ประเด็นปัญหาที่คุร้อนขึ้นมาเป็นระยะๆ ท้าทายทุกรัฐบาลเพราะเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาต่างๆ ในเวลานี้ คงหนีไม่พ้นปัญหาเรื่อง ราคาพลังงานที่นับวันยิ่งพุ่งขึ้นชนิดเบรคไม่หยุดฉุดไม่อยู่ ทำให้ราคาต้นทุนสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ทยอยขึ้นตาม ทีมงานไทยเอ็นจีโอจึงต้องเปิดปมเรื่องใหญ่แต่ใกล้ตัว ให้รับรู้อีกครั้ง เกี่ยวกับข้อมูลผลประโยชน์และความสูญเสียของประเทศชาติประชาชน นั้นอย่างไร เท่าไหร่ และมีเบื้องหน้าเบื้องหลังรวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลประโยชน์ รูปแบบกระบวนการกันอย่างไร โดยเฉพาะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับก๊าซและน้ำมันในอ่าวไทย นายประสิทธิ์ ไชยชมพู นักวิชาการอิสระ ซึ่งติดตามเกาะติดเงื่อนปมขบวนการขุดเจาะทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวไทยมาหลายปี กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลไทย ทั้งพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ล้วนแต่พยายามเปิดเงื่อนโอกาสเชิงเสียเปรียบกับนายทุน แถมยังผลักรายได้ประเทศที่ ปตท.ดำเนินการไปเป็นของเอกชน และนอกจากนั้นยังมีโครงการฮุบผลประโยชน์ก๊าซแหล่งใหม่กับประเทศกัมพูชา ซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาล หรือจะเรียกว่า ขบวนการปล้นทรัพยากรธรรมชาติประเทศก็ไม่แปลก นายประสิทธิ์ เผยจึงจุดเริ่มต้นขบวนการอย่างน่าสนใจ รวมถึงให้เหตุผลที่ต้องหันเกาะติด ตามข่าวและค้นคว้าข้อมูลมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำรัฐบาล เพราะอะไรด้วย “ความจริงผมติดตามเรื่องพลังงานบนบกด้วยนะ แต่ทางทะเลมีปัญหาสุ่มเสี่ยงมาก เพราะเขมรอ้างทับซ้อนเกินจริงมหาศาล ประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร เลยชูประเด็นปล้นอ่าวไทยและมันจะเลียนแบบทับซ้อนทางทะเลไทยกับมาเลเซียที่ไทยเสียเปรียบด้วย ซึ่งจะมีผลกระทบรุนแรงแน่นอน เมื่อมีการขุดเจาะเต็มรูปแบบโดยเฉพาะจังหวัดติดทะเลด้านตะวันออกหรืออ่าวไทย ตามมาพร้อมๆ กับการเปิดประเด็นบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เวทีสะพานชมัยมรุเชษฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อปี 2551 [...]
ลองย้อนมอง กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเกิดปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่นและควัน จากโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนท์ที่ อ.แม่เมาะ ลำปาง พิษนั้นส่งผลทำให้สุขภาพคนในชุมชนล้มป่วย จนต้องอพยพย้ายหนี หลายครัวเรือนต้องย้านถิ่นฐานไปเลย และต่อมาก็มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายลุกลามเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ชาวบ้านต่อสู้คดีกันมายาวนานจนถึงวันนี้ กรณี นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งต้นแบบสำคัญแห่งแรกคือที่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง บัดนี้ ที่นั่น ชุมชนดั้งเดิมรายรอบย้ายหนีไปหมดแล้ว เพราะทนกลิ่นสารเคมี ฝุ่นและอากาศเป็นพิษ ไม่ไหวเช่นกัน สุขภาพชาวบ้านหลายคนเจ็บป่วยเรื้อรังเรื้อยมา สภาพสังคมฟอนเฟะจากคนที่มาอยู่แบบร้อยพ่อพันแม่ และเมื่อไม่มีวันที่ผ่านมาได้เกิดถังสารเคมีระเบิด มีทั้งบาดเจ็บล้มตาย อีกทั้งสารเคมีไหลปนเปื้อนสู่ทะเลอ่าวไทยอย่างน่าเป็นห่วง ที่สำคัญไม่ใช่ครั้งแรกเสียด้วย มาดู กรณีเหมืองแร่ ทั้งเหมืองตะกั่ว เหมืองสังกะสี เหมืองทอง เหมืองถ่านหิน หลายจังหวัดกำลังขุดเจาะ และทิ้งน้ำยาสกัดแร่ลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ก่อผลกระทบในระบบนิเวศไปทั่ว โดยเฉพาะกรณีเหมืองตะกั่วที่บ้านคลิตตี้ กาญจนบุรี กับเหมืองสังกะสีซึ่งปล่อยสารแคดเมี่ยมที่ บ้านแม่ต๋าว จ.ตาก สารพิษเหล่านี้ได้คร่าชีวิตชาวบ้านไม่น้อย ในระยะหลายปี ที่ผ่านมา และหลายต่อหลายก กรณีที่ส่งผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ในขณะที่คนตัวเล็กตัวน้อยไม่สามารถหาหรืออาศัยช่องทางใดเรียกร้อง อ้อนวอน และระงับยับยั้งได้ ในระยะเวลาเพียง 3 ทศวรรษเศษๆ ที่ประเทศไทยทะยานตัวเองขึ้นมาโดดเด่นทางเศรษฐกิจ [...]
ในสภาพที่ผู้คนในสังคมเริ่มเข้าใจปัญหาใหญ่ๆ ระดับโลกมากขึ้น โดยเฉพาะเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ แท้จริงเบื้องหลังต้นเหตุและเงื่อนไขสำคัญนั่นคือ ปัจจัยด้านพลังงาน ที่ซึ่งขับเคลื่อนสังคม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวเดินไปข้างหน้า กระนั้น แม้ว่าทุกคนพอจะรู้สาเหตุปัญหาและทางออกแต่น้อยคนนักที่คิดจะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงจริงจัง ว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไรในภาคหน้าถ้าโลกขาดแคลนพลังงานหลัก ทั้ง น้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน ซึ่งกำลังร่อยหรอและใกล้จะขาดแคลนลงทุกที อาศรมพลังงาน เป็นองค์กรพัฒนาที่ริเริ่มศึกษา เสนอแนะองค์ความรู้แนวคิดใหม่เกี่ยวกับพลังงานทางเลือก ตั้งแต่ยุคเผยแพร่เทคโนโลยีชาวบ้าน มาจนถึงนำเสนอต้นแบบวิถีชีวิต วิถีชุมชนประหยัดพลังงาน อาจารย์ชาญชัย ลิมปิยากร ผู้อำนวยการอาศรมพลังงาน สมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม หนึ่งในผู้บุกเบิกพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้สังคมเกี่ยวกับพลังงานท้องถิ่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าการพัฒนาพลังงานกำลังกลายมาเป็นโจทก์ใหม่สร้างความขัดแย้งในสังคม ในชุมชนเนื่องจากการก่อสร้างโครงการผลิตพลังงานแทบทุกรูปแบบมักก่อให้เกิดผลกระทบหลายด้านต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อ.ชาญชัย ได้เปิดเผยมุมมองว่า ความพยายามบอกกล่าวกับสังคม กับภาครัฐมานานหลายสิบปีนั้น ถึงที่สุดกลับไม่ก่อประโยชน์ใดๆ ที่เป็นรูปธรรมเนื่องจากสังคมยังยอมรับและหลงติดกับความสะดวกสบาย ไหลตามโอกาสทางเศรษฐกิจ ชินกับการใช้พลังงานแบบฟุ่มเฟือย การเคลื่อนไหวคัดค้าน เสนอแนะกดดันไปจนถึงระดับรัฐบาล ล้วนแต่ไม่มีทางชนะเพราะประชาชนไม่เลือก ดังนั้น หากจะให้ประชาชน ชุมชน เกิดความคิดปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปัญหาพลังงานต้องเข้าสู่ภาวะวิกฤติ เท่านั้น ทำให้ อ.ชาญชัย ลดบทบาทงานเคลื่อนไหวสร้างกระแสสาธารณะมาเป็นงานค้นคว้าพัฒนาต้นแบบชีวิตที่ประหยัดและใช้พลังงานทางเลือก “ผมไม่ได้เข้าไปอยู่ในวงการเชิงนโยบายมากเท่าไหร่หรอกนะครับ ทำให้ไม่ได้ติดตามข่าวสารงานพัฒนา [...]
