ในสภาพที่ผู้คนในสังคมเริ่มเข้าใจปัญหาใหญ่ๆ ระดับโลกมากขึ้น โดยเฉพาะเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ แท้จริงเบื้องหลังต้นเหตุและเงื่อนไขสำคัญนั่นคือ ปัจจัยด้านพลังงาน ที่ซึ่งขับเคลื่อนสังคม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวเดินไปข้างหน้า

กระนั้น แม้ว่าทุกคนพอจะรู้สาเหตุปัญหาและทางออกแต่น้อยคนนักที่คิดจะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงจริงจัง ว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไรในภาคหน้าถ้าโลกขาดแคลนพลังงานหลัก ทั้ง น้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน ซึ่งกำลังร่อยหรอและใกล้จะขาดแคลนลงทุกที อาศรมพลังงาน เป็นองค์กรพัฒนาที่ริเริ่มศึกษา เสนอแนะองค์ความรู้แนวคิดใหม่เกี่ยวกับพลังงานทางเลือก ตั้งแต่ยุคเผยแพร่เทคโนโลยีชาวบ้าน มาจนถึงนำเสนอต้นแบบวิถีชีวิต วิถีชุมชนประหยัดพลังงาน
อาจารย์ชาญชัย ลิมปิยากร ผู้อำนวยการอาศรมพลังงาน สมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม หนึ่งในผู้บุกเบิกพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้สังคมเกี่ยวกับพลังงานท้องถิ่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าการพัฒนาพลังงานกำลังกลายมาเป็นโจทก์ใหม่สร้างความขัดแย้งในสังคม ในชุมชนเนื่องจากการก่อสร้างโครงการผลิตพลังงานแทบทุกรูปแบบมักก่อให้เกิดผลกระทบหลายด้านต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อ.ชาญชัย ได้เปิดเผยมุมมองว่า ความพยายามบอกกล่าวกับสังคม กับภาครัฐมานานหลายสิบปีนั้น ถึงที่สุดกลับไม่ก่อประโยชน์ใดๆ ที่เป็นรูปธรรมเนื่องจากสังคมยังยอมรับและหลงติดกับความสะดวกสบาย ไหลตามโอกาสทางเศรษฐกิจ ชินกับการใช้พลังงานแบบฟุ่มเฟือย การเคลื่อนไหวคัดค้าน เสนอแนะกดดันไปจนถึงระดับรัฐบาล ล้วนแต่ไม่มีทางชนะเพราะประชาชนไม่เลือก ดังนั้น หากจะให้ประชาชน ชุมชน เกิดความคิดปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปัญหาพลังงานต้องเข้าสู่ภาวะวิกฤติ เท่านั้น ทำให้ อ.ชาญชัย ลดบทบาทงานเคลื่อนไหวสร้างกระแสสาธารณะมาเป็นงานค้นคว้าพัฒนาต้นแบบชีวิตที่ประหยัดและใช้พลังงานทางเลือก

