<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thaingo.org ข่าวสาร วงการงานพัฒนาสังคม &#187; จิตินาถ ดีทรัพย์</title>
	<atom:link href="http://thaingo.org/web/category/columnists/%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%96-%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://thaingo.org/web</link>
	<description>แหล่งข่าวสาร เพื่องานพัฒนาสังคม</description>
	<lastBuildDate>Fri, 07 Sep 2012 07:17:39 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.1</generator>
		<item>
		<title>บทวิจารณ์หนังของคนท้องถิ่นเพื่อชาติพันธุ์ท้องถิ่น  เรื่อง กอนกวย.. ส่วยไม่ลืมชาติ</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2012/02/21/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2012/02/21/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Feb 2012 06:27:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Columnists]]></category>
		<category><![CDATA[จิตินาถ ดีทรัพย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=4534</guid>
		<description><![CDATA[บทวิจารณ์หนังของคนท้องถิ่นเพื่อชาติพันธุ์ท้องถิ่น เรื่อง กอนกวย.. ส่วยไม่ลืมชาติ &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; จิตินาถ&#160; ดีทรัพย์ ได้นอนดูหนัง &#34;กอนกวย ส่วยไม่ลืมชาติ&#34; สร้างโดยชาวบ้านชนเผ่า กวย หนึ่งในชน 4 เผ่าของเมืองศรีสะเกษ หนังสะท้อนปัญหาการเปลี่ยนแปลงในสังคมชาติพันธุ์ยุคเปลี่ยนผ่าน วิธีถ่ายทอดภาพสืบสานวัฒนธรรมที่ต้องการสื่อความคงอยู่ของชาวกวยที่ยังรักษา ขนบพิธีกรรมความเชื่ออยู่ในวิถีชีวิต หนังใช้สามกลุ่มคิดเห็นต่างกันในการรับความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม คือ อย่างอนุรักษ์ อย่างแปลกแยก และอย่างอยู่ร่วม ผ่านตัวละครร่วมสมัยคือคนหนุ่มสาวและเด็กวัยรุ่น ซึ่งสองอย่างแรก ถูกส่งผ่านตัวละครที่เป็นวัยรุ่นชาวกวย ได้แทนความต่างในการตีความทันสมัยของความเป็นเมือง ฝ่ายนึงแสดงความพยายามเลียนแบบเมือง การแต่งตัว ความฟุ้งเฟ้อ และรวมถึง การหมกมุ่นในโลกไซเบอร์และยาเสพติด ที่ดูจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนหลายๆที่&#160; อีกหนึ่งแนวอนุรักษ์แต่ร่วมสมัยด้วยการศึกษา ในขณะที่ความคิดที่สามถูกเชื่อมด้วยคนนอก คือเพื่อนคนเมืองที่มองกลับอย่างชื่นชมในวิถีดั้งเดิมและมองเห็นการอยู่ร่วม สมัยของวัฒนธรรม &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; ความจริงได้สะท้อนไปกลับระหว่างตัวละครและ เราคนดูซึ่งตัวเราก็เข้าใจได้ในฐานะกลุ่มคิดที่สาม แต่ก็แอบคิดว่าขณะที่หนังเดินไปยังมีความเป็นอุดมคติคิดทางบวก เพราะความจริงของสังคมข้างนอกจอ มีความคิดเห็นที่สี่ที่เป็นพวกไม่เคยเห็นความสำคัญ หรือแม้กระทั่งเหยียดความเป็นท้องถิ่น แต่ในหนังพยายามใช้ทางบวกของคนส่วนน้อยที่สนใจท้องถิ่น เป็นสีสันในการสร้างความมั่นใจบางอย่างที่เป็นข้อที่น่าคิดว่าความต้องการ ที่จะถูกยอมรับ จะนำความภูมิใจมาให้ถ้าเค้าได้รับจาก &#8216;คนเมือง&#8217; มากกว่าคนบ้านใกล้ตัวอย่าง ลาว หรือ เขมร? &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; หนังพยายามชี้แจง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บทวิจารณ์หนังของคนท้องถิ่นเพื่อชาติพันธุ์ท้องถิ่น</p>
<p>เรื่อง กอนกวย.. ส่วยไม่ลืมชาติ<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/02/news210255.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="aligncenter size-full wp-image-4535" height="122" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/02/news210255.jpg" title="news210255" width="150" /></a></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จิตินาถ&nbsp; ดีทรัพย์</p>
<p>ได้นอนดูหนัง &quot;กอนกวย ส่วยไม่ลืมชาติ&quot; สร้างโดยชาวบ้านชนเผ่า กวย หนึ่งในชน 4 เผ่าของเมืองศรีสะเกษ หนังสะท้อนปัญหาการเปลี่ยนแปลงในสังคมชาติพันธุ์ยุคเปลี่ยนผ่าน วิธีถ่ายทอดภาพสืบสานวัฒนธรรมที่ต้องการสื่อความคงอยู่ของชาวกวยที่ยังรักษา ขนบพิธีกรรมความเชื่ออยู่ในวิถีชีวิต หนังใช้สามกลุ่มคิดเห็นต่างกันในการรับความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม คือ อย่างอนุรักษ์ อย่างแปลกแยก และอย่างอยู่ร่วม ผ่านตัวละครร่วมสมัยคือคนหนุ่มสาวและเด็กวัยรุ่น ซึ่งสองอย่างแรก ถูกส่งผ่านตัวละครที่เป็นวัยรุ่นชาวกวย ได้แทนความต่างในการตีความทันสมัยของความเป็นเมือง ฝ่ายนึงแสดงความพยายามเลียนแบบเมือง การแต่งตัว ความฟุ้งเฟ้อ และรวมถึง การหมกมุ่นในโลกไซเบอร์และยาเสพติด ที่ดูจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนหลายๆที่&nbsp; อีกหนึ่งแนวอนุรักษ์แต่ร่วมสมัยด้วยการศึกษา ในขณะที่ความคิดที่สามถูกเชื่อมด้วยคนนอก คือเพื่อนคนเมืองที่มองกลับอย่างชื่นชมในวิถีดั้งเดิมและมองเห็นการอยู่ร่วม สมัยของวัฒนธรรม</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความจริงได้สะท้อนไปกลับระหว่างตัวละครและ เราคนดูซึ่งตัวเราก็เข้าใจได้ในฐานะกลุ่มคิดที่สาม แต่ก็แอบคิดว่าขณะที่หนังเดินไปยังมีความเป็นอุดมคติคิดทางบวก เพราะความจริงของสังคมข้างนอกจอ มีความคิดเห็นที่สี่ที่เป็นพวกไม่เคยเห็นความสำคัญ หรือแม้กระทั่งเหยียดความเป็นท้องถิ่น แต่ในหนังพยายามใช้ทางบวกของคนส่วนน้อยที่สนใจท้องถิ่น เป็นสีสันในการสร้างความมั่นใจบางอย่างที่เป็นข้อที่น่าคิดว่าความต้องการ ที่จะถูกยอมรับ จะนำความภูมิใจมาให้ถ้าเค้าได้รับจาก &lsquo;คนเมือง&rsquo; มากกว่าคนบ้านใกล้ตัวอย่าง ลาว หรือ เขมร?