warning: Creating default object from empty value in /home/webmasterthaingo/public_html/thaingo/modules/taxonomy/taxonomy.pages.inc on line 33.

ข่าวเด่น

โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม มูลนิธิกองทุนไทย

  

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2557 อาจารย์ทัศนีญาฎา สถาปนาชัยและทีมงานโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม มูลนิธิกองทุนไทย ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามผลการดำเนินงานของกลุ่มชาวบ้านในชุมชนสวนอ้อย เขตคลองเตย  กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากการจัดเวที ศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม เมื่อวันที่ 29-30 เมษายน 2557 ณ  ศูนย์พัฒนาบุคลากรอัสสัมชัน ซอยทองหล่อ 25  กรุงเทพฯที่ได้จัดอบรมเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการระดมทุนเข้าสู่องค์กร โดยชุมชนสวนอ้อยก็เป็นหนึ่งในเครือข่ายที่เข้าร่วมการจัดเวที และได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความร่วมมือของคนในชุมชนเป็นอย่างดี ทางโครงการฯจึงได้ลงไปติดตามผลการดำเนินงานและ พบปะพูดคุยกับชาวบ้านในชุมชนอีกครั้งหนึ่ง

การพูดคุยกับสมาชิกชุมชน ทำให้ทราบว่าชาวบ้านได้มีการนำความรู้และข้อเสนอแนะจากการอบรม ณ ศูนย์พัฒนาบุคลากรอัสสัมชัน มาปรับใช้ในกลุ่มชุมชนสวนอ้อยในหลายๆด้าน ทั้งการระดมหุ้นจากสมาชิกกลุ่ม การจัดประชุมคณะกรรมการ การวางแผนการตลาด รวมไปถึงการวัดคุณภาพ วันหมดอายุผลิตภัณฑ์น้ำยาอเนกประสงค์ที่ได้รับเป็นข้อเสนอแนะมาจากการอบรม และคุณลงดำรง เภตรา ผู้นำกลุ่มชุมชนสวนอ้อย บอกว่า การอบรมด้านการระดมทุน เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มสวนอ้อยเป็นอย่างยิ่ง เพราะทางกลุ่มได้นำความรู้และข้อเสนอแนะจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการอบรม มาใช้ได้หลายอย่าง 

พิษณุพร ขันพรมมา ถ่ายภาพ 

วิลาศินี ศรีวงษา รายงาน

 

 

                                                                                                                                                               

การรอคอยด้วยความหวัง แต่สิ่งที่หวังกลับเลือนราง

 

กรณีที่น่าเศร้า ของนายบุลกิต  จะอู๋ เด็กไร้สัญชาติ บ้านเจียจันทร์

หมู่ที่ 13  ตำบลเมืองนะ  อำเภอเชียงดาว  จังหวัดเชียงใหม่

 

นายบุลกิต  จะอู๋ เป็นชนเผ่าลาหู่ เกิดวันที่ 19  เดือน กรกฎาคม  2537 อายุ 19 ปี  มีพี่น้องร่วมบิดา มารดา 3 คน พี่สาวชื่อ นางสาวพิสมัย  จะอู๋ อายุ 23 ปี  น้องชายชื่อ เด็กชายวีรภัทร จะอู๋ อายุ 16 ปี

บิดาชื่อ นายปะแต๋ จะอู๋   เลขบัตร  5-5004-01092-70-1  มารดาชื่อ นางนาแส ป่าแล เลขบัตร  5-5004-01092-71-9

 

การดำเนินการยื่นคำร้อง

บิดาคือนายปะแต๋ จะอู๋  ได้ยื่นคำร้องตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ.2543(ระเบียบ 43)  เมื่อวันที่ 22 เดือนมิถุนายน 2550  ณ สำนักทะเบียนอำเภอเชียงดาว  จ.เชียงใหม่ ทางเจ้าหน้าที่อำเภอให้แยกเป็นสองคำร้อง คือ ให้นางสาวพิสมัย  จะอู๋ ยื่นคำร้องเอง และอีกคำร้องให้บิดา มารดา ยื่นคำร้องนายบุลกิต จะอู๋ และน้องชาย เด็กชายวีรภัทร จะอู๋ โดยทั้งสามคนได้ตรวจ DNA กับแม่เพราะน้องไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎรแต่อย่างใด ต่อมาอำเภอเชียงดาวส่งคำร้องของบ้านบุลกิตกลับมาให้สำนักทะเบียนเทศบาลตำบลเมืองนะให้ทำบันทึกเสนอ สำนักทะเบียนเทศบาลตำบลเมืองนะได้ทำบันทึกเสนอลงวันที่ 10 ตุลาคม 2554 และส่งคำร้องให้อำเภอเชียงดาวเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554

 

หลังจากนั้น ได้รับการอนุมัติคำร้องจากนายอำเภอ มนัส  ขันใส  เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555

สำนักทะเบียนอำเภอเชียงดาว ส่งเรื่องขอไปยังสำนักทะเบียนกลาง ทางกรมการปกครองกำหนดเลข ตาม

หนังสือสำนักทะเบียนอำเภอเชียงดาว  ที่ชม.0417 /4858 ลงเมื่อวันที่ 28  พฤศจิกายน 2555

สำนักทะเบียนกลาง ท้วง เรื่องของนาย บุลกิต จะอู๋ ว่าสำนักทะเบียนเชียงดาว แจ้งว่าไม่มีเลขประจำตัว แต่

จาการตรวจสอบรายการในฐานข้อมูล พบว่ามีเลขประจำตัว 0-5004-89011-96-4 จึงขอให้สำนักทะเบียนสอบสวนข้อเท็จจริงว่าเป็นบุคคลเดียวกันจริงหรือไม่ ถ้าเป็นให้จัดส่งแบบสำรวจ 89 ให้สำนักทะเบียนกลาง

 

สำนักทะเบียนเทศบาลเมืองนะ ได้ดำเนินการเรียกสอบข้อเท็จจริง โดยเรียก เรียกบิดานายบุลกิต จะอู๋ , กำนันตำบลเมืองนะ และตัวของนายบุลกิต จะอู๋ เกี่ยวกับเลขประจำตัว 13 หลัก ได้ข้อเท็จจริงว่าเป็นบุคคลเดียวกันจริงมีหมายเลขบัตรผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน เลข 0-5004-89011-96-1 แล้ว

 

หลังจากสอบบันทึกข้อความรับรองบุคคล  รายนายบุลกิต จะอู๋ สำนักทะเบียนเทศบาลเมืองนะ ได้ทำหนังสือส่งกรม ตาม หนังสือที่ชม. 56401/ท.ร.651 ลว.10 กันยายน 2556 สรุปเป็นบุคคลคนเดียวกันจริงตามที่กรมแจ้ง สาเหตุ ที่แจ้งว่าไม่มีเอกสารทางทะเบียนและบัตร เพราะไม่ทราบว่านายบุลกิต มีเลข เนื่องจากโรงเรียนเป็นผู้สำรวจ ซึ่งขณะที่สำรวจ นายบุลกิต ยังเป็นเด็ก และทางโรงเรียนไม่ได้แจ้งไว้ จึงไม่ทราบว่าตนเองได้รับการสำรวจบัตรบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน

 

พี่สาวคือ นางสาวพิสมัย  จะอู๋ เกิดวันที่ 7 กรกฎาคม 2534 ได้สัญชาติไทยตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ.2543(ระเบียบ 43)  มีเลขประจำตัว 7-5004-00025-68-2  น้องชายเด็กชายวีรภัทร จะอู๋ เกิดวันที่ 30 พฤษภาคม 2541 ได้สัญชาติไทยตามระเบียบ 43 เลขบัตรประจำตัว 7-5004-01065-34-3  แต่ของนายบุลกิต จะอู๋กลับไม่ได้รับการพิจารณา สาเหตุจากนายบุลกิต จะอู๋ มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 0 แล้ว จากการสำรวจของโรงเรียน

 

บิดาของนายบุลกิต จะอู๋ ได้ทำการยื่นเรื่องให้กับนายบุลกิต จะอู๋ ยื่นคำร้องขอสัญชาติไทยตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ.2543(ระเบียบ 43) โดยให้ทางสำนักทะเบียนเทศบาลเมืองนะ ดำเนินการให้ ซึ่งอยู่ในช่วงของการพิจารณา

 

ในช่วงของการรอคอยด้วยความหวังว่าจะได้รับการรับรองและมีสัญชาติไทย เป็นคนที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีบัตรประชาชนเป็นคนไทยเหมือนกับพี่สาวและน้องชาย และจะได้เดินทางไปไหนโดยไม่ต้องถูกตรวจจับ แต่ความล่าช้า การไม่มีความคืบหน้า และเกิดความเครียดที่ไม่สามารถทำอะไรได้เช่นคนอื่นทั่วไป ไม่มีงานทำประกอบกับไม่เข้าใจว่า ทำไมพี่สาวและน้องชายถึงได้ทำบัตรประชาชน แต่ตนซึ่งเป็นพี่น้องคลานตามกันมา กลับถูกปฏิเสธไม่ได้รับการพิจารณา ทั้ง ๆ ได้ยื่นคำร้องเหมือนกันและมีตรวจ DNA กับแม่  เอกสารก็ครบถ้วน  ยิ่งคิดก็ยิ่งเกิดความน้อยใจว่าบิดาและมารดา ไม่รักตนเอง รักแต่พี่สาวและน้องชาย การรอคอยยังคงเนิ่นนานต่อไป วัน เดือน ปี ผ่านไปเรื่อย ๆ คำถามยังวนเวียนอยู่เสมอว่า “ทำไมถึงล่าช้า” แต่คำถามนั้นก็ไร้คำตอบ

 

จนวันที่ 19 มีนาคม 2557 นายบุลกิต จะอู๋ ได้ตัดสินใจหยุดเรื่องราวของตนเองทั้งหมด โดยกินยาฆ่าตัวตาย ปิดการรอคอย ปิดการติดตามความเคลื่อนไหว ปิดการได้มาซึ่งความเป็นไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทิ้งความเศร้าโศก เสียใจให้ครอบครัว จะอู๋  และความเสียใจให้กับคนทำงานในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เหลือไว้เพียงรอยอาลัย น้ำตาของบิดามารดา พี่สาวและน้องชายที่ไหลริน หลังจากที่นายบุลกิต จะอู๋จากไป นางนาแส ป่าแล มารดา ยังไม่สามารถทำใจได้ มีแต่ความเศร้าโศก ร้องให้คิดถึงลูก จนต้องรื้อบ้านและย้ายไปสร้างในที่ใหม่

 

การรอคอยการพิจารณาเพื่อรับรองการเป็นคนมีสัญชาติไทยของคนไร้สัญชาติ ส่งผลกระทบต่อความคิดของบุคคลเหล่านี้มากมาย หลายคนอาจจะบอกว่า ทำไม่ไม่รอ ทำไมไม่อดทน ทำไมไม่ติดตามเรื่องของตนเอง ซึ่งในความเป็นจริง บุคคลที่ไร้สัญชาติเขาได้ต่อสู้ เรียกร้องมานาน หลายคนต่อสู้มาเป็นเวลานานสิบกว่าปี ยิ่งคนที่มีเอกสารหลักฐานพร้อม เข้าสู่กระบวนการขั้นตอนของกฎหมายที่ถูกต้องทุกอย่าง  แต่การพิจารณา ยังเป็นไปด้วยความล่าช้า บางครั้งการรอคอยอย่างมีความหวัง แต่สิ่งที่หวังกลับเลือนราง ได้ก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดอยู่เสมอ ดังกรณีของนายบุลกิต จะอู๋ ขอให้ดวงวิญญาณของนายบุลกิต  จะอู๋ ไปสู่สุคติด้วยเถิด...

 

                                                                                                  พัชยานี  ศรีนวล

มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคล

                                                                                                                                               

แถลงการณ์ เรื่อง คัดค้านการรื้อฟื้นโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน

แถลงการณ์

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

เรื่อง  คัดค้านการรื้อฟื้นโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน

.....................................................

          ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแนวนโยบายที่จะรื้อฟื้นโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ขึ้นมาเป็นนโยบายเร่งด่วน โดยอ้างว่าจะมีการพิจารณาเป็นรายโครงการ โดยจะพิจารณาโครงการที่มีความจำเป็นขึ้นมาดำเนินการก่อนนั้น เห็นว่า คสช. กำลังจะดำเนินงานที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการทำรัฐประหารแล้ว

          สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ขอคัดค้านนโยบายและแนวการดำเนินการดังกล่าว และขอเตือนให้ คสช. อย่าใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ไม่เช่นนั้นจะนำไปสู่การคัดค้าน ต่อต้าน จากภาคประชาชนทั่วทุกหัวระแหง เพราะโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลในอดีตศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาไว้ชัดเจนแล้วว่าจะต้องกลับไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง หรือเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเสียก่อน อีกทั้งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ อีเอชไอเอ (EHIA) ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2552 และตามประกาศของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ฉบับเมื่อปี 2552 เสียก่อนอีกด้วย แม้ คสช.จะยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 บางหมวดไปแล้ว แต่ทว่ายังมีกฎหมายรองอีกมากที่การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพอนามัยของประชาชนจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามรูปแบบ ขั้นตอน วิธีการที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน เช่น ตาม พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม 2535 พรบ.สุขภาพแห่งชาติ 2550 พรบ.การปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน 2548 เป็นต้น

          นอกจากนี้โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านล้วนเป็นโครงการที่ภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบหลายจังหวัด ได้คัดค้านมาอย่างเปิดเผยก่อนหน้านี้แล้ว เช่น โครงการสร้างเขื่อน 21 เขื่อนในโมดูล A1 โครงการแม่น้ำสายใหม่หรือฟลัดเวย์ในโมดูล A5 ดังนั้นการรื้อฟื้นโครงการต่าง ๆ ดังกล่าวมาเร่งรีบดำเนินการโดยไม่ผ่านขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ย่อมเป็นความคิดที่ไม่ฉลาด รังแต่จะสร้างความขัดแย้งและสร้างภาพลบให้เกิดขึ้นกับ คสช.อย่างแน่นอน และหาก คสช.ยังจะเดินหน้าดำเนินโครงการดังกล่าว สมาคมฯและชาวบ้านก็จักนำเรื่องดังกล่าวฟ้องร้องต่อศาลแน่นอน อย่าคิดว่ามีอำนาจล้นฟ้าแล้วสมาคมฯจะกลัว...

 

ประกาศมา ณ วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2557

นายศรีสุวรรณ  จรรยา

นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

ขอร้องเรียน ทวงถามคำตอบและการดำเนินการ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามจดหมายและข้อเรียกร้องที่ผ่านมาของ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด

 

จดหมายเปิดผนึก 

วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ 

 

เรื่อง        ขอร้องเรียน ทวงถามคำตอบและการดำเนินการ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามจดหมายและข้อเรียกร้องที่ผ่านมาของ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด

 

เรียน       ผู้บัญชาการทหารบก

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 

กรมสอบสวนคดีพิเศษ 

อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ 

อุตสาหกรรมจังหวัดเลย 

ผู้กำกับ สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังสะพุง 

นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวง 

คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร 

                 

จากเหตุการณ์เลวร้ายในคืนวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ถึง เช้าวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา ประชาชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้านได้ถูกกองกำลังเถื่อนติดอาวุธ ประมาณ ๓๐๐ คน เข้ามาปิดล้อมหมู่บ้าน ทำลายกำแพงชุมชนของหมู่บ้าน และได้ขู่ฆ่า กักขัง โดยมัดมือไขว้หลังให้คว่ำหน้ากับพื้น และรุมซ้อมทรมานทำร้ายร่างกายไม่เว้นผู้หญิงและคนชรา จำนวน ๔๐ คน รวม ๗ ชั่วโมง โดยมีแผนการ คนสั่งการ และลักษณะของการปฏิบัติการคล้ายการจู่โจมของทหาร เพื่อเปิดทางในการขนแร่ทองแดงของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เป็นเหตุให้ประชาชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด บาดเจ็บหลายสิบราย ถูกขโมยและทรัพย์สินถูกทำลาย โดยไม่มีหน่วยงานใดที่มีหน้าที่รับผิดชอบเข้ามาช่วยเหลือในขณะเกิดเหตุ 

และเหตุการณ์เมื่อ วันที่ ๒๑ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๗ ที่ พล.ท.ปรเมษฐ์ ป้อมนาค และผู้ติดตามอีก ๑๖ คน ซึ่งอ้างว่าเป็นทหาร ได้เดินทางเข้ามาที่หมู่บ้านนาหนองบง คุ้มใหญ่โดยขบวนรถที่ใช้มีรถตู้คันหนึ่ง หมายเลขทะเบียน ฮก 4700 กรุงเทพมหานคร จดทะเบียนในชื่อ ปรมินทร์ ป้อมนาค เมื่อถึงบริเวณหน้าบ้านของ นายสุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ ก็ได้บุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านและแสดงพฤติกรรมข่มขู่คุกคามคนในบ้าน และประชาชน กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ที่มาเฝ้าดูเหตุการณ์ หลังจากนั้นได้เปิดเผยความต้องการที่จะขนแร่ทองแดงของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ผ่านถนนสาธารณะของชุมชน

และ กรณีการทำลายกำแพงใจครั้งที่ ๑ ที่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้านได้ร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อปกป้องชุมชนโดยกลุ่มชายชุดดำติดอาวุธในยามวิกาล และการขู่วางระเบิด ๒ จุดในหมู่บ้าน บริเวณหน้าบ้านนายสรุพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ และบนกำแพงใจ 

ต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเหล่านี้ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ได้ดำเนินการแจ้งความ และส่งจดหมายร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ดังนี้ 

 

๑๙ กันยายน ๒๕๕๖ ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ได้แจ้งความกรณีชายชุดดำติดอาวุธเข้ามาทำลายกำแพงใจในยามวิกาล ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังสะพุง 

                คดียังไม่มีความคืบหน้า

 

๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๖ ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ได้แจ้งความกรณีถูกขู่วางระเบิด ๒ จุด ในหมู่บ้าน ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังสะพุง

คดียังไม่มีความคืบหน้า

 

๒๔ เมษายน ๒๕๕๗ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ยื่นจดหมายเปิดผนึก ร้องเรียนการละเมิดสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชนและกรณีปัญหาการข่มขู่คุกคามในหมู่บ้าน

๑. ขอให้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนต่อกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน

การตอบรับ ไม่มีหนังสือตอบ แต่ได้รับการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ในช่วงอาทิตย์แรกของเดือนพฤษภาคม แจ้ง กรรมการสิทธิ์จะลงพื้นที่ในวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗

 

๒.ขอให้ ผู้บัญชาการทหารบก ดำเนินการสอบสวนวินัยกลุ่มนายทหารดังกล่าวในข้อความข้างต้น

การตอบรับ หนังสือจาก สำนักงานเลขานุการกองทัพบก ที่ กห ๐๔๐๐/๒๒๖๓ ลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ (ได้รับเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗) เนื้อความว่า การพิจารณาเรื่องร้องเรียนนั้นจะต้องมีข้อมูลและรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับ ชื่อ บุคคล และวันเวลาสถานที่เกิดเหตุการณ์ ซึ่งท่านแจ้งว่าขบวนรถตู้ของกลุ่มนายทหารเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น หากท่านมียังมีความประสงค์จะร้องทุกข์เรื่องดังกล่าว ขอให้ท่านได้ทำหนังสือร้องทุกข์อีกครั้ง โดยระบุข้อมูลให้ชัดเจน เพื่อที่จะสามารถทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

 

๓. ขอให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการสอบสวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่จากคดีวางระเบิด ๒ จุดในหมู่บ้านที่ไม่มีความคืบหน้า

การตอบรับ ไม่มีหนังสือตอบและความคืบหน้าในการดำเนินการ

 

๔. ขอให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการสอบสวนการซื้อ-ขาย-ขนแร่ และดำเนินการด้านความปลอดภัยของแกนนำและชาวบ้านเป็นคดีพิเศษ

การตอบรับ ไม่มีหนังสือตอบและความคืบหน้าในการดำเนินการ

 

๕. ขอให้ อุตสาหกรรมจังหวัดเลย ดำเนินการตรวจสอบใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ และใบอนุญาตขนแร่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด

การตอบรับ หนังสือจาก อุตสาหกรรมจังหวัดเลย ที่ ลย. ๐๐๓๓(๒)/๐๘๕๒ ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๗ (ได้รับเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗)  จากการตรวจสอบของอุตสาหกรรมจังหวัดเลย เนื้อความว่า บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้ขออนุญาตขนแร่ทองแดง มีทองคำและเงินเจือปน จำวน ๔๗๖ เมตริกตัน โดยใช้รถบรรทุก ๑๕ คัน ไปยังสถานที่เก็บแร่ที่ ๒/๒๕๕๗ ของบริษัทฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ๒๙๔/๓ หมู่ที่ ๑๑ ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเลย ได้ออกใบอนุญาตขนแร่เลขที่ ๐๑๙๓๐ ๐๑๙๔๔ โดยมีอายุวันที่ ๒๒ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๗

หมายเหตุ หนังสือตอบไม่ตรงประเด็นที่ถาม ไม่ได้ให้ข้อมูลรายละเอียดเรื่องใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่

 

๖. ขอให้ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวง ในฐานะผู้อำนวยการทางหลวงท้องถิ่น เฝ้าระวังอย่างเคร่งครัดในการใช้รถบรรทุกขนย้ายแร่ที่มีน้ำหนักเกินกฎหมายกำหนด

การตอบรับ ไม่มีหนังสือตอบและความคืบหน้าในการดำเนินการ

 

๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ยื่นจดหมายขอให้ อุตสาหกรรมจังหวัดเลย ดำเนินการตรวจสอบใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ และใบอนุญาตขนแร่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด

เนื้อความว่า จดหมายชี้แจงจากการตรวจสอบของท่าน มิได้แจงรายละเอียดเรื่องใบอนุญาตการซื้อ ขายแร่ ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด กับบริษัท ผู้ซื้อแร่ให้ทางกลุ่มฯ ดังนั้นกลุ่มฯ จึงใคร่ขอให้ท่านดำเนินการตรวจสอบและแจ้งเรื่องมายังกลุ่มฯ อีกครั้ง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

- ใบอนุญาต ที่แสดงให้เห็นได้ว่า ผู้ซื้อแร่ มีสิทธิ หรือมีใบอนุญาตให้เป็นผู้มีสิทธิในการซื้อขายแร่

- ใบอนุญาตผู้ขายแร่ ที่แสดงให้เห็นได้ว่า ผู้ขายแร่ มีสิทธิหรือมีใบอนุญาตให้เป็นผู้มีสิทธิในการซื้อขายแร่

- ใบอนุญาตให้ทำการซื้อขายแร่ จำนวน ๔๗๖ เมตริกตัน

- หนังสือ สัญญาการซื้อขายแร่ จำนวน ๔๗๖ เมตริกตัน ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายแร่

- ใบอนุญาต ที่แสดงให้เห็นได้ว่า ผู้ขนแร่มีสิทธิในการขนย้ายแร่

- ใบอนุญาตในการขนแร่ จำนวน ๔๗๖ เมตริกตัน           

หมายเหตุ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นวันเกิดเหตุรุนแรง

 

๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ยื่นจดหมายถึง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, อุตสาหกรรมจังหวัดเลย ขอให้ระงับใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ และใบอนุญาตขนแร่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้าน และขอตรวจสอบและขอสำเนาใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ และใบอนุญาตขนแร่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๗ เป็นต้นมา

ได้แก่

- หนังสือ และเอกสารขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง และใบอนุญาตที่แสดงให้เห็นได้ว่า ผู้ซื้อแร่ มีสิทธิ หรือมีใบอนุญาตให้เป็นผู้มีสิทธิในการซื้อขายแร่

- หนังสือ และเอกสารขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง และใบอนุญาตผู้ขายแร่ ที่แสดงให้เห็นได้ว่า ผู้ขายแร่ มีสิทธิหรือมีใบอนุญาตให้เป็นผู้มีสิทธิในการซื้อขายแร่

- หนังสือ และเอกสารขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง และใบอนุญาตให้ทำการซื้อขายแร่

- หนังสือ และเอกสารขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง และหนังสือสัญญาการซื้อขายแร่

- หนังสือ และเอกสารขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง และใบอนุญาตที่แสดงให้เห็นได้ว่าผู้ขนแร่มีสิทธิในการขนย้ายแร่

- หนังสือ และเอกสารขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง และใบอนุญาตในการขนแร่

- หนังสือ และเอกสารขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง และใบอนุญาตรับช่วงการขนแร่

หมายเหตุ ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดไปยื่นเอกสารด้วยตัวเอง และขอดูเอกสารใบอนุญาตในการขนแร่ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงในคืนวันที่ ๑๕ รักษาการแทนอุตสาหกรรมจังหวัดเลย กล่าวกับตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดว่า ทุ่งคำได้ใบอนุญาตขนแร่วันที่ ๑๖ ถึง ๑๗ พฤษภาคมแล้ว ส่วนเอกสารอื่นๆ ขอประชุมก่อน เอกสารไหนให้ได้จะให้ เอกสารไหนให้ไม่ได้ก็ไม่ได้ (๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗)

๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดไปขอเอกสารที่อุตสาหกรรมจังหวัดเลยอีกครั้ง ได้รับคำตอบจากนายกำพล วงศ์ธนสมบัติ หัวหน้าฝ่ายงานอุตสาหกรรมฯ ว่า ไม่สามารถให้ได้เพราะนายไม่อยู่ ต้องรอนายมา ไม่มีเอกสารอยู่ที่จังหวัดเลย

ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ถามว่า จะระงับใบอนุญาตใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ และใบอนุญาตขนแร่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทั้งหมดหรือไม่ เนื่องจาก มาตรา ๑๐๓ ในกฎหมายแร่ บัญญัติว่า อธิบดีมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตหากมีเหตุอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือความผาสุกของประชาชน และการขนแร่ที่ใช้กองกำลังติดอาวุธ ๓๐๐ คนมาทำร้ายชาวบ้าน เป็นการขนแร่เถื่อนใช่หรือไม่ นายกำพลตอบว่าระงับใบอนุญาตที่ผู้ประกอบการจะขอไม่ได้ มาตรา ๑๐๓ จะทำได้ก็ต่อเมื่อการทำเหมืองหรือโรงงานส่งผลกระทบต่อชุมชนเท่านั้นและบ่ายเบี่ยงไม่ตอบเรื่องการใช้กองกำลังขนแร่



    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

ด้วยความล่าช้า ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ และไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนที่ตกอยู่ในอันตราย สถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมานี้ ประชาชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้าน จึงยังอยู่ในสถานการณ์ที่ยังสุ่มเสี่ยงต่อการถูกคุกคามและทำร้ายจากกลุ่มอิทธิพลมืดที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จากการขนแร่และการขายแร่ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด เนื่องจากข้อมูลจากสื่อมวลชนระบุว่า ยังมีแร่ทองแดงที่ค้างอยู่ในเหมืองทองคำแห่งนี้อีก ๑,๙๐๐ตัน และแร่ที่ยังไม่ได้แต่งแร่อีก ๒๐,๐๐๐ตัน

ยิ่งเมื่อกองทัพบกได้ประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ในขณะที่ประชาชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้านได้รวมกลุ่มกันจัดเวรยามเพื่อตรวจสอบดูแลความปลอดภัยของประชาชนในหมู่บ้านด้วยตนเองอย่างเข้มงวด สถานการณ์ดังนี้ได้สร้างความหวั่นวิตกต่อประชาชนในหมู่บ้าน  เนื่องจากความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกคุกคามทำร้ายมีมากยิ่งขึ้น เพราะการขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด มีความเกี่ยวข้องชัดเจนกับนายทหารโดยที่ประชาชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ไม่สามารถทราบได้ว่าจะมีการขนแร่โดยใช้กองกำลังเถื่อนติดอาวุธเข้ามาทำร้ายประชาชนในหมู่บ้านอีกหรือไม่หรือในเวลาใด

 

จดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จึงเรียนย้ำมาเพื่อขอให้หน่วยงานที่ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มฯ มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน

๑.       ขอให้ ผู้บัญชาการทหารบก เร่งดำเนินการตรวจสอบนายทหารนอกรีต ทั้งที่ปลดประจำการแล้ว และอยู่ระหว่างรับราชการ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัดเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจหรือข้ออ้างภายใต้สถานการณ์การประกาศกฎอัยการศึกในการขนแร่ และปราบปรามประชาชนที่ปกป้องสิทธิชุมชนในการคัดค้านเหมืองแร่ทองคำ และให้มีการลงโทษทางวินัยและกฎหมายต่อผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุด

๒.     ขอให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เร่งดำเนินการสอบสวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ให้อายัดแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่ถูกขนออกไปโดยกองกำลังเถื่อนติดอาวุธทำร้ายประชาชน และให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อกรณีดังกล่าวในข้างต้นให้ถึงที่สุดอย่างเร่งด่วน

๓.      ขอให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เร่งดำเนินการสอบสวนการซื้อ-ขาย-ขนแร่ ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ให้อายัดแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่ถูกขนออกไปโดยกองกำลังเถื่อนติดอาวุธทำร้ายประชาชน ให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อกรณีดังกล่าวในข้างต้นอย่างเร่งด่วนและดำเนินการด้านความปลอดภัยของแกนนำและชาวบ้านเป็นคดีพิเศษ

๔.      อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และอุตสาหกรรมจังหวัดเลยต้องระงับใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ ใบอนุญาตขนแร่ และระงับการออกใบอนุญาตขนแร่ให้แก่ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทั้งหมดเอาไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้าน และให้สำเนาใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ และใบอนุญาตขนแร่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๗ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน แก่ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด

๕.      ขอให้ ผู้กำกับ สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังสะพุงอายัดแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่ถูกขนออกไปโดยกองกำลังเถื่อนติดอาวุธทำร้ายประชาชน และเร่งดำเนินการสอบสวนสืบสวนคดีของผู้ถูกทำร้ายร่างกายและผู้เสียหายจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดต่อทุกกรณีที่ผ่านมา โดยจับกุมและดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุดอย่างเร่งด่วน

๖.       ขอให้ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวงในฐานะผู้อำนวยการทางหลวงท้องถิ่น เร่งดำเนินการตามกฎหมาย บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตขนแร่โดยการขนแร่ได้ใช้รถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากำหนดในกฎหมายวิ่งบนทางหลวงท้องถิ่น และให้หามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดจากการขนแร่ที่เหลืออยู่ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด โดยเคร่งครัด

๗.      ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร มีคำสั่งด่วนที่สุดให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และอุตสาหกรรมจังหวัดเลย ให้สำเนาเอกสารดังกล่าวในข้างต้นที่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้ร้องขอ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดอย่างสูงสุด

 

 

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด

๘๖ หมู่ ๓ บ้านนาหนองบง

ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ๔๒๑๓๐

สมพงษ์ สระแก้ว กับภารกิจคุ้มครองสิทธิแรงงานต่างด้าว



นายสมพงศ์ สระแก้ว หรือที่เด็กๆ เรียกกันว่า “ครูตุ่น” ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน
(LABOUR RIGHT PROMOTION NETWORK : LPN)  ด้วยบุคลิกเงียบขรึม ไว้ผมยาว มีหนวดเคราดูน่าเกรงขาม แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นมิตรไมตรี เป็นคนใจดี หากได้อยู่ใกล้ชิด จะสัมผัสได้ว่าชายคนนี้มากด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีความเมตตาสูง

ครูตุ่น สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านสังคมสงเคราะห์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาปริญญาโทพัฒนาชุมชนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เช่นกัน

ครูตุ่น ผันตัวเองมาทำงานเอ็นจีโอ ได้คลุกคลีกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติมายาวนาน และได้ก้าวออกมาทำงานด้วยตัวเองอย่างจริงจัง ครูตุ่นมองว่า คนที่มาทำงานเรื่องแรงงานในเชิงลึกจริงๆ นั้นมีน้อยมาก เขาจึงสนใจและเริ่มต้นทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติมาจนถึงทุกวันนี้

มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงานหรือ Labour Rights Promotion Network Foundation(LPN)ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2551 ซึ่งก่อนหน้านั้น ปี ได้ดำเนินการภายใต้คณะบุคคล รวมกลุ่มกันขึ้นเพื่อการทำงานภาคประชาสังคม และเกาะเกี่ยวประเด็นแรงงานข้ามชาติเป็นหลักในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ในนามเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน” มาตั้งแต่ปลายปี  2547  

สาเหตุที่เข้ามาทำงานในส่วนนี้ เริ่มจากการมองเห็นปัญหา ครูตุ่น บอกว่า

 “เราเห็นว่าเด็กที่เป็นลูกหลานของแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ขาดโอกาส เข้าไม่ถึงในเรื่องของสิทธิขั้นพื้นฐาน อย่างเช่น เรื่องการศึกษา เรื่องสุขภาพ ฯลฯ แล้วเด็กกลุ่มนี้จะอยู่ในอีกมุมหนึ่งของสังคม ซึ่งคนไทย อาจจะมองข้ามเสมือนว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่ในประเทศไทย พอได้เข้าไปสัมผัสกับครอบครัว ก็มีความคิดขึ้นมาว่า อย่างน้อยเราน่าจะช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงโอกาส และสิทธิที่ควรจะได้รับมากขึ้น”

การเข้าไปช่วยเหลือเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงานเบื้องต้น ครูตุ่น ได้มุ่งเน้นไปที่การมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กข้ามชาติ เนื่องจากมองว่า เด็กเหล่านี้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ผู้ปกครองในสังคมไทย ในฐานะของผู้ติดตาม ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆ ทำให้เด็กเหล่านี้อาศัยอยู่ในสังคมไทยเสมือนผู้หลบหนีเข้าเมือง และเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ถูกกระทำรังแก ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง หรือเป็นเหยื่อของนายหน้าค้ามนุษย์  จึงได้รณรงค์ผลักดันทางด้านการศึกษา ให้มีโอกาสเข้าเรียนในระบบโรงเรียน

“ถึงแม้ว่าจะไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆ ก็สามารถให้เข้าเรียนได้ เพราะว่าถ้าหากได้เข้าเรียนในระบบโรงเรียนแล้ว ก็จะได้รับการคุ้มครองโดยอัตโนมัติ ตำรวจไม่สามารถที่จะกระทำการจับกุมเสมือนผู้ที่หลบหนีเข้าเมืองได้ ตรงนี้ก็เป็นข้อดีเกี่ยวกับการจัดการการศึกษาให้กับนักเรียนข้ามชาติในระบบโรงเรียน” ครูตุ่นกล่าว

แต่การผลักดันเพื่อช่วยเหลือเด็กข้ามชาติเหล่านี้ไม่ได้ราบรื่นง่ายดายนัก ด้วยเหตุแห่งอคติในสังคม ทรรศนะคติเชิงลบต่างๆ มันทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้น

“ตอนนี้การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษายังน้อยอยู่ สาเหตุก็คงเป็นเพราะทรรศนะคติเชิงลบในสังคมอะไรต่างๆ มันทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้น เราก็ต้องต่อสู้กับวิธีคิดของรัฐที่มีทรรศนะคติเชิงลบ แล้วมองว่าการช่วยเหลือเด็กข้ามชาติเป็นภาระ เด็กเหล่านี้ไม่ใช่คนไทย ทำไมต้องไปดูแล ทำไมต้องคุ้มครอง ซึ่งประเด็นนี้คนไทยไม่ค่อยเข้าใจ” ครูตุ่นกล่าว

ครูตุ่น ก็พยายามชี้แจงให้กับภาครัฐ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจมากขึ้น โดยอาศัยพื้นที่เวทีสาธารณะ เพื่อเปิดโอกาส เปิดประเด็น ให้กับเด็กข้ามชาติเหล่านี้

“เราบอกว่า คุณเข้าใจผิดแล้ว เราก็พยายามที่จะอ้างปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเด็ก อนุสัญญาคุ้มครองเด็กอะไรต่างๆ โดยอาศัยเวทีสาธารณะเปิดประเด็นปัญหา ปรากฏการณ์ของเด็กที่ไม่สามารถเข้าถึงสิ่งที่ควรจะได้รับ ให้สังคมได้รับรู้ ให้สังคมให้ตระหนัก และได้เข้าใจว่า ประเทศไทยปฏิเสธเด็กเหล่านี้ไม่ได้ เพราะว่าแรงงานข้ามชาติมาเป็นครอบครัว มีการเคลื่อนย้ายแบบครอบครัว” ครูตุ่นกล่าว

กิจกรรมหลักของ LPN

- รับเรื่องร้องทุกข์ ให้บริการให้คำปรึกษาปัญหาด้านแรงงานที่ถูกละเมิดสิทธิในทุกประเด็นปัญหา

- ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ เครือข่ายองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องและนักกฎหมาย/ทนายความ

- อบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติ เด็กต่างชาติ

- การลงเยี่ยมบ้าน ชุมชนแรงงานข้ามชาติ

- การจัดกิจกรรมโมบายการศึกษาในชุมชน

ครูตุ่น ยังคงทำงานช่วยเหลือ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงานมาอย่างต่อเนื่อง องค์กรมีความเข้มแข็งมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำงานร่วมกับแรงงานข้ามชาติได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

 

                “วันนี้เราต้องยอมรับว่า แรงงานข้ามชาติเป็นหนึ่งในสังคมไทย เป็นหนึ่งในเรื่องของการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ เป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คนไทยมองข้าม มาทำงานทดแทนคนไทย คนไทยก็ต้องให้เกียรติและเคารพแรงงานเหล่านี้ ให้เค้าได้เข้าถึงสิทธิพึงมีพึงได้ในประเทศไทย  ผมมองว่า ถ้าวันนี้เราปฏิเสธแรงงานข้ามชาติ มีการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้น ตรงนี้เองที่อาจจะเป็นปัญหากับประเทศไทยในอนาคต ทำให้การอยู่ร่วมกันยากขึ้น  คนไทยอย่าคิดแค่ว่า เอาเขามาขึ้นทะเบียนแรงงาน แล้วมาทำงานให้ ไม่ได้คิดว่าเขาก็เป็นมนุษย์ มีคุณค่า มีมันสมอง  มีอีกหลายอย่างที่เราจะต้องปลูกสำนึกรับผิดชอบ สำนึกการอยู่ร่วมกัน สำนึกที่จะพัฒนาร่วมกัน จะทำให้เรามองเขาเป็นคนมากกว่าเป็นสินค้าหรือแรงงาน” ครูตุ่นกล่าวทิ้งท้าย และฝากแง่คิดให้คนไทย ให้คนไทยเห็นคุณค่าของมนุษย์ในแรงงานข้ามชาติให้มากกว่ามองเป็นแค่สินค้าหรือแรงงาน

