<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thaingo.org ข่าวสาร วงการงานพัฒนาสังคม &#187; คิดแบบเด็ก&#8230; โดย ทรงพร ตั้งพิบูลย์เวช</title>
	<atom:link href="http://thaingo.org/web/category/columnists/%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2-%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://thaingo.org/web</link>
	<description>แหล่งข่าวสาร เพื่องานพัฒนาสังคม</description>
	<lastBuildDate>Fri, 07 Sep 2012 07:17:39 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.1</generator>
		<item>
		<title>คิดแบบเด็ก : แนวคิดของ Genderism กับวิถีการเมืองของไทย</title>
		<link>http://thaingo.org/web/2011/04/18/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-genderism-%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://thaingo.org/web/2011/04/18/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-genderism-%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Apr 2011 07:03:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[Columnists]]></category>
		<category><![CDATA[คิดแบบเด็ก... โดย ทรงพร ตั้งพิบูลย์เวช]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaingo.org/web/?p=1334</guid>
		<description><![CDATA[บทความนี้ถูกเขียนขึ้นหลังจากชมรายการ &#34;ตอบโจทย์&#34; ทางช่องทีวีไทย เมื่อวันที่ 4/4/2554 โดยแขกรับเชิญคือ คุณอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภาที่มาออกรายการโทรทัศน์ครั้งแรกในรอบ 5 ปี เนื่องจากตื่นตระหนกกับความพยายามเรียกร้อง No Vote จากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองและปรับเปลี่ยนโฉมการเมืองประเทศไทยอีกครั้ง โดยประเด็นที่นายอุทัย ได้นำเสนอในรายการตอบโจทย์มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตามขอพักไว้ก่อนสำหรับเรื่องนายอุทัย ราวสองวันก่อนผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขียนโดย โตมร ศุขปรีชา เป็นหนังสือที่รวบรวมข้อเขียนของโตมร ในคอลัมม์ Genderism ต้องออกตัวก่อนเลยว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศสภาพซักเท่าใดนัก แต่การอ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้มีมุมมองใหม่ๆเกิดขึ้น คำว่าเพศสภาพของโตมร ไม่ได้ยึดอยู่ในคำว่า &#34;หญิง&#34; หรือ &#34;ชาย&#34; เท่านั้น แต่คาบเกี่ยวกับอำนาจและการควบคุมในแทบจะทุกเรื่อง ขอสารภาพว่าผมเองไม่ได้เห็นด้วยกับความสุดโต่งของโตมรมากนัก และยังฉงนสงสัยใน บางประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อของโตมรว่ามันจะเป็นจริงได้หรือ โตมรมีแนวคิดเกี่ยวกับการควบคุมทางวัฒนธรรมของรัฐว่าเป็นสิ่งที่มิชอบและขัดต่อเสรีภาพ มองว่าวัฒนธรรมบางประการเป็นเพียงหน้ากากสร้างภาพและไม่ยุติธรรม ดังเช่น การปลูกฝังให้เยาวสตรีทั้งหลาย มียางอาย ไม่หาสามีก่อนวัยอันควร