที่เสียสละที่ดินให้ มีชีวิตที่ดีขึ้น กลับกันลูกหลานตนเองก็ไม่มีสิทธิได้เรียน ได้ทำงาน งานที่ได้คือ ยาม แม่บ้านประจำหอ แม่บ้านล้างห้องน้ำ ฯลฯ ชีวิตชาวบ้าน&nbsp; จากชาวนามาเป็นยามหรือคนล้างส้วม ที่หนักกว่านั้น หลายมหาวิทยาลัยที่ดูดายปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่อยู่รายรอบ ไม่สนใจศึกษาวิจัย สร้างงานวิชาการ สร้างแนวทางการพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ห้า ) มหาวิทยาลัยคือ โรงบ่มเพาะจิตใจคิดคด คอรัปชั่น แห่งแรก เพราะมหาวิทยาลัยคือสถานที่แรก&nbsp; ที่เรียกรับ ขูดรีด เงินนักศึกษาทุกรูปแบบ โดยตัวนักศึกษาเองก็รู้เห็น ยิ่งตอนนี้ ความคิดให้การตลาดนำการศึกษาออกมา แบบขายวิชา ซึ่งก็ขายให้นักศึกษาอย่างไร้จริยธรรม เพราะตัดคะแนนให้ต่ำ ทำข้อสอบให้ง่าย เด็กๆ ชอบเรียนวิชาแบบนี้ คือเรียนง่ายจบง่าย แม้ต้องไร้ความรู้ก็ตาม &nbsp;&nbsp;โดยเฉพาะ ม.นอกระบบ &nbsp;ที่สอนให้ นศ.รู้จักเรียกรับผลประโยชน์ กับนักศึกษา ทำให้นักศึกษาคุ้นเคยแบบผิดๆ อาทิ เอาตัวแลกคะแนน &nbsp;ฯลฯ&nbsp;&nbsp; มหาวิทยาลัยปัจจุบันจึง ขัดขวาง และไม่สนับสนุน การทำกิจกรรมโดยเฉพาะทางการเมืองของนักศึกษา ทำให้นักศึกษาไม่รู้จักคิด วิเคราะห์ รวมถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีม</p>
<p>ปัญหาพวกนี้มีทุกสถาบัน บางสถาบัน แย่ขนาดตึกกิจกรรมนักศึกษายังไม่มีให้ แต่ก็เรียกเก็บเงินนักศึกษาจุกจิก&nbsp; เรียกเอาทุกอย่างที่เห็น&nbsp; &nbsp;ในขณะที่ถ้านักศึกษาเรียกร้องสิทธิ์อันพึงมีพึงของตน ได้กลับมีการข่มขู่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จึงอยากเน้นย้ำว่า&nbsp; การปฏิรูปประเทศ การพัฒนาสังคม การเปลี่ยนแปลงการปกครอง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ&nbsp; ทำให้ตายไปกี่ชั่วอายุคนก็ไม่ดีขึ้นหาก สถาบันฝึกสอน ฝึกฝน และสร้างคน ไม่ได้สอนไม่ได้สร้างให้ ดำเนินชีวิต และอยู่รอด อย่างมีเกียรติไม่ได้&nbsp; และอย่าปล่อยให้ลูกดีๆ คนหนึ่งต้องกลายมาเป็นลูกเลวๆ &nbsp;เพราะชาวบ้านก็เหมือนตาสียายสา พาลูกสาวมาเรียน หวังจะให้มีความรู้ แต่ลูกๆ ใช้ชีวิตแย่กว่าโสเภณี &nbsp;แถมรังเกียจโคลนตมตามไร่นาของแม่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หยุดคิดสักนิด&#8230;เถอะ หยุดมาร่วมคิด ร่วมกำหนดทิศทาง มหาวิทยาลัยไทย&#8230;. ครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/07/04/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b3-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แม่เจ้าโว้ยยยย&#8230;.!!  อภิมหาวาทกรรมป้องกันน้ำท่วม มูลค่า 300,000 ล้านบาท</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/06/15/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%a2-%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/06/15/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%a2-%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 15 Jun 2012 11:37:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทบรรณาธิการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=5661</guid>
		<description><![CDATA[ต้องตะโกนออกมาดังๆ&#160; ว่า&#160; &#8220;แม่เจ้าโว้ยยยย&#8230;..!!&#8221;&#160; เลยครับงานนี้&#160; ตะโกนอย่างตื่นหูสว่างตา หลังจากติดตามข่าวการเร่งผลักดันแผนการจัดการน้ำ ซึ่งผ่าน ครม. เห็นชอบร่าง TOR ด้วยงบ &#160;300,000 ล้านบาท โดยมี &#160;นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์เเละเทคโนโลยี ในฐานะประธาน กบอ.กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่ กบอ. เสนอร่างทีโออาร์ มาและเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนทั้งในเเละต่างประเทศ เข้ามาเสนอโครงการโดยรัฐบาลจะใช้เวลา 1 เดือนในการพิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 3 บริษัท และจะเริ่มต้นก่อสร้างในช่วงต้น ปี 2556 ซึ่งตามแผนงานของรัฐบาลที่นำโดย &#160;น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร &#160;ได้แบ่งแผนงานการจัดการน้ำออกเป็นลุ่มน้ำ โดยเน้นหนักที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งจำแนกออกเป็น 3 พื้นที่&#160; &#160;4 กลุ่มคือ &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; 1 พื้นที่ต้นน้ำ &#160;มี 10 จังหวัด คือ &#160;เชียงใหม่ เชียงราย สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก น่าน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news150655.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-5662" height="173" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news150655.jpg" title="news150655" width="320" /></a><br />
	<strong>ต้องตะโกนออกมาดังๆ&nbsp; ว่า&nbsp; &ldquo;แม่เจ้าโว้ยยยย&#8230;..</strong><strong>!!</strong><strong>&rdquo;&nbsp; เลยครับงานนี้&nbsp; ตะโกนอย่างตื่นหูสว่างตา หลังจากติดตามข่าวการเร่งผลักดันแผนการจัดการน้ำ ซึ่งผ่าน ครม. เห็นชอบร่าง </strong><strong>TOR</strong><strong> ด้วยงบ &nbsp;</strong><strong>300,000 </strong><strong>ล้านบาท โดยมี</strong> &nbsp;นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์เเละเทคโนโลยี ในฐานะประธาน กบอ.กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่ กบอ. เสนอร่างทีโออาร์ มาและเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนทั้งในเเละต่างประเทศ เข้ามาเสนอโครงการโดยรัฐบาลจะใช้เวลา 1 เดือนในการพิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 3 บริษัท และจะเริ่มต้นก่อสร้างในช่วงต้น ปี 2556 ซึ่งตามแผนงานของรัฐบาลที่นำโดย &nbsp;น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร &nbsp;ได้แบ่งแผนงานการจัดการน้ำออกเป็นลุ่มน้ำ โดยเน้นหนักที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งจำแนกออกเป็น 3 พื้นที่&nbsp; &nbsp;4 กลุ่มคือ</p>
<p>	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong><em>1 </em></strong><strong><em>พื้นที่ต้นน้ำ</em></strong> &nbsp;มี 10 จังหวัด คือ &nbsp;เชียงใหม่ เชียงราย สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน พะเยา วงเงิน &nbsp;69,000 ล้าน &nbsp;ภารกิจคือเน้นการปลูกป่า ฟื้นฟูป่า โดยเฉพาะการปลูกป่านั้นตั้งเป้าไว้ 330,000 ไร่ มี 3 กระทรวงหลักรับผิดชอบคือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรฯ และวางระบบป้องกันการบุกรุกป่า<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong><em>2 </em></strong><strong><em>พื้นที่กลางน้ำ</em></strong> มี 14 จังหวัด <em><u>กลางน้ำตอนบน</u></em> 6 จังหวัด พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี พิจิตร กำแพงเพชร ชัยนาท&nbsp; <em><u>กลางน้ำตอนล่าง</u></em> &nbsp;มี 8 จังหวัด สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีน สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี นครนายก โดยมีแผนงาน ดังนี้&nbsp;<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สร้างพื้นที่รับน้ำหรือทุ่งรับน้ำ อาทิ สร้างเขื่อน 5 เขื่อน งบ 50,000 ล้านบาท ในพื้นที่ภาคกลางและพื้นที่ต้นน้ำ คือ เขื่อนแม่แจ่ม ในจังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนแก่งเสือเต้น ในจังหวัดแพร่ เขื่อนน้ำตาด ในจังหวัดน่าน เขื่อนแม่วงศ์ จังหวัดอุทัยธานีและ สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ รองรับน้ำจากแม่น้ำป่าสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ &nbsp;ทั้งหมดตั้งเป้ากักเก็บน้ำได้ 1,800 ลบ.ม. โดยมีระยะเวลาศึกษาโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 ปี &nbsp;<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สร้างที่รับน้ำแกมลิงบนพื้นที่ 2,000,000 ไร่ งบประมาณ 60,000 ล้านบาท &nbsp;ตั้งเป้ารับน้ำได้ 5,000 ล้าน ลบ.ม. มีระยะเวลาศึกษา 2 ปี เช่นกัน และ<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สร้างทางน้ำหลาก ( food way ) ขุดคลองเชื่อมถึงกันทั้งเล็กใหญ่ ทั่วทั้งลุ่มน้ำทุกลุ่มน้ำงบประมาณ &nbsp;120,000 ล้านบาท &nbsp;&nbsp;<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong><em>3 </em></strong><strong><em>พื้นที่ปลายน้ำ</em></strong> มี 7 จังหวัด คือ สมุทรปราการ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา วงเงิน&nbsp; 153,000 ล้านรวมถึง โครงการขุดลอกปากแม่น้ำท่าจีน บางปะกง &nbsp;เจ้าพระยา 1,492 ล้านบาท<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนั้น รัฐบาลยังมี แผนงานสร้างคันคูเพื่อปิดล้อมและเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัด นิคมอุตสาหกรรมและโบราณสถาน แบ่งเป็นสร้างคันคูป้องกันเขตเศรษฐกิจ และเขตสำคัญๆ &nbsp;30,000 ล้านบาท สร้างกำแพงป้องกันน้ำ สูง 4 เมตร รอบนิคมอุตสาหกรรมอีก 4,833 ล้านบาท พร้อมทั้งตั้งสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่อีก 15 แห่ง<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news150655-1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-5663" height="399" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/06/news150655-1.jpg" title="news150655-1" width="350" /></a></p>
<p>เห็นความแผนงาน เห็นความเร่งรีบ เห็นวิธีการจัดการและงบประมาณแล้วต้อง ตะโกนแม่เจ้าโว้ยยยย&#8230;!!&nbsp; เลยไหมครับ เพราะแม้แต่ค่าชดเชยยังไม่มีปัญญาจ่ายให้เสร็จ นี่กี่เดือนมาแล้ว จ่ายให้ทั่วถึงเป็นธรรม และจ่ายให้สมน้ำสมเนื้อโดยเฉพาะกลุ่มชาวบ้านที่เดือดร้อนเพราะถูกทำให้ท่วม มากกว่าท่วมเองโดยธรรมชาติ คนกลุ่มนี้ รัฐบาลจะชดเชยหรือบอกกับเขาอย่างไร เช่น ชาวบ้านแถบทุ่งพระพิมล ชาวบ้านคลองโยง ชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ฯลฯ&nbsp; ว่าการชดเชยผู้เสียหายกับการป้องกันน้ำท่วม ที่เน้นหนักปกป้องกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม คนเมืองและคนกรุงเทพฯนี้นั้นสำคัญกว่า</p>
<p>	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ยังไม่นับรวมถึงกลุ่มทุน กี่มากน้อยกันแน่ที่ได้ประโยชน์ กับอภิมหาโครงการป้องกันน้ำท่วมนี้ เอาตั้งแต่บริษัทที่รับงานศึกษานี่ก็ฟันเงินงบประมาณไปไม่รู้กี่พันล้าน แล้วบริษัทไหนกันแน่ได้ประโยชน์ ? ฮั้วกับพรรคไหน ? &nbsp;&nbsp;หรือหายไปกับเบี้ยใบ้รายทางเท่าไหร่ ? เพราะยิ่งเร่งรีบก็ยิ่งบกพร่อง เอาเรื่องละเอียดอ่อนมาใส่และเร่งเอาตอนร้อนๆ ก็มีแต่จะพลาดกับพลาด ไม่นับรวมผลกระทบอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นตามมา เมื่อระบบน้ำถูกเปลี่ยนแปลง ทั้งระบบ การจัดการจัดการโดยใคร เพื่อใคร ?&nbsp; &nbsp;ทั้งคน สัตว์ และระบบนิเวศ และเมื่อคิดเป็นมูลค่าความเสียหายมันจะเท่าไหร่ ?&nbsp;&nbsp; อีกทั้งต้องจ่ายค่าชดเชย&nbsp; ตามมาเท่าไหร่&nbsp; ?&nbsp; &nbsp;คิดกันง่ายๆ เอาแค่เขื่อน 5 เขื่อน ที่จะดันทุรังสร้าง กินพื้นที่ป่าไปกี่แสนไร่ &nbsp;ทรัพยากรมหาศาล ? ที่ทุ่มไปกับแผนการต่อกรกับธรรมชาติ !!!</p>