 

 

 

ธนาเดช สุระกำแหง

นักศึกษาฝึกงาน ทีมงานไทยเอ็นจีโอ

 

 

 

 

 

อบรมโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม

 

 

มูลนิธิกองทุนไทย ได้จัดอบรมโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม วันที่ 29 – 30 เมษายน 2557 ณ ศูนย์พัฒนาบุคลากรอัสสัมชัญ ซอยทองหล่อ 25  กรุงเทพฯ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายครอบครัวด้านการระดมทุน เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรของเครือข่ายครอบครัวในด้านการระดมทุนผ่านรูปแบบต่างๆ  เพื่อให้เกิดความร่วมมือภายในเครือข่ายครอบครัวในด้านการระดมทุน มีบุคลากรของเครือข่ายครอบครัว รวม  25  คน เข้ามาร่วมประชุมในครั้งนี้ โดยมี ดร.จตุรงค์ บุญรัตนสุนทร ได้บรรยายในเรื่อง ความหมาย หลักการพื้นฐาน แหล่งรายได้วงจรและขั้นตอนการระดมทุน อ.วันชัย ตรีปิยชาติ บรรยายเรื่อง การระดมทุนด้วยกล่องรับบริจาค การหาอาสาสมัครเพื่อการระดมทุน และ อ.จันทร์ประภา วิชิตชลชัย ได้บรรยายเรื่องการระดมทุนด้วยการจัดกิจกรรมพิเศษและการทำธุรกิจขนาดย่อม จากการจัดโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม

นางสาว ธันยพร ดีประดวง สมาคมครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว.สุรินทร์ กล่าวว่าจากการอบรมในครั้งนี้การระดมทุนมีหลายวิธีมาก แต่ก็ต้องให้เหมาะกับกลุ่มและแหล่งทุนได้แนวคิดใหม่ๆด้วยกล่องรับบริจาค การระดมทุนแบบใหนก็ตามต้องทำเป็นทีม เพราะในองค์กรเดียวกันถ้าคนใดคนหนึ่งไม่เห็นด้วยการระดมทุนนั้นก็ไม่สำเร็จและความน่าเชื่อถือขององค์กรก็จะไม่มี ส่วน นางสาว พัชราวรรณ จันทร์ฝอย มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวกล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ทำให้ได้แรงบันดาลใจที่จะระดมทุนให้กับองค์กร ได้ความรู้เรื่องการระดมทุนที่เป็นระบบและได้แนวคิดในการระดมทุนในครั้งต่อไปและ นางสาว  อุสุมา เกตุท่าหัก มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่าการมาร่วมฟังบรรยายในครั้งนี้ได้แนวคิดใหม่ๆในการระดมทุนเป็นอย่างมากได้สร้างเครือข่ายเพิ่มได้เรียนรู้แนวคิดของผู้ที่ระดมทุนจริงที่มีประสบการณ์โดยตรงและเป็นการเปิดเครือข่ายใหม่ในการระดมทุนครั้งต่อไปด้วย


ภายใต้ความสลับซับซ้อนของปัญหาสังคม และความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงมากในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทยต่อไปนั้น  ปัญหาสังคม ความรุนแรงในครอบครัว อาชญากรรม ยาเสพติด ความยากจน ฯลฯ ก็ยังคงเป็นปัญหาที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยต่อไป และจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ถึงแม้ว่าภาครัฐได้พยายามแก้ไขปัญหา ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้  ภาคประชาสังคมซึ่งมีบทบาทในสังคมไทยมาเป็นเวลาพอสมควร จึงเป็นภาคส่วนที่เป็นความหวังของสังคมไทย ในการปกป้อง คุมครอง และพิทักษ์สิทธิประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคม ดังนั้นการระดมทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการและการทำงานในส่วนต่างๆของภาคประชาชน

 

 

พิษณุพร  ขันพรมมา   ทีมงานไทยเอ็นจีโอ   รายงาน

แถลงการณ์กลุ่มรักษ์บ้านแหง ต้อง “ยกเลิกใบอนุญาตป่าไม้” เพื่อขอทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์แอ่งงาว ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด

แถลงการณ์กลุ่มรักษ์บ้านแหง 

ต้อง  ยกเลิกใบอนุญาตป่าไม้

เพื่อขอทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์แอ่งงาว  ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด 

 

นับตั้งแต่เริ่มมีการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์แอ่งงาว  ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด  ในเขตพื้นที่บ้านแหงเหนือ หมู่ที่ ๑,  ๒ และ ๗  ต.บ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง  เมื่อปี ๒๕๕๓ หน่วยงานราชการและบริษัทดังกล่าวได้ร่วมกันเร่งรัดดำเนินการในทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการ  ดังนี้


๑. รายงานการไต่สวนพื้นที่ประกอบคำขอประทานบัตร  แปลงที่ ๔-๘/๒๕๕๓  เป็นเท็จ   

โดยการไต่สวนฯ พื้นที่ประมาณ ๑,๕๐๐ ไร่  ระบุว่าไม่พบถนนหนทางและทางน้ำสาธารณะ (ห้วย หนอง คลอง ลำธาร ฯลฯ)  ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริง เพราะมีถนนหนทางและทางน้ำสาธารณะหลายเส้นทางที่ประชาชนใช้สอยประโยชน์ร่วมกันเพื่อการสัญจรไปมาและทำการเกษตร 

 

๒. ภรรยาปลดล็อค มาตรา ๖ ทวิ  เพื่อให้สามีขอสัมปทานทำเหมืองแร่ถ่านหินแอ่งงาว

เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๑  รัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยา  เสนอ ครม. ให้พิจารณายกเลิกพื้นที่ตามมาตรา ๖ ทวิ ของกฎหมายแร่ ๒๕๑๐ โดยนำแหล่งถ่านหินในเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษาหรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ ๘ พื้นที่ทั่วประเทศ เปิดประมูลให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนสำรวจและทำเหมืองแร่ถ่านหิน

๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ บริษัทของสามีจดทะเบียนบริษัทเพื่อดำเนินการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินที่แอ่งงาว 

 

๓. บริษัทจดทะเบียนเพื่อประกอบกิจการป่าไม้ การทำไม้ ปลูกสวนป่า เพื่อหลอกซื้อที่ดินชาวบ้าน แต่พอซื้อได้แล้ว กลับนำที่ดินมาขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ภายหลัง

 

๔. ขอประทานบัตรทับที่ดินทำกิน ทั้งที่เจ้าของที่ดินไม่ยินยอม เป็นการกระทำเยี่ยงโจรปล้นแผ่นดิน!

 

๕. ประชาคมเท็จ หลอกลวง สวมรอย เพื่อช่วยเหลือให้บริษัทดำเนินการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินต่อไปให้ได้ โดยไม่ฟังเสียงประชาชนด้วยการบิดเบือนความเห็นที่ได้จากการประชุม

                ในการประชุมชี้แจงข้อมูลของบริษัท เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ ที่ศาลาเอนกประสงค์โรงเรียนบ้านแหงเหนือ โดยมีปลัด อบต.บ้านแหง เป็นผู้บันทึกการประชุม  และผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๑ และหมู่ ๗ เป็นผู้รับรองรายงานการประชุม ข้อเท็จจริงที่บันทึกได้ในแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียง พบว่าขัดแย้งกับรายงานการประชุม โดยรายงานการประชุมบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า ใครเห็นด้วยให้บริษัทขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหิน ให้ยกมือขึ้น แต่ข้อเท็จจริงที่ได้จากแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงที่บันทึกไว้ได้ในช่วงเวลาเดียวกันระบุว่า ใครเข้าใจในเรื่องที่อธิบายเกี่ยวกับการชี้แจงการขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหิน ให้ยกมือขึ้น

 

๖. มติของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหง เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ มิชอบด้วยกฎหมาย

                สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหงมีมติเห็นชอบการขอประทานบัตรและการประกอบกิจการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท โดยนำรายงานการประชุมชี้แจงข้อมูลของบริษัทเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ ที่บ้านแหงเหนือ มาใช้เป็นหลักฐานพิจารณาลงมติของสภา ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามหลักการของการมีส่วนร่วมของประชาชน

               

                ๗. ขอประทานบัตรทับที่ดิน ส.ป.ก. ของชาวบ้าน ๕๐๐ กว่าไร่

 

และทั้งหมด คือ สาเหตุที่ทำให้ราษฎรกลุ่มรักษ์บ้านแหงเรียกร้องหาความยุติธรรมมาโดยตลอด 

การออกมาเดินรณรงค์และชุมนุมเรียกร้องในวันนี้  ด้วยเหตุผลและความจำเป็น  ได้แก่

(๑) หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางได้ออกใบอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าไม้-ป่าสงวนฯ เพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหินแก่ บริษัท เขียวเหลือง จำกัด  แล้ว  เพื่อจะเร่งรีบออกประทานบัตรให้แก่บริษัทฯ    โดยไม่สนใจใยดีว่ายังมีที่ดินทำกินของราษฎรบ้านแหงเหนือ  หมู่ที่ ๑ และ ๗ ติดอยู่ในพื้นที่คำขอประทานบัตรประมาณ ๑๐๐ กว่าไร่  ที่ยังไม่ยินยอมหรือขายให้บริษัทดังกล่าวเอาไปใช้ประโยชน์เพื่อการทำเหมืองแร่ถ่านหิน


                และ ตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออาศัยอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๘  การที่บริษัทดังกล่าวจะยื่นคำขอและได้รับอนุญาตตามคำขอเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินในการทำเหมืองแร่ถ่านหินตามคำขอที่ ๔-๘/๒๕๕๓  ได้  จะต้องเป็นพื้นที่ไม่มีความขัดแย้งกับราษฎร  และต้องได้รับความตกลงยินยอมจากราษฎรในพื้นที่ในการเข้าทำประโยชน์เสียก่อน  แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัทดังกล่าวและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้รับและออกใบอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออาศัยอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยยังมีความขัดแย้งกับราษฎรในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลง  อยู่ในขณะนี้

(๒) คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการเหมืองแร่ (คชก.) ได้มีมติให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท  เขียวเหลือง  จำกัด และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้มีหนังสือแจ้งมติความเห็นชอบไปยังบริษัท เขียวเหลือง จำกัด เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา  ทั้ง ๆ ที่ราษฎรบ้านแหงเหนือที่อาศัยอยู่รอบบริเวณพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลง ไม่ได้มีส่วนร่วมและรับรู้ข้อมูลข่าวสารในการจัดทำรายงานอีไอเอเลยตั้งแต่ต้น  ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ เป็นอย่างยิ่ง.

 

ด้วยจิตคารวะ

ราษฎรกลุ่มรักษ์บ้านแหง

๒๘ เมษายน ๒๕๕๗



...............................................................................................................................................................