ใครชิงสุกก่อนห่ามก็จะโดนสังคมประณามในขณะที่หากอายุของสตรีเลยสามสิบปีกลายเป็นสตรีผู้นั้นด้อยคุณภาพและไม่เป็นที่ต้องการของตลาดหรือที่เราเรียกว่าขึ้นคานและกลายเป็นความไม่ชอบใจของผู้คนเท่าไหร่นัก ผมเองเห็นด้วยกับแนวคิดที่เห็นว่าวัฒนธรรมไทยเป็นหน้ากากสร้างภาพและไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังไม่มั่นใจนักว่าหากเยาวชนไทย ควงคู่มีลูกหลานกันตั้งแต่วัยสิบห้าปีตามแต่ความต้องการของตนอย่างอิสระ โฉมหน้าของสังคมไทยในเวลานั้นจะเป็นอย่างไร กลับมาที่ประเด็นของนายอุทัย เรื่องของการ &#34;ครอบงำทางความคิด&#34; จาก Genderism [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บทความนี้ถูกเขียนขึ้นหลังจากชมรายการ &quot;ตอบโจทย์&quot; ทางช่องทีวีไทย เมื่อวันที่ 4/4/2554 โดยแขกรับเชิญคือ คุณอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภาที่มาออกรายการโทรทัศน์ครั้งแรกในรอบ 5 ปี เนื่องจากตื่นตระหนกกับความพยายามเรียกร้อง No Vote จากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองและปรับเปลี่ยนโฉมการเมืองประเทศไทยอีกครั้ง โดยประเด็นที่นายอุทัย ได้นำเสนอในรายการตอบโจทย์มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตามขอพักไว้ก่อนสำหรับเรื่องนายอุทัย<br />
	<a class="highslide" href="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/04/songpol.jpg" onclick="return vz.expand(this)"><img alt="" class="alignleft size-medium wp-image-1335" height="300" src="http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/2011/04/songpol-224x300.jpg" title="songpol" width="224" /></a><br />
	ราวสองวันก่อนผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขียนโดย โตมร ศุขปรีชา เป็นหนังสือที่รวบรวมข้อเขียนของโตมร ในคอลัมม์ Genderism ต้องออกตัวก่อนเลยว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศสภาพซักเท่าใดนัก แต่การอ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้มีมุมมองใหม่ๆเกิดขึ้น คำว่าเพศสภาพของโตมร ไม่ได้ยึดอยู่ในคำว่า &quot;หญิง&quot; หรือ &quot;ชาย&quot; เท่านั้น แต่คาบเกี่ยวกับอำนาจและการควบคุมในแทบจะทุกเรื่อง ขอสารภาพว่าผมเองไม่ได้เห็นด้วยกับความสุดโต่งของโตมรมากนัก และยังฉงนสงสัยใน บางประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อของโตมรว่ามันจะเป็นจริงได้หรือ โตมรมีแนวคิดเกี่ยวกับการควบคุมทางวัฒนธรรมของรัฐว่าเป็นสิ่งที่มิชอบและขัดต่อเสรีภาพ มองว่าวัฒนธรรมบางประการเป็นเพียงหน้ากากสร้างภาพและไม่ยุติธรรม ดังเช่น การปลูกฝังให้เยาวสตรีทั้งหลาย มียางอาย ไม่หาสามีก่อนวัยอันควร ใครชิงสุกก่อนห่ามก็จะโดนสังคมประณามในขณะที่หากอายุของสตรีเลยสามสิบปีกลายเป็นสตรีผู้นั้นด้อยคุณภาพและไม่เป็นที่ต้องการของตลาดหรือที่เราเรียกว่าขึ้นคานและกลายเป็นความไม่ชอบใจของผู้คนเท่าไหร่นัก ผมเองเห็นด้วยกับแนวคิดที่เห็นว่าวัฒนธรรมไทยเป็นหน้ากากสร้างภาพและไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังไม่มั่นใจนักว่าหากเยาวชนไทย ควงคู่มีลูกหลานกันตั้งแต่วัยสิบห้าปีตามแต่ความต้องการของตนอย่างอิสระ โฉมหน้าของสังคมไทยในเวลานั้นจะเป็นอย่างไร</p>
