
ประเด็นปัญหาที่คุร้อนขึ้นมาเป็นระยะๆ ท้าทายทุกรัฐบาลเพราะเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาต่างๆ ในเวลานี้ คงหนีไม่พ้นปัญหาเรื่อง ราคาพลังงานที่นับวันยิ่งพุ่งขึ้นชนิดเบรคไม่หยุดฉุดไม่อยู่ ทำให้ราคาต้นทุนสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ทยอยขึ้นตาม
ทีมงานไทยเอ็นจีโอจึงต้องเปิดปมเรื่องใหญ่แต่ใกล้ตัว ให้รับรู้อีกครั้ง เกี่ยวกับข้อมูลผลประโยชน์และความสูญเสียของประเทศชาติประชาชน นั้นอย่างไร เท่าไหร่ และมีเบื้องหน้าเบื้องหลังรวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลประโยชน์ รูปแบบกระบวนการกันอย่างไร โดยเฉพาะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับก๊าซและน้ำมันในอ่าวไทย

นายประสิทธิ์ ไชยชมพู นักวิชาการอิสระ ซึ่งติดตามเกาะติดเงื่อนปมขบวนการขุดเจาะทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวไทยมาหลายปี กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลไทย ทั้งพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ล้วนแต่พยายามเปิดเงื่อนโอกาสเชิงเสียเปรียบกับนายทุน แถมยังผลักรายได้ประเทศที่ ปตท.ดำเนินการไปเป็นของเอกชน และนอกจากนั้นยังมีโครงการฮุบผลประโยชน์ก๊าซแหล่งใหม่กับประเทศกัมพูชา ซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาล หรือจะเรียกว่า ขบวนการปล้นทรัพยากรธรรมชาติประเทศก็ไม่แปลก นายประสิทธิ์ เผยจึงจุดเริ่มต้นขบวนการอย่างน่าสนใจ รวมถึงให้เหตุผลที่ต้องหันเกาะติด ตามข่าวและค้นคว้าข้อมูลมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำรัฐบาล เพราะอะไรด้วย
“ความจริงผมติดตามเรื่องพลังงานบนบกด้วยนะ แต่ทางทะเลมีปัญหาสุ่มเสี่ยงมาก เพราะเขมรอ้างทับซ้อนเกินจริงมหาศาล ประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร เลยชูประเด็นปล้นอ่าวไทยและมันจะเลียนแบบทับซ้อนทางทะเลไทยกับมาเลเซียที่ไทยเสียเปรียบด้วย ซึ่งจะมีผลกระทบรุนแรงแน่นอน เมื่อมีการขุดเจาะเต็มรูปแบบโดยเฉพาะจังหวัดติดทะเลด้านตะวันออกหรืออ่าวไทย
ตามมาพร้อมๆ กับการเปิดประเด็นบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เวทีสะพานชมัยมรุเชษฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อปี 2551 ตอนนั้นเราไล่ทักษิณอยู่ดีๆ ก็มีทหารยศพันตรีคนหนึ่งขึ้นเวทีพูดเรื่องนี้ เชื่อว่าคงอึ้งกันแทบหมด มันจะจริงรื้อ สำหรับผมต้องตั้งหลักก่อน เพราะเวทีนี้มุ่งโจมตีอยู่แล้ว ปตท.โดนเต็มๆ ก็จริง แต่มันโยงทักษิณ ชินวัตร ด้วยคนแปรรูป ปตท.