“ผมไม่ได้เข้าไปอยู่ในวงการเชิงนโยบายมากเท่าไหร่หรอกนะครับ ทำให้ไม่ได้ติดตามข่าวสารงานพัฒนา เพราะว่า เรื่องนโยบายเราต้องยอมรับว่า ถ้าเราเข้าไปทำมันต้องเหนื่อย มันต้องเคลื่อนไหว เราอายุมากแล้ว เราน่าจะเล่นในบทบาทที่หาทางออกให้ชาวบ้านมากกว่า ผมจะมองใน view นั้น ไม่ได้มองว่านโยบายรัฐบาล จะขยายอย่างไร นโยบายเรื่องพลังทดแทนจะเอายังไง ซึ่งในช่วง 10 กว่าปีที่แล้ว เราก็ทำอยู่ และเห็นว่า รัฐบาลนั้นทำตามกระแส ไม่ได้กล้าตัดสินใจที่จะนำจริงๆ เพื่อแก้ปัญหา เหมือนอย่างเช่นเยอรมัน เขาจะเป็นผู้นำจริงๆ เขามีโครงการจะเลิกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อันนี้เขาชัดเจน
เราก็เลยเจียมเนื้อเจียมตัวไม่ได้เคลื่อนไหว แต่ก็มีพรรคพวกเราเคลื่อนไหวนะครับ อย่างเช่นข้อมูลการทำเขื่อนแม่น้ำโขง ก็ไม่ได้ติดตามแต่รับรู้ว่า การดิ้นรนแบบนี้มันคงไม่สำเร็จหรอก คือ ความพยายามแบบนี้ผมคิดว่าไม่สำเร็จ และมันจะช้ากว่า จึงเลือกที่จะทำไปเคลื่อนไหวไป ประเด็นมันอยู่ตรงนี้คือ พลังงานทดแทนมันไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่มีในขณะนี้ ในอัตราที่เราใช้อยู่ในขณะนี้ เอาง่ายๆ คุณขับรถมาจากไหนไม่รู้ คุณต้องใช้พลังงานไม่รู้ว่าเท่าไหร่ คุณต้องปลูกมะพร้าวกี่ร้อยไร่เพื่อทำไบโอดีเซล ได้มากพอขับมาที่นี่ เพราะฉะนั้นเรื่องพลังงานทดแทน ถ้าคุณไม่ปรับวิถีชีวิต ไม่ปรับโครงสร้างพื้นฐานรองรับ มันไม่มีทางสำเร็จ มันเลยไม่มีใครกล้าพอที่จะนำ หรือยอมรับมาดำเนินการ ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล ทุกคนก็จะต้องรักษาดีจีพีไม่ให้ต่ำกว่าร้อยละ 4 ร้อยละ 5 เพราะฉะนั้นความคิดกระแสหลักของสังคมมันอยู่กับยุคพลังงานราคาถูกมาเป็นร้อยๆ ปี มันครอบอยู่ จนกระทั่งพาราไดม์ (Paradigm) มันเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นภายใต้กระบวนทัศน์แบบเก่าที่เป็นทุนนิยมอย่างที่เราเป็นอยู่นี้ ทุกคนจะต้องวิ่งลงเหวหมด ไม่มีทางหยุด จนกว่าจะวิ่งไปถึงจุดหนึ่งซึ่งไม่มีทางไปต่อแล้ว คุณจึงต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่ต้องคิดใหม่ นั่นแหละเราจึงมาพูดเรื่องพลังงานทดแทนกันได้ เราต้องเข้าใจกระบวนการคิดของคนในสังคมว่ามันเป็นยังงี้
ตอนนี้เราก็ได้แต่ดูครับ จะให้เราไปคัดค้าน ก็คัดค้านกันจนตาย คัดค้านทั้งชีวิต เพราะโครงการมันขึ้นมาตลอด ตอนนี้นิวเคลียร์มันเบรคอยู่เพราะที่ญี่ปุ่นมันโดนสึนามิ ถ้าญี่ปุ่นไม่โดนสึนามิ โครงการที่ไหนก็ขึ้น เดี๋ยวนี้มันต้องมีเพราะในสภาวะการอย่างนี้ มันไม่มีไม่ได้ อัตราการใช้พลังงานขนาดนี้ คือมันเพิ่มขึ้นด้วย เข้าใจง่ายๆ เวลาที่เรามองเห็นจีดีพีขึ้น พลังงานก็เพิ่มขึ้นด้วย