<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thaingo.org ข่าวสาร วงการงานพัฒนาสังคม &#187; ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร</title>
	<atom:link href="http://thaingo.org/web/category/columnists/%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B9%8C-%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://thaingo.org/web</link>
	<description>แหล่งข่าวสาร เพื่องานพัฒนาสังคม</description>
	<lastBuildDate>Fri, 07 Sep 2012 07:17:39 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.1</generator>
		<item>
		<title>หาดแสงจันทร์ การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของชายหาดหลังการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/09/06/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/09/06/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Sep 2011 09:14:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Columnists]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=3195</guid>
		<description><![CDATA[โดย : ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร Email : ccw@hotmail.co.th หาดแสงจันทร์ เป็นชายหาดที่ตั้งอยู่ในเมืองระยอง อยู่ระหว่างมาบตาพุดและบริษัท IRPC ซึ่งสามารถที่จะพูดได้ว่า เป็นชายหาดที่สวยงามแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง ในสมัยก่อนนั้นนอกจากจะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง ที่ขยายตัวมาจากปากน้ำเมืองระยองแล้ว ยังมีผู้คนมากมายทั้งจากท้องถิ่นเองและนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ได้ใช้ประโยชน์ในด้านสันทนาการ แต่ปัจจุบันชายหาดแห่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงสภาพไปแล้ว โดยชายหาดแห่งนี้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ดังกล่าวได้ ซึ่งผู้เขียนเองได้สังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพดังกล่าว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การกัดเซาะชายหาดนั้นเป็นภัยธรรมชาติอย่างหนึ่ง ถ้าจะพูดกันจริงๆ แล้ว ปัญหาการกัดเซาะชายหาดนี้ได้เกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจากเป็นวัฏจักรทางธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตามผลกระทบที่เกิดจากวัฏจักรนี้เกิดขึ้นช้ามาก เนื่องจากกระบวนการกัดเซาะชายหาดของคลื่น-ลมตามธรรมชาตินั้น จะมีการนำทรายจากใต้ท้องทะเลขึ้นมาแทนที่ด้วย เปรียบเสมือนเป็นการเสริมและทดแทนของธรรมชาติ การกัดเซาะชายหาด จะรุนแรงมากเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพทางกายภาพและภูมิศาสตร์ของชายหาดนั้นๆ เอง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านองศาความชันของชายหาด ปริมาณปะการังและหญ้าทะเลในบริเวณนั้น แต่ก็ยังมีอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ระดับความรุนแรงของการกัดเซาะชายหาดเพิ่มขึ้นและเร็วขึ้น ปัจจัยนั้นก็คือกิจกรรมของมนุษย์ที่อยู่ในบริเวณนั้นนั่นเอง โดยที่มนุษย์เหล่านั้นไม่รู้ตัวและคาดไม่ถึงว่า กิจกรรมที่ทำนั้นจะส่งผลกระทบต่อชายหาดรุนแรงถึงเพียงใด หาด แสงจันทร์แห่งนี้ ได้เปลี่ยนแปลงสภาพไปเมื่อมีการถมทะเลสร้างท่าเรือน้ำลึกของนิคมฯ มาบตาพุดและท่าเรือของบริษัท IRPC ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ชายฝั่งทะเลนี้ ทำให้กระแสคลื่นและลมเปลี่ยนแปลงทิศทาง มุ่งโจมตีชายหาดแห่งนี้อย่างรุนแรง การกัดเซาะของน้ำทะเลได้รุกเข้ามาถึงถนนเลียบชายหาด ส่งผลให้ถนนดังกล่าวเกิดความเสียหาย และมีแนวโน้มว่าบ้านเรือนของประชาชนจะถูกผลกระทบจากการกัดเซาะด้วย ทางราชการที่เกี่ยวข้องจึงต้องสร้างถนนใหม่ให้ถอยร่นเข้ามา และมีการก่อสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันคลื่นน้ำทะเลกัดเซาะชายหาด สาเหตุที่แท้จริงในการที่ทำให้ชายหาดแห่งนี้เปลี่ยนสภาพไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย : </strong><strong>ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร</strong></p>
<p>Email : <a href="mailto:ccw@hotmail.co.th">ccw@hotmail.co.th</a></p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/09/news070954-5.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-3196" height="265" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/09/news070954-5.jpg" title="news070954-5" width="350" /></a></p>
<p>หาดแสงจันทร์ เป็นชายหาดที่ตั้งอยู่ในเมืองระยอง อยู่ระหว่างมาบตาพุดและบริษัท IRPC ซึ่งสามารถที่จะพูดได้ว่า เป็นชายหาดที่สวยงามแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง ในสมัยก่อนนั้นนอกจากจะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง ที่ขยายตัวมาจากปากน้ำเมืองระยองแล้ว ยังมีผู้คนมากมายทั้งจากท้องถิ่นเองและนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ได้ใช้ประโยชน์ในด้านสันทนาการ แต่ปัจจุบันชายหาดแห่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงสภาพไปแล้ว โดยชายหาดแห่งนี้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ดังกล่าวได้ ซึ่งผู้เขียนเองได้สังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพดังกล่าว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>การกัดเซาะชายหาดนั้นเป็นภัยธรรมชาติอย่างหนึ่ง ถ้าจะพูดกันจริงๆ แล้ว ปัญหาการกัดเซาะชายหาดนี้ได้เกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจากเป็นวัฏจักรทางธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตามผลกระทบที่เกิดจากวัฏจักรนี้เกิดขึ้นช้ามาก เนื่องจากกระบวนการกัดเซาะชายหาดของคลื่น-ลมตามธรรมชาตินั้น จะมีการนำทรายจากใต้ท้องทะเลขึ้นมาแทนที่ด้วย เปรียบเสมือนเป็นการเสริมและทดแทนของธรรมชาติ</p>
<p>	การกัดเซาะชายหาด จะรุนแรงมากเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพทางกายภาพและภูมิศาสตร์ของชายหาดนั้นๆ เอง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านองศาความชันของชายหาด ปริมาณปะการังและหญ้าทะเลในบริเวณนั้น แต่ก็ยังมีอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ระดับความรุนแรงของการกัดเซาะชายหาดเพิ่มขึ้นและเร็วขึ้น ปัจจัยนั้นก็คือกิจกรรมของมนุษย์ที่อยู่ในบริเวณนั้นนั่นเอง โดยที่มนุษย์เหล่านั้นไม่รู้ตัวและคาดไม่ถึงว่า กิจกรรมที่ทำนั้นจะส่งผลกระทบต่อชายหาดรุนแรงถึงเพียงใด</p>
<p>	หาด แสงจันทร์แห่งนี้ ได้เปลี่ยนแปลงสภาพไปเมื่อมีการถมทะเลสร้างท่าเรือน้ำลึกของนิคมฯ มาบตาพุดและท่าเรือของบริษัท IRPC ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ชายฝั่งทะเลนี้ ทำให้กระแสคลื่นและลมเปลี่ยนแปลงทิศทาง มุ่งโจมตีชายหาดแห่งนี้อย่างรุนแรง การกัดเซาะของน้ำทะเลได้รุกเข้ามาถึงถนนเลียบชายหาด ส่งผลให้ถนนดังกล่าวเกิดความเสียหาย และมีแนวโน้มว่าบ้านเรือนของประชาชนจะถูกผลกระทบจากการกัดเซาะด้วย ทางราชการที่เกี่ยวข้องจึงต้องสร้างถนนใหม่ให้ถอยร่นเข้ามา และมีการก่อสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันคลื่นน้ำทะเลกัดเซาะชายหาด</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/09/news070954-6.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-3197" height="269" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/09/news070954-6.jpg" title="news070954-6" width="350" /></a></p>
<p>สาเหตุที่แท้จริงในการที่ทำให้ชายหาดแห่งนี้เปลี่ยนสภาพไป สามารถที่จะสรุปได้ว่าเกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมนั่นเอง ถึงแม้ว่าการพัฒนาดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศ ที่จะสามารถดึงเงินลงทุนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้ามาเสริมเศรษฐกิจ แต่ความผิดพลาดของรัฐ ที่มองเห็นแต่ตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว ไม่ได้มองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน อีกทั้งขาดการวางแผนในการแก้ปัญหาที่ดีและรอบครอบนั้น เป็นอันตรายต่อการพัฒนาเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>	อีกประเด็นหนึ่งก็คือ สภาพพื้นที่ภูมิศาสตร์ชายฝั่งของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ดังนั้นวิธีการแก้ไขปัญหาของแต่ละพื้นที่จึงต้องแตกต่างกันไปด้วย เมื่อผู้รับผิดชอบขาดความรู้ ความเข้าใจถึงสภาพการณ์ แล้วนำแบบอย่างการแก้ไขปัญหาของต่างพื้นที่เข้ามา จึงทำให้การแก้ไขปัญหาไม่มีประสิทธิผล อีกทั้งยังจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอย่างมากมาย</p>
<p>	นี่จึงเป็นบทเรียนหนึ่งที่สอนว่า การที่มนุษย์เข้าไปแทรกแทรงธรรมชาติอย่างเกินพอดี ทั้งๆ ที่ไม่มีแผนแม่บทรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้น จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของระบบนิเวศ และภูมิศาสตร์อย่างรุนแรง ผลกระทบที่เกิดขึ้นคงหนีไม่พ้นมนุษย์ที่จะต้องรับไป และไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/09/06/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แพรกหนามแดง จากวิกฤติสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/08/02/%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b9/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/08/02/%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b9/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Aug 2011 08:46:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Columnists]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=2799</guid>
		<description><![CDATA[โดย : ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร&#160;&#160; Email : ccw@hotmail.co.th ตำบลแพรกหนามแดง เป็นตำบลหนึ่งของอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามเป็นพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์&#160; เนื่องจากมีแม่น้ำแม่กลองเป็นสายน้ำหลักและมีลำคลองสาขามากมาย ประกอบด้วยพื้นที่ที่มีความแตกต่างทางวิถีชีวิตถึง 3 พื้นที่ คือ พื้นที่น้ำจืด พื้นที่น้ำกร่อย และพื้นที่น้ำเค็ม ประชาชนมีอาชีพเกษตรกรรมและประมง ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสภาพพื้นที่น้ำ ต่อมาด้วยนโยบายของรัฐ มีการสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ ที่จังหวัดกาญจนบุรีที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำแม่กลอง ทำให้น้ำจืดจากต้นน้ำไหลเข้าสู่พื้นที่แพรกหนามแดงน้อยลง น้ำเค็มจึงรุกเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านที่ทำนา สวนผัก และเลี้ยงปลาสลิด จากสาเหตุดังกล่าวทำให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาหาทางแก้ไขที่ปลายเหตุให้กับชาวชุมชน ด้วยโครงการก่อสร้างประตูกันน้ำเค็มแต่ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ของหน่วยงานนอกพื้นที่ซึ่งไม่ได้รับรู้ถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง สภาพพื้นที่ รวมถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชน ทำให้โครงการดังกล่าวได้สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวชุมชนอย่างใหญ่หลวง รูปแบบของประตูกันน้ำเค็มที่หน่วยงานราชการสร้างขึ้นนั้นเป็นรูปแบบที่เห็นกันได้ทั่วไป แต่ไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาของพื้นที่แพรกหนามแดงได้เนื่องจาก ประตูกันน้ำเค็มรูปแบบดังกล่าวได้ทำให้เกิดการแยกสายน้ำและวิถีชีวิตของชาวชุมชนออกจากกันเป็นวิถีชีวิตน้ำจืด และวิถีชีวิตน้ำเค็มอย่างถาวรส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ที่แยกสายน้ำต่างคนต่างอยู่ไม่มีความสัมพันธ์กันแบบสมัยก่อน เนื่องก็เพราะผลประโยชน์จากอาชีพที่ขัดแย้งกัน ความขัดแย้งของชาวบ้านในการแย่งทรัพยากรน้ำเกิดขึ้นเป็นเวลาถึง 20ปี โดยตัวปัญหาก็คือการเปิดปิดประตูน้ำนี่เอง ในฝั่งน้ำจืดเมื่อประตูปิดตายทำให้น้ำไม่ไหลเวียนเกิดการเน่าเสียและมีการ สะสมของตะกอนดินที่หน้าประตูกั้นน้ำ เวลาหน้าน้ำหรือเมื่อเขื่อนปล่อยน้ำลงมาจะทำให้น้ำท่วมนาข้าว บ่อปลาสลิด สวนผัก ชาวบ้านในฝั่งนี้จึงไปเปิดประตูเพื่อระบายน้ำออก ผลจากการที่เปิดประตูระบายน้ำทำให้น้ำจืดไหลทะลักเข้าสู่ส่วนน้ำเค็ม เมื่อชาวบ้านฝั่งน้ำเค็มสูบน้ำเข้าบ่อกุ้งก็ทำให้กุ้งทะเลที่เลี้ยงไว้พากันตายหมด นี่คือสาเหตุของความขัดแย้ง!!!!!!!! อย่างไรก็ตามจากการที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทำให้ผู้อาวุโสของชุมชน เริ่มจากการที่ปราชญ์ชาวบ้านหรือผู้นำชุมชนได้ชักชวนชาวบ้านทั้งสองฝ่ายมา คุยกันถึงเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ชาวบ้านทั้งสองฝ่ายได้รับรู้และเข้าใจถึงปัญหาของชาวบ้านอีกฝ่ายหนึ่ง จากนั้นก็แสดงความจริงใจที่จะร่วมกันหาทางออก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โดย : ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร&nbsp;&nbsp; Email : ccw@hotmail.co.th</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/08/news020854-10.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-2800" height="134" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/08/news020854-10.jpg" title="news020854-10" width="250" /></a></p>
