warning: Creating default object from empty value in /home/webmasterthaingo/public_html/thaingo/modules/taxonomy/taxonomy.pages.inc on line 33.

ข่าวเด่น

คนรักเมืองน่าน : หยุดตัดต้นไม้สักเพื่อขยายถนน 4 เลน

  โดย นัชญ์ ประสพสิน

                 

 โครงการก่อสร้างขยายถนนสี่เลนของกรมทางหลวงที่ตััดผ่านจังหวัดน่านไปออกถนนสายน่าน ทุ่งช้าง ที่จะออกไปสู่ประเทศลาว  ได้สร้างเจ็บปวดและสะเทือนใจให้ฉันและคนน่านเป็นอย่างมาก เมื่อโครงการพัฒนาเส้นนี้ได้มีการตัดต้นไม้ใหญ่ริมทางออกจนแทบไม่เหลือสภาพเดิมในระยะการก่อสร้างกว่า  200 กิโลเมตร  ที่ผ่านมาคนในพื้นที่ได้รวมตัวกันคัดค้านเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เป็นผลต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่าถูกตัดลงทุกวัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเดือนที่แล่้ว  กรมทางหลวงกำลังจะเข้่ามาตัดต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่สำคัญ พื้นที่ที่เราเรียกว่า อุโมงค์ไม้สักน่านที่มีความยาวประมาณ 10  กิโลเมตร ประกอบต้นไม้สักเก่าแก่อายุนับสิบนับร้อยเป็นพันๆต้น  เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติของจังหวัดน่าน และเป็นถนนแห่งความทรงจำของใครมากมายที่เติบโตมากับถนนเส้นนี้ เพราะในวัยเด็กเราต้องนั่งรถไปโรงเรียนผ่านถนนเส้นนี้ทุกวัน

ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่่ได้ลุกขึ้นมาคัดค้านโครงการดังกล่าว ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การช่วยกันดูแลต้นไม้  การจัดเสวนา การยิื่นหนังสือ รวมถึงการเดินขบวนประท้วง ความพยายามของพวกเราทำให้กรมทางหลวงชะลอการขยายถนนตรงจุดนี้ไว้ เพราะผลจากการเคลื่อนไหวทำให้มีสื่อให้ความสนใจและเผยแพร่ประเด็นนี้ออกไป แต่ก็ยังเป็นการรับรู้ในวงแคบ เฉพาะจังหวัดน่านเท่านั้น

อย่างไรก็ตามกรมทางหลวงยังไม่ได้ประกาศยุติการขยายถนนตรงพื้นที่อุโมงค์ไม้สักอย่างเป็นทางการ ทำให้พวกเราไม่ไว้ใจ และอยากเชิญชวนคนไทยทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องรักษาอุโมงค์ไม้สักแห่งนี้  ด้วยการลงชื่อเพื่อเรียกร้องให้กรมทางหลวงยุติการขยายถนนบริเวณอุโมงค์ต้นไม้

สิ่งที่เราเรียกร้องถือว่าน้อยมากกับโครงการที่กรมทางหลวงกำลังทำ เราเชื่อว่าหากมีการลงชื่อกันมากๆ ก็จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นสาธารณะ และจะทำให้กรมทางหลวงได้ยินเสียงคัดค้านและสามารถเปลี่ยนใจกรมทางหลวงไม่ให้เข้ามาทำลายอุโมงค์ไม้สักของพวกเราได้  เสียงของท่านจะทำให้เสียงชาวน่านดังขึ้น

มาร่วมปกป้องรักษาอุโมงค์ไม้สักน่านด้วยกันนะคะ   เพื่อขอชีวิตต้นไม้สักที่มีมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าให้กับลูกหลานคนเมืองน่านได้อยู่กับธรรมชาติที่ร่มรื่นต่อไป

อีสานจัดเวทีพิพากษ์ รายงานอีไอเอ/ อีเอชไอเอ พร้อมเสนอแก้ไขทั้งระบบ

 

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.57 เวลา 09.00 น.- 16.00น. ที่ห้องประชุมอินทนิล ชั้น 1 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อวางแผนการติดตามกระบวนการจัดทำและพิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ และรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ หรือ อีเอชไอเอ ภาคอีสานขึ้น โดยคณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชนบท ภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน) ร่วมกับคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และวิทยาลัยการเมืองการปกครองมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

มีผู้เข้าร่วมกว่า 40 คน จากเครือข่ายนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการของรัฐ และเอกชน ในภาคอีสาน เข้าร่วม อาทิ นักวิชาการคณะวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี  เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน  สภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง  ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่, โรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงงานยางพารา ฯลฯ

 

โดย ดร.ไชยณรงค์  เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า สำหรับกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลในโครงการขนาดใหญ่ จะต้องมีการจัดทำรายงานอีไอเอ หรืออีเอชไอเอ ตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ก่อนจะพิจารณาอนุมัติโครงการ แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมานักการเมืองที่มาเป็นรัฐบาลมักจะอนุมัติโครงการก่อนแล้วค่อยทำรายงานฯ เพื่อเป็นตรายางให้กับโครงการ ดังกรณีเขื่อนแม่วงก์ เป็นต้น นอกจากนี้ ก็มีกลุ่มนักวิชาการที่อาศัยสถาบันการศึกษาและบริษัทที่ปรึกษาที่ผูกขาดธุรกิจรับจ้างทำรายงานฯ จากเจ้าของโครงการ โดยอ้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาสร้างความชอบธรรม ทำรายงานที่เป็นเท็จ และเอื้อประโยชน์ให้กับโครงการ

“ผมเสนอว่าต้องมีการปฏิรูปหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณารายงานฯ ทั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการ สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ให้เป็นองค์กรอิสระที่ปลอดจากอิทธิพลของนักการเมืองและนายทุน” ดร.ไชยณรงค์ กล่าว

ดร.ไชยณรงค์ กล่าวต่อว่า ความรู้ท้องถิ่นด้านสิ่งแวดล้อมเชิงวัฒนธรรม และสิทธิชุมชนของชาวบ้านจะต้องถูกยอมรับอย่างเทียบเท่ากับความรู้แบบวิทยาศาสตร์ของนักวิชาการที่รับจ้างทำรายงานฯ โดยเจ้าของโครงการจะต้องจัดเงินทุนให้ชาวบ้านและนักวิชาการอิสระที่ชาวบ้านเลือกทำรายงาน แล้วนำรายงานเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการพิจาณาของหน่วยงาน องค์กรอิสระทางสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