<p>	ชาวบ้านยังยากจน เศรษฐกิจดูเหมือนฟองฟูเงินสะพัดแต่ไม่พอรายจ่าย ดังนั้น การคิดเรื่องการจัดการน้ำเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ต้องคิดอย่างมีสติ ทำอย่างระมัดระวัง ศึกษาอย่างรอบคอบ การปกป้องใครสักคนหนึ่งต้องไม่ยืนบนฐานคิด ว่าต้องยอมเหยียบชีวิตอีกคน อีกทั้ง ต้องมองด้วยว่าคนทั้งประเทศจะได้อะไร และเสียอะไร ?</p>
<p>	ที่สำคัญประเด็นสุดท้าย ใครมีอำนาจตรวจสอบอภิมหาโครงการนี้ ? ลำพังสื่อมวลชนที่มีน้ำยาไม่ถึง ลำพัง ส.ส.พรรคฝ่ายค้านเรี่ยวแรงมีน้อยตามจำนวน ดังนั้น กลไกอิสระต้องทำงาน และ องค์กรภาคประชาชนต้องจับมือกันตรวจสอบเพื่อพิทักษ์งบประมาณแผ่นดิน โดยรัฐบาลยอมรับในบทบาทของทุกฝ่าย &nbsp;ครับ&#8230;.</p>
<p>	&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/06/15/%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%a2-%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรากำลังเป็นสังคมที่ปราศจากความยับยั้งชั่งใจ&#8230;</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/05/17/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/05/17/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 May 2012 12:04:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทบรรณาธิการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=5333</guid>
		<description><![CDATA[ประชาธิปไตย ทุน เสรีนิยม ผลักดันและอำนวยให้เทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาไปไวมาก โลกปัจจุยันจึงเชื่อมถึงกันง่ายดาย จนระยะทาง ความห่างไกล ความแตกต่าง ความลี้ลับกลายเป็นเรื่องง่ายดาย ปกติ ซึ่งด้านหนึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้มนุษย์สามารถติดต่อ สื่อสารกันทั่วโลกตลอดเวลา คนในยุคนี้จึงเกาะเกี่ยวมีกลุ่ม มีคลับ มีเพื่อน มีเครือข่าย มีช่องทางกว้างไกลที่จะค้นหา เรียนรู้และเปิดหูเปิดตาอย่างไร้ขีดจำกัด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นดาบสองคมที่ทำให้คำพูดหนึ่งหรือสัญลักษณ์หนึ่ง อาจจะพูดหรือกระทำออกมาในมุมสนุกๆ หรือกระทำตอบโต้เล็กๆ จากความคิดแคบๆ กลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต และแน่นอนอาจจะนำไปสู่ความหายนะทั้งชีวิต เสมือนสงครามอาจจะถูกประหาร ตามล่า ตามชิงชังฝังลึกเลยก็ได้ สังคมปัจจุบันทุกสิ่งทุกอย่างจึงสามารถเคลื่อนย้าย ข้ามผ่าน ไปมาได้สะดวกไร้กำแพงกางกั้น หลายๆ ครั้งคลื่นความคิดจากจุดหนึ่งจึงไหลถ่ายเท หรือโหมพัดเหมือนพายุที่สาดความคิด ความจริง (ที่สร้างขึ้นด้วยชุดความรู้ ข้อมูลเพียงบางชุด ) ทำให้สั่นสะเทือนและรุนแรง จนบางครั้ง มันใกล้เข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความหายนะ อย่างไม่มีกลไกหรืออำนาจอื่นใด กำกับและกำจัดได้ ผมนั่งมองพายุความคิดสุดโต่ง ทางการเมืองในประเทศนี้ อย่างไม่สบายอกสบายใจเอาเสียเลย เพราะในบางทีก็เพ่งมองเห็นกล้าอ่อนๆ ของความคิดของสังคมไซเบอร์ที่กระหายสงครามกลางเมือง เพราะคนมักคิดว่า การก่อการณ์ ยั่วยุ เช่นนั้น มันไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ความฮึกเหิมที่ถาโถมทำให้รู้สึกเหมือนตนเองคือทหารหาญ คือผู้กล้า คือวีรชน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/05/news170555.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-5334" height="139" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/05/news170555.jpg" title="news170555" width="400" /></a><br />
	ประชาธิปไตย ทุน เสรีนิยม ผลักดันและอำนวยให้เทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาไปไวมาก โลกปัจจุยันจึงเชื่อมถึงกันง่ายดาย จนระยะทาง ความห่างไกล ความแตกต่าง ความลี้ลับกลายเป็นเรื่องง่ายดาย ปกติ ซึ่งด้านหนึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้มนุษย์สามารถติดต่อ สื่อสารกันทั่วโลกตลอดเวลา คนในยุคนี้จึงเกาะเกี่ยวมีกลุ่ม มีคลับ มีเพื่อน มีเครือข่าย มีช่องทางกว้างไกลที่จะค้นหา เรียนรู้และเปิดหูเปิดตาอย่างไร้ขีดจำกัด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นดาบสองคมที่ทำให้คำพูดหนึ่งหรือสัญลักษณ์หนึ่ง อาจจะพูดหรือกระทำออกมาในมุมสนุกๆ หรือกระทำตอบโต้เล็กๆ จากความคิดแคบๆ กลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต และแน่นอนอาจจะนำไปสู่ความหายนะทั้งชีวิต เสมือนสงครามอาจจะถูกประหาร ตามล่า ตามชิงชังฝังลึกเลยก็ได้</p>
<p>	สังคมปัจจุบันทุกสิ่งทุกอย่างจึงสามารถเคลื่อนย้าย ข้ามผ่าน ไปมาได้สะดวกไร้กำแพงกางกั้น หลายๆ ครั้งคลื่นความคิดจากจุดหนึ่งจึงไหลถ่ายเท หรือโหมพัดเหมือนพายุที่สาดความคิด ความจริง (ที่สร้างขึ้นด้วยชุดความรู้ ข้อมูลเพียงบางชุด ) ทำให้สั่นสะเทือนและรุนแรง จนบางครั้ง มันใกล้เข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความหายนะ อย่างไม่มีกลไกหรืออำนาจอื่นใด กำกับและกำจัดได้</p>
<p>	ผมนั่งมองพายุความคิดสุดโต่ง ทางการเมืองในประเทศนี้ อย่างไม่สบายอกสบายใจเอาเสียเลย เพราะในบางทีก็เพ่งมองเห็นกล้าอ่อนๆ ของความคิดของสังคมไซเบอร์ที่กระหายสงครามกลางเมือง เพราะคนมักคิดว่า การก่อการณ์ ยั่วยุ เช่นนั้น มันไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ความฮึกเหิมที่ถาโถมทำให้รู้สึกเหมือนตนเองคือทหารหาญ คือผู้กล้า คือวีรชน จึงสำแดงและออกปฏิบัติการทางถ้อยคำ ภาพ และสัญลักษณ์</p>
<p>	แม้ตอนนี้ จะยังไม่ใช่สงครามจริงๆ เต็มรูปแบบ แต่ก็อยู่ในระยะก่อสงครามทางอารมณ์ อย่างเข้มข้นมากขึ้นๆ อันมาจากการที่ตัดสินพิพากษากันด้วยอคติ &nbsp;การไล่ล่าศัตรูความคิด ปฏิบัติการฟาดกระหน่ำอย่างทารุณและน่าหวาดกลัว ต่อฝ่ายตรงข้าม และผมกำลังแน่ใจว่า ปฏิบัติการที่ขยายวงกว้างมากขึ้นนี้กำลังเป็นปรากฏการณ์ปรกติ ลดหลั่น แยกย่อยอยู่ในสังคมไซเบอร์ ซึ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ แค่ในไม่กี่ปีที่เกิดการปะทะทางความคิด มันสามารถฝังรากลึกมากลงในความคิดคน ทำให้เห็นว่า หลายคนไม่รู้สึกเลยว่าสิ่งที่ตนทำตนพูดนั้นมันปราศจากมโนธรรม ไร้สำนึก และมันกำลังก้าวข้ามจากโลกไซเบอร์ไปสู่โลกความจริงไปแล้ว เช่น กรณีล่าสุดคือ กรณี ตั๊ก บงกช และกรณีเผาหมู่บ้านเสื้อแดง ภูเก็ต และถ้าย้อนไปในอดีต 2-3 ปีที่ผ่านมา มีอีกหลายกรณี</p>
<p>	ผมไม่อยากวิเคราะห์เรื่องความคิดทางการเมืองของฝักฝ่ายไหน เพราะมันรู้สึกอิดหนาระอาใจ แต่ที่กำลังวิตกว่าผลพวงจากความคิดคนๆ หนึ่งกำลังกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้อย่างไร และอารมณ์ความคิดแบบนี้มันผลิตซ้ำความขาดสติ ไร้เหตุผล ไร้ความยับยั้งชั่งใจได้อย่างไร จากใคร ผ่านช่องไหน ?&nbsp;&nbsp; แต่ที่พบเห็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทุกคนพูดแล้วเกิดประกายเพลิงโหมกระพือ แต่จะมีบางคนที่มีศักยภาพ เป็นแกนกลางการสื่อสารในโลกไซเบอร์ เป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงเป็นคนสาธารณะซึ่งมีโครงข่ายทางสังคมกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด คนเหล่านี้คือคนสำคัญในการจุดชนวนให้ขั้วความคิดลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากัน ศัพท์ในทางวิชาการเรียก ภาวะมนุษย์ออนไลน์นี้ว่า &nbsp;&nbsp;Disinhibition หรือ พฤติกรรมที่ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้</p>
<p>	ตอนนี้ภาวะเช่นนี้กำลังเป็นมหันตภัยมืดซ่อนลึกในสังคม เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณหรือผม เกิดพูดแล้วไม่ถูกใจ ไม่ใช่หรือไม่เห็นด้วย จนรับไม่ได้ในความคิดอีกฝ่าย เมื่อนั้นมันพร้อมจะเข้ามาคุกคามรุกรานคุณถึงบ้าน มันพร้อมจะไล่ล่าครอบครัวคุณ คนรักคุณ จัดการประวัติคุณ คุณจะถูกแฉ ถูกแปลง ถูกกระทำย่ำยี ด้วยชุดข้อมูลความจริง ฯลฯ&nbsp; คุณอาจจะตายทั้งเป็นเพราะการ ลงทัณฑ์ !!</p>
<p>	มันเป็นยุคเสรีนิยมที่ปราศจากมโนธรรม ไม่มีจิตวิญญาณที่เป็นประชาธิปไตย ป่าเถื่อนเหมือนกลับไปสู่ยุคไร้อารยธรรมอีกครั้ง ทุกคนตะโกนให้ฆ่า ให้เผา ให้กำจัดฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีการที่หฤโหดผิดมนุษย์ได้อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร หรือนั่งมองคนถูกกระทำอย่างพึงพอใจ และปรบมือชื่นชม อีกไม่นานมันจะถูกยอมรับ มันมีพลังในแบบของมันจนยากที่จะมีใคร หรือ อะไรมากำจัดกวาดล้างได้ !!</p>
<p>	ณ วันนี้ ผมคิดว่าเราต้องตื่นเสียที หยุดและคิด&nbsp; เรื่องนี้บ้าง สำหรับเรื่องจุดยืนทางการเมืองเราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะถ้าเราเลือกที่จะมีเสรีภาพ และถ้าเราอยากจะเดินบนเส้นทางประชาธิปไตยเรากล้าจะมีพื้นที่ให้ทุกฝ่าย ทุกความคิดได้ต่อสู้กันบนเส้นทางประชาธิปไตย&nbsp; ส่วนการไล่ล่าคู่ตรงข้ามอย่างเอาเป็นเอาตาย นั้น จงประณาม ว่ามันเป็นอาชญากรรม !!&nbsp;</p>
<p>	ปัญญาชน นักคิด นักเคลื่อนไหว และกลไกรัฐจะต้องเร่งรีบ คิดหาหนทางรับมือกับปรากฏการณ์นี้ให้ทัน ซึ่งแน่นอน ทุกกลไกรัฐ รวมถึงสถาบันการศึกษา ชุมชน &nbsp;และสถาบันครอบครัว คือ ความหวังเดียวที่จะหล่อหลอม สร้างสังคมใหม่ สังคมที่เทคโนโลยีกำลังกลืนกินมโนธรรมสำนึกของผู้คนในสังคม ต้องรีบลุกขึ้นมาหาทางปลูกฝังให้เข้าใจ เท่าทันการครอบงำของภาวะความคิดแบบไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจนี้ในบุตรหลานหรือยุวชนคนรุ่นใหม่ โดยพลัน !!</p>
<p>
	กับโศกนาฏกรรมในทศวรรษนี้ บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า เราจะยอมหุบปาก หยุดและอดทนอย่างเจ็บปวด&nbsp; หรือว่า พร้อมจะเจอและจดจำภาพฝังใจอันเลวร้าย&nbsp; &nbsp;?&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/05/17/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประชาชนต้องมีสติ&#8230;รัฐต้องอดทน  เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดี</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/03/12/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%95%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/03/12/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%95%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Mar 2012 12:55:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทบรรณาธิการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=4779</guid>
