เราต้องยอมรับว่า ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งโดยตรงนั้นเป็นวิธีการเดียวที่ดีที่สุด เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนของตน ผู้แทน ณ ที่นี้ก็มีตั้งแต่ระดับหมู่บ้านไปจนถึงระดับประเทศและระดับโลก ทั้งผู้แทนการเมือง ผู้แทนผลประโยชน์ ฯลฯ อย่างผู้แทนการเมืองนั้น มีหน้าที่เข้าไปเป็นปากเป็นเสียงเป็นสิทธิแทนผู้เลือกในสภา ดังนั้นการเลือกตั้งจึงเป็นทั้งพิธีกรรมสำหรับชำระล้าง สร้างตัวตน ให้ผู้ลงเลือก ด้วยคะแนนเสียง ท้วมท้น ก่อนจะเข้ามานั่งในสภาและก่อนจะครองตำแหน่งทางการเมืองที่ทรงอำนาจ เป็นกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วมที่สุดเพื่อให้มาซึ่งคนที่ประชาชนยอมรับและอนุญาตให้ใช้อำนาจทุกๆ ด้าน หรือเรียกว่า อำนาจอธิปไตย ดังนั้น การเลือกตั้งจึงสำคัญ เพราะยังหาวิธีการอื่นๆ มาทดแทนไม่ได้ และโดยหลักการในระบอบประชาธิปไตยนั้น การเลือกตั้งไม่ใช่ความสำคัญเดียว แต่ยังมีการตรวจสอบ การวิพากษ์วิจารณ์ การให้เกียรติ การเคารพในความคิดเห็น และการมีสปิริต มีจิตใจที่เสียสละมองเห็นส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ด้วย ทั้งหมดคือหัวใจสำคัญของระบอบการเมืองชนิดนี้ ดังนั้น ทุกคนที่ยินยอมหรือยอมรับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จึงต้องยอมรับเสียงทุกเสียง โดยเฉพาะเสียงข้างมาก เพราะเป็นกติกาสากล ว่า “ผู้ได้เสียงข้างมากเป็นผู้มิสิทธิ์มอบหมายหรือจัดตั้งคณะเข้าไปดำเนินงานเพื่อรับผิดชอบในกิจการบ้านเมือง” แต่ถึง กระนั้นไม่ได้หมายความว่า ผู้ได้เสียงข้างมากจะทำอะไรตามอำเภอใจได้ เพราะเสียงข้างน้อยเองก็มีบทบาท มีสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์ ทักท้วง ตรวจสอบ ร้องเรียน ฯลฯ ได้เช่นกัน [...]
เมื่อ iCARE พาผู้ชนะฉลาดแกมดี! ตะลุยดูธุรกิจเพื่อสังคมอย่างหลากหลาย ณ เกาะฮ่องกง อาทิ พบกับ SCHSA ปุ่มกดมหัศจรรย์ขอความช่วยเหลือสำหรับคนแก่ 24 ชม. www.schsa.org.hk TioStone ก้อนอิฐผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 70 %
หลายมิติชีวิตกับความคิดนักพัฒนาฯ กรณีปิดสนามหลวงและกั้นคนจนคนเร่รอน ออกจากสนามหลวง
ไม่บ่อยครั้งครับที่โปรแกรมเมอร์ชาวไทย จะมีโอกาสไปคว้ารางวัลระดับภูมิภาค และไม่บ่อยครั้งเช่นกัน ที่โปรแกรมเมอร์ชาวไทย จะลุกขึ้นมาใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือรณรงค์เพื่อสร้างสังคม
สารคดีนำเสนอ ปฐมบท สู่การค้นหาความจริง ต้นกำเนิดของแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของประเทศไทย
ความขัดแย้งทางการเมืองและเหตุการณ์ความรุนแรงของประเทศในช่วงระยะ ๕-๖ ปี ที่ผ่านมา ได้นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิต ร่างกาย จิตใจ ทรัพย์สินอย่างประมาณค่ามิได้ของประชาชน สังคม โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม และความเชื่อมั่นในการลงทุน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังประชาชนทุกภาคส่วน โดยที่สังคมไทยยังคงตกอยู่ในวังวนของความขัดแย้งและหากยังไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ จะส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติจนยากที่จะฟื้นฟู ในสถานการณ์ที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง กลุ่มองค์กรที่มีชื่อท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ได้ประมวลข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ โดยถี่ถ้วนแล้วพบว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงขึ้นอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้ง จึงมีความห่วงใยต่อสถานการณ์นี้อย่างยิ่ง ในขณะที่พรรคการเมืองได้ชูประเด็นเรื่องการปรองดองเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียง แต่ยังไม่มีข้อเสนอใดที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ว่าจะนำประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งและความรุนแรงไปได้ เนื่องจากการแก้ปัญหานี้ต้องมีกระบวนการและดำเนินการโดยองค์กรที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง ด้วยเหตุนี้ ๕ องค์กรหลักภาคธุรกิจ และ ๒ องค์กรวิชาชีพสื่อ ได้หารือร่วมกันจนได้ข้อสรุป ในการเสนอข้อเรียกร้อง ๓ ประการ ดังนี้ ๑. พรรคการเมืองทุกพรรค รวมถึงกลุ่มการเมืองทุกกลุ่มต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง และหลีกเลี่ยงหรือไม่ดำเนินการด้วยประการใดๆ ที่จะนำประเทศกลับไปสู่ความรุนแรงในทุกรูปแบบ ๒. พรรคการเมืองทุกพรรคต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองว่า จะให้ความสำคัญกับกระบวนการลดความขัดแย้งอันจะนำไปสู่ ความปรองดองของประเทศ โดยให้ถือเป็นสัญญาประชาคมว่าหลังการเลือกตั้งจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ๓. การสร้างความปรองดองจะต้องดำเนินการโดยองค์กรที่เป็นอิสระและไม่ใช่คู่ขัดแย้ง โดยมีกระบวนการที่เหมาะสมและเป็นธรรม สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
ทศพนธ์ นรทัศน์[*] บทนำ ประเทศไทยมีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นกรอบกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๙) ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งภายในและภายนอกประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ประเทศไทยจะต้องก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community: AC) ใน พ.ศ. ๒๕๕๘ บทความนี้ จึงนำเสนอถึงการแนวทางการเตรียมความพร้อมประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตามยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ ซึ่งจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ อันเป็นวันเริ่มต้นปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ ประชาคมอาเซียน สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations: ASEAN) หรือ “อาเซียน” เป็นองค์การทางภูมิรัฐศาสตร์และองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีประเทศสมาชิกทั้งหมด ๑๐ ประเทศ ได้แก่ ไทย [...]
นัน ภู่โพธิ์เกตุ เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นครูในโรงเรียนชายแดนได้เล่าให้ดิฉันฟังว่าโรงเรียนของเธอได้รับคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ให้เป็นโรงเรียนศูนย์อาเซียนศึกษาภายใต้โครงการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาคอาเซียนเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กและเยาวชนที่กำลังจะเป็นประชากรของประชาคมอาเซียนในพ.