ให้เป็นผีดิบดูดเลือดประชาชน เรื่องแปรรูปนี่คงไม่ต้องพูดมาก ให้ไปหาอ่านคำฟ้องชุดของคุณรสนา โตสิตระกูล ฟ้องต่อศาลปกครองให้ยกเลิกการแปรรูป เมื่อเดือนสิงหาคม 2549 และศาลยกฟ้อง ธันวาคม 2550 แต่ฟ้องใหม่ในนามมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กับพวก ฟ้องต่อศาลปกครองเมื่อกันยายน 2554 ละเอียดดีกว่า เพราะมันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผมอยู่แวดวงข้อมูลข่าวสาร ผมก็สะสมข้อมูลและทำประเด็นที่สงสัยไว้ พยายามต่อสายคุยกับพันตรีคนเปิดประเด็น แต่หลุด ช่วงนั้นเค้าจะปิดตัว แต่ก็ปรากฏสาระสำคัญในข่าวค่าย ASTV ผู้จัดการ ค่ายอื่นแทบไม่มี ถึงไม่มีเลย
เรื่องมันชัดขึ้นๆ เรื่องปราสาทพระวิหารก็ยังฮึ่มๆ ความคิดเห็นและข้อมูลง้างกันฝุ่นตลบ โจมตีกัน ฝ่ายไทยกับกัมพูชาไม่พอ คนไทยกับคนไทยงัดกันเองอีก พรรครัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช กับพรรคฝ่ายค้านและพันธมิตรฯ แต่พอพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นรัฐบาลก็วิวาทะกับพันธมิตรฯ อีกแถมมีนักวิชาการสัญชาติไทยกลุ่มหนึ่งถือหางเขมรครับ ผมก็แปลกใจทำไมเป็นอย่างนี้ คือแก้ตัวให้เขมรแทบทุกประเด็นเลยนะ ตั้งแต่คำพิพากษาศาลโลกปี 2505 เรื่องแผนที่ เรื่องประวัติศาสตร์ แหมมันยิ่งกว่าโฆษกเขมรเลย ที่สำคัญใช้เงินกระทรวงการต่างประเทศของไทย อ้างทำวิจัย เพื่อสมานฉันท์สุวรรณภูมิ อุษาคเนย์คำสวยหรูทั้งนั้น เพื่อรองรับประชาคมอาเซียนเดียวกัน เออก็แปลก เดิมพันด้วยอธิปไตย ด้วยทรัพยากรประเทศ ยังกล้าทำแบบสกัดข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักออกหมดเลย

เรื่องทับซ้อนทางทะเลอ่าวไทยมีคนเปิดตัวพูดเรื่องนี้มากขึ้นๆ คนพูดไม่มากแต่ถี่ขึ้น เป็นนักวิชาการ เป็นนายทหาร มีทั้งปกป้องผลประโยชน์ไทย กับคล้อยตามเขมรอีก ผมก็ต้องทดสอบคุยกับแต่ละคนแต่ละฝ่าย เก็บข้อมูลทำประเด็นต่อเนื่องว่ามันจะโยงไปหาอะไรอีก ไปหาใครบ้าง มีพิรุธเรื่องผลประโยชน์รูปแบบไหนได้บ้าง มีไม่มากคนหรอกจับติดข้อมูลนี้ แต่ออกมาเป็นชุดใหญ่เมื่อต้นปี 2555 จนเดี๋ยวนี้ ถ้าคีย์เวิร์ดค้น ปัญหาพลังงานไทย ปตท. ปล้นพลังงาน ปล้นขุมทรัพย์อ่าวไทยขึ้นมาเพียบ ทั้งกราฟิกแสดงตัวเลขเปรียบเทียบ ทั้งข้อมูลพรรณนา ทั้งคลิปวิดีโอ เอาล่ะ มันก็ชัดขึ้นๆ ผมก็ดูข้อมูลในมือในสมุดในไฟล์ในคอมฯ เรื่องนี้ไม่ธรรมดา จึงลงมือเรียบเรียงจะให้เป็นหนังสือเล่ม และระหว่างนั้นก็ค้นหาต่อด้วย ข้อมูลกับตัวคนให้ข้อมูล วางโครงเรื่องแต่ละบท ค่อยๆ ปรับและเสนอหน่วยสนับสนุน” นายประสิทธิ์กล่าวก่อนยืนยันถึงเหตุผลว่าทำไมประชาชนคนไทยต้องติดตาม ทักท้วงและตรวจสอบทรัพย์สินของแผ่นดินเหล่านี้