		<description><![CDATA[เริ่มจากเหตุหนึ่งกลายมาเป็นผลแบบหนึ่ง และจากผลกลายมาเป็นเหตุใหม่ ลุกลามขยายเป็นความรุนแรง คือคำอธิบายกว้างๆ ของปรากฏการณ์ทางสังคมการเมืองไทยในยามนี้เลย หลังเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมา เหมือนทุกอย่างจะก้าวเดินไปได้พ้นจากวิกฤตินี้ ไปได้ แต่แล้วกลับวันนี้ อะไรๆ ดูทำท่าจะไม่จริงอย่างที่คาดหวัง ความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายจุดติดเป็นระยะๆ เพราะต่างก็สูญเสีย เหมือนถ่านไฟที่ยังคุเมื่อเจอลมกรรโชกเบาๆ ก็คุแดงและร้อนฉ่าขึ้นมาตลอดเวลา ในชุมชนทุกอย่างเริ่มกลับไปสงบป้าย สื่อ ภาพ ข้อความ เริ่มฉีกขาดผุพังหายไปมาก แต่ในสนามสื่อ ในพื้นที่เมือง และในโลกไซเบอร์กลับยังไม่จบ !! ที่น่าวิตกคือ หลายคนเริ่มเห็นคล้ายๆ เป็นสัญญาณความรุนแรงอีกระลอก เมื่อรัฐบาลเริ่มผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ&#160; โดยเฉพาะมีขบวนการหยิบยก ประเด็น ม.112 &#160;&#160;ซึ่งเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และนั่นเหมือนเงื่อนไขการเมือง คือต้นเหตุนำมาสู่ภาวะความชิงชังฝังรากลึกอีกขั้นหนึ่ง แน่นอนว่าการเมืองโดยตรง ที่ออกมาเคลื่อนไหวบนถนน ยังไม่ก่อเกิดเพราะสังคมไทยในยามนี้เปราะบางและไม่เหมาะเลยหากต้องเผชิญหน้า แต่การเมืองเชิงสัญลักษณ์กลับขยายวงกว้าง รุนแรงและถูกผลิตซ้ำรวดเร็วมีพลัง ดุจกระสุนและยิ่งออกจากปากกระบอกปืนสื่อ ในขณะที่แนวทางการสลายภาวะความคิดปฏิปักษ์โจมตีกันเหล่านี้ กลับไม่ถูกเยียวยาจากรัฐ&#160; !! ความอับจนโอกาสในการเข้าถึงอำนาจสื่อสาร เข้าถึงพื้นที่เสรีภาพ จึงเกาะเกี่ยวยึดโยงและสถาปนาตัวบุคคลให้สูงขึ้นทุกวัน ทำให้ขบวนการต่อสู้สร้างวาทกรรมนำอดีตนายกฯ มาเป็นสัญลักษณ์ ทั้ง 2 ฝ่ายสร้างวาทกรรมยกย่องโจร นักเลง อาชญากรเยี่ยงวีรบุรุษ ซึ่งแหลมคมมากในการต่อสู้ แต่อันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยต่อความมั่นคงของประเทศ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/03/news100355.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-4780" height="186" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/03/news100355.jpg" title="news100355" width="320" /></a></p>
<p>	เริ่มจากเหตุหนึ่งกลายมาเป็นผลแบบหนึ่ง และจากผลกลายมาเป็นเหตุใหม่ ลุกลามขยายเป็นความรุนแรง คือคำอธิบายกว้างๆ ของปรากฏการณ์ทางสังคมการเมืองไทยในยามนี้เลย หลังเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมา เหมือนทุกอย่างจะก้าวเดินไปได้พ้นจากวิกฤตินี้ ไปได้ แต่แล้วกลับวันนี้ อะไรๆ ดูทำท่าจะไม่จริงอย่างที่คาดหวัง ความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายจุดติดเป็นระยะๆ เพราะต่างก็สูญเสีย เหมือนถ่านไฟที่ยังคุเมื่อเจอลมกรรโชกเบาๆ ก็คุแดงและร้อนฉ่าขึ้นมาตลอดเวลา ในชุมชนทุกอย่างเริ่มกลับไปสงบป้าย สื่อ ภาพ ข้อความ เริ่มฉีกขาดผุพังหายไปมาก แต่ในสนามสื่อ ในพื้นที่เมือง และในโลกไซเบอร์กลับยังไม่จบ !!</p>
<p>	ที่น่าวิตกคือ หลายคนเริ่มเห็นคล้ายๆ เป็นสัญญาณความรุนแรงอีกระลอก เมื่อรัฐบาลเริ่มผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ&nbsp; โดยเฉพาะมีขบวนการหยิบยก ประเด็น ม.112 &nbsp;&nbsp;ซึ่งเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และนั่นเหมือนเงื่อนไขการเมือง คือต้นเหตุนำมาสู่ภาวะความชิงชังฝังรากลึกอีกขั้นหนึ่ง แน่นอนว่าการเมืองโดยตรง ที่ออกมาเคลื่อนไหวบนถนน ยังไม่ก่อเกิดเพราะสังคมไทยในยามนี้เปราะบางและไม่เหมาะเลยหากต้องเผชิญหน้า แต่การเมืองเชิงสัญลักษณ์กลับขยายวงกว้าง รุนแรงและถูกผลิตซ้ำรวดเร็วมีพลัง ดุจกระสุนและยิ่งออกจากปากกระบอกปืนสื่อ ในขณะที่แนวทางการสลายภาวะความคิดปฏิปักษ์โจมตีกันเหล่านี้ กลับไม่ถูกเยียวยาจากรัฐ&nbsp; !!</p>
<p>	ความอับจนโอกาสในการเข้าถึงอำนาจสื่อสาร เข้าถึงพื้นที่เสรีภาพ จึงเกาะเกี่ยวยึดโยงและสถาปนาตัวบุคคลให้สูงขึ้นทุกวัน ทำให้ขบวนการต่อสู้สร้างวาทกรรมนำอดีตนายกฯ มาเป็นสัญลักษณ์ ทั้ง 2 ฝ่ายสร้างวาทกรรมยกย่องโจร นักเลง อาชญากรเยี่ยงวีรบุรุษ ซึ่งแหลมคมมากในการต่อสู้ แต่อันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยต่อความมั่นคงของประเทศ และต่อสังคม กลายเป็นการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ระดับรากเต็มรูปแบบ</p>
<p>	คำถามคือ ทำไมจึงเกิดมวลความคิดขนาดมหึมาในหมู่ประชาชนมากถึงเพียงนี้ ถ้าตอบคำถามนี้ แบบส่งเดช&nbsp; ง่ายๆ และแฝงฝังอคติ ก็เพราะ &ldquo;เงิน&rdquo; &nbsp;&nbsp;&ldquo;คนจนหิวเงิน.. &ldquo;&nbsp; &ldquo;เงินของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร&rdquo;&nbsp; &nbsp;แต่ไม่มีใครครุ่นคิดและหาคำตอบให้ลุ่มลึกว่ารากแท้จริงๆ ของการลุกฮือจากคนชั้นล่างคืออะไร ? &nbsp;อุดมการณ์ที่แท้จริง ซึ่งทั้งหมดนี้ มีพัฒนาการเป็นมาอย่างไร และจะคาบเกี่ยวไปถึงเนื้อหาในกฎหมายรัฐธรรมนูญ อย่างไร ?</p>
<p>	เรากำลังเห็นการปะทะกันทางสัญลักษณ์ ทางท่าที ไปทั่วทั้งสังคม ดังนั้น กระบวนการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องเกิดขึ้นบนฐานการยึดโยงรอยแยกปริแตกนี้ไว้อย่างมีนัยสำคัญให้ได้&nbsp; นอกนั้น สติและปัญญา ที่ไร้อคติ จะต้องค้นหาเหตุและผล อันเป็นแรงผลักดัน ให้ประชาชนลุกขึ้นสู้ อีกด้วย &nbsp;</p>
<p>	อย่าลืมว่า ระยะนี้เริ่มมีประชาชนออกมาปฏิบัติการเพื่อแสดงออกถึงความชิงชังฝังราก และความรุนแรงนี้กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ทางการเมือง ในไม่ช้านี้ ความสุขุมคัมภีรภาพของรัฐ ทั้งฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม นั้นสำคัญมาก ต้องทำให้รู้สึกว่า รัฐให้โอกาสประชาชนมีเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนถกเถียงกันได้และรัฐสมารถรอประชาชนพูดคุยกันให้ถึงที่สุด ได้อย่างอดทน &nbsp;รัฐต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและห้ามมิให้มีการละเมิดนี้อย่างจริงจัง &nbsp;ที่ว่าอย่างนี้มิใช่รัฐคือผู้ส่งสายตาเพิ่งมอง เงี่ยหูวาดระแวงไปทั่ว ยิ่งรัฐบาลจ่ายค่าชดเชยผู้สูญเสียจากเหตุการณ์หนักหน่วง ก็ยิ่งเหมือนราดน้ำมันใส่กองทัพทหารให้ชิงชังขบวนการคนเสื้อแดง แดงเองก็ชิงชังทหาร ทั้งๆ ที่ ทหารก็ลูกหลานชาวบ้าน กลับต้องมาขัดแย้งกัน ในยามนี้ ทหารกำลังกุมสภาพเป็นรัฐทหาร ประชาชนกำลังเกาะเกี่ยวจดจ้องกองทัพ อำนาจรัฐจึงง่อนแง่น&nbsp; ขาดเอกภาพ ขาดความชอบธรรมมากขึ้นๆ &nbsp;และมีแนวโน้มอาจจะแตกเป็นเสี่ยงๆ หากรัฐยังเลือกที่จะปกป้องอำนาจ มากกว่าพยายามให้ความเป็นธรรม เท่าเทียมกับชีวิตประชาชน</p>
<p>	ดังนั้น รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ที่ประชาชนทุกคนต้องยอมรับร่วมกัน ต้องศรัทธาและพร้อมสละชีวิตปกป้องมันอย่างสุดกำลัง เพราะรัฐธรรมนูญคือสัญญาประชาคม ปราการปกป้องสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน เป็นลายลักษณ์อักษรที่ยอมรับการก่อร่าง รูปรัฐ อำนาจ และกลไก ถ่วงดุล ตรวจสอบ เอาไว้สูงสุด ดังนั้น &nbsp;การร่างรัฐธรรมนูญ ในสภาพที่สังคมขาดสติ ไร้ปัญญา ไร้จิตวิญญาณประชาธิปไตย ทำให้การไตร่ตรอง พูดคุยและยอมรับกันไม่เกิดขึ้นอย่างที่พึงจะเป็น ความฝันที่อยากจะได้รัฐธรรมนูญที่ดี ที่ถูกยอมรับ ถูกปกป้องก็ยิ่งริบหรี่</p>
<p>	วันนี้&nbsp; การเมืองไทย ภายใต้การนำของรัฐบาล นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องอดทน รีรอและเปิดพื้นที่ สร้างเวทีให้ประชาชนพูดคุยกันให้มาก&nbsp; ทหาร ข้าราชการ ทุกเหล่าฝ่ายจะต้องมีใจเที่ยงธรรมเน้นข้อเท็จจริง ใช้สติปัญญาคลี่คลายให้กระจ่าง อย่าแฝงวาระซ่อนเร้น และเห็นแก่อนาคตบ้านเมือง ประชาชนชาวไทยให้มากๆ</p>
<p>	ประชาชนเองก็เช่นกัน&#8230;&nbsp; จะอดทนและเดินต่อ หรือจะเอาให้แหลกลาญกันไปข้าง ?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/03/12/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%95%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จาก ค่าชดเชยวีรชน  ถึง กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระวังลางร้ายรัฐบาลแดง !!</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/01/20/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/01/20/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2012 11:09:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทบรรณาธิการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=4260</guid>
		<description><![CDATA[ผ่านไปเพียงอาทิตย์เดียวก็เป็นเรื่องที่ใกล้จะถูกลืมอีกแล้ว สำหรับประเด็นเรื่องการจ่ายค่าชดเชย ให้กับผู้สูญเสียในเหตุการณ์ทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2548-2554 จริงๆ แล้ว โดยส่วนตัวเรื่องการแสดงความรับผิดชอบ ที่อยากดูแลประชาชนของรัฐ เป็นเรื่องที่รัฐต้องทำ &#160;แต่การที่รัฐบาลแดงอนุมัติเงินให้มาจ่ายผู้สูญเสียนั้น รัฐบาลจะต้องศึกษาและวางมาตรการที่รัดกุม ชัดเจนและมีมาตรฐานเป็นที่รับได้ในสายตาประชาชนด้วย โดยเฉพาะเรื่องจำนวนเงิน (ซึ่งมากจนน่าตกใจ) รัฐต้องดูเทียบเคียงตามฐานแห่งภาระและเหตุการณ์ ที่เหมาะสม ว่าจะจ่ายอย่างไร เพราะอะไร พิจารณาแล้วดูสมเหตุสมผลถ้วนทั่ว อีกทั้ง รัฐบาลจะต้องไม่ดำเนินการแจกจ่ายเอง เหมือนที่กำลังจะเกิดขึ้นซึ่งถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์และมองดูอย่างฉุนเฉียว เนื่องจากดูคล้าย รัฐบาลจ่ายค่าแรงในภารกิจเผาบ้านป่วนเมือง !! &#160;&#160;&#160;งานนี้รัฐบาลมีทางออกเดียวคือจะต้องผลักดันให้เกิดองค์กรอิสระ ซึ่งทำหน้าที่พิจารณา ยกย่อง ชมเชย ชดเชย และวางกลไกเข้าไปดูแลครอบครัวผู้สูญเสีย ตามเหตุและปัจจัย ทั้งข้าราชการ และประชาชนคนธรรมดา อย่างเสมอภาคเท่าเทียมและทั่วถึง ดังนั้น การนำภาษีของประชาชนมาเยียวยา ดูแล จึงต้องไม่ยืนบนฐานลำเอียงแบ่งฝักฝ่ายซึ่งดูแล้วปราศจากความเหมาะสมเป็นธรรมแถมน่าเคลือบแคลงสงสัย การชดเชยนี้ต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็น เหลือง แดง หรือว่าพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรือที่ไหนๆ ก็ตาม แม้แต่ เพื่อนแรงงานต่างชาติต่างด้าว ที่มาขายแรงงาน ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดกระแสคัดค้าน ประนาม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/01/news200155-4.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-4261" height="204" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/01/news200155-4.jpg" title="news200155-4" width="320" /></a></p>
<p>	ผ่านไปเพียงอาทิตย์เดียวก็เป็นเรื่องที่ใกล้จะถูกลืมอีกแล้ว สำหรับประเด็นเรื่องการจ่ายค่าชดเชย ให้กับผู้สูญเสียในเหตุการณ์ทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2548-2554 จริงๆ แล้ว โดยส่วนตัวเรื่องการแสดงความรับผิดชอบ ที่อยากดูแลประชาชนของรัฐ เป็นเรื่องที่รัฐต้องทำ &nbsp;แต่การที่รัฐบาลแดงอนุมัติเงินให้มาจ่ายผู้สูญเสียนั้น รัฐบาลจะต้องศึกษาและวางมาตรการที่รัดกุม ชัดเจนและมีมาตรฐานเป็นที่รับได้ในสายตาประชาชนด้วย โดยเฉพาะเรื่องจำนวนเงิน (ซึ่งมากจนน่าตกใจ) รัฐต้องดูเทียบเคียงตามฐานแห่งภาระและเหตุการณ์ ที่เหมาะสม ว่าจะจ่ายอย่างไร เพราะอะไร พิจารณาแล้วดูสมเหตุสมผลถ้วนทั่ว อีกทั้ง รัฐบาลจะต้องไม่ดำเนินการแจกจ่ายเอง เหมือนที่กำลังจะเกิดขึ้นซึ่งถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์และมองดูอย่างฉุนเฉียว เนื่องจากดูคล้าย รัฐบาลจ่ายค่าแรงในภารกิจเผาบ้านป่วนเมือง !! &nbsp;&nbsp;&nbsp;งานนี้รัฐบาลมีทางออกเดียวคือจะต้องผลักดันให้เกิดองค์กรอิสระ ซึ่งทำหน้าที่พิจารณา ยกย่อง ชมเชย ชดเชย และวางกลไกเข้าไปดูแลครอบครัวผู้สูญเสีย ตามเหตุและปัจจัย ทั้งข้าราชการ และประชาชนคนธรรมดา อย่างเสมอภาคเท่าเทียมและทั่วถึง</p>
<p>	ดังนั้น การนำภาษีของประชาชนมาเยียวยา ดูแล จึงต้องไม่ยืนบนฐานลำเอียงแบ่งฝักฝ่ายซึ่งดูแล้วปราศจากความเหมาะสมเป็นธรรมแถมน่าเคลือบแคลงสงสัย การชดเชยนี้ต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็น เหลือง แดง หรือว่าพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรือที่ไหนๆ ก็ตาม แม้แต่ เพื่อนแรงงานต่างชาติต่างด้าว ที่มาขายแรงงาน ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดกระแสคัดค้าน ประนาม หากรัฐบาลใช้เงินกองทุนนี้ อย่างไม่เป็นระบบและสิ้นเปลืองภาษี</p>