ศ. 2558 โรงเรียนได้พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นร่วมกับสำนักงานการศึกษาเขตเพื่อให้เด็กได้ทำความรู้จักกับประเทศในประชาคมอาเซียนโดยเน้นเนื้อหาเป็นข้อมูลพื้นฐานทั่วไปรวมถึงการสอนภาษาของชาติอาเซียนที่จะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับคนข้ามพรมแดนซึ่งว่ากันว่าจะยิ่งมีจำนวนมากขึ้นหลังการเกิดประชาคมอาเซียน การเรียนรู้ข้อมูลพื้นฐานของประเทศมีประโยชน์แต่จะมากน้อยคงยังขึ้นกับอะไรหลาย ๆ อย่าง ทุกวันนี้ไทยยังคงมีนโยบายกีดกันคนข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากเกรงว่าคนเหล่านี้จะเป็นภัยแก่ความมั่นคงและเข้ามาแบ่งใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดบทเรียนวิชาประวัติศาสตร์เองยังเน้นสอนให้เด็ก ๆ จดจำศึกสงครามในอดีต เช่นพม่าเผาอยุธยา เป็นต้น แต่ไม่ได้บอกว่าในเวลาสงบศึกชาวบ้านร้านตลาดอยู่ร่วมกันมาอย่างไรในขณะเดียวกันสื่อมวลชนก็มักนำเสนอภาพของคนข้ามชาติในสังคมในเชิงลบอยู่เสมอผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัน (ABAC Poll) ในปี 2549 พบว่ามากกว่าครึ่งของผู้ที่ได้รับการสำรวจ (จำนวน 4,148คน)ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานเนื่องจากกลัวว่าแรงงานไทยจะถูกแย่งงาน และทำให้ค่าแรงของแรงงานไทยต่ำลงทัศนคติเชิงลบต่อแรงงานข้ามชาติยังปรากฎแม้พวกเขาจะเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยก็ตาม เมื่อเด็กยังคงต้องอาศัยอยู่ร่วมกับอคติในสังคมเช่นนี้การทำความรู้จักกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยเพียงรับรู้ข้อมูลพื้นฐานก็คงยังไม่สามารถลบความเป็น"อื่น"ที่ส่งผลให้คนข้ามชาติกลายเป็นคนที่น่าหวาดระแวงแทนที่จะเป็นเพื่อนร่วมสังคม ความเป็นอื่นนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างผลกระทบด้านลบแก่คนข้ามชาติที่ต้องอยู่อย่างหวาดกลัว คนไทยเองก็ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงเช่นกันเคยมีมอเตอร์ไซค์รับจ้างคนหนึ่งเตือนฉันว่าอย่าเข้าไปในชุมชนแรงงานข้ามชาติตอนกลางคืนเพราะอาจจะได้รับอันตรายทั้งที่ในยามกลางวันพวกเขาต่างก็ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากกันและกัน ความหวาดระแวงเช่นนี้เองที่เปิดโอกาสให้เกิดความรุนแรงกับคนข้ามชาติโดยเฉพาะแรงงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เข้าเมืองและทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตสถานะทางกฎหมายที่เปราะบางและอคติทำให้พวกเขาต้องอยู่อย่างสุ่มเสี่ยงต่อการถูกละเมิดศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และการเฝ้าดูเรื่องเหล่านี้อย่างเพิกเฉยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความรุนแรงเหล่านี้ยังดำรงอยู่ในสังคมไทยด้วย เรื่องของศูนย์อาเซียนศึกษาทำให้ดิฉันคิดถึงแนวคิด "พลเมืองแห่งโลก"(Cosmopolitan Citizenship) ที่ได้รับฟังจากการเสวนา"ความยืดหยุ่นของความเป็นพลเมืองในโลกไร้พรมแดน"เมื่อต้นปีนี้ อาจารย์สุชาดา ทวีสิทธิ์ จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวว่าแนวคิดนี้คือการยอมรับคุณค่าของคนทุกคนว่าเท่าเทียมกันและสังคมสามารถเรียนรู้รวมถึงพัฒนาตนเองจากการอยู่ร่วมกับผู้คนต่างชาติพันธุ์และคนข้ามชาติเสมอ ที่สำคัญก็คือเราจะต้องไม่ปฏิบัติตนเป็นศัตรูกับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในดินแดนเพราะมนุษย์ทุกคนต่างเป็นเจ้าของแผ่นดินร่วมกัน แนวคิดนี้ต่างจากแนวคิด "พลเมืองแบบเก่า"ที่กีดกันคนต่างชาติและยังยึดมั่นในการใช้ "สัญชาติ"เป็นเครื่องมือแบ่งคนของชาติออกจากคนย้ายถิ่นโดยให้คนถือสัญชาติไทยเท่านั้นที่จะเข้าถึงสิทธิพลเมืองเต็มรูปแบบแม้คนข้ามชาติก็ย่อมต้องการมีสิทธิขั้นพื้นฐานในความเป็นมนุษย์เช่นการเดินทางไปไหนมาไหนอย่างเสรี การทำงาน และการอยู่อาศัยอย่างปลอดภัยเช่นกัน การจะรับอาแนวคิดพลเมืองแห่งโลกมาใช้เพื่อปรับทัศนคติในการดำรงอยู่ร่วมกันในโลกที่หดตัวเล็กลงทุกทีเพื่อปรับทัศนคติในการดำรงอยู่ร่วมกันในโลกที่หดตัวเล็กลงทุกที สามารถกระทำได้ผ่านการศึกษารูปแบบต่าง ๆศูนย์อาเซียนศึกษาน่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ดิฉันคิดว่า คงจะดีไม่น้อยหากศูนย์อาเซียนศึกษาจะจัดการเรียนการสอนให้เด็กได้ "เข้าใจ"และเห็นภาพความเป็นมนุษย์ของคนข้ามชาติ ควบคู่ไปกับการบ่มเพาะแนวคิด“พลเมืองแห่งโลก” ที่เกื้อกูล การจัดหลักสูตรอาเซียนศึกษาจับุคลากรท้องถิ่นดังที่เป็นอยู่นั้นมีข้อดีที่จะทำให้ได้บทเรียนที่เหมาะสมกับสังคมที่ผู้เรียนอาศัยอยู่หากทัศนคติและความรู้ความเข้าใจของผู้ร่างหลักสูตรก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลได้ทั้งในเชิงบวกและลบตรายใดที่ยังไม่มีกรอบหลักสูตรที่ชัดเจนรวมถึงการร่วมทำความเข้าใจต่อวัตถุประสงค์ของหลักสูตรและการปรับทัศนคติที่ดีต่อการอยู่ร่วมกันในความหลากหลายของผู้ร่างหลักสูตรและครูผู้สอน สำหรับดิฉัน ศูนย์อาเซียนศึกษาเป็นเหมือนบ้านที่ปลูกสร้างขึ้นแล้วคงไม่เกินกำลังหากเราจะทาสีตกแต่งให้สวยงามน่าอยู่การที่เด็กได้รับการพัฒนาศักยภาพทั้งด้านข้อมูลและภาษานั้นเป็นการวางหยังรากฐานให้พวกเขาสามารถก้าวเข้าไปยืนในสังคมอาเซียนได้อย่างภาคภูมิและการเปิดมุมมองเชิงบวกต่อการอยู่ร่วมกันก็จะทำให้พวกเขายืนอยู่ได้อย่างเป็นสุขและมั่นคง
“ป๊อกันนามะ” แปลว่าสวัสดีภาษามอแกลน เป็นเสียงทักทายของเด็กๆกลุ่มมอแกลนที่ใช้เริ่มต้นเปิดการแสดงรำรองแง็ง เด็กๆกลุ่มนี้ใช้ชื่อกลุ่มว่า Plan เป็นลูกหลานชนกลุ่มมอแกลน ที่อาศัยอยู่หมู่บ้านมอแกลนบ้านหว้า ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เด็กมารวมตัวกันเพื่อฝึกซ้อมการแสดงรองแง็งเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของชาวมอแกลนให้คนอื่นๆ ในสังคมได้มีโอกาสได้รับรู้ถึงวิถีวัฒนาธรรมมอแกลนผ่านการแสดงรำรองแง็งประกอบเพลงกล่อมเด็ก “อะปงบอก่อมะ” หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “พ่อไปทำไร่” การรำรองแง็งเป็นการร่ายรำที่มีท่วงท่าสวยงามประกอบกับเสน่ห์เสียงให้จังหวะของวงกลองรัมนา ยิ่งเพิ่มให้การรำรองแง็งเป็นการแสดงที่ดึงดูด และตราตึงผู้พบเห็น เดิมการรำรองแง็งของกลุ่มมอแกลนจะทำกันในชุมชนตามวาระต่างๆ ตามวิถีวัฒนธรรมของกลุ่มตนเท่านั้น จึงไม่ค่อยมีผู้พบเห็นการแสดงรำรองแง็งและการเล่าเรื่องราวของชาวมอแกลนสักเท่าไรนัก การแสดงที่เด็กๆ กลุ่ม Planได้จัดเตรียมซักซ้อมเพื่อถ่ายทอดและบอกเล่าเรื่องวิถีชีวิตชาวมอแกลนนั้นได้รับการถ่ายทอดมาจากพี่ ป้า ย่า ยายในชุมชน ในการแสดงครั้งนี้ มีป้ากิมตัน ป้าซอย และยายชิ้ง เป็นผู้ฝึกสอนท่วงท่าลีลาการร่ายรำ การตีกลองรัมนา และการขับร้องเพลงกล่อมเด็กให้แก่เด็กๆ ป้าๆ ยายๆ บอกว่า “เพลงพวกนี้เราก็ร้องแต่พวกเรากันเองในชุมชน ถ้าไม่มีเวทีให้เด็กๆ ได้แสดง ก็ไม่มีโอกาสไปร้องเพลงพวกนี้ให้ใครฟัง เราก็จะฟังกันเองแค่ในชุมชน” นอย น้อย นอย……การแสดงของเด็กๆ เริ่มต้นด้วยการเห่กล่อมและขับร้องเพลงกล่อมที่บอกวิถีความเป็นมอแกลน เนื้อเพลงมีอยู่ว่า ชะดาวะ ตะเล่ย [...]