“เพราะทรัพยากรประเทศย่อมเป็นของคนทั้งประเทศ รายได้จากการให้สัมปทาน หรือแปรรูปเป็นตัวเงินเก็บภาษีเป็นรายได้แผ่นดิน แล้วจัดสรรให้ส่วนต่างๆ ของสังคม ตัวเรา ลูก หลาน พ่อแม่พี่น้องได้รับผ่านสวัสดิการพื้นฐาน แต่ในเมื่อมันไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย คนไทยซื้อน้ำมัน ซื้อก๊าซแพงผลกำไรปีหนึ่งมหาศาล เร็วๆ นี้ บริษัท ปตท.แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ไตรมาสแรกปี 2555 ฟันกำไรสามหมื่นเจ็ดพันสี่ร้อยล้านบาท (37,400,000,000 บาท ) เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนกำไร 3.49 หมื่นล้านบาท นี่แค่สามเดือนแรกของปี ย้อนไปปี 2554 ปตท.กำไรสุทธิ 105,296 ล้านบาท แน่นอนกำไรส่วนหนึ่งนำส่งกระทรวงคลัง แต่รู้ไหมคนรวยถือหุ้น นักธุรกิจการเมืองในนามนอมินีถือหุ้นมหาศาล ฟันกำไรเท่าไหร่ ปันผล 13 บาทต่อหุ้นนี่แหละนำมาจ่ายหลอกหาเสียงเลือกตั้ง
ตามข้อมูลนี้ได้ทั่วไป ที่โต๊ะข่าวเศรษฐกิจซึ่งนำมารายงานเป็นวาระๆ แต่คนก็ไม่รู้สึกว่า นี่มันเงินกูซื้อนี่หว่า นั่นมันกำไรส่งออกน้ำมันของคนไทยนะ มันขึ้นราคา 30, 40, 50, 60 สตางค์ รถยนต์ทุกประเภทเกือบ 2 ล้านคัน ยัดเข้าไปเท่าไหร่ ในรอบหนึ่งเดือนขึ้นราคาสามสี่ครั้ง ลดให้ครั้งเดียว มันกำไรเท่าไหร่แล้ว ครัวเรือนใช้ก๊าซ LPG เท่าไหร่ หลังแปลงกายเข้าตลาดหุ้นขึ้นพรวดจากถังละ 190 เกือบ 300 บาท มันยัดไปเท่าไหร่ ปั่นหุ้นในตลาดกิน 4 – 5 ต่อ คนไทยรู้แต่ไม่โวยวายเลย เพราะมันใช้ประชานิยมจอมปลอมในรูปอื่นปิดปาก ก็เอากำไรล้นเกินจากพลังงานนี้แหละไปซื้อเสียง ซื้อคน ซื้อพรรค ได้เป็นรัฐบาลแล้วก็เอาเงินรัฐ เอาภาษีเราอีกนั่นแหละมาทำนโยบายมอมเมานิยม
LPG นี่ก็เล่นกล โฆษณาชวนเชื่อเป็นก๊าซหุงต้มไม่เหมาะใช้กับรถ ขึ้นราคากับครัวเรือน แถมนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปอุ้มอีก ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน เงินกองทุนน้ำมันก็เก็บจากเราจ่ายภาษีผู้ซื้อ VAT ไง ก๊าซ LPG ผลิตในประเทศขาดแคลนก็เพราะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้เพิ่มแบบก้าวกระโดด สิ้นปี 2552 เกิดภาระหนี้ชดเชยก๊าซแอลพีจีนำเข้า 5,818 ล้านบาท ปี 2553 เพิ่มกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่กลุ่มนี้ไม่รับภาระนี้เลย ปี 2535 เป็นต้นมาไทยส่งออก LPG แต่ถึง พ.ศ.2551 ต้องนำเข้า LPG ถึง 452,000 ตัน มันอ้างว่าภาคยานยนต์แย่งใช้สูงขึ้น แต่จริงๆ ปี 2549 อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ใช้LPG 827,000 ตัน ปี 2551 เพิ่มเป็น 1,230,000 ตัน ภาคยานยนต์เพิ่มเล็กน้อย ปี 2552 ครัวเรือนและยานยนต์รวมกันใช้LPG แค่ 666,000 ตัน ลดลงด้วยซ้ำจากปี 2551 แต่ปิโตรเคมีใช้เพิ่มเป็น 1,700,000 ตัน แต่รัฐกลับนำเงินกองทุนน้ำมัน ชดเชยนำเข้า LPG ให้กลุ่มปิโตรเคมีซื้อต่ำกว่าราคาตลาดโลก แถมไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ สักบาท ?…