</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/02/news210255-1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-4536" height="447" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2012/02/news210255-1.jpg" title="news210255-1" width="300" /></a></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หนังพยายามชี้แจง และโต้แย้งความไม่เหมือนออกมาได้ประทับใจในความบริสุทธิ์ของความเป็นพื้น บ้านของคนแสดงมากที่สุด แต่ก็ไม่ต่างกับหนังแนวอนุรักษ์ท้องถิ่น ดูแล้วมันยังไม่ค่อยอิ่มเพราะยังขาดการสร้างแรงบันดาลใจบางอย่าง ว่าทำไมชุมชนชาติพันธุ์ควรต้องรักรากเหง้าตัวเอง? หนังยังขาดการดึงอารมณ์ร่วม ถ้าเทียบกับความรู้สึกล้วนๆ นั้นมันช่างต่างกับดูโฆษณาปันหยี FC ที่ไม่ต้องไล่เรียงให้ครบรูปแบบวัฒนธรรมแต่เราเห็นภาพเบื้องหลังชีวิต และแค่ฉากหลังที่ไม่จำนนต่ออุปสรรค ก็ทำเอาน้ำตาจุกอกแล้ว<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตัวอย่าง ของการแสดงออกตามสื่อสร้างสรรค์แนววัฒนธรรมบ้านเราหนีไม่พ้นต้องสู้กับความ เหมาะสมในการถ่ายทอด ความเปราะบางทางความคิดด้านวัฒนธรรมเสมอ คนลาวกว่าจะข้ามพ้นบุคลิกน่าขบขันมาสู่ความน่านับถือชื่นชมในแง่มุมสู้ชีวิต มีความมั่นคงทางวัฒนธรรมอาหาร ที่เดี๋ยวนี้สาวกรุงกล้าออเดอร์ตำปูปลาร้าอย่างชัดถ้อยชัดคำ และหากินได้ทั่วไปแม้แต่กลางห้างหรูในเมืองหลวง หนังใหญ่พูดลาวกันโดยมีซับไตเติ้ลภาษากลาง หนุ่มสาวดารารุ่นใหม่ไม่ต้องปิดบังว่าตัวเองมาจากต่างจังหวัด ก็มีรูปลักษณ์น่ามองไม่แพ้ใคร แถมจริงๆต้องบอกว่ามีความสามารถพิเศษ พูดได้หลายภาษาด้วยซ้ำ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความเป็นแหล่งวัฒนธรรม ความรู้ตกทอด การเรียนรู้ภูมิปัญญา จะถูกกลืนหายไปเรื่อยๆ ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญ&#8230; เพราะต้องยอมรับว่า แค่เพียงใครอ่านอักขระโบราณได้ อย่างขอม อย่างล้านนา นั่นก็ถูกเพ่งเล็งจากกลุ่มคนมีอำนาจในประเทศที่คลั่งความเป็นชาตินิยมแล้วก็ยังขอเอาใจช่วยต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไป ที่จะผลิตผลงานออกสู่สาธารณะมากๆ เพียงแต่การต่อสู้กับประเด็นความมั่นคงก็ต้องใช้ศิลปะในการประกอบร่างหน่อย เพราะการต่อสู้ที่แท้จริงของชาติพันธุ์ คือ คุณกำลังสู้ กำลังรื้อชุดความรู้พื้นฐานที่ไม่เหมือนชุดที่ยัดเยียดในห้องเรียนให้คนทุก คน&#8230;ได้รับรู้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2012/02/21/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สลิ่มอิสระหมายเลข 5</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/07/06/%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%82-5/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/07/06/%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%82-5/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Jul 2011 09:22:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Columnists]]></category>
		<category><![CDATA[จิตินาถ ดีทรัพย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=2442</guid>
		<description><![CDATA[หลัง การเลือกตั้ง เมื่อเราได้ทราบผลกันแล้ว การแสดงออกต่างๆทางความคิดผ่านข้อเขียนแสดงความคิดเห็นก็ตามมา น่าสนใจว่า ล้วนสื่อความสด ส่วนใหญ่เขียนเร็ว การใช้ภาษาอ่านง่ายแม้จะมาจากนักวิชาการ NGO หรือ นักคิดหลากสาขาอาชีพหลายๆคน ผ่านมาทาง Social network จึงน่ามอง น่าอ่านน่าติดตามมาก สองกลุ่มที่เห็นแสดงความคิดเชิงวิจารณ์ (ยกเว้นนะ นาทีนี้ขอไม่สนกลุ่มแฟนคลับสุดโต่ง มุมแดง มุมเหลือง และมุมโหวตโน) คือ ผู้ชี้ประเด็นจากมุมอิสระ (ที่มีมุมแดงมาเชียร์และบางคนของมุมน้ำเงินเข้ามากด like) และผู้ปรามาสจากมุมน้ำเงินหรือถูกเน้นว่า &#8216;สลิ่ม&#8217; ความ เห็นจากคนสองมุมนั้น ตรง กล้า ไม่ก้าวร้าวนัก มีมุมมอง มีวิสัยทัศน์ แต่&#8230;.สังเกตได้ว่า มีตรรกะหนึ่งที่ยืนตรงจุดต่าง ไม่ใช่จุดร่วม นั่นคือ &#8220;มุมมองต่อความเป็นชาติ&#8221; มุมอิสระจะกล้าบอกเลยว่า การเผาบ้านเมือง ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่เผาชาติ! มัน คือการเผาห้าง ซึ่งแม้จะไม่มีสรุป แต่ก็ขอแสดงความเห็นต่อความคิดนั้น ว่ามันคือก็แค่สิ่งปลูกสร้างของระบบทุน ซึ่งความรุนแรงครั้งนั้นที่กรุงเทพฯ เป็นการประกาศความมีตัวตนและศักดิ์ศรีของคนจน โดยสื่อผ่านเวทีคนเสื้อแดงเท่านั้น ที่จริงก็เป็นมุมที่ไม่น่าตกใจหรอก เพราะเวลานึกเป็นสัญลักษณ์ มันทำได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลัง การเลือกตั้ง เมื่อเราได้ทราบผลกันแล้ว การแสดงออกต่างๆทางความคิดผ่านข้อเขียนแสดงความคิดเห็นก็ตามมา น่าสนใจว่า ล้วนสื่อความสด ส่วนใหญ่เขียนเร็ว การใช้ภาษาอ่านง่ายแม้จะมาจากนักวิชาการ NGO หรือ นักคิดหลากสาขาอาชีพหลายๆคน ผ่านมาทาง Social network จึงน่ามอง น่าอ่านน่าติดตามมาก</p>
<p>สองกลุ่มที่เห็นแสดงความคิดเชิงวิจารณ์ (ยกเว้นนะ นาทีนี้ขอไม่สนกลุ่มแฟนคลับสุดโต่ง มุมแดง มุมเหลือง และมุมโหวตโน) คือ ผู้ชี้ประเด็นจากมุมอิสระ (ที่มีมุมแดงมาเชียร์และบางคนของมุมน้ำเงินเข้ามากด like) และผู้ปรามาสจากมุมน้ำเงินหรือถูกเน้นว่า &lsquo;สลิ่ม&rsquo; ความ เห็นจากคนสองมุมนั้น ตรง กล้า ไม่ก้าวร้าวนัก มีมุมมอง มีวิสัยทัศน์ แต่&#8230;.สังเกตได้ว่า มีตรรกะหนึ่งที่ยืนตรงจุดต่าง ไม่ใช่จุดร่วม นั่นคือ &ldquo;มุมมองต่อความเป็นชาติ&rdquo; มุมอิสระจะกล้าบอกเลยว่า การเผาบ้านเมือง ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่เผาชาติ! มัน คือการเผาห้าง ซึ่งแม้จะไม่มีสรุป แต่ก็ขอแสดงความเห็นต่อความคิดนั้น ว่ามันคือก็แค่สิ่งปลูกสร้างของระบบทุน ซึ่งความรุนแรงครั้งนั้นที่กรุงเทพฯ เป็นการประกาศความมีตัวตนและศักดิ์ศรีของคนจน โดยสื่อผ่านเวทีคนเสื้อแดงเท่านั้น ที่จริงก็เป็นมุมที่ไม่น่าตกใจหรอก เพราะเวลานึกเป็นสัญลักษณ์ มันทำได้ แต่ไม่รู้ บางคนเลือดร้อนขี้โมโห ฟังแล้วอาจมือสั่น แล้วบอก หนอยแน่ะ!!! พูดงี้ได้งัย ก็เป็นได้</p>