 

ข้อมูลเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนและสาธารณชนทั่วไป

 


กรณีการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด 

พื้นที่บ้านแหงเหนือ  หมู่ที่ ๑ และ ๗  ต.บ้านแหง  อ.งาว  จ.ลำปาง

๒๘ เมษายน ๒๕๕๗

 

ก. ข้อมูลเบื้องต้น

                - โครงการเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์แอ่งงาว  ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด  ปัจจุบันอยู่ในระหว่างขั้นตอนการขอประทานบัตร

                - พื้นที่คำขอประทานบัตรทั้งหมดประมาณ  ๑,๕๐๐ ไร่  ตามคำขอ ๕ แปลง ๆ ละประมาณ ๓๐๐ ไร่  คือ  คำขอประทานบัตรแปลงที่ ๔-๘/๒๕๕๓

                - ปริมาณสำรองถ่านหินลิกไนต์แอ่งงาว  ประกอบด้วย แอ่งย่อยสองแอ่ง  คือ แอ่งบ้านแหงเหนือ และแอ่งบ้านบ่อฮ่อ  รวมกันประมาณ ๔๘ ล้านตัน

                - ประเภทเหมือง : เหมืองเปิดหน้าดินโดยการขุดและระเบิดไปที่ระดับลึกสุดประมาณ ๑๕๐-๒๐๐ เมตรจากผิวดิน 

                - ที่จุดกำเนิด-พื้นที่ทำเหมืองในพื้นที่บ้านแหงเหนือ : มีการกองถ่านหิน  คัดกรอง  แต่งแร่  คัดแยก  และขนถ่านหินเกรด-ขนาดและคุณภาพต่าง ๆ ไปขายให้กับโรงงานผลิตปูนซีเมนต์และโรงงานอุตสาหกรรมอื่นเป็นหลัก  ส่วนการขายให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินแม่เมาะหรือที่อื่น ๆ เป็นธุรกิจรอง

 

ข. ประเด็นสำคัญ

๑. รายงานการไต่สวนพื้นที่ประกอบคำขอประทานบัตร  แปลงที่ ๔-๘/๒๕๕๓  พบว่ามีข้อความที่เป็นสาระสำคัญเป็นเท็จ  กล่าวคือ รายละเอียดที่ระบุไว้ในข้อ ๒ข้อ ๕  ของรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรฯ  ดังกล่าว  ระบุว่าไม่พบถนนหนทางและทางน้ำสาธารณะ (ห้วย หนอง คลอง ลำธาร ฯลฯ)  ในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าว  และพื้นที่ในรัศมีระยะ 50 เมตร  ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงในพื้นที่  เนื่องจากว่า  ในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าว  และพื้นที่ในรัศมีระยะ 50 เมตร  พบถนนหนทางและทางน้ำสาธารณะหลายเส้นทางที่ประชาชนใช้สอยประโยชน์ร่วมกันเพื่อการสัญจรไปมาและทำการเกษตร  ตามลำดับ

โดยเฉพาะเส้นทางสาธารณประโยชน์เส้นหลักของหมู่บ้านบ้านแหงเหนือ (ที่อยู่ในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าว)  ซึ่งเกิดมาพร้อม ๆ กับการก่อตั้งชุมชนตั้งแต่สมัยเมืองเก่า  หรือย้อนรอยหลักฐานได้ชัดเจนตั้งแต่สมัยขุนแหงหาญสู้  ในราวปี พ.ศ. ๒๔๔๖  ทั้งหมดมี ๔ เส้นทาง  คือ  (๑) ทางไปบ้านขุนแหง  (๒) ทางไปดอยโตน  (๓) ทางไปห้วยทรายขิง และ (๔) ทางไปอ่างเก็บน้ำแม่เมือง  ทุกเส้นทางมีทางเชื่อมต่อกันเป็นโยงใย 

ส่วนเส้นทางน้ำสาธารณประโยชน์ (ที่อยู่ในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าว)  ที่ชุมชนใช้ประโยชน์มาตั้งแต่สมัยเมืองเก่า  หรือย้อนรอยหลักฐานได้ชัดเจนตั้งแต่สมัยพ่อขุนแหงหาญสู้  ในราวปี พ.ศ. ๒๔๔๖  มี ๒ เส้นทางหลัก ๆ  คือ  (๑) เส้นทางน้ำสาธารณะด้านทิศตะวันตก  จะมีน้ำแม่แหง  ซึ่งจะมีลำห้วยเล็กลำห้วยน้อยที่ไหลมาบรรจบกันที่น้ำแม่แหง  คือ  ห้วยจอน  ห้วยรุ้ง  ห้วยทรายขิง  ห้วยปู  และห้วยเอิ้งเลิ้ง  ลำห้วยเหล่านี้พอถึงเดือน ๖  เดือน ๗  หรือเดือน ๘ (ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม  หรืออาจจะเลยไปถึงต้นเดือนมิถุนายน – นับเดือนแบบโบราณ)  น้ำจะแห้งขอด  พอถึงเดือน ๙  เดือน ๑๐  หรือเดือน ๑๑ (เดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม  หรืออาจจะล่วงเลยไปถึงเดือนสิงหาคม – นับเดือนแบบโบราณ)  จะมีปริมาณน้ำมากและมีน้ำหลากล้นตลิ่งบ่อยครั้ง  แต่น้ำก็ลดในเวลาที่รวดเร็วมาก  ไม่ท่วมนาน  (๒) เส้นทางน้ำสาธารณะด้านทิศตะวันออก  คือ  น้ำแม่เมือง  จะมีน้ำจากห้วยทรายแดง  ห้วยโป่ง  ห้วยหม่าขุน  ห้วยผาวังกั๊บ  ห้วยดงเดื่อ  ห้วยผาหยัง  ห้วยค่า  ห้วยผาเมือง  ห้วยหก  ห้วยไฮ  ห้วยดะ  ห้วยปูทา  ห้วยบง  ห้วยผาหมู  ห้วยชนัด  ห้วยจะค่าน  ห้วยปังเป๋ย  ห้วยต้นยาง  และห้วยแม่เมืองแล้ง  ไหลมาบรรจบ

ซึ่งรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรดังกล่าวเป็นเอกสารตั้งต้นของกระบวนการและขั้นตอนในการอนุญาตให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่  รวมทั้งเกี่ยวข้องอย่างมีนัยยะสำคัญต่อกระบวนการและขั้นตอนในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม  ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดพื้นที่ทำเหมืองว่าจะทำพื้นที่บริเวณใดอย่างไร อันจะเป็นสาระสำคัญในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ดังนั้น  เมื่อเอกสารสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการและขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดมีข้อความเป็นไม่ต้องตรงความเป็นจริง  จึงทำให้กระบวนการและขั้นตอนเกี่ยวกับการอนุญาตให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่  ตลอดจนกระบวนการและขั้นตอนของการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ถูกต้องตามไปด้วย  

แต่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น  และบริษัทกลับละเลยเพิกเฉยหรือไม่ใส่ใจในเรื่องดังกล่าว  โดยได้จัดทำและยื่นรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ สผ. และ คชก. เพื่อพิจารณาจนผ่านความเห็นชอบ (อีไอเอผ่านความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๖)  ดังกล่าวข้างต้น  ดังนั้น จึงเห็นว่า รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ผ่านความเห็นชอบไปแล้วนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ด้วยเหตุว่า  เมื่อรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรระบุว่า พื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลง ไม่พบว่าเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร  ห้วย  หนอง  คลอง  ลำธาร  และถนนหนทางที่ประชาชนใช้สอยประโยชน์ร่วมกันเสียแล้ว  จึงทำให้การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ประเมินหรือวิเคราะห์ผลกระทบว่าพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าวเป็นพื้นที่แหล่งต้นน้ำลำธารและถนนหนทางที่มีความอ่อนไหวต่อระบบนิเวศและวิถีการดำรงชีวิตของประชาชนได้ถูกต้อง  รอบคอบ  รัดกุม  และละเอียดถี่ถ้วนแต่อย่างใด

 

๒. ภรรยาปลดล็อค ๖ ทวิ เพื่อให้สามีขอสัมปทานทำเหมืองแร่ถ่านหินที่บ้านแหง

๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ ครม. ให้พิจารณายกเลิกมติ ครม. เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาแหล่งถ่านหิน เพื่อจะได้ดำเนินการประกาศยกเลิกเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษาหรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ถ่านหินตามความในมาตรา ๖ ทวิ ของกฎหมายแร่ ๒๕๑๐ โดยนำแหล่งถ่านหินในเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษาหรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ ๘ พื้นที่ คือ แหล่งถ่านหินแอ่งเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี  แอ่งสินปุน จังหวัดนครศรีธรรมราช  แอ่งเชียงม่วน จังหวัดพะเยา  แอ่งงาว แอ่งวังเหนือ แอ่งแจ้ห่ม-เมืองปาน แอ่งแม่ทะ และแอ่งเสริมงาม จังหวัดลำปาง ไปเปิดประมูลให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนสำรวจและทำเหมืองแร่ถ่านหินต่อไป

๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ บริษัทเขียวเหลืองได้ทำการจดทะเบียนประเภทบริษัทจำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน ๓๐ ล้านบาท  บริษัทนี้เป็นของกลุ่มทุนการเมืองพรรคภูมิใจไทย กรรมการบริษัทและประธานบริษัทดังกล่าว คือ นายเรืองศักดิ์ งามสมภาค อดีตอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และเป็นผู้เคยถูกเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขแทน นายมานิต นพอมรบดี ที่ลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ปัจจุบันเป็นรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยคนที่หนึ่ง และเป็น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อคนหนึ่งของพรรค ซึ่งหลังจากมีตำแหน่ง ส.ส. ก็ได้ลาออกจากตำแหน่งการเป็นกรรมการและประธานบริษัทแล้ว ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมา แกนนำพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่สมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นสามีของนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน

๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาแหล่งถ่านหินตามที่ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เสนอ

๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ยกเลิกเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ถ่านหินตามมาตรา ๖ ทวิ ซึ่งส่งผลให้บริษัทเขียวเหลืองทำการขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหินแอ่งงาวที่บ้านแหง และที่แหล่งถ่านหินแอ่งแจ้ห่ม-เมืองปาน ที่บ้านแจ้คอน ต.ทุ่งผึ้ง อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง อยู่ในขณะนี้

๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ ๐๕๐๕/๙๒๘๗ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ แจ้งต่อนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑  ตามที่นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เสนอ

ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ แต่หนังสือจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีด่วนที่สุด ที่ ๐๕๐๕/๙๒๘๗ แจ้งมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน) เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ จึงมีข้อสงสัยว่านางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ได้ทำการประกาศกระทรวงฯ เรื่องยกเลิกเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ถ่านหินตามความในมาตรา ๖ ทวิ ของกฎหมายแร่ เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ ก่อนที่หนังสือจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะส่งมาถึงได้อย่างไร หากประเด็นนี้ไม่ใช่การผิดลำดับขั้นตอน/กระบวนการของกฎหมายหรือกฎระเบียบใด ๆ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่านางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ได้เร่งรีบออกประกาศกระทรวงฯ ดังกล่าวก่อนหนังสือจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะส่งมาถึงตัวเองไปเพื่ออะไร หรือเพื่อใคร

ใคร ๆ เขาก็รู้ทั่วทั้งจังหวัดลำปางว่าเจ้าของตัวจริงเสียงจริงของบริษัทเขียวเหลืองเป็นใคร!

 

๓. บริษัทจดทะเบียนเพื่อประกอบกิจการป่าไม้ การทำไม้ ปลูกสวนป่า เพื่อหลอกซื้อที่ดินชาวบ้าน แต่พอซื้อได้แล้ว กลับนำที่ดินมาขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ภายหลัง

มิหนำซ้ำใบอนุญาตให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ เป็นใบอนุญาตที่ได้มาในช่วงที่ขอใช้ประโยชน์เพื่อปลูกป่า แต่กลับนำใบอนุญาตปลูกป่ามาอ้างว่าเป็นใบอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ได้ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์และผิดกฎหมาย

 

๔. ขอประทานบัตรทับที่ดินทำกิน ทั้งที่เจ้าของที่ดินไม่ยินยอม เป็นการกระทำเยี่ยงโจรปล้นแผ่นดิน!

                รายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรฯ ได้ขอทับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านอีก ๒๐ กว่าราย ที่ไม่ยินยอมขายที่ดินหรือให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อการทำเหมืองแร่ถ่านหินแต่อย่างใด โดยมีการรวมหัวกันระหว่างข้าราชการและนายทุนเพื่อละเมิดสิทธิครอบครองที่ดินของประชาชน โดยพยายามเร่งรัดการขอประทานบัตรเพื่อให้ได้ประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินก่อน แล้วให้เจ้าของที่ดินไปเรียกร้องหรือฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเอาที่ดินที่ตนเองมีสิทธิครอบครองกลับคืนมาภายหลัง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้ที่ดินที่ตัวเองถือครองคืนมาเพราะกระบวนการร้องเรียนหรือฟ้องคดีต่อศาลใช้เวลายาวนานกว่าคดีความจะสิ้นสุด หรือถึงแม้ในที่สุดหากได้ที่ดินคืนมาก็จะไม่มีสภาพเดิมเหมือนเก่า ทำกินไม่ได้อีกต่อไป เพราะถูกขุดเปิดทำลายหน้าดินเพื่อเอาถ่านหินไปหมดแล้ว

 

๕. ประชาคมเท็จ หลอกลวง สวมรอย เพื่อช่วยเหลือให้บริษัทดำเนินการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินต่อไปให้ได้ โดยไม่ฟังเสียงประชาชน หรือบิดเบือนความเห็นที่ได้จากการประชุม

                ในการประชุมชี้แจงข้อมูลของบริษัท เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ ที่ศาลาเอนกประสงค์โรงเรียนบ้านแหงเหนือ โดยมีปลัด อบต.บ้านแหง เป็นผู้บันทึกการประชุม  และผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๑ และหมู่ ๗ เป็นผู้รับรองรายงานการประชุม ข้อเท็จจริงที่บันทึกได้ในแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียง พบว่าขัดแย้งกับรายงานการประชุม โดยรายงานการประชุมบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า ใครเห็นด้วยให้บริษัทขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหิน ให้ยกมือขึ้น แต่ข้อเท็จจริงที่ได้จากแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงที่บันทึกไว้ได้ในช่วงเวลาเดียวกันระบุว่า ใครเข้าใจในเรื่องที่อธิบายเกี่ยวกับการชี้แจงการขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหิน ให้ยกมือขึ้น

                การกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการชี้แจงข้อมูลและสอบถามความเห็นโดยโปร่งใสและสุจริต การถามความเห็นเพียงเท่าที่กล่าว ผู้เข้าร่วมประชุมย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นการสอบถามว่าชาวบ้านรับฟังคำชี้แจงแล้วเข้าใจหรือไม่ ไม่ใช่เป็นการสอบถามความเห็นชอบว่า ยินยอมหรืออนุญาตให้บริษัทได้รับประทานบัตรและประกอบกิจการเหมืองแร่ถ่านหินตามที่อ้างไว้ในบันการประชุมเท็จแต่อย่างใด

 

๖. มติของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหง เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ มิชอบด้วยกฎหมาย

                สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหงมีมติเห็นชอบการขอประทานบัตรและการประกอบกิจการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท โดยนำรายงานการประชุมชี้แจงข้อมูลของบริษัทเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ ที่บ้านแหงเหนือ มาใช้เป็นหลักฐานพิจารณาลงมติของสภา ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามหลักการของการมีส่วนร่วมของประชาชน

                สมควรที่จะเอาผิด ลงโทษกับผู้บันทึกการประชุมและผู้รับรองรายงานการประชุมอย่างถึงที่สุด! 