ด้านนายเลิศศักดิ์  คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานโครงการนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการจัดทำรายงานอีเอชไอเอ ตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเนื้อหาที่มากกว่าการทำรายงาน อีไอเอ แต่ขบวนการชาวบ้านก็ยังเคลื่อนไหวไม่ยอมรับการทำรายงาน อีเอชไอเอ ตั้งแต่กระบวนการเริ่มแรกก็คือเวทีพับลิค สโคปปิ้ง โดยเฉพาะกิจการทำเหมืองแร่ ที่เห็นได้ชัดก็คือที่เหมืองทองคำ จ.เลย และเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรฯ เนื่องจากว่าก่อนทำรายงานอีเอชไอเอ กพร. (กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่) และเจ้าของโครงการ จะต้องทำการรังวัดขึ้นรูปแผนที่และไต่สวน คำขอประกอบประทานบัตร แต่ปรากฏว่าข้อมูลในใบไต่สวนเป็นข้อมูลเท็จ ที่ไม่ตรงกับสภาพข้อเท็จจริงในพื้นที่ ก็คือว่าการรังวัดปักหมุดทับที่ทำกินชาวบ้าน ทับทางน้ำ ทางสาธารณะที่ชาวบ้านใช้ร่วมกัน ทับซ้อนพื้นที่ป่า ทับซ้อนที่ดิน สปก.แต่ในใบไต่สวนบอกว่าไม่มี อย่างนี้เป็นต้น


“มีการทำข้อมูลก่อนถึงขั้นตอนพับลิค สโคปปิ้ง คือกำหนดขอบเขตการศึกษาผลกระทบที่จะประเมิน ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จแล้วนำมาประกอบในกระบวนการจัดทำรายงานอีเอชไอเอ มันเลยทำให้ชาวบ้านไม่ยอมรับเครื่องมือใหม่นี้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกสุด” นายเลิศศักดิ์กล่าว

ขณะที่นางสาวสดใส  สร่างโศรก  กลุ่มชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า การทำโรงไฟฟ้าชีมวล ขนาดไม่เกิน 10 เมกกะวัตตต์ ตามกฎหมายไม่ต้องทำรายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ซึ่งพบว่าขณะนี้กำลังมีการเสนอขายไฟฟ้าให้กับรัฐบาล และจะดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลในชุมชน จำนวน 1,000 กว่าโรง ทั่วประเทศ ในขณะที่คนในชุมชนไม่ได้รับข้อมูลโครงการฯ

“ชาวบ้านที่ จ.อุบลราชธานี ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ว่ากระบวนการออกใบอนุญาตให้กับเจ้าของโรงไฟฟ้าชีวมวลมิชอบ โดยไม่มีการให้ข้อมูลชาวบ้านและไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของคนในชุมชน ซึ่งศาลก็ให้ความคุ้มครองว่าชาวบ้านมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสาร เมื่อไม่มีการทำอีไอเอ ก็ให้นำระเบียบสำนักนายกฯ เรื่องการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเข้ามาใช้” นางสาวสดใส กล่าว

 


/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/

นาย

แถลงการณ์เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย

 

“ขอประณามการก่อเหตุรุนแรงต่อผู้ชุมนุมทางการเมือง

และขอเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการณ์รับผิดชอบ

ต่อการทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองชีวิตของผู้ชุมนุมทางการเมือง

 

เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย เห็นว่าตลอด ๘๑ ปี ของพัฒนาการของประชาธิปไตยไทยนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบันเป็นเส้นทางพัฒนาการทางการเมืองการปกครองที่มีประโยชน์และมีความสำคัญยิ่งต่อสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคหญิงชาย และความเป็นธรรมในสังคมไทย เป็นพัฒนาการที่สร้างการตระหนักรู้ในสิทธิทางการเมืองของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นพัฒนาทางการเมืองที่เกิดบนการใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นและทำลายล้างฝ่ายที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน โดยมักจะมีผู้ก่อเหตุความรุนแรงต่อประชาชนผู้ร่วมการชุมนุมทางการเมืองจนทำให้เกิดการบาดเจ็บ ล้มตายมาหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เหตุการณ์ ๑๗-๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕  เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ จนถึงปัจจุบันการชุมนุมทางการเมืองในปัจจุบันที่มีการก่อเหตุความรุนแรงและใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้ออกมาชุมนุมทางการเมืองหลายครั้งจนมีผู้เสียชีวิตแล้ว ๑๐ ศพและบาดเจ็บกว่า ๕๗๐ คน

เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรพัฒนาที่ทำงานในการส่งเสริมสิทธิ สถานภาพและบทบาทสตรี ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในทุกรูปแบบ  ยุติความรุนแรงทางเพศ ต่อเด็กและสตรี มีสมาชิกมากกว่า ๘๐ องค์กรมีเจตนารมณ์และจุดยืนว่า การพัฒนาการเมืองการปกครองของประเทศจะต้องยึดถือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นวิถีทางในการปกครองประเทศ โดยต้องมีการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม พวกเราเชื่อว่าความรุนแรงแก้ปัญหาไม่ได้ มีแต่จะเพิ่มความขัดแย้งกระตุ้น ความเกลียดชัง เหยียดหยามและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ยิ่งๆ ขึ้นไป และเห็นว่าความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุสำคัญมาจากความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๓ ความล้มเหลวของหน่วยงานรัฐในการรักษาความสงบและปกป้องคุ้มครองชีวิตของประชาชนผู้ชุมนุมทางการเมือง

ในนามตัวแทนของผู้หญิงที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ (๓๒,๗๕๕,๙๖๘ คน ตัวเลขจาก กรมการปกครอง ณ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๖) และผู้หญิงที่เป็นพลังเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง (๒๔ ล้านคนหรือ ๕๒% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเมื่อ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔) ในฐานะที่เป็น “ย่า” “ยาย” “แม่” “ป้า-น้า-อา”“พี่สาว-น้องสาว “ลูกสาว –หลานสาว” และ“ภรรยา” ได้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ด้วยความห่วงใย

ขอวิงวอนให้ผู้ก่อเหตุความรุนแรงทุกฝ่าย “ยุติการกระทำความรุนแรง” โดยทันที

ขอประณามความรุนแรงอันเนื่องมาจากความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธ

ขอประณามผู้ที่บงการและ/หรือยุงยงให้มีการก่อเหตุความรุนแรงต่อชีวิตของประชาชนผู้ชุมนุมทางการเมือง

ขอประณามผู้ก่อเหตุใช้ความรุนแรงต่อชีวิตของประชาชนผู้ชุมนุมทางการเมือง

ขอประณามนักการเมืองที่นิยมใช้การจัดการความขัดแย้งทางการเมืองด้วยการก่อความรุนแรงต่อชีวิตของประชาชนผู้ร่วมการชุมนุมทางการเมือง

ขอประณามผู้ที่ก่อเหตุกระทำการทำลายทรัพย์สิน การทำร้ายร่างกาย ข่มขู่คุกคามทั้งทางการใช้กำลังและการใช้วาจาและสัญลักษณ์ มุ่งทำลายล้างชีวิตผู้ที่เห็นแตกต่างทางการเมือง

พวกเราขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ “รัฐ” เพิ่มประสิทธิภาพและมีมาตรการที่เข้มข้นในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๓ ดังนี้

1.       ขอเรียกร้องให้รัฐบาลผู้มีอำนาจในบ้านเมืองขณะนี้ แสดงความเคารพ ต่อ การชุมนุมอย่างสงบ ตามสิทธิแห่งรัฐธรรมนูญ

2.       ขอเรียกร้องให้รัฐบาลผู้มีอำนาจในบ้านเมืองขณะนี้ ต้องเร่งสืบสวนหาความจริงและจับผู้ก่อเหตุทั้งหมดที่ “จงใจทำร้ายร่างกายและฆาตกรรม” ผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองมาลงโทษตามกฎหมายอาญาของบ้านเมือง