นอกจากนั้น ยังมีเรื่องส่งเสริมการใช้ก๊าซ NGV ในรถยนต์อีก ก่อปัญหามากมาย เพราะไม่เพียงพอ และไม่พร้อมเหมือนสร้างสถานการณ์เพื่อขึ้นราคาปลีกจาก 8.50 บาท เป็น 10.20 บาทต่อกิโลกรัม และจะไปถึง 14.50 บาท อ้างเป็นราคาต้นทุนแต่เปล่าเลยแพงกว่าตลาดโลกเสียอีก
ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไรรู้ไหม๊ ? เพราะคนไทยไม่สนใจเลย และรู้ไหมว่า แหล่งพลังงานของประเทศไทยส่วนใหญ่ให้สัมปทาน รายใหญ่ก็เชฟรอน ส่วนหนึ่งก็ ปตท.ซึ่งผลิตเอง ที่สำคัญระบบท่อส่งก๊าซพร้อมอุปกรณ์ทั้งบกและทะเลที่แรกก่อสร้างใช้เงินของรัฐภาษีประชาชนต้องคืนเป็นของแผ่นดิน ปตท.มันเอาเอง ผูกขาด แต่ยังคิดแพง ต่อมาศาลปกครองสั่งให้คืนไง มันก็ประเมินราคาใหม่ กำหนดอายุการใช้งานใหม่ยืดออกไปอีก 2 เท่า จาก 25 เป็น 50 ปี มูลค่าท่อส่งก๊าซก่อนแปรรูป 1 แสนล้านซึ่งคุ้มทุนไปแล้ว มันประเมินใหม่เป็น 1200,000 ล้านบาท บวกเข้าไปเป็นค่าโสหุ้ย เกี่ยวกับคนไทยยังไง ก็ซื้อแพงครับ สำหรับผู้ประกอบการ ต้นทุนพลังงานสูง ความสามารถการแข่งขันการค้ากับประเทศอื่นก็น้อยลง ผลักภาระสุดท้ายคนไทยธรรมดาๆ นี่แหละรับหลายต่อ
ดังนั้น ถ้าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเต็มพื้นที่ทะเลอ่าวไทยจะเกิดปัญหาพลังงานเป็นพิษ คนภาคใต้เขารู้ปัญหานี้และตื่นตัวออกมาต้านพอสมควรแล้ว ฉะนั้นมันชัดอยู่แล้วว่าเกี่ยวอะไรกับประชาชน และผลกระทบทางลบมากกว่าทางบวกแน่นอน แล้วเรื่องพลังงานนี้ไม่ธรรมดา รบกันฆ่ากันก็เพราะแหล่งพลังงานมานานแล้ว สหรัฐอเมริกาตัวดี จะต้องพูดทำไม ก็เห็นๆ กันอยู่ ซาอุฯ อิรัก ลิเบีย ล้วนถูกแทรกแซงนานแล้ว ก่อนจะถูกโค่น ปัจจุบัน พายุอาหรับสปริง ก็อเมริกา กับอังกฤษ รวมฝรั่งเศสนั่นแหละ ยึดภูมิภาคเหล่านี้มานับร้อยปีแล้ว มันเป็นยุทธศาสตร์ครอบงำโลก และสกัดมหาอำนาจใหม่คือประเทศจีนด้วย นักวิชาการเรียกว่า “ทฤษฎียูเรเซีย” หาอ่านได้จากปล้นขุมทรัพย์อ่าวไทยนี่แหละ ทำในรูปแบบซีดีอี-บุ๊ก ราคาแผ่นละ50 บาท นักวิเคราะห์ผู้สันทัดกรณีพูดถึงขั้นว่า เอเชียอาคเนย์จะกลับมาเป็นสมรภูมิชิงอำนาจการเมืองโลกอีกหน ซึ่ง นายบารัค โอบาม่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยประกาศไปแล้วว่าจะเข้ามาภูมิภาคนี้อีก ดังนั้น เรื่องกระทบคนไทยมันของแน่อยู่แล้ว ให้พูดว่าจะรับมือความรุนแรงระดับไหนก็พอ เตรียมตัวแค่ไหนจะดีกว่า แค่โรงงานเคมีระเบิดหลายรอบแล้ว สารพิษรั่วไหลก็หลายครั้ง ต่อไปจะมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีตลอดชายฝั่งตะวันออก จะเกิดอะไรขึ้น ลองคิดดูเถอะ ครับ” นายประสิทธิ์ อธิบาย พร้อมชี้แจงมูลค่าความเสียหายของประเทศไทย ว่า