               

                ๗. ขอประทานบัตรทับที่ดิน ส.ป.ก. ของชาวบ้าน ๕๐๐ กว่าไร่

 

ค. สถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องในวันนี้

๑. หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางได้ออกใบอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าไม้-ป่าสงวนฯ เพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหินแก่บริษัทดังกล่าวแล้ว  เพื่อจะเร่งรีบออกประทานบัตรให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยเร็วต่อไป  โดยไม่สนใจใยดีว่ายังมีที่ดินทำกินของราษฎรบ้านแหงเหนือ  หมู่ที่ ๑ และ ๗ ติดอยู่ในพื้นที่คำขอประทานบัตรประมาณ ๑๐๐ กว่าไร่  ที่ยังไม่ยินยอมหรือขายให้บริษัทดังกล่าวเอาไปใช้ประโยชน์เพื่อการทำเหมืองแร่ถ่านหินแต่อย่างใด     

                และด้วยเหตุว่าตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออาศัยอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๘  นั้น  การที่บริษัทดังกล่าวจะยื่นคำขอและได้รับอนุญาตตามคำขอเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินในการทำเหมืองแร่ถ่านหินตามคำขอที่ ๔-๘/๒๕๕๓  ได้  จะต้องเป็นพื้นที่ไม่มีความขัดแย้งกับราษฎร  และต้องได้รับความตกลงยินยอมจากราษฎรในพื้นที่ในการเข้าทำประโยชน์เสียก่อน  แต่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าบริษัทดังกล่าวและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้รับและออกใบอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออาศัยอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยยังมีความขัดแย้งกับราษฎรในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลง  อยู่ในขณะนี้

๒. คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการเหมืองแร่ (คชก.) ได้มีมติให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท  เขียวเหลือง  จำกัด เมื่อการประชุมครั้งที่ 28/2556  วันที่ 22 ตุลาคม 2556 และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้มีหนังสือแจ้งมติความเห็นชอบไปยังบริษัท เขียวเหลือง จำกัด เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมาแล้ว  ทั้ง ๆ ที่ราษฎรบ้านแหงเหนือที่อาศัยอยู่รอบบริเวณพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าวไม่ได้มีส่วนร่วมและรับรู้ข้อมูลข่าวสารในการจัดทำรายงานอีไอเอเลยตั้งแต่ต้น  ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ เป็นอย่างยิ่ง

                                               

แจกฟรี !! หนังสือพิมพ์ไทยเอ็นจีโอ

หนังสือพิมพ์ไทยเอ็นจีโอ เสียงประชาชน เปิดโลกคนทำงานพัฒนา กับอีกก้าวหนึ่งของสื่อเล็กๆ เชิงคุณภาพเพื่องานพัฒนาของเครือข่ายภาคประชาสังคม (CSOs)

ตุลาคม ปี
2543 www.thaingo.org ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความแปลกใหม่ในโลกของข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นกระแสมาแรง จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี 2-3 ปีให้หลัง Thaingo ไปถึงจุดสูง ในฐานะสื่อภาคประชาชนเล็กๆ เงื่อนไขและความสำเร็จนั้นมีเพียงสองประการคือ หนึ่ง ) ความแปลกใจทันสมัยและก้าวหน้ามากของเทคโนโลยี และ สอง) การเกิดพื้นที่สื่อสารกับสาธารณะของขบวนงานพัฒนา จากนั้นไม่นานเทคโนโลยีก็ก้าวหน้า ทั่วถึงและกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันประชาชน

15 ปีผ่านมา ปัญหาการเข้าไม่ถึงสื่อ ปัญหาความขาดแคลนเทคโนโลยีได้หมดไปนานแล้ว เป็นโลกใหม่ที่ประชาชนมีสื่อในมือและเชื่อมกันเป็นโครงข่าย Network ผ่าน TV Digital เก็บภาพเสียงด้วยระบบ Digital  ส่งผ่านระบบ Internet ผ่านระบบปฏิบัติการ( OS)  windows Linux หรือถ้าใน smart phone ก็อาจจะเป็น  Android ทุกอย่างรวดเร็ว และน่าจะเพียงพอสำหรับการสร้างสรรค์สังคมเพื่อร่วมเป็นหนึ่งสร้างโลกยุคใหม่ แต่.. สังคมไทยยังต้องกลับมาเรียนรู้อดีตและการสื่อสารแบบเดิม

ความเป็นข่าวหรือรวดเร็วซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ตอบสนองได้แต่ความเป็นสื่อซึ่งน่าเชื่อถือ พิสูจน์ด้วยกาลเวลาด้วยจิตใจที่อดทนและมุ่งมั่นทำงาน มีข้อมูลเป็นระบบ มีมาตรฐานในการทำเสนอตรงไปตรงมา
www.ThaiNGO.org ผ่านเส้นทางสายนั้นมากว่า 15 ปี วันนี้นอกจากจะพัฒนาบทบาทตนเองให้เป็นทีมข่าวเล็กๆ ที่น่าเชื่อถือเพื่อคนทำงานพัฒนา ( NGOs) แล้ว ยังพัฒนารูปแบบการสื่อสารให้หลากหลายทั่วถึง เพื่อให้เหมาะกับการรับข้อมูลข่าวสารในชีวิตประจำวัน

และรอคอยเพื่อนพ้องน้องพี่นักพัฒนา นักกิจกรรมทางสังคม และประชาชนที่สนใจห่วงใยสังคม บ้านเมือง และรักความถูกต้อง มาร่วมเป็นหนึ่งในทีมงานสื่อเล็กๆ  ที่อิสระและเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมพัฒนาเนื้อหาและวางเป้าหมายไปด้วยกัน

30 เมษายนนี้” เปิดตัว หนังสือพิมพ์ ไทยเอ็นจีโอ หนังสือพิมพ์รายเดือนคุณภาพคับแก้ว อัดแน่นด้วยเนื้อหา ข่าวสาร เพื่อสร้างพลังให้เครือข่ายภาคประชาสังคม (CSO) เครือข่ายประชาชน (PO) และขบวนการ NGOs ไทย ตลอดจนเชื่อมเครือข่ายสู่งานพัฒนาระดับอาเซียน (ASEAN)

แจกฟรี !!!   ในช่วงแรกเป็นฉบับทดลองสัมผัสเนื้อหา แจกฟรีทุกท่าน ทุกองค์กร ขอเพียงส่ง “ชื่อ-สกุล หรือ ชื่อองค์กร ที่อยู่ เบอร์โทรและอีเมล์ มาที่ webmaster@thaingo.org หรือ ทีมงานไทยเอ็นจีโอ 2044/23 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10130  

ทริปเปิ้ล เอช บทเพลงพิทักษ์ต้นน้ำของเยาวชน ต.สรอย

 

          ผลักดันเด็กๆทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมผ่านสื่อมานับสิบปี จนถึงวันนี้นับว่าประสบความสำเร็จในระดับที่เด็กกลุ่มนั้นได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในสิบห้ากลุ่มศิลปินทั่วประเทศภายใต้ทีม Triple H

 

“คนต้นน้ำ” คือชื่อวงดนตรีของกลุ่มนักร้องที่รวมตัวกันสร้างสรรค์บทเพลงเพื่อชุมชน ยังไม่รวมกับการใช้ชื่อเดียวกันนี้เพื่อทำกิจกรรมทางสังคมอีกหลายโครงการนับตั้งแต่ปี 2547 ภายใต้การขับเคลื่อนของ “พระยงยุทธ ทีปโก” วัย 50 ปี ผู้ซึ่งฝังตัวอยู่กับการเคลื่อนไหวทางสังคมมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่คดีเขื่อนปากมูล  ตลอดจนการต่อต้านการสำรวจแร่เหมืองเหล็กลุ่มน้ำแม่สรอย จ.แพร่ ด้วยเหตุผลเดียวเพียงเพราะศรัทธาในคำว่า “สิทธิชุมชน” และยอมไม่ได้เลยหากความเป็นชุมชนจะถูกละเมิดซึ่งสิทธิมนุษยชน

ตลอดเส้นทางของการต่อสู้กว่ายี่สิบปี ยิ่งเมื่ออยู่ในฐานะของพระสงฆ์องค์เจ้าผู้ซึ่งง่ายต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยแล้วนั้น ไม่ง่ายเลยที่ท่านจะต้องแบกรับทั้งคำสบประมาท คำติฉินนินทา หรือแม้กระทั่งการตกเป็นเป้าของกลุ่มนายทุนขนาดใหญ่ที่มองท่านเป็นศัตรูตัวฉกาจ ประกอบกับความไม่เข้าใจลึกซึ้งของชาวบ้านที่แบ่งเป็นหลายฝักหลายฝ่ายด้วยแล้ว ดูแทบไร้ซึ่งหนทางว่าวันนี้ท่านจะพาชาวบ้านนับพันๆหมื่นๆครัวเรือนในพื้นที่ที่โดนรังแก เดินทางมาไกลขนาดนี้ได้อย่างไรโดยกำลังของท่านเพียงลำพัง

อาตมาไม่ยอมให้ชาวบ้านเป็นเป้ากับอาตมา ให้เป็นคนตามอาตมาก็พอ” แล้วก็เป็นไปตามคำที่ท่านกล่าวไว้ทุกประการ นับตั้งแต่วันที่พระท่านยงยุทธเป็นแกนนำผู้ผลักดันการริเริ่มทำฝายในโครงการ “ล้านฝาย แทนเขื่อนแก่งเสือเต้น” จ.แพร่ ในปี 2548 เพราะอยากให้ความชุ่มชื้นของผืนป่าเกิดขึ้นจริงบนแผ่นดินเกิดของท่าน ทั้งมีนัยสำคัญในการชะลอน้ำเพื่อลดภาวะน้ำหลากในช่วงที่เกิดเหตุน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง ต่อมาโครงการนี้ได้ถูกผลักดันจนขึ้นแท่นเป็นวาระในระดับจังหวัด ก่อนจะถือเป็นโครงการต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับการพัฒนาเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ซึ่งแม้โครงการนี้จะสะท้อนให้เห็นคุณูปการของท่านอย่างเต็มเปี่ยม แต่ก็ปราศจากการสถาปนาตนในฐานะผู้บุกเบิกแต่อย่างใด เพราะเพียงสิ่งเดียวที่ท่านหวังจะได้เห็นก็คือ ชีวิตของชาวบ้านจะต้องไม่ล้มหายตายเปล่าจากการหมดแรงสู้กับกลุ่มบรรษัทที่เข้ามาหาประโยชน์ในพื้นที่ โดยไม่แยแสเลยว่าปากท้องของลูกเล็กเด็กแดงจะอยู่ได้อย่างไร หากพ่อแม่ของพวกเขายังไร้ซึ่งแหล่งทำมาหากิน หรือแม้แต่ที่ซุกหัวนอน อย่างน้อยที่สุดหากการสร้างฝายจะมีน้ำให้ชาวบ้านได้พอนำไปใช้ประโยชน์ได้สักอีกปีสองปี ก็ถือว่าคุ้มเกินพอ

“... เราอยู่ตรงไหนเราต้องเป็นหนึ่งในชุมชน นี่คือวิธีคิดนะ ครูมาสอนที่นี่มันก็ต้องว่าที่นี่เป็นบ้านตัวเอง ถ้าครูคิดว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านครู มันก็สอนบ้างไม่สอนบ้าง อาตมาเป็นคนภาคเหนือ แต่ไปอยู่ภาคอีสาน อีสานก็คือแดนไทย เราก็คือคนไทยคนหนึ่ง ดังนั้นอีสานก็คือบ้านเรา นี่คือแดนไทยไม่ใช่เขมร ไม่ใช่ลาวดังนั้นเราไปอยู่ไหนก็ต้องทำตัวให้กลมกลืนกับจุดนั้นๆ ชุมชนมีปัญหาเราก็ต้องแก้ไปกับเขา”