ชุมชนริมคลองพระโขนง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณรอบข้างและด้านหลังองค์การฟอกหนัง ในอดีตได้แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นบ่อน้ำร้างให้พนักงานเช่าปลูกบ้านพักอาศัย มีประชากรอยู่อาศัยประมาณ 2500 คน 100 กว่าครัวเรือนบนเนื้อที่ 67 ไร่ โดยแต่เดิมเป็นที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่ได้มอบให้องค์การฟอกหนังใช้ก่อสร้างโรงงานและดำเนินการ ซึ่งต่อมาองค์การฟอกหนังได้แบ่งพื้นที่บางส่วนให้พนักงานเช่าอาศัยเรื่อยมา ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาเมื่อปี 2550 ได้มีพระราชกฤษฎีกา ยุบเลิกกิจการขององค์การฟอกหนัง และให้ผู้ชำระบัญชีเข้ามาจัดการทรัพย์สินและส่งมอบที่ดินให้แก่กรมพลาธิการซึ่งจะใช้ที่ดินต่อ แต่คงเพื่อให้ได้ผลโดยเร็วและปราศจากการต่อรอง เรียกร้อง ผู้ชำระบัญชีซึ่งเป็นหน่วยงานจากกระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการฟ้องขับไล่ชาวบ้านหรืออดีตพนักงานองค์การฟอกหนังให้รื้อถอนบ้านเรือนออกไป นำมาซึ่งการลุกขึ้นต่อสู้ เรียกร้อง และแสดงสิทธิ์ ในฐานะประชาชน ชุมชนและความรับผิดชอบของรัฐที่เป็นนายจ้าง ซึ่งแม้ว่าเวลานี้หลายรายยังอยู่ในขั้นตอนศาลและกำลังจะถูกพิจารณาคดี แต่ความหวังของชาวริมคลองพระโขนงที่อยากจะให้สังคมรับรู้และร่วมแสดงพลังให้การเมืองแก้ไขปัญหาคืนสิทธิ์และชีวิตคนริมคลองพระโขนง นายสัญชัย หอมจันทร์ อายุ 55 ปี ปัจจุบัน อาชีพรับจ้าง และเป็น สมาชิกชุมชนริมคลองพระโขนง เผยความในใจออกมาอีกครั้งหลังจากพยายามต่อสู้มาหลายปี เพื่อให้ได้ซึ่งสิทธิที่จะอยู่อาศัยและความเป็นธรรมจากรัฐ “ชาวบ้านที่นี่รู้สึกว่ามันถึงจุดที่สุดของแล้ว ถึงได้พากันลุกขึ้นต่อสู้ เพราะมันเดือดร้อนจริงๆ ตอนแรกนึกว่าจะไม่โดนไล่รื้อ เพราะเราอยู่มานาน เหมือนราชการ และก่อนยุบโรงงานเขาก็รับปากเราแล้วว่า พวกเราจะไม่เดือดร้อน เราให้ความเชื่อมั่นเชื่อใจผู้ใหญ่ที่พูด หมายถึงท่านปลัดกระทรวงกลาโหมท่านได้พูดไว้เมื่อปี 2550 ว่าเราจะได้ทำงาน จะได้อยู่ที่เดิม [...]