ฉะนั้นการบริโภคก็จะต้องเพิ่มขึ้นด้วย ตามที่นักเศรษฐศาสตร์โลกอธิบายว่า มันไม่มืทางลด มันมีแต่จะขึ้น ร้อยละ 10 ต่อปี ร้อยละ 5 ต่อปี ดังนั้น ถ้าเราเอา base เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มาดูจะเห็นว่าตอนนี้อัตราใช้พลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เขาเรียกมันว่าอัตราเพิ่มขึ้นแบบเท่าทวีคูณ เพื่อให้เศรษฐกิจเพิ่ม แล้วเราไม่ได้สนใจเลยว่า เราเอาธรรมชาติมาใช้เนี้ย โดยไม่มีต้นทุนทั้งนั้น แม้แต่โรคร้อนก็ไม่มีต้นทุน นอกเสียจากเรามาสร้างกติกาใหม่ ซึ่งก็ยังโวยวายกันอยู่” อ.ชาญชัยกล่าว ก่อนอธิบายเกี่ยวกับเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์สังคม เศรษฐกิจ ซึ่งทำให้อาจารย์ต้องคิดก้าวกระโดดไปสู่งานทางเลือกทางออกในอนาคตเกี่ยวกับพลังงานและนั่นเองอาจารย์จึงนำเสนอคุณประโยชน์เกี่ยวกับถ่านหุงข้าว
“สำหรับผมแล้วผมหลุดโลก คำว่าหลุดโลกคือผมไม่ได้อยู่ในกระแสแล้ว ผมมองข้ามพ้นไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว ผมไม่รู้กหรอกว่าถูกหรือผิด แค่เรามองอย่างเข้าใจก่อน ดูสภาพการณ์ที่มันจะคลี่คลายไปก่อน เราปักใจอยู่สมควรว่า สิ่งที่เราทำ เราไม่ได้ทำภายใต้บริบทแบบนี้แล้วของสังคม เรากระโดดไปอีกบริบทหนึ่งแล้ว เพราะเรามองว่าในอนาคต 20 ปี หรือไม่เกินนี้ ระบบทั้งหลายจะเกิดการล่มสลาย คุณลองดูเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2007 ที่วอลสตรีทล่ม มันจะย้อนหลังกลับไปเมื่อ ปี 1930 สมัยก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 เดี๋ยวนี้มันเหมือนจะเกิดซ้ำรอยแบบนั้นคือ พอเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก ยาวนานแถมเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 มันเหมือนกับการ Reset จัดระเบียบใหม่ทางเศรษฐกิจ ตอนนี้สังคมทั้งโลกกำลังเป็นอย่างนี้อยู่ คุณลองไปดูว่าเศรษฐกิจอเมริกาตอนนี้ก็แย่ เศรษฐกิจยุโรปกำลังจะไป ดูการเมืองตอนนี้กำลังมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ ในยุโรปก็กำลังเปลี่ยน ตอนนี้ถ้าฝรั่งเศสเปลี่ยนเป็นสังคมนิยม รับรองเยอรมันโดดเดี่ยวเลย เพราะเยอรมันเป็นประเทศที่พยายามค้ำยูโรเพราะไม่อยากให้ต้องแตก ถ้ายูโรแตกเศรษฐกิจโลกแย่เลยครับ ในแง่ของทหารก็ตามพอเงินหมดก็ต้องถอนทหารกลับเพราะว่ามันต้องใช้จ่ายสูง มันเหมือนกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนจักรวรรดิอังกฤษล่มสลาย ตอนนั้นเยอรมันก็ผงาดขึ้นปลุกระดมสร้างชาติ เพราะเยอรมันแพ้สงครามครั้งที่ 1
