ความจริงที่ไม่มีใครตอบ…. ทั้งเหลืองและแดง

ผ่านพ้นศึกอภิปรายไปได้อย่างน่าชื่นชมที่หลายฝ่ายพยายามให้เกมอำนาจเดินเข้ามาอยู่ในกรอบ กติกาของบ้านเมือง และก็มาถึงวัน “ศึกอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติที่ประชาชนรอคอยมาเกือบปี” เป็นกลไกควบคุมการบริหารตามระบอบประชาธิปไตย ที่มีกลไกถ่วงอำนาจ 3 ฝ่าย คือ บริหาร ตุลาการและนิติบัญญัติ ศึกซักฟอกครั้งนี้ ยืนยันว่าองค์กรอำนาจ 3 ฝ่ายนี้ ยังคงดำรงอยู่ และสามารถทำงานอีกครั้งอย่างมีอิสระ

 

ในฐานะองค์กรหลักของอำนาจอธิปไตย และในกระบวนการอภิปรายตั้งแต่ต้นจนจบ แม้จะทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ถึงระดับที่ประชาชนคาดหวังมากนัก แต่ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายความอัดอั้นไปได้บ้าง “ไอ้ที่อยากพูด อยากถาม อยากตอบ ก็มีคนทำหน้าที่แทนไปแล้วระดับหนึ่ง”  ทำให้บ้านเมืองค่อยๆ กลับมามีวิถีทางแก้ไข มีลู่ทางเยียวยาปัญหาร่วมกัน เดินไปทิศทางที่ถูกต้อง ตามกรอบในระบอบประชาธิปไตย แต่ถึงกระนั้น ก็อดวิตกและอดสงสัยจนแอบถามต่อในใจลึกๆ ไม่ได้ ว่า  กระบวนการกลับมาแล้ว แล้วเนื้อหาในการอภิปรายที่ ส.ส. ผู้อภิปรายเอ่ยถึง โดยเฉพาะในเหตุการณ์สำคัญๆ ในเดือนเมษายน-พฤษภา 53 ที่คนทั้งประเทศ ล้วนแต่รู้ เห็น แต่ไม่สามารถพูดได้ว่า  “ใช่ !!  อย่างที่เห็น ที่ได้ยิน หรือไม่ ? แล้วข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ แล้วใครคือคนทำ ?”  “ใครรับผิดชอบ ?”  “ใครเป็นเหยื่อรับเคราะห์ และรัฐบาลได้ยื่นมือไปเยียวยาช่วยเหลือ ใครไปบ้างหรือยัง ?”  ข้อเท็จจริงที่จำนนได้ด้วยหลักฐานพยาน ข้อเท็จจริงที่ถูกยืนยันยอมรับหนักแน่น จากองค์กรที่น่าเชื่อถือและถูกดำเนินการตรงไปตรงมาด้วยกฎหมาย หมายความว่า ในเบื้องต้นเลย ก็คือ ทำให้เรื่องราวนี้กระจ่างแจ้งแก่ใจประชาชน อย่างน้อยๆ บอกมาให้ได้ก่อนว่า  “ใครเผาเมือง ?”  เรื่องนี้ คนเสื้อแดงเสื้อเหลือง ต้องออกมาตอบให้กระจ่าง  “ใครจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ ?”  “ใครสั่งยิงประชาชน ?”  “ใครลงมือยิงประชาชน ?”  อย่าเอาแต่ตะโกนป้ายความใส่ร้ายกัน ?

เรื่องของการซักฟอกในสภาฯ คือเรื่องของการไต่สวน คาดคั้น อธิบาย และปกป้อง คือการทำหน้าที่เป็นปากเสียงประชาชน เป็นแขนขา หู ตา มือเท้า ให้ประชาชน ที่เลือกสรรข้าไปเป็นผู้แทน ดังนั้น ฝ่ายหนึ่งจำต้องเค้นเอาความจริง เค้นหาคนรับผิดชอบ เค้นเพื่อกดดันให้ดำเนินการเยียวยาแก้ไขและสั่งการ เค้นด้วยหลักการ ด้วยบทบาทหน้าที่และข้อมูลที่แน่นหนา ชัดเจน 

ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็ทำหน้ที่ชี้แจง ให้เหตุผล  อธิบาย ทำให้ประชาชนเข้าใจ ให้กระจ่าง ว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดจริงหรือเท็จ เกิดแล้วดำเนินการอย่างไรดำเนินแล้วเกิดผลอย่างไร ผลนั้นดีหรือร้าย แล้วเยียวยา ปกป้องหรือซ้ำเติม ด้วยเหตุด้วยผลอย่างไร ตอบด้วยคำพูด ตอบด้วยหลักฐานที่ชัดเจน มีน้ำหนัก เพราะอย่างกรณี คนตาย 91 ศพ นั้นล้วนแต่ชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ กรณีเผาเมืองก็ล้วนแต่เป็นทรัพย์สินเอกชน ที่ทำมาหากินมาอย่างสุจริต สิ่งเกี่ยวข้องกับชีวิต กับเลือดเนื้อ กับทรัพย์สินความสูญเสียด้วยแล้ว ไม่ใช่เรื่องเล่น 1 ชีวิต ก็หนึ่งความแค้น 1 ความชิงชัง 1 สิทธิ ที่ระบอบการปกครองนี้ หน้าที่องค์กรเหล่านี้ ต้องรักษา ต้องสร้าง ต้องทำให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมเท่าเทียมและความรู้สึกยอมรับศรัทธา
การอภิปรายจบไปแล้วอย่างค้างคา ที่สุดท้ายไม่มีใครประกาศแนวทางออกหรือแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์แถมจบแบบบังคับโหวต อย่างไม่เคยละอายเหล่านี้จะผ่านพ้นไปแล้ว แม้ว่าเสียงส่วนใหญ่ในสภาจะอุ้มคณะรัฐบาล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเสียงประชาชนส่วนใหญ่จะ เพิกเฉยคำถาม “ใครสั่งฆ่าและใครลงมือฆ่าประชาชน ?” “ใครเผาเมือง ?”  จบแบบเสียงส่วนมากชนะก็ไม่ได้หมายความว่า จะกลบหรือละเมิดเสียงส่วนน้อยไปได้
 

กลไกการเมืองกลับมาทำงานได้มากขึ้น แต่นักการเมืองกลับทำงานไม่ได้เท่าที่คาดหวัง คนซักถามเองก็ใส่อารมณ์ความรู้สึก ใส่สีตีไข่เป็นละคร สะท้อนแต่ภาพลักษณ์ที่ตนเองมีจุดยืนความเป็นคู่แค้นคู่อาฆาต พูดให้สาใจจนบกพร่องในรายละเอียด พูดจนปัญหาร้ายแรงที่สะท้อนสังคมการเมืองไทย ในหลายๆ ประเด็นหลายๆจุด ที่ซึ่งจะต้องคาดคั้นหาผู้รับผิดชอบ หาผู้ที่ต้องตอบคำถามให่ได้ กลายเป็นสนามน้ำลาย ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสได้เข้าใจข้อเท็จจริง  “ทั้งๆ ที่ราคาของความสูญเสียมันในเหตุการณ์ที่ผ่านมามันมากมายเกินกว่าจะปล่อยปละไปเฉยๆ” 

ระบอบประชาธิปไตย จะดีและพัฒนาไปได้ ประชาชนต้องทำหน้าที่ตัวเองให้ดีๆ อย่างซื่อสัตย์ อย่างไม่เห็นแก่ได้แก่ตน ผู้แทนในฐานะฝ่ายค้านก็เฉกเช่นกัน ทำหน้าที่อย่างซื้อตรง สุดกำลัง หาความกระจ่าง สร้างความถูกต้อง ซักฟอกไต่สวน ตีแผ่ ให้สุดกำลัง ด้วยข้อมูลหลักฐาน ในขณะที่ฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐบาลเองก็ มุ่งมั่นตั้งใจ เห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่ประชาชน ไม่ดูแคลนความสูญเสีย ไม่ลุ่มหลงอำนาจหลงติดมายาคติ และบริหารบ้านเมืองอย่างเท่าเทียมยุติธรรม ทำให้ประชาชนเกิดสติ ทำให้ประชาชนศรัทธาในแนวทางระบอบประชาธิปไตย มีกฎหมาย มีรัฐที่ยุติธรรม ทำให้อะไรหลายๆ อย่างที่มืดมน มันเดินได้และมีแสงสว่างคลี่คลาย เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ก็คงจะยาก

วิบากกรรมของประเทศนี้ ยังมีอยู่… และจะวนเวียนก่อการสร้างกรรมไปอีกนาน ที่พูดมาก็รวมไปถึงคบมีอำนาจ ก็อย่าคับแคบปิดกั้นคนอื่น และคนอื่นๆ ที่เสียประโยชน์พลัดบ้านพรากเมือง ก็อย่าเห็นแก่ตัวคอยก่อการสนับสนุนยุยงปลุกปั่นทำบ้านเมืองนี้วอดวายฉิบหาย