หลังจากมนุษย์ถูกปลดปล่อยให้พ้นไปจากยุคทาสที่แรงงานถูกกดขี่ มา เป็นไพร่ เป็นเสรีชน จนมาถึงยุคเสรีนิยมทุนนิยมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ที่มนุษย์กำหนดเจตจำนงตนเองได้ แต่มนุษย์ก็ยังไม่เคยไปพ้นจากบ่วงพันธนาการได้จริงๆ ยังคงถูกซื้อ ถูกกดขี่ ถูกทารุณ เอาเปรียบในรูปแบบต่างๆ ซึ่งปัจจุบัน ในบางปัญหาเราเรียกมันว่า “การค้ามนุษย์” ในยุคหลังการพัฒนา ทำให้เกิดประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจนขึ้นมากมาย ซึ่งกลุ่มประเทศอันหลังนี้เองที่ปัจจุบันกำลังดิ้นรนให้อยู่รอดด้วยการส่งออกแรงงานหรือเพิกเฉยให้มีการอพยพออกไปขายแรงงาน ขายบริการ และขอทาน อย่งผิดกฎหมายกลายเป็นธุรกิจข้ามชาติ ที่ทำเงินเข้าประเทศมหาศาล โดยที่ไม่มีกฎหมายคอยควบคุมดูแล ในขณะที่ทศวรรษนี้ กำลังเข้าสู่ยุคเปิดประเทศตามนโยบายกลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศไทย นับว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ มีการเติบโตของตลาดแรงงาน ตลาดซื้อขายบริการเนื้อสาวและขอทาน แม้ว่าจะใกล้ถึงวันเปิดประเทศตามนโยบายแล้วก็ตาม ประเทศต้นทางและปลายทาง ทั้งหลายกลับยังไม่มีกฎหมาย ข้อตกลง หรือมาตรการที่ดิพอจะคุ้มครองแรงงาน การเชื่อมระบบทะเบียนราษฎร์ การประสานความร่วมมือและร่วมงานกันอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ นายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา กรุงเทพฯ เผยกับทีมงานไทยเอ็นจีโอ เกี่ยวกับปัญหาการค้ามนุษย์หลังเปิดประเทศอาเซียนในไม่กี่ปีข้างหน้า ว่า เรากำลังจะเปิดประเทศเข้าหากันแต่เรามีกฎหมายและกลไกการดูแลแรงงานยังไม่ดีพอ ดังนั้นการเปิดประเทศเปิดตลาดเสรีแรงงานยิ่งจะทำให้แรงงานข้ามชาติถูกเอาเปรียบมากขึ้น “การเปิดเสรีอาเซียน อาจไม่มีผลกระทบแบบปัจจุบันทันด่วน เพราะขณะนี้ ความเป็นจริงก็คล้ายการเปิดเสรีอาเซียนแบบไม่เป็นทางการ กล่าวคือ มีการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีอยู่แล้ว สิ่งที่จะเป็นผลกระทบ คือ การเปิดเสรีด้านเศรษฐกิจ [...]
รับเจ้าหน้าที่ด้าน ไอที 1 ตำแหน่ง คุณสมบัติ - มีความสามารถด้านไอที สารพัดโปรแกรม - สนใจและรักงานพัฒนาสังคม - ทุ่มเททำงานและออกพื้นที่ ต่างจังหวัดได้ - มีประสบการณ์การทำงานทางสังคม...
รับแปลเอกสาร แปลงานด่วน จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย โดยทีมนักแปลคุณภาพ คลิก!ทรานสเลชั่นให้บริการ รับแปลเอกสาร, รับแปลงาน, รับแปลภาษา ไม่ว่าจะเป็นงานวิชาการ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ หรืองานอื่นๆ โดยรับเฉพาะการแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย...
มูลนิธิกองทุนไทย ร่วมกับคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัย หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติและ The Resource Alliance ประเทศ อังกฤษ (www.resource-alliance.org) โดยการสนับสนุนจาก The Rockefeller Foundation จะจัดอบรมหลักสูตร...
7 ต.ค. 2554 มีคำสั่งแต่งตั้ง กสทช.อย่างเป็นทางการ ออกข่าวครึกโครม หลายฝ่ายต่างตั้งความหวัง เนื่องจากสังคมไทยไม่มีกลไกในการกำกับดูแลสื่อ โครงสร้างสื่อเปรียบได้กับม่านบาเรียที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ แต่ตลอดช่วงเวลา 6 เดือนที่ผ่านมาข่าวคราวส่วนใหญ่ออกมาในมุมที่ไม่สู้ดีนัก “ผลงานน้อยแต่ใช้เงินเยอะ” นี่คือประเด็นที่สังคมส่วนใหญ่กำลังพูดถึง...