<p>กลับมาที่ประเด็นของนายอุทัย เรื่องของการ &quot;ครอบงำทางความคิด&quot; จาก Genderism มีความเกี่ยวโยงคล้ายกับวิถีทางการเมืองของไทยจนแทบจะเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเรื่องของ อำนาจและแนวคิด ที่ไม่เปลี่ยนแปลงและครอบงำคนส่วนใหญ่ของสังคมทวิลักษณ์&nbsp; แน่นอนว่าใครที่อยู่นอกสังคมกระแสหลักจะถูกพิพากษาว่าผู้นั้น วิปริตประพฤติผิดในทันที</p>
<p>ผมเองไม่อาจจะไปพิพากษาตัดสินว่าแนวคิดใดของนายอุทัย ผิดหรือถูก เพียงแค่อยากจะนำเสนอแนวความคิดอีกมุมมองหนึ่งซึ่งผู้ใหญ่ในสังคมอาจจะลืมหรือแกล้งลืมหรืออยู่ในสภาวะจำต้องลืมก็ไม่อาจคาดเดาได้ โดยหวังว่าจะทำให้สังคมได้ไตร่ตรอง พิจารณาเรื่องราวอย่างถ้วนถี่โดยไม่หลงพัดไปตามสังคมกระแสหลักที่พูดตามๆ กันอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่เคยเข้าใจในความคิดของเขาเหล่านั้น</p>
<p>นายอุทัย ได้แสดงความเห็นตอนหนึ่งว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้สะท้อนคุณภาพของประชาชนในจังหวัดที่สะท้อนคุณภาพของตนผ่านผู้แทนทางการเลือกตั้ง โดยเห็นว่าเหตุที่คุณภาพของสภาไทยต่ำ สาเหตุหลักนั้นอยู่ที่ราษฎร ซึ่งย้อนกลับไปที่ผู้แทนสะท้อนคุณภาพของประชาชน พูดง่ายๆ ว่า ด้วยความรู้ที่ยังไม่มากนักของบรรดาประชาชนทำให้</p>
<p>ไม่สามารถเลือกได้ว่าผู้แทนคนไหนมีคุณสมบัติที่ดี เหมาะสมที่จะได้รับการเลือกตั้งนั่นเอง ประเด็นที่น่าสนใจคือ ประชาชนด้อยสติปัญญาในการเลือกผู้แทนจริงหรือ?&nbsp; ในขณะที่พิธีกรดำเนินรายการเสนอแนวคิดว่า &quot;เมื่อเลือกคนดีไม่ได้ ก็เลือกคนเลวให้น้อยที่สุด&quot; คุณอุทัย ก็แสดงทัศนะได้อย่างน่าสนใจ ทำนองว่าคำว่าดี หรือคำว่าเลว ในมุมมองความหมายของคนแต่ละคนนั้นต่างกัน และหาดัชนีชีวัดให้เป็นสากลได้ยาก<br />
	ผมเองก็มีความเห็นคล้ายๆกันในเรื่องคุณภาพของผู้แทนว่า ประชาชนเองก็มองได้ยากเช่นเดียวกันว่าผู้แทนคนไหนมีคุณสมบัติมากน้อยเพียงใดหรืออีกแง่มุมหนึ่งประชาชนก็ไม่เลือกที่จะมองที่บุคคลด้วยซ้ำไป</p>
<p>ตามทฤษฎีของการปกครองระบอบประชาธิปไตยทั้งหลาย มีแนวคิดว่า การทำให้สถาบันพรรคการเมืองเข้มแข็งทำให้การปกครองจะเป็นไปได้ด้วยดี ในขณะที่เวลาผมถูกถามจากคนรอบตัวเมื่อจะถึงการเลือกตั้ง ผมเองไม่เคยได้ยินว่า &quot;เลือกผู้แทนคนไหน?&quot; แต่จะได้ยินแค่ &quot;เลือกพรรคไหน?&quot; อยู่เสมอ ย้อนกลับไปว่าสรุปแล้วประชาชนเลือกผู้แทนหรือเลือกพรรคการเมือง? ด้วยความสัตย์จริง ผมเองไม่เคยศรัทธาพรรคการเมืองไหนแม้แต่พรรคเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่าผมไม่เคยเห็นการประชุมพรรคการเมืองไหนคุยกันว่า ประชาชนในแต่ละเขตแต่ละจังหวัดของตนมีความทุกข์ร้อนเรื่องใดต้องผลักดันแก้ไขปัญหาอย่างไร บรรดาพรรคการเมืองทุกพรรคต่างทำหน้าที่เป็นสากลมากๆ ในการ แถ(ลง) ผลงานที่จะน้อยจะมากก็เอามาเรียบเรียงเป็นกองเอกสารเล่มโต ในขณะที่วาระสำคัญที่จะประชุมกันเสมอๆ คือ มาตรการหาเสียงเมื่อจะเลือกตั้ง</p>