<p>ตำบลแพรกหนามแดง เป็นตำบลหนึ่งของอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามเป็นพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์&nbsp; เนื่องจากมีแม่น้ำแม่กลองเป็นสายน้ำหลักและมีลำคลองสาขามากมาย ประกอบด้วยพื้นที่ที่มีความแตกต่างทางวิถีชีวิตถึง 3 พื้นที่ คือ พื้นที่น้ำจืด พื้นที่น้ำกร่อย และพื้นที่น้ำเค็ม ประชาชนมีอาชีพเกษตรกรรมและประมง ดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสภาพพื้นที่น้ำ</p>
<p>ต่อมาด้วยนโยบายของรัฐ มีการสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ ที่จังหวัดกาญจนบุรีที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำแม่กลอง ทำให้น้ำจืดจากต้นน้ำไหลเข้าสู่พื้นที่แพรกหนามแดงน้อยลง น้ำเค็มจึงรุกเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านที่ทำนา สวนผัก และเลี้ยงปลาสลิด จากสาเหตุดังกล่าวทำให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาหาทางแก้ไขที่ปลายเหตุให้กับชาวชุมชน ด้วยโครงการก่อสร้างประตูกันน้ำเค็มแต่ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ของหน่วยงานนอกพื้นที่ซึ่งไม่ได้รับรู้ถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง สภาพพื้นที่ รวมถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชน ทำให้โครงการดังกล่าวได้สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวชุมชนอย่างใหญ่หลวง</p>
<p>รูปแบบของประตูกันน้ำเค็มที่หน่วยงานราชการสร้างขึ้นนั้นเป็นรูปแบบที่เห็นกันได้ทั่วไป แต่ไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาของพื้นที่แพรกหนามแดงได้เนื่องจาก ประตูกันน้ำเค็มรูปแบบดังกล่าวได้ทำให้เกิดการแยกสายน้ำและวิถีชีวิตของชาวชุมชนออกจากกันเป็นวิถีชีวิตน้ำจืด และวิถีชีวิตน้ำเค็มอย่างถาวรส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ที่แยกสายน้ำต่างคนต่างอยู่ไม่มีความสัมพันธ์กันแบบสมัยก่อน เนื่องก็เพราะผลประโยชน์จากอาชีพที่ขัดแย้งกัน</p>
<p>ความขัดแย้งของชาวบ้านในการแย่งทรัพยากรน้ำเกิดขึ้นเป็นเวลาถึง 20ปี โดยตัวปัญหาก็คือการเปิดปิดประตูน้ำนี่เอง ในฝั่งน้ำจืดเมื่อประตูปิดตายทำให้น้ำไม่ไหลเวียนเกิดการเน่าเสียและมีการ สะสมของตะกอนดินที่หน้าประตูกั้นน้ำ เวลาหน้าน้ำหรือเมื่อเขื่อนปล่อยน้ำลงมาจะทำให้น้ำท่วมนาข้าว บ่อปลาสลิด สวนผัก ชาวบ้านในฝั่งนี้จึงไปเปิดประตูเพื่อระบายน้ำออก ผลจากการที่เปิดประตูระบายน้ำทำให้น้ำจืดไหลทะลักเข้าสู่ส่วนน้ำเค็ม เมื่อชาวบ้านฝั่งน้ำเค็มสูบน้ำเข้าบ่อกุ้งก็ทำให้กุ้งทะเลที่เลี้ยงไว้พากันตายหมด</p>
<p>นี่คือสาเหตุของความขัดแย้ง!!!!!!!!</p>
<p>อย่างไรก็ตามจากการที่เกิดความขัดแย้งขึ้นทำให้ผู้อาวุโสของชุมชน เริ่มจากการที่ปราชญ์ชาวบ้านหรือผู้นำชุมชนได้ชักชวนชาวบ้านทั้งสองฝ่ายมา คุยกันถึงเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ชาวบ้านทั้งสองฝ่ายได้รับรู้และเข้าใจถึงปัญหาของชาวบ้านอีกฝ่ายหนึ่ง จากนั้นก็แสดงความจริงใจที่จะร่วมกันหาทางออก เพื่อลดความขัดแย้งดังกล่าว โดยยึดหลักการที่ว่า ร่วมกันคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมกันทำ ร่วมกันตรวจสอบ ร่วมกันรับผลประโยชน์หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา ซึ่งจากการพูดคุยกันหลายครั้งชาวบ้านทั้งสองฝั่งจึงร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาโดยแยกประเด็นดังนี้</p>
<p>1. ศึกษาความเป็นมาของปัญหาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>2. ศึกษาพฤติกรรมการใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำแม่กลองตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ</p>
<p>3. ศึกษาการไหลขึ้นลงของน้ำเค็มและน้ำจืดในพื้นที่</p>
<p>เมื่อชาวบ้านทั้งสองฝั่งพบว่าประตูกั้นน้ำเค็มที่หน่วยงานราชการมาสร้างไว้นี่แหละคือตัวปัญหา ดังนั้นจึงได้ร่วมกันระดมความคิดโดยการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้เพื่อคิดค้นและออกแบบประตูกั้นน้ำเค็มกันใหม่ โดยชาวบ้านได้ติดต่อ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อสนับสนุนงบประมาณ เมื่อชาวชุมชนได้นำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ก็ค้นพบประตูระบายน้ำแบบใหม่เป็นลักษณะบานพับที่อาศัยความสูงของน้ำแต่ละฝั่งสายน้ำเป็นตัวเปิดปิดประตูซึ่งมีความยืดหยุ่นในการใช้งานกว่าประตูน้ำที่มีลักษณะปิดตาย ที่สำคัญสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งของพวกเขาและตอบโจทย์ปัญหาของการแยกสายน้ำได้<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/08/news020854-111.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-2801" height="191" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/08/news020854-111.jpg" title="news020854-11" width="248" /></a></p>
<p>การแก้ปัญหาของชาวชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ จะส่งผลให้ชุมชนนั้นเกิดการพัฒนาทางด้านทักษะทางความคิด ทักษะการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลจนสามารถนำเสนอต่อผู้สนับสนุนได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่จะถ่ายทอดต่อบุคคลอื่นต่อได้ ที่สำคัญจะทำให้เกิดความรักสามัคคีกันของชาวชุมชน และเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ภาพจาก http ://www.thaipr.net</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; http://rescom.trf.or.th</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/08/02/%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่อง ไม่มีคำตอบที่ปากบารา</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/06/30/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/06/30/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Jun 2011 01:28:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Columnists]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=2335</guid>
		<description><![CDATA[โดยชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร Email :ccw@hotmail.co.th ท่าเรือปากบารา จังหวัดสตูล เป็นโครงการขนาดใหญ่การลงทุนมีมูลค่าสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท โดยภาครัฐมุ่งเน้นให้ท่าเรือนี้มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจของชายฝั่งทะเล ภาคใต้ในการขนส่งสินค้าด้านตะวันตกของประเทศไทยไปยังยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกาและจะมีโครงการต่อเนื่องในการเชื่อมทะเลอันดามันและ อ่าวไทย &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; ก็เหมือนเดิมครับมีการพัฒนาที่ไหนก็มีกระแสต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ เหตุก็เพราะว่าบริเวณอ่าวปากบารานั้นเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงใน ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่าชายเลนที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่ยังโตไม่เต็มวัย หญ้าทะเล ประการังและจำนวนสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจของชาวประมงพื้นบ้าน ถ้าโครงการนี้ดำเนินต่อ ทรัพยากรข้างต้นคงจะถูกทำลายไปพร้อมกับของแถมที่เพิ่มขึ้นมาก็คือการกัดเซาะ ชายหาดเนื่องจากท่าเรือที่ยื่นออกไปในทะเลนั้นจะไปเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำและ คลื่นทำให้เกิดการกัดเซาะดังตัวอย่างหาดพี.เอ็ม.วาย ที่จังหวัดระยองและที่อื่นๆ อีกมากมาย &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; หน่วยงานของรัฐและบริษัทที่ปรึกษาได้ออกมาประชาสัมพันธ์ว่าได้จัดทำประชา พิจารณ์ รวมถึง EIA และ HIA แล้วแต่ปัจจุบันก็ยังถูกต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่อยู่ดี ด้วยเหตุที่ว่าการทำประชาพิจารณ์นั้นได้ทำกับกลุ่มชาวบ้านที่เห็นด้วยจำนวน ร้อยกว่าคนซึ่งผู้นำของกลุ่มคนจำนวนนี้ได้ลงชื่อเห็นด้วยกับโครงการหลังจาก ไปดูงานที่ท่าเรือปีนัง แต่ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยก็ได้แย้งว่ากลุ่มคนที่ยอมรับไม่สามารถเป็นตัวแทน ของประชาชนในพื้นที่ทั้งหมดที่มีมากกว่าแสนคนได้ ผลสรุปของการขัดแย้งในการประชุมของกลุ่มคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ได้ถก เถียงและพูดกันถึงเรื่อง EIA และ HIA โดยที่ไม่มีคำตอบและข้อสรุปของการแก้ไขปัญหา แล้วมันคืออะไรเจ้า EIA และ HIA !!!!!!!!! &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะรู้กันแล้วว่า EIA และ HIA ก็คือกระบวนการย่อย ในการวิเคราะห์โครงการทางด้านผลกระทบที่จะมีต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/06/news300654-2.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-2336" height="291" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/06/news300654-2.jpg" title="news300654-2" width="367" /></a></p>
<p><strong>โดย</strong>ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร</p>
<p><strong>Email :</strong>ccw@hotmail.co.th</p>
<p>ท่าเรือปากบารา จังหวัดสตูล เป็นโครงการขนาดใหญ่การลงทุนมีมูลค่าสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท โดยภาครัฐมุ่งเน้นให้ท่าเรือนี้มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจของชายฝั่งทะเล ภาคใต้ในการขนส่งสินค้าด้านตะวันตกของประเทศไทยไปยังยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกาและจะมีโครงการต่อเนื่องในการเชื่อมทะเลอันดามันและ อ่าวไทย<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ก็เหมือนเดิมครับมีการพัฒนาที่ไหนก็มีกระแสต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ เหตุก็เพราะว่าบริเวณอ่าวปากบารานั้นเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงใน ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่าชายเลนที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่ยังโตไม่เต็มวัย หญ้าทะเล ประการังและจำนวนสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจของชาวประมงพื้นบ้าน ถ้าโครงการนี้ดำเนินต่อ ทรัพยากรข้างต้นคงจะถูกทำลายไปพร้อมกับของแถมที่เพิ่มขึ้นมาก็คือการกัดเซาะ ชายหาดเนื่องจากท่าเรือที่ยื่นออกไปในทะเลนั้นจะไปเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำและ คลื่นทำให้เกิดการกัดเซาะดังตัวอย่างหาดพี.เอ็ม.วาย ที่จังหวัดระยองและที่อื่นๆ อีกมากมาย<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/06/news300654-4.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-2337" height="348" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/06/news300654-4.jpg" title="news300654-4" width="329" /></a></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หน่วยงานของรัฐและบริษัทที่ปรึกษาได้ออกมาประชาสัมพันธ์ว่าได้จัดทำประชา พิจารณ์ รวมถึง EIA และ HIA แล้วแต่ปัจจุบันก็ยังถูกต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่อยู่ดี ด้วยเหตุที่ว่าการทำประชาพิจารณ์นั้นได้ทำกับกลุ่มชาวบ้านที่เห็นด้วยจำนวน ร้อยกว่าคนซึ่งผู้นำของกลุ่มคนจำนวนนี้ได้ลงชื่อเห็นด้วยกับโครงการหลังจาก ไปดูงานที่ท่าเรือปีนัง แต่ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยก็ได้แย้งว่ากลุ่มคนที่ยอมรับไม่สามารถเป็นตัวแทน ของประชาชนในพื้นที่ทั้งหมดที่มีมากกว่าแสนคนได้ ผลสรุปของการขัดแย้งในการประชุมของกลุ่มคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ได้ถก เถียงและพูดกันถึงเรื่อง EIA และ HIA โดยที่ไม่มีคำตอบและข้อสรุปของการแก้ไขปัญหา แล้วมันคืออะไรเจ้า EIA และ HIA !!!!!!!!!</p>