“จากตัวเลขตั้งแต่การแปรรูป ปตท. รัฐวิสาหกิจให้เป็นกึ่งรัฐกึ่งเอกชน ที่ว่ากึ่งรัฐวิสาหกิจคือกระทรวงการคลังยังถือหุ้นประมาณ 51 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นฝ่ายอำนาจรัฐบาลชุดนี้จึงแหย่บอกจะให้หลุดจากรัฐวิสาหกิจไปเลย จะขายหุ้นกระทรวงการคลังถือออกไปให้เหลือ 49 เปอร์เซ็นต์ เท่านี้ก็พ้นการกำกับจากรัฐและประชาชนหวังเขมือบกันหนักกว่าเดิมอีก ปกปิดข้อมูลกันต่อไปอีก ส่วนมูลค่าความเสียหาย เริ่มเมื่อ 1 ตุลาคม 2544 คือเริ่มแปลงสภาพ ปตท. จากรัฐวิสาหกิจ ไปเป็นบริษัทมหาชน ซื้อขายวันแรก 6 ธันวาคม 2544 ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ 19 กันยายน 2549 หุ้น PTT พุ่งหุ้นละ 218 บาท และยังปั่นอีกหลายรอบ จนกำไรต่อหุ้น 500 กว่าบาทเลย จะดีมากถ้าคนไทยจำนวนมากๆ ได้ถือหุ้น ปตท. แล้วได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่มันจริงหรือ ? อ้างว่า 15 พฤศจิกายน 2544 วันแรกเปิดให้คนทั่วไปจองหุ้น เหลือเชื่อ เกลี้ยงชั่วพริบตาถ้าไม่มีการเตรียมรายชื่อไว้ก่อน แล้วแค่เคาะมันก็พรวดเสร็จ อย่างนี้เกี่ยวกับคนไทยไหม
เชฟรอน ผลิตน้ำมันดิบได้ 66% และก๊าซในอ่าวไทย 68% ของจำนวนผลิตทั้งหมดในไทย ยังไม่นับรวมก๊าซพม่า ตั้งแต่ 2505 ถึง 2550 รวม 45 ปี จ่ายค่าภาคหลวง 157,153 ล้านบาท ลงทุนไป 515,235 ล้านบาท แต่ไม่บอกรายได้และกำไรเท่าใด แต่ก็คำนวณจากค่าภาคหลวงร้อยละ 12.6 ของรายได้ ก็ประมาณ 1.247 ล้านล้านบาท หักภาษีเงินได้ปิโตรเลียมแล้ว กำไรราว 3.9 แสนล้านบาท หรือร้อยละ 77 ของเงินลงทุน กำไรงามขนาดนี้ เป็นคำตอบได้ ทำไมนักการเมืองจึงให้สัมปทานล่วงหน้ากันนานๆ
เรื่องค่าภาคหลวงของไทยเก็บต่ำสุดเลย เดิมเก็บ 12.5 มาแก้กฎหมายเปิดช่องให้เลี่ยงเรียกเก็บน้อยลงได้อีก เดิมไทยเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียม 12.5% แก้เป็น 5 – 15% แต่รัสเซีย รับส่วนแบ่ง 90% ของรายได้น้ำมันคาซักสถาน 80% ของปริมาณน้ำมันเจาะได้ส่วนโบลิเวีย เก็บ 82% จากยอดผลิตก๊าซ อินโดนีเซีย เก็บน้ำมันดิบ 85% และก๊าซธรรมชาติ 70% สรุปคือ คนไทยเสียโอกาสจากเรื่องนี้มาก แทนที่จะได้เงินจำนวนนี้มาเป็นสวัสดิการสร้างคนให้มีคุณภาพกี่ชาติแล้ว แต่พวกขบวนการนี้อ้างโน้นนี่เสมอ กลัวคนไทยฟุ่มเฟือยบ้างล่ะ เคยตัวก่อมลพิษ มันไม่พูดสิ่งดีๆ สำหรับประชาชนเลยถ้าพลังงานถูก