<p>	ทางออกคือ รัฐบาลควรแต่งตั้งองค์กรอิสระ ขึ้นมาและให้องค์กรทำหน้าที่สืบค้นหลักฐาน วางกระบวนการ ระเบียบ และดำเนินการ ไปตามความจำเป็น และเหมาะสม และหน่วยงานนี้ จะต้องทำให้สังคมเห็นว่า ใคร มีบทบาทอย่างไรในเหตุการณ์ใด &nbsp;การชดเชย ดูแล เยียวยาเป็นอย่างไร ดังนั้น คนที่มีหลักฐานชัดเจนว่ากระทำความผิดกฎหมาย เจตนา จงใจ&nbsp; อาทิ เผาเมือง เผาศาลากลาง ทำลายทรัพย์สินสนามบิน ใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐหรือทำร้ายประชาชนคนทั่วไป คนที่เห็นต่าง พกพาอาวุธเข้ามาในม็อบอย่างน่าสงสัย ปลุกระดมให้ใช้ความรุนแรง ฯลฯ&nbsp; คนเหล่านี้ อาจจะถูกตัดสิทธิ์หรือได้รับค่าลดเชยน้อยลงตามความหนักเบาตามข้อเท็จจริงของการกระทำ องค์กรอิสระนี้จะต้องค้นหาคุณค่าของผู้เสียสละที่มีต่อประเทศชาติ&nbsp; ยืนยันตัวตน ฐานะลงในบันทึกทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่สำคัญ การสืบ การสอบ การศึกษา พิเคราะห์จะต้องทำให้ถี่ถ้วนสิ้นข้อสงสัยด้วย&#8230;</p>
<p>	จากนี้ไป การจ่ายการชดเชย รัฐบาลจะต้องไม่สร้างบรรทัดฐานใหม่ไปในทางผิดๆ กลายเป็นแรงจูงใจด้านผลประโยชน์ ซึ่งขณะนี้ กรณีการจ่ายค่าชดเชยกำลังถูกประชาชนบางส่วนประนามอย่างชิงชังและไม่ยอมรับความคิดลักษณะอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ &nbsp;&nbsp;นี่คือคนตาย คือความสูญเสีย ที่เงินเท่าใดก็มิอาจปลุกฟื้นขึ้นมาได้ ดังนั้น อย่าให้แรงจูงใจด้านผลประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ กลายมาเป็นบ่อนทำลายมโนธรรมในจิตใจประชาชน ทำลายจิตวิญญาณในระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาชนโดยหน้าที่ จะต้องตื่นตัว อุทิศตน มีส่วนร่วม ตรวจสอบและปกป้องประเทศชาติประชาชนประชาธิปไตยอยู่แล้ว</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/01/news200155-5.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-4262" height="265" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/01/news200155-5.jpg" title="news200155-5" width="415" /></a><br />
	มาที่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันบ้าง ตอนนี้อยู่ในช่วงแหลมคมทางความคิดที่สุด นักคิด นักการเมือง นักเคลื่อนไหว กำลังเผชิญหน้ากันไปทุกพื้นที่ความคิด แม้ว่าจะโชคดีที่ท่วงทำนองปฏิกิริยาท่าทีแบบรุนแรงลดลงไปบ้าง มาสู้กันทางความคิดและมองปัญหา มองไปในอนาคตมากขึ้น ก็ตาม แต่เหตุและผลในการแก้ไข ยังไม่กระจายไปสู่บทสนทนาของประชาชนมากนัก &nbsp;ทั้งๆ ที่ กฎหมายสำคัญ ถ้ายังไม่ถูกยกให้เป็นเรื่องสำคัญในชีวิตประจำวันของประชาชน ถึงแก้ไขได้ก็ยังไม่ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ถูกปกป้องหากเกิดการละเมิด ปฏิวัติรัฐประหาร&nbsp; โดยส่วนตัวมองในเรื่องความก้าวหน้าทางการเมืองของประชาชนอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า ในยามนี้การพลิกโฉม ปฏิวัติและเปลี่ยนแปลง แบบข้ามกระแสประชาชน ล้วนสุ่มเสี่ยง เพราะในที่สุดถ้าประชาชนก็ไม่ได้ตระหนักจริงๆ สุดท้ายก็กลับมาที่เดิม ร่างกันใหม่ เพื่อไปแก้ไขปัญหาอันเก่าวนเวียนไม่รู้จบ หลายๆ ครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็เป็นอย่างนี้ จนการเมืองไทยย่ำอยู่กับที่ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้มาจากความต้องการของคนส่วนใหญ่ที่แท้จริง</p>
<p>	ดังนั้น คณะกรรมาธิการต่างๆ&nbsp; เหล่ากลุ่มฝ่ายนักวิชาการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อนำเสนอ ผลักดัน ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะต้องไม่ห้ำหั่นแนวคิดฝ่ายตรงข้าม หรือยัดเยียดความคิดตนให้สังคม แต่ต้องทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันด้วย และให้ประชาชนเลือก เพราะในสถานกาณ์ที่สังคมกำลังแตกแยกเป็นหลายฝักหลายฝ่าย (ไม่ใช่สองฝ่าย) เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุด เกี่ยวกับฐานะสถานะสถาบัน นั้นถือว่าเป็นโอกาสที่ดี ในการปลูกฝังความคิดประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนทราบ ยอมรับในเจตนารมณ์ของบทบัญญัติโดยทั่วกันในแต่ข้อ</p>
<p>	ที่สำคัญ &nbsp;กระบวนการร่าง กระบวนแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ในบทบัญญัติจะต้องเปิดให้ถกเถียงกันให้จบเป็นที่สิ้นสุด เป็นที่ยอมรับ หรือเห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะการร่าง การยอมรับ เพื่อให้ประชาชนต้องมีส่วนร่วมและเห็นพ้อง เป็นสำคัญ เพื่อให้กฎหมายสูงสุดนี้ มีฐานะ มีพลัง มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สุด ในยามนี้ &nbsp;พลังกดดันทุกๆ ฝ่าย จะต้องหยุดการใช้ การสร้างเงื่อนไขเพื่อกดดันทางการเมือง ในการเดินตามกระแสมติมหาชน</p>
<p>	การกดดัน การเรียกร้องที่มากเกินไป หรือการใช้เสียงข้างมากในสภา มาผลักดันคือการทำลายกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำลายประชาธิปไตย เวลานี้รัฐบาล จะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว กำกับ และควบคุม ทิศทางเนื้อหาสาระของกฎหมายสูงสุดนี้ เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน</p>
<p>	เมื่อไหร่ที่ความคิดใหม่ๆ ถูกถกเถียงจนเป็นที่ยุติในเวทีประชาชน เมื่อนั้นร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดจึงจะบังเกิดและเผยโฉม เพราะถ้ายังใช้วิธีการกดดัน ล็อบบี้ ชุมนุมโจมตีเผชิญหน้ากันอย่างนี้ รัฐธรรมนูญก็เหมือนกับรัฐบาล ปฏิวัติขับไล่เมื่อไหร่ ก็ฉีกเมื่อนั้น !!</p>
<p>	สุดท้าย ทั้งเรื่องค่าชดเชยกับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลกำลังผลักดันและแซงแทรงก้าวก่าย ล้วนแต่เป็นระเบิดเวลาที่ล่อแหลมทั้งสิ้น จริงอยู่รัฐบาลอาจจะคิดว่าคนเสื้อแดงซื้อได้ เห็นแก่ผลประโยชน์ ซึ่งก็ไม่เสมอไปหรอก หากความเป็นธรรมและอุดมการณ์ประชาธิปไตยไม่บังเกิดตามนโยบาย คนเสื้อไหนๆ ก็พร้อมที่จะสู้และเปลี่ยนแปลงแหละครับ&#8230;ระวังจะเป็นลางร้าย นะ !!</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/01/20/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%99-%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อัตตดุลยพินิจของศาล</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/12/22/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/12/22/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Dec 2011 04:00:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทบรรณาธิการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=4084</guid>
		<description><![CDATA[อัตตดุลยพินิจของศาลกับวุฒภาวะของสังคมบนความขัดแย้งแตกแยก ในกรณี คำตัดสิน นายอำพล ตั้งนพกุล หรือ &#8220;อากง&#8221; คดีหมิ่นพระบรม ตามมาตรา 112 และ ในกรณี นางจินตนา แก้วขาว แกนนำต่อสู้คัดค้านโรงไฟฟ้าบ้านบ่อนอกบ้านหินกรูด กรณีอากง ประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่ได้สงสัยในการใช้กฎหมาย 112 แต่ที่เกิดความเคลือบแคลงคือข้อเท็จจริงประจักษ์ชัด ปราศจากข้อโต้แย้ง เพราะสังคมต่างรับรู้ว่า ในยามนี้เกิดพลังกดดันจากประชาชนที่ศรัทธา มากจนงมงายล้นเกินต่อสถาบันรวมถึงกลไกรัฐที่แสดงถึงจุดยืนปกป้อง และนั่นเองที่กระบวนการยุติธรรมดูสั่นคลอน เนื่องจากสะท้อนให้เห็นอคติในการตัดสินคดี ซึ่งที่ขัดแย้งต่อจิตสำนึกของประชาชนที่ใคร่ครวญเรื่องความยุติธรรม อย่าลืมว่า ในยามนี้สังคมไทยมีวุฒิภาวะในการเฝ้ามองตรวจสอบบทบาทศาลและการทำงานของกระบวนยุติธรรมมากกว่าเดิมมาก และการวิพากษ์วิจารณ์สามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วและมีโอกาสก่อผลไปสู่การเปลี่ยนแปลง ได้ทุกเวลา ถ้าหากว่า ข้อโต้แย้งนี้ไปสู่จุดถึงที่สุดไร้ซึ่งความคิดเห็น ต่อการใช้อัตตดุลยพินิจของศาลอย่างไม่สมเหตุสมเหตุในพยาน หลักฐานและการเข้าใจบริบทของสังคม ดุลยพินิจที่ไม่สอดคล้องคล้อยตามพัฒนาการของสังคม เงื่อนไข ภาวะความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก การยืนยันให้คำตัดสินเดินไปตามเจตนารมณ์ ของกฎหมาย การเชื่อในพยานหลักฐานอันเป็นที่สิ้นสุดและประจักษ์ชัด (จับต้องได้ คือ ความยุติธรรมข้อถกเถียงเรื่องอีมี่) ล้วนแต่นำมาซึ่งข้อสงสัยเคลือบแคลงในการใช้ดุลยพินิจของศาล สถิตยุติธรรม และยิ่งน่าวิตกหากข้อสงสัยลุกลามไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ต่อฐานคิดที่หล้าหลัง และลงติดในอำนาจนิยมของผู้ให้ความยุติธรรม โดยไม่ร่วมรับรู้และปรับกระบวนทัศน์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของสังคม ส่วนกรณี นางจินตนา แก้วขาว แกนนำอนุรักษ์ นั้นเป็นการสะท้อนภาวะความสนใจต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนของโลกเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม จิตสำนึกในความรักความหวงแหนในวิถีท้องถิ่นอันเป็นสิทธิชุมชนซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญคุ้มครอง ศาลได้สั่งจำคุกโดยไม่รอลงอาญา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/12/news231254.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-4085" height="189" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/12/news231254.jpg" title="news231254" width="320" /></a><br />
	อัตตดุลยพินิจของศาลกับวุฒภาวะของสังคมบนความขัดแย้งแตกแยก ในกรณี คำตัดสิน นายอำพล ตั้งนพกุล หรือ &ldquo;อากง&rdquo; คดีหมิ่นพระบรม ตามมาตรา 112 และ ในกรณี นางจินตนา แก้วขาว แกนนำต่อสู้คัดค้านโรงไฟฟ้าบ้านบ่อนอกบ้านหินกรูด</p>
<p>	กรณีอากง ประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่ได้สงสัยในการใช้กฎหมาย 112 แต่ที่เกิดความเคลือบแคลงคือข้อเท็จจริงประจักษ์ชัด ปราศจากข้อโต้แย้ง เพราะสังคมต่างรับรู้ว่า ในยามนี้เกิดพลังกดดันจากประชาชนที่ศรัทธา มากจนงมงายล้นเกินต่อสถาบันรวมถึงกลไกรัฐที่แสดงถึงจุดยืนปกป้อง และนั่นเองที่กระบวนการยุติธรรมดูสั่นคลอน เนื่องจากสะท้อนให้เห็นอคติในการตัดสินคดี ซึ่งที่ขัดแย้งต่อจิตสำนึกของประชาชนที่ใคร่ครวญเรื่องความยุติธรรม<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/12/news231254-1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-4086" height="208" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/12/news231254-1.jpg" title="news231254-1" width="250" /></a><br />
	อย่าลืมว่า ในยามนี้สังคมไทยมีวุฒิภาวะในการเฝ้ามองตรวจสอบบทบาทศาลและการทำงานของกระบวนยุติธรรมมากกว่าเดิมมาก และการวิพากษ์วิจารณ์สามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วและมีโอกาสก่อผลไปสู่การเปลี่ยนแปลง ได้ทุกเวลา ถ้าหากว่า ข้อโต้แย้งนี้ไปสู่จุดถึงที่สุดไร้ซึ่งความคิดเห็น ต่อการใช้อัตตดุลยพินิจของศาลอย่างไม่สมเหตุสมเหตุในพยาน หลักฐานและการเข้าใจบริบทของสังคม<br />
	ดุลยพินิจที่ไม่สอดคล้องคล้อยตามพัฒนาการของสังคม เงื่อนไข ภาวะความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก การยืนยันให้คำตัดสินเดินไปตามเจตนารมณ์ ของกฎหมาย การเชื่อในพยานหลักฐานอันเป็นที่สิ้นสุดและประจักษ์ชัด (จับต้องได้ คือ ความยุติธรรมข้อถกเถียงเรื่องอีมี่) ล้วนแต่นำมาซึ่งข้อสงสัยเคลือบแคลงในการใช้ดุลยพินิจของศาล สถิตยุติธรรม และยิ่งน่าวิตกหากข้อสงสัยลุกลามไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ต่อฐานคิดที่หล้าหลัง และลงติดในอำนาจนิยมของผู้ให้ความยุติธรรม โดยไม่ร่วมรับรู้และปรับกระบวนทัศน์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของสังคม</p>