<p>ผมไม่เข้าใจว่า สรุปแล้วแนวคิดในสังคมไทยต่อการปกครองคือ ผู้แทน &gt; ดูแล &gt; ประชาชน&nbsp; หรือ รัฐบาล &gt; ดูแล &gt; ประชาชน แน่นอนว่าบรรดานักทฤษฎีทั้งหลายต้องตอบว่า ผู้แทนราษฎร คือผู้เป็นตัวแทนที่ต้องดูแลประชาชนที่ตนเลือกขึ้นมา แต่ไฉน พรรคการเมืองใดได้เป็นรัฐบาลจึงยังคงเป็นเรื่องสำคัญของประชาชนที่จะเลือกตั้ง ไม่แปลกว่าสถานะ ของการเป็นรัฐบาลย่อมมีพลานุภาพในการจัดการต่างๆ ได้มากกว่าฝ่ายค้าน ซึ่งนักทฤษฎีทั้งหลายก็ต้องมาแก้ข่าวอีกเช่นกันว่า ใช่ว่าประชาชนที่เลือกผู้แทนแล้วเป็นฝ่ายค้านจะถูกทอดทิ้ง ย่อมต้องได้รับการดูแลจากรัฐเช่นเดียวกัน ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า เราจะสนใจทำไมว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล? (ผมจะแกล้งโง่ไม่รู้ว่า เหตุที่พรรคการเมืองอยากเป็นรัฐบาลเพราะผลประโยชน์มหาศาลละกัน)</p>
<p>ผมมีแนวคิดที่แปลกแหวกแนว (และหวังว่าจะได้รับคำแนะนำจากท่านผู้ผ่านถึงข้อเสียข้อดีของมัน) เกี่ยวกับเรื่องพรรคการเมืองว่า ควรมีผู้แทนที่ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง หรือ ยุติบทบาทของพรรคการเมืองอย่างสิ้นเชิง และใช้วิธีการเลือกตั้งจากผู้สมัครอิสระ ที่ประชาชนเห็นว่าดีเห็นว่างามขึ้นมาทำหน้าที่แทนเขาเหล่านั้น และยิ่งเป็นเรื่องที่ดีหากบุคคลเหล่านี้ทะเลาะเบาะแว้งกันในสภาด้วยเหตุผลโดยไม่มีมติพรรคมาค้ำคอ (เคยเห็นกันอยู่บ่อยครั้งใช่ไหมครับว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในแต่ละที ต่อให้ผิดหรือถูกอย่างไร ผู้แทนของท่านไม่ได้ตัดสินว่าถูกหรือผิดจากข้อมูลที่ถูกอภิปราย แต่ถูกล้างสมองโดยคำสั่งพรรคว่าต้องลงมติอย่างไร) นอกจากนี้เอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาในการกล่าวหาได้อย่างเต็มที่ ควรจะถูกยกเลิก ทุกอย่างที่กล่าวหากัน ควรจะถูกนำไปดำเนินคดีได้อย่างอิสระ เพื่อเป็นการกลั่นกรองข้อมูลที่จะมานำเสนอ ไม่เช่นนั้นเอกสิทธิ์นี้ก็จะกลายเป็นเครื่องมือบ่อนทำลายฝ่ายตรงข้ามอาศัยแค่ว่า คารมใครเจ๋งกว่ากัน!!!</p>
<p>ผมอยากจะตอบคุณอุทัยว่า ผมเองดูการถ่ายทอดการประชุมสภาอยู่บ่อยครั้ง (และเห็นว่าควรจะงดถ่ายทอดเนื่องจากเป็นการประชุมแบ่งผลประโยชน์ระหว่างพรรคไม่เกี่ยวข้องกับผมแต่อย่างใด) ผมดูอย่างไรก็ไม่สามารถตัดสินได้ว่า ใครดีหรือใครไม่ดี เนื่องจากไม่เคย(หรือเคยในระยะเวลาอันน้อยนิด) ที่จะได้ยินบรรดาผู้แทนบอกกล่าวเล่าเรื่องของความเดือดร้อนของประชาชนที่ตนเองดูแล จึงไม่สามารถตัดสินได้ว่าเขาเหล่านั้น &quot;แคร์&quot; ประชาชนคนไทยมากน้อยเพียงไร และผมเองก็เห็นว่าผู้แทนทุกคน (ไม่ว่าจะได้รับเลือกตั้งหรือไม่) ช่างน่ารักน่าชัง น่าเข้าไปหยิกแก้มเล่นเวลาลงพื้นที่พบปะ ดูแลราษฎร(ก่อนเลือกตั้ง) มากๆ เพราะทุกคนอ่อนน้อมถ่อมตน แทบจะเข้าไปกราบพ่อแม่พี่น้องทั้งหลายซึ่งพอผ่านประตูสภาอาถรรพ์ ก็เปลี่ยนเป็นคนละคนทุกที<br />
