<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thaingo.org ข่าวสาร วงการงานพัฒนาสังคม &#187; สมิตา หมวดทอง</title>
	<atom:link href="http://thaingo.org/web/category/columnists/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2-%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://thaingo.org/web</link>
	<description>แหล่งข่าวสาร เพื่องานพัฒนาสังคม</description>
	<lastBuildDate>Fri, 07 Sep 2012 07:17:39 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.1</generator>
		<item>
		<title>ความสงบไม่ใช่สิ่งดีเสมอไป (Peace is not always positive.)</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/03/13/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/03/13/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Mar 2011 15:56:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Columnists]]></category>
		<category><![CDATA[สมิตา หมวดทอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=940</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าถามว่าความสงบเป็นสิ่งดีหรือไม่ คนส่วนใหญ่คงตอบโดยไม่ต้องลังเลว่า &#8220;ดี&#8221; แต่นักทฤษฎีท่านหนึ่งคือ Johan Galtung กลับมองว่ายังมีความสงบอยู่ประเภทหนึ่งที่เรียกว่า negative peace หรือสันติที่เป็นลบ ซึ่งหมายถึงการยุติความรุนแรงเฉพาะหน้า ดูเหมือนคลี่คลาย ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง แต่ที่เรียกว่าเป็น &#8220;ลบ&#8221; ก็เพราะอันที่จริงแล้วความขัดแย้งและปัญหาที่มีอยู่เดิมยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากไม่ได้มีการเข้าไปจัดการกับสาเหตุที่แท้จริงอย่างเหมาะสม &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; ความขัดแย้งที่ลุกลามมักเป็นส่วนผสมของสาเหตุ 2 ประเภท คือ สาเหตุพื้นฐาน (structural causes) และสาเหตุเฉพาะหน้า (immediate causes) สาเหตุพื้นฐานมักสัมพันธ์กับปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่มีมานาน เช่น ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำในสังคม ในขณะที่สาเหตุเฉพาะหน้ามักเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ความขัดแย้งปะทุและขยายตัวออกไปในวงกว้าง เช่น การปลุกระดม บุคลิกภาพของผู้นำฝูงชนซึ่งนำไปสู่การต่อสู้&#160; เวลาที่ความขัดแย้งลุกลาม คนส่วนใหญ่มักให้ความสนใจกับสาเหตุประเภทหลัง เพราะเป็นรูปธรรม จับต้องได้ง่าย และดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์กับปัญหาหากพิจารณาตามช่วงเวลาที่เกิด แต่กลับละเลยสาเหตุเชิงโครงสร้างซึ่งมีความสำคัญเทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่าสาเหตุเชิงสถานการณ์เสียด้วยซ้ำ เพราะปัญหาหรือความบกพร่องของโครงสร้างนั้นเป็นมูลเหตุเบื้องต้นที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า persisting grievance&#160; (ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ความกดดันเรื้อรัง) เปรียบเสมือนเชื้อไฟที่พร้อมจะลุกลามได้เสมอเมื่อมีลมพัด อย่างในประเทศไทย ปัญหาที่ต่างฝ่ายต่างรับรู้กันมาโดยตลอด คือ ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทในเรื่องโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจซึ่งเรียกกันว่าทวิลักษณ์ (dualism)ยิ่งไปกว่านั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/Nuy1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-941" height="244" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/Nuy1.jpg" title="Nuy1" width="275" /></a></p>