เราต้องดูประวัติศาสตร์นะ เพราะถ้าเราดูเราศึกษามาบ้าง เราจะพบว่ามันมีวิวัฒนาการย้อนไปถึง 60 ปี 70 ปี ที่แล้ว ตอนนี้สถานการณ์ในช่วงของ transition ไม่มีเสถียรภาพคาดการณ์อะไรไม่ได้ และที่สำคัญขณะนี้มันไม่เหมือนช่วงนั้น ช่วงนั้นเศรษฐกิจแย่ก็จริง แต่ทรัพยากรในดินยังมหาศาล น้ำมันมหาศาล เพราะอย่างนี้อเมริกาจึงเป็นเจ้าโลก แต่ตอนนี้มันแห้งหมด แร่ธาตุก็แห้ง แร่หายากที่เอามาทำแบ็ตเตอรี่ทำชิ้นส่วนให้เทค เราบอกว่าเราจะใช้โซล่าเซล เอาง่ายๆ คุณไม่มีที่ชาร์ตแบ็ตเตอรี่ ที่ชาร์ตไฟ ซึ่งพวกนี้ทำจากแร่หายากทั้งนั้น ตอนนี้มีแต่จีนที่คุมเรื่องพวกนี้ ซึ่งจีนเริ่มบีบไม่ให้เอาออกมาใช้อีก
ผมคิดว่า ถ้าดูในหลายๆ มิติแล้วผมกระโดดไปอีกยุคเลยดีกว่า เพราะเราต้องพูดแบบนี้ เรามองใน view แบบนี้ ในบทแบบนี้ เพราะฉะนั้นบางเรื่องเราต้องปล่อยออกไป เราไปเต้นกับมันมากไม่ไหว เราทำเท่าที่เราทำได้ เผาถ่าน ทำน้ำอีเอ็ม อย่างที่อาศรมพลังงานของเราใช้ถ่านเป็น base หมดเลย เราใช้ถ่านพิทักษ์โลก เราต้องเข้าใจภาวะว่าต้นไม้ในประเทศแบบบ้านเรา แม้ว่าโลกร้อนเพราะฤดูกาลเปลี่ยนแปลง บ้านเราต้นไม้ยังมีความอุดมสมบูรณ์ได้ ต้นไม้ยังขึ้นได้ เพราะฉะนั้นชีวมวลจึงเป็นแหล่งที่สำคัญ เพียงแต่คุณต้องรู้จักเอามาใช้ ทีนี้การเผาถ่านนะครับ เราค้นพบใหม่ว่า ในป่าอเมซอนมันมีพื้นที่หนึ่งที่เป็นที่อาศัยของชาวบ้านซึ่งอยู่มาเป็นพันๆ ปี เราจึงเจอดิน ที่เป็นถ่านหนาเป็นเมตรจึงเป็นที่อุดมสมบูรณ์มาก ต้นไม้โตกว่าที่อื่น นักวิชาการอเมริกาจากคอแนล มาศึกษาพบว่า ถ่านมันตรึงคาร์บอนออกไซต์ลงมา ถ่านมันไม่สลายตัวอยู่ได้เป็นพันๆ ปี เพราะฉะนั้นตัวถ่านหมายถึงคาร์บอนมันจะต้องเอามาจากตัวอากาศ เพราะต้นไม้มันต้องอาศัยคาร์บอนออกไซต์ มันทำเป็นนโยบายทำนองว่าการแก้ปัญหาโลกร้อน ที่จะดึงคาร์บอนออกไซต์ลงมานั้น คุณจะต้องปลูกต้นไม้และทำเกษตร แล้วใช้ถ่านลงดิน เรื่องนี้อเมริกากำลังประกาศ แต่ญี่ปุ่นทำก่อน กรมป่าไม้ญี่ปุ่น ตอนนี้ปลูกต้นไม้ด้วยถ่านหมดครับ พอถ่านลงดินสภาพดินมันดีมาก มันร่วนซุย มันมีออกซิเจนเยอะ มันรักษาค่าความเป็นกรดเป็นด่าง เราก็เลยวิจัย เอาค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ปรากฏว่าปลูกข้าวด้วยถ่านนี้ไม่ต้องใช้อย่างอื่นเลย ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี เพราะคุณสมบัติมันมีรูพรุนเยอะ และที่สำคัญมันอยู่ในดินได้เป็นพันๆ ปี เหมือนต้นไม้ ตัดทิ้งไว้เดี๋ยวก็สลายเป็นมีเทน เป็นคาร์บอนออกไซต์ ภายใน 5 ปี เดี๋ยวก็สลายหมด แต่ถ่านนี้คุณใส่ไปเลยเป็นพันๆ ปี ไม่สลาย มันเสถียรมาก เพราะฉะนั้น เมื่อเรารู้เทคนิคแบบนี้ เราทำเกษตรแบบธรรมชาติ เราต้องรักษาดิน เราต้องตรึงคาร์บอนออกไซต์ในรูปถ่านแล้วก็ใช้น้ำส้มควั่นไม้ ใช้ทุกอย่างให้เป็นประโยชน์ ที่นี่ก็เลยวางฐานพลังงานเป็นไบโอแมสแบบนี้ เป็นฐานและตัวอื่นเป็นตัวประกอบ” อ.ชาญชัยอธิบายย้ำ ก่อนจะย้อนกลับมามองความเข้าใจของสังคมเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับวิกฤติพลังงาน โดยเฉพาะสังคมไทย อ.ชาญชัยย้ำว่า เปลี่ยนแปลงยาก
“การถ่ายทอดองค์ความรู้ยังไปได้ไม่ดีนัก เพราะคนที่ตระหนักถึงปัญหานี้ยังมีน้อย ส่วนใหญ่คนเราก็มักอยู่ในประเภท “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา” นี่เป็นทฤษฎีผม มีคนจำนวนไม่มากที่สนใจส่วนใหญ่เป็นคนชนชั้นกลางที่มีการศึกษา มากกว่าชาวบ้านแต่ถ้าเข้าไปในเว็บจะเห็นว่าสังคมฝรั่งเขาเตรียมตัวกันแล้ว มีแนวคิดเสนอขึ้นมาเยอะมาก หลายกลุ่มพูดกันไปถึงเรื่องการผลิตเงินใช้ในท้องถิ่นไปเลย คนพวกนี้เป็นคนมีการศึกษาทั้งนั้น อย่างเช่นมีรายหนึ่ง ก่อนนี้เขาเป็นคล้ายๆ ผู้ประสานงานหรือหัวหน้า มูลนิธิฟอร์ดฯ ที่ดูแลภูมิภาคเอเซีย เขาคนนี้เคยทำงานให้ CIA แต่ตอนหลังลาออกมาตั้งกลุ่ม เขียนหนังสือโจมตีวอลสตรีท โจมตีทุนนิยม เสนอให้สร้างเงินตราขึ้นมาเอง และให้ถอยกลับมาพึ่งตนเองให้ได้ เหมือนระบบเศรษฐพอเพียงแต่คนละแบบกับของในหลวง ฝรั่งเขาพยายามจะมองว่าจะอยู่กับเงื่อนไขแบบอนาคตกันอย่างไร เป็นจุดเล็กๆ ที่พยายามคิดกลับมาสู่สภาวะแบบใหม่ ขบวนการนี้เป็นขบวนการใหญ่มากในยุโรปและขบวนการนี้ยังเชื่อมกับพวกเพอมาร์ คัลเจอร์ หรือพวกเกษตรแบบธรรมชาติ มันเป็นวิธีการที่เขาพยายามจัดระเบียบชีวิตใหม่ เฉพาะคนที่มีการศึกษาที่เริ่มพอจะมองออกมิติใหม่ๆ นี้
สำหรับประเทศไทย มันยังเป็นประเทศที่หล้าหลัง ทั้งการศึกษา อย่างชาวบ้านก็คิดแต่เรื่องรวยอย่างเดียว ชาวบ้านหาเงินเพื่อจะให้ตัวเองสบาย ก็ช่วยไม่ได้ ตอนนี้มีแต่คนชั้นกลางบางกลุ่มที่สนใจแต่ก็ยังไม่จริงจัง เหมือนยังเพ้อฝัน แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะของอย่างนี้ถึงเวลาเดี๋ยวมันก็มาเอง แต่มันจะถูกบีบเรื่อยๆ