<p>	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะรู้กันแล้วว่า EIA และ HIA ก็คือกระบวนการย่อย ในการวิเคราะห์โครงการทางด้านผลกระทบที่จะมีต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของ ประชาชนในพื้นที่รวมถึงการหาวิธีการหรือแนวทางในการป้องกันผลกระทบที่จะเกิด ขึ้น ในด้านการวิเคราะห์นั้นได้จัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาและหน่วยงานของรัฐ แต่สิ่งที่ขาดไปก็คือการเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการของประชาชนในพื้นที่ ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐและประชาชน และ/หรือประชาชนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย</p>
<p>	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เขียนมีความเห็นว่าภาครัฐยังขาดเครื่องมืออีกหนึ่งตัวในการตัดสินใจดำเนินโครงการ ใดๆ เครื่องมือนั้นก็คือ SEA (การประเมินสิ่งแวดล้อมในเชิงยุทธ์ศาสตร์ ซึ่งเป็นกระบวนการประเมินเชิงนโยบายก่อนที่ภาครัฐจะพัฒนาโครงการใดๆ) เครื่องมือนี้เป็นกระบวนการร่วมกันพิจารณาถึงความเป็นไปได้และความสำคัญของ ผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตามกรอบของสังคม วิสัยทัศน์ของการพัฒนาที่ยั่งยืนและตามมุมมองของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การดำเนินโครงการดังกล่าว<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/06/news300654-3.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-2338" height="294" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/06/news300654-3.jpg" title="news300654-3" width="350" /></a></p>
<p>	SEA จำเป็นมากในการพัฒนาโครงการของรัฐในภาวะปัจจุบันที่ประชาชนมีความตื่นตัวทาง ด้านสิ่งแวดล้อมและหวงแหนทรัพยากรในพื้นที่ของพวกเขา เพราะสามารถที่จะลดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับภาครัฐ และ/หรือ ประชาชนที่เห็นด้วยกับโครงการและประชาชนที่ไม่เห็นด้วย</p>
<p>	ท่านผู้อ่านคงไม่อยากให้ปากบาราซ้ำรอย หินกรูด-บ่อนอก ใช่มั้ยครับ</p>
<p>	ที่มาของภาพ www.southhpp.org, www.marinerthai.com, www.weekendhobby.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/06/30/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไทย-เขมร ตอน การก้าวข้ามกำแพงแห่งความขัดแย้งสู่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ยั่งยืน&#8221;</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/05/04/%e0%b8%b7%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/05/04/%e0%b8%b7%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 May 2011 07:06:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Columnists]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=1576</guid>
		<description><![CDATA[โดย ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร Email : ccw@hotmail.co.th &#160; เรื่องไทย-เขมร ตอนนี้เป็นตอนที่สามซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของบทความชุดสัมพันธ์ ไทย-เขมร ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอบทความเรื่องไทย-เขมรทั้งสองตอนที่แล้ว คือ &#160;&#34;2 ชาติพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ในดินแดนอุษาคเนย์&#34; &#160;และ &#34;ความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์&#34; เหตุที่เขียนล่าช้าไม่ทันกับเหตุการณ์ข่าวความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาก็เพราะว่าจะต้องสืบค้นข้อมูลทางวิชาการเพื่อให้เป็นฐานอ้างอิงในงานเขียน อย่างไรก็ตามผู้เขียนคิดว่าแม้จะนำเสนอล่าช้าแต่ก็ยังคงมีประโยชน์ที่จะเสนอแนวคิด ให้กับท่านผู้อ่านพิจารณาเนื่องจากความขัดแย้งดังกล่าวยังไม่มีจุดจบโดยสิ้น เชิง ที่มา : http://www.surinnews.com/topic_n.php?id=4960 ข่าวคราวของความขัดแย้งเรื่องปราสาทพระวิหาร ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาเมือนโต๊ดรวมถึง กรณีพิพาทอื่นๆนั้นทำให้ผู้เขียนมีความคิดว่าเหตุจากความขัดแย้งนี้เกิดจากการที่แต่ละฝ่ายยึดผลประโยชน์ และศักดิ์ศรีของตนเองเป็นที่ตั้ง นอกจากนี้ยังรวมถึงเหตุผลทางการเมืองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศออีกด้วย จึงทำให้ไม่สามารถที่จะตกลงกันได้ เมื่อมองไปในอนาคตข้างหน้าความขัดแย้งนี้จะจบลงอย่างไรไม่สามรถคาดเดาได้ แต่เมื่อมองไปในอดีตแล้วก็ยิ่งทำให้ปัญหาที่ขัดแย้งนั้นไม่สามารถที่จะจบลงอย่างแน่นอนเนื่องจากประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองประเทศเขียนนั้นมาจากคนละมุมมอง ถ้า เราพิจารณาประวัติศาสตร์อย่างถึ่ถ้วนจากที่ฝ่ายไทยเขียนเองหรือจะจากฝ่าย เขมรเขียน รวมถึงจากประเทศที่ 3 เขียนเอาไว้ เกี่ยวกับดินแดนแถบนี้จะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในสมัยกว่าพันปีที่แล้วดินแดน อุษาคเนย์เป็นเขตอิทธิพลของเขมรโบราญ ทั้งอารยธรรม การเมือง การปกครอง การทหาร วัฒนธรรมของเขมรโบราญนี้ได้แผ่ไปกว้างใหญ่ไพศาลมากที่สุดก็ในสมัยของพระเจ้า ชัยวรมันที่ 7 จนกระทั่งอิทธิพลนี้ค่อยๆ เสื่อมลงไปและมีแคว้นหรืออาณาจักรสุโขทัยขึ้นมาแทนที่ต่อเนื่องไปถึงอยุธยา และรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตามจะมีประวัติศาสตร์ในช่วงหนึ่งที่ผู้คนอาจจะเห็นต่างกันได้ คือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการเมืองและการสงครามระหว่างอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องไปถึงกรุงรัตนโกสินทร์ กับอาณาจักรเขมรหรือกัมพูชา เป็นธรรมดาของการทำสงครามเมื่อมีผู้ชนะก็ย่อมมีผู้แพ้ การเขียนประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเขียน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>โดย ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร</strong></p>
<p><strong>Email : <a href="mailto:ccw@hotmail.co.th">ccw@hotmail.co.th</a></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เรื่องไทย-เขมร ตอนนี้เป็นตอนที่สามซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของบทความชุดสัมพันธ์ ไทย-เขมร ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอบทความเรื่องไทย-เขมรทั้งสองตอนที่แล้ว คือ &nbsp;&quot;2 ชาติพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ในดินแดนอุษาคเนย์&quot; &nbsp;และ &quot;ความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์&quot;</p>
<p>เหตุที่เขียนล่าช้าไม่ทันกับเหตุการณ์ข่าวความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาก็เพราะว่าจะต้องสืบค้นข้อมูลทางวิชาการเพื่อให้เป็นฐานอ้างอิงในงานเขียน อย่างไรก็ตามผู้เขียนคิดว่าแม้จะนำเสนอล่าช้าแต่ก็ยังคงมีประโยชน์ที่จะเสนอแนวคิด ให้กับท่านผู้อ่านพิจารณาเนื่องจากความขัดแย้งดังกล่าวยังไม่มีจุดจบโดยสิ้น เชิง</p>
<p align="center"><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/05/news040554-4.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-1577" height="171" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/05/news040554-4.jpg" title="news040554-4" width="225" /></a> ที่มา : http://www.surinnews.com/topic_n.php?id=4960</p>
<p>ข่าวคราวของความขัดแย้งเรื่องปราสาทพระวิหาร ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาเมือนโต๊ดรวมถึง</p>
<p>กรณีพิพาทอื่นๆนั้นทำให้ผู้เขียนมีความคิดว่าเหตุจากความขัดแย้งนี้เกิดจากการที่แต่ละฝ่ายยึดผลประโยชน์ และศักดิ์ศรีของตนเองเป็นที่ตั้ง นอกจากนี้ยังรวมถึงเหตุผลทางการเมืองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศออีกด้วย จึงทำให้ไม่สามารถที่จะตกลงกันได้ เมื่อมองไปในอนาคตข้างหน้าความขัดแย้งนี้จะจบลงอย่างไรไม่สามรถคาดเดาได้ แต่เมื่อมองไปในอดีตแล้วก็ยิ่งทำให้ปัญหาที่ขัดแย้งนั้นไม่สามารถที่จะจบลงอย่างแน่นอนเนื่องจากประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองประเทศเขียนนั้นมาจากคนละมุมมอง</p>
<p>ถ้า เราพิจารณาประวัติศาสตร์อย่างถึ่ถ้วนจากที่ฝ่ายไทยเขียนเองหรือจะจากฝ่าย เขมรเขียน รวมถึงจากประเทศที่ 3 เขียนเอาไว้ เกี่ยวกับดินแดนแถบนี้จะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในสมัยกว่าพันปีที่แล้วดินแดน อุษาคเนย์เป็นเขตอิทธิพลของเขมรโบราญ ทั้งอารยธรรม การเมือง การปกครอง การทหาร วัฒนธรรมของเขมรโบราญนี้ได้แผ่ไปกว้างใหญ่ไพศาลมากที่สุดก็ในสมัยของพระเจ้า ชัยวรมันที่ 7 จนกระทั่งอิทธิพลนี้ค่อยๆ เสื่อมลงไปและมีแคว้นหรืออาณาจักรสุโขทัยขึ้นมาแทนที่ต่อเนื่องไปถึงอยุธยา และรัตนโกสินทร์</p>
<p>อย่างไรก็ตามจะมีประวัติศาสตร์ในช่วงหนึ่งที่ผู้คนอาจจะเห็นต่างกันได้ คือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการเมืองและการสงครามระหว่างอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องไปถึงกรุงรัตนโกสินทร์ กับอาณาจักรเขมรหรือกัมพูชา</p>
<p>เป็นธรรมดาของการทำสงครามเมื่อมีผู้ชนะก็ย่อมมีผู้แพ้ การเขียนประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเขียน ถ้าฝ่ายชนะเขียนก็จะเชื่อมโยงให้ฝ่ายแพ้เป็นผู้ร้าย ฝ่ายชนะเป็นพระเอก แต่ถ้าฝ่ายพ่ายแพ้เขียนก็จะเชื่อมโยงให้เห็นถึงฝ่ายชนะเอาเปรียบ รุกรานจนกระทั่งปล้นทรัพยากรจากฝ่ายพ่ายแพ้ ซึ่งประวติศาสตร์ของทั้งสองฝ่ายจะเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเรื่องคิดเองเออเอง หรือไม่นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง</p>
<p>จากประวัติศาสตร์ที่บันทึกถึงการทำ สงครามระหว่างเขมรและกรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องถึงกรุงรัตนโกสินทร์ จะพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความต้องการขยายดินแดนรวมถึงต้องการทรัพยากร ของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย</p>
<p>เนื่องจากสมัยนั้นฝ่ายไทยและญวณมีสงครามกันถ้า ฝ่ายไหนมีอิทธิพลเหนือเขมรได้ก็จะทำให้ได้เปรียบในด้านยุทธศาสตร์ ส่วนเขมรดันมาอยู่ตรงกลางครับ ก็น่าที่จะเห็นใจเขมรเหมือนกันที่คนเขาจะตีกันแต่ดันมาอยู่ตรงกลาง เขมรจึงดำเนินนโยบายฝ่ายไหนมีเปรียบก็เอาด้วย เนื่องจากต้องรักษาตัวรอดเอาไว้ เมื่อฝ่ายไทยมีเปรียบเขมรก็ต้องยอมเข้าด้วย ทำให้อาณาจักรเขมรกลายเป็นประเทศราชไป</p>
<p>เป็นเรื่องปกติที่ผู้นำ ของอาณาจักรที่เป็นประเทศราชก็ย่อมที่อยากจะกู้เอกราชของตนกลับคืนมาดั่งที่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกู้เอกราชจากพม่าให้กับกรุงศรีอยุธยา แต่เมื่อกู้กลับคืนมาไม่ได้ทำสงครามพ่ายแพ้ถึงขนาดโดนผู้ชนะเผาบ้านเผาเมือง จนไม่เหลือซากของนครอันเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ คนเขียนประวัติศาสตร์ของผู้ชนะก็จะเขียนในทำนองที่ว่าผู้แพ้ไม่รู้จักบุญคุณ คบไม่ได้ แปรพักตร์ จนถึงขั้นกบฎ ในส่วนของผู้แพ้ก็จะเขียนอีกแนวหนึ่งว่าผู้ชนะรุกราน ปล้นชาติ นี่เป็นมุมมองของประวัติศาสตร์อันน่าขมขื่น</p>
<p>ในยุคสมัยจักรวรรดิ์ นิยม เมื่อฝรั่งเศษยึดเขมรจากไทยได้ ฝ่ายเขมรก็ทำท่าจะดีใจไม่น้อยแต่ที่ดีใจยิ่งกว่าก็ตอนที่ฝรั่งเศษคืนดินแดน ให้กัมพูชา รวมถึงเขตแดนที่เป็นปัญหากันอยู่ทุกวันนี้ซึ่งเป็นมรดกบาปจากฝรั่งหัวแดงโดย แท้จริง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมาไทยและเขมรประเทศเพื่อนบ้านก็ยังมีการกระทบกระทั่งกันบ่อยครั้ง ในเรื่องดินแดนและเรื่องการเมืองของทั้งสองฝ่ายจนทำให้เกิดกระแสนิยมคลั่ง ชาติขึ้นมา สาเหตุก็เพราะว่าประวัติศาสตร์นี่เองที่เป็นตัวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศของทั้งสองฝ่าย (น่าจะรวมถึงลาว-ไทยด้วย) ไม่พัฒนาเท่าที่ควร คนเขมรมองว่าไทยเป็นผู้เอาเปรียบเขาทุกประการรวมถึงการที่จะเข้ามามีอิทธิพล ในประเทศของพวกเขาด้วย อีกทั้งมองว่าในฐานความคิดของไทยมีการเยียดหยามชาวเขมรในฐานะที่ต่ำกว่าไทย ทำให้ทัศนคติของเขมรที่มีต่อไทยเป็นไปในทิศทางด้านลบมาโดยตลอดซึ่งเป็น ทัศนคติในการหวาดระแวง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าพวกเขาเรียนประวัติศาสตร์ในส่วนของผู้แพ้นั่นเอง</p>
<p>ประวัติ ศาสตร์เหล่านี้ในความเห็นของผู้เขียนควรศึกษาและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเหตุ ผลที่เกิดขึ้นและทางที่ดีไม่ควรศึกษาแต่ประวัติศาสตร์ของฝ่ายตนเพียงด้านเดียว ควรศึกษาของฝ่ายที่เป็นกลางรวมถึงฝ่ายคู่กรณีด้วย แต่อย่ายึดติดจนเกินไปไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นคนคลั่งชาติหาทางออกและแก้ไข ปัญหาร่วมกันไม่ได้</p>
<p>การแก้ปัญหาโดยการมองอนาคต ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายและยังมองไม่เห็นทางที่จะแก้ไขเรื่องดินแดนได้ แต่ก็ยังดีกว่าที่จะไม่ทำอะไรกันเลยและรอให้ถึงเวลาที่ยูเนสโก้กำหนดแล้วก็ มารีบเร่งแก้ปัญหากันที่ปลายเหตุเหมือนกับที่รัฐบาลไทยได้ทำเมื่อครั้งที่ แล้ว</p>