เรื่องเล่าจากแดนไกล (ตอนที่ ๑) : ไปร่วมโครงการอบรม “การเสริมสร้างพลังอำนาจสตรี” (Women Empowerment Program) จัดโดยมหาวิทยาลัย มอนทาน่า รัฐมอนทาน่า สหรัฐอเมริกา โดย ดร....
เรื่องโม้ๆของนักเรียนนอก 1042 จาก เพี้ยน นักเรียนนอก (madpitch@yahoo.com) ผมเขียนและจบเรื่องโม้ๆตอนที่แล้ว "เมื่อประเทศไทย "เหลืองทั้งแผ่นดิน" ในงานเสรีภาพสื่อที่ดีซี" เมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมทั้งงานอีกสองชิ้น...
อยากให้ลองเปิดใจดู เปิดหูฟัง ความรู้สึกนึกคิดของคนในพื้นที่ คนที่อยู่กับป่า และวันหนึ่งก็ถูกข้อหาทำลายป่า จากรัฐซึ่งเป็นผู้ให้นายทุนสัมปทานป่า ปฏิบัติการล่าสุดที่เข้าไปตัดต้นยางพารา รื้อทำลายสะพานของชาวบ้านที่อยู่รายรอบเทือกเขาบรรทัด สร้างความเจ็บปวดและปลุกจิตใจให้เข้มแข็ง ลุกขึ้นสู้อีกไม่น้อย ลองชมเทปบันทึกรายการพลเมืองผู้เปลี่ยนทิศ ตอน...ธรรมนูญนอกสายตา ย้อนหลังดูสิครับ ...
กลางสายน้ำขุ่นมัวเหมือนชะตาชาวกะเหรี่ยงทั้งสงฝั่งฟาก ที่นั่นทุกๆ เช้ายังมีเสียงเรือยนต์ดังหื่อหึ่งตลอดคุ้งน้ำ แม้นว่าชีวิตที่นี่จะล้มตายไปกับการสู้รบบ่อยครั้ง แต่คนที่นี่ก็รักและอยากมีชีวิตที่ปกติสุขกับวิถีหาปลาในแม่น้ำสาละวิน แต่ไม่นานจากนี้ บ้างก็ว่าไม่แน่นอน อาจจะมีเขื่อนขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำสาละวิน ความวิตกนี้หนักอึ้งกว่าสงครามที่นำมาความตายมา เพราะจากนี้ไปไม่มีใครรู้ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน ทำอะไรให้ลุกเมียกิน ...
ชาวมลาบรี ชาวป่าดั้งเดิมกลุ่มสุดท้าย ในวันที่ต้องออกจากป่าเข้ามาสร้างบ้านเรือนชุมชนของตน ณ บ้านบุญยืน อ.ร้องกวาง ลำปาง อีกหนึ่งภาพสะท้อนที่ชีวิตใหม่ได้เริ่มต้นที่นี่ ชาวมลาบรีกับโอกาสที่จะสร้างตัวเองในวิถีใหม่ ที่ยังไม่ขาดจากความผูกพันกับป่าซึ่งที่มีองค์ความรู้มากมายรอการศึกษาสืบทอด ชาวมลาบรีที่นี่จะก้าวเดินไปอย่างไร ...
แทบทุกชีวิตที่พรากจากบ้านมาเสี่ยงโชคชะตา ไม่มีใครเลยที่ไม่คิดถึงบ้าน และเมื่อวันนั้นมาถึงความสุขของทุกคนในครอบครัวก็กลับมา ชมภาพ เรื่องราวชีวิตแรงงานในวันกลับบ้าน กลับถิ่นฐานบ้านเกิด กลับไปสู่ครอบครัว ภาพความสุขที่ยากจะใครเข้าใจได้ แต่นี่แหละคือความจริง...แรงงานพลัดถิ่น...