กระแสชาวบ้านในยามนี้คิดแต่เรื่องปลูกยางครับ หรือคิดเรื่องราคาผลผลิต พูดง่ายๆ คือ ชาวบ้านเก็งดูเพื่อเกาะกระแสราคาตลาด ยากมากที่จะปฏิเสธกระแสหลัก อันนี้ต้องเข้าใจเค้าด้วยนะ ว่าเขายากลำบากมานาน เค้าก็หวังจะได้เจออะไรมาพยุงเขาได้ ส่วนชาวบ้านที่พอคิดได้ก็มีไม่มาก หากเทียบเปอร์เซ็นแล้วน้อยจริงๆ
บอกตรงๆ ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา เพราะว่าพูดก็พูดนะครับ ผมทำงานพัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เหมาะสมมา 30 กว่าปี ทำก่อนนโยบายรัฐบาล พล.อ.ชาติ ชุณหะวัณ จะขึ้นมาช่วงนั้น เป็นช่วสงที่คอมมิวนิสต์กำลังะรุกเข้ามา ยุคที่หม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมชย์ ออกนโยบายประชานิยม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเราเห็นวิวัฒนาการของคน ของชาวบ้านมาจนกระทั่งตอนนี้ 30 กว่าปีแล้ว เราจะลงโลงแล้ว ก็เลยฟันธงเลย ว่า มันก็ได้แค่นี้แหละ คือทุกอย่างมันวิ่งไล่ตามมา มันไม่มีใครกล้าหักกระแสออกมาหรอก คุณต้องดูปราชญ์ชาวบ้านยุคนี้ถามว่าถ่ายทอดได้ไหม ? ไม่ได้… ไม่มีใครเอาตาม เพราะพวกปราชญ์ชาวบ้านเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้แพ้ในระบบทุนนิยม คนมันวิ่งไล่ตามกระแสมาก่อน แพ้จากการไปทำงานในเมือง คนเหล่านี้แพ้แต่คิดได้ก็เลยทวนกลับมา จนกระทั่งเป็นปราชญ์ แล้วลองคิดนับดูสิ มีถึง 10 คนไหม๊ ในหมู่ประชากรชาวนา คนเหล่านี้แพ้มาก่อนทั้งนั้น แล้วสุดท้ายก็ถูกคนชนะยกย่อง ถูกนายทุนยกย่องพาเข้าสภาฯ จริงๆ มันก็แค่สีสันทางการเมือง ไม่ได้มีอะไรมากเลย เพราะว่ามันต้องรักษากระแสของสังคมไว้ แต่ถามว่าผลักดันแนวคิดเป็นนโยบายได้ไหมในตอนนี้ ? ไม่มี ครับ…
อีกอย่างกระแสมันเลื่อนไปเรื่อยๆ ภายใน 20 ปี 30 ปี มันมีบริบทใหม่ๆ เกิดขึ้นมา คนรุ่นเก่าๆ อย่างเราตามไม่ทันแล้ว ก็โอเค ชีวิตมันเหลือน้อยแล้ว ผมยังดีที่ยังมีแรงอยู่ และผมไม่ได้ไปสู้กับใคร มันเป็นสัญญาณจริงๆ นะครับ ว่าตอนนี้ทุกอย่างจะบีบเข้ามา ก๊าซกำลังจะหมด พลังงานจะแพงขึ้นๆ แพงทุกตัวแล้วในที่สุดค่าไฟ ค่าครองชีพแพงไปหมด จริงอยู่สังคมไทยยังไม่มีสติ ตริตรองเข็นยังไม่ขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะหมดหวังนะครับ ก็อย่างที่ผมบอก อย่างแรกอย่าเดินบนเส้นทางเก่า แต่จงกระโดดมาเดินบนเส้นทางใหม่ แล้วคุณจะมีกำลังใจ ถึงบอกไงว่าขณะที่เราพูดใจเราอยู่ในบริบทเก่าหมด ใจเรา กระบวนทัศน์ของเรา ดังนั้นเราจะคิดแต่เรื่องจีดีพี 5 