เรื่องอื่นๆ ก็มากมายในรายละเอียดของเรื่องอื่น วันนี้เอาเรื่องนี้ เรื่องศึกซักฟอกครั้งนี้  ตกลง  “ใครฆ่าคนตายไป 91 ศพ ?”  กับ เรื่อง “ใครเผาตึก ?” และ  “ใครรับผิดชอบบ้าง ?”     ที่สภาผู้แทนราษฎรของเราอภิปรายซักฟอก และรัฐบาลก็แจกแจงเสร็จไปหมดแล้ว หรือว่า  สุดท้าย ก็จบลงเหมือนเดิม คือ หาความจริงไม่เจอ หาคนรับผิดชอบไม่ได้  จากนั้น ก็โลดแล่นสาดน้ำลายอยู่ด้วยกันต่อไป กลายเป็นทุกเรื่อง ทุกปัญหา จบเห่และจบเรื่องที่สภาฯ

ในฐานะประชาคนหนึ่ง ใจจริง ก็อยากให้ ส.ส.ไทยทุกหน้า ทุกคนรู้สึกละอายใจบ้าง ในความบกพร่องต่อหน้าที่ และอยากให้รัฐบาลเอง ยิ่งต้องก้มหน้าละอาย ที่หาความกระจ่าง หาความยุติธรรม มาให้ประชาชนไม่ได้ หนำมิซ้ำ ยังล้างข้อกล่าวหาว่า ที่ว่ามีส่วนร่วมในการสั่งฆ่าประชาชน ไม่ได้เสียอีก พอๆ กับคนเสื้อแดงที่ไม่ยอมแจกแจงไขให้กระจ่างว่า ใครติดอาวุธให้ประชาชนที่มีปืนอยู่ในมือและใครกันที่ บังอาจเผาเมือง ?….จนวอดวาย ?   แค่ทำความจริงให้กระจ่าง ทำหน้าที่ทำองค์กรของรัฐให้ประชาชนเคารพ ทำโทษประชาชนที่เหลือขอ ชั่วสถุลทำลายระบอบประชาธิปไตย…

ในยามนี้จิตใจประชาชนแตกร้าว ชิงชังฝังรากลึกซึ่งอาจจะง่ายในการปกครองแบบใช้กระบอกปืน แต่ยากในการบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้า และถูกยอมรับนานาอารยชาติแถมไม่ได้สร้างสรรค์ให้ประชาชนของประเทศนี้มีความสุข มีสติปัญญา มีพัฒนาการเข้าใจลึกซึ้งตามระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด

ขอเถอะ เห็นแก่บ้านเมือง อย่าลุแก่อำนาจ อย่าคิดแต่จะเอาชนะคะคาน ทำให้บ้านเมืองพังพินาศ ส.ส. ไม่เอาไหน พรรคแต่ละพรรคก็ไร้บทบาท ขาดมันสมอง ประชาชน คนเล็กคนน้อยก็ยังบ้า ยึดมั่นถือมั่นเอาความชิงชังเป็นที่ตั้งจ้องแต่จะห้ำหั่นกัน คนใหญ่คนโตอีกหลายคนก็คุ้มคลั่งลุอำนาจ

จนบางที หากเหลียวมองไปรอบๆ ตัว จะเห็นเลยว่า ลมหายใจของประเทศนี้นับวันจะยิ่งอ่อนแรง ทรุดโทรมและเหนื่อยล้าลงทุกที………….
 


เว็บไทยเอ็นจีโอ สนับสนุนการใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์และเผยแพร่แนวคิดวัฒนธรรมเสรี เนื้อหาในเ็ว็บไซต์ไทยเอ็นจีโอดอทโออาจี ท่านสามารถเอาไปใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องขออณุญาติ เพียงท่านระบุที่มาและห้ามทำการค้า

ไทยเอ็นจีโอ ดำเนินการโดย มูลนิธิกองทุนไทย 2044/23 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เขตห้วยขวาง กทม. 10310 โทรศัพท์ 02-3144112-3, 02-3183959 โทรสาร 02-7181850 Email : webmaster@thaingo.org
เว็บในเครือ


เว็บขับเคลื่อนด้วย Wordpress 3.0.5 ปรับแต่งโดย : สุรินทร์ 108
Seo เข้าสู่ระบบ - Free Premium Wordpress Themes