<p>ผู้นำหรือรัฐบาลทั้งสองฝ่ายรวมถึงองค์กรเคลื่อนไหวภาคประชาชน ต่างๆ จะต้องลดตัวตนลงและร่วมมือกันแสวงหาวิธีในการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่าง เหมาะสม (win/win&nbsp; ด้วยกันทั้งสองฝ่าย) การมองปัญหาด้วยมุมมองของนักบริหาร ก็ควรที่จะมองให้ครอบคลุมถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาซึ่งมีอยู่หลายมิติไม่ ว่าจะเป็นสังคม เศรษฐกิจ การเมือง กฏหมาย</p>
<p>แต่ปัจจัย ที่ผู้เขียนอยากจะเน้นก็คือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับมิติทางการเมืองระหว่างประเทศและในประเทศของแต่ละฝ่าย &nbsp;ปัจจัยนั้นก็คือการคลั่งชาติ ก็ตามที่เขียนไว้ข้างต้นความคลั่งชาติจะทำให้หาทางออกและแก้ไขปัญหาไม่ได้เพราะมันจะทำให้ดวงตาเราบอดและใจปิด มองไม่เห็นหนทางในการแก้ปัญหา นี่คือกำแพงด่านแรกที่แข็งแกร่งมาก ถ้าสามารถก้าวข้ามได้ ปัจจัยอื่นๆ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้ด้วยตัวของมันเอง เมื่อความคลั่งชาติลดลง เงื่อนไขก็ลดลง การแสวงหาความร่วมมือก็จะเพิ่มมากขึ้น</p>
<p align="center"><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/05/news040554-5.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-1578" height="176" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/05/news040554-5.jpg" title="news040554-5" width="221" /></a></p>
<p align="center">ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/51717</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถ้าท่านผู้อ่านถามว่าจะแก้ไขปัจจัยการคลั่งชาติอย่างไร ก็ขอแนะนำให้อ่านเรื่อง ไทย-เขมร ทั้งสองตอนที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ครั้งก่อน &nbsp;ซี่งจะเป็นกุญแจสำหรับไขปัญหา</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/05/04/%e0%b8%b7%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไทย-เขมร ตอน &#8220;ความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/03/30/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/03/30/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Mar 2011 08:44:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Columnists]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=1199</guid>
		<description><![CDATA[ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สองของชุดความสัมพันธ์ไทย-เขมร ต่อจากตอนสองชาติพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ในอุษาคเนย์ ที่ผู้เขียนได้นำมาเสนอต่อท่านผู้อ่านด้วยมุมมองที่แตกต่าง ปราศจากความขัดแย้งที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ อาณาจักรเขมรโบราณมีจุดเริ่มต้นที่ดินแดนของนครจำปาสัก สปป.ลาวในปัจจุบัน โดยจุดศูนย์กลางนั้นจะอยู่ที่บริเวณปราสาทวัดพู ภาพปราสาทวัดพู สปป. ลาว (ถ่ายเอง) เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน จุดศูนย์กลางวัฒนธรรมเขมรโบราณจึงได้ถูกย้ายทำเลไปอยู่ที่บริเวณโตนเลสาบ ณ.ที่แห่งนี้ท่านผู้นำได้รับเอาศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายเข้ามาในอาณาจักร ภายหลังจึงได้เปลี่ยนมาเป็นศาสนาพุทธลัทธิมหายานตันตระในสมัยของพระเจ้าชัย วรมันที่ 7 ก่อนที่จะกลับไปรับเอาศาสนาฮินดูไศวนิกายมาอีกครั้งหนึ่งในยุคหลัง อาณาจักรขอมโบราณแห่งนี้ได้ผ่านยุคกาลสมัยมาอย่างยาวนาน ศาสนาที่ผสมผสานกันจึงทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาและได้ถูกเผยแพร่ ไปทั่วดินแดนแห่งอุษาคเนย์ ภาพปราสาทหินพิมาย ที่มา : http://xn--o3caa6bc1ab3f6a5h4b2be.net วัฒนธรรมดังกล่าวทำให้เกิดระบบทางสังคม ความเชื่อ ค่านิยม วิถึชีวิต แนวคิด ศิลปะกรรม ภาษา สถาปัตยกรรม วิศวกรรม และอื่นๆอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับผู้คนในบริเวณแถบนี้ ดังเช่นสถาปัตยกรรมของปราสาทอโรคยาศาลาและธรรมศาลาตามรายทางของถนนราชมรรคาสายเหนือที่เริ่มจากโตนเลสาบไปเมือง พิมายรวมถึงวัฒนธรรมพื้นบ้าน &#160; ภาพพระปรางค์วัดอรุณฯ ศิลปเขมรประยุกต์ ที่มา: http://xn--12clab1fbc0d6alp3a9b5a6j4b5hid6lc.blogspot.com &#160; ในขณะที่ดินแดนส่วนภาคกลางและเหนือของประเทศไทยปัจจุบัน ในสมัยก่อนช่วงศัตวรรษที่ 12 ซึ่งอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดีก็ได้มีวัฒนธรรมของเขมรโบราณเผยแพร่เข้ามาเช่นกัน จากหลักฐานที่ปรากฏซึ่งก็คือพระพุทธรูปโบราณแบบหินยานและพระโพธิสัตว์แบบ มหายานที่พบในอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ และพบที่เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าชุมชนโบราณประโคนชัยที่นับถือพุทธแบบมหายานใน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><!--[if !mso]></p>
<style>
v\:* {behavior:url(#default#VML);}
o\:* {behavior:url(#default#VML);}
w\:* {behavior:url(#default#VML);}
.shape {behavior:url(#default#VML);}
</style>
<p><![endif]--><!--[if gte mso 9]><xml><br />
 <w:WordDocument><br />
  <w:View>Normal</w:View><br />
  <w:Zoom>0</w:Zoom><br />
  <w:TrackMoves/><br />
  <w:TrackFormatting/><br />
  <w:PunctuationKerning/><br />
  <w:ValidateAgainstSchemas/><br />
  <w:SaveIfXMLInvalid>false</w:SaveIfXMLInvalid><br />
  <w:IgnoreMixedContent>false</w:IgnoreMixedContent><br />
  <w:AlwaysShowPlaceholderText>false</w:AlwaysShowPlaceholderText><br />
  <w:DoNotPromoteQF/><br />
  <w:LidThemeOther>EN-US</w:LidThemeOther><br />
  <w:LidThemeAsian>X-NONE</w:LidThemeAsian><br />
  <w:LidThemeComplexScript>TH</w:LidThemeComplexScript><br />
  <w:Compatibility><br />
   <w:BreakWrappedTables/><br />
   <w:SnapToGridInCell/><br />
   <w:ApplyBreakingRules/><br />
   <w:WrapTextWithPunct/><br />
   <w:UseAsianBreakRules/><br />
   <w:DontGrowAutofit/><br />
   <w:SplitPgBreakAndParaMark/><br />
   <w:DontVertAlignCellWithSp/><br />
   <w:DontBreakConstrainedForcedTables/><br />
   <w:DontVertAlignInTxbx/><br />
   <w:Word11KerningPairs/><br />
   <w:CachedColBalance/><br />
  </w:Compatibility><br />
  <w:BrowserLevel>MicrosoftInternetExplorer4</w:BrowserLevel><br />
  <m:mathPr><br />
   <m:mathFont m:val="Cambria Math"/><br />
   <m:brkBin m:val="before"/><br />
   <m:brkBinSub m:val="--"/><br />
   <m:smallFrac m:val="off"/><br />
   <m:dispDef/><br />
   <m:lMargin m:val="0"/><br />
   <m:rMargin m:val="0"/><br />
   <m:defJc m:val="centerGroup"/><br />
   <m:wrapIndent m:val="1440"/><br />
   <m:intLim m:val="subSup"/><br />
   <m:naryLim m:val="undOvr"/><br />
  </m:mathPr></w:WordDocument><br />
</xml><![endif]--><!--[if gte mso 9]><xml><br />
 <w:LatentStyles DefLockedState="false" DefUnhideWhenUsed="true"<br />
  DefSemiHidden=&#8221;true&#8221; DefQFormat=&#8221;false&#8221; DefPriority=&#8221;99&#8243;<br />
  LatentStyleCount=&#8221;267&#8243;><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="0" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; QFormat=&#8221;true&#8221; Name=&#8221;Normal&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; QFormat=&#8221;true&#8221; Name=&#8221;heading 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 2"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 3"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 4"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 5"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 6"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 7"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 8"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 9"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 1"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 2"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 3"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 4"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 5"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 6"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 7"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 8"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 9"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="35" QFormat="true" Name="caption"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="10" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; QFormat=&#8221;true&#8221; Name=&#8221;Title&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="1" Name="Default Paragraph Font"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="11" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; QFormat=&#8221;true&#8221; Name=&#8221;Subtitle&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="22" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; QFormat=&#8221;true&#8221; Name=&#8221;Strong&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="20" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; QFormat=&#8221;true&#8221; Name=&#8221;Emphasis&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="59" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Table Grid&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" UnhideWhenUsed="false" Name="Placeholder Text"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="1" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; QFormat=&#8221;true&#8221; Name=&#8221;No Spacing&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light Shading&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light List&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light Grid&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Shading 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Shading 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium List 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium List 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 3&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Dark List&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful Shading&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful List&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful Grid&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light Shading Accent 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light List Accent 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light Grid Accent 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Shading 1 Accent 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Shading 2 Accent 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium List 1 Accent 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" UnhideWhenUsed="false" Name="Revision"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="34" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; QFormat=&#8221;true&#8221; Name=&#8221;List Paragraph&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="29" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; QFormat=&#8221;true&#8221; Name=&#8221;Quote&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="30" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; QFormat=&#8221;true&#8221; Name=&#8221;Intense Quote&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium List 2 Accent 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 1 Accent 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 2 Accent 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 3 