<p>	ส่วนกรณี นางจินตนา แก้วขาว แกนนำอนุรักษ์ นั้นเป็นการสะท้อนภาวะความสนใจต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนของโลกเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม จิตสำนึกในความรักความหวงแหนในวิถีท้องถิ่นอันเป็นสิทธิชุมชนซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญคุ้มครอง ศาลได้สั่งจำคุกโดยไม่รอลงอาญา ทั้งๆ ที่ศาลควรจะใคร่ครวญพิเคราะห์ความรู้สึกของสังคม ความจำเป็นอันแสนยากของความขาดแคลนบุคลากรทางสังคมที่หวงแหนแผ่นดินถิ่นเกิด และศาลควรจะพิเคราะห์ให้เห็นเป็นโอกาสว่า &ldquo;คนที่อุทิศตนเพื่อปกป้องท้องถิ่น แผ่นดินถิ่นเกิด อย่างบริสุทธิ์ใจ เสียสละ และเหน็ดเหนื่อยมายาวนาน กฎหมายและกลไกรัฐ รวมถึงกระบวนการยุติธรรมจะต้องคุ้มครอง ปกป้อง และสำแดงฐานคิด บทบาทเพื่อรักษาทรัพยากรของมนุษยชาติและเพื่อผดุงความยุติธรรมของสังคม&rdquo;&nbsp; เหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการตัดสินลงโทษ โดยไม่รอลงอาญา ถือว่า ศาลเลือกที่จะปกป้องนายทุนและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจบนฐานการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชุมชน&nbsp;&nbsp; สร้างความเสื่อมศรัทธา ความไม่เชื่อมั่นในตุลาการศาลยุติธรรมไปมากในหมู่นักอนุรักษ์และประชาชนที่รักท้องถิ่นบ้านเกิด<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/12/news231254-2.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-4087" height="220" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/12/news231254-2.jpg" title="news231254-2" width="200" /></a><br />
	เป็นความผิดหวังอย่างที่สุด ที่ประชาชนรู้สึกว่า จากนี้ไป ตนเองมิอาจจะพึ่งพาอำนาจรัฐ และกระบวนการยุติธรรมได้ เพราะลำพังการต้องต่อสู้กับอำนาจทุนที่ใช้กฎหมาย ใช้อำนาจรัฐเป็นเครื่องมือ ต่อสู้อิทธิพลมืด และประชาชนในส่วนที่เห็นพ้องร่วมกับแนวทางการพัฒนาแบบทำลายล้าง ก็ลำบากแทบจะหาที่ยืนไม่ได้อยู่แล้ว แต่การที่ศาลตัดสินจำคุกโดยมิใคร่ครวญในเจตนาแห่งพฤติการณ์ให้ถ่องแท้นั้น เสมือนลืมหลงและร่วมเป็นเครื่องมือนายทุนไปด้วย นั่นเท่ากับว่า &nbsp;ขบวนประชาชนอาจมีโอกาส รับโทษ 2 ชั้น ซึ่งยิ่งบั่นทอนให้ขบวนประชาชนผิดหวังท้อแท้ไปไม่น้อย เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่า กลไกอำนาจรัฐและกระบวนการยุติธรรมนั้นอ่อนด้อยในจิตใต้สำนึกที่เห็นคุณค่าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วอย่างนี้ สังคม คนรุ่นใหม่ที่ไหนจะกล้าเดินย่ำเท้าก้าวตาม ถูกปองร้าย ถูกตราหน้า และถูกจับขังคุก !!</p>
<p>	เป็นความสงสัยเหลือเกินว่า เหตุใด จู่ๆ กลไกรัฐจึงเลือกใช้ตัวบทกฎหมายอย่างเถรตรงและแสนซื่อนี้ กับประชาชนตัวเล็กๆ การยัดเยียดความเป็นอาชญากรให้คนที่สังคมต่างมองว่า &nbsp;&ldquo;เป็นแค่เหยื่อ&rdquo; &nbsp;และที่สำคัญกับคนที่ปกป้องทรัพยากรสาธารณะเยี่ยงวีรชน เช่นนี้แล้ว จากนี้ไปหน้า เราซึ่งเป็นประชาชนจะร้องหาความยุติธรรมจากใครได้&nbsp; ?&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>	&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/12/22/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยุทธศาสตร์การสร้างชุมชนเชิงรุก คือเปลี่ยนจากสังคมขอทานไปสู่สังคมจัดการเข้มแข็ง</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/11/29/%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/11/29/%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Nov 2011 04:01:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทบรรณาธิการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=3871</guid>
		<description><![CDATA[พอเริ่มมีโอกาสได้สัมผัสชุมชนที่โดนน้ำท่วมและกำลังพ้นภาวะน้ำท่วมเพื่อตั้งต้นดำเนินชีวิตกันต่อ &#160;ได้มอง ได้เห็นและได้ฟัง ไปจนถึงได้ไปสัมผัสก็เริ่มจะคิดอะไรไปไกลๆ ออกมาได้อีก คิดบนฐานที่รู้แก่ใจว่า โลกเรากำลังเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างรุนแรง คิดบนฐานสภาพสังคม ชุมชนที่มีปัญหาเชิงองค์ความรู้เกี่ยวกับการดำรงอยู่ และคิดบนฐานข้อเท็จจริง ว่าสังคมชุมชนไม่ได้มีความถ้อยทีถ้อยอาศัยพึ่งพามีน้ำใจหนึ่งเดียวกัน &#160;ซึ่งเรื่องนี้ ยากเกินกว่าที่ใครหรือประเทศใด จะปกป้องกอบกู้เพียงลำพังได้ในเวลาอันสั้น แต่ถึงกระนั้นถ้าเรารู้จักคิด รู้จักทบทวน รู้จักหาทางร่วมแรง สามัคคี รู้จักมองไปข้างหน้าให้ชัดเจน เราอาจจะมีทางออกในหลายๆ เรื่อง อย่างน้อยๆ ก็อาจจะทุเลาปัญหาให้เบาลงหรือทุกข์ระทมในระยะเวลาสั้นๆ &#160;และจำกัดปัญหาให้แคบลง ได้อีก วานก่อนได้ลงไปทำกิจกรรมฟื้นฟูกู้โคลนกับโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งทางภาคกลางจึง ได้เห็นวิธีการปกป้องตัวเอง หรือแก้ปัญหาทั้งก่อนและหลังน้ำท่วมของชุมชนรายรอบทางซึ่งหลากหลายและน่าสนใจ &#160;อาทิ ทำพนังกั้นน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ยกบ้านให้สูงลิบลิ่ว ย้ายหนีมาตั้งเพิงพักริมถนน หนีไปอยู่ที่อื่น&#160; ปิดกั้นน้ำ เปิดเจาะถนนทำทางน้ำ ผลักไสน้ำลงทุ่งนา ฯลฯ&#160;&#160; ก็พอเข้าใจจินตนาการการแก้ปัญหาที่แต่ละพื้นที่ แต่ละครัวเรือนพยายามทำเท่าที่ตนเองจะทำได้ &#160;ทั้งในระดับครัวเรือนของแต่ละคน ในระดับชุมชนและการจัดการของรัฐท้องถิ่นและรัฐส่วนกลาง &#160;ซึ่งคิดว่าบางพื้นที่ก็ทำเต็มที่ตามกำลังที่พอทำได้ และบางพื้นที่ก็เพิกเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทำให้โดยภาพรวมยังอยู่ในระดับเชิงรับแบบไม่มีเอกภาพและไม่มีพัฒนาการดีนัก ดูจากสภาพที่เห็นก็น่าจะทำแบบนี้ติดต่อกันมาหลายปี แล้วชุมชนส่วนใหญ่ทำอะไรระหว่างน้ำท่วม ถ้าเป็น คน กทม.และละแวก กทม. ก็คงจะดำรงอยู่ด้วยกิจกรรมรอรับของบริจาค ทั้งจากรัฐและเอกชน&#160; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>	พอเริ่มมีโอกาสได้สัมผัสชุมชนที่โดนน้ำท่วมและกำลังพ้นภาวะน้ำท่วมเพื่อตั้งต้นดำเนินชีวิตกันต่อ &nbsp;ได้มอง ได้เห็นและได้ฟัง ไปจนถึงได้ไปสัมผัสก็เริ่มจะคิดอะไรไปไกลๆ ออกมาได้อีก คิดบนฐานที่รู้แก่ใจว่า โลกเรากำลังเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างรุนแรง คิดบนฐานสภาพสังคม ชุมชนที่มีปัญหาเชิงองค์ความรู้เกี่ยวกับการดำรงอยู่ และคิดบนฐานข้อเท็จจริง ว่าสังคมชุมชนไม่ได้มีความถ้อยทีถ้อยอาศัยพึ่งพามีน้ำใจหนึ่งเดียวกัน &nbsp;ซึ่งเรื่องนี้ ยากเกินกว่าที่ใครหรือประเทศใด จะปกป้องกอบกู้เพียงลำพังได้ในเวลาอันสั้น แต่ถึงกระนั้นถ้าเรารู้จักคิด รู้จักทบทวน รู้จักหาทางร่วมแรง สามัคคี รู้จักมองไปข้างหน้าให้ชัดเจน เราอาจจะมีทางออกในหลายๆ เรื่อง อย่างน้อยๆ ก็อาจจะทุเลาปัญหาให้เบาลงหรือทุกข์ระทมในระยะเวลาสั้นๆ &nbsp;และจำกัดปัญหาให้แคบลง ได้อีก</p>
<p>	วานก่อนได้ลงไปทำกิจกรรมฟื้นฟูกู้โคลนกับโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งทางภาคกลางจึง ได้เห็นวิธีการปกป้องตัวเอง หรือแก้ปัญหาทั้งก่อนและหลังน้ำท่วมของชุมชนรายรอบทางซึ่งหลากหลายและน่าสนใจ &nbsp;อาทิ ทำพนังกั้นน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ยกบ้านให้สูงลิบลิ่ว ย้ายหนีมาตั้งเพิงพักริมถนน หนีไปอยู่ที่อื่น&nbsp; ปิดกั้นน้ำ เปิดเจาะถนนทำทางน้ำ ผลักไสน้ำลงทุ่งนา ฯลฯ&nbsp;&nbsp; ก็พอเข้าใจจินตนาการการแก้ปัญหาที่แต่ละพื้นที่ แต่ละครัวเรือนพยายามทำเท่าที่ตนเองจะทำได้ &nbsp;ทั้งในระดับครัวเรือนของแต่ละคน ในระดับชุมชนและการจัดการของรัฐท้องถิ่นและรัฐส่วนกลาง &nbsp;ซึ่งคิดว่าบางพื้นที่ก็ทำเต็มที่ตามกำลังที่พอทำได้ และบางพื้นที่ก็เพิกเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทำให้โดยภาพรวมยังอยู่ในระดับเชิงรับแบบไม่มีเอกภาพและไม่มีพัฒนาการดีนัก ดูจากสภาพที่เห็นก็น่าจะทำแบบนี้ติดต่อกันมาหลายปี<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/11/news291154-1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-3872" height="192" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/11/news291154-1.jpg" title="news291154-1" width="320" /></a><br />
	แล้วชุมชนส่วนใหญ่ทำอะไรระหว่างน้ำท่วม ถ้าเป็น คน กทม.และละแวก กทม. ก็คงจะดำรงอยู่ด้วยกิจกรรมรอรับของบริจาค ทั้งจากรัฐและเอกชน&nbsp; ตื่นเช้ามาก็ลอยคอมาที่ริมถนนหรือจุดที่ของบริจาคมาถึง คนในภาคกลางเองแม้จะท่วมมาเกือบทุกปี บางแห่งอย่างเช่นชุมชนริมแม่น้ำก็ท่วมทุกปี แต่บางส่วนก็เป็นเช่นนั้นคือไม่ตระเตรียมอะไรรอของบริจาค เพราะทุกปีได้ข้าวของมาก ขาดเสียแต่ว่าปีนี้ คนบริจาคโดนเอง เลยทำให้ข้าวของลดลงคือได้น้อยกว่าทุกปี กระนั้น ก็เห็นว่ามีบางครัวเรือนบางชุมชนที่ชาญฉลาดวางแผนจากเชิงรับเพราะรู้ปัญหาดี ไปสู่เชิงรุกได้ อาทิ ตระเตรียมเสบียงจำเป็นล่วงหน้า ซ่อมแซมพาหนะสำหรับสัญจรให้เพียงพอ เตรียมพลังงานสำรอง สะสมปัจจัยสี่ให้ครบ จัดเก็บข้าวของให้พ้นน้ำ ทำระบบสุขาที่ไม่กระทบกับแรงดันน้ำ และที่น่าสนใจคือทำสวนครัวลอยน้ำ !!&nbsp; ทำแบบตามมีตามเกิดเพราะรัฐไม่ได้เล็งเห็นความสำคัญพอที่จะสนับสนุน</p>
<p>	รวมไปถึงตระเตรียมเครื่องมือหาปลา เพื่อปรับเปลี่ยนอาชีพให้มีรายได้ในระหว่างติดน้ำท่วม ความน่าสนใจคือชุมชน หรือคนริมน้ำนั้นเข้าใจ และรู้ตัวเองที่จะต้องปรับสภาพวิถีให้ดำรงอยู่ได้ในฤดูน้ำหลากที่มากขึ้นทุกปี จึงเป็นความเดือดร้อนแบบซุกซ่อนความทุเลา ซึ่งถ้าหากทุกครัวเรือนมองเห็นปัญหาตรงกันแล้วร่วมมือกันสร้างความเข้มแข็งร่วมกันให้ได้มากกว่าต่างคนต่างอยู่ต่างดิ้นรน ก็คงจะดีและทำอะไรได้อีกไม่น้อย อาทิ เตรียมสร้างสหกรณ์หรือร้านค้าลอยน้ำ ตลาดสดลอยน้ำ สถานบริการลอยน้ำ ไปจนถึง ห้างสรรพสินค้าลอยฟ้า ที่ขายของตามใบสั่ง !!</p>
<p>	ปัญหาคือ ครัวเรือน ชุมชน ในปัจจุบันนี้นั้น ไม่มีความสามัคคี เหลืออยู่มากนัก สลัดทิ้งวิถีชีวิตแบบเก่าไปอ้าแขนรับความเจริญแบบตัวใครตัวมันจึงไม่มีพลัง และใช้สติปัญญาให้เกิดประโยชน์กว่านี้ได้ สุดท้าย ไม่สามารถสร้างแนวทางเชิงรุกได้เลย อย่างมากก็ขนของหนีน้ำ อย่างดีก็ไปนั่งรอของบริจาค แบบไปก่อนได้ก่อน คนมาหลังก็อด คนแก่เดินเหินลำบากก็ไม่ได้ คนอยู่ไกลยิ่งไม่ได้ ยิ่งถ้าเจอเจ้าหน้าที่ลำเอียง คอรัปชั่น หรือองค์กรเอกชนที่ทำเอาแต่หน้ายิ่งไม่ได้อะไรเลย ชุมชนก็ยิ่งแตกแยก และเห็นแก่ตัวหนักขึ้น</p>
<p>	พอถึงยามเก็บกู้ฟื้นฟูชุมชน ชุมชนใดที่ไม่สามัคคี &nbsp;ตัวใครตัวมัน ก็สนแค่รีบทำบ้านตัวเองให้เสร็จ รีบไปทำมาหากิน สถานที่ราชการ ที่สาธารณะอย่างโรงเรียน วัด สถานรับเลี้ยงเด็ก หรืออนามัย ที่มีบุคลากรน้อยแต่มีพื้นที่ดูแลมากๆ เสียหายมากๆ ก็ได้แต่นั่งคอตก ถ้างบประมาณมาล่าช้า ก็แล้วแต่เวรแต่กรรม เพราะได้แต่ดูและรองบประมาณ รอคนภายนอกมาช่วย ลำพังกำลังตนเองทำนั้นยากที่จะเก็บกู้เศษซากความเสียหายได้โดยเร็วหรือสะดวก ที่สำคัญไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาทำ</p>