<p>ถ้าถามว่าความสงบเป็นสิ่งดีหรือไม่ คนส่วนใหญ่คงตอบโดยไม่ต้องลังเลว่า &ldquo;ดี&rdquo; แต่นักทฤษฎีท่านหนึ่งคือ Johan Galtung กลับมองว่ายังมีความสงบอยู่ประเภทหนึ่งที่เรียกว่า negative peace หรือสันติที่เป็นลบ ซึ่งหมายถึงการยุติความรุนแรงเฉพาะหน้า ดูเหมือนคลี่คลาย ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง แต่ที่เรียกว่าเป็น &ldquo;ลบ&rdquo; ก็เพราะอันที่จริงแล้วความขัดแย้งและปัญหาที่มีอยู่เดิมยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากไม่ได้มีการเข้าไปจัดการกับสาเหตุที่แท้จริงอย่างเหมาะสม</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความขัดแย้งที่ลุกลามมักเป็นส่วนผสมของสาเหตุ 2 ประเภท คือ สาเหตุพื้นฐาน (structural causes) และสาเหตุเฉพาะหน้า (immediate causes) สาเหตุพื้นฐานมักสัมพันธ์กับปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่มีมานาน เช่น ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำในสังคม ในขณะที่สาเหตุเฉพาะหน้ามักเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ความขัดแย้งปะทุและขยายตัวออกไปในวงกว้าง เช่น การปลุกระดม บุคลิกภาพของผู้นำฝูงชนซึ่งนำไปสู่การต่อสู้&nbsp; เวลาที่ความขัดแย้งลุกลาม คนส่วนใหญ่มักให้ความสนใจกับสาเหตุประเภทหลัง เพราะเป็นรูปธรรม จับต้องได้ง่าย และดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์กับปัญหาหากพิจารณาตามช่วงเวลาที่เกิด แต่กลับละเลยสาเหตุเชิงโครงสร้างซึ่งมีความสำคัญเทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่าสาเหตุเชิงสถานการณ์เสียด้วยซ้ำ เพราะปัญหาหรือความบกพร่องของโครงสร้างนั้นเป็นมูลเหตุเบื้องต้นที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า persisting grievance&nbsp; (ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ความกดดันเรื้อรัง) เปรียบเสมือนเชื้อไฟที่พร้อมจะลุกลามได้เสมอเมื่อมีลมพัด อย่างในประเทศไทย ปัญหาที่ต่างฝ่ายต่างรับรู้กันมาโดยตลอด คือ ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทในเรื่องโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจซึ่งเรียกกันว่าทวิลักษณ์ (dualism)ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาในภาพรวมจะพบว่าความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่ในแง่พื้นที่ทางกายภาพ แต่ยังหมายถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและกลุ่มทางสังคมซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นชาติไทย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/Nuy2.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-medium wp-image-942" height="195" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/Nuy2-300x195.jpg" title="Nuy2" width="300" /></a></p>
<p>การพิจารณาสาเหตุที่แท้จริงจึงเป็นปัจจัยที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในระยะยาวเพื่อสร้างสันติภาพที่แท้จริง แต่การระบุว่าอะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริงย่อมขึ้นอยู่กับการวางกรอบ (framing) ของปัญหาด้วย เช่น หากมองว่าความยากจนเป็นปัญหาเชิงบุคคล สาเหตุของปัญหานี้ คือ การที่คนยากจนไม่ขยัน แต่ถ้ามองว่าเป็นปัญหาเชิงมหภาค สาเหตุของปัญหา คือ นโยบายแห่งรัฐที่ไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือและกระจายโอกาสให้คนอย่างเต็มที่ ความแตกต่างในการมองปัญหาจึงเป็นเรื่องดีที่ทำให้สังคมมีแง่คิดและประสานแนวคิดต่างๆเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดได้ หากมองว่าเป็นปัญหาการเมือง ก็แก้ไขด้วยวิถีทางแห่งการเมือง หากมองว่าเป็นเศรษฐกิจ ก็ต้องแก้ไขความเป็นอยู่ การทำมาหากิน โดยเฉพาะการถือครองที่ดิน ให้คนยากจนมีที่ทำกินอย่างเหมาะสม ซึ่งในที่นี้ ผู้เขียนให้ความสำคัญในเรื่องทิ่ดินเพื่อสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคมขั้นพื้นฐาน รวมถึงความภาคภูมิใจที่ตนได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/Nuy3.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-medium wp-image-943" height="233" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/Nuy3-300x233.jpg" title="Nuy3" width="300" /></a></p>
