โฉนดชุมชน, คุก, ศาลและคำพิพากษาขังคนจน

หากไม่มีเบื้องหลัง ก็คงไม่เห็นเบื้องหน้า เมื่อสองด้านมารวมกันจึงเกิดความสัมพันธ์ข้อเท็จจริงในสังคมที่ นำมาซึ่งดุลและอำนาจในการอยู่ร่วมกันในสังคม แต่ปัจจุบันกลไกทางสังคมเหล่านั้นกำลังสั่นคลอน เมื่อองค์กรของรัฐ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมเองเริ่มก้าวเดินอย่างผิดพลาด สวนทางความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนยากคนจน

เหตุเกิดจากกรณีที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่า ตนมีสิทธิบนที่ดินทำกินแต่ดั้งเดิมซึ่งถูกรัฐยึดไปเพื่อทำประโยชน์จนเมื่อบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ชาวบ้านจึงเห็นว่า รัฐควรจะคืนสิทธิ์นั้นมาสู่ตน สำหรับรัฐก็แค่ที่ดินที่สามารถชี้หรือเวนคืนอย่างไรก็ได้ แต่สำหรับชาวบ้านที่ดินเดิมมีค่ามากกว่าผืนดินที่ใดๆ ด้วยเหตุนี้เอง จึงเกิดปฏิบัติขอคืนสิทธิในที่ดินทำกินของตน ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อให้รัฐสนใจปัญหาและเพื่อให้สาธารณชนเข้าใจปัญหาและความสำคัญ

 

 ทั้งนี้ ทั้งนั้น สืบเนื่องจากปัญหาพิพาทที่ดินกรณีสวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 25 ปี จนกระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าจับกุมดำเนินคดีชาวบ้าน จำนวน 10 ราย ข้อหาบุกรุก แผ้วถางและใช้ประโยชน์ในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2554  ปีที่ผ่านมา โดยแยกฟ้องชาวบ้านทั้งหมดเป็น 4 คดีซึ่ง  เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา  ศาลชั้นต้นได้พิพากษาไปแล้ว 2 คดี จำนวน 4 ราย โดยให้จำคุก 4 เดือน ไม่รอการลงโทษ พร้อมให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ ส่วนอีก 2 คดีที่เหลือ ศาลจังหวัดภูเขียว นัดสืบพยานโจทก์ ในวันที่ 11 และ 20 กรกฎาคม 2555 เดือนหน้า  ทั้งๆ ที่สิ่งที่ชาวบ้านคิด ก็เพียงอยากให้รัฐสนใจและเห็นความสำคัญของปัญหาชาวบ้านคนยากคนจนที่ต้องการที่ดินทำกิน แต่รัฐกลับมองชาวบ้านก้าวร้าว ไม่เคารพกฎหมาย และท้าทายอำนาจรัฐ ดังนั้นศาลซึ่งเป็นองค์กรที่ควรรักษาความยุติธรรมในสังคม กลับแสดงจุดยืนเป็นเพียงกลไก หรือเครื่องมือของรัฐ เพราะศาลตัดสินพิพากษาจำคุกคนจนเหล่านั้น โดยไม่รอลงอาญา เพื่อให้เข็ดหลาบ !!!

นางอรนุช ผลภิญโญ   แกนนำเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน หรือ Pmove กล่าวย้อนถึงต้นเหตุของการบุกรุกที่ดินของชาวบ้านคนยากคนจน ซึ่งนำมาสู่การถูกจับและถูกศาลตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญาครั้งนี้ ว่า

“จริงๆ แล้วที่ดินแปลงนี้ชาวบ้านได้อาศัยทำมาหากินมานานตั้งแต่ปี 2511 แล้วค่ะ ทำมาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้เอง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้าไปอพยพชาวบ้านออกมาจากพื้นที่ เพื่อปลูกยูคาร์ลิปตัส และบอกว่าจะหาที่ชดเชยให้ แต่แล้วก็ไม่มี ส่วนชาวบ้านก็ได้อาศัยพื้นที่นี้แหละทำมาหากินเลี้ยงวัว เก็บของป่าเพื่อยังชีพ” นางนงนุชกล่าวเกริ่นก่อนจะมองลึกไปถึงจุดยืนศาลสถิตยุติธรรมว่าแท้จริงเป็นได้เพียงกลไกหรือเครื่องมือของรัฐ