แล้วเธอก็ล้มพับทิ้งขณะ พร้อมกับสัมภาระ , สนามเป้า ร่างทั้งร่าง ใจทั้งใจ เงาทั้งเงา สลบลงดั่งผงเถ้าแสงตะวัน ก้าวลงรถไฟฟ้า มหาร้อน นครฝันขาดตอนนครฝัน พอพลันผล็อยลอยลิ่ววิญญาณยัน สนั่นพื้นขืนขันแข่งแรงเมือง เธออีกเธอคว้าประคองด้วยสองแขน กระง่อนกระแง่นหญิงสาวมิขุ่นเขื่อง เข้าช่วยเหลือเนื้อหนังฝังฟันเฟือง หมุนกงล้อต่อเนื่องเรื่องชีวิต บนถนนพักตอนความอ่อนล้า ใครจะรู้ดวงตาก็พลันปิด ลมหายใจวิงเวียนเขียนความคิด เป็นลมนี้อิดโรย ฤาโหยไห้ สถานีเดินทางสนามเป้า ด้วยสายตายามเฝ้าทั้งเก่าใหม่ หากถามถึงเกิดขึ้นด้วยสิ่งใด อากาศร้อนเกินให้พลังงาน ฤดูนี้ชีวิตความผิดแผก บนแผ่นดินสาแหรกคนแปลกบ้าน BTS ลอยฟ้ามหากาฬ ส่งวิญญาณล้มพับกับขบวน ที่อยู่ได้ด้วยสิ่งจะจำนน จึงอดทนต่อไปแม้ไผลผวน การผลัดเวียน เพียรเฝ้า เท่าจำนวน หนึ่งรถด่วนขบวนแอร์ อันแรงร้อน ! แล้วเธอก็ลุกขึ้นอย่างฝืนสู้ ไม่มีคำดูถูกว่าลาก่อน ไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มหานคร สนามเป้ามีเงินทอนคือหัวใจ ….. สิงหา สัตยนนท์ [...]
วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ บนเส้นทางสายธารที่พานพบ คือทำนบเหี้ยมโหดบนโขดหิน คือตำนานแห่งประชาน้ำตาริน จึงอยากเดินบนดินจนสิ้นใจ” เป็นบทกวีที่กินใจจนทำให้คนสมองปลาทองอย่างผมจำได้จนขึ้นใจ เป็นบทกลอนสั้นๆที่สะท้อนได้ถึงจิตวิญญาณ ตัวตนของคนจริงที่ชื่อ “สุวิทย์ วัดหนู” ได้เป็นอย่างดี ผมต้องออกตัวก่อนเลยว่า ที่จริงผมกับพี่สุวิทย์ไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยเจอหน้ากัน ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใดๆกันมาก่อนเลย ผมได้เข้ามาในแวดวงขบวนการภาคประชาชนก็หลังจากที่พี่สุวิทย์ได้จากไปแล้ว อันที่จริง ถ้าไม่ใช่เพราะได้เห็นข่าวการตายของพี่สุวิทย์ ผมก็ไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าเขาคือใคร หรือในทางกลับกัน ถ้าผมรู้จักพี่สุวิทย์เร็วกว่านั้น แกก็คงได้รับการเหยียดหยามจากผมอย่างเดียวกับที่ผมเคยทำไว้กับบุคคลอีกหลาย คนที่วันนี้ผมให้ความเคารพนับถือเป็นพี่น้องครูบาอาจารย์ ด้วยเหตุผลควายๆว่า ในอดีต ที่ผมรู้สึกว่า “NGO” แปลว่า “โง่” คำสบถที่ผมมักใช้แสดงถึงความรู้สึกรังเกียจที่มีต่อเอ็นจีโอคือ “ไอ้เอ็นจีโอห่าพวกนี้ นอกจากรับจ้างประท้วงแล้วมันเคยทำประโยชน์อะไรให้ประเทศบ้างวะ” จนกระทั่งการรัฐประหาร19กันยายน2549 ซึ่งได้เปลี่ยนชีวิตของผม จากการที่ยอมรับแต่การทำกิจกรรมแนวผู้นำเยาวชนในระบบของสภานักศึกษาใน มหาวิทยาลัย สภาเยาวชน หรือกิจกรรมแนวจิตอาสาอย่างการสอนหนังสือเด็ก ทำกิจกรรมกับเด็กพิการ ผู้สูงอายุ อะไรทำนองนี้ มาสู่การเดินเข้าหาในสิ่งที่ผมเคยรังเกียจสุดลิ่มทิ่มประตู อย่างขบวนการประชาธิปไตยภาคประชาชน (ที่ภาพแรกที่มักผุดในหัวก่อนเลย คือการชุมนุมประท้วง [...]