Accent 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Dark List Accent 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful Shading Accent 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful List Accent 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful Grid Accent 1&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light Shading Accent 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light List Accent 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light Grid Accent 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Shading 1 Accent 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Shading 2 Accent 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium List 1 Accent 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium List 2 Accent 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 1 Accent 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 2 Accent 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 3 Accent 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Dark List Accent 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful Shading Accent 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful List Accent 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful Grid Accent 2&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light Shading Accent 3&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light List Accent 3&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light Grid Accent 3&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Shading 1 Accent 3&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Shading 2 Accent 3&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium List 1 Accent 3&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium List 2 Accent 3&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 1 Accent 3&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 2 Accent 3&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 3 Accent 3&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Dark List Accent 3&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful Shading Accent 3&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful List Accent 3&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful Grid Accent 3&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light Shading Accent 4&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light List Accent 4&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light Grid Accent 4&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Shading 1 Accent 4&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Shading 2 Accent 4&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium List 1 Accent 4&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium List 2 Accent 4&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 1 Accent 4&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 2 Accent 4&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 3 Accent 4&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Dark List Accent 4&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful Shading Accent 4&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful List Accent 4&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful Grid Accent 4&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light Shading Accent 5&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light List Accent 5&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light Grid Accent 5&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Shading 1 Accent 5&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Shading 2 Accent 5&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium List 1 Accent 5&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium List 2 Accent 5&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 1 Accent 5&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 2 Accent 5&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 3 Accent 5&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Dark List Accent 5&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful Shading Accent 5&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful List Accent 5&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful Grid Accent 5&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light Shading Accent 6&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light List Accent 6&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Light Grid Accent 6&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Shading 1 Accent 6&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Shading 2 Accent 6&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium List 1 Accent 6&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium List 2 Accent 6&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 1 Accent 6&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 2 Accent 6&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Medium Grid 3 Accent 6&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Dark List Accent 6&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful Shading Accent 6&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful List Accent 6&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; Name=&#8221;Colorful Grid Accent 6&#8243;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="19" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; QFormat=&#8221;true&#8221; Name=&#8221;Subtle Emphasis&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="21" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; QFormat=&#8221;true&#8221; Name=&#8221;Intense Emphasis&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="31" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; QFormat=&#8221;true&#8221; Name=&#8221;Subtle Reference&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="32" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; QFormat=&#8221;true&#8221; Name=&#8221;Intense Reference&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="33" SemiHidden="false"<br />
   UnhideWhenUsed=&#8221;false&#8221; QFormat=&#8221;true&#8221; Name=&#8221;Book Title&#8221;/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="37" Name="Bibliography"/><br />
  <w:LsdException Locked="false" Priority="39" QFormat="true" Name="TOC Heading"/><br />
 </w:LatentStyles><br />
</xml><![endif]--><!--[if gte mso 10]></p>
<style>
 /* Style Definitions */
 table.MsoNormalTable
	{mso-style-name:"Table Normal";
	mso-tstyle-rowband-size:0;
	mso-tstyle-colband-size:0;
	mso-style-noshow:yes;
	mso-style-priority:99;
	mso-style-qformat:yes;
	mso-style-parent:"";
	mso-padding-alt:0in 5.4pt 0in 5.4pt;
	mso-para-margin:0in;
	mso-para-margin-bottom:.0001pt;
	mso-pagination:widow-orphan;
	font-size:11.0pt;
	mso-bidi-font-size:14.0pt;
	font-family:"Calibri","sans-serif";
	mso-ascii-font-family:Calibri;
	mso-ascii-theme-font:minor-latin;
	mso-fareast-font-family:"Times New Roman";
	mso-fareast-theme-font:minor-fareast;
	mso-hansi-font-family:Calibri;
	mso-hansi-theme-font:minor-latin;
	mso-bidi-font-family:"Cordia New";
	mso-bidi-theme-font:minor-bidi;}
</style>
<p><![endif]--></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: right;"><span style="font-size: 14px;">ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;">เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สองของชุดความสัมพันธ์ไทย-เขมร ต่อจากตอนสองชาติพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ในอุษาคเนย์ ที่ผู้เขียน</span><span lang="TH" style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;">ได้นำมาเสนอต่อท่านผู้อ่านด้วยมุมมองที่แตกต่าง</span><span lang="TH" style="font-size: 16pt; line-height: 115%;"> </span><span lang="TH" style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;">ปราศจากความขัดแย้งที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;">อาณาจักรเขมรโบราณมีจุดเริ่มต้นที่ดินแดนของนครจำปาสัก สปป.ลาวในปัจจุบัน โดยจุดศูนย์กลางนั้นจะอยู่ที่บริเวณปราสาทวัดพู</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/P10100931.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-medium wp-image-1201" height="225" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/P10100931-300x225.jpg" title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" width="300" /></a></p>
<p class="MsoNormal"><em><span lang="TH" style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;; color: rgb(192, 0, 0);">ภาพปราสาทวัดพู สปป. ลาว (ถ่ายเอง)</span></em></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;">เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน จุดศูนย์กลางวัฒนธรรมเขมรโบราณจึงได้ถูกย้ายทำเลไปอยู่ที่บริเวณโตนเลสาบ ณ.ที่แห่งนี้ท่านผู้นำได้รับเอาศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายเข้ามาในอาณาจักร ภายหลังจึงได้เปลี่ยนมาเป็นศาสนาพุทธลัทธิมหายานตันตระในสมัยของพระเจ้าชัย วรมันที่ </span><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;">7 <span lang="TH">ก่อนที่จะกลับไปรับเอาศาสนาฮินดูไศวนิกายมาอีกครั้งหนึ่งในยุคหลัง อาณาจักรขอมโบราณแห่งนี้ได้ผ่านยุคกาลสมัยมาอย่างยาวนาน ศาสนาที่ผสมผสานกันจึงทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาและได้ถูกเผยแพร่ ไปทั่วดินแดนแห่งอุษาคเนย์</span></span></p>
<p class="MsoNormal"><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/sima2.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-medium wp-image-1202" height="195" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/sima2-300x195.jpg" title="sima2" width="300" /></a></p>