“ในฐานะที่เป็นคนทำงานด้านสิทธิชุมชนอยากตั้งข้อสังเกตสำหรับกระบวนการ ยุติธรรม คือ การที่ศาลสั่งให้จำคุกชาวบ้าน เป็นระยะเวลา  4 เดือนโดยไม่รอลงอาญาและชาวบ้านอุทธรณ์ก็เพิ่มวงเงินอีกรวมคนละ 200,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับคนจนที่หาเช้ากินค่ำ ทั้งๆ ที่คดีนี้ไม่ใช่คดีฆ่าคนตาย ขนาดฆ่าคนตายยังมีรอลงอาญาด้วยซ้ำ ทำให้ตนเองคิดว่า การทำงานของศาลมีอคติ เพราะตั้งแต่เริ่มต้นการไต่สวน ชาวบ้านไปขอเข้าพบ 2- 3 ครั้ง แต่ไม่ยอมให้เข้าพบ ทั้งๆ ที่ทุกคนอยู่ และเมื่อเช้านี้บอกว่าอยากพบชาวบ้าน พอเข้าไปพบก็พูดจาหว่านล้อมให้ยินยอมซึ่งไม่ใช่วิสัยของศาลที่ดีมีหลักกฎหมายและยึดคุณธรรม เค้าเคยบอกว่าพวกชาวบ้านเหล่านี้มีการเมืองหนุนหลัง และคำพิพากษาของทุกรายก็เป็นเช่นเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนชื่อและข้อความบางข้อความนิดหน่อยเท่านั้น พูดง่ายๆ คือ ศาลมีธงสำหรับตัดสินในใจแล้ว ดังนั้นหลักฐานอย่างอื่นที่มีก็ฟังไม่ขึ้น รวมทั้ง ศาลบอกว่าอยู่ข้างนอกจะใหญ่มาจากไหนก็ช่างแต่อยู่ที่นี่เค้าเป็นใหญ่ คำพูดนี้ก็เหมือนกับจะสะท้อนวิสัยทัศน์ของศาลไทยที่ไม่มีวุฒิภาวะของผู้ที่มี คุณธรรมแต่อย่างใด ใช้ดุลยพินิจของตนเองเป็นใหญ่และละเมิดสิทธิประชาชน” นางนงนุชเผยชัดเจน ก่อนจะเน้นย้ำปิดท้าย ว่า ชาวบ้านคนจนคนจนคงไม่คิดยอมแพ้ง่ายๆ เพราะความเป็นธรรมยังไม่เกิดขึ้นกับตน และขบวนการ Pmove ก็ยังจะยืนยันเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐออกกฎหมายคุ้มครองที่ดินคนจนอย่างโฉนดชุมชนต่อไป

“ถึงตอนนี้ จึงคิดว่า สำหรับชาวบ้านที่ยากจนคงไม่สามารถพึ่งกระบวนการยุติธรรมได้อีกแล้ว เนื่องจากความเป็นธรรมไม่มีสำหรับคนจน ศาลยุติธรรมเองก็เป็นเครื่องมือของหน่วยงานรัฐ  เช่น กรมอุทยาน กรมป่าไม้ฯ ที่ฟ้องชาวบ้าน ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงการประกาศเขตพื้นที่ป่าทุกประเภทมาประกาศทีหลังจากชาวบ้านอยู่ แต่ในบางกรณีเวลาที่ลูกน้องตัวเองทำลายป่าโดยอ้างโครงการพระราชดำริพัฒนาพื้นที่ ทำลายป่าไม้เป็นจำนวนมากกลับบอกว่ามีกฎหมายรับรองซึ่งตรงนี้คือความไม่เป็นธรรม ที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้

ดังนั้นทางออกของปัญหาเหล่านี้ คือ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินและขบวนประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ PMOVE ยังยืนยันที่จะเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนซึ่งจะ สามารถแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าได้ ซึ่งเรื่องนี้รัฐเองต้องยอมรับด้วยว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในที่ดินเหล่านั้นมาก่อนหมายถึงสิทธิชุมชนดั้ง เดิมของเขา เขาต้องได้รับการคุ้มครองด้วย นอกจากนี้การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมก็สำคัญและมีความจำเป็นเพื่อให้สอด คล้องกับสภาพข้อเท็จจริงในสังคม ที่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อกระบวนการยุติธรรมดังกล่าวสามารถเป็นที่พึ่งของคนจนได้จริงๆ  ไม่ใช่เป็นเครื่องมือให้หน่วยงานรัฐมาฆ่าคนจน ค่ะ”  นางนงนุชกล่าว

 


เว็บไทยเอ็นจีโอ สนับสนุนการใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์และเผยแพร่แนวคิดวัฒนธรรมเสรี เนื้อหาในเ็ว็บไซต์ไทยเอ็นจีโอดอทโออาจี ท่านสามารถเอาไปใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องขออณุญาติ เพียงท่านระบุที่มาและห้ามทำการค้า

ไทยเอ็นจีโอ ดำเนินการโดย มูลนิธิกองทุนไทย 2044/23 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เขตห้วยขวาง กทม. 10310 โทรศัพท์ 02-3144112-3, 02-3183959 โทรสาร 02-7181850 Email : webmaster@thaingo.org
เว็บในเครือ


เว็บขับเคลื่อนด้วย Wordpress 3.0.5 ปรับแต่งโดย : สุรินทร์ 108
Seo เข้าสู่ระบบ - Free Premium Wordpress Themes