3.       ขอเรียกร้องให้รัฐบาลผู้มีอำนาจในบ้านเมืองขณะนี้ ต้องปฏิบัติต่อประชาชนผู้ชุมนุมทางการเมืองตามหลักการสากลในกาควบคุมฝูงชนโดยเคร่งครัด ต้องไม่ใช้อาวุธปืน และต้องหยุดวิธีการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบต่อประชาชนผู้ชุมนุมทางการเมืองทำหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยให้ประชาชนทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง ทั้งฝ่ายที่ไม่ประสงค์ไปเลือกตั้ง ฝ่ายที่ประสงค์ไปเลือกตั้ง และฝ่ายของประชาชนที่รณรงค์ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

4.       ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีรักษาการณ์ (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) และรักษาการณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๗ ที่หน้าวัดศรีเอี่ยม

5.       ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.)ตระหนักถึงความเสี่ยงต่อความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่มาร่วมชุมนุม ด้วยการพิจารณาหาแนวทางป้องกันหรือลดความรุนแรงในการชุมนุมและควรเปิดรับฟังข้อเสนอที่สร้างสรรค์จากประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่มีความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองเพื่อร่วมกันหาทางออกจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยเร็ว

6.       ขอเรียกร้องให้แกนนำการชุมนุมทางการเมืองเพิ่มมาตรการที่เน้นการคุ้มครอง ปกป้อง ชีวิตของประชาชนที่มาร่วมการชุมนุมอย่างเต็มที่และเป็นความสำคัญในลำดับต้นๆ รวมถึงให้ “การชุมนุมตามแนวทางสันติวิธี (สงบและปราศจากอาวุธ) และความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน” เป็นหลักการสำคัญและเป็นเป้าหมายสูงสุดในการต่อสู้ทางการเมือง

 

เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย ขอสนับสนุนการแสดงพลังพลเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วยการร่วมชุมนุมทางการเมืองของประชาชนไทยทุกคน  เพื่อขับเคลื่อนประชาธิปไตย เพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดี ขอชื่นชมประชาชนทุกคนที่เข้าร่วมการชุมนุมหรือทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างสันติอหิงสา เป็นไปด้วยเจตนาที่ต้องการเห็นพัฒนาการประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและแท้จริงที่ไม่ใช่ได้มาด้วยการสังเวยชีวิตประชาชน และเพื่อนำพาประเทศชาติไปสู่สันติภาพ ภราดรภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรมในสังคม

 

                                                                               ด้วยความเชื่อมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย

            เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย

ผลการวิจัยจากฟินน์วอชพบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อเนื่องในโรงงานอุตสาหกรรมสับปะรดไทยที่เน้นส่งออก

องค์กรฟินน์วอช เป็นองค์กรเอกชนไม่เเสวงกำไรตั้งอยู่ในประเทศฟินแลนด์ มีวัตถุประสงค์ทำงานเพื่อตรวจสอบความรับผิดชอบของบรรษัทระดับโลก องค์กรได้ดำเนินการวิจัยสนามในประเทศไทย โดยสำรวจโรงงานสามแห่ง ตั้งเเต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2557  เพื่อสำรวจประเด็นว่าด้วยความรับผิดชอบของการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวเนื่องกับบรรษัทค้าปลีกในประเทศฟินเเลนด์ Finnish retail

 

งานวิจัยส่วนหนึ่งเเสดงความวิตกต่อสภาพการจ้างงานที่โรงงาน ไวต้าฟูด แฟคตอรี จังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย ดังนี้

 

นางสาวซอนญ่า วาร์เทียลา ผู้อำนวยการบริหารองค์กรฟินน์วอช ระบุว่า จากการสัมภาษณ์คนงานในโรงงานเเละแหล่งข้อมูลอื่นๆ เเละได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเเละสิทธิแรงงานเป็นปกติในโรงงานดังกล่าว

 

จากการสัมภาษณ์คนงาน คนงานกล่าวว่า นายหน้าที่บริษัทไวต้า ฟูด แฟคตอรีใช้ได้ยึดใบอนุญาตทำงานของคนงานไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมายรวมทั้งยึดหนังสือเดินทางด้วย คนงานหลายคนกล่าวว่า ตนต้องจ่ายเงินให้นายหน้าของโรงงานเป็นจำนวนมาก โดยนายหน้าหักหนี้จากจากค่าจ้าง  คนงานยังให้ข้อมูลว่า นายหน้าที่จัดหาคนงานให้แรงงานยังข่มขู่เเละทุบตีแรงงานข้ามชาติ  คนงานที่สัมภาษณ์ทั้งหมดกล่าวว่า ค่าจ้างล่วงเวลาที่ได้รับต่ำกว่าอัตราค่าจ้างที่กำหนดไว้ตามกฎหมายแรงงานไทย

 

มีรายงานหลายฉบับที่เน้นปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในบริษัทไวต้า ฟูด แฟคตอรีก่อนหน้านี้หลายฉบับ ทั้งยังมีแถลงการณ์ทั้งในประเทศไทยและนานาชาติ โดยมีประเด็นดังนี้

 

นางสาวซอนญ่า วาร์เทียลา กล่าวว่า ยังไม่มีการแก้ไขข้อวิตกต่างๆ ที่เคยมีการนำเสนอมาแล้วอย่างจริงจัง

 

บริษัทไวต้า ฟูด แฟคตอรีเป็นสมาชิกของสมาคมแปรรูปอาหารไทย เเละสมาคมไม่ได้เเสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อผลการวิจัยขององค์กรฟินน์วอช

องค์กรฟินน์วอชยังสำรวจโรงงานปลาทูน่ากระป๋องสองแห่งคือ บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัทยูนิคอร์ด 2 คนงานที่บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัดยังต้องจ่ายค่าขึ้นทะเบียนแรงงานในอัตราที่สูงกว่าบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันถึงสองเท่า ผู้รับเหมาช่วงของบริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัดมีส่วนร่วมในการทุจริตโดยเจ้าหน้าที่รัฐ บริษัท ยูนิคอร์ด 2 เปลี่ยนเวลาพักตามกฎหมายโดยย้ายให้ไปพักหลังเลิกงานเเละขณะที่ทำการวิจัย บริษัทยังคงยึดใบอนุญาตทำงานของคนงานอยู่

แม้มีปัญหาต่างๆ โรงงานทั้งสองยังคงสื่อสารกับองค์กรฟินน์วอชโดยตลอด เเละยังรับว่าจะดำเนินการปรับปรุง เเละโรงงานทั้งสองได้เเก้ไขประเด็นปัญหาหลายประการที่ระบุในรายงานแล้ว

 

รายงานวิจัยขององค์กรฟินน์วอชยังดำเนินการสำรวจภาคสนามด้สานสภาพการจ้างงานที่บริษัท เนเชรัล ฟรุท ผู้ประกอบกิจการแปรรูปสับปะรด ที่เคยสำรวจไปแล้ว ดังรายละเอียดตามรายงานที่เผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2556

 