บทวิจารณ์หนังของคนท้องถิ่นเพื่อชาติพันธุ์ท้องถิ่น เรื่อง กอนกวย.. ส่วยไม่ลืมชาติ จิตินาถ ดีทรัพย์ ได้นอนดูหนัง "กอนกวย ส่วยไม่ลืมชาติ" สร้างโดยชาวบ้านชนเผ่า กวย หนึ่งในชน 4 เผ่าของเมืองศรีสะเกษ หนังสะท้อนปัญหาการเปลี่ยนแปลงในสังคมชาติพันธุ์ยุคเปลี่ยนผ่าน วิธีถ่ายทอดภาพสืบสานวัฒนธรรมที่ต้องการสื่อความคงอยู่ของชาวกวยที่ยังรักษา ขนบพิธีกรรมความเชื่ออยู่ในวิถีชีวิต หนังใช้สามกลุ่มคิดเห็นต่างกันในการรับความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม คือ อย่างอนุรักษ์ อย่างแปลกแยก และอย่างอยู่ร่วม ผ่านตัวละครร่วมสมัยคือคนหนุ่มสาวและเด็กวัยรุ่น ซึ่งสองอย่างแรก ถูกส่งผ่านตัวละครที่เป็นวัยรุ่นชาวกวย ได้แทนความต่างในการตีความทันสมัยของความเป็นเมือง ฝ่ายนึงแสดงความพยายามเลียนแบบเมือง การแต่งตัว ความฟุ้งเฟ้อ และรวมถึง การหมกมุ่นในโลกไซเบอร์และยาเสพติด ที่ดูจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนหลายๆที่ อีกหนึ่งแนวอนุรักษ์แต่ร่วมสมัยด้วยการศึกษา ในขณะที่ความคิดที่สามถูกเชื่อมด้วยคนนอก คือเพื่อนคนเมืองที่มองกลับอย่างชื่นชมในวิถีดั้งเดิมและมองเห็นการอยู่ร่วม สมัยของวัฒนธรรม ความจริงได้สะท้อนไปกลับระหว่างตัวละครและ เราคนดูซึ่งตัวเราก็เข้าใจได้ในฐานะกลุ่มคิดที่สาม แต่ก็แอบคิดว่าขณะที่หนังเดินไปยังมีความเป็นอุดมคติคิดทางบวก เพราะความจริงของสังคมข้างนอกจอ มีความคิดเห็นที่สี่ที่เป็นพวกไม่เคยเห็นความสำคัญ หรือแม้กระทั่งเหยียดความเป็นท้องถิ่น แต่ในหนังพยายามใช้ทางบวกของคนส่วนน้อยที่สนใจท้องถิ่น เป็นสีสันในการสร้างความมั่นใจบางอย่างที่เป็นข้อที่น่าคิดว่าความต้องการ ที่จะถูกยอมรับ จะนำความภูมิใจมาให้ถ้าเค้าได้รับจาก ‘คนเมือง’ มากกว่าคนบ้านใกล้ตัวอย่าง ลาว หรือ เขมร? หนังพยายามชี้แจง [...]
Khonkhurtai : 16 พฤษภาคม 2555 กลุ่มติดอาวุธลูกน้อง นายหน่อคำ เจ้าพ่อยาเสพติด ทยอยเข้ามอบตัววางอาวุธให้ทางการพม่าแล้ว 25 คน...
Wednesday, 16 May 2012 12:27 By Fayas Ahmed, the Editor...
ประเด็นปัญหาที่คุร้อนขึ้นมาเป็นระยะๆ ท้าทายทุกรัฐบาลเพราะเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาต่างๆ ในเวลานี้ คงหนีไม่พ้นปัญหาเรื่อง ราคาพลังงานที่นับวันยิ่งพุ่งขึ้นชนิดเบรคไม่หยุดฉุดไม่อยู่ ทำให้ราคาต้นทุนสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ทยอยขึ้นตาม ทีมงานไทยเอ็นจีโอจึงต้องเปิดปมเรื่องใหญ่แต่ใกล้ตัว ให้รับรู้อีกครั้ง เกี่ยวกับข้อมูลผลประโยชน์และความสูญเสียของประเทศชาติประชาชน นั้นอย่างไร...