	ในประเด็นต่อมา คุณอุทัยพูดถึงเรื่องการรัฐประหารว่า ประชาชนมักจะเห็นด้วยกับรัฐประหารเนื่องจาก การเกิดรัฐประหารแต่ละครั้ง บรรดาครูบาอาจารย์มักจะออกมาถล่มสภาแหลกราญ ด้วยความเป็นครูบาอาจารย์ทำให้สังคมไทยให้ความเชื่อถือและยังเสนอว่าน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีหากศาลออกมาสู้กับคณะรัฐประหารในการไม่ยอมรับอำนาจต่างๆเมื่อมีคนฟ้องร้อง</p>
<p>&nbsp;ผมเองก็อยากจะเรียนว่า หากใช้ตรรกะการเลือกผู้แทนของคุณอุทัย มาใช้กับกรณีนี้ เห็นทีเหตุที่ประชาชนเห็นด้วยกับรัฐประหารนั้นต้นเหตุก็คงอยู่ที่สภาเช่นกัน ผมเองเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าครูบาอาจารย์จะมาตีไข่ใส่ความว่าสภานั้นเสื่อมโทรมเพียงใด หากไร้มูลความจริง ประชาชนก็ย่อมไม่เห็นด้วยในประเด็นรัฐประหารนั้นผมมองว่า ประชาชนถูกครอบงำด้วยสองแนวคิดคือ การรัฐประหารทำให้ประเทศชาติถอยหลังลงคลอง (ซึ่งยังไม่มั่นใจว่าเป็นคลองประปาหรือคลองแสน แสบ และยังไม่เคยมีใครชี้ชัดเสียที) และการรัฐประหารเป็นหนทางเดียวที่จะแก้ไขสถานการณ์บางสถานการณ์ได้ (ซึ่งส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้เอง ก็มักจะพูดว่า &quot;ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จำเป็นต้องแก้ไขและถือโอกาสปฏิรูประบบต่างๆ ต่อไป) ผู้คนไม่น้อยโดยเฉพาะนักการเมืองมัก พิพากษาตราหน้าทหารว่า ชอบเข้ามายุ่งเกี่ยวการเมือง ฉวยโอกาสแย่งชิงฉกฉวยอำนาจจากพลเรือน เป็นผู้ร้ายทำลายชาติบ้านเมือง ในขณะที่เราไม่เคยได้ยิน นักการเมืองก่นด่าตัวเองเองว่าบริหารชาติบ้านเมืองจนสบช่องให้ทหารมีข้ออ้างในการเข้าแทรกแซง (และบังเอิญว่าข้ออ้างเหล่านั้นสมเหตุสมผลพอที่จะทำให้ประชาชนบางกลุ่มเห็นด้วย)</p>
<p>ภายหลังการรัฐประหาร รูปแบบเดิมๆ ก็มักจะปรากฎออกมา &quot;แก้รัฐธรรมนูญ&#8230;&quot; (รัฐธรรมนูญกลายเป็นแพะทุกครั้งที่เกิดรัฐประหาร และมักจะถูกโทษว่าเป็นสาเหตุของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่แน่ใจว่าถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญ รัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นจริงหรือไม่) โดยกระบวนการร่างการแก้ ก็อยู่ในรูปแบบเดิมๆ ผ่านแนวคิดนักการเมือง และประเด็นถกเถียงกันตลอดเวลาก็มักจะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของ สภา และวิธีการได้มาซึ่งผู้แทน รวมถึงกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายเลือกตั้งที่นักการเมืองจะให้เวลา และใส่ใจเป็นพิเศษ (กรณีตัวอย่างก็เช่น กฎหมายยุบพรรค ที่ต้องการให้ลงโทษตัวบุคคล ที่ในความเป็นจริง หากเราในหลักประชาชนเลือกผู้แทน ไม่ใช่เลือกพรรค กฎหมายนี้ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราแทบจะไม่ได้รับผลกระทบเลย แต่นักการเมืองก็ระดมสมองไตร่ตรองกันเป็นอย่างยิ่ง) ผมไม่เคยเข้าใจตรรกะของรูปแบบการออกกฎหมายประเภทนี้ว่า การให้ผู้ลงแข่งในสนามมากำหนดกติกา และมีอำนาจแก้ไขกติกาเมื่อตัวเองประสบความลำบากในการแข่งขัน มันจะเกิดการแข่งขันที่บริสุทธิ์ได้อย่างไร</p>