จากการสัมภาษณ์คนงาน โรงงานยังคงยึดใบอนุญาตทำงาน ทำให้ลูกจ้างไม่สามารถเปลี่ยนายจ้างได้ เเละยังคงหักเงินจากค่าจ้างโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่เจ้าหน้าที่รัฐพบเมื่อตรวจสอบโรงงาน ปัจจุบันปัญหานี้ยังดำเนินอยู่

 

บริษัท เนเชรัล ฟรุท ตอบเพียงสั้นๆ หลังจากทราบผลการวิจัยขององค์กรฟินน์วอช โดยปฏิเสธว่าบริษัทไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ปัจจุบันบริษัทยังคงดำเนินคดีต่อนายอานดี้ ฮอลล์ ซึ่งเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

 

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ:

Sonja Vartiala

ผู้อำนวยการบริหาร

องค์กรฟินน์วอช
โทร 044-5687465

sonja.vartiala@finnwatch.org

วันเด็กไร้สัญชาติ ครั้งที่ 12 ปี 2557

 

ตอน “เด็กดีแต่ไร้สัญชาติ” วันที่ 17 มกราคม 2557  ณ โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา จ.เชียงใหม่

 

สิบเอ็ดปีผ่าน รอยทางที่ก้าวเดิน จากปี 2546 สู่ปี 2557  ก้าวย่างที่ 12 ในการเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ จากหุบเขา ดินแดนที่แสนไกล จากป่าสู่เมือง นำความรู้ ความสามารถ ผลงานและรางวัลทุกรางวัล สู่สาธารณะ

 

การมีชีวิตและวิถีทางเดินของกลุ่มเด็กไร้สัญชาติ อาจะแตกต่างกับเด็กทั่ว ๆไป ที่มีความเป็นไทยโดยสมบูรณ์ ถูกต้องตามกฎหมาย หากแต่ว่ากลุ่มเด็กไร้สัญชาติ เกิดในประเทศไทย แต่กลับไม่มีสถานะใดใดตามกฎหมายที่ถูกต้อง ทั้ง ๆ ที่พูด อ่าน เขียน เข้าเรียนในโรงเรียนไทย พวกเขาไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนชนชาติอื่น แต่ถูกแบ่งแยกจากสังคม จากตัวบท กฎหมาย ที่เขียนไว้ว่าเป็นคนที่ไม่ถูกต้อง และยังถูกเลือกปฏิบัติ บนความอคติและชิงชังมาโดยตลอด

 

ท่ามกลางสถานการณ์ความเป็นไปในสังคม เด็กน้อยไร้สัญชาติไม่ได้อยู่เพียงลำพัง หรือถูกทอดทิ้งไว้ให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว โดยไม่มีใครเหลียวแลและช่วยเหลือ วันเด็กไร้สัญชาติทุก ๆ ปีที่ผ่านมา ได้เป็นเวทีหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เข้าร่วม มาแสดงความสามารถ มาพูด มาเล่าเรื่องราวของตนเอง สะท้อนปัญหา ผลกระทบที่ได้รับ เด็กหลายคนได้มีโอกาสพิสูจน์สถานะของตนเอง จนได้รับสัญชาติไทย  สำหรับปี 2557 ก็เช่นเดียวกัน วันเด็กปีนี้เด็ก ๆ เด็กดีแต่ไร้สัญชาติ ไม่ต้องมานั่งเล่าเรื่องราวของตนเอง ไม่ต้องร้องให้ให้กับความขมขื่นใจที่ได้รับ การเป็นพลเมืองของประเทศชาติ เป็นเด็กที่ดี มีสิ่งที่การันตีความดีนั้นด้วยการทำผลงาน ได้รับผลรางวัลในทุกระดับคงช่วยสร้างความเข้าใจ ความอคติของสังคมให้ลดน้อยลงได้

  

“เด็กดีแต่ไร้สัญชาติ” ได้บอกผ่านเรื่องราวของตนเอง ผ่านการแสดงความสามารถ ผ่านการขับเสภา ผ่านการร้องเพลง การอ่านบทกลอน บทกวี ที่เขียนขึ้นมาจากใจ ด้วยความคิดที่เป็นของตนเอง และได้นำผลงานพร้อมรางวัลต่าง ๆ ที่ได้รับมาโชว์ให้สังคมได้รับรู้ ให้เห็นว่าเด็กไร้สัญชาติก็มีคุณความดี เป็นผลงานในระดับจังหวัด ระดับประเทศ ระดับชาติ จนไปสร้างชื่อเสียงในระดับประเทศ ดังกรณีของน้อง ๆ ที่ได้สร้างชื่อเสียง และเข้ามาร่วมแสดงความสามารถในงานวันเด็กไร้สัญชาติ ปี 2557

1.             น้องหม่อง  ทองดี ที่ได้รับรางวัลชนะเลิกอันดับสาม ประเภทบุคคล เยาวชนชายอายุไม่เกิน 12 ปี จากการร่อนเครื่องบินนาน 10.53 วินาที และได้รับรางวัลชนะเลิศประเภททีม 3 คน ณ เมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น

2.             น้องยอด ปอง นักศึกษาปี 3 คณะศึกษาศาสตร์ สาขาการสอนนาฎยสังคีต มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี เป็นชนเผ่าดาระอั้ง หรือปะหล่อง จากจังหวัดเชียงราย ได้เป็นเยาวชนต้นแบบ รางวัลคนค้นฅนอวอร์ด ครั้งที่ 4 ปี 2555 และรางวัลอื่น ๆ มากมาย และน้องยอด ปอง ยังขับเสภาได้ไพเราะมาก

3.             นายสมบูรณ์  ริมพู และเด็กหญิงกิติยา ริมพู สองพี่น้อง ที่ได้สร้างผลงานชนะเลิศวงโยทวาธิต ในระดับประเทศและระดับชาติ ที่ฮ่องกง

4.             พระตานทุน  ปิยสีโล พระอาจารย์วัดศรีโสดา จังหวัดเชียงใหม่ จบการศึกษาปริญญาตรีตามหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ เป็นพระอาจารย์อบรม บรรยายธรรมมะให้พระสงฆ์ สามเณรและฆราวาส เป็นพระนักวิชาการ

 

นั่นคือตัวอย่างส่วนหนึ่งของเด็กดีแต่ไร้สัญชาติ ในงานวันเด็กไร้สัญชาติ ครั้งที่ 12 ปี 2557 ยังมีเด็กดีแต่ไร้สัญชาติอีกเป็นจำนวนมากที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ  และในงานวันเด็กไร้สัญชาติ ครั้งที่ 12 ปี 2557 มีเด็กดีที่ไร้สัญชาติ ที่ได้รับการคัดเลือกจากองค์กรพัฒนาเอกชน โรงเรียน ที่ได้รู้ ได้เห็นผลงานของเด็กเหล่า ๆ นี้ จำนวน 44 คน มาร่วมงานและรับเกียรติบัตรพร้อมทุนการศึกษา จากท่านชนะ แพ่งพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่มาเป็นประธานเปิดงานและมอบเกียรติบัตร ของขวัญ ของรางวัลให้กับเด็ก ๆ และยังมีผู้แทนจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 จ.เชียงใหม่, หัวหน้าพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.เชียงใหม่, ผู้อำนวยการกองการศึกษาเทศบาลนครเชียงใหม่, ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลวัดศรีปิงเมือง คณะครู อาจารย์ องค์กรพัฒนาเอกชน ได้มาให้กำลังใจเด็ก ๆ

