ในวันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา อนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากรในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพ.ใต้) และศูนย์ข้อมูลชุมชน ได้จัดเวทีสัมมนาอาสาสมัครพิทักษ์สิทธิมนุษยชนภาคใต้ เรียนรู้ ”กระบวนการยุติธรรมกับการต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากรภาคใต้” เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ปัญหาการละเมิดสิทธิชุมชนและการใช้กระบวนการยุติธรรมกับกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ ที่รวมกลุ่มกันพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในภาคใต้ โดยจัดขึ้นที่โรงแรมไดอิชิ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีเครือข่ายประชาชนที่ต่อสู้เพื่อพิทักษ์สิทธิของตนเอง ในพื้นที่ภาคใต้เข้าร่วมได้แก่ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด เครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา,เครือข่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก – หินกรูด,เครือข่ายคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ไทย-มาเลเซียฯ, เครือข่ายคัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้กรณีท่าทียบเรือปากบารา,เครือข่ายรักษ์ละแม,เครือข่ายคัดค้านการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง และเครือข่ายอื่นๆอีกกว่า10 เครือข่าย
โดยได้มีการแลกเปลี่ยนสถานการณ์การถูกละเมิดสิทธิชุมชนและการใช้กระบวนการยุติธรรมกับการต่อสู้ ตั้งแต่เวลา 10:00 น. มีตัวแทนจากครือข่ายต่างๆ ร่วมแลกเปลี่ยนปัญหาการต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน อย่างกรณีการต่อสู้คัดค้านท่อส่งก๊าซ-โรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย มีคดีความที่ผู้ชุมนุมเป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมยังสืบพยานอยู่ในชั้นศาลทั้งที่ฟ้องมายาวนานเป็นเวลา 10 ปีแล้ว กรณีชาวบ้านเทือกเขาบรรทัดโดนฟ้องในข้อหาทำให้โลกร้อน ชาวบ้านที่เกาะยาว จ.พังงา ต้องถูกฟ้องคดีข้อหาบุกรุก ทั้งที่เป็นผู้ปกป้องป่าสงวนแห่งชาติ และการถูกฟ้องศาลแพ่งเป็นเงิน 64 ล้านของเครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหาทั้งที่ปกป้องภูเขาที่เป็นสาธารณสมบัติ
ช่วงบ่ายเป็นการแลกเปลี่ยนอภิปรายปัญหาและทางออก “กระบวนการยุติธรรมกับการต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร” โดย นางจินตนา แก้วขาว ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด-บางสะพาน นายถาวร เกียรติทับทิว รองอธิบดีศาลปกครองสงขลา นายนิตสิต ระเบียบธรรม อธิบดีอัยการ ภาค ๙ ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ม.มหิดลและอนุกรรมการด้านสิทธิในที่ดินและป่า นายรัษฎา มนูรัษฎา ทนายความสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
ได้มีการเสนอมุมมองและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การต่อสู้พิทักษ์ทรัพยากรในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเห็นว่าปัญหาใหญ่เกิดจากนโยบายของรัฐบาลที่พัฒนาประเทศในรูปแบบที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายทุน มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องไม่สนใจการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่งผลต่อทัศนคติในการจัดการปัญหาในกระบวนการยุติธรรมในทุกระดับ โดยตัวแทนผู้พิพากษาได้ให้ความเห็นว่าประเทศไทยมีกฎหมายและกลไกทุกอย่างครบแล้ว ขาดแต่การทำให้กฎหมายนั้นถูกบังคับใช้ได้จริง ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมกันทำให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นบรรทัดฐานของสังคม
ที่สำคัญคือผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นว่า การพิจารณาคดีควรคำนึงถึงสาเหตุการกระทำของประชาชนผู้ตกเป็นจำเลยโดยเฉพาะการกระทำที่มีเจตนาเพื่อประโยชน์สาธารณะของประเทศชาติ เช่น การดูแลบ้านเกิด การปกป้องป่าสงวน ให้แตกต่างจากคดีอาญาทั่วไป ไม่ตัดตอนพิจารณาเพียงเฉพาะเหตุการณ์นั้นๆ หรืออาจแยกเฉพาะเป็นศาลคดีป่าไม้-ที่ดิน รวมทั้งไม่สืบพยานเพียงในห้องพิจารณาคดีแต่เข้าไปสืบในที่เกิดเหตุเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงของปัญหา
ดังจะเห็นได้จากความแตกต่างของคำพิพากษากรณี ”ล้มโต๊ะจีน” ซึ่งนางจินตนา แก้วขาว ตัวแทนบ้านกรูดถูกผู้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าเป็นโจทก์ฟ้อง จากคำพิพากษาแสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นคำนึงถึงการปกป้องสิทธิชุมชนซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกากลับมีความเห็นเหมือนหน่วยงานรัฐทั่วไป นั่นคือเห็นว่าการดูแลปกป้องบ้านเกิดของจำเลยไม่ใช่ประเด็นสาระสำคัญ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยทั้งๆที่จำเลยยกประเด็นนี้มาต่อสู้อย่างชัดเจนจึงพิพากษาจำคุกจำเลยโดยไม่รอลงอาญา
โดยในวันที่ 16 กรกฎาคม 2555 นี้ จะมีการจัดสัมมนาต่อ เรื่องการสร้างอาสาสมัครพิทักษ์สิทธิชุมชน ภาคใต้ โดยจะให้ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ร่วมเป็นอาสาสมัครในการปกป้องพิทักษ์สิทธิชุมชน ทำงานร่วมกับกรรมการสิทธิมนุษย์ชนในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ กป.อพช.ใต้ 081-599-8110
Thaingo Facebook 