<p>ความสงบนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป ดังที่มหาตมะ คานธีกล่าวว่าสันตินั้นมี 2 แบบ คือ สันติเพื่อปิดปากกระบอกปืน (peace that silences the guns) กับสันติที่ทำให้การใช้ปืนเป็นเรื่องไม่จำเป็นอีกต่อไป (peace that makes the guns irrelevant)ทุกคนปรารถนาสันติแบบที่สอง แต่ในความเป็นจริง ความพยายามมักหยุดอยู่ตรงที่สันติแบบแรก และเช่นเดียวกัน ความขัดแย้งก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป เมื่อมีปัญหา การจัดการกับปัญหาอย่างถูกต้องจะนำไปสู่ดุลยภาพที่สูงขึ้นหรือชีวิตที่ดีขึ้นได้ สันติภาพสร้างได้หากเรามีความพยายามมากพอที่จะค้นหาและจัดการกับสาเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริง แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นของคนส่วนมาก คือ <strong>เมื่อสงบแล้วก็ทำเฉยๆ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น</strong>&nbsp; ก็ให้มันแล้วๆไปเพียงเพื่อหวังความสุขอย่างฉับพลัน (forget, rather than forgive) ซึ่งภาวะแบบนี้จะมีคำศัพท์ที่เรียกกันคือ amnesia (แปลเป็นภาษาไทยว่า การลืมเสียเถิด)</p>
<p align="center">&nbsp;</p>
<p align="center">Silence is not always golden.</p>
<p align="center">เรามักจะพูดกันว่า พูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียตำลึงทอง แต่จริงๆแล้ว<br />
	ความเงียบก็คงจะไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกปัญหา</p>
<p align="center">&nbsp;</p>
<p align="center">&nbsp;</p>
<p align="right">สมิตา หมวดทอง(พี่นุ้ย English Breakfast)</p>
<p align="right">MA. International Boundaries, University of Durham, UK</p>
<p align="right">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;MA. Speech Communication, Portland State University, US</p>
<p align="right"><a href="http://www.facebook.com/nuienglish">www.facebook.com/nuienglish</a></p>
<p align="right">&nbsp;</p>
<p align="right">อ้างอิง: บทความนี้เคยได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน 25 พฤษภาคม 2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/03/13/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติศาสตร์ (กำลังจะ) ซ้ำรอย</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/02/24/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b0-%e0%b8%8b/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/02/24/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b0-%e0%b8%8b/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Feb 2011 09:39:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Columnists]]></category>
		<category><![CDATA[สมิตา หมวดทอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=673</guid>
		<description><![CDATA[&#160; รั้วที่ดีสร้างเพื่อนบ้านที่ดี Good fences make good neighbors เป็นถ้อยคำที่มาจากกลอนบทหนึ่ง ในกลอนนั้นบรรยายถึงผู้ชายกับเพื่อนบ้านที่คุยกันถึงเรื่องที่พัง ผู้ชายก็บอกว่ารั้วนั้นไม่ต้องซ่อมก็ได้ เพราะบ้านของเขาไม่ได้มีอะไรนอกจากต้นแอปเปิ้ลและต้นสน แต่อีกฝ่ายก็ยืนยันจะซ่อมรั้วเพราะในความคิดของเพื่อนบ้านนั้น &#8220;รั้วที่ดีย่อมสร้างเพื่อนบ้านที่ดี&#8221; (เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เกิดความเคารพในสิทธิของกันและกัน)พรมแดนจึงทำหน้าที่เป็นทั้งสะพานเชื่อมและรั้วกั้น ในทางระหว่างประเทศ เขตแดนมีความหมายไม่ใช่แต่เพียงทางกายภาพ คือ ประโยชน์จากทรัพยากรพื้นที่ทำกิน แต่ยังให้ความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเราคือใคร เราแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร ความคิดเช่นนี้พัฒนาขึ้นมาเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมซึ่งผูกพันคนที่อยู่ในเขตแดนเดียวกัน