 

น้องยอด ปอง บอกว่า “ขอบคุณสำหรับโอกาสในวันนี้ ได้มาเห็นน้อง ๆ ที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน เห็นน้อง ๆ ได้แสดงความสามารถ  เห็นการทำงานของพี่ ๆ จะเห็นว่าเด็กไร้สัญชาติไม่ได้ถูกละเลย  ยังมีองค์กรภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ให้ความช่วยเหลือ เปิดโอกาสให้มีเวทีสำหรับเด็ก ๆ เด็กไร้สัญชาติทุกคนพร้อมจะร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับสังคมและประเทศชาติ ขอบคุณทุก ๆ ท่าน โดยเฉพาะพี่ ๆ ที่เปิดโอกาสให้ผมได้มาร่วมงานวันเด็กไร้สัญชาติ ตอน เด็กดีที่ไร้สัญชาติปีนี้”

 

เสียงน้องยอด ปอง ขับเสภา ประเด็นของความไร้สัญชาติ ที่น้องยอดได้กลั่นความรู้สึก แต่งเอง ในงานวันเด็ก ฟังแล้ว ทุกคนถึงกับขนลุก นิ่งอึ้งกับเสียงที่ไพเราะและเนื้อหาของเสภา ผู้ใหญ่หลายท่านนั่งฟังด้วยความสนใจ เสียงขลุ่ยจากน้องสมบูรณ์ เสียงอ่านบทกลอน บทกวี และเสียงร้องเพลง ที่มีเนื้อหาขอความเห็นใจจากผู้ใหญ่ใจดี ตลอดจนการให้กำลังใจเด็ก ๆ ไร้สัญชาติ ดังก้องในงานวันเด็กไร้สัญชาติ เพียงเห็นความตั้งใจ เห็นผลงาน ผลรางวัล เห็นรอยยิ้ม และความสุขของน้อง ๆ คนทำงานทุกคนยังคงมีพลังใจก้าวต่อไป

ดังเสียงของน้องยอดขับเสภาบทหนึ่ง บอกไว้ว่า

อย่าอ่อนแอท้อแท้กับชีวิต                  ถึงแม้เราลิขิตมันไม่ได้

เราต้องอยู่กับคำว่า “กำลังใจ”          ถึงแม้มันยากเพียงไหนไกลก็ตาม....

 

                                                                                                                        พัชยานี  ศรีนวล

จดหมายเปิดผนึก “ขอประณามและขอเรียกร้องให้ยุติการใช้ถ้อยคำที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมีอคติ-เหยียดหยามทางเพศ ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ”

จดหมายเปิดผนึก

ขอประณามและขอเรียกร้องให้ยุติการใช้ถ้อยคำที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

และมีอคติ-เหยียดหยามทางเพศ

ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ

 

วันที่  ๑๖ มกราคม ๒๕๕๗

เรียน      ผู้นำการชุมนุมทางการเมืองทุกกลุ่ม สื่อมวลชนทุกสาขา และผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็น  

 ทางการเมืองในที่สาธารณะทุกท่าน

สิ่งที่ส่งมาด้วย     1. คลิปการปราศรัยของ ผศ.นพ.ประเสริฐ วศินานุกร บุคลากรจากคณะแพทยศาสตร์

                                 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์บนเวที กปปส.จากช่องบลูสกายทีวี เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2557    

https://www.youtube.com/watch?v=Pdw2sfDheaE

                                   2.  คลิปการปราศรัยของ ผศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร กล่าวถึงนายกรัฐมนตรีที่เวที   

                                กปปส. ราช ดำเนิน เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2556 

                                http://www.youtube.com/watch?v=ohqf9gfnpBM

                                3.   บทถอดเทปคำปราศรัย (ข้อ 1 และ 2)

                                4.   ภาพข่าว กรณีตัดต่อภาพของคุณตั้น (จิตภัสร์กฤษดากร)

5.   คลิป มาร์ค เคลียร์ E โง่ โพล่งอีก2คำ แรด-กะหรี่, ปู เมิน ไม่ตอบโต้ เผยแพร่เมื่อ 16 ก.ย. 2013

https://www.youtube.com/watch?v=Dh3cOcLmrck

สำเนาถึง  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวง

พัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์, องค์การเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ   

 และเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่ง สหประชาชาติ, คณะอนุกรรมาธิการด้านสตรี วุฒิสภา, เครือข่าย

องค์กรสตรีในประเทศไทย, สภาพัฒนาการเมือง       

            

เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย สนับสนุนการที่พลเมืองได้มีพื้นที่ในการแสดงออกทางการเมืองและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวิถีประชาธิปไตย ผ่านการแสดงความคิดเห็น การมีส่วนร่วมในการแสดงพลังอย่างสันติ เพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคมเพื่อมุ่งสู่การสร้างสังคมที่เป็นธรรม สงบ และมีสันติภาพ รวมทั้งเพื่อสนับสนุนความเสมอภาคหญิงชายและกลุ่มหลากหลายทางเพศในทุกมิติโดยปราศจากอคติและการเลือกปฏิบัติ

เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย  รู้สึกยินดีที่ได้เห็นพลเมืองไทยมีความตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น และได้ใช้สิทธิพลเมืองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ว่าด้วยเสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคมมาตรา ๖๓ ที่ให้สิทธิประชาชนชาวไทยได้มีส่วนร่วมทางการเมืองได้หลายช่องทาง และมีการใช้สิทธิเสรีภาพหลายรูปแบบ  ทั้งการผ่านสื่อมวลชนหรือช่องทางการสื่อสารอื่นอย่างกว้างขวางอันเป็นเสรีภาพที่พึงมีตามระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมรวมถึงการแสดงสิทธิทางการเมืองในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล  คัดค้านการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ปล่อยให้เกิดการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง และเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง โดยปรากฏเป็นการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มประชาชนกลุ่มต่างๆ อยู่ตลอดมา  ซึ่งได้รับความสนใจและจับตามองจากนานาอารยประเทศอย่างใกล้ชิดด้วย

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่การปราศรัยทางการเมือง รวมถึงการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะของผู้นำหรือผู้ต้องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในการชุมนุมของกลุ่มต่าง ๆ มักปรากฎข้อความที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีอคติและแสดงการเหยียดหยามในทางเพศทั้งหญิงชายและกลุ่มหลากหลายทางเพศ ซึ่งขัดทั้งต่อหลักศีลธรรมอันดี และขัดต่อบทบัญญัติมาตรา ๓ และมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ว่าด้วยเรื่องการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการส่งเสริมเสมอภาคหญิงชายและความเสมอภาคทางเพศทุกกลุ่ม โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ  