มาดูยอดการผลิต หน่วยงาน Energy Information Administration หรือ EIA ของสหรัฐฯ จัดอันดับ ไทยติดกลุ่ม 30 ประเทศผลิตก๊าซธรรมชาติ จาก 224 ประเทศ ปี 2551 ไทยอยู่อันดับ 27 ผลิตเกิน 1 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตต่อปี สูงกว่าสมาชิกโอเปกหลายประเทศ ตัวเลขปี 2555 ระบุไทยมาอยู่อันดับ 24 แล้ว
ตอนนี้สื่อฟรีทีวีเริ่มสำรวจบ้างแล้ว ราคาหน้าปั้มเปรียบเทียบไทยแพงโคตรๆ เลย อเมริกา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ที่แพงเพราะอะไร เพราะไปอิงราคาสิงคโปร์ ตลาดโลกราคาน้ำมันขึ้นลง หรือค่าเงินลดหรือขึ้น ในไทยไม่สนกูอิงสิงคโปร์ นี่โดนด่ามากเดี๋ยวนี้ไอ้พวกนักวิเคราะห์ อ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญเริ่มพูดถึงตลาดโลกกันบ้างแล้ว และเริ่มลดมาแข่งขันกันบ้างแล้ว ที่จริงอาจแค่ละครฉากหนึ่ง และพลังงานนี้อย่างที่บอกจะเป็นเครื่องมือของนักการเมืองไว้ล่อประชาชน อ้าวแล้วมันแพงเพราะอะไร ? ก็เพราะ ปตท.ตั้งสูตรขึ้นมาอย่างนี้ น้ำมันกลั่นสำเร็จรูปในประเทศ + ค่าขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ + ค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง + ค่าปรับปรุงมาตรฐานสิงคโปร์มาเป็นมาตรฐานไทย + ค่าประกันภัยจากสิงคโปร์มาไทย = ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในไทย มันก็แพงสิครับ แล้วมันไม่ใช่เกิดขึ้นจริง น้ำมันดิบของไทย เข้าโรงกลั่นไทย เป็นมาตรฐานไทยอยู่แล้วแต่บวกโสหุ้ยเทียม 2 บาทต่อลิตร แต่ละปีคนไทยใช้น้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 4 หมื่นล้านลิตร เท่ากับคนไทยต้องจ่าย 8 หมื่นล้านบาทต่อปี คำถามคือ หลายสิบปีผ่านมา ใครเขมือบ ?………
ประชาชนเสียหายทางตรง คือราคาค่าผ่านท่อสูงขึ้น ราคาก๊าซเพิ่มขึ้น ต้นทุนผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แล้วผลักภาระให้ประชาชน ต้นทุนผลิตสินค้าทุกประเภทเพิ่มขึ้น กระทบผู้บริโภคในที่สุดแต่ราคาสวนทางกับตลาดโลกที่แนวโน้มราคาลดลง และความจริงไทยผลิตได้เพิ่มขึ้นทุกปี แต่กลับแพงขึ้น ก็ออกสื่อโฆษณาชวนเชื่ออ้างไปสารพัด