<p>	มันมีทางออกเชิงรุกอยู่ และไม่มีคนทำ ชุมชนริมแม่น้ำที่มีบทเรียนหรือต้องเผชิญสภาพน้ำท่วมทุกปี หลายชุมชนจัดการเชิงรุกได้ดี มีขั้นตอนการฟื้นฟูได้รวดเร็ว ในขณะที่หลายชุมชนก็ทำได้แค่ตั้งรับในระดับครัวเรือนคือช่วยตัวเองก็พอ เนื่องจาก ไม่มีความสามัคคีกันในชุมชน &nbsp;ดังนั้น การรุกคือ การเตรียมวิธีการจัดการปัญหาไว้ล่วงหน้า การสร้างความพร้อมไว้ทุกด้าน ทั้งเพื่อตัวเองและส่วนรวม &nbsp;อาทิ การสร้างเขื่อน การวางแผนเปิดปิดทางน้ำอย่างมีส่วนร่วม การทบทวนขุดลอก คู คลอง บึง แกมลิง ทุ่งนา การสร้างเรือนลอยน้ำ แพลอยน้ำ สวนลอยน้ำ สุขาลอยน้ำ สถานีอนามัยลอยน้ำ การวางระบบขนส่งสัญจรให้ตัวเองและชุมชน จัดตั้ง โครงข่ายช่วยเหลือกัน การดูแลอาชญากรรมให้ทั่วถึง มีสถานีตำรวจหรือเวรยามแบบลอยน้ำ ติดตั้งกองเรือเร็วตรวจจับ &nbsp;การคิดต้นแบบพาหนะสัญจรราคาถูกปลอดภัย &nbsp;ตลอดจนระบบวางสื่อสาร ที่ต้องมีให้ทั่วถึง ทันใจกว่านี้ ทุกบ้านมีอาหาร มีทุกชุมชนมีกิจกรรม ทั้งหมดนำมาสู่การลดทอนภาระการจัดการของรัฐ ที่ซึ่งทำหน้าที่คิดแค่เพียงเรื่องสนับสนุนผ่านโครงข่ายชุมชนอย่างเป็นระบบ ไม่ต้องให้ชาวบ้านลอยคอลุยน้ำเสียไปรอของแจก<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/11/news291154.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-3873" height="163" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/11/news291154.jpg" title="news291154" width="300" /></a><br />
	&nbsp;ส่วนประชาชนก็เลิกโวยวายไม่หยุด ด่ารัฐ ด่าราชการไม่หยุดได้แล้ว การเอาแต่เรียกร้อง ตูมตามและกดดันราชการไม่ได้อะไร ทางออกคือรวมตัวกัน จัดตั้งหน่วยคอยรับคอยกระจายของให้ทั่วถึงมีประสิทธิภาพก็พอ นอกจากนั้นก็ รวบรวมข้อมูลความต้องการนำเสนอภาครัฐ เอกชนเป็นระบบ &nbsp;ส่วนรัฐก็พัฒนาตัวเองในการทำงาน บ้าง อย่าตามนักการเมืองก็แก้ปัญหาแบบโง่ๆ มากนัก เพราะกำหนดนโยบายแต่ละเรื่อง ตั้งศูนย์ (ศปภ.) มา 2 เดือนแล้ว ยังทำงานไม่เป็น ยิ่งดูยิ่งไม่เป็นงานไม่ฉลาดเอาเสียเลย ทำไปทำมากลายเป็นรัฐและเอกชนนี่เองที่กำลังสร้างให้ประชาชนกลายเป็นขอทานอนาถาไปทั่ว วันๆ คอยแต่ลอยคอรอข้าวกล่อง &nbsp;&#8230;.!</p>
<p>	ยุทธศาสตร์เชิงรุก คือ ครัวเรือนตระเตรียมความพร้อมให้ตัวเอง ชุมชนตระเตรียมความพร้อมการจัดการ ทำความเข้าใจรูปแบบในการจัดการร่วมกัน รัฐมีหน้าที่อำนวยความสะดวก สนับสนุนปัจจัยสี่และทรัพยากรให้กับชุมชน &nbsp;และเอกชนก็เพิ่มเติมส่วนที่ขาดตามช่องทางโครงข่าย &nbsp;อย่าเอาแต่ไล่แจกของแล้วโฆษณาตัวเอง และนอกจากนั้น ภาคประชาสังคมต้องทำหน้าที่สนับสนุนชุมชนในส่วนที่รัฐและเอกชนเติมไม่ได้อีกแรง&nbsp; ถ้าทำได้อย่างนี้คงยุติภาวะความน่าสมเพช เวทนาที่ชาวบ้านต้องออกไปรอรับของทุกๆ วัน เหมือนขอทาน อยู่ร่ำไปได้แล้ว ครับ</p>
<p>	&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/11/29/%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คิดเรื่องน้ำ ทบทวนสติปัญญา</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/11/24/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/11/24/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Nov 2011 02:40:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทบรรณาธิการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=3812</guid>
		<description><![CDATA[ก้มหน้าก้มตาดูแล จัดการ ศูนย์เพื่อนสู้ภัย ซึ่งเน้นกิจกรรมอาสาเย็บเสื้อชูชีพและทำแพส้วม เพื่อนำไปแจกจ่ายและสนับสนุนอาสาสมัครในพื้นที่ อยู่เกือบ 2 เดือน แทบไม่ได้ขยับออกไปไหน หรือติดตามข่าวสารอะไร ที่เกิดขึ้นกับโลกภายนอก แต่ก็เฝ้าระวังน้ำตลอด 24 ชม.ในช่วงแรกๆ ต้นเดือนตุลาคม จนกลายเป็นพวกวิตกจริตเฝ้าระแวง สาเหตุก็มาจากปัญหาเบื้องต้น คือ เรากับความเข้าใจเรื่องน้ำมันถูกตัดขาดและละเลยการเข้าใจในสาระสำคัญของธรรมชาติน้ำและปัจจัยที่เกี่ยวกับน้ำ&#160; เพราะตำแหน่งที่ตั้งของประเทศเราอยู่ตรงเส้นศูนย์สูตร เป็นเขตมรสุม มีฝนตกชุก แถมมีภาคเหนือเป็นหลังคาเขา แถมมีที่ราบ เหนือล่าง-กลางบน และที่ลุ่มซึ่งน้ำจะหลากลง และจะไหลมารวมกัน ณ ที่ลุ่ม คนแต่โบราณจึงเอาฤดูกาลน้ำหลากเป็นปราการปกป้องเมือง คนแต่โบราณจึงมีองค์ความรู้ในการดำรงชีพอยู่กับน้ำ การจัดการบ้านเรือนไร่นา และมีวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับน้ำ อย่างเคารพน้ำ เพื่อให้เกิดความระวังและเกรงกลัว มีการตระเตรียมตัวเองก่อนจะถึงฤดูน้ำหลากมา มีการผูกยึด โยงใยชุมชนให้สามัคคีช่วยเหลือ ตอกย้ำนับญาติ นับเพื่อนกันไม่ให้ขาดหาย คนบ้านโคก คนบ้านลุ่มคบหาพึ่งพากัน เผื่อไว้ในยามเดือดร้อนแบบนี้แหละ ข้าวหาไม่ได้ ควายไม่มีหญ้า นาไม่มีทำ ก็ขอแบ่งขอเบียดให้ประทังกันไปได้ มาในยุคปัจจุบันเราพากันละเลยหลงลืม ยิ่งมีหน่วยงานกลางที่ใหญ่โต และอ้างตนว่าสามารถดูแลประชาชนได้ ความรู้ วิถีวัฒนธรรมที่คอยเตือนสติก็หายไป ไม่เข้าใจธรรมชาติน้ำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/11/news2411541.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-3813" height="186" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/11/news2411541.jpg" title="news241154" width="300" /></a><br />
	ก้มหน้าก้มตาดูแล จัดการ ศูนย์เพื่อนสู้ภัย ซึ่งเน้นกิจกรรมอาสาเย็บเสื้อชูชีพและทำแพส้วม เพื่อนำไปแจกจ่ายและสนับสนุนอาสาสมัครในพื้นที่ อยู่เกือบ 2 เดือน แทบไม่ได้ขยับออกไปไหน หรือติดตามข่าวสารอะไร ที่เกิดขึ้นกับโลกภายนอก แต่ก็เฝ้าระวังน้ำตลอด 24 ชม.ในช่วงแรกๆ ต้นเดือนตุลาคม จนกลายเป็นพวกวิตกจริตเฝ้าระแวง สาเหตุก็มาจากปัญหาเบื้องต้น คือ เรากับความเข้าใจเรื่องน้ำมันถูกตัดขาดและละเลยการเข้าใจในสาระสำคัญของธรรมชาติน้ำและปัจจัยที่เกี่ยวกับน้ำ&nbsp; เพราะตำแหน่งที่ตั้งของประเทศเราอยู่ตรงเส้นศูนย์สูตร เป็นเขตมรสุม มีฝนตกชุก แถมมีภาคเหนือเป็นหลังคาเขา แถมมีที่ราบ เหนือล่าง-กลางบน และที่ลุ่มซึ่งน้ำจะหลากลง และจะไหลมารวมกัน ณ ที่ลุ่ม คนแต่โบราณจึงเอาฤดูกาลน้ำหลากเป็นปราการปกป้องเมือง คนแต่โบราณจึงมีองค์ความรู้ในการดำรงชีพอยู่กับน้ำ การจัดการบ้านเรือนไร่นา และมีวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับน้ำ อย่างเคารพน้ำ เพื่อให้เกิดความระวังและเกรงกลัว มีการตระเตรียมตัวเองก่อนจะถึงฤดูน้ำหลากมา มีการผูกยึด โยงใยชุมชนให้สามัคคีช่วยเหลือ ตอกย้ำนับญาติ นับเพื่อนกันไม่ให้ขาดหาย คนบ้านโคก คนบ้านลุ่มคบหาพึ่งพากัน เผื่อไว้ในยามเดือดร้อนแบบนี้แหละ ข้าวหาไม่ได้ ควายไม่มีหญ้า นาไม่มีทำ ก็ขอแบ่งขอเบียดให้ประทังกันไปได้</p>
<p>มาในยุคปัจจุบันเราพากันละเลยหลงลืม ยิ่งมีหน่วยงานกลางที่ใหญ่โต และอ้างตนว่าสามารถดูแลประชาชนได้ ความรู้ วิถีวัฒนธรรมที่คอยเตือนสติก็หายไป ไม่เข้าใจธรรมชาติน้ำ ไม่สนใจลักษณะทางภูมิศาสตร์บ้านเรือนของตน ว่าอยู่ในที่ลุ่ม ที่โคก ที่น้ำไหล อย่างไร หนักกว่านั้นบางคน บางบ้านไปถมที่ทางน้ำไหลทำถนน ทำบ้านจัดสรร ถมทุ่งทำนิคมอุตสาหกรรม เอาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีมากำหนดมากำกับ กลายเป็นมนุษย์ที่เชื่อมั่นตนเอง เชื่อมั่นความรู้สมัยใหม่ ทิ้งสายใยสามัคคีกันในชุมชน ทิ้งวิธีคิดเก่าแก่ที่สอนให้เข้าใจธรรมชาติรอบตัว และทิ้งพลังทางสังคมที่เราต้องเยียวยากันและกัน ความเดือดร้อนแสนสาหัส สภาพที่หลงเหลือคือมีแต่น้ำท่วมล้นหลังค้าบ้าน ยิ่งคนเราใจจืดใจดำ เห็นแก่ตัวผลักไสน้ำออกไปให้คนอื่น แทนที่จะแบ่งเบาน้ำไปเท่าๆ กัน ไปตามสภาพพื้นที่ ลุ่ม แหล่ง ลำคลอง หนอง บึง ก็กลายเป็นใครมีกำลัง มีเขื่อนกั้น มีกระสอบทรายสูง มีเครื่องสูบใหญ่ ก็ผลักไสน้ำไปให้คนอื่นได้มาก อนิจจาบางคนถึงกับร่ำไห้เพราะตั้งตัวไม่ทันและคาดไม่ถึง &nbsp;!!!</p>
<p>จากนี้ไปหลังน้ำลด สังคม ชุมชน เมือง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำปากอ่าว คงต้องมาทบทวนทำความเข้าใจกัน บ้านบนก็ปล่อยมา บ้านกลางก็ผลักไส บ้านล่างก็อั้นไว้ ใครกันหละรับกรรมชอกช้ำทวีคูณ &#8230;?&nbsp; ทำกันแบบนี้ก็มีแต่แตกกับแตก ชาวบ้านคงต้องรบรากันเอง ดังนั้นจากนี้ไปหน้า เราต้องสร้างพลังประชาสังคม สร้างเวทีสาธารณะ ทำประชามติ รวมไปถึงรื้อองค์ความรู้ในการเข้าใจธรรมชาติน้ำและสร้างแนวทางสร้างความร่วมมือ ตั้งแต่ระดับชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด และทั้งภูมิภาค ในการจัดการน้ำให้เป็นระบบและเป็นธรรม !!&nbsp; กว่านี้</p>
<p>สิ่งที่คนบ้านบนทำ ปิดพนังกั้นน้ำ จะอธิบายคนบ้านลุ่มอย่างไร ? คนเมืองหลวงทำ ผลักใสน้ำออกไปท่วมบ้านอื่น จะตอบแทนคนรอบนอกอย่างไร นี่คือคำถาม ชาวบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทยอยขายบ้านหนี หนีสถานที่ หนีปัญหา หนีไปให้พ้นชีวิตที่ราบลุ่ม?</p>
<p>ความไม่สนใจภาวะทางธรรมชาติแถมไร้ความรู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวทำเลที่ตั้งบ้านเรือน ตลอดจนขอบเขตสิทธิของตนและผู้อื่นทำให้คนในยุคหลังๆ ไปปลูกบ้าน ตั้งชุมชนริมเขา ติดลำธาร ติดทะเล ริมแม่น้ำ ซึ่งมาจากฐานคิดแค่เรื่องความงามของบรรยากาศ เป็นหลักมาบัดนี้ ก็เริ่มเห็นแล้ว ว่าทำไมคนโบราณไม่เอา ไม่ตั้งชุมชน หรือมีองค์ความรู้ในการดำรงอยู่กับธรรมชาติรอบตัวซับซ้อน ดังนั้นคงถึงเวลาที่เราต้องกลับมาทบทวน สติปัญญากันเสียทีนะครับ</p>
<p>อีกเรื่องหนึ่ง คือ ปัญหาขององค์กรรัฐ ล้วนๆ เพราะตลอดระยะเวลาที่เฝ้าดูปรากฏการณ์น้ำกับสภาพสังคมซึ่งมีปัญหาก็เรื่องหนึ่ง แต่ก็เห็นวิธีคิดของรัฐ วิธีการบริหารจัดการปัญหาน้ำของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งใช้กลไกรัฐแก้ปัญหา ดูๆ ไปเหมือนลากับลิง ซึ่งตัดสินใจผิดพลาดซ้ำซากซ้ำซ้อน วอกแวกขาดสมาธิ ตั้งแต่เลือกใช้คน&nbsp; เลือกตัดสินใจวิธีการ แถมตั้งรับผิดที่ผิดเวลาหลายเรื่อง ปล่อยให้ทหารเล่นบทพระเอกตลอดกาล ที่สำคัญการไม่เข้าใจน้ำและจัดการน้ำแบบไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ นำปัญหาอื่นๆเข้ามาเพิ่มเติม แถมยังเห็นอคติไม่เป็นธรรมในการเลือกพื้นที่ปกป้อง สร้างความไม่เท่าเทียมกัน ก็ยิ่งทำให้ประชาชนทวีความโกรธแค้นไม่พอใจภาครัฐ กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งในสังคม</p>
<p>สิ่งที่รัฐจะต้องกลับไปทบทวน อันดับแรกเลยคือ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติให้ถูกต้อง เช่น การอยู่กับธรรมชาติไม่ใช่การเอาชนะธรรมชาติ&nbsp; อันดับที่ พัฒนาระบบการติดตาม ประเมินผลและระบบการสื่อสารแจ้งเตือน ว่าจะต้องแม่นยำ เป็นเอกภาพ และมีจังหวะขั้นตอน อันดับที่สาม จะต้องระดมผู้มีความรู้ มีความสามารถที่มีมากมายหลากหลายในประเทศนี้มาใช้ประโยชน์ ได้ให้ ไม่ใช่เอาแค่หัวหน้าหน่วยงานอย่างกรมชลประทาน หัวหน้า กฟผ. มาตัดสินใจแถมไม่รับฟังความคิดเห็นภาคส่วนอื่นๆ อันดับที่สี่ รัฐควรทำหน้าที่ประสานงานโดยกระจายความช่วยเหลือ ให้หลากหลาย ทั่วถึง รวดเร็วและสนับสนุน ทรัพยากร ทุน ทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง เป็นธรรม โดยเฉพาะการผลักดันให้ชุมชน ท้องถิ่น และองค์กรประชาสังคม ร่วมมือดูแลตัวเอง อันดับที่ห้า รัฐต้องพัฒนารูปแบบการจัดการ วิธีการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล โดยเฉพาะฐานคิดเรื่องการชดเชย ให้สอดคล้องและเป็นธรรม และโปร่งใส อันสุดท้าย คือ ต้องประกาศวาระแห่งชาติ เพื่อทำประชาพิจารณ์และประชาคม ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ เกี่ยวกับการรื้อปรับโครงสร้างต่างๆ ตลอดจนกฎหมายที่เป็นปราการขัดขวาง ปิดกั้น ทางธรรมชาติอันเป็นเงื่อนไขที่อาจจะก่อให้เกิดภัยพิบัติ ความขัดแย้ง และการละเมิดสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน</p>