ตามตัวอย่างในสิ่งที่ส่งมาด้วย จะเห็นได้ว่ามีผู้นำหรือผู้เข้าร่วมการชุมนุมได้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่มีการถ่ายทอดสู่สาธารณะทางสื่อต่าง ๆ มีพฤติกรรมทางวาจาที่ไม่เหมาะสมต่อวิชาชีพ แสดงความเกลียดชังต่อตัวบุคคลโดยหยิบยกประเด็นเรื่องเพศภาวะ (ความเป็นผู้หญิง) ด้วยถ้อยคำที่มิได้เป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าของสังคมตามระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม หรือเพื่อการปฏิรูปการเมืองการปกครองให้มีธรรมาภิบาลตามเจตนาของผู้นำการชุมนุมที่ได้ประกาศ ยึดมั่น และดำเนินการเรียกร้องแต่อย่างใด  แต่กลับเป็นการกล่าววาจาผรุสวาทเป็นการส่วนตัวต่อบุคคลนั้นๆ โดยมุ่งหมายให้เกิดความเกลียดชัง เหยียดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเพศ  ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป้าหมายเป็นบุคคลสาธารณะทางการเมือง  เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ผิดพลาดให้กับอนุชนรุ่นหลัง ยังเป็นการตอกย้ำอย่างเป็นระบบให้เกิดวัฒนธรรมที่เลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงทางการเมือง  กีดกันและเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงให้ยากต่อการเข้าร่วมทางการเมืองในระยะยาวอีกด้วย

เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายของนักพัฒนาภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านการปกป้องคุ้มครองสิทธิสตรีและส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ รวมถึงต่อต้านการเลือกปฏิบัติและการกระทำความรุนแรงต่อสตรีในทุกรูปแบบ จึงขอประณามการใช้ถ้อยคำที่เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีอคติและเหยียดเพศ เลือกปฏิบัติต่อสตรี รวมถึงพฤติกรรมสร้างความเกลียดชัง การทำลายล้างความน่าเชื่อถือบุคคลด้วยเหตุแห่งเพศ และการเลือกปฏิบัติต่อสตรีที่มีบทบาททางการเมือง ที่ปรากฏผ่านการปราศรัยในที่ชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงความเห็นผ่านสื่อสารมวลชนทุกแขนงรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ (social media)

เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ผู้นำการชุมนุมทางการเมืองทุกกลุ่ม ผู้บริหารองค์กรสื่อมวลชนทุกสาขา   โปรดตรวจสอบและแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะโดยเร็ว รวมถึงป้องกันหรือไม่ให้ความร่วมมือในการถ่ายทอดการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีอคติหรือแสดงออกซึ่งการเหยียดหยามทางเพศเช่นนี้อีก    พร้อมกันนี้ ขอเรียกร้องให้ผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะต้องละเว้นหรือสนับสนุนการใช้ถ้อยคำดังกล่าว

 

 

                                                                        ด้วยความเชื่อมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย

เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย

 

 

 

รายชื่อสมาชิกเครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทยที่ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึก

 

1.      เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย

2.      โครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

3.      สมาคมสมาคมเพศวิถีศึกษา

4.      ศูนย์เพื่อนหญิงอำนาจเจริญ

5.      คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์

6.      สมาคมส่งเสริมการพัฒนาสตรีและเยาวชนลำปาง (waylampang)

7.      คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

8.      รศ. ดร. นิรมล สุธรรมกิจ

9.      ผศ. ดร. สุชาดา ทวีสิทธิ์

10.  บุปผาวรรณ  อังคุระษี

11.  ศิริพร ปัญญาเสน

12.  สุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง

13.  ภรภัทร พิมพา

14.  ศรีจุฬา หยงสตาร์

15.  สุรีรัตน์ ตรีมรรคา

16.  กาญจนา แถลงกิจ

17.  ชื่นสุข อาศัยธรรมกุล

18.  ภูมิจิต ศิระวงศ์ประเสริฐ

19.  ราณีหัสสรังสี

20.  สรรพสิทธิ์คุมประพันธ์

21.  ดร. ดรุณี ตันติวิรานนท์

22.  เรืองรวี พิชัยกุล

23.  ยุพา ภูสาหัส

24.  สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง

25.  ทิชา ณ นคร

26.  ดร. สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล

 

---------------------------------

 

 

 

 

 

สิ่งที่ส่งมาด้วย

3) บทถอดเทปคำปราศรัย (ข้อ 1 และ 2)

บทถอดเทปคำปราศรัย คลิปการปราศรัยของ ผศ.นพ.ประเสริฐ วศินานุกร บุคลากรจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์บนเวที กปปส.จากช่องบลูสกายทีวี เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2557
https://www.youtube.com/watch?v=Pdw2sfDheaE

"ผมอยากจะขอร้องคุณยิ่งลักษณ์มี 4 ประเด็นเท่านั้นเอง

1. ถ้าคุณยิ่งลักษณ์ทำได้โดยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนไทยทั้งประเทศอาจจะทำเหรียญยิ่งลักษณ์แก้ผ้าให้ก็ได้
2. ถ้า ยิ่งลักษณ์มีท้อง โปรดฟังให้ดีนะครับ ผมจะส่งเกวียนมารับที่กรุงเทพ ไปคลอดที่หาดใหญ่ครับ แถมจะทำรีแพร์ชนิดสามีคนต่อไปต้องยกนิ้วให้"พูดแล้วคุณอัญชลียังเสียวเลยนะ ครับ"
3.ยังไม่สายเกินไปที่คุณยิ่งลักษณ์จะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะยังไม่แก่เกินไปที่จะเป็นนางแบบปฏิทิน เพราะว่าประจำเดือนยังไม่หมดนะครับ
4. ถ้าไม่มีใครต้องการยิ่งลักษณ์จริงๆนะครับ ผมยินดีเป็นข้ารับใช้ ซื้อและเปลี่ยนโกเต๊กให้ตลอดไป"

บทถอดเทปคำปราศรัย คลิปการปราศรัยของ ผศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร กล่าวถึงนายกรัฐมนตรีที่เวที กปปส. ราชดำเนิน เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2556http://www.youtube.com/watch?v=ohqf9gfnpBM

"วันนี้เห็นบอกว่าท่าน ดร.เสรีกับพี่ปองไปที่บ้านนายก ผมบอกตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ถ้าไปไล่นะ พี่ปองกับ อ.เสรีไปได้ แต่ถ้าไปล่อนะ...ผม...ผม ก็ส่งคนไปไล่มันก็ไม่อยู่บ้านสิ ถ้าส่งคนไปล่ออย่างผมนี่มันถึงจะออกมานะครับ รอบหน้าจัดเฉพาะหนุ่มๆ หน้าตาดีๆ ส่งไปล่อให้ดีๆแล้วเดี๋ยวได้ตัวครับ เชื่อสิครับ มั่นใจครับ แล้วมั่นใจว่าผมน่าจะติด 1 ใน 50 เข้าไปบ้างนะผมว่า ขอไปล่อเพื่อชาติหน่อยเถอะ จะได้รู้ว่าเอาอยู่หรือเอาไม่อยู่"
4.ภาพข่าว “กรณีตัดต่อภาพของคุณตั้น (จิตภัสร์(ภิรมย์ภักดี) กฤษดากร)