เกิดความรู้สึกปลอดภัยที่ได้อยู่ในดินแดนของเรา&#160; และยิ่งไปกว่านั้นคือแสดงถึงอำนาจ ความแข็งแกร่ง ในแอฟริกา อดีตเคยมีอาณาจักรเกิดขึ้นมากมาย เวลาผ่านไปอาณาจักรก็ล่มสลาย มีชาติตะวันตกเข้ามายึดครอง เกิดพรมแดนที่ลากขึ้นมาใหม่ พอประเทศได้รับเอกราชก็มีความคิดที่จะทวงดินแดนตั้งแต่สมัยก่อนคืน (irredentism) แต่ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงความพยายาม เพราะไม่มีใครยอมทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพด้วยการให้ดินแดนของตน&#160; บทเรียนจากปราสาทพระวิหาร บทเรียนจากปราสาทพระวิหารทำให้เรารู้จักตัวเราและเพื่อนบ้านของเราดีขึ้น ตามที่ศาลโลกได้บรรยายไว้ในคำตัดสินกรณีปราสาทพระวิหาร สนธิสัญญาพรมแดนปี 1904 กำหนดให้สันปันน้ำตลอดแนวเป็นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เมื่อมีสนธิสัญญาแล้วก็เกิดการทำแผนที่ขึ้นมารองรับ ไทยในขณะนั้นไม่เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสเป็นผู้ดำเนินการ แต่แผนที่ที่ทำมาไม่สอดคล้องกับแนวสันปันน้ำที่ได้ตกลงกันไว้จนทำให้ปราสาทพระวิหารเข้าไปอยู่ในดินแดนกัมพูชา&#160; &#160; เมื่อศาลโลกต้องตัดสินในคดีนี้ จึงพิจารณาเพียงว่าไทยมีการยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทหรือไม่ ผลปรากฏ คือ เมื่อมีการสื่อสาร ส่งแผนที่ (ที่ไม่ถูกต้อง) มายังประเทศไทย ฝ่ายไทยนิ่งเฉยทั้งที่มีโอกาสประท้วงข้อผิดพลาดและการมีธงชาติฝรั่งเศสในพื้นที่นั้น รวมถึงยังขอสำเนาแผนที่เพิ่ม อันทำให้เชื่อได้ว่าไทยยอมรับอธิปไตยของกัมพูชาเหนือตัวปราสาท [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p>รั้วที่ดีสร้างเพื่อนบ้านที่ดี Good fences make good neighbors เป็นถ้อยคำที่มาจากกลอนบทหนึ่ง ในกลอนนั้นบรรยายถึงผู้ชายกับเพื่อนบ้านที่คุยกันถึงเรื่องที่พัง ผู้ชายก็บอกว่ารั้วนั้นไม่ต้องซ่อมก็ได้ เพราะบ้านของเขาไม่ได้มีอะไรนอกจากต้นแอปเปิ้ลและต้นสน แต่อีกฝ่ายก็ยืนยันจะซ่อมรั้วเพราะในความคิดของเพื่อนบ้านนั้น &ldquo;รั้วที่ดีย่อมสร้างเพื่อนบ้านที่ดี&rdquo; (เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เกิดความเคารพในสิทธิของกันและกัน)พรมแดนจึงทำหน้าที่เป็นทั้งสะพานเชื่อมและรั้วกั้น ในทางระหว่างประเทศ เขตแดนมีความหมายไม่ใช่แต่เพียงทางกายภาพ คือ ประโยชน์จากทรัพยากรพื้นที่ทำกิน แต่ยังให้ความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเราคือใคร เราแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร ความคิดเช่นนี้พัฒนาขึ้นมาเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมซึ่งผูกพันคนที่อยู่ในเขตแดนเดียวกัน เกิดความรู้สึกปลอดภัยที่ได้อยู่ในดินแดนของเรา&nbsp; และยิ่งไปกว่านั้นคือแสดงถึงอำนาจ ความแข็งแกร่ง ในแอฟริกา อดีตเคยมีอาณาจักรเกิดขึ้นมากมาย เวลาผ่านไปอาณาจักรก็ล่มสลาย มีชาติตะวันตกเข้ามายึดครอง เกิดพรมแดนที่ลากขึ้นมาใหม่ พอประเทศได้รับเอกราชก็มีความคิดที่จะทวงดินแดนตั้งแต่สมัยก่อนคืน (irredentism) แต่ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงความพยายาม เพราะไม่มีใครยอมทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพด้วยการให้ดินแดนของตน&nbsp;</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/491328-topic-ix-0.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-medium wp-image-674" height="225" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/491328-topic-ix-0-300x225.jpg" title="491328-topic-ix-0" width="300" /></a></p>
<p>บทเรียนจากปราสาทพระวิหาร</p>