<p>มุม สลิ่มนั้น จะเป็นผู้มีการศึกษาและอยู่ในกรอบการจงรักภักดี และเท่าที่สังเกตดูธรรมชาติ จะไม่นิยมความรุนแรงที่ออกจากกลุ่มประชาชนด้วยกัน เช่น ไม่ชอบการรวมตัวซิ่งซ่าของเด็กแว้น วัยรุ่นยกพวกตีกัน รวมถึงการชุมนุมที่สร้างความรุนแรงเดือดร้อน อย่างกรณีแดงปิดแยกราชประสงค์ แต่ไม่ใช่ไม่ยอมรับรูปแบบประท้วงอื่นนะ เพียงแต่ เค้าไม่เน้นความก้าวร้าวหยาบคาย ล่วงเกิน เท่านั้นเอง แต่! เวลา เป็นปัจเจกส่วนตัว จะแสดงออกเต็มที่ เช่น เมื่อถูกเอาเปรียบจากผู้อื่น ไม่เว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐ คือ ว่าง่ายๆ เป็นผู้ที่ รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์พูดได้ ร้องเรียนได้ เป็นอิสระในการคิดเห็นต่อสิ่งที่ตัวเองรู้สึกเดือดร้อน จึงไม่แปลก ที่จะถูกกลุ่มอิสระวิจารณ์สลิ่ม ว่าเป็นพวกต่อหน้าปากปรองดอง แต่ใจจริงและวาจารังเกียจต่อต้านแดง เพราะแดง นั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวร้าวรุนแรงไปซะนี่!<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/07/news060754-5.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-full wp-image-2443" height="161" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/07/news060754-5.jpg" title="news060754-5" width="250" /></a></p>
<p>&nbsp;ส่วน มุมอิสระ แม้ว่าจะรู้เข้าใจระบบความคิดที่เรียกว่าคนจน เข้าใจความคิดที่สะท้อนวิถีสังคมชนบทพอสมควร แต่ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนความหมั่นไส้ต่อจริตในตรรกะ &lsquo;รักชาติ&rsquo; ของ สลิ่มออกมาชัดมาก และเป็นผู้ที่เรียกร้องการค้นหาความจริงต่อทุกเหตุการณ์ ไม่ชอบการเลี้ยงไข้ ว่าง่ายๆ มุมนี้ เป็นกลุ่มอิสระชนทีเดียว ไม่เข้าข้างใคร ลุยได้หมด และไม่ใช่ว่าไม่มีกรอบนะ ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้มีอิสรภาพทางความคิดและมักออกความเห็นได้หลายมุมดี หลายทัศนะ นอกกรอบด้วย แต่มองออกว่า ก็ยังติดกรอบตัวเอง เพราะไม่เช่นนั้น คงไม่ตัดสินพวกสลิ่ม ในเชิงว่างมงายต่อความคิดต่อต้านความรุนแรง&#8230;อ่าว ก็มันผิดตรงไหน ใครชอบให้บ้านใครถูกเผา หรือขู่คุกคาม ไม่มีอิสรภาพ มีเหตุจลาจลนอกรั้วบ้านตัวเองเล่า</p>
<p>&nbsp;ความ จริงอีกอย่างที่คนกลุ่มอิสระไม่แตะ คือปัญหาภายในกลุ่มชาวบ้านเอง ที่มองตัวเองว่าถูกกระทำ ไม่มีสิทธิ์มีเสียง ยากจน และถูกให้ข้อมูลชุดหนึ่งว่าจะจนและมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าถูกพวกอำมาตย์ปกครองต่อไป? อัน นี้ต้องขอสังเกต ว่าชาวบ้านที่ไม่มีการศึกษา จะไม่กล้าสู้และกลัวอำนาจ เมื่อลูกหลานเติบโตก็อยากให้มีความรู้ มีเงิน มีอำนาจ เพื่อหวังพึ่งพา ก็ต้องเข้าใจว่า ความเป็นรากเหง้าวัฒนธรรมเรา มันเป็นระบบอุปถัมภ์นะ ไม่ใช่ปัจจกอย่างฝรั่งเค้า ดังนั้นจะต่อล้อต่อเถียงในตรรกะไหน ตรงจุดนี้ ชาวบ้านก็ต้องยอมรับตัวเองว่า ทุกสิ่งที่เป็นวันนี้ คุณต้องการเองมั้ย ทั้งที่ปัจจุบันคุณให้เงินลูกไปเรียนวันละไม่ต่ำกว่า 40 บาท ถ้าใครทำสวนยางก็ 100 ไม่นับว่ามีมือถือ มอไซด์ให้ลูก เพราะคุณเองก็เขยิบตามอย่างที่คุณอยากได้เอง อยากมีเองมิใช่หรือ? ความทุกข์ร่วมของพ่อแม่ยุคนี้ทั้งประเทศ คือ ลูกหมกมุ่นอยู่ตามร้านเกมส์หรือมีอันจะกินก็ในห้องนอนที่บ้าน อันนี้ ไม่เลือกชั้นวรรณะ ลูกอำมาตย์ที่เสื้อแดงก่นด่าชิงชัง กะลังผูกสัมพันธ์อย่างสนุกสนานกับลูกของคนเสื้อแดงผ่านเกมส์ออนไลน์ แม้ว่าความน่าสงสารในการที่ชาวบ้านที่ลำบากและเดือดร้อน มีจริง ไม่ใช่ไม่จริง มีคนซื่อ บริสุทธิ์จริง แต่การพิพากษาโดยแบ่งกลุ่มเขตอยู่อาศัยว่าเป็นเมืองหลวงและต่างจังหวัด ควรได้รับการปฏิบัติอย่างจริงใจให้เหมือนกัน&nbsp; กรุงเทพฯก็คือชาวบ้านคนหนึ่ง ในขณะที่คนต่างจังหวัด ก็มีอิทธิพลเยอะแยะไป ไม่ใช่หรือ?</p>
<p>ชุด ความคิดหนึ่ง บอกว่า กรุงเทพฯ เมินความคิด ดูถูก ทางต่างจังหวัดมาเนิ่นนานจนฝังรากลึก ถ้าสักนิด ที่คนมุมอิสระจะทำความเข้าใจกรุงเทพฯ ควรจะเข้าใจว่ากรุงเทพฯก็เป็นชุมชนหนึ่ง ที่ถูกเบียดบังวิถีชีวิต อากาศดี ไปหมด เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับประชากรอย่างแน่นขนัด ไร้ปฎิสัมพันธ์ คนมองกันด้วยสายตาแห้งๆต่อกันผ่านความกดดันความเครียดจากงาน&nbsp; กลายเป็นสลัมอันตราย ดินแดนแห่งการขุดทอง &#8230;มีใครเคยนึกบ้างหรือไม่ ว่าคนกรุงเทพฯจะอยากได้รถติด มลภาวะ และอาชญากรรม? รัฐ ต่างหากหรือไม่ ที่เอาวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือ ยัดเยียดศิลปะแบบส่วนกลางกระจายไปทุกหัวระแหงเพื่อแสดงอำนาจ และระบบการศึกษาที่กระจุกตัวให้บริการความรู้ดีๆ ในบริเวณเมืองหลวง แต่อย่างนั้น ก็ไม่ใช่ว่าคนต่างจังหวัดไม่ได้รับโอกาส เมื่อไล่ดูประวัติและการเติบโตของท้องถิ่น คนที่มาเรียนทำงาน ก็ใช่ว่าจะกลับพัฒนาบ้านเกิดเมื่อไหร่ ค่านิยมหลงใหลในระบบทุนอันหอมหวานต่างหาก ที่กลับเขยิบตัวเองขอมามีพื้นที่รกรากในเมืองหลวง ก็ทำยังไงได้ ในเมื่อความรู้ที่เรียนมาจะเอาเข้าระบบการทำงานอะไรที่บ้านนอก ก็จบด้วยการขยายตัวของเมืองใหญ่ จากการหลั่งใหลเข้ามาของแรงงาน มิใช่หรือ และนั่น ก็กลายจากคนรากหญ้า มาเป็นสลิ่ม ใช่หรือไม่?</p>
<p>ปัญหา ของตรรกะ รากหญ้า คุณกำลังเรียกร้องอะไร มันไม่ใช่โอกาสที่ด้อย เพราะลูกหลานคุณก็มีการศึกษาแล้ว มีเงินแล้ว และ คุณต้องการถนน น้ำสะอาด ระบบสาธารณูปโภคที่ดีใช่รึมั้ย เพื่อวันนึงคุณจะนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้าน อย่างประเทศพัฒนาแล้ว แต่นั่นแหละคุณไม่เรียกร้องในชุมชน เพราะคนของคุณก็ยังเอาเปรียบกันเอง เจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นดูแคลนกันเอง นั่นก็คือลูกหลานคุณเองไม่ใช่หรือ?&nbsp; ชุมชน ไม่เข้มแข็งเพราะคุณผ่านยุคเปลี่ยนผ่านของทุนไปไม่ได้ เพราะทุนมันไม่ตอบโจทย์ความสุขใช่หรือไม่ แต่จะลงที่ตรงไหนจะง่ายกว่าการบอกตัวเองว่าด้อยโอกาส ไม่มีสิทธิ์ ไม่กล้าพูดความเห็นไม่กล้าร้องเรียน เพราะจมฝังความกลัวคนชุดราชการ ซึ่งก็คือลูกหลานตัวเองที่อยากให้มีอำนาจนักหนา? อะไรหนอ&#8230;จะทำความเข้าใจได้ ตรงไหนที่ชาวบ้านสองแห่งแตกต่างกัน</p>
<p>คนหนึ่งคิดว่าตัวเองด้อยสิทธิ์ ไม่ยอมดูแลตัวเอง ต้องการมีตัวแทนเป็นปากเสียง ไม่สนวิธีการ ใจมุ่งมั่นแต่ต้องได้! จึงรวมตัวเข้ามาเรียกร้องผ่านคนเสื้อแดงวันนั้น</p>
<p><em>&ldquo;อีกคนหนึ่งชอบช่วยเหลือตัวเอง ไม่ชอบความรุนแรง แต่กล้าต่อสู้เมื่อเดือดร้อน&rdquo;</em></p>
