ถ้าถามว่าความสงบเป็นสิ่งดีหรือไม่ คนส่วนใหญ่คงตอบโดยไม่ต้องลังเลว่า “ดี” แต่นักทฤษฎีท่านหนึ่งคือ Johan Galtung กลับมองว่ายังมีความสงบอยู่ประเภทหนึ่งที่เรียกว่า negative peace หรือสันติที่เป็นลบ ซึ่งหมายถึงการยุติความรุนแรงเฉพาะหน้า ดูเหมือนคลี่คลาย ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง แต่ที่เรียกว่าเป็น “ลบ” ก็เพราะอันที่จริงแล้วความขัดแย้งและปัญหาที่มีอยู่เดิมยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากไม่ได้มีการเข้าไปจัดการกับสาเหตุที่แท้จริงอย่างเหมาะสม ความขัดแย้งที่ลุกลามมักเป็นส่วนผสมของสาเหตุ 2 ประเภท คือ สาเหตุพื้นฐาน (structural causes) และสาเหตุเฉพาะหน้า (immediate causes) สาเหตุพื้นฐานมักสัมพันธ์กับปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่มีมานาน เช่น ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำในสังคม ในขณะที่สาเหตุเฉพาะหน้ามักเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ความขัดแย้งปะทุและขยายตัวออกไปในวงกว้าง เช่น การปลุกระดม บุคลิกภาพของผู้นำฝูงชนซึ่งนำไปสู่การต่อสู้ เวลาที่ความขัดแย้งลุกลาม คนส่วนใหญ่มักให้ความสนใจกับสาเหตุประเภทหลัง เพราะเป็นรูปธรรม จับต้องได้ง่าย และดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์กับปัญหาหากพิจารณาตามช่วงเวลาที่เกิด แต่กลับละเลยสาเหตุเชิงโครงสร้างซึ่งมีความสำคัญเทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่าสาเหตุเชิงสถานการณ์เสียด้วยซ้ำ เพราะปัญหาหรือความบกพร่องของโครงสร้างนั้นเป็นมูลเหตุเบื้องต้นที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า persisting grievance (ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ความกดดันเรื้อรัง) เปรียบเสมือนเชื้อไฟที่พร้อมจะลุกลามได้เสมอเมื่อมีลมพัด อย่างในประเทศไทย ปัญหาที่ต่างฝ่ายต่างรับรู้กันมาโดยตลอด คือ ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทในเรื่องโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจซึ่งเรียกกันว่าทวิลักษณ์ (dualism)ยิ่งไปกว่านั้น [...]
รั้วที่ดีสร้างเพื่อนบ้านที่ดี Good fences make good neighbors เป็นถ้อยคำที่มาจากกลอนบทหนึ่ง ในกลอนนั้นบรรยายถึงผู้ชายกับเพื่อนบ้านที่คุยกันถึงเรื่องที่พัง ผู้ชายก็บอกว่ารั้วนั้นไม่ต้องซ่อมก็ได้ เพราะบ้านของเขาไม่ได้มีอะไรนอกจากต้นแอปเปิ้ลและต้นสน แต่อีกฝ่ายก็ยืนยันจะซ่อมรั้วเพราะในความคิดของเพื่อนบ้านนั้น “รั้วที่ดีย่อมสร้างเพื่อนบ้านที่ดี” (เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เกิดความเคารพในสิทธิของกันและกัน)พรมแดนจึงทำหน้าที่เป็นทั้งสะพานเชื่อมและรั้วกั้น ในทางระหว่างประเทศ เขตแดนมีความหมายไม่ใช่แต่เพียงทางกายภาพ คือ ประโยชน์จากทรัพยากรพื้นที่ทำกิน แต่ยังให้ความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเราคือใคร เราแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร ความคิดเช่นนี้พัฒนาขึ้นมาเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมซึ่งผูกพันคนที่อยู่ในเขตแดนเดียวกัน เกิดความรู้สึกปลอดภัยที่ได้อยู่ในดินแดนของเรา และยิ่งไปกว่านั้นคือแสดงถึงอำนาจ ความแข็งแกร่ง ในแอฟริกา อดีตเคยมีอาณาจักรเกิดขึ้นมากมาย เวลาผ่านไปอาณาจักรก็ล่มสลาย มีชาติตะวันตกเข้ามายึดครอง เกิดพรมแดนที่ลากขึ้นมาใหม่ พอประเทศได้รับเอกราชก็มีความคิดที่จะทวงดินแดนตั้งแต่สมัยก่อนคืน (irredentism) แต่ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงความพยายาม เพราะไม่มีใครยอมทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพด้วยการให้ดินแดนของตน บทเรียนจากปราสาทพระวิหาร บทเรียนจากปราสาทพระวิหารทำให้เรารู้จักตัวเราและเพื่อนบ้านของเราดีขึ้น ตามที่ศาลโลกได้บรรยายไว้ในคำตัดสินกรณีปราสาทพระวิหาร สนธิสัญญาพรมแดนปี 1904 กำหนดให้สันปันน้ำตลอดแนวเป็นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เมื่อมีสนธิสัญญาแล้วก็เกิดการทำแผนที่ขึ้นมารองรับ ไทยในขณะนั้นไม่เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสเป็นผู้ดำเนินการ แต่แผนที่ที่ทำมาไม่สอดคล้องกับแนวสันปันน้ำที่ได้ตกลงกันไว้จนทำให้ปราสาทพระวิหารเข้าไปอยู่ในดินแดนกัมพูชา เมื่อศาลโลกต้องตัดสินในคดีนี้ จึงพิจารณาเพียงว่าไทยมีการยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทหรือไม่ ผลปรากฏ คือ เมื่อมีการสื่อสาร ส่งแผนที่ (ที่ไม่ถูกต้อง) มายังประเทศไทย ฝ่ายไทยนิ่งเฉยทั้งที่มีโอกาสประท้วงข้อผิดพลาดและการมีธงชาติฝรั่งเศสในพื้นที่นั้น รวมถึงยังขอสำเนาแผนที่เพิ่ม อันทำให้เชื่อได้ว่าไทยยอมรับอธิปไตยของกัมพูชาเหนือตัวปราสาท [...]