<p>บทเรียนจากปราสาทพระวิหารทำให้เรารู้จักตัวเราและเพื่อนบ้านของเราดีขึ้น ตามที่ศาลโลกได้บรรยายไว้ในคำตัดสินกรณีปราสาทพระวิหาร สนธิสัญญาพรมแดนปี 1904 กำหนดให้สันปันน้ำตลอดแนวเป็นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เมื่อมีสนธิสัญญาแล้วก็เกิดการทำแผนที่ขึ้นมารองรับ ไทยในขณะนั้นไม่เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสเป็นผู้ดำเนินการ แต่แผนที่ที่ทำมาไม่สอดคล้องกับแนวสันปันน้ำที่ได้ตกลงกันไว้จนทำให้ปราสาทพระวิหารเข้าไปอยู่ในดินแดนกัมพูชา&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เมื่อศาลโลกต้องตัดสินในคดีนี้ จึงพิจารณาเพียงว่าไทยมีการยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทหรือไม่ ผลปรากฏ คือ เมื่อมีการสื่อสาร ส่งแผนที่ (ที่ไม่ถูกต้อง) มายังประเทศไทย ฝ่ายไทยนิ่งเฉยทั้งที่มีโอกาสประท้วงข้อผิดพลาดและการมีธงชาติฝรั่งเศสในพื้นที่นั้น รวมถึงยังขอสำเนาแผนที่เพิ่ม อันทำให้เชื่อได้ว่าไทยยอมรับอธิปไตยของกัมพูชาเหนือตัวปราสาท ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีเจตนาบิดเบือนสนธิสัญญาซึ่งตกลงกันแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่การที่ไทยนิ่งเฉยก่อตัวเป็นสภาพของการยอมรับจนเกิดกฎหมายปิดปาก (estoppel) กลายเป็นเส้นแดนซึ่งคลาดเคลื่อนจากที่เคยตกลงกันไว้พาให้ปราสาทพระวิหารไปอยู่ในเขตของกัมพูชา ไทยไม่สามารถเปลี่ยนจุดยืนจากอย่างหนึ่งไปเป็นอีกอย่างหนึ่งได้ แม้จะอ้างว่าการนิ่งเฉยนั้นไม่ได้เป็นการยอมรับ แต่มาจากความเข้าใจผิดคิดว่าเส้นที่ปรากฏในแผนที่ตรงกับแนวสันปันน้ำซึ่งกำหนดไว้ในสนธิสัญญา 1904 และไทยยังไม่ได้ยอมรับแผนที่อย่างเป็นทางการโดยคณะกรรมการร่วมสยามฝรั่งเศสด้วยซ้ำ เพราะคณะกรรมการหมดวาระไปก่อนที่แผนที่จะทำเสร็จ ไม่รู้จะเรียกว่าความเลินเล่อ รู้ไม่ทัน หรือความโชคร้ายของประเทศไทยดี แต่เหตุการณ์ในอดีตได้สอนให้เรารู้จักเท่าทันคนอื่นและรักษาสิทธิ์ในส่วนที่คิดว่าเป็นของเราหรือแม้แต่ที่คิดว่ายังต้องรอการตกลงกันในอนาคต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ความจริงบนพื้นดิน</p>
<p>เมื่อมีข้อโต้เถียงเหนือหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร เรามักนึกถึงการครอบครองปรปักษ์ซึ่งแสดงการครอบครอบตามจริงบนพื้นดิน ตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้น การครอบครองปรปักษ์จะพิจารณาอ้างอิง 4 หลักเกณฑ์ คือ 1.การครอบครองนั้นเป็นไปโดยรัฐด้วยเจตนาที่จะแสดงอธิปไตย 2.การครอบครองนั้นเป็นไปโดยสงบและปราศจากการคัดค้าน 3.การครอบครอบเป็นไปอย่างเปิดเผย และ 4. มีระยะเวลายาวนานเพียงพอ แต่กฎหมายระหว่างประเทศจะมีผลต่อประเทศในทางคำตัดสินไม่ได้เลย ถ้าประเทศนั้นๆไม่พาตัวเองไปยอมรับอำนาจของศาลโลก<br />
	&nbsp;</p>
<p>ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะมีบทบาทในการเป็นผู้ตัดสินได้ก็ต่อเมื่อ</p>
<ol>
<li>รัฐจะต้องแสดงความยินยอมโดยการยื่นเป็นข้อตกลงพิเศษ(special agreement หรือ compromise)ตาม Article 36(1)ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ</li>
<li>สนธิสัญญาระบุให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีเขตอำนาจในการระงับข้อพิพาทอันเกิดจากการตีความและปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้น (compromissory clause) ตาม Article 36(1)ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ</li>
<li>รัฐแถลงยอมรับเขตอำนาจบังคับของศาลไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งเป็นการยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับ (compulsory jurisdiction) ไม่ต้องยื่นข้อตกลงพิเศษตามข้อหนึ่งเพื่อแสดงความยอมรับเขตอำนาจของศาลอีกแล้ว ตาม Article36(2) ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ</li>
</ol>