<p>ผมอยากเรียนคุณอุทัยว่า เมื่อนักการเมืองไม่เคยปรับตัวให้เข้ากับกติกา ดีแต่ร้องแรกแหกกระเชอว่ากติกาไม่ยุติธรรม เมื่อเกิดปัญหาถึงทางตัน ทหารเข้ามาแทรกแซงมันก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก วิธีการอุดรูรั่วนี้ ไม่ใช่ลดอำนาจทหาร แต่เป็นการทำให้การเมืองไทยไม่อยู่ในทางตัน ไม่ใช่เหรอครับ?<br />
	และประเด็นสุดท้ายที่คุณอุทัยนำเสนอถึงทางแก้ปัญหาระยะยาวคือการอบรมศีลธรรมจรรยากับบรรดาเยาวชน และมีการทำการประเมินผลถึงสิ่งที่ต้องสอนสั่งกับบรรดาเยาวชนทั้งหลายว่ายังขาดยังเหลืออะไร ก็ปรับปรุงแก้ไขกันไป และคุณอุทัยยังแสดงความเห็นต่อไปว่า แม้จะทำให้เยาวชนมีจิตสำนึกที่ดีเพียงครึ่งเดียว ก็เป็นประโยชน์เนื่องจากเป็นการ ปลูกฝังระยะยาวและทำให้เยาวชนเจเนเรชั่นถัดไปก็จะเป็นเยาวชนที่ดี ทำให้อัตราส่วนของเยาวชนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ทุกเจเนเรชั่นมีเยาวชนที่สามารถพึ่งพาได้</p>
<p>น่าสนใจว่าหากวิธีการของคุณอุทัยใช้ได้ผลจริง นั่นแปลว่านักการเมืองในปัจจุบันขาดศีลธรรมจรรยา และขาดการอบรมในวัยเด็ก? ผมไม่แน่ใจเรื่องศีลธรรมจรรยาว่านักการเมืองขาดหรือไม่ แต่มั่นใจว่านักการเมืองเหล่านั้นน่าจะได้รับการอบรมวิชาพระพุทธศาสนา(หรือวิชาศีลธรรมจรรยาอะไรก็แล้วแต่) มาในวัยเด็กอย่างแน่นอน ทำให้เกิดตรรกะว่าการได้รับการอบรมทางศีลธรรมไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้ได้รับการอบรมมีศีลธรรมเสมอไป แต่ก็เห็นด้วยกับคุณอุทัยมากว่าการอบรม (ซึ่งผมคิดว่าการนำทำความเข้าใจร่วมกันจะเหมาะกว่าการอบรมล้างสมอง) จะทำให้สภาไทยในอนาคตเจริญรุ่งเรืองกว่านี้ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นรูปแบบสังคมคงต้องเปลี่ยนไปพอสมควร ในรูปแบบที่ไม่ถูกครอบงำโดยพรรค วิถีการเมืองถูกผูกขาดโดยกลุ่มคนที่มีอิทธิพลทั้งสังคมและฐานะ จากวันนี้จวบจนวันที่มนุษยชาติสูญพันธุ์ก็คงไม่พ้นรูปแบบเดิมๆ</p>
<p>ท้ายที่สุดผมเองก็ไม่สามารถตอบได้ว่า ทัศนะของผมถูกหรือผิดอย่างไร (และหวังว่าจะได้รับความคิดเห็นจากคนอ่านเพื่อพัฒนาความคิดให้ดีให้รอบคอบกว่านี้)&nbsp; อย่างไรก็ตาม&nbsp; หาก Paradigm ของสังคมยังคงยึดติดอยู่กับแค่เรื่องเดิมๆ วิถีเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็น&nbsp; การแก้รัฐธรรมนูญ ทหารคือตัวบ่อนทำลายประชาธิปไตย ประชาธิปไตยที่ดีจะต้องมีสภาผู้แทนราษฏรแบบพรรคและแบบแบ่งเขต ฯลฯ และเห็นแนวคิดที่ต่างออกไปจากนี้คือเรื่องประหลาด ผมเองก็มองไม่เห็นว่าวิธีแก้ปัญหาซ้ำซากเหล่านี้คืออะไร เหมือนกับแนวคิด Genderism ที่เห็นโลกนี้เป็นแค่ ชาย และ หญิง นอกนั้นถูกเรียกว่า &quot;พวกวิปริต&quot;&#8230; ไม่ว่าจะเพศสภาพ หรือ วิถีการเมือง ก็คงไม่หลุดออกจากรูปแบบเดิมๆ และคงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอำนาจทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นอีกนานแสนนาน&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaingo.org/web/2011/04/18/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-genderism-%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