“อยากสุขข้ามคืนให้กินเหล้า อยากสุขชั่วคราวให้มีเมียน้อย อยากสุขยั่งยืนตลอดกาลให้ปลูกต้นไม้” ภาพชายชราวัยเลยเกษียณนั่งแกะเมล็ดพันธุ์ไม้ป่าต่างๆ อยู่ใต้ร่มไม้อย่างมีความสุข ดูจากภาพสิ่งละอันพันละน้อยที่วางเรียงราย ทั้งถุงชำ กองดิน กองเมล็ดพันธุ์ไปจนถึงกล้าไม้ขนาดต่างๆ ที่รายล้อม อยู่หลังบ้านอันร่มรื่น บ่งบอกได้ว่าชายชราผู้นี้ไม่ใช่แค่ตำนาน เรื่องเล่าหรือว่าแค่ภาพโฆษณาแอบพ่วงสินค้า ที่โด่งดังมากมายเมื่อ 10 ปีก่อน แต่เป็นคนจริงๆ คนหนึ่งที่ยังมีลมหายใจและยังทำในสิ่งคนน้อยมากในประเทศนี้ คิดจะทำหรือบนโลกใบนี้สนใจทำ นั่นคือเดินปลูกต้นไม้ เพาะกล้าไม้แล้วก็นำไปปลูก ปลูกทุกแห่งที่เป็นที่สาธารณะและว่างเว้นพอให้ปลูก ทำให้ถนนทุกเส้นในอำเภอปรางกู่ ครึ้มเขียว ร่มรื่นและนอกจากนั้นยังเป็นสินค้าให้คนจนแต่ขยันขันแข็งมากมายได้เก็บเกี่ยวนำไปขาย ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ หรือที่ทุกคนในสังคมนี้ต่างรู้จักมักคุ้นในชื่อ “ดาบวิชัย ปลูกต้นไม้” หรือคุณพ่อดาบวิชัย ชายชราในวัย 66 ปี ที่ยังแข็งแรงและร่าเริง ได้เผยเรื่องราวมากมายที่ผลักดันให้สลัดบทบาทเจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ในยามนอกเวลาราชการ แบกถุงกล้าไม้ออกตระเวนปลูกไปตามที่ต่างๆ ตั้งแต่ปี 2531 จนเป็นที่รู้จักทั้งอำเภอ และทั้งประเทศในเวลาต่อมา คุณพ่อดาบวิชัย เผยแรงบันดาลใจเบื้องต้นว่า สาเหตุจริงๆ คือมาจากคนที่นี่ยากจนติดอันดับประเทศ จนต้องปล้นชิงลักขโมยเป็นคดีความซึ่งคุณพ่อดาบวิชัยรับรู้มาตลอดในฐานะตำรวจเจ้าพนักงานสอบสวน และนั่นเองมี่คุณพ่อดาบวิชัย คิดทำการเพื่อลูกหลานบ้านเกิด “จุดเริ่มต้น คือเมื่อประมาณปี 2520 กว่าๆ ประมาณ 24-25 ปีมาแล้ว [...]