<p>อย่าลืมว่าความไม่เข้าใจธรรมชาติของ ดิน น้ำ ไฟ ลม ป่า ล้วนแล้วแต่นำมาซึ่งความสูญเสีย และเป็นภาระที่ต้องเยียวยาชดเชยไม่จบไม่สิ้น &nbsp;ดังนั้น การศึกษาวิจัย การทบทวนภูมิปัญญา การปลูกฝังลูกหลานเยาวชนเสียใหม่ คือทางรอดระยะยาวของสังคมไทย ในภาวะที่โลกได้สูญเสียความสมดุลไปแล้ว ดังนั้น จากนี้ไปหน้ามนุษยชาติจำต้องหันหน้ามาเผชิญกับภัยพิบัติที่รุนแรงและถี่ขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/11/24/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3-%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไว้อาลัยให้คนดี “ลุงคำจิตร พานุรักษ์”  สามัญชนรากหญ้าแห่งวังสะพุง จ.เลย</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/10/15/%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%88/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/10/15/%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%88/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Oct 2011 09:08:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทบรรณาธิการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=3574</guid>
		<description><![CDATA[วานก่อนเศร้าใจกับผลการตัดสินของศาลฎีกาที่สั่งจำคุก จินตนา แก้วขาว แกนนำต่อสู้บ้านบ่อนอกบ้านหินกรูด จ.ประจวบฯ และเมื่อวานนี้เองก็ได้ข่าว ลุง คำจิตร พานุรักษ์&#160; นักต่อสู้ คัดค้านเหมืองแร่ จ.เลย เสียชีวิต ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐ ต่อมาตรการคุ้มครองสิทธิชุมชน&#160; ทำให้เกิดคำถามในใจดังๆ ว่า &#160;&#8220;ทำไมคนดีต้องติดคุก ? &#160;ทำไมคนดีต้องตาย ? และทำไมคนชั่วลอยนวล ?&#8221;&#160; &#160;&#160;กี่คนแล้วคนเล่าที่ชาวบ้านต้องเป็นเหยื่อระบบยุติธรรม ต้องเดือดร้อนเพราะอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมของรัฐไทย ไปจนถึงสังเวยชีวิต ไม่สู้ก็เจอสารพิษ อาจจะเจ็บป่วย ทรมานจนถึงตาย แต่ถ้าสู้ก็ต้องจบชีวิตง่ายๆ&#160;&#160; กลายเป็นคำถาม&#160;&#160; &#34;ไม่เคยมีทางเลือกที่ดีให้คนจน เลยหรือ ?&#34;&#160; &#160;&#160; อะไรนี่คือรางวัลตอบแทนต่อความเสียสละของชาวบ้านนักต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินถิ่นเกิด อะไรคือความเป็นธรรมที่คนรากหญ้าสามารถยื่นมือไขว่คว้ามาปกป้องชีวิต และอิสรภาพของตนเองได้ ในสถานการณ์ที่อำนาจทุนซึ่งโลกาภิวัตน์ กำลังขับเคี่ยวกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง บนโลก และรัฐกลายเป็นกลไกเอื้ออำนวยคนรวย คุ้มครองนายทุน มากกว่าคนจน สังคมมนุษย์จะอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร ไม่คำตอบในคำถาม นี้มากขึ้นทุกวัน คนดีๆ ทยอยตายไปอย่างสิ้นหวัง แม้หวังแค่เพียงขอมีสิทธิ์ทำมาหากินบนที่ดินของตนอย่างปลอดภัย หวังแค่เพียงรัฐจะคุ้มครองรับประกันในสิทธิ์นั้น และหวังแค่เพียงลูกหลานหว่านเครือได้ดอกผลจากหยาดเหงื่อ แต่ยิ่งนานวันก็ยิ่งไม่ได้ ไม่สมหวัง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/10/news151054-3.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-3575" height="164" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/10/news151054-3.jpg" title="news151054-3" width="250" /></a></p>
<p>วานก่อนเศร้าใจกับผลการตัดสินของศาลฎีกาที่สั่งจำคุก <strong>จินตนา แก้วขาว</strong> แกนนำต่อสู้บ้านบ่อนอกบ้านหินกรูด จ.ประจวบฯ และเมื่อวานนี้เองก็ได้ข่าว <strong>ลุง คำจิตร พานุรักษ์</strong>&nbsp; นักต่อสู้ คัดค้านเหมืองแร่ จ.เลย เสียชีวิต ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐ ต่อมาตรการคุ้มครองสิทธิชุมชน&nbsp; ทำให้เกิดคำถามในใจดังๆ ว่า &nbsp;&ldquo;<strong><em>ทำไมคนดีต้องติดคุก ? &nbsp;ทำไมคนดีต้องตาย ? และทำไมคนชั่วลอยนวล ?</em></strong>&rdquo;&nbsp; &nbsp;&nbsp;กี่คนแล้วคนเล่าที่ชาวบ้านต้องเป็นเหยื่อระบบยุติธรรม ต้องเดือดร้อนเพราะอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมของรัฐไทย ไปจนถึงสังเวยชีวิต ไม่สู้ก็เจอสารพิษ อาจจะเจ็บป่วย ทรมานจนถึงตาย แต่ถ้าสู้ก็ต้องจบชีวิตง่ายๆ&nbsp;&nbsp; กลายเป็นคำถาม&nbsp;&nbsp; &quot;ไม่เคยมีทางเลือกที่ดีให้คนจน เลยหรือ ?&quot;&nbsp; &nbsp;&nbsp; อะไรนี่คือรางวัลตอบแทนต่อความเสียสละของชาวบ้านนักต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินถิ่นเกิด อะไรคือความเป็นธรรมที่คนรากหญ้าสามารถยื่นมือไขว่คว้ามาปกป้องชีวิต และอิสรภาพของตนเองได้</p>
<p>ในสถานการณ์ที่อำนาจทุนซึ่งโลกาภิวัตน์ กำลังขับเคี่ยวกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง บนโลก และรัฐกลายเป็นกลไกเอื้ออำนวยคนรวย คุ้มครองนายทุน มากกว่าคนจน สังคมมนุษย์จะอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร ไม่คำตอบในคำถาม นี้มากขึ้นทุกวัน</p>
<p>คนดีๆ ทยอยตายไปอย่างสิ้นหวัง แม้หวังแค่เพียงขอมีสิทธิ์ทำมาหากินบนที่ดินของตนอย่างปลอดภัย หวังแค่เพียงรัฐจะคุ้มครองรับประกันในสิทธิ์นั้น และหวังแค่เพียงลูกหลานหว่านเครือได้ดอกผลจากหยาดเหงื่อ แต่ยิ่งนานวันก็ยิ่งไม่ได้ ไม่สมหวัง ไม่มีแม้สิทธิที่จะเข้าถึงความเป็นธรรม ความเท่าเทียม แม้สักครั้งหนึ่งในชีวิต จนลมหายใจสุดท้ายหลุดจากร่าง !!</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/10/news151054-1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-3576" height="206" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/10/news151054-1.jpg" title="news151054-1" width="420" /></a></p>
<p align="center"><strong>เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ประเทศไทย</strong></p>
<p align="center"><strong>ร่วมรำลึกถึงความกล้าหาญและการต่อสู้ ของคำจิตร พานุรักษ์</strong></p>
<p align="center"><strong>เพื่อนร่วมอุดมการณ์ผู้จากไป</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การต่อสู้ของพี่น้องภาคประชาชนกับฝ่ายผู้ประกอบการ ทุน และหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเหมืองแร่ภายในประเทศไทย ได้ก่อเกิดขึ้นหลังจากมีพื้นที่หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอันเกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ชนิดต่าง ๆ ดังปรากฏและสร้างปัญหาอยู่ในหลาย ๆ พื้นที่ ส่งผลกระทบทางตรงต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตประชาชน เป็นปัญหาอยู่ในพื้นที่หลาย ๆ พื้นที่ในประเทศไทยรวมถึงบ้านนาหนองบง ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย อยู่ในขณะนี้ ตลอดระยะเวลาของการต่อสู้ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ประเทศไทย เรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหา เยียวยาผลกระทบทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ คัดค้านการให้ประทานบัตรเหมืองแร่ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบ โดยมีพี่น้องเครือข่ายเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ต่างทุ่มเทแรงกาย แรงใจ สรรพกำลังเท่าที่มีเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนในสังคมนำไปสู่การทบทวนกฎหมาย ตลอดจนการทบทวนหรือระงับโครงการพัฒนาเหมืองแร่ต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน ถือเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานสืบมาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>การต่อสู้ดังกล่าว จำเป็นจะต้องใช้ความกล้าหาญ ความอดทน และอุดมการณ์อันแน่แน่ว ที่จะฝ่าฟัน อันเนื่องจากกระแสการพัฒนาที่เอื้อไปในทิศทางที่เบียดบังและแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นฐานการดำรงชีพและสุนทรียภาพที่สำคัญไปจากชุมชนท้องท้องถิ่นดังที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปี ในการต่อสู้ที่ผ่านมา คำจิตร พานุรักษ์ เป็นบุคคลอีกผู้หนึ่งที่มีความเสียสละและดำรงตนเป็นผู้ประสานงานในนาม <strong>&lsquo;กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด&rsquo;</strong> บ้านนาหนองบง ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อต่อสู้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบมลพิษที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม การติดตามการตรวจเฝ้าระวังมลพิษที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รณรงค์เผยแพร่ข้อมูล จัดทำข้อมูลผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นตัวแทนชุมชนในการเรียนรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการเรียกร้องให้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำเหมืองแร่ทองคำ ภูทับฟ้า ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ที่คำจิตร พานุรักษ์ ได้ดำเนินร่วมกันในนามกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด และร่วมกับเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ประเทศไทย นับว่าเป็นการเสียสละและเป็นแบบอย่างของผู้ตื่นรู้ที่จะลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรบนถิ่นฐานบ้านเกิด ส่งมอบเป็นมรดกอันอุดมสมบูรณ์ให้ลูกหลานสืบต่อไป วันนี้จะเป็นวันสำคัญของพลังคนเล็กคนน้อยในสังคม ที่จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การต่อสู้คัดค้านการให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ของประเทศไทย เนื่องจากว่าพวกเราได้ร่วมกันสถาปนา <strong>&lsquo;สิทธิความเป็นเจ้าของแร่&rsquo;</strong> ใหม่ ซึ่งก้าวหน้าและทันสมัยยิ่งกว่าตัวบทกฎหมายและนโยบายว่าด้วยแร่ของประเทศไทยที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ นั่นก็คือ <strong>&lsquo;แร่คือสินทรัพย์และดอกผลของเจ้าของที่ดิน&rsquo; </strong>การนิยามใหม่เช่นนี้จะนำพาพวกเราขับเคลื่อนผลักดันไปสู่การแก้ไขพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ เพื่อรองรับสิทธิของบุคคลและชุมชนท้องถิ่นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนบุคคลหรือดูแลบำรุงรักษาที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันเสียใหม่ รัฐจะไม่สามารถผูกขาดอำนาจการตัดสินใจในเรื่องการอนุญาตให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่อีกต่อไป แต่จะเป็นประชาชนผู้เป็นเจ้าของที่ดินเองที่มีอำนาจอนุญาตหรือไม่ให้อนุญาต</p>
<p>วันนี้จะเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์การต่อสู้คัดค้านการให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ของประเทศไทย เป็นวันที่พวกเราเปลี่ยนชื่อเครือข่ายจาก <strong>&lsquo;เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ ประเทศไทย&rsquo;</strong> เป็น <strong>&lsquo;เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ประเทศไทย&rsquo; </strong></p>
<p><strong>แร่ของเรา เราจะกำหนดอนาคตตนเอง</strong><strong> !&nbsp; </strong></p>
<p>ขอแสดงความอาลัย และสดุดีความกล้าหาญและความเสียสละของคำจิตร พานุรักษ์ เพื่อนผู้จากไป</p>
<p><strong>เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ประเทศไทย ประกอบด้วย</strong></p>
<p>๑) พื้นที่ขอประทานบัตรเหมืองแร่เหล็ก ต.แม่ถอด อ.เถิน จ.ลำปาง</p>