<p>&nbsp;การที่ สลิ่มบอกว่า คนเผาบ้านเผาเมือง จะเข้ามาบริหารประเทศ นั่นก็เป็นคำที่ต้องทำความเข้าใจชุดใหญ่ต่อทุกฝ่าย เพราะทางมุมอิสระบอกว่า รู้ได้ยังไงว่าใครเผา เสื้อแดงแค่พูดปลุกเร้าและเตรียมถังแก๊สไว้เพื่อป้องกันตัวเท่านั้นเอง และไอ้ห้าง CTW ก็ไม่ใช่ประเทศไทย&#8230;.สลิ่มเอ๋ย ไม่ว่าใครจะเผา ใครเป็นมือที่สาม อันนี้ต้องมาหาความจริงกัน เห็นด้วยที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ทำให้สลิ่ม(อย่างเรา) ผิดหวังที่ไม่จริงจังในการหาผู้กระทำผิด แต่นั่น&#8230;เค้าไม่ทำจริง หรือความจริงมันซ่อนเงื่อน? เพราะระเบิดลูกใหญ่กว่า ที่ถล่มกรุงเทพฯลงทั้งเมือง อาจซ่อนอยู่ก็ได้! มุมอิสระเองก็น่าจะยอมรับความจริง ออกมาจากความคิดอุดมคติ หน่อยว่า ไม่มี hero ในนาทีนั้นและในนาทีนี้ แต่ความจริงที่เกิดผ่านแล้ว เผาแล้ว คงเปลี่ยนความคิดแตกแยกไม่ได้ เว้นแต่มาทำความเข้าใจทั้งคู่</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/07/news060754-6.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-2444" height="235" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/07/news060754-6.jpg" title="news060754-6" width="350" /></a></p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รากหญ้า&#8230;ผู้ ตั้งธงว่าตัวเองด้อยสิทธิ์ แต่ตอบรับวิถีอยากเข้าระบบทุนเหลือเกิน คุณต่อต้านความพอเพียง เพราะแปลโจทย์ความพอเพียงแค่รูปของภาษา ว่ามันแปลว่าไม่มีกินไม่มีใช้ การเมืองท้องถิ่นเอาเปรียบพวกคุณกันเอง ถ้าคิดทบทวนสิ่งเหล่านี้กันใหม่ เรียนรู้สังคม สู้เพื่อตัวเองบ้างแทนการพึ่งคนอื่น คุณจะมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นมั้ย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สลิ่มเอง ควรหันทำความเข้าใจรากหญ้าหน่อย ว่าสิ่งที่เค้าเข้าใจตัวเองอยู่ เป็นความคิดน้อยเนื้อต่ำใจ เก็บกด ผ่านหน้ากากอันสนุกสนานและควรเข้าใจตัวเองว่าคุณคือพลเมืองกลุ่มหลักที่เสพพลังงานมหาศาล!และถ้าคิดว่ายังกลับตัวทัน เอาเวลาด่าผลการเลือกตั้ง ไปช่วยชาวบ้านที่เดือดร้อนในพื้นที่ต่างๆ คิดหาทางออกในการรุกรานธรรมชาติของกลุ่มทุนอุตสาหกรรม หาทางเลือกลดการใช้พลังงานอย่างสร้างสรรค์ดีกว่ามั้ย</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มุมอิสระ คุณเข้าใจคนทั้งหมดดีแล้วรึยัง หรือคุณยังตอบรับแต่ความใสซื่อของรากหญ้า ในนามคนต่างจังหวัดอย่างเดียวเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="margin-left: 3in; text-align: right;"><em>จากพลเมือง สลิ่ม + อิสระ ที่เลือกหมายเลข 5</em></p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>จิตินาถ ดีทรัพย์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/07/06/%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%82-5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การรื้อถอนอาคารที่มีคุณค่า อ้างอิงกรณีโบสถ์คริสตจักรที่ 1เวียงเชียงราย</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/04/26/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/04/26/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Apr 2011 08:42:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Columnists]]></category>
		<category><![CDATA[จิตินาถ ดีทรัพย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=1501</guid>
		<description><![CDATA[จิตินาถ ดีทรัพย์ สถาปนิก กระแสข่าวเรื่องโบสถ์คริสตจักรที่ 1เวียงเชียงรายที่มีอายุเกือบร้อยปี กำลังจะถูกรื้อหลังวันที่ 24 เมษายน 2554 เพื่อสร้างพระวิหารหลังใหม่ฉลองวาระครบรอบ 100 ปีได้ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากบนหน้าสื่อสาธารณะมาร่วม 3 ปี ซึ่งน่าสังเกตว่าการตื่นตัวในคุณค่าของอดีตที่กำลังจะสูญหายครั้งนี้ ไม่ได้เริ่มจากคนนอก แต่มาจากความเห็นของคนเชียงรายด้วยกันเองทั้งที่เป็นสมาชิกโบสถ์และชาวเชียงรายที่รู้จักโบสถ์แห่งนี้ &#160;จนกระแสได้ขยายไป มีการขอคำปรึกษาจากกรมศิลปากรซึ่งให้ความเห็นว่าสามารถซ่อมแซมอาคารและใช้งานต่อไปได้ มีสมาคมสถาปนิกสยามเข้ามาดูพื้นที่และเปิดเวทีคุยกันกับคณะกรรมการโบสถ์ โดยคิดเห็นว่าควรแก่การเก็บรักษาและปรับปรุงใหม่ แต่ที่ผ่านมาการเจรจาใดๆ ก็ดูจะไม่เป็นผลให้มีการประนีประนอม โบสถ์คริสตจักรที่ 1เวียงเชียงรายแห่งนี้ สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1914 (พ.ศ. 2457) ลักษณะอาคารก่ออิฐถือปูน รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล (Colonial Style) คือมีองค์ประกอบอาคารที่ใช้รูปแบบตะวันตกร่วมกับอาคารแบบท้องถิ่น ดังนั้นถ้าเปรียบเป็นคน ก็คงจะอายุ 97 ปี ก็นับได้ว่าเป็นคนแก่ที่น่ากราบไหว้คนหนึ่ง เพราะเป็นคนแก่ ที่มีคุณูปการเป็นที่ยอมรับในสังคมมีคุณค่าด้านความงาม ความดี ตลอดจนอายุขัย นายแพทย์วิลเลี่ยม เอ. บริกส์ (William A. Briggs) มิชชันนารีคนสำคัญเมืองเชียงราย เป็นผู้อำนวยการสร้างโบสถ์หลังนี้ และที่น่าสนใจมากคือกลุ่มช่างดูแลงานก่อสร้างนั้นมาจากครอบครัวเครือญาติของท่านด้วย และมีส่วนร่วมดูแลโบสถ์ในเวลาต่อมา ซึ่งก็เป็นลักษณะการทำงานสาธารณะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: right;">จิตินาถ ดีทรัพย์<br />
	สถาปนิก</p>
<p>กระแสข่าวเรื่องโบสถ์คริสตจักรที่ 1เวียงเชียงรายที่มีอายุเกือบร้อยปี กำลังจะถูกรื้อหลังวันที่ 24 เมษายน 2554</p>
<p>เพื่อสร้างพระวิหารหลังใหม่ฉลองวาระครบรอบ 100 ปีได้ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากบนหน้าสื่อสาธารณะมาร่วม 3 ปี ซึ่งน่าสังเกตว่าการตื่นตัวในคุณค่าของอดีตที่กำลังจะสูญหายครั้งนี้ ไม่ได้เริ่มจากคนนอก แต่มาจากความเห็นของคนเชียงรายด้วยกันเองทั้งที่เป็นสมาชิกโบสถ์และชาวเชียงรายที่รู้จักโบสถ์แห่งนี้ &nbsp;จนกระแสได้ขยายไป มีการขอคำปรึกษาจากกรมศิลปากรซึ่งให้ความเห็นว่าสามารถซ่อมแซมอาคารและใช้งานต่อไปได้ มีสมาคมสถาปนิกสยามเข้ามาดูพื้นที่และเปิดเวทีคุยกันกับคณะกรรมการโบสถ์ โดยคิดเห็นว่าควรแก่การเก็บรักษาและปรับปรุงใหม่ แต่ที่ผ่านมาการเจรจาใดๆ ก็ดูจะไม่เป็นผลให้มีการประนีประนอม</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/04/K7553677-9.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-medium wp-image-1502" height="201" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/04/K7553677-9-300x201.jpg" title="K7553677-9" width="300" /></a></p>