เปอร์เซ็น อะไรพวกนี้แหละ การใช้ชีวิตก็แบบนี้ เราต้องกระโดดออกจาก track เก่าที่เราเดินออกมาให้ได้ เราต้องเชื่อมั่นว่าในอนาคตอันใกล้นี้ กระแสใหม่จะต้องเกิด ซึ่งมันคงไม่เกิดตอนนี้หรอกครับ ดังนั้นเราต้องเตรียมกระโดดในตอนนี้ แต่ต้องยอมรับก่อนนะว่ามันมีไม่มากหรอกที่จะทำ อีกอย่างยังคงอีกหลายปีจึงจะถึงคำทำนายนี้ครับ กว่าจะเห็น มันต้องให้ระบบมันล่มก่อน ล่มแบบมีสัญญาณที่ชัดเจน เรื่องนี้ต้องไปดูประวัติศาสตร์ ยุคที่เงินเฟ้อเหมือนกระดาษ ยุคที่กลไกเศรษฐกิจมันพัง สินค้ามันกระจายไม่ได้ ไปดูแล้วจะเห็น” อ.ชาญชัยกล่าวก่อนจะสรุปแต่เพียงสั้นๆ ว่า สำหรับคนที่มองเห็นสัญญาณวิกฤติโลกให้รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงอยู่ของตน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยืดอายุและถนอมโลก
“อยากแนะนำเลยว่า ถ้ามีที่อยู่ชนบทสัก 4-5 ไร่ ออกมาได้แล้ว ออกมาทำเลย ออกมาลองฐาน มาทำแล้วอย่ารอ พูดง่ายๆ คือจะอยู่อย่างไรในระบบล่ม ตอนนี้อาจจะอยู่แบบคู่ขนานไปก่อนก็ได้ เพราะเรื่องแบบนี้คุณแค่ฝันไม่ได้ ต้องทำจริง คุณ suffer ได้ไหม เพราะถ้าเรามัวแต่ฝันมันจะไม่ต่อเนื่อง คุณต้องจริงจังมันจึงจะต่อเนื่องกว่า เพียง 4-5 ไร่ผมคิดว่าพอ หรือยังไม่มีก็ได้ แต่คุณต้องฝึกพื้นที่เล็กๆ ในใจคุณก่อน ให้ได้ เพราะว่าถ้ามันพลิกตัวเองไม่ได้ มันก็ต้องขุดพาราไดม์เก่าในใจตัวเองออกให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะมีเงื่อนไขอย่างนี้ อันนี้ก็ยังไม่พร้อม อันนั้นไม่ได้ มีข้อแก้ตัวให้ตนเองตลอด ดังนั้นมันต้องมาเรียนรู้ก่อนว่า ชีวิตมันคืออะไร มันจะอยู่แบบไหน อะไรที่เราเรียกว่าลำบาก อะไรสะดวก ต้องเรียนรู้อะไรแบบนี้แล้วค่อยๆ ปรับวิถีชีวิต
จริงๆ แล้วความคิดแบบนี้ที่ประเทศฝรั่งเขามีเยอะ และความตั้งใจจริงของเขามีมาก แต่พวกเรานั้นยังติดสบาย มันต้องผ่านภาวะอย่างนี้ของสถานการณ์ เราจึงจะบอกตัวเราเองได้ว่า จะขยับก้าวไปสู่สภาพที่เรามองว่าต้องเป็นอย่างไร เบื้องต้นเลยก็ต้องเปลี่ยนใจตัวเอง ยังไม่ต้องคิดเรื่อง 5 ไร่ 10 ไร่ก็ได้ ฝึกฝนใจเล็กๆ ของตนเองก่อน แล้วก็เริ่มหัดทดลอง จะได้รู้ว่าทนไหวไหม๊ ต้องทำอย่างไร อีกอย่างชนบทไทยยังอยู่ในสภาพที่ฟื้นตัวได้ ยังมีเวลาถ้าจะพลิกมันขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้เลยครับ แค่เรากระโดดออกจากเส้นทางที่เดินอยู่ แล้วเราจะเห็นอะไรหลายๆ อย่างเอง”
Thaingo Facebook 