<p>๒) พื้นที่ศักยภาพแร่ลุ่มน้ำแม่แจ่ม อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่&nbsp;</p>
<p>๓) พื้นที่ศักยภาพแร่ลุ่มน้ำแม่สรอย อ.วังชิ้น จ.แพร่&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>๔) พื้นที่ขอประทานบัตรเหมืองแร่ถ่านหินแอ่งงาว อ.งาว จ.ลำปาง</p>
<p>๕) พื้นที่เหมืองแร่และโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง</p>
<p>๖) พื้นที่ขอประทานบัตรเหมืองแร่ถ่านหิน อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>๗) พื้นที่เหมืองแร่สังกะสี อ.แม่สอด จ.ตาก&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>๘) พื้นที่เหมืองแร่ทองคำ ๓ จังหวัด พิจิตร เพชรบูรณ์และพิษณุโลก&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>๙) พื้นที่เหมืองแร่ทองคำ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>๑๐) พื้นที่ขอประทานบัตรเหมืองแร่ทองแดง อ.เมือง จ.เลย</p>
<p>๑๑) พื้นที่ขอประทานบัตรเหมืองแร่เหล็ก อ.เชียงคาน จ.เลย</p>
<p>๑..) พื้นที่ขอประทานบัตรเหมืองแร่ถ่านหิน ต.ทุ่งผึ้ง อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง</p>
<p>๑๒) พื้นที่ขอประทานบัตรเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>๑๓) พื้นที่ขอสำรวจแร่โปแตช จ.มหาสารคาม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>๑๔) พื้นที่ขอสำรวจแร่โปแตช จ.ขอนแก่น</p>
<p>๑๕) พื้นที่ขอสำรวจแร่โปแตช จ.สกลนคร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>๑..) พื้นที่สูบน้ำเกลือใต้ดินและเหมืองแร่เกลือหิน จ.นครราชสีมา&nbsp;</p>
<p>๑๖) พื้นที่ขอประทานบัตรเหมืองแร่ถ่านหิน ต.พะวอ อ.แม่สอด จ.ตาก</p>
<p>๑๗) พื้นที่เหมืองหินเขาคูหา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา</p>
<p>๑๘) พื้นที่ขอประทานบัตรเหมืองแร่ถ่านหิน อ.ลี้ จ.ลำพูน</p>
<p>๑๙) พื้นที่ลำเลียงและลานกองแร่ถ่านหินจากพม่า จ.เชียงราย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="right"><strong>เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ประเทศไทย</strong></p>
<p align="right">๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/10/15/%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระเอกตัวจริง นายกฯสรยุทธ และรัฐบาลช่อง 3</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/10/10/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%af%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/10/10/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%af%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Oct 2011 19:25:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทบรรณาธิการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=3515</guid>
		<description><![CDATA[เรามักกล่าวกันเสมอว่า &#8220;สงครามสร้างวีรบุรุษ วิกฤติสร้างโอกาส&#8221; &#160;นั้นจริงแท้เหลือเกิน หลังจากเกิดภัยพิบัติหนักๆ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่ จ.นครราชสีมา ในยุคที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์บริหารประเทศ บทบาทสื่อมวลชนในฐานะพระเอกตัวจริง ได้แจ้งเกิดอย่างโดดเด่นมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว หลังจากที่รัฐบาลดาร้ายตลอดกาลแอ็คชั่นไม่ออก ต่างจากสื่อ ทั้งรายงานข่าวน้ำท่วมทั้งลงไป (เก็บภาพ) ยื่นมือช่วย ไปกู้วิกฤติชาวบ้าน ชนิดว่าลงไปได้ก่อนหน่วยงานรัฐเสียอีก สื่อมวลชนที่ว่า ก็คือ ช่อง 3 ทำให้ทีวีช่อง 3 กลายเป็นทีวีที่ประชาชนยอมรับ ประทับใจและหวาดหวังพึ่งพา หรือ ยอมมอบเงินทอง ทรัพย์สิน เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบทุกข์ได้ยากมากที่สุด ยิ่งวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ ประชาชนคนไทยไม่สามารถจะติดตามข่าวจากสื่ออื่นๆ ได้ ดังนั้น ทีวีคือช่องทางเดียวที่จะติดตามและทีวีคือพระเอกตัวจริงเพียงคนเดียวที่สวมบทบาทกู้ชีวิต กู้วิกฤติประชาชนผู้กำลังประสบทุกข์ ได้ยาก ดังนั้น พิธีกรที่ชื่อ &#8220;สรยุทธ สุทัศนะจินดา&#8221; แห่งเรื่องเล่าเช้านี้และครอบครัวช่อง 3 ฐานะพิธีกรในยามนี้ จึงกลายเป็นฮี่โร่ เป็นซูเปอร์แมน ในดวงใจประชาชน ไปแล้วไม่น้อย ไม่เชื่อลองพิจารณาดูซิครับขนาดสังคมไทยควักเงิทองของใช้มากมายบริจาคช่วยเหลือน้ำท่วมไปหลายระลอก จนแห้งเหือดเลือดเลี้ยงเพราะปีนี้น้ำท่วมเกือบทั้งปี ในขณะที่หน่วยงานรัฐ หรือเอ็นจีโอ ระดมทรัพยากรกันเต็มกำลังทุกคนแล้ว แต่ก็ได้มาน้อยมาก ยิ่งในส่วนเอ็นจีโอตอนนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/10/news111054-1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-3516" height="166" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/10/news111054-1.jpg" title="news111054-1" width="250" /></a></p>
<p>	เรามักกล่าวกันเสมอว่า &ldquo;<strong><em>สงครามสร้างวีรบุรุษ วิกฤติสร้างโอกาส</em></strong>&rdquo; &nbsp;นั้นจริงแท้เหลือเกิน หลังจากเกิดภัยพิบัติหนักๆ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่ จ.นครราชสีมา ในยุคที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์บริหารประเทศ บทบาทสื่อมวลชนในฐานะพระเอกตัวจริง ได้แจ้งเกิดอย่างโดดเด่นมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว หลังจากที่รัฐบาลดาร้ายตลอดกาลแอ็คชั่นไม่ออก ต่างจากสื่อ ทั้งรายงานข่าวน้ำท่วมทั้งลงไป (เก็บภาพ) ยื่นมือช่วย ไปกู้วิกฤติชาวบ้าน ชนิดว่าลงไปได้ก่อนหน่วยงานรัฐเสียอีก สื่อมวลชนที่ว่า ก็คือ ช่อง 3 ทำให้ทีวีช่อง 3 กลายเป็นทีวีที่ประชาชนยอมรับ ประทับใจและหวาดหวังพึ่งพา หรือ ยอมมอบเงินทอง ทรัพย์สิน เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบทุกข์ได้ยากมากที่สุด ยิ่งวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ ประชาชนคนไทยไม่สามารถจะติดตามข่าวจากสื่ออื่นๆ ได้ ดังนั้น ทีวีคือช่องทางเดียวที่จะติดตามและทีวีคือพระเอกตัวจริงเพียงคนเดียวที่สวมบทบาทกู้ชีวิต กู้วิกฤติประชาชนผู้กำลังประสบทุกข์ ได้ยาก ดังนั้น พิธีกรที่ชื่อ &ldquo;สรยุทธ สุทัศนะจินดา&rdquo; แห่งเรื่องเล่าเช้านี้และครอบครัวช่อง 3 ฐานะพิธีกรในยามนี้ จึงกลายเป็นฮี่โร่ เป็นซูเปอร์แมน ในดวงใจประชาชน ไปแล้วไม่น้อย ไม่เชื่อลองพิจารณาดูซิครับขนาดสังคมไทยควักเงิทองของใช้มากมายบริจาคช่วยเหลือน้ำท่วมไปหลายระลอก จนแห้งเหือดเลือดเลี้ยงเพราะปีนี้น้ำท่วมเกือบทั้งปี ในขณะที่หน่วยงานรัฐ หรือเอ็นจีโอ ระดมทรัพยากรกันเต็มกำลังทุกคนแล้ว แต่ก็ได้มาน้อยมาก ยิ่งในส่วนเอ็นจีโอตอนนี้ ไม่ได้เลย ยืนมองตาปริบๆ กับชะตากรรมชาวบ้านที่ลอยคอในน้ำ แต่ครอบครัวข่าวช่อง 3 มียอดบริจาคทะลุ 100 ล้าน !!!</p>
<p>	มันช่างสะท้อนความคิด สะท้อนข้อเท็จจริงมากมายเกี่ยวกับสังคมไทย ที่ยอมรับและยกให้สื่อมวลชนอย่างช่อง 3 เป็นพระเอกตัวจริง และส่วนสื่ออื่นๆ ก็เป็นพระเอกตัวรอง ส่วนทีมงานภาครัฐกลายเป็นตัวประกอบ และดาวร้าย มีแต่เอ็นจีโอ ที่หมดบทบาทไปโดยสิ้นเชิง !!</p>
<p>	ก็ไม่ว่าอะไร ถึงยังไงก็เชื่อว่าในความเป็นคนๆ หนึ่งที่ห่วงใยบ้านเมืองคนไหนก็มีใจเช่นนั้น ด้วยกันทั้งนั้น น่าแปลกใจก็แค่ในระยะหลังๆ เหมือนขบวนการภาคประชาชนจะง่อยเปลี้ยเสียแรงไปเสียทุกเรื่อง &nbsp;เบื้องต้นก็คงเพราะ องค์กรเอ็นจีโอไทยเอง ที่ผิดพลาดไม่ได้สนับสนุน หรือสร้างขบวนงานอาสาสมัครให้เข้มแข็ง ไปเป็นฐานขบวน ผลพวงจากต่างคนต่างทำต่างคนต่างหา ยื้อแย่งข้าวหม้อเดียว จนคับแคบในตัวเอง สุดท้ายก็ไปไม่ได้ และจบลงแม้กระทั่งภาพรวมของบทบาทคนทำงานพัฒนาด้านอาสาสมัครเพราะฐานที่ไม่ดี ไม่เข้มแข็งและความสัมพันธ์ที่ไม่เกื้อหนุนกัน ซึ่งถ้าจะตำหนิก็ต้องไล่ตำหนิลากโยงไปถึงกลุ่มองค์กรที่ให้ทุน องค์กรที่รับทุน องค์กรที่รวมศูนย์และโตเดี่ยว รวมถึงกระบวนการสร้างคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่เน้นแฟร์ชั่นอาสา เน้นงานสังคมแบบ Event หวือหวา โดนใจวัยรุ่น กลายเป็นการสร้างอาสาแบบสายลมแสงแดดมากกว่าการลงลึกไปถึงปัญหาสังคม หรือ มีจิตวิญญาณที่พร้อมสำหรับการช่วยเหลือสังคม อย่างไม่ย่นย่อ</p>
<p>	ภาพโดยรวมของภาครัฐเองก็เริ่มจะน่าอดสู &ldquo;รัฐบาลดูอ่อนหัดมากขึ้นทุกวันกับการอ่านทิศทางปัญหาล่วงหน้า การวางแผนรับมือให้ทันท่วง และการระดมวิธีการ การทุ่มเททุ่มทุนทุกอย่างเพื่อลดทอน ชะลอความเดือดร้อนของประชาชน เพราะถึงวันนี้ หลายเดือนแล้วรัฐบาลยังไล่แก้ปัญหาที่น้ำ การจัดการน้ำ แล้วยังไม่พูดความจริง ทั้งๆ ที่ทางออก คือการจัดการคน ตั้งนานแล้ว วันนี้ เมื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงทุลักทุเล แย่และหนักไปทุกส่วนทุกหน่วย ดังนั้น จากนี้ไปหน้าเชื่อว่าน้ำยังแรง ยังมากและกำลังจะตีกรุงเทพฯ ให้จมบาดาล จะยับให้หรือไม่ยับก็เกินคาดเดาไปแล้ว ทีนี้รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร หรือจะหันรีหันขวางเหมือนคนทำงานไม่เป็น อย่างนี้ไปทุกวัน ตัดสินใจอะไรก็ไม่ได้เด็ดขาด ไม่มีแผนสอง แผนสาม แผนสี่รองรับล่วงหน้า และกระจายงานไม่เป็นระบบ กลายเป็นภาวะคนสั่งการทำงานไม่เป็น ปล่อยให้ปัญหาลุกลามกระทบไปเรื่อยๆ จนสุดท้าย เดี๋ยวก็เป็นงานใหญ่ ปัญหาโต ซึ่งประกันได้เลยว่า ศึกน้ำครั้งนี้จะลุกลามกินบุญเก่าที่เงินทองพี่ชาย อดีตนายกฯ อาจจะช่วยอะไรไม่ได้<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/10/news111054-2.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-3517" height="340" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/10/news111054-2.jpg" title="news111054-2" width="265" /></a><br />
	ยังไงๆ แม้จะมีหลายจังหวัดที่ชะตากรรมถูกทิ้งให้ลอยเคว้งไปตามน้ำแล้ว แต่ก็ยังมีเมืองหลวงที่ยังปกปักไว้อยู่ ดังนั้นในยามนี้เบื้องต้น ต้องเลิกพูดเรื่องการจัดการน้ำเป็นภารกิจหลักได้แล้ว แต่มาพูดเรื่องการจัดการคน ดูแลคน ดูแลทรัพย์สิน อย่าเดินซ้ำปัญหา แล้วจบลงที่ &ldquo;<strong><em>น้ำก็หยุดไม่ได้ คนก็ถูกทอดทิ้ง</em></strong>&rdquo; ซึ่งการที่รัฐมีกำลังคน เจ้าหน้าที่มาก ก็จริง แต่ก็ไม่มากเท่าประชาชน คนไทยทั้งประเทศ ดังนั้นทำยังไงที่รัฐผันตัวเองมาเป็นผู้ประสานงาน เอางบประมาณ เอาทรัพยากรที่มีทั้งหมดออกมากระจาย เอาสื่อมวลชนที่ทำตัวเองเป็นพระเอกตัวจริงตลอดงาน มาระดมพลังประเทศ ระดมจากทั่วสารทิศหรือเอาทรัพยากรที่สื่อมวลชนระดมได้มากระจายให้กว้าง ให้ทั่วถึง ให้คนไทย ได้ระดมกำลังเข้ามาช่วยเพื่อนผองชาวไทย</p>
<p>	วันนี้ ถ้ามีชาวบ้านที่คิดอยากจะช่วยเหลือ อยากเอาเรือมาดันน้ำ แต่ขาดงบประมาณค่าน้ำมัน หรือจะขาดอะไร รัฐต้องรีบดำเนินการเจียดงบ หรือส่งงบไปให้ถึง ให้ทั่วโดยพลัน รีบสร้างพลังชาวบ้านพลังประชาชนโดยเร็วไว เพราะพลังประชาชนยังมีเหลิอเฟือ เพียงแต่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐต้องลุกขึ้นมาประสาน บริหารและดำเนินการ ให้เกิดโอกาสร่วมมือและเกิดประสิทธิภาพ ไม่ใช่ก้มหน้าลุยแบบทำไม่ทั่วถึง ต้องกระจาย อย่าทำตัวเป็นพระเอกตัวจริง อยู่คนเดียวแบบ นายกฯ สรยุทธ แห่งพรรคช่อง 3 เลยครับ&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/10/10/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%af%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