ภาพหลุดตั๊น จิตภัสร์ กอดโฆษก กปปส. มือดีหน้าแหก โดนแฉตัดต่อ


ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังมาคุอยู่อย่างทุกวันนี้ มีทั้งข่าวจริงข่าวเท็จออกมามากมาย ดังนั้น การรับข่าวสารต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบและใช้วิจารณญาณให้มาก มิฉะนั้นอาจถูกหลอกลวงให้เข้าใจผิดและนำไปสู่ความรุนแรงได้ล่าสุด ในโลกออนไลน์ขณะนี้ มีการแชร์ภาพของตั๊น จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี กำลังกอดกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. กันอย่างแพร่หลายซึ่งเมื่อมีผู้ไปทำการตรวจสอบ พบว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพตัดต่อขึ้น ภาพจริงๆ เป็นภาพที่ตั๊น จิตภัสร์ กอดกับ หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี ผู้เป็นมารดา

 

-----------------

ชาวบ้านค่ายร้องศาลขอคุ้มครองชั่วคราวเบรกนิคมไออาร์พีซี

 

เหตุละเมิดอำนาจศาลปกครองระยองที่สั่งเพิกถอนการจัดตั้งนิคมบ้านค่ายไปแล้วแต่แอบลักไก่ก่อสร้างไปก่อนโดยไม่รอศาลสูงชี้ขาด

          นายศรีสุวรรณ  จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนเปิดเผยว่า วันนี้(2 ม.ค.57)เวลา 10.00 น. ที่ศาลปกครองระยอง ชาวบ้านในอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยองกว่า 300 คน ได้เดินทางมาที่ศาลปกครองระยอง บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดระยอง เพื่อขอให้ศาลปกครองระยองส่งคำร้องต่อไปยังศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและสิ่งแวดล้อมเป็นการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา เนื่องจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ปล่อยให้มีผู้รับเหมาก่อสร้างของบริษัท ไออาร์พีซี ได้เข้าไปแผ้วถางและเริ่มก่อสร้างอาคารในพื้นที่โครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมบ้านค่าย ซึ่งชาวบ้านค่ายกว่า 386 คนได้คัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง และมีการฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลปกครองไว้แล้ว และศาลปกครองระยองได้มีคำพิพากษาเพิกถอนการจัดตั้งนิคมดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา

          การเข้าไปดำเนินการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆ ในพื้นที่ดังกล่าวเข้าข่ายละเมิดคำพิพากษาของศาล อันก่อให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหายแก่ชาวบ้าน แก่สาธารณชน และทำให้เสื่อมประโยชน์ต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่พิพาท โดยผู้ถูกฟ้องคดี คือ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มิได้สั่งห้ามเอกชนดังกล่าวแต่ประการใด จึงเข้าข่ายละเว้นเพิกเฉย หรือกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปล่อยปละละเลยให้บริษัท ไออาร์พีซี เข้าไปดำเนินโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่พิพาท หรือว่าจ้างให้บริษัทเอกชนอื่นเข้าไปดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ดังกล่าวอย่างผิดกฎหมาย โดยทำการล้อมรั้ว แผ้วถาง ตัดฟันต้นไม้ ไถพื้นดินปรับเกรดสถานที่ และทำการก่อสร้างอาคารสถานที่ หรือที่พักอาศัย มีการขนส่งวัสดุ อุปกรณ์เพื่อการก่อสร้างต่าง ๆ เข้าไปในพื้นที่พิพาทตลอดเวลา กระทบต่อวิถีดารดำรงชีวิตของชาวบ้านโดยชัดแจ้ง

อนึ่ง คดีนี้ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองระยอง เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2554 เป็นคดีหมายเลขดำที่ ส.8/2554 ต่อมาศาลปกครองระยองมีคำพิพากษา เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ส.13/2555 ลงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2555 โดยพิพากษาเพิกถอนประกาศของ กนอ. ฉบับลงวันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2554 เรื่อง การจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมระยอง (บ้านค่าย) ในท้องที่ตำบลหนองบัว และตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ออกประกาศ

          ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2555 เป็นคดีหมายเลขดำที่ อส.20/2555 และชาวบ้านได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ในวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2556 คัดค้านคำอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมด และคดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการไต่สวน แสวงหาข้อเท็จจริงและหรือพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุด ยังมิได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่หน่วยงานภาครัฐกลับปล่อยปละละเลยให้มีการฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลปกครองระยอง ชาวอำเภอบ้านค่ายจึงทนต่อพฤติกรรมของ กนอ. ไม่ได้จึงจำต้องมาร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินและมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดต่อไป นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

 

มีเดียมอนิเตอร์ศึกษาทีวีเพื่อสาธารณะในการรายงานสถานการณ์การชุมนุม

มีเดียมอนิเตอร์ศึกษาทีวีเพื่อสาธารณะในการรายงานสถานการณ์การชุมนุมพบ 

ช่อง 5 ยังทำหน้าที่สื่อสาธารณะไม่เต็มที่ ช่อง 11 อาจเข้าข่ายเป็นสื่อเพื่อรับใช้รัฐบาล

 

การชุมนุมทางการเมืองเพื่อต่อต้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่เริ่มจากช่วงต้นเดือน พฤศจิกายน 2556  ที่ต่อมายกระดับเป็นการชุมนุมใหญ่ที่เรียกว่า”การชุมนุมของมวลมหาประชาชน” ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ตามด้วยครั้งที่ 2 ในวันที่ 9 ธันวาคม ปีเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ มีการตั้งคำถามกับสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ในเรื่องการให้พื้นที่กับวิธีการนำเสนอ รวมทั้งมีเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมไปแสดงความเห็น ความต้องการต่อสื่อโทรทัศน์ โดยเฉพาะช่อง TPBS  ที่เป็นสื่อเพื่อสาธารณะ  ดังนั้น ในสองเหตุการณ์สำคัญของการชุมนุมใหญ่ องค์กรวิชาชีพสื่อจึงได้ออกแถลงการณ์ เพื่อขอให้สื่อมวลชนทุกแขนง ทำหน้าที่อย่างไม่มีการเซ็นเซอร์ตัวเอง (self - censorship) และขอให้ผู้ชุมนุมทุกกลุ่มให้สื่อได้ทำหน้าที่อย่างอิสระและไม่ทำให้สื่อถูกเข้าใจว่าเป็นฝ่ายเดียวกับผู้ชุมนุม

ด้วยเหตุนี้ มีเดียมอนิเตอร์จึงสนใจศึกษาการรายงานสถานการณ์การชุมนุมใหญ่ในวันที่ 25 พ.ย. และวันที่ 9 พ.ย. 2556  ระหว่างช่วงเวลา 00.00-24.00 . ของฟรีทีวีประเภทบริการสาธารณะทั้ง 3 ช่อง ได้แก่ ช่อง ททบ. 5  สทท. 11 และ ช่อง TPBS 

ผลการศึกษาพบว่า

 