<p class="MsoNormal"><em><span lang="TH" style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;; color: rgb(192, 0, 0);">ภาพปราสาทหินพิมาย ที่มา </span><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;; color: rgb(192, 0, 0);">:</span> <span style="color: rgb(192, 0, 0);">http://xn--o3caa6bc1ab3f6a5h4b2be.net</span></em></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify;"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;">วัฒนธรรมดังกล่าวทำให้เกิดระบบทางสังคม ความเชื่อ ค่านิยม วิถึชีวิต แนวคิด ศิลปะกรรม ภาษา สถาปัตยกรรม วิศวกรรม และอื่นๆอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับผู้คนในบริเวณแถบนี้ ดังเช่นสถาปัตยกรรมของปราสาทอโรคยาศาลาและธรรมศาลาตามรายทางของถนนราชมรรคาสายเหนือที่เริ่มจากโตนเลสาบไปเมือง พิมายรวมถึงวัฒนธรรมพื้นบ้าน</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 0.0001pt; text-align: justify;"><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/วัดอรุณราชวราราม2.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-medium wp-image-1203" height="300" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/วัดอรุณราชวราราม2-287x300.jpg" title="วัดอรุณราชวราราม2" width="287" /></a><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;">&nbsp;</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><em><span lang="TH" style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;; color: rgb(192, 0, 0);">ภาพพระปรางค์วัดอรุณฯ ศิลปเขมรประยุกต์ ที่มา</span><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;; color: rgb(192, 0, 0);">: </span></em></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><em><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;; color: rgb(192, 0, 0);">http://xn--12clab1fbc0d6alp3a9b5a6j4b5hid6lc.blogspot.com</span></em></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;; color: rgb(192, 0, 0);">&nbsp;</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;">ในขณะที่ดินแดนส่วนภาคกลางและเหนือของประเทศไทยปัจจุบัน ในสมัยก่อนช่วงศัตวรรษที่ </span><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;">12 <span lang="TH">ซึ่งอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดีก็ได้มีวัฒนธรรมของเขมรโบราณเผยแพร่เข้ามาเช่นกัน จากหลักฐานที่ปรากฏซึ่งก็คือพระพุทธรูปโบราณแบบหินยานและพระโพธิสัตว์แบบ มหายานที่พบในอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ และพบที่เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าชุมชนโบราณประโคนชัยที่นับถือพุทธแบบมหายานใน วัฒนธรรมเขมรซึ่งตั้งอยู่ที่อีสานใต้ใกล้กับแหล่งวัฒนธรรมเขมรและชุมชนโบราณ เมืองศรีเทพซึ่งตั้งอยู่ที่ภาคกลางตอนเหนือของประเทศไทยที่นับถือพุทธแบบ หินยานในวัฒนธรรมทวารวดี ได้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน ซึ่งหมายถึงการแพร่กระจายของวัฒนธรรมแบบทวารวดีลงมาถึงชุมชนวัฒนธรรมเขมรขณะ เดียวกันก็ได้มีการแพร่กระจายวัฒนธรรมเขมรสู่ชุมชนทวารวดีอีกด้วย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/surin2-304-3-11.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-medium wp-image-1205" height="195" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/surin2-304-3-11-300x195.jpg" title="surin2-304-3-1" width="300" /></a></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><em><span lang="TH" style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;; color: rgb(192, 0, 0);">ภาพวงกันตรึมพื้นบ้าน ดนตรีครอบจักรวาล ใช้บรรเลงในพิธีกรรม ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่มา</span><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;; color: rgb(192, 0, 0);">: http://kanchanapisek.or.th</span></em></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;"><span lang="TH">ยังมีหลักฐานอื่นๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าดินแดนแถบนี้ได้มีการผสมผสานทางวัฒนธรรม เช่นภาพสลักบนใบเสมาที่เขาอังคาร อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ใบเสมานี้ทำด้วยหินภูเขาไฟ สลักภาพสถูป ธรรมจักร และภาพสลักบุคคลซึ่งมีลักษณะของวัฒนธรรมทวารวดี แต่การนุ่งผ้ากลับมีลักษณะของวัฒนธรรมเขมร (ที่มา : สมาพร คล้ายวิเชียร มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์)</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/tues.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-1206" height="293" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/tues.jpg" title="tues" width="196" /></a><br />
	<span style="color: rgb(255, 0, 0);"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;"><span><span style="background-color: rgb(255, 255, 255);">&nbsp;</span></span><em><span style="background-color: rgb(255, 255, 255);">ภาพ ใบเสมาที่เขาอังคาร</span></em></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span lang="TH" style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;">เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคทองของสุพรรณภูมิอันได้แก่ ยุคสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ รวมถึงล้านนาด้วยนั้น เกิดจากวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันนี้ ดังนั้นดินแดนในส่วนนี้จึงถือว่ามีความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมซึ่งทำให้เกิด อารยธรรมชั้นสูง</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;"><span lang="TH">ในความเป็นจริงแล้วอิทธิพลของวัฒนธรรมเขมรได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ของชาวไทยในขณะที่เราไม่รู้ตัวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จนคนไทยคิดว่าวัฒนธรรมไทยนั้นเป็นของไทยแท้ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ศิลปะกรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี และอื่นๆ แต่ความจริงแล้วเราได้หยิบยืมของเขมรมาใช้บางส่วน ในขณะเดียวกันเขมรก็ได้หยิบยืมวัฒนธรรมทวารวดีไปใช้บางส่วนเช่นกัน จึงทำให้วัฒนธรรมทั้งสองผสมผสานกันเช่นเดียวกับชาติพันธุ์</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;"><span lang="TH">เมื่อเวลาผ่าน วัฒนธรรมที่ได้ผสมผสานกันและผ่านกาลเวลาอันยาวนานก็ได้เกิดการพลวัตขึ้นเป็น วัฒนธรรมสมัยใหม่ดังตัวอย่างเช่น เพลงกันตรึมที่ค่ายเพลงแต่งขึ้นมาร้องกันในสมัยปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามผู้คนในบริเวณแถบนี้ก็ยังไม่ทิ้งวัฒนธรรมเดิมๆอันมีคุณค่าที่สืบทอดมาจาก บรรพบุรุษ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: justify;"><span style="font-size: 16pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Angsana New&quot;,&quot;serif&quot;;"><span lang="TH">ถ้ามองทางด้านวัฒนธรรมโดยไม่มีประเทศชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ไทย-เขมร ก็มีรากเง้าวัฒนธรรมเดียวกันนั่นเอง</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/03/30/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไทย-เขมร ตอน สองชาติพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ในดินแดนอุษาคเนย์</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/03/13/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/03/13/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Mar 2011 14:55:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Columnists]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=936</guid>
		<description><![CDATA[เรียบเรียงโดย ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร Email : ccw@hotmail.co.th &#160; ในอาณาบริเวณอุษาคเนย์นั้น มีหลักฐานของการตั้งถิ่นฐานของมนุษยชาติมาไม่ต่ำกว่า 1000ปี โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนล่างที่ประกอบไปด้วย ประเทศไทย ลาวและเขมร ได้มีมนุษย์หลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ แต่ถ้าแบ่งเป็นชาติพันธุ์แล้วจะมีอยู่ 2ชาติพันธุ์หลักๆ ที่สำคัญก็คือไทกะไดและออสโตรเอเชียติก ในการแบ่งชาติพันธุ์นั้นลาวและไทยถือว่าเป็นชาติพันธุ์ไทกะไดที่มีหลักฐานในการอพยพมาจากอาณาจักรน่านเจ้าหรือสิบสองปันนา ส่วนเขมรถือเป็นชาติพันธุ์ออสโตรเอเชียติก ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ดั่งเดิมที่อาศัยอยู่ในอาณาบริเวณพื้นที่แถบนี้มานับพันปี สองชาติพันธุ์นี้มีความต่างกันในด้านวิถีชีวิต ไทกะไดนั้นจะถนัดในเรื่องการเกษตร เช่นเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ในส่วนของออสโตรเอเชียติกจะถนัดในเรื่องการล่าสัตว์และหาของป่า ซึ่งตั้งแต่ในสมัยโบราณกาลนั้นทั้งสองชาติพันธุ์ก็อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยไม่ว่าจะเป็น เรื่องการทำมาหากิน การรักษาโรคและอื่นๆ ที่จะสามารถเกื้อกูลกันได้ ในบทความนี้ผู้เขียนจะพาท่านผู้อ่านย้อนกลับไปมองชาติพันธุ์ของผู้คนในดินแดนแถบนี้ สมัย ก่อนในบริเวณนี้ยังไม่มีรัฐชาติ มีแต่เผ่าพันธุ์หรือชาติพันธุ์ เช่น เสียม ขอม กูย เยอ จาม ฯลฯ ผู้คนแต่ละชาติพันธุ์เดินทางไปมาหาสู่และค้าขายกันได้อย่างเป็นอิสระ เมื่อพื้นที่ไหนมีความอุดมสมบูรณ์ก็จะลงหลักปักฐาน จนเกิดเป็นชุมชนวัฒนธรรมลูกผสมขึ้นมา มีการพึ่งพาอาศัยกันและกัน จนเมื่อชุมชนใหญ่โตขึ้นก็จำเป็นต้องมีผู้นำเข้ามาควบคุมหรือบริหาร เพื่อป้องกันไม่ให้ชุมชนอื่นเข้ามาแย่งใช้ทรัพยากร กลุ่มคนดังกล่าวจึงสถาปนาพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่เป็นเมืองหรือเป็นอาณาจักรขึ้นมาและอาณาจักรนั้นก็ได้ขยายตัวออกไปแย่งทรัพยากรจากอาณาจักรหรือชุมชนอื่น จึงเกิดเป็นข้อพิพาททำสงครามกัน เมื่ออาณาจักรไหนแพ้ก็ต้องยอมเสียทรัพยากร เสียพลเมืองให้ไปเป็นแรงงานแก่อาณาจักรที่ชนะ ในขณะที่รัฐบาลของอาณาจักรทั้งหลายได้ทะเลาะกัน ผู้คนของแต่ละอาณาจักร แต่ละชาติพันธุ์ก็ยังสามารถไปมาหาสู่กันได้แล้วยังนำวัฒนธรรมติดตัวไปด้วย ดังเช่นการเดินทางของวัฒนธรรมขอม จากโตนเลสาบไปถึงเมืองพิมายตามถนนราชมรรคาสายเหนือ วัฒนธรรมในเขตนี้จึงเกิดการกลืนกลายเป็นวัฒนธรรมผสมแต่ก็สามารถอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">เรียบเรียงโดย ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร</p>
<p style="text-align: right;">Email : ccw@hotmail.co.th</p>
<p style="text-align: right;">&nbsp;</p>
<p>ในอาณาบริเวณอุษาคเนย์นั้น มีหลักฐานของการตั้งถิ่นฐานของมนุษยชาติมาไม่ต่ำกว่า 1000ปี โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนล่างที่ประกอบไปด้วย ประเทศไทย ลาวและเขมร ได้มีมนุษย์หลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ แต่ถ้าแบ่งเป็นชาติพันธุ์แล้วจะมีอยู่ 2ชาติพันธุ์หลักๆ ที่สำคัญก็คือไทกะไดและออสโตรเอเชียติก</p>
<p>ในการแบ่งชาติพันธุ์นั้นลาวและไทยถือว่าเป็นชาติพันธุ์ไทกะไดที่มีหลักฐานในการอพยพมาจากอาณาจักรน่านเจ้าหรือสิบสองปันนา ส่วนเขมรถือเป็นชาติพันธุ์ออสโตรเอเชียติก ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ดั่งเดิมที่อาศัยอยู่ในอาณาบริเวณพื้นที่แถบนี้มานับพันปี</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/00302_0.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-medium wp-image-938" height="210" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/00302_0-300x210.jpg" title="00302_0" width="300" /></a></p>
<p>สองชาติพันธุ์นี้มีความต่างกันในด้านวิถีชีวิต ไทกะไดนั้นจะถนัดในเรื่องการเกษตร เช่นเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ในส่วนของออสโตรเอเชียติกจะถนัดในเรื่องการล่าสัตว์และหาของป่า ซึ่งตั้งแต่ในสมัยโบราณกาลนั้นทั้งสองชาติพันธุ์ก็อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยไม่ว่าจะเป็น เรื่องการทำมาหากิน การรักษาโรคและอื่นๆ ที่จะสามารถเกื้อกูลกันได้ ในบทความนี้ผู้เขียนจะพาท่านผู้อ่านย้อนกลับไปมองชาติพันธุ์ของผู้คนในดินแดนแถบนี้</p>
<p>สมัย ก่อนในบริเวณนี้ยังไม่มีรัฐชาติ มีแต่เผ่าพันธุ์หรือชาติพันธุ์ เช่น เสียม ขอม กูย เยอ จาม ฯลฯ ผู้คนแต่ละชาติพันธุ์เดินทางไปมาหาสู่และค้าขายกันได้อย่างเป็นอิสระ เมื่อพื้นที่ไหนมีความอุดมสมบูรณ์ก็จะลงหลักปักฐาน จนเกิดเป็นชุมชนวัฒนธรรมลูกผสมขึ้นมา มีการพึ่งพาอาศัยกันและกัน จนเมื่อชุมชนใหญ่โตขึ้นก็จำเป็นต้องมีผู้นำเข้ามาควบคุมหรือบริหาร เพื่อป้องกันไม่ให้ชุมชนอื่นเข้ามาแย่งใช้ทรัพยากร กลุ่มคนดังกล่าวจึงสถาปนาพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่เป็นเมืองหรือเป็นอาณาจักรขึ้นมาและอาณาจักรนั้นก็ได้ขยายตัวออกไปแย่งทรัพยากรจากอาณาจักรหรือชุมชนอื่น จึงเกิดเป็นข้อพิพาททำสงครามกัน เมื่ออาณาจักรไหนแพ้ก็ต้องยอมเสียทรัพยากร เสียพลเมืองให้ไปเป็นแรงงานแก่อาณาจักรที่ชนะ ในขณะที่รัฐบาลของอาณาจักรทั้งหลายได้ทะเลาะกัน ผู้คนของแต่ละอาณาจักร แต่ละชาติพันธุ์ก็ยังสามารถไปมาหาสู่กันได้แล้วยังนำวัฒนธรรมติดตัวไปด้วย ดังเช่นการเดินทางของวัฒนธรรมขอม จากโตนเลสาบไปถึงเมืองพิมายตามถนนราชมรรคาสายเหนือ วัฒนธรรมในเขตนี้จึงเกิดการกลืนกลายเป็นวัฒนธรรมผสมแต่ก็สามารถอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน วัฒนธรรมใดที่ใกล้เคียงกันก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมสากลเช่นวัฒนธรรมข้าว พิธีกรรมความเชื่อในเรื่องผีบรรพบุรุษ ส่วนวัฒนธรรมใดที่ไม่ใกล้เคียงกันก็จะจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มเช่นภาษา เมื่ออาณาจักรใดล่มสลายอาจจะเป็นเพราะผู้บริหารเกิดเห็นแก่ตัวและผู้คนใน อาณาจักรนั้นขาดความสามัคคี อาณาจักรใกล้เคียงก็จะถือโอกาสยึดครอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มาถึงสมัยจักรวรรดินิยมของฝรั้งเศษและอังกฤษเข้ามา พวกนี้นอกจากจะมาปล้นชิงทรัพยากรแล้วยังยึดเอาดินแดนไปเป็นของตนอีกด้วย หลังจากนั้นพวกตาน้ำข้าวก็แบ่งแยกแล้วปกครอง เสี้ยมให้ผู้คนในบริเวณนี้เห็นแก่ตัวจึงเกิดประเทศชาติขึ้นมา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เทือกเขาที่สำคัญที่มีส่วนเชื่อมชาติพันธ์ ไทยกะไดและออสโตรเอเชียติกเข้าด้วยกันเมื่อพันปีก่อนก็คือเทือกเขาพนมดงรักในเขตอีสานใต้ที่พาดยาวจาก โคราช ผ่านบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ไปจรดนครจำปาสักของ สปป.ลาว เมื่อกาลเวลาผ่านไปชาติพันธุ์ทั้งสองได้อยู่ร่วมกันอย่างกลืนกลาย แต่อย่างไรก็ตามผู้คนในบริเวณแถบนี้ก็ยังได้รำลึกถึงบรรพบุรุษของตนเองและ พยายามรักษาวัฒนธรรมของตนเอาไว้</p>