ดับเบิ้ลแสบอีก ตรงที่โรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยได้มาตรฐานยูโร 4 จะได้เงินอุดหนุนจากรัฐอีกเดือนละ 200 กว่าล้านบาท เพื่อขจัดกำมะถันในน้ำมัน ข้อมูลนี้ไปค้นดูกระทรวงพลังงานนะครับ แล้วพวกขบวนการปล้นนี้ก็เสวยสุข กำไรต่อหุ้น ยังได้ค่าตอบแทนรายเดือน เบี้ยประชุม และเงินโบนัส สูงมาก ในเครือ ปตท. จ่ายเบี้ยประชุม โบนัส ยอดรวมรอบ 3 ปี 118,712,187.11 บาท ถ้านับตั้งแต่กลายพันธุ์ 2544 เป็นเท่าไหร่ คิดดู คือพูดไปแล้วผมบวกตัวเลขไม่หมด ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไป วานนักคณิตศาสตร์มาช่วยคำนวณดีกว่าไหม ทั้งอดีตและอนาคตเลยครับ” นายประสิทธิ์ ย้ำ ก่อนจะสรุปความคิดเห็นสุดท้ายเกี่ยวกับบทบาทของประชาชนที่จะรวมพลังดูแลผลประโยชน์ของประเทศอย่างไรได้บ้าง ว่า
“ทำได้ครับ เขาให้สัมปทานมาเป็น 70 กว่าปีแล้ว ต่อสัมปทานต่อเนื่อง แล้วใครจะมาบอกความจริงว่ามีมากเท่าไหร่ พี่น้องประชาชนไทย ชาวประมง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวภาคใต้เขาก็ทำอยู่ ประท้วงให้เห็น คนชั้นกลางในเมืองก็เริ่มเห็นการให้สัมปทานมูลค่าต่ำ เงินค่าภาคหลวงน้อย ทรัพย์สินสิ้นเปลืองหมดไปของเราเอง แต่ต้องจ่ายแพง ก็เคลื่อนไหว ผมว่าวิธีการก็ไม่ต่างจาก กลุ่มชาวบ้านคัดค้านการให้สัมปทานทำเหมืองแร่โปแตช และอื่นๆ ถ่านหิน ก็ใช่ พวกเราร่วมชะตากรรมกันอยู่แล้ว ดังนั้น พูดให้ขมวดเพื่อไปคิดต่อดีกว่า ว่า ทำอย่างไรจะนำไปสู่การปฏิวัติ ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานประเทศให้เป็นธรรม นี่คือโจทย์ แล้วไปคิดวิธีการรายละเอียดเอาเอง ระดมกันคิด แต่ที่แน่ๆ คือนำข้อมูลมาแฉให้ถี่ ให้มาก กระจายความรู้ออกไปให้มากที่สุด ดังนั้น เรื่องแก้ไขเกริ่นไปแล้ว ขั้นต้นยังไม่ถึงขั้นปฏิวัติโครงสร้าง ตอนนี้ก็คิดก่อนว่า ทำยังไงจะกดดันให้มันลดราคาลงมา เอากำไรให้น้อยลงหน่อย อย่างน้อยเมื่อได้รัฐบาลใหม่เป็นคนของประชาชนจริงๆ คงจะได้เยียวยาภายหลัง ที่พูดมานี่เอาข้อมูลมาจากหน่วยงานของรัฐนั่นแหละ มาจากสื่อมวลชนลงข่าวอ้างอิงหน่วยงานนั่นแหละ
สรุปอย่างรวบรัดที่สุด การพิพาทไทยกับเขมร เรื่องคดีปราสาทเขาพระวิหารกับเรื่องทับซ้อนทางทะเลเป็นคนละเรื่องเดียวกัน วิเคราะห์ได้ว่าเขมรสร้างเงื่อนไขทางพฤตินัยและนิตินัยผูกมัด ไว้เป็นหลักฐานพยานในเวทีนานาชาติ และในศาลโลก สองเรื่องนี้กัมพูชาถือไพ่เหนือกว่า ถือไพ่สองหน้า เอาไว้ต่อรองประเทศไทย ที่เหนือกว่าก็เพราะคนในเป็นไส้ศึก เกลือเป็นหนอน ฝ่ายการเมืองทั้งนั้นทุกพรรคล้อเล่น ทำลิงหลอกเจ้ากับเรื่องอธิปไตยและทรัพยากรของประเทศ พูดได้ว่ามีคนสัญชาติไทย หัวใจไร้รัฐ สมคบคิดกับกัมพูชาก่อเรื่องขึ้นมาอย่างแน่นอน ไอ้ที่จะหวังนักการเมืองรุ่นนี้ทำเพื่อประชาชนคงยาก เพราะแต่ละพรรคแต่ละฝ่าย เป็นรัฐบาลแล้วมันกลับตาลปัตร พูดคนละเรื่องกับประชาชนที่เขาเรียกร้องความยุติธรรมไปเลย” นายประสิทธิ์ยืนยัน
Thaingo Facebook 