เริ่มจากเหตุหนึ่งกลายมาเป็นผลแบบหนึ่ง และจากผลกลายมาเป็นเหตุใหม่ ลุกลามขยายเป็นความรุนแรง คือคำอธิบายกว้างๆ ของปรากฏการณ์ทางสังคมการเมืองไทยในยามนี้เลย หลังเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมา เหมือนทุกอย่างจะก้าวเดินไปได้พ้นจากวิกฤตินี้ ไปได้ แต่แล้วกลับวันนี้ อะไรๆ ดูทำท่าจะไม่จริงอย่างที่คาดหวัง ความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายจุดติดเป็นระยะๆ เพราะต่างก็สูญเสีย เหมือนถ่านไฟที่ยังคุเมื่อเจอลมกรรโชกเบาๆ ก็คุแดงและร้อนฉ่าขึ้นมาตลอดเวลา...
ผ่านไปเพียงอาทิตย์เดียวก็เป็นเรื่องที่ใกล้จะถูกลืมอีกแล้ว สำหรับประเด็นเรื่องการจ่ายค่าชดเชย ให้กับผู้สูญเสียในเหตุการณ์ทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2548-2554 จริงๆ แล้ว โดยส่วนตัวเรื่องการแสดงความรับผิดชอบ ที่อยากดูแลประชาชนของรัฐ เป็นเรื่องที่รัฐต้องทำ แต่การที่รัฐบาลแดงอนุมัติเงินให้มาจ่ายผู้สูญเสียนั้น รัฐบาลจะต้องศึกษาและวางมาตรการที่รัดกุม ชัดเจนและมีมาตรฐานเป็นที่รับได้ในสายตาประชาชนด้วย โดยเฉพาะเรื่องจำนวนเงิน (ซึ่งมากจนน่าตกใจ) รัฐต้องดูเทียบเคียงตามฐานแห่งภาระและเหตุการณ์ ที่เหมาะสม ว่าจะจ่ายอย่างไร เพราะอะไร พิจารณาแล้วดูสมเหตุสมผลถ้วนทั่ว...
อัตตดุลยพินิจของศาลกับวุฒภาวะของสังคมบนความขัดแย้งแตกแยก ในกรณี คำตัดสิน นายอำพล ตั้งนพกุล หรือ “อากง” คดีหมิ่นพระบรม ตามมาตรา 112 และ ในกรณี นางจินตนา แก้วขาว แกนนำต่อสู้คัดค้านโรงไฟฟ้าบ้านบ่อนอกบ้านหินกรูด กรณีอากง ประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่ได้สงสัยในการใช้กฎหมาย 112 แต่ที่เกิดความเคลือบแคลงคือข้อเท็จจริงประจักษ์ชัด ปราศจากข้อโต้แย้ง...
พอเริ่มมีโอกาสได้สัมผัสชุมชนที่โดนน้ำท่วมและกำลังพ้นภาวะน้ำท่วมเพื่อตั้งต้นดำเนินชีวิตกันต่อ ได้มอง ได้เห็นและได้ฟัง ไปจนถึงได้ไปสัมผัสก็เริ่มจะคิดอะไรไปไกลๆ ออกมาได้อีก คิดบนฐานที่รู้แก่ใจว่า โลกเรากำลังเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างรุนแรง คิดบนฐานสภาพสังคม ชุมชนที่มีปัญหาเชิงองค์ความรู้เกี่ยวกับการดำรงอยู่ และคิดบนฐานข้อเท็จจริง ว่าสังคมชุมชนไม่ได้มีความถ้อยทีถ้อยอาศัยพึ่งพามีน้ำใจหนึ่งเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้ ยากเกินกว่าที่ใครหรือประเทศใด จะปกป้องกอบกู้เพียงลำพังได้ในเวลาอันสั้น แต่ถึงกระนั้นถ้าเรารู้จักคิด รู้จักทบทวน รู้จักหาทางร่วมแรง สามัคคี รู้จักมองไปข้างหน้าให้ชัดเจน...