<p>ในปัจจุบันพื้นที่จังหวัด บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มีคนไทยเชื้อสายเขมรอาศัยอยู่มากเรียกตัวเองว่าขแมร์เลอซึ่งแปลว่าเขมรบน เนื่องจากพื้นที่ฝั่งประเทศไทยสูงกว่าพื้นที่ในเขตของประเทศกัมพูชานั่นเอง นอกจากคนไทยเชื้อสายเขมรแล้ว ยังมีชาติพันธุ์กูยและเยอ ซึ่งถือว่าเป็นชาติพันธุ์ออสโตรเอเชียติกด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งสามชาติพันธุ์จะมีภาษาพูดเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นภาษาตระกูลมอญ-เขมร ถ้าถามว่าขแมร์เลอหรือคนเขมรถิ่นไทยพูดคุยกับคนประเทศกัมพูชาปัจจุบันรู้ เรื่องหรือไม่ คำตอบที่ได้จากคนพื้นที่ก็คือพอรู้เรื่อง แต่ถ้าพูดเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคมแล้วก็อาจะไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแต่ไม่ทั้งหมดเนื่องจากคำศัพท์จะต่างกัน นอกจากชาติพันธุ์ที่กล่าวมาแล้วยังมีผู้คนหลากหลายเข้ามาอาศัยอยู่ไม่ว่าจะ เป็นลาว ไทยกลาง ไทยโคราช และอื่นๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ถึงแม้ว่าไทย-เขมรจะเป็นคนละชาติพันธุ์ แต่ก็ได้ร่วมประวัติศาสตร์กันมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ในช่วงก่อนและหลังของจักรวรรดินิยม คนเขมรบางส่วนได้กลายเป็นคนไทย และคนไทยบางส่วนได้กลายเป็นคนเขมร สมควรแล้วหรือที่ทั้งสองประเทศจะต้องมาทะเลาะกันกับสิ่งที่จักรวรรดินิยม ได้ทิ้งไว้ให้</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/01434_38.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-medium wp-image-937" height="206" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/03/01434_38-300x206.jpg" title="01434_38" width="300" /></a></p>
<p>การมองมนุษย์ด้วยหลักของนักมานุษยวิทยาและศึกษาประวัติศาสตร์ทั้งที่อ้างอิง จากในประเทศและอ้างอิงจากต่างประเทศ จะช่วยให้เราเข้าใจเพื่อนบ้านของเราได้ดียิ่งขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>
	&nbsp;( โปรดติดตาม ไทย-เขมร ตอนต่อไป)</p>
<p>	&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>	หมายเหตุ</p>
<p>	ภาพ 1 ภาพสลักหิน ปราสาทบายน ที่มา : http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=dvshow2&amp;id=302<br />
	ภาพ 2&nbsp; ภาพถ่ายปราสาทพระวิหาร ที่มา : http://www.212cafe.com/boardvip/viewcomment.php?aID=1045216&amp;user=cm99&amp;id=1434&amp;page=2&amp;page_limit=50</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/03/13/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%a3-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โชติช่วงชัชวาล เมื่อเศรษฐกิจโคจรมาพบกับสิ่งแวดล้อมที่มาบตาพุด</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/02/28/%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/02/28/%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Feb 2011 17:04:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Columnists]]></category>
		<category><![CDATA[ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=731</guid>
		<description><![CDATA[&#160; เรียบเรียงโดย : ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร &#8220;โชติช่วงชัชวาล&#8221; เป็นวลีที่โด่งดังและยังคงไม่ลืมเลือนสำหรับผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป เมื่อมีการพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นครั้งแรก การค้นพบก๊าซธรรมชาติในครั้งนั้นทำให้รัฐมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออกให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ โดยพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นฐานการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมต้นน้ำและอุตสาหกรรมหนักซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีด้วย เพื่อที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศเข้ามาเพื่อพัฒนาบ้านเมืองในยุคนั้น ด้วยเหตุนี้ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง จึงได้ถูกกำหนดขึ้นมาด้วยเพราะเหตุที่ว่าเป็นพื้นที่นี้มีความเหมาะสมในด้านภูมิประเทศ ศักยภาพรวมถึงระยะทางจากแหล่งก๊าซธรรมชาติถึงชายฝั่งที่ใกล้และสะดวก ในยุคแรกประมาณปี พศ. 2530&#160;ที่มีการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดนั้น มีโรงงานอุตสาหกรรมหนัก 4 บริษัทเท่านั้นที่เข้าไปก่อตั้ง บริษัทที่สำคัญในขณะนั้นก็คือ บริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดการเกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภคและผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ หมายถึงการผลิตน้ำ ไฟฟ้า ไอน้ำและสารตั้งต้นที่ได้จากผลพวงของก๊าซธรรมชาติ เพื่อเป็นวัตถุดิบและจำหน่ายให้แก่โรงงานที่ผลิตสินค้าปลายน้ำในด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมาบตาพุด จากที่ได้ก่อตั้งนิคมฯ ในพื้นที่ข้างต้นทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดระยองที่อิงอยู่กับการท่องเที่ยวและผลผลิตทางการเกษตรได้เจริญเติบโตขึ้นมากกว่าเก่าหลายเท่าตัว รวมถึงมีคนจากต่างถิ่นเข้ามาทำงานมากมาย ทำให้เกิดการใช้จ่ายและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงภาษีท้องถิ่นที่สามารถเก็บได้จากโรงงานต่างๆ สำหรับการจ้างงานนั้น นักศึกษาวิศวกรจบใหม่หรือช่างฝีมือต่างๆ ก็นิยมไปทำงานกันที่นั่น เนื่องจากเงินเดือนสูงมาก สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดเสียอีก นอกจากเงินเดือนจะสูงแล้วยังมีค่าตอบแทนอื่นๆ อีกเช่น ค่าเสี่ยงภัย เบี้ยกันดาร เงินช่วยค่าเช่าบ้านและเงินค่าช่วยค่าขนย้ายที่พัก ซึ่งเงินส่วนนี้ก็มีมูลค่าสูงมากเช่นกัน ยกตัวอย่างสมัยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน วิศวกรจบใหม่ไม่มีประสบการณ์เงินเดือนเริ่มต้นที่ประมาณ 18,000-20,000 บาท นี่ยังไม่รวมค่าตอบแทนอื่นๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;"><strong>เรียบเรียงโดย </strong><strong>: ชัชวัสส์ คติพิพัฒน์พร</strong></p>
<p>&ldquo;โชติช่วงชัชวาล&rdquo; เป็นวลีที่โด่งดังและยังคงไม่ลืมเลือนสำหรับผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป เมื่อมีการพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นครั้งแรก การค้นพบก๊าซธรรมชาติในครั้งนั้นทำให้รัฐมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออกให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ โดยพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นฐานการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมต้นน้ำและอุตสาหกรรมหนักซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีด้วย เพื่อที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศเข้ามาเพื่อพัฒนาบ้านเมืองในยุคนั้น ด้วยเหตุนี้ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง จึงได้ถูกกำหนดขึ้นมาด้วยเพราะเหตุที่ว่าเป็นพื้นที่นี้มีความเหมาะสมในด้านภูมิประเทศ ศักยภาพรวมถึงระยะทางจากแหล่งก๊าซธรรมชาติถึงชายฝั่งที่ใกล้และสะดวก</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/chut1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-medium wp-image-732" height="200" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/chut1-300x200.jpg" title="chut1" width="300" /> </a><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/chut2.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-medium wp-image-733" height="200" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/chut2-300x200.jpg" title="chut2" width="300" /></a></p>
<p>ในยุคแรกประมาณปี พศ. 2530&nbsp;ที่มีการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดนั้น มีโรงงานอุตสาหกรรมหนัก 4 บริษัทเท่านั้นที่เข้าไปก่อตั้ง บริษัทที่สำคัญในขณะนั้นก็คือ บริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดการเกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภคและผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ หมายถึงการผลิตน้ำ ไฟฟ้า ไอน้ำและสารตั้งต้นที่ได้จากผลพวงของก๊าซธรรมชาติ เพื่อเป็นวัตถุดิบและจำหน่ายให้แก่โรงงานที่ผลิตสินค้าปลายน้ำในด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมาบตาพุด</p>
<p>จากที่ได้ก่อตั้งนิคมฯ ในพื้นที่ข้างต้นทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดระยองที่อิงอยู่กับการท่องเที่ยวและผลผลิตทางการเกษตรได้เจริญเติบโตขึ้นมากกว่าเก่าหลายเท่าตัว รวมถึงมีคนจากต่างถิ่นเข้ามาทำงานมากมาย ทำให้เกิดการใช้จ่ายและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงภาษีท้องถิ่นที่สามารถเก็บได้จากโรงงานต่างๆ สำหรับการจ้างงานนั้น นักศึกษาวิศวกรจบใหม่หรือช่างฝีมือต่างๆ ก็นิยมไปทำงานกันที่นั่น เนื่องจากเงินเดือนสูงมาก สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดเสียอีก นอกจากเงินเดือนจะสูงแล้วยังมีค่าตอบแทนอื่นๆ อีกเช่น ค่าเสี่ยงภัย เบี้ยกันดาร เงินช่วยค่าเช่าบ้านและเงินค่าช่วยค่าขนย้ายที่พัก ซึ่งเงินส่วนนี้ก็มีมูลค่าสูงมากเช่นกัน ยกตัวอย่างสมัยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน วิศวกรจบใหม่ไม่มีประสบการณ์เงินเดือนเริ่มต้นที่ประมาณ 18,000-20,000 บาท นี่ยังไม่รวมค่าตอบแทนอื่นๆ อีก 6,000-8,000 บาท เมื่อถึงเวลารับโบนัส ก็ได้รับกันคนละ 5-6 เท่าของเงินเดือน จากรายรับที่สูงนี่เองจังหวัดระยองจึงเป็นศูนย์รวมของนักวิศวกรรมและช่างฝีมือรวมทั้งแรงงานไร้ฝีมือที่มากที่สุดของประเทศ ความเจริญทางด้านวัตถุนิยมก็ได้ถูกสร้างขึ้นมารองรับเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตนี้อย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยามค่ำคืน บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้าฯลฯ เมื่อมีข้อดีก็ย่อมที่จะมีข้อด้อยเนื่องจากการที่คนที่มาจากทุกสารทิศ ร้อยพ่อพันแม่มาอยู่รวมกันทำให้เกิดความสับสนทางสังคมเนื่องจากบุคคลเหล่านี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคนจังหวัดระยอง วันจันทร์มาทำงาน วันเสาร์-อาทิตย์ก็กลับบ้าน ความรักถิ่น ความผูกพันธ์กับถิ่นที่ทำมาหากินจึงไม่ลึกซึ้งเท่าชาวระยองซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน</p>
<p>ในส่วนของพื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรมนั้น สมัยก่อนอยู่ไกลจากชุมชนและผู้คนมาก บริเวณรอบๆ นิคมฯ ก็ยังเป็นพื้นที่ป่า ดังนั้นพื้นที่รอบๆ โรงงานจึงเป็นเขต Buffer Zone ในการป้องกันมลพิษที่จะส่งผลกระทบกับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อมีโรงงานเข้ามาตั้งกันเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ก่อสร้างโรงงานก็ได้ขยายออกไปในขณะที่พื้นที่ของนิคมยังคงเท่าเดิม ทำให้ Buffer Zone หรือพื้นที่ป่านั้นเหลือน้อยลงและไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพดั่งสมัยก่อน อีกประการหนึ่งก็คือการขยายตัวของชุมชนรอบๆ นิคมอุตสาหกรรมที่เข้ามาประชิดติดตัวนิคมฯ สาเหตุก็เพราะความต้องการที่จะเข้ามาค้าขายกับโรงงานนั่นเอง นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้มลพิษจากโรงงานส่งผลกระทบต่อผู้คนในบริเวณนั้นอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้<br />
	&nbsp;</p>