โดยภาพรวม พบว่า ช่อง TPBS เป็นช่องที่ให้ความสำคัญกับการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง โดยมีการเปิดพื้นที่ให้แหล่งข่าวที่มีความสมดุล มีมุมมองในการรายงานที่รอบด้าน หลากหลาย มุ่งเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจ หาทางออก/แนวทางการคลี่คลายของสถานการณ์  ในขณะที่พบว่า ช่อง 11 มีสัดส่วนการรายงานสถานการณ์การชุมนุมใกล้เคียงกับช่อง TPBS แต่ขาดความสมดุล รอบด้าน ในการให้พื้นที่แหล่งข่าว ด้านมุมมองการรายงานข่าวก็เน้นแหล่งข่าวฝ่ายรัฐบาล สำหรับช่อง 5 พบว่า มีสัดส่วนการรายงานสถานการณ์การชุมนุมน้อยกว่าช่องอื่นๆ ทั้งยังเน้นการรายงานเหตุการณ์ตามสถานการณ์  ขาดการนำเสนอเหตุการณ์ในเชิงลึก  

            เมื่อศึกษาในเชิงปริมาณเวลา พบว่า เวลาทั้งหมดที่ ช่อง  5, 11, และ TPBS  เสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการชุมนุม คือประมาณ 35 ชั่วโมง เมื่อวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ พบว่า  TPBS เป็นช่องที่มีการนำเสนอข่าวการชุมนุมทางการเมืองมากที่สุด  (16 ชั่วโมง 37 นาที  คิดเป็นร้อยละ 48 ของเวลารวมทั้งสามช่อง)  ตามด้วยช่อง  11 (14 ชั่วโมง 30 นาที  คิดเป็นร้อยละ  41 )  และช่อง 5 (3 ชั่วโมง 45 นาที  คิดเป็นร้อยละ  11)   และพบว่า มีการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 9 ธ.ค. 2556 ในสัดส่วนเวลาที่มากกว่าวันที่ 25 พ.ย. 2556 ในทุกช่อง 

 

เมื่อพิจารณาการทำหน้าที่สื่อสาธารณะของฟรีทีวีทั้ง 3 ช่อง พบว่า

ช่อง 5

เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนเวลาการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในการชุมนุมใหญ่  2 วัน พบว่า มีการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 9 .. (2 ชั่วโมง 58 นาที) ในสัดส่วนเวลาที่มากกว่าวันที่ 25 .. 56 (46 นาที)  

ในส่วนรูปแบบรายการ พบว่า ช่อง 5 มีรายการพิเศษนอกผังรายการ ได้แก่ รายการฝ่าวิกฤติการณ์เมืองไทย 2556 และแถลงการณ์อื่นๆ (40 นาที)  

สำหรับรูปแบบการนำเสนอนั้น  ช่อง 5 เน้นการรายงานข่าวการชุมนุมตามสถานการณ์ เช่น บรรยากาศการชุมนุม เส้นทางการเคลื่อนขบวน มาตรการรักษาความปลอดภัย ฯลฯ (2 ชั่วโมง 15 นาที)  

ด้านแหล่งข่าว พบว่า แหล่งข่าวที่ช่อง 5 ให้พื้นที่มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1) กลุ่มรัฐบาล (38 นาที)  2) กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล (37 นาที)  3) หน่วยงานด้านความมั่นคง* (15 นาที) แต่ไม่พบแหล่งข่าวที่เป็นตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน  ประชาชนทั่วไป รวมทั้ง อดีตนักการเมือง 

เมื่อพิจารณาการทำหน้าที่สื่อมวลชน พบว่าทั้งผู้ประกาศ พิธีกรรายการ และผู้สื่อข่าวภาคสนาม มีความระมัดระวังในการใช้ภาษา และการตั้งคำถาม แต่ส่วนใหญ่เป็นการเน้นตั้งคำถามเพื่อรายงานเหตุการณ์ตามสถานการณ์ เช่น บรรยากาศการชุมนุม มาตรการการรักษาความปลอดภัย  มีการตั้งประเด็นสัมภาษณ์แหล่งข่าว และการนำเสนอรายงานที่จำกัดกว่าช่องอื่นๆ  เพราะมีสัดส่วนการรายงานสถานการณ์การชุมนุมที่ค่อนข้างน้อย  

เมื่อพิจารณาการทำหน้าที่ของสื่อเพื่อสาธารณะ พบว่า ถึงแม้ช่อง 5 จะมีการนำเสนอข่าวการชุมนุมในประเด็นที่ค่อนข้างหลากหลาย แต่ขาดรายละเอียด และความลึกของเนื้อหา โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหา และ การหาทางออกของสถานการณ์ทางการเมือง ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากสัดส่วนเวลาในการนำเสนอข่าวการชุมนุมทที่น้อยกว่าช่องอื่นๆ เน้นการเสนอข่าวในลักษณะการรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับเหตุการณ์เป็นส่วนใหญ่ จึงอาจถูกตั้งคำถามได้ในเรื่องการเซ็นเซอร์ตัวเอง รวมทั้งการแสดงบทบาทสำคัญของทีวีสาธารณะเพื่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยสาธารณะ 

ช่อง 11

            เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนเวลาการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง พบว่า ในวันที่ 9 ธ.ค. 2556 ช่อง 11 ให้สัดส่วนเวลามากกว่าวันที่ 25 พ.ย. 2556   กล่าวคือ วันที่ 9 .. (9 ชั่วโมง 59 นาที) วันที่ 25 .. (4 ชั่วโมง 31 นาที)  

            ในส่วนรูปแบบรายการ พบว่า ช่อง 11 มีรายการพิเศษนอกผังรายการ ได้แก่ รายการทันสถานการณ์บ้านเมือง และแถลงการณ์อื่นๆ (8 ชั่วโมง 44 นาที)    

            สำหรับรูปแบบการนำเสนอ พบว่าช่อง 11 เน้นการรายงานสถานการณ์การชุมนุมในรูปแบบการสนทนา/วิเคราะห์ (7 ชั่วโมง 37 นาที)  

            สำหรับแหล่งข่าว ที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) กลุ่มนักวิชาการ (3 ชั่วโมง 55 นาที) 2) กลุ่มรัฐบาล (2 ชั่วโมง 33 นาที) 3) หน่วยงานด้านความมั่นคง (2 ชั่วโมง 15 นาที) แต่ ไม่พบแหล่งข่าวที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน  แม้ว่าในภาพรวม ช่อง 11 จะมีสัดส่วนแหล่งข่าวที่เป็นนักวิชาการมากกว่าช่องอื่นๆ โดยเฉพาะในวันที่ 9 ธ.ค. 56 แต่นักวิชาการส่วนใหญ่นำเสนอมุมมองต่อสถานการณ์ทางการเมือง และทางออกของปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน คือ มองว่าข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมกลุ่ม กปปส. เป็นเรื่องที่ไม่มีกฎหมายรองรับ

            สำหรับ การทำหน้าที่สื่อมวลชน  พบว่า ทั้งผู้ประกาศ พิธีกรรายการ และผู้สื่อข่าวภาคสนาม ของช่อง 11 มีความระมัดระวังในการใช้ภาษาในการรายงานสถานการณ์ทั่วไป แต่พบว่ามีลักษณะการใช้ภาษาสอดแทรกความคิดเห็น / ชี้นำ ในรายงานพิเศษ เช่น ชื่อพาดหัวข่าว/รายงานพิเศษ (ตัวอย