<p>โบสถ์คริสตจักรที่ 1เวียงเชียงรายแห่งนี้ สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1914 (พ.ศ. 2457) ลักษณะอาคารก่ออิฐถือปูน รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล (Colonial Style) คือมีองค์ประกอบอาคารที่ใช้รูปแบบตะวันตกร่วมกับอาคารแบบท้องถิ่น ดังนั้นถ้าเปรียบเป็นคน ก็คงจะอายุ 97 ปี ก็นับได้ว่าเป็นคนแก่ที่น่ากราบไหว้คนหนึ่ง เพราะเป็นคนแก่ ที่มีคุณูปการเป็นที่ยอมรับในสังคมมีคุณค่าด้านความงาม ความดี ตลอดจนอายุขัย นายแพทย์วิลเลี่ยม เอ. บริกส์ (William A. Briggs) มิชชันนารีคนสำคัญเมืองเชียงราย เป็นผู้อำนวยการสร้างโบสถ์หลังนี้ และที่น่าสนใจมากคือกลุ่มช่างดูแลงานก่อสร้างนั้นมาจากครอบครัวเครือญาติของท่านด้วย และมีส่วนร่วมดูแลโบสถ์ในเวลาต่อมา ซึ่งก็เป็นลักษณะการทำงานสาธารณะ แบบดั้งเดิมที่มีรากฐานมาจากสังคมชุมชนอุปถัมภ์แบบสมัยก่อน คือร่วมทั้งปัจจัย และแรงกายแรงใจ ซึ่งนายแพทย์ เอ. บริกส์ ท่านมีคุณูปการสร้างผลงานไว้ในเมืองเชียงรายอีกหลายแห่ง เช่นการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค โรงเรียนและบ้านพักมิชชันนารีตลอดจนศาลากลางและเรือนจำประจำจังหวัดเชียงราย</p>
<p>แม้ว่าเหตุผลที่คณะกรรมการชี้แจงโดยทั่วไปคือความไม่สมบูรณ์ของอาคาร ทั้งขนาดที่เล็กเกินไปและชำรุดทรุดโทรม ซึ่งก็ถูกหักล้างไปแล้วจากความเห็นผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายและแถมยังยืนหยัดผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหว 6.7ริกเตอร์ล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมมาได้ โดยโครงสร้างหลักไม่สะดุ้งสะเทือน แต่กระนั้น เหตุผลใดก็คงไม่เท่าเหตุผลทางสังคมกลุ่มระบบความเชื่อของสมาชิกแกนนำ อย่าลืมว่า<strong>การรื้อโบสถ์นี้ อยู่ร่วมในวาระฉลองครบรอบ </strong><strong>100 </strong><strong>ปี</strong><strong>เพื่อสร้างโบสถ์ใหม่</strong>ดังนั้น สำหรับผู้ดำริคิดโครงการนี้ก็ยังเห็นคุณค่าความเป็นโบสถ์อยู่ แต่เห็นในเชิงพื้นที่ของพลังความศรัทธา และแสดงพลังสนับสนุนโดยสมาชิกรุ่นปัจจุบัน มากกว่าสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของผู้ก่อตั้งหรือคุณค่าทางความงามของอดีต &nbsp;&nbsp;</p>
<p>ความน่าเสียดายของกรณีรื้อโบสถ์คริสตจักรนี้ ไม่ใช่เรื่องเพิ่งเคยเกิดขึ้น และไม่ต่างอะไรกับการรื้อโบสถ์หรืออาคารเก่าลักษณะพื้นถิ่นงดงามในวัดพุทธเราที่พระนักพัฒนาก็ทำมาโดยตลอด ทำให้เกิดปริมาณการทิ้งร้างหรือทำลายอย่างน่ากลัวภายใต้คำว่า &lsquo;พัฒนา&rsquo; ภายหลังกรมศิลปากรมีการจัดอบรมพระสังฆาธิการเพื่อถวายความรู้ท่าน ว่าการพัฒนามีได้หลายแบบ ไม่ต้องทำลายแต่อาศัยการปรับปรุง ก็ได้ชื่อว่าเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างได้ ส่วนใหญ่ พระท่านและชาวบ้านกรรมการวัดก็คิดว่า อาคารมันชำรุดก็ควรรื้อเปลี่ยนใหม่ สดใสกว่า ซึ่งอันนี้ก็ต้องทำความเข้าใจ ว่าคนที่อยู่ดูแล ก็ไม่มีกำลังพอ อาจขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องดูแลรักษา ซ่อมแซมและปรับปรุง เพราะต้องยอมรับในตัวสาธุชนกันเองด้วยว่า พวกเราขาดช่วงการสืบทอดระบบสังคม<strong>&lsquo;</strong><strong>ร่วมสร้าง ร่วมแรงร่วมใจ</strong><strong>&rsquo;</strong>กันมาในระยะที่สังคมเราเทใจให้ทุนนิยม ค่านิยมใหม่ๆ การเห็นการลอกเลียนแบบจากที่อื่นก็นำมาคิดเห็น จัดวางแบบเบ็ดเสร็จพร้อมงบประมาณถวายมากับขบวนผ้าป่า ดังนั้น ผลกระทบต่อการต่อเชื่อมรากเหง้า วัฒนธรรม ความรู้ ภูมิปัญญาที่อยู่ในแผ่นดินเกิด เช่น การสืบทอดทางฝีมือช่างพื้นถิ่น ก็ห่างหายกันไปในเวลาอันสั้น ตอนนี้ ไปตามหาตระกูลช่างกันแทบไม่เจอแล้ว จะเรียกช่างปูนหมักปูนตำ ที่เป็นวัสดุฉาบผนังแบบที่เมื่อก่อน ใครๆก็ทำได้ ตอนนี้ ก็ตกทอดหลงเหลือน้อยมาก เช่น สายเมืองเพชร หรือเชียงใหม่ ส่วนในวัดทางเหนือ ที่มีลานทรายทั่วบริเวณ ปัจจุบันก็เริ่มหายไป เปลี่ยนเป็นเทปูนปูกระเบื้องแทน อย่างเช่น วัดพระธาตุลำปางหลวง นัยว่า เพื่อความสะดวกในการดูแล</p>
<p>ความเสียหายลักษณะแบบนี้ เปรียบได้กับคือการลดจำนวนปูชนียบุคคลของแต่ละเมืองลงไปคนหนึ่ง ตามที่ถูกตัดสินโดยกฏหมู่ ตรงไหนหรือ? การเรียนรู้จากการตั้งคำถามของคนเมื่อเจอสิ่งที่ไม่เคยพบเคยเห็น หากคนเราที่อยู่ในพื้นที่หนึ่งมาตลอดชีวิต มีความคุ้นชิน และไม่ได้เข้าร่วมศึกษาหรือผูกพันวัฒนธรรมตัวเอง ก็อาจมองเห็นของอื่นสวยงามน่าตื่นเต้นกว่า แต่กลับกัน เมื่อมีปรากฏการณ์ใหม่ เช่น มีผู้สนใจไปท่องเที่ยวชมที่ต่างๆ ในบ้านเรา ก็มักถูกตั้งคำถามจากชาวบ้านในพื้นที่เสมอ ว่าถ่ายรูปไปทำไม ก็ต้องบอกด้วยความจริงใจว่า เพราะน่าสนใจ สวย ไม่เคยเห็น และถ่ายไว้ วาดรูปเก็บไว้เพราะไม่รู้ว่าเมื่อกว่าจะโอกาสได้มาอีก ที่นี่อาจเปลี่ยนแปลงไปหรือหายไปแล้ว ซึ่งชาวบ้านก็มักจะมีอะไรพูดคุยต่อจากนั้นอีกหลายคำ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ชาวบ้านสามารถบอกประวัติคร่าวๆของที่ตั้งนั้นได้เลย และที่แน่ๆ คนในพื้นที่ก็ย่อมเกิดความภูมิใจ เริ่มเห็นความสำคัญ ที่มีคนมาชมในสิ่งที่ตัวเองอยู่ร่วมและอยู่กับมันจนชินตา<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/04/K7553677-5.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-medium wp-image-1503" height="201" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/04/K7553677-5-300x201.jpg" title="K7553677-5" width="300" /></a></p>