<p>ถ้าถามว่ามลพิษที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของประชาชนในเขตพื้นที่เป็นจริงหรือไม่และอย่างไร ก็จะได้คำตอบจากคนในพื้นที่ว่าจริง เพราะสารเคมีที่ใช้ในโรงงานแต่ละโรงงานนั้นล้วนก่อให้เกิดอันตรายจนถึงชีวิต ตัวอย่างเช่นสาร VCM ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต PVC แม้ว่า Final Product คือ PVC นั้นจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ VCM นั้นเป็นสารก่อมะเร็งตับเลยทีเดียว สารนี้มีกลิ่นหอม หวาน แต่ผลกระทบต่อสุขภาพไม่หอมหวานเหมือนกลิ่น หรือจะเป็น HCL ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อน ถ้าหายใจเอาละอองฟูมของมันเข้าไป ก็จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ แต่อย่างไรก็ตามโรงงานต่างๆ ก็ได้มีการป้องกันมลพิษเหล่านี้แพร่สู่ชุมชนอยู่แล้วเนื่องจากระบบ ป้องกันต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกออกแบบไว้และมูลค่าลงทุนค่อนข้างสูง</p>
<p>ถ้าถามต่อว่าก็ในเมื่อมีระบบป้องกันต่างๆ อยู่แล้วทำไมชาวบ้านจึงได้รับผลกระทบอีก คำตอบก็คือเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ผู้ควบคุม &nbsp;ถ้าว่ากันตามหลักของวิศวกรรมแล้วระบบป้องกันอาจจะ 100% แต่ผู้ควบคุมอาจจะผิดพลาดได้ ความเผลอเรอ ความประมาท ก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ ต่างๆ ได้ อย่างเช่นกรณีท่อส่งสารเคมีรั่วหรือถังเก็บสารเคมีระเบิด ทำให้พนักงานโรงงานและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบต้องเข้าโรงพยาบาลกันเป็นทิวแถว นี่ก็เพราะความผิดพลาดของมนุษย์ผู้ควบคุมทั้งสิ้น คุณภาพของอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบป้องกันก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ผู้ควบคุม เนื่องจากอุปกรณ์นี้เป็นส่วนสำคัญที่จะยับยั้งการเกิดอุบัติภัยได้ บางโรงงานใช้อุปกรณ์ที่ราคาถูกไม่มีคุณภาพ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุที่คาดไม่ถึงขึ้นมาการยับยั้งภัยก็จะไม่มีประสิทธิผลเท่าที่ควร ซึ่งความน่ากลัวก็คือโรงงานในนิคมฯ นั้น ต่างก็มีสารเคมีที่ติดไฟกันเกือบทุกโรงงาน สารเคมีบางชนิดเมื่อรั่วไหลสู่บรรยากาศปกติก็ยังสามารถลุกติดไฟได้ด้วยตัวของมันเองดังนั้นจึงต้องเก็บไว้ในถังต้านแรงดันและต้องฉีดน้ำเลี้ยงเอาไว้เพื่อให้อุณหภูมิของถังและสารเคมีต่ำกว่าอุณหภูมิปกติตลอดเวลา ลองคิดดูว่าเมื่อโรงงานหนึ่งเกิดอุบัติภัยสารเคมีติดไฟและลุกไหม้ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดับไฟได้ทันเวลา โรงงานข้างเคียงจะเป็นอย่างไร? เคยมีผู้รู้เล่าให้ฟังว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่เกิดไฟลุกไหม้ในโรงงานแล้วไม่สามารถดับไฟได้ มาบตาพุดจะเหมือนระเบิดเคมีที่ลามไปทั่วทั้งนิคมฯ และจะส่งผลกระทบต่ออำเภอบ้านฉางและตัวเมืองระยองด้วย</p>
<p>ที่เขียนมาข้างต้น เป็นระบบป้องกันอุบัติภัยอันเกิดจากการคาดไม่ถึง นอกจากระบบนี้แล้วยังมีระบบป้องกันอีกระบบหนึ่ง เรียกว่าระบบป้องกันมลพิษที่เกิดจากการผลิต ซึ่งจะเป็นพวกอากาศเสีย น้ำเสียและขยะอันตราย</p>
<p align="center">&nbsp;</p>
<p>ถ้าท่านผู้อ่านมีโอกาสผ่านไปแถวๆ มาบตาพุด อาจจะสังเกตุเห็นปล่องสูงๆ ตามโรงงานต่างๆ และที่ปล่องเหล่านี้ก็จะมีไฟลุกที่ปากปล่อง นั่นแสดงว่าโรงงานนั้นๆ กำลังกำจัดอากาศเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต ซึ่งการที่จะกำจัดอากาศเสียได้นั้นต้องใช้ความร้อนถึง 1000 องศาเซลเซียส ถึงจะทำให้โมเลกุลของอากาศเสียแตกตัวได้ แต่ถ้าเห็นเป็นควันสีขาวหรือสีดำลอยออกจากปล่อง นั่นก็แสดงว่าการกำจัดอากาศเสียไม่สมบูรณ์หรือมีการปล่อยอากาศเสียสู่ภายนอกโดยไม่มีการกำจัด ซึ่งจะส่งผลกระทบกับสุขภาพของประชาชน โดยส่วนใหญ่แล้วโรงงานที่ไม่มีธรรมาภิบาลก็จะแอบปล่อยอากาศเสียกันช่วงที่ ไม่มีเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานหรือกรมควบคุมมลพิษมาตรวจ ช่วงที่นิยมแอบปล่อยอากาศเสียกันอีกช่วงหนึ่งก็คือวันที่อากาศปิด ลมสงบ ท้องฟ้ามึนทึม ช่วงนี้ก็จะแอบปล่อยกันมาก เมื่อไม่มีลมพัดอากาศเสีย ชาวชุมชนที่อยู่ไกลออกไปก็จะไม่ได้รับผลกระทบนี้ แต่ชุมชนใกล้ๆ ที่อยู่ติดกับนิคมอุตสาหกรรมรับไปเต็มๆ</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/chut.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-medium wp-image-734" height="199" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/chut-300x199.jpg" title="chut" width="300" /></a></p>
<p>ทีนี้มาพูดถึงน้ำเสีย โรงงานในนิคมฯ นั้นบางโรงงานก็มีระบบบริหารงานแบบธรรมาภิบาลเพื่อภาพพจน์ของตนเอง บางโรงงานก็ไม่มีเอาเสียเลย โรงงานที่มีชื่อเสียงก็จะมีระบบบำบัดน้ำเสียที่มีมาตรฐาน การปล่อยน้ำเสียออกจากโรงงานก็จะได้ค่ามาตรฐานตามที่กฏหมายกำหนด ส่วนโรงงานไหนที่ไม่มีมาตรฐานก็จะปล่อยน้ำเสียที่มีค่าพารามิเตอร์ต่างๆ เกินจากกฏหมายกำหนด ทั้งน้ำเสียที่ถูกบำบัดแล้วและที่แอบปล่อยนี้จะไหลลงสู่ลำคลองหรือที่ชื่อว่าคลองตากวน ดังนั้นจึงสามารถเรียกได้ว่าคลองตากวนนี้เป็นแหล่งรวมน้ำที่อันตรายที่สุดในประเทศไทย หลังจากนั้นน้ำจากคลองตา กวนก็จะไหลลงสู่ทะเลต่อไป ส่งผลให้กุ้ง หอย ปู ปลา ในแถบมาบตาพุด รวมถึงระยองด้วย (ที่ตั้งของ IRPC) สะสมพิษของสารเคมีพวกนี้เอาไว้ ถ้าสัตว์น้ำเหล่านี้ไม่ตายด้วยพิษจากสารเคมีก็จะถูกมนุษย์หรือชาวประมงพื้นบ้านจับมาขาย ก็ลองนึกภาพดูก็แล้วกันว่า ห่วงโซ่อาหารขั้นรองสุดท้ายคือมนุษย์รับประทานเข้าไปจะเป็นอย่างไร</p>
<p>ต่อมาก็ถึงคิวของขยะอันตราย ขยะที่มีการปนเปื้อนของสารเคมีหรือตะกอนเคมีจากระบบบำบัดน้ำเสียถือว่าเป็นขยะอันตราย โรงงานจะต้องส่งขยะเหล่านี้ไปกำจัดด้วยวิธีพิเศษคือถ้าไม่เผาก็ต้องฝังกลบ ค่าใช้จ่ายในการเผาและฝังกลบนี้ก็เป็นต้นทุนหนึ่งของโรงงาน หน่วยงานเอกชนที่รับกำจัดขยะพวกนี้มีหลายรายและมีการแข่งขันด้านราคากัน เอกชนบางรายจะเสนอค่ากำจัดด้วยราคาที่ต่ำกว่าเพื่อให้โรงงานสนใจเรียกใช้บริการของตนเอง เป็นการตัดราคาคู่แข่งไปในตัว ผลก็คือเมื่อราคาต่ำ เอกชนรายนั้นก็จะไม่นำไปกำจัด แต่จะนำไปแอบทิ้งตามพื้นที่ของชาวบ้านแถบนั้น ไม่ว่าจะเป็นแถวๆ ป่าใกล้เคียง ไร่มันของชาวบ้าน หรือที่รกร้างของทางราชการ ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือดินบริเวณนั้นจะปนเปื้อนสารเคมี และเมื่อเวลาฝนตก น้ำฝนจะพาสารเคมีเหล่านี้ลงไปในชั้นน้ำบาดาล ทำให้มีการร้องเรียนของชาวบ้านเสมอ &nbsp;จะว่าไปแล้วธุรกิจรับกำจัดขยะอันตรายนั้นเป็นธุรกิจที่มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้องดังนั้นเวลาที่ชาวบ้านร้องเรียน ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็มักจะหาตัวผู้ที่แอบนำมาทิ้งไม่ได้สักที มีข่าวซุบซิบกันว่ามีบริษัทหนึ่งผูกขาดการบริการนี้ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ชื่อดังก็แอบนำกากขยะอันตรายพวกนี้ไปทิ้งเหมือนกัน</p>
<p>ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนนั้น ไม่ใช่จะเกิดกับชาวบ้านเพียงฝ่ายเดียว แม้กระทั่งพนักงานในโรงงานต่างๆ ก็ยังได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน เพราะพนักงานโรงงานจะอาศัยอยู่ในตัวเมืองระยอง มาบตาพุด และบ้านฉางซึ่งห่างจากนิคมมาบตาพุด ไม่เกิน 20 กิโลเมตร ได้รับทั้งฝุ่นสารเคมี ทั้งกลิ่น โดยเพราะที่ระยองต้องรับศึก 2 ด้าน ทั้งมลพิษที่เกิดจากมาบตาพุดเอง และมลพิษที่เกิดจากพื้นที่เมืองระยอง ซึ่งก็คือโรงงาน IRPC หรือ TPI เดิม แต่พนักงานโรงงานส่วนใหญ่จะมีประกันสุขภาพ &nbsp;เป็นอะไรก็รักษาที่โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่มีชื่อเสียงได้ฟรี อีกทั้งมีการตรวจสุขภาพทุกปี จะได้รู้ตัวก่อนและรักษาทัน ผิดกับชาวบ้านที่ใช้บัตรทอง หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งได้รับการรักษาที่ค่อนข้างไม่ดีเท่าที่ควร และชาวบ้านเหล่านี้ไมได้ตรวจสุขภาพกว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว</p>
<p align="center">&nbsp;</p>
<p>ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยอีกว่าถ้าทุกโรงงานมีระบบป้องกันภัยที่ดี มีการปล่อยน้ำเสีย อากาศเสียตามมาตรฐานของกฏหมาย ปัญหาผลกระทบจากมลพิษคงไม่น่าจะเกิด ท่านผู้อ่านคิดถูกแล้วแต่ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะถึงแม้ว่าทุกโรงงานจะปล่อยของเสียออกมาตามค่าที่กำหนดไว้ แต่ผลของการสะสมพิษในพื้นที่ยังมีอยู่ เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ในการรองรับมลพิษนั่นเอง ซึ่งผู้เขียนมั่นใจว่ายังไม่มีผู้ศึกษาหรือทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง</p>
<p>ก็น่าเห็นใจชาวบ้านที่รับผลกระทบจากมลพิษนี้ แต่จะทำอย่างไรได้เพราะความเจริญเติบโตของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดไม่ได้ ถูกวางแผนไว้ตั้งแต่สมัยก่อนอาจจะเป็นเพราะหน่วยงานของรัฐขาดความรู้และความต้อง การของประชาชนในเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่เข้มข้นเหมือนปัจจุบันนี้ อีกทั้งการต่อต้านโครงการเมื่อสมัยก่อนยังไม่มี ดังนั้นนิคมฯ แห่งนี้จึงเติบโตแบบไร้ทิศทางและทำให้เกิดผลกระทบอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้<br />
	&nbsp;</p>
<p>มีคนที่มีความรู้บางคนถามผู้เขียนว่า &ldquo;<em>ควรจะปิดโรงงานหรือควรจะย้ายชาวบ้านดี</em>&rdquo; คำตอบก็คือ &ldquo;<em>ไม่ว่าจะย้ายใครก็เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่เหมาะสม เพราะถ้าจะให้ปิดโรงงานคงจะยุ่งกันใหญ่เพราะโรงงานหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า พันล้าน หมื่นล้าน และถ้าจะให้ย้ายชาวบ้านก็คงจะยุ่งอีกเหมือนกันเพราะชาวบ้านทุกคนเขารักถิ่น เกิดและที่ดินของตัวเองทั้งนั้น</em>&rdquo; จากข้อจำกัดที่กล่าวมานี้เป็นสาเหตุให้การแก้ปัญหาดังกล่าวยังไม่มีจุดสิ้นสุด ถึงแม้ว่าจะมี NGO หลายองค์กรเข้ามาช่วยดูแลแต่ดูเหมือนว่าจะไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมมากนักเนื่อง จาก NGO เหล่านั้นแสดงบทบาทผิดหน้าที่มาตั้งแต่ต้น แทนที่จะช่วยหาจุดที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาให้โรงงานกับชาวบ้านอยู่ร่วมกัน ได้แบบ WIN-WIN หรือสมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่กลับไปเป็นหัวขบวนหรือเป็นผู้นำชาวบ้านประท้วงเสียเอง นอกจากจะไม่ได้อะไรแล้วยังทำให้กระบวนการเจรจาระหว่างชาวบ้านกับโรงงานไม่มีจุดจบ สำหรับการที่จะปรับเปลี่ยนให้นิคมฯ แห่งนี้ให้เป็นไปตามความต้องการของบางกลุ่มแบบหน้ามือเป็นหลังมือก็เป็นไป ได้ยากเพราะระบบของนิคมได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลานานแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็คือหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องรีบดำเนินการหาวิธีแก้ไขสถานะการณ์ รวมถึงจัดระบบ ZONING ซึ่งหมายถึงหยุดการขยายกำลังการผลิตของโรงงานในนิคมฯ และหยุดการสนับสนุนการสร้างโรงงานใหม่ๆ จนกว่าจะแก้ไขปัญหา และจัดทำแผนรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสำเร็จ อีกทั้งต้องเข้มงวดกับของเสียที่ออกมาจากโรงงานสู่สิ่งแวดล้อมรวมถึงการตรวจสอบ ระบบป้องกันอุบัติภัยอย่างเข้มข้นเพื่อปัองกันสิ่งที่คาดไม่ถึงที่จะทำให้ สารเคมีรั่วไหลออกสู่ชุมชน<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/Image.aspx_.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-medium wp-image-735" height="199" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/Image.aspx_-300x199.jpg" title="Image.aspx" width="300" /></a><br />
	ในเมื่อเศรษฐกิจของชาติก็ต้องเดินไปข้างหน้า สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ต้องคำนึงถึง องค์กรอิสระทางด้านสิ่งแวดล้อมหรือ กอสส. ที่รัฐตั้งขึ้นมาซึ่งมีตัวแทนอันทรงภูมิรู้ของหลายหน่วยงานเข้ามาทำหน้าที่ นี่แหละเหมาะสมที่สุดแล้วที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและหาทางออกให้กับทั้ง สองฝ่าย พวก NGO ต่างๆ ควรยุติบทบาทเป็นหัวขบวนนำประท้วงแล้วควรช่วยกันหาทางออกให้กับทั้งสองฝ่าย อีกทั้งรัฐควรฟังคำเสนอแนะขององค์กรนี้และปฏิบัติตามอย่างจริงใจ ไม่ใช่เสนออะไรก็เลี่ยงออกไปดังที่ปรับธุรกิจ 18 กิจการร้ายแรงที่ กอสส. เสนอเหลือ 14 กิจการเท่านั้น</p>
<p>แต่สิ่งที่รัฐควรจะตระหนักถึงถ้ามี โครงการพัฒนาใหม่ๆ ที่เสี่ยงต่อการทำลายสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบต่อสุขภาพของ ประชาชน ก็ควรจะใช้ SEA ในการประเมินโครงการ และทางเลือกของโครงการก่อนตัดสินใจนะครับท่านนายกฯ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/02/28/%e0%b9%82%e0%b8%8a%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a5-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