<p>Article 36 ในธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ แสดงให้เห็นว่ารัฐสามารถเลือกที่จะใช้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเป็นวิธีระงับข้อพิพาทหรือไม่ก็ได้ แต่การจะนำคดีขึ้นสู่ศาลจะต้องตั้งอยู่บนความยินยอม (consent)ของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ในกรณีปราสาทพระวิหาร ไทยจำต้องขึ้นศาลเพราะมีการแถลงยอมรับอำนาจบังคับของศาลล่วงหน้าตาม Article 36(2) อย่างไรก็ตามเราไม่ได้ต่ออายุการแถลงยอมรับเขตอำนาจบังคับของศาลอีกภายหลังคดีปราสาทพระวิหาร คู่กรณีจึงไม่สามารถอ้างเขตอำนาจของศาลในส่วนนี้ได้อีกแล้วหากจะนำคดีอธิปไตยเหนือพื้นที่ทับซ้อนขึ้นสู่ศาลโลก หรือก็คือกัมพูชาไม่สามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลฝ่ายเดียวได้แต่ต้องอาศัยความยินยอมของฝ่ายไทยซึ่งจัดทำขึ้นเป็นข้อตกลงพิเศษด้วย หากรัฐประสงค์จะระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอื่น รัฐก็อาจปฏิเสธไม่ยอมรับเขตอำนาจของศาลได้</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/Thai-series-8.gif" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-medium wp-image-675" height="300" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/Thai-series-8-207x300.gif" title="Thai series 8" width="207" /></a></p>
<p>ดังนั้น <em>จึงขอร้องว่าหากตระหนักถึงความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต กรุณาอย่าลงนามทำข้อตกลงยอมรับอำนาจของศาลโลกต่อกรณีนี้</em> เพราะคำพิพากษาของศาลเป็นที่สิ้นสุด ไม่มีการอุทธรณ์ตาม Article 60หากเสียไปแล้วจะเรียกกลับคืนก็เป็นไปได้ยาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ส่วนใครจะส่งเรื่องไปให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาเดิมกรณีปราสาทพระวิหารนั้นก็มีสิทธิที่จะทำได้เช่นเดียวกันตาม Article 60 แต่การตีความอย่างไรเสียก็เป็นเพียงอธิบายคำตัดสินเดิมโดยไม่มีผลต่อพื้นที่ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตคำพิพากษา ซึ่งในตอนนั้นกัมพูชาได้ขอให้ศาลโลกตัดสินใน 2 ประเด็นคือให้ประเทศไทยถอนทหารออกจากปราสาทและให้กัมพูชาเป็นฝ่ายที่มีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สิ่งที่เราทำได้ในขณะนี้คือการแสวงหามิตรประเทศและรักษาสิทธิ์เหนือพื้นที่ การตอบโต้ในทางกฎหมายระหว่างประเทศสามารถทำได้ในหลายมิติ เช่น ท่าทีทางการทูต นโยบายการค้าและการให้สิทธิพิเศษต่างๆ กรณีที่อีกฝ่ายหนึ่งทำผิดกฎหมายมาก่อน อาจมีการยกระดับการตอบโต้ให้สูงขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเสมอไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในหลายๆกรณีกฎหมายระหว่างประเทศก็ไม่มีความแน่นอน จนกระทั่งมีผู้ตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วมีสิ่งที่เรียกว่ากฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะไม่มีกลไกที่บังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีตำรวจ การขึ้นศาลจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีความยินยอมของคู่ความทั้งสองฝ่ายเท่านั้น ซึ่งเป็นลักษณะที่แตกต่างจากกฎหมายภายในประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศจึงขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาและท่าทีของประชาคมโลก การจัดการของรัฐต้องอาศัยความรู้เท่าทัน ศิลปะ และการสร้างดุลอำนาจต่อรอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มีละครเก่าอยู่เรื่องหนึ่งชื่อว่า &ldquo;เก็บแผ่นดิน&rdquo; ได้สะท้อนคุณค่าของแผ่นดินในหมู่คนที่ไม่มีแผ่นดินอย่างน่าประทับใจในขณะที่เรายังมีแผ่นดินอยู่ก็ขอให้ทุกคนทำสิ่งดีๆเพื่อแผ่นดินและรักษาแผ่นดินของเราไว้ตามกำลังและความสามารถของตน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="right">สมิตา หมวดทอง</p>
<p align="right">MA. International Boundaries, University of Durham</p>
<p align="right">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;MA. Speech Communication, Portland State University</p>
<p align="right">E-mail: nuienglish@hotmail.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/02/24/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b0-%e0%b8%8b/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