และด้วยแนวคิดดังกล่าว บวกกับความเชื่อพื้นฐานของท่านที่ว่าหากคิดจะทำการใดให้สำเร็จ จำเป็นจะต้องมีฐานทางกำลังที่หนักแน่นเสียก่อน จึงทำให้ตลอดระยะเวลาสิบปีให้หลังได้เกิดช่องทางการต่อสู้ผ่าน “สื่อ”มากมาย โดยการขับเคลื่อนกันเองภายในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังหลักของหมู่บ้าน เริ่มตั้งแต่เด็กน้อยวัยเจ็ดแปดขวบที่ช่วยกันแจกใบปลิวรณรงค์การออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งบนรถเครื่องเสียง ส่วนเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยก็จะรวมตัวกันผลิตสื่อสิ่งพิมพ์จนได้เป็นวารสารในนามของ “คนลุ่มน้ำสรอย” ที่มีจุดประสงค์เพื่อกล่อมเกลาความรู้สึกนึกคิดของชาวบ้านให้รักและหวงแหนทรัพยากรในบ้านเกิด ตลอดจนรู้จักวิธีฟื้นฟูธรรมชาติโดยภูมิปัญญาท้องถิ่นของพวกเขาเอง ซึ่งแม้ว่าระยะแรกจะมีปัญหาเรื่องของทุนทรัพย์ในการจัดพิมพ์ แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะพลังแห่งการสนับสนุนของชาวบ้านได้เลย ใครที่พอมีกำลังจ่ายได้บ้างก็จะช่วยกันลงขันเงินเฉลี่ยสามร้อยบาทต่อเดือน ส่วนผู้ที่มีรายได้น้อยก็จะนำกระดาษเหลือใช้มาให้เป็นวัสดุในการพิมพ์ครั้งต่อไป ก่อนจะประสบความสำเร็จอย่างมากจนต้องกระจายช่องทางการนำเสนอให้แพร่หลายขึ้น ประกอบกับการรู้จักใช้เทคโนโลยีของเด็กๆในหมู่บ้าน จนทำให้เกิดเป็นผลงานการบันทึกภาพ Video และนำไปตัดต่อจนสำเร็จเป็นหนังสั้น เพื่อใช้ฉายตามงานชุมนุมเทศกาลต่างๆในตัวจังหวัด โดยเนื้อสารดังกล่าวก็จะเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมทางธรรมชาติ การรุกรานของนายทุน และความจำเป็นในการตั้งรับของชาวบ้าน ไม่ต่างไปกับเจตนารมณ์เดิมเมื่อครั้งยังผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ 

จนมาวันนี้เรื่องราวของการต่อสู้ผ่านสื่อโดยเน้นกำลังของเยาวชนในท้องถิ่นเป็นสำคัญ ก็ยังคงดำเนินอยู่ ณ ปัจจุบัน เพราะนั่นอาจเป็นหนทางเดียวที่ชาวบ้าน รวมถึงพระยงยุทธเองที่มองตัวเองว่าเป็นหนึ่งในชาวบ้าน จะสามารถแสดง “จุดยืนแห่งความเป็นสิทธิมนุษยชน” ได้ บนพื้นที่ที่เหลือน้อยเต็มทน

เหมืองแร่จะมาอีกแล้ว ... อาตมาแต่ง แล้วก็มีเด็กผู้หญิงมาช่วยใส่คอร์ด” ท่านร้องตัวอย่างท่อนแรกของเพลงให้เราฟัง ซึ่งเป็นเพลงที่เด็กๆในนามกลุ่มคนต้นน้ำได้ใช้ส่งเข้าประกวดในโครงการ “ดนตรีสร้างปัญญา นำพาสุขสู่สังคม” หรือ Triple H music ปีที่ 4 ที่จัดโดยความร่วมมือระหว่าง สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) กับ กลุ่มสลึงและคลื่นวิทยุชื่อดัง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้มีพื้นที่ของตัวเองแสดงความศักยภาพในการสร้างสรรค์สังคม ผ่านบทเพลงที่ตนกำกับเองทั้งหมด โดยมีเนื้อหาเพลงเกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคมต่างๆ จนวันนี้บทเพลงดังกล่าวได้ถูกคัดเลือกขึ้นแท่นอยู่อันดับหนึ่ง ให้ผ่านเข้าไปในรอบ 15 ทีมสุดท้าย เพื่อรอการคัดเลือกในรอบชิงชนะเลิศแล้ว ซึ่งข่าวนี้ถือว่าได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับเด็กน้อยตัวเล็กๆ ในวง ที่อยู่ภายใต้การรับรู้ดูแลของพระยงยุทธอย่างมาก

อาจจะเป็นเพราะเนื้อหาที่เล่าออกมาอย่างเป็นธรรมชาติถึงความอดสูใจ และวิงวอนให้ชาวบ้าน หวงแหนพื้นที่ที่เหลืออยู่ไว้ให้ดี ก่อนจะกลายเป็นพื้นที่ที่จะถูกคว้านซื้อโดยนายทุนเหมืองใหญ่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวที่ถูกอ้างถึงในเพลงก็คือ บริเวณแถบบ้านเขาเขียว จ. พิษณุโลก ที่กำลังถูกสำรวจแร่ทองคำเพื่อรอขยายพื้นที่ทำเหมืองต่อจากพื้นที่เดิมที่อยู่ใน จ.พิจิตร จุดนี้จึงทำให้ชนะใจกรรมการอย่างยากหาจะทีมใดเทียบ

“ผลดีของการเอาเพลงไปประกวด ก็คือสร้างภาพให้รู้ว่า คนต้นน้ำ คิดอะไร ต้องการเตือนให้คนรู้ และอาตมามองว่าเป็นการสู้ที่ไม่เจ็บตัว คนเข้าถึงง่ายกว่าหนังสั้น

... ปัจจุบันเรื่องนี้ยังอยู่ในกลุ่มของผู้รับผลกระทบเท่านั้น ถือว่าสำเร็จแค่ในระดับหนึ่ง อยากให้สาธารณะมากกว่านี้ เพื่อที่ว่าจะได้รวมเป็นผนวกเดียวกันต่อสู้กับรัฐ” พระยงยุทธสรุปได้ใจความ เมื่อถูกถามว่าความสำเร็จของเด็กๆในวันนี้ มาไกลแค่ไหนแล้ว

อย่างไรก็ตาม เราเองก็ได้แต่หวังว่าเยาวชนคนต้นน้ำจะฝ่าด่านไปได้ถึงรอบสุดท้ายตามที่น้องๆเคยฝันไว้ได้จริง เพราะนั่นอาจเป็นหนทางเดียวที่ชาวบ้าน รวมถึงพระยงยุทธเองที่มองตัวเองว่าเป็นหนึ่งในชาวบ้าน จะสามารถแสดง “จุดยืนแห่งความเป็นสิทธิมนุษยชน” ได้ บนพื้นที่ที่เหลือน้อยเต็มทน

จนมาวันนี้ เรื่องราวการต่อสู้ผ่านบทเพลง เพื่อให้ได้มาซึ่งดินแดนที่พวกเขาเคยเป็นเจ้าของ มีป่า มีน้ำที่ผู้เฒ่าผู้แก่เคยได้ใช้พักพิงกัน จะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีตอีกต่อไป และกำลังจะเติบโตไปพร้อมกับอุดมการณ์อันแรงกล้าที่ถูกฝังรากลึกในความเป็นคนของเยาวชนคนต้นน้ำ

เพราะ “นี่คือวิธีคิดการสร้างสื่อ และการสร้างคนของอาตมา”

 

วีนัส อยู่ดี ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

“แม่เลี้ยงเดี่ยว” โลกของผู้หญิงหัวใจแกร่ง


  ลมร้อนแรกฤดูพัดมาเฉื่อยฉิวปะทะผ่านใบหน้าผะผ่าว เสียงช้อนคน
  น้ำแข็งดังกระทบแก้ว แก๊กๆๆ เธอก้มหน้าก้มตาขะมักขะเม้นกับร้าน
  กาแฟเล็กๆ ริมถนนนี้ทุกวัน เธอมักบอกทุกคนที่แวะเวียนอุดหนุนว่า
  เธอภูมิใจกับร้านกาแฟแห่งนี้ ในแววตาวาวประกายมีความหวังชีวิต
  เสียงทักทายผู้ผ่านไปมาเป็นระยะๆ ประสานรอยยิ้มอิ่มเอิบให้กัน
  กับผู้คนผ่านทาง
                ชีวิตหากเริ่มต้นได้และมีความหวังก็เป็นเสมือนพลังงานที่
  ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตของครอบครัวเล็กๆ ที่ต้องดิ้นรนเลี้ยงปากท้อง
  เธอและลูกๆ แน่นอนหากถามความรู้สึกที่แท้จริงการมีครอบครัวที่
  ครบพ่อแม่ลูกนั้นสำคัญ เพราะได้ช่วยแบ่งเบาทั้งแรงใจและแรงงาน
  ช่วยหาจุนเจือครอบครัว แต่ถ้าหากไม่มี เพราะชีวิตคู่ไม่ได้ราบรื่นงด
  งามเหมือนในนิยายหละ นั่นก็ใมช่ว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปไม่ได้ 
                วันนี้, วันที่เธอเข้มแข็งพอมีหนทางก้าวย่างและเมื่อมีใคร
  สักคนยื่นมือมาให้โอกาส เธอก็พร้อมจะลุกขึ้นและสู้ เธอแข็งแกร่ง
  พอจะนำพาครอบครัวดำเนินต่อชีวิตไปได้อย่างมีความสุขตาม
  อัตภาพ

  มีนา ดวงราศี เลขาธิการสมาคมครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว หนึ่งใน
  ผู้หญิงที่ลุกขึ้นสร้างพลังให้ตนเองและคนรอบตัว ได้นั่งลงเล่าย้อน
  ท่ามกลางแดดเที่ยงแผดร้อนระอุ เกี่ยวกับเรื่องราวกว่าจะมาเป็น
  สมาคมแม่เลี้ยงเดี่ยว ว่า มันไม่ง่ายเลย ชีวิตผู้หญิงซึ่งวันหนึ่งเสาหลักคนหนึ่งไม่อยู่ แล้วเธอก็ต้องทำงานหนักขึ้นแต่มีเวลาให้ครอบครัวน้อยลง แต่วันนั้นเธอสู้จนลุกขึ้นได้แล้วหันมาจับมือ “แม่เลี้ยงเดี่ยว” รายรอบตัวให้ลุกขึ้นตามมา จากหนึ่งเป็นสองเป็นสามคน จนวันนี้เติบโตเป็นสมาคมแม่เลี้ยงเดี่ยว


“คิดว่าราวๆ ปี
52-53 นะที่เราได้ทำงานเรื่องครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวกับมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ตอนนั้นเราทำงานแถวชายแดนไทย-เขมร เพราะว่าตอนนั้นมีสถานการณ์สู้รบทำให้ผู้ชายตายหรือพิการ ทำให้ต้องอพยพครอบครัวออกไปทำงานรับจ้างในเมือง หลายคนไม่ได้มีครอบครัวใหม่ เราเลยจับเรื่องนี้และลงไปทำงานในพื้นที่ จุดเริ่มนต้นจริงนั่นเพราะเราไม่ได้มองเขาเหมือนคนอื่นๆ ไม่ได้มองว่าเแตกต่าง น่าสงสาร แต่มองว่า ในความเป็นครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวนี่ ชีวิตเขามีอุปสรรคอะไร หรืออะไรทำให้เขาไม่มีความสุข เพราะอย่างที่เจอคือวัฒนธรรมทางเพศ ในสังคมไทยบ้านเรามันเป็นสังคมที่ไม่ยอมรับกัน เขามักจะมองว่า ไม่อดทน ที่เลิกรากัน หรือเป็นผู้หญิงไม่ดีที่ผู้ชายไม่เอา อยู่กันก็ลำบาก ทำงานก็ลำบาก บางคนเป็นผู้นำด้วยเวลาไปนั่งใกล้ใครหรือร่วมสังคมกับผู้ชายก็ต้องระวัง เขาจะมองว่า “เดี๋ยวผู้หญิงคนนี้ จับเอาไปเป็นผัว”  นี่คือปัญหาทางวัฒนธรรม ในแง่ปัญหาทางเศรษฐกิจก็หนักเช่นกัน เพราะต้องทำมาหากินคนเดียว เลี้ยงคนทั้งบ้าน มันเป็นภาระที่หนักมาก มันทำให้เวลาที่ต้องอยู่กับลูกๆ น้อยลง ถ้ามีคู่ชีวิตเราสลับกันได้ นี่อยู่คนเดียวก็ยิ่งมีช่องห่างต่อให้อยู่กับยายก็ยังมีช่องห่าง มีปัญหาเรื่องการสื่อสารกันกับลูกโดยเฉพาะลูกชายจะสื่อสารยากเพราะว่าเขาไม่มีพ่อ เขาไม่มีต้นแบบ  นี่ก็ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งนะค่ะ”  มีนากล่าว ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวลึกๆ ในชีวิตครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวที่หลายคนอาจจะต้องเจอะเจอ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางสังคมรอบตัวลูกๆ     “เด็กๆ ถูกล้อว่าไม่มีพ่อ ทั้งที่จริงๆ  เด็กจากครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวเป็นเด็กที่ไม่มีปัญหาเลย ต่อมาปี 54 ก็เลยย้ายมาทำงานในเมือง มาสำรวจสถานการณ์ในเมืองปรากฏว่ามันเยอะมาก แล้วก็มองว่า มันมีระดับความเดี่ยวแบบไฟเขียว ไฟแดง ไฟเหลือง  ไฟแดงก็จะเป็นแบบว่า กำลังทุกข์หนัก ทำใจไม่ได้เลย แล้วก็ไปด่าลูกด่าสามี ไปโกรธกันสารพัด จัดการชีวิตตัวเองไม่ได้ทำใจไม่ได้ทำร้ายตัวเอง หรือเริ่มกินยา อะไรแบบนี้ คือ เขาทำใจไม่ได้เลยแต่ถ้าไฟเหลืองนี่เริ่มทำใจได้บ้างแล้ว ส่วนไฟเขียวนี่ไปโลดเลย แบบว่า “กูไม่สน”  คือชีวิตตรงจุดนี้ เขาไม่เป็นไรอยู่ได้ ใช้ชีวิตมีความสุข มีอิสระ