<p>ในนานาประเทศ ได้มีการยอมรับเป็นสากล ว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น รวมเรียกว่า &lsquo;มรดกทางวัฒนธรรม&rsquo; ซึ่งหมายรวมกว้างๆ ทั้งสิ่งที่จับต้องได้ และ จับต้องไม่ได้ ในกรณีที่เรากำลังพูดถึง คือสิ่งปลูกสร้าง และที่ได้ชื่อว่าเป็นมรดกนั้นก็ไม่สามารถแสดงตัวตนความเป็น &rdquo;<strong>มรดก&rdquo;</strong>แต่ตัวอาคารเองโดยลำพัง แต่ต้องรวมองค์ประกอบที่อยู่ร่วมกันทั้งหมด และรวมถึงสิ่งที่เป็นสำนึกที่เปลี่ยนผ่านกาลเวลา ความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญา พิธีกรรม ตลอดจนการจำกัดรูปแบบการใช้ประโยชน์ ดังนั้น วิชาการด้านการอนุรักษ์และการจัดการมรดกวัฒนธรรมจึงต้องเข้ามามีบทบาทเสมอต่อการตั้งคำถามทั้งหมดที่เกิดขึ้นในแต่ละแห่ง ที่ยอมรับกันว่า ทุกที่ทุกแหล่ง &ldquo;ล้วนแตกต่าง&rdquo;</p>
<p>ความเชื่อมั่นในตัวเองคือจุดสำคัญของความมั่นคงทางวัฒนธรรม เรารักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมใด เพื่อเข้าระบบทุนนิยมเท่านั้นหรือไม่?ถ้าคำตอบโจทย์ที่เม็ดเงิน ที่แลกมาซึ่งความเนืองแน่นโกลาหลจากการท่องเที่ยวโดยไร้ระบบบริหารจัดการ เราก็รู้วิธีคิดคนตอบ แต่ถ้าคนตอบ รักษาสิ่งใดด้วยวิถีและวิญญาณของความเป็นท้องถิ่น อย่างนั้นจะยั่งยืน&nbsp; แนวทางความคิดด้านการอนุรักษ์ ได้เกิดขึ้นในเมืองเชียงรายแล้ว ถึงแม้ว่า กรณีโบสถ์คริสตจักรที่ 1เวียงเชียงรายจะถูกทำลายก็ตาม แต่ทางกลุ่มผู้ริเริ่มกระกระแสอนุรักษ์นี้ก็ได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ถ้ากลุ่มยังคงคุยกันเหนียวแน่นชัดเจน มองเห็นช่องทางเดินต่อ มีการเปิดกว้างสะสมองค์ความรู้เพิ่มเติม มีสมาชิกแนวร่วมที่กว้างขวางขึ้น ก็จะเป็นจุดกำเนิดองค์กรที่เข้มแข็งและมีบทบาทได้ เพราะความหวังพึ่งพารัฐไทย ที่ให้ความสำคัญต่อความเข้าใจ และการเรียนรู้ด้านนี้น้อยนัก</p>
<p>อ้างอิงรูปภาพและข้อมูล</p>
<p>1): <a href="http://www.chiangraifocus.com/webboard/view.php?Qid=8691&amp;cat=4">http://www.chiangraifocus.com/webboard/view.php?Qid=8691&amp;cat=4</a></p>
<p>2) เดลินิวส์ วันเสาร์ ที่ 16 เมษายน2554:<a href="http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=494&amp;contentId=133009">http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&amp;categoryId=494&amp;contentId=133009</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/04/26/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การขุดลอกห้วยจารย์ ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ความเสียหายของ “ภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Cultural Landscape)” บทเรียนจากการพัฒนาแหล่งน้ำในชนบท อันเป็นห้วยหนองอายุนับร้อยปี</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/02/16/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80-3/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/02/16/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80-3/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Feb 2011 09:53:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Columnists]]></category>
		<category><![CDATA[จิตินาถ ดีทรัพย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=547</guid>
		<description><![CDATA[&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160; &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; ภาพคนหนุ่มและชายฉกรรจ์พากันร่วมลงงมปลากลางห้วยในหน้าแล้ง แนวปักเบ็ดของเด็กๆและวัยรุ่นเห็นวางไปตามแนวตลิ่งในหน้าฝน คนแก่และเด็กน้อย เดินค่อยๆจับเอาปลาซิวปลาสร้อยใส่ครุ เสร็จหาปลา ก็เดินเก็บผักพืชใกล้น้ำไปกิน บ้างเป็นสมุนไพร &#8230;.ภาพนี้เป็นภาพเป็นปรากฏการณ์ในพื้นที่แหล่งน้ำธรรมชาติเดียวที่ชุมชน ร่วมใช้และเห็นชินตาทุกวัน&#8230;..&#8220;แหล่งน้ำลำห้วย&#8221;เป็นแหล่งรวมความหลากหลาย ทางนิเวศ ธรรมชาติที่ประกอบด้วยป่าเล็กๆ มีไผ่ ไม้ยืนต้นขนาดต่างๆ หลายชนิด ไม้หนามเล็กๆ ที่ชาวบ้านคนแก่ๆ จะรู้ว่าเป็นพืชเป็นเถาวัลย์ที่เป็นสมุนไพรอย่างดีเกิดอยู่เฉพาะพื้นที่ ลักษณะนี้ เรื่อยลงมามีพืชคลุมดินขอบตลิ่งจนถึงชายน้ำตื้นๆ ส่วนใหญ่เก็บกินได้เป็นพืชผักพื้นบ้าน ร่มเงาคุ้มน้ำกับพืชน้ำชายฝั่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาตามธรรมชาติ ความพอดีของนิเวศทำให้เกิดความสมบูรณ์จนเป็นแหล่งเลี้ยงปากท้อง แหล่งยาพื้นบ้านที่ชุมชนใช้มาชั่วอายุ นอกเหนือจากอาศัยทำการเกษตรนาปี ที่เป็นการจัดการน้ำ &#8220;ระบบสังคม&#8221; คือการแบ่งปันเลี้ยงน้ำเข้านา จากที่เจ้าของหนึ่งต่อที่อีกเจ้าของหนึ่ง &#160; &#160; &#160;&#160;&#160;&#160; ลำห้วย ก่อนขุดลอก &#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160; &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160;&#160; &#160;&#160;&#160; การขุดลอกห้วยจารย์ เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบจาก &#8220;รูปแบบมาตรฐานการขุดลอกคลองหนองบึง&#8221; ที่เรียกว่าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่แต่ละกระทรวงแบ่งพื้นที่กันดำเนินงานไป ทั่วประเทศ ใช้ช่วงเวลาหลายปี ส่วนบริเวณนี้เป็นพื้นที่ชายแดนรับผิดชอบโดยกองทัพไทย บริหารงานโดยหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ 55 หรือ นพค. 55 การลงเครื่องจักรใหญ่พลังความสามารถสูงในการกวาดพื้นที่ริมตลิ่งจำนวน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภาพคนหนุ่มและชายฉกรรจ์พากันร่วมลงงมปลากลางห้วยในหน้าแล้ง แนวปักเบ็ดของเด็กๆและวัยรุ่นเห็นวางไปตามแนวตลิ่งในหน้าฝน คนแก่และเด็กน้อย เดินค่อยๆจับเอาปลาซิวปลาสร้อยใส่ครุ เสร็จหาปลา ก็เดินเก็บผักพืชใกล้น้ำไปกิน บ้างเป็นสมุนไพร &#8230;.ภาพนี้เป็นภาพเป็นปรากฏการณ์ในพื้นที่แหล่งน้ำธรรมชาติเดียวที่ชุมชน ร่วมใช้และเห็นชินตาทุกวัน&#8230;..&ldquo;แหล่งน้ำลำห้วย&rdquo;เป็นแหล่งรวมความหลากหลาย ทางนิเวศ ธรรมชาติที่ประกอบด้วยป่าเล็กๆ มีไผ่ ไม้ยืนต้นขนาดต่างๆ หลายชนิด ไม้หนามเล็กๆ ที่ชาวบ้านคนแก่ๆ จะรู้ว่าเป็นพืชเป็นเถาวัลย์ที่เป็นสมุนไพรอย่างดีเกิดอยู่เฉพาะพื้นที่ ลักษณะนี้ เรื่อยลงมามีพืชคลุมดินขอบตลิ่งจนถึงชายน้ำตื้นๆ ส่วนใหญ่เก็บกินได้เป็นพืชผักพื้นบ้าน ร่มเงาคุ้มน้ำกับพืชน้ำชายฝั่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาตามธรรมชาติ ความพอดีของนิเวศทำให้เกิดความสมบูรณ์จนเป็นแหล่งเลี้ยงปากท้อง แหล่งยาพื้นบ้านที่ชุมชนใช้มาชั่วอายุ นอกเหนือจากอาศัยทำการเกษตรนาปี ที่เป็นการจัดการน้ำ &ldquo;ระบบสังคม&rdquo; คือการแบ่งปันเลี้ยงน้ำเข้านา จากที่เจ้าของหนึ่งต่อที่อีกเจ้าของหนึ่ง &nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/jitinart1.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-medium wp-image-563" height="224" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/jitinart1-300x224.jpg" title="jitinart" width="300" /></a>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>ลำห้วย ก่อนขุดลอก &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp; <a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/news140254-72.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignright size-full wp-image-564" height="186" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/02/news140254-72.jpg" title="news140254-7" width="300" /></a>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; การขุดลอกห้วยจารย์ เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบจาก &ldquo;รูปแบบมาตรฐานการขุดลอกคลองหนองบึง&rdquo; ที่เรียกว่าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่แต่ละกระทรวงแบ่งพื้นที่กันดำเนินงานไป ทั่วประเทศ ใช้ช่วงเวลาหลายปี ส่วนบริเวณนี้เป็นพื้นที่ชายแดนรับผิดชอบโดยกองทัพไทย บริหารงานโดยหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ 55 หรือ นพค. 55 การลงเครื่องจักรใหญ่พลังความสามารถสูงในการกวาดพื้นที่ริมตลิ่งจำนวน หลายคันเพื่อการปฏิบัติภารกิจให้บรรลุเป้าหมายให้ราบ ทำเวลาได้อย่างรวดเร็ว ถูกนำมาเป็นเครื่องมือสร้าง &ldquo;ประโยชน์และพัฒนา&rdquo; จากการสรุปความตีโจทย์เพื่อเตรียมการแก้ปัญหา &ldquo;ภัยแล้งและอุทกภัย&rdquo;ให้พื้นที่เกษตรกรรมอย่างเถรตรง โดยไม่สนใจศึกษาความต้องการชาวบ้าน ที่อาจใกล้เคียงแต่ไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่ ทำให้ปริมาณการสูญเสียความหลากหลายของนิเวศเล็กๆ ริมห้วยแหล่งหาอยู่หากินของหลากชีวิตทั้งคนและสัตว์ท้องถิ่นสูงขึ้นเพราะถูก รัฐประเมินคุณค่าในระดับต่ำมาก</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การได้รับรายงานจากหน่วยงานที่รับผิดชอบชุมชนอย่าง อบต.ที่ต้องการโครงการพัฒนาลงพื้นที่ ต้องยอมรับกันเสียทีว่าก็เป็นชาวบ้าน &ldquo;ระบบสังคมแบบหนึ่ง&rdquo; ที่อาจมีความรู้บ้างแต่ไม่รู้เรื่องการบริหารจัดการชุมชนและจัดการบริหาร ข้อมูลเอกสาร อีกทั้งไม่รู้จักศึกษาองค์ความรู้ชุมชน และแน่นอน&#8230;การเผยแพร่ข้อมูลโครงการพัฒนาที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้ชาวบ้าน รับรู้ร่วมคิดเห็น ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่เคยมี จึงไม่แปลก&#8230;ที่หน่วยรัฐที่เกี่ยวข้องระดับเหนือขึ้นไปจะได้รับรายงาน ว่าชุมชนดีใจและยินยอมที่ได้รับการพัฒนานี้อย่างไม่มีเงื่อนไข การรับระบบคิดมาตรฐาน และปฏิบัติอย่างเท่าเทียมโดยเน้นคำว่า &ldquo;เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม&rdquo; ก็ต้องมาดูพื้นฐาน ว่าจะคิดระบบนั้นได้ก็ต่อเมื่อทุกคนได้รับพื้นที่และโอกาสทางการหาอยู่หากิน เท่าเทียมกัน &#8230;.แต่ในเมื่อการเท่ากันมันไม่มีอยู่จริงในการดำรงชีวิต ยังมีตายายแก่ๆงกเงิ่นอยู่บ้านคนเดียวบางคนพ่วงหลานตัวเล็ก มีเงินเลี้ยงจากรัฐเดือนละ 500&nbsp; จะสามารถตอบโจทย์ความสุขของชีวิตพื้นฐานและความสัมพันธ์ในชุมชนได้หรือ? ใช่ว่าทุกที่จะมีที่ทำกินเมื่อไหร่? ดังนั้นการใช้หลักคิดระบบมาตรฐานเดียวแบบโรงงานตีสำเนาถูกต้องนั้น จะเอามาจัดการตัดสินใช้ในพื้นที่ที่เปราะบางที่สุดในระบบสังคมคือ การหาอยู่หากินในครัวเรือนได้อย่างไร?</p>
<p>&#8230;..ไม่หยุด ไม่ชะลอ แม้จะถูกเรียกร้องให้หยุดเครื่องจักรนั้น หยุดเถิด!!!!&#8230;</p>
<p>&#8230;. ประชาคม ประชาพิจารย์&#8230;..ทำเพื่อ ให้ครบกระบวนการอย่างนั้น ?</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความคับข้องใจผลักดันให้ชาวบ้านชนบทที่มีธรรมชาติตื่นกลัวเงาอำนาจ ได้ทำสิ่งที่กล้าที่สุดแล้วคือร่วมลงชื่อคัดค้านกว่าหกสิบเสียง เพื่อทำประชาคม ให้ชะลอเพื่อเจรจาต่อรองของดเว้นการขุดช่วงหนึ่งกิโลเมตรที่เรียกว่า &ldquo;ทำนบพระ&rdquo;โดยร่างหนังสือและร่วมลงชื่อ เพื่อผลักดันให้ประชาคม&#8230;ประชาพิจารณ์ นั้นได้จัดขึ้นวันที่ 8 กพ.54 ผลสรุปชาวบ้านเป็นเอกฉันท์เพื่อเว้นระยะช่วงหนึ่งของห้วย หรือ &ldquo;ทำนบพระ&rdquo;ยังคงสภาพนิเวศเดิมให้ชุมชนใช้ประโยชน์อยู่ แต่เมื่อเหตุการณ์พลิกผัน วันที่ 15 กพ.54 การขุดยังทำงานเลยล้ำพื้นที่ ทำนบพระนั้นเข้าไปกว่า 200 เมตร และไม่สามารถเจรจาให้หยุดได้ เนื่องจาก&#8230;.ทหารไม่ได้รับทราบให้มีการชะลอ!! ชาวบ้านได้แต่ตามฝ่ายปกครองซึ่งมาช่วยยืนดู และไม่สามารถทำอะไรได้ ผลมติของประชาคมถูกเมินจากฝ่ายปกครองไม่แจ้งรายงานไปยังหน่วย นพค 55 ของกองทัพไทย ชาวบ้านหลังชนฝายอมจำนน ไม่กล้าพอจะรวมตัวกันขอเจรจาหรือหยัดสู้ความต้องการของตน ได้แต่ก้มหน้าท้อแท้อยู่ในบ้าน ปลัดอำเภอผู้นั่งเป็นกรรมการตัดสินกลับคำไม่รับรองผลประชาพิจารณ์ เหลือแค่การวิ่งเต้นของเด็กหนุ่มตัวแทนชุมชนเพียงคนเดียว ที่วิ่งวุ่นหาที่พึ่งแข่งกับเวลา เครื่องจักร นโยบาย และ อำนาจ&#8230;</p>