                ทีนี้เรามามองว่า คนที่อยู่ได้จะทำอย่างไรที่จะช่วยคนอื่นๆ ต่อไปได้ เราคิดว่า เราอยากให้คนที่เข้มแข็งแล้วมาช่วยคนที่ยังอ่อนแออยู่เพราะมิติการทำงานกับครอบครัวก็คิดว่าเราน่าจะทำงานกับครอบครัวอื่นๆ ได้ด้วย”  มีนาเริ่มอธิบายให้เห็นภาพและเพิ่มเติมอีกว่า  “ กิจกรรมแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นกิจกรรมพิเศษ เรานัดให้แม่ๆ มาพบกันมาคุยกัน เอาปัญหาต่างๆ มาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันซึ่งก็พบว่าปัญหาส่วนใหญ่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็เลยมาคุยกันว่าเราน่าจะทำกลุ่มสร้างอาชีพเสริมรายได้ เลยเป็นที่มา “กาแฟเลี้ยงเดี่ยวแก้วเดียวไม่พอ”   ซึ่งเราก็มีทุนตั้งต้นเรามาช่วยกันขายแล้วก็มีค่าแรงให้ คนที่ยากลำบากก็เข้ามาขายก็สลับกันมีรายได้ช่วยเหลือกัน
                หลังจากทำงานมาได้สักระยะหนึ่งก็พบว่ากลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยวของเรามีสภาพชีวิตที่ดีขึ้นคือมีกำลังใจ มีทัศนคติที่ดีกับชีวิตตัวเอง อย่างทำกิจกรรมค่ายครอบครัวก็ทำให้แม่รู้สึกดีว่าตัวเองเป็นแม่เป็นคนสำคัญมากกับลูกๆ จนตอนนี้จำนวน สมาชิกของเราก็ประมาณ
250 ครอบครัวไปแล้ว นี่ในเขตพื้นที่ตัวเมืองสุรินทร์น”  มีนากล่าว ก่อนจะทิ้งถ้อยคำสั้นๆ ถึงก้าวย่างต่อไปของชีวิตลูกผู้หญิงที่เป็นทุกอย่างในครอบครัว
                “กับกิจกรรมกลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยวถ้ายังจะให้มองเรื่องความสำเร็จไม่สำเร็จ เรื่องอุปสรรคก็ยังต้องพยายามกันต่อ แต่ที่สำคัญก็น่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา ตอนนี้ที่ทำได้ก็จะมีบางกลุ่มที่เข้าไปเป็นสมาชิกสหกรณ์ คือเราทำสหกรณ์เครดิตยูเนียนด้วย ก็พอมีรายได้บ้าง เราเข้าเป็นสมาชิก เอาเงินไปฝากหรือ ไปกู้ดอกเบี้ยต่ำ ก็พอช่วยให้หายใจได้มีเงินหมุนในยามลำบากกัน
                ส่วนอุปสรรคคนทำงาน คิดว่าแนวคิดคนทำงานนั้นสำคัญที่สุด ตอนแรกที่เข้ามาก็ตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่าเรามองแม่เลี้ยงเดี่ยวยังไง ถ้าเข้ามาเพื่อมองว่าเราต้องสร้างครอบครัวให้สมบูรณ์นะ ถ้าเขาจะต้องแต่งงานใหม่ เขาต้องอดทน เขาจะได้ไม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวอีกคืออยากให้เขาเข้าใจก่อนว่า รูปแบบครอบครัวนั้นมีหลากหลาย ครอบครัวที่สมบูรณ์ไม่จำเป็นต้องเป็นครอบครัวที่มีแต่พ่อแม่ลูกแต่เป็นครอบครัวที่เข้าใจกันก็ได้ อาจจะเป็นแม่กับลูก หรือพ่อกับลูก หรือผู้หญิงผู้ชายที่ไม่มีลูกหรือ หญิงกับหญิง ชายกับชายก็ได้ คนที่ตัดสินใจเลือกชีวิตทางเพศเช่นผู้หญิงกับผู้หญิงก็ไม่เป็นไรขอแค่เขาเข้าใจกัน ดังนั้น แนวคิดเรื่องครอบครัวเราตกผลึกเราวางเราชัดก็เริ่มทำงานได้


                สุดท้ายที่อยากจะฝากก็คือ ปัญหาการหย่าร้างนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากในวันนี้แต่กับการทำงานตรงนี้กลับแปลก เพราะการสนับสนุนจากรัฐมีน้อยมากขนาดไปจดทะเบียนขอก่อตั้งสมาคมเขาก็ไม่เห็นด้วย หาว่าเรามาทำให้เกิดการสนับสนุนซึ่งเราเองก็มองว่าเราไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าความเป็นครอบครัวจะต้องมีแต่ผู้ชายผู้หญิงความคิดแบบนี้เลิกได้ไหม๊ ?  และเราไม่ได้ยุให้คนเลิกกันมาเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เราสนับสนุนด้วยซ้ำถ้าใครรักกันแบบนั้น แต่ถ้าไม่ใช่แบบนั้นอย่าตีตราเขาได้ไหม ให้เขาเลือกเขาเข้าใจตัวเองดีกว่า ให้เขากำหนดว่าจะเข้าหรือออก เรานะยินดีเสมอ หรือเขามาแล้วเจอกันก็มารักกันเราก็ยินดี ก รักแล้วแยกทางกันกลับมาก็ยินดีต้อนรับ”  มีนากล่าวเน้นๆ


โสพิน ผจญดี  กรรมการสมาคมแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือที่ใครๆ เรียก “แม่หนึ่ง” เธอนั่งลงพร้อมรอยยิ้มและกาแฟเย็นฉ่ำ เธอเล่าเสริมถึงกิจกรรมของแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างน่าสนใจ ว่า

“เรามีประชุมทุกเดือนพวกเรามาหารือกันเสนอแนะกัน ว่าใครอยากทำอะไร แบบไหน ที่นี่เขาให้เราคิด ให้เราวางแผน แล้วก็ยกมือแชร์ความคิดกัน ส่วนตัวเข้ามาร่วมเมื่อปี 2552 ตอนแรกเขามาเชิญให้ไปนั่งฟัง ฟังมาจนถึงวันนี้ ตอนแรกก็ไม่มีเวลาเลยนะ ต้องทำงานแล้วก็ต้องรับส่งลูกๆ ไปโรงเรียน ไม่มีเวลาพูดคุยกับลูกๆ เลย ลูก 3 คน ต้องทำงานหาเงินมาเลี้ยงปากท้องแต่พอมาร่วมกิจกรรมก็มีเวลามากขึ้น เขาให้เราเอาลูกมาด้วยได้ก็ทำให้ได้มีเวลามากขึ้นได้ใกล้ชิดมากขึ้น ตอนแรกๆ หนึ่งเป็นคนเครียดมาก จริงจังมาก ตอนนั้นลูกๆ ก็ 5-6 ขวบ เรียงลำดับกันลงไปเลย วุ่นวายมาก” แม่หนึ่ง เริ่มแนะนำกิจกรรมดีๆ ของสมาคม พร้อมเน้นย้ำว่า
                อยากบอกว่ากิจกรรมนี้ดีมากๆ เพราะเราคิดคนเดียวว่าเราทุกข์เราหนักมากแต่พอไปฟังเรื่องคนอื่นๆ บ้าง โอ้
! ของเรานี่เบามาก มีกำลังใจขึ้นเลยบางคนลำบากมากๆ จนอึ้งว่เขาสู้ได้อย่างไร สภาพสังคมก็ตีตราทำอะไรก็ถูกนินทา ถูกมองที่นี่เรายังอยู่ในเมืองมีแม่เข้าใจก็มีกำลังใจมีพลังมากขึ้น แถมเราได้ให้กำลังใจคนอื่นๆ ด้วยลูกเราเริ่มโตแล้วตอนนี้ก็ยังให้คำปรึกษาแก่คนที่มีลูกกำลังวัยรุ่นได้ด้วย”  แม่หนึ่ง เล่าย้อนเบาๆ บนใบหน้าอิ่มสุข ก่อนจะทิ้งคำยืนยันถึงชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยว ว่า ไม่ได้ยุ่งยากและหนักหนาอะไรขอแค่ยอมรับและเข้าใจตัวเองก็พอ

“อยากให้เขายอมรับกับมันและอยู่กับมันให้ได้อย่าโทษตัวเอง แต่ยอมรับและหาความมสุขกับมัน เหมือนเราเป็นโรค เราจะทุกข์อยู่กับมันหรือยอมรับมันแล้วเอาโรคมาอยู่กับเรา วันนี้เรายอมรับว่าการไม่มีสามีไม่ใช่เรื่องเครียด ไม่เครียดว่าสามีจะมาวันไหน จะไปวันไหน เราเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ได้ ไม่ได้มีปมด้อยอะไรเลย เราโล่ง ปลดปล่อย มีเวลารักลูกได้เต็มที่แบบไม่ปริวิตกเลย”


แม่สุดท้าย ผจญดี  เป็นสมาชิกสมาคม หญิงชราวัยย่างเข้า 70 ปีนั่งลงช้าๆ หลังจากแอบฟังบทสนทนาอยู่ห่างๆ อยู่นาน เธอถอนหายใจเบาๆ ม้องหน้าแต่ละคน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่ร่าเริง ว่า  “แม่เลี้ยงลูกมาตั้งแต่อายุ 35 ปี สามีเป็นสารวัตรทหาร แต่ถูกรถชนตาย ลูกคนนี้ (แม่หนึ่ง) ตอนนั้นยังอยู่ ม.6 คนรอง ป.6 และอีกคน 4 ขวบ แม่สู้มาตลอดแม่สู้ได้เพราะแม่ไม่ซีเรียสเลย แม่ปล่อยวางทำใจให้เบิกบานแล้วแม่ก็ไปขายของหาเงินมาเลี้ยงลูก แม่เลี้ยงคนเดียว ถามว่าลูกไม่มีพ่ออยู่กับแม่ได้ไหม๊ ?  ได้.. นะ อยู่กันอย่างนี้แหละ เราเป็นทั้งพ่อทั้งแม่เลยอยู่ได้สบายๆ  เรื่องความยุ่งยากจริงๆ ก็มี แต่ตอนแรกๆ เท่านั้นเพราะตอนนั้นเรามีคนคิดคนปรึกษามาตอนนี้เราไม่มี เราคนเดียวเราก็ปรึกษณาลูกๆ แทนจะให้เราหาผู้ชายมาก็กลัวว่าผัวอยู่กับลูกไม่ได้ กลัวมีปัญหากลัวรักไม่เท่ากัน ก็เลยอยู่อย่างนี้แหละมีความสุขที่สุดเลย ถ้าเราแต่งงานเรามีความสุขแล้วลูกหละจะมีความสุขเหมือนเราไหม๊ ?  แม่คิดแล้วว่าเอาแบบนี้ดีกว่าก็เลยไม่คิดจะมีแล้ว แล้วก็มีความสุขจริงๆ  กราบพระสวดมนต์บ้าง 20 ปี แล้วนะเนี้ย ที่สำคัญจำไว้เลยเราต้องเข้มแข็งนะ”  คุณแม่ของแม่หนึ่งกล่าว