<p>&#8230;ชะเอย&#8230;หนอ&nbsp; ใครจะเปรียบคู่นี้?คู่เปรียบคู่ต่อสู้ที่ช่างสูสี แต่ความจริง จบวันของการต่อสู้เพื่อแหล่งทำมาหากินที่ตกทอดมาร่วมร้อยปี จบลงที่แก้วเหล้าเพียงคนดียว ร้องไห้อย่างเงียบกริบ!!<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานอย่างกรณีตัวอย่างนี้ มีฝ่ายแผนที่ต้องสำรวจ การเข้าศึกษาพื้นที่ในตำบลเล็กแห่งหนึ่งอย่างบักไดสักวันเดียว (กรณีเจ้าหน้าที่มีความรู้และประสบการณ์เพียงพอ) เพื่อเก็บข้อมูลทางกายภาพ จับประเด็นปัญหาแล้วมาคุยกับชาวบ้านคนเก่าแก่&#8230;.ก็ต้องดูอีกว่าควรเลือกคุย กับใคร?&nbsp; การเลือกคุยกับคนในพื้นที่เก่าแก่ตกทอดมรดกตระกูลในพื้นที่มาร้อยปี หรือจะไปนั่งฟัง ชาวบ้านที่อยู่มาหลังๆ แต่พ่วงตำแหน่งอบต.ผู้รักโครงการพัฒนา จะได้ข้อมูลสองทางเพื่อวิเคราะห์ นั่งเย็นๆใจดูวิถีชาวบ้านบ้าง วันหนึ่งก็มากพอสรุปภาพรวมๆ ปัญหาจุดอ่อนไหวและกรณีผลกระทบในตำบลหนึ่งได้ โดยเฉพาะงานหน้าเดียวเช่นการขุดลอกนี้ ชุดข้อมูลแทบจะสะสมจนเป็นสูตรสำเร็จในการทำความเข้าใจพื้นที่ชุมชน ลักษณะทางสังคม ภูมิปัญญา ซึ่งจะช่วยจัดการความหลากหลายให้ลงตัวได้รวดเร็ว สำหรับงานขุดลอกต่อพื้นที่ความยาวไม่กี่กิโล ที่ชาวบ้านขอให้เว้น อันสมควรคิดเป็นงานลดในระบบงบประมาณ เพราะการหน้าตักดินเป็นปริมาณคิวตามงบจัดตั้ง และโอนงานลดนั้นเข้าระบบ CSR เปลี่ยนเป็นงบฟื้นฟูให้ชุมชนได้ด้วย และอันที่จริงอีกข้อ คือสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาส นำเหตุการณ์ขัดแย้งใช้เป็นโอกาสแสดงวิสัยทัศน์&#8230;เพียงแต่ รัฐจะเลือกจะใช้ตัวช่วย คือ &ldquo;วิสัยทัศน์&rdquo;นี้ทันในเสี้ยวเวลาที่ต้องการหรือไม่</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้ว่าการสูญเสียจะเรียกคืนไม่ได้ ช่วงต่อสู้ต่อไป คือการฟื้นฟูพื้นที่&#8230;.ที่คิดว่าง่ายเหมือนตอนทำลาย?นั่นก็ใช้เวลาข้ามช่วง วัยคนกันเลยทีเดียว ป่าชุ่มน้ำริมห้วยอาจกลับคืนในรุ่นลูกรุ่นหลานปลาคืนกลับมาวางไข่เพาะพันธุ์ &ldquo;วิสัยทัศน์&rdquo;มักจะคิดระบบสำเร็จรูปต่อไปคือ ปลูกป่า หรือ ปล่อยปลา ตามวาระใดๆก็สุดแล้วแต่นั้นเป็น &ldquo;ระบบจัดวาง&rdquo;แล้วก็ไป ส่วนการหากินจริงจะเป็นอย่างไร จะมีกี่คนสามารถเดินประคองตัวปักเบ็ดริมตลิ่งชันๆนั้นได้ ทางน้ำไหลอย่างสะดวกนั้นย่อมแรงขึ้น ระดับน้ำสูงขึ้น ชายแข็งแรงเท่านั้นหรือ&#8230;ที่จะใช้ประโยชน์จากห้วยนี้ และหากเกิดธุรกิจใหม่ ขายปลาที่หาได้ เพราะข้อจำกัดในการใช้ทรัพยากรเกิดขึ้น คนอ่อนแอกว่า&#8230;จะมีสิทธิ์หาอยู่กินอย่างไร?จะจบที่การรับจ้างแลกเงินเท่า นั้นหรือ? ทั้งหมดนี้คือข้อมูลชุดใหม่ที่มีผลต่อระบบสังคมชุมชนที่มีจริง หลังการพัฒนาแบบรื้อล้างนี้ หากทางรัฐหรือหน่วยพัฒนาจะเริ่มคิดและหันมามองว่า หลังจากการพัฒนาของโครงการ ชาวบ้านมีชีวิตมีวิถีสังคมอย่างไร ซึ่งข้อมูลที่ดีที่สุดคือควรมานั่งลงจับเข่าคุยอย่างเป็นกันเองกับคนแก่ ชาวบ้าน ไม่ใช่แค่ฟัง อบต.หรือผู้นำ แล้วตั้งรายงานสรุปง่ายๆขึ้นมา</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การบริหารความหลากหลาย เป็นเรื่องเรียนรู้ใหม่สำหรับรัฐไทย ระบบความคิดยังห่างไกลคำว่าพัฒนานัก เป็นเรื่องยากสำหรับรัฐ ความสะดวกในการจัดระเบียบสังคมแบบเอาน้ำราดล้างพื้น &ldquo;รื้อออก สร้างใหม่ และ ฟื้นฟู&rdquo;จึงเป็นระบบการจัดการสำเร็จรูป ง่ายเหมือนกาแฟชงดื่มได้นั้นเป็นธรรมเนียมนิยม และเมื่อไหร่มีความแตกต่าง ไม่เหมือนกัน เช่น แค่มีคนขอร่วมคิด ร่วมเสนอความเห็น และส่งผลทำให้ต้องปรับงานเล็กน้อย จะถูกจับตา และเป็นเรื่องใหญ่โตที่ต้องตัดสินใจกันหลายขั้นตอน ให้ยืดเยื้อยุ่งยากต่อระบบสายพานเป็นอย่างยิ่ง ประเด็นปัญหาในการจัดการความต้องการที่หลากหลาย จึงเป็นเรื่องที่รัฐแสดงให้เห็นจุดอ่อน ไม่ว่าจะจับตรงแง่มุมไหนของปัญหาในสังคม ก็มักแก้ไขอย่างแห้งแล้งโดยปกติ</p>
<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในขณะที่กระแสโลกประเทศอื่นๆร่วมให้ความสนใจใน &ldquo;ความหลากหลายทางวัฒนธรรม&rdquo; มานานกว่าครึ่งศตวรรษ อาจเป็นแรงกระตุ้นให้รัฐเริ่มคิดและตระหนักเรื่องอะไรความหลากหลายขึ้นมา บ้าง หลายหน่วยงานศึกษาทำเข้าใจความแตกต่างและรู้ว่าต้องเปลี่ยนวิธีคิดและการ จัดการ รายงานหรือเอกสารทางวิชาการที่รัฐจัดจ้างด้วยงบมากมายจากหลายหน่วยงาน ให้สำรวจวิเคราะห์เรื่ององค์ความรู้ ไว้มากมายมานานนับสิบปี จนชุดข้อมูลบางเรื่องล้าหลังเกินจะเอามาใช้ก็มี ดังนั้นการเริ่มต้นเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยเริ่มนิ่งคิด วิเคราะห์ เอาหลักคิดด้านการจัดการองค์ความรู้ซึ่งอบรมดูงานกันมานานหลายปีนั้นนำมาใช้ เสียที โดยอย่าทำเพียงแค่อบรบผ่านๆและนำหลักคิดมาแปะสวยๆ ตามโต๊ะทำงาน ประตูหน้าต่างหรือข้างฝาองค์กร แต่ความเข้าใจและกระตือรือล้นต่อการเรียนรู้ในองค์ความรู้นั้น&#8230;.ไม่มี ควรยอมรับโดยดุษฎีเถิดว่า ประเด็นปัญหาใดมาเป็นจุดอุดตัน ทำให้การจัดการองค์ความรู้ยังไม่ปรับสู่ความเข้าใจจนเกิดระบบคิดหรือหลักคิด ซึ่งจะนำไปสู่ระบบ &ldquo;ปฏิบัติ&rdquo; นั้น มันไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น<br />
	&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การสร้างหลักคิดเชื่อมโยงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันแทรกอยู่ในธรรมชาติมี &ldquo;วัฒนธรรมอาศัยพึ่งพา&rdquo;ให้เราเรียนรู้หากเราเพียงเริ่มสังเกตุ ความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดของคนและสิ่งแวดล้อมมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า &ldquo;ภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Cultural Landscape)&rdquo; ที่สามารถตอบโจทย์ ต่อยอด ทำความเข้าใจ และแตกแขนงหรือร่วมกันในบริบทอื่น เช่น ระบบสังคม มนุษยวิทยา ตลอดจนวิทยาศาสตร์ จนก่อร่างเป็นวัฒนธรรมขึ้นมาได้ ดังนั้นการที่รัฐมีระบบจัดการปฏิบัติอย่างเช่นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ โดยมีกรณี การขุดลอกห้วยจารย์เป็นตัวอย่าง ก็ไม่แปลกใจ&#8230;.เพราะขนาดกระทรวงวัฒนธรรมเอง ยังมีแนวคิดไล่จับเด็กแว้นขังกรง จำกัดเวลาเด็กอายุไม่เกิน 18 ด้วยเหตุผล&#8230;&#8230;เพื่อรักษาความปลอดภัย</p>
<p>จิตินาถ ดีทรัพย์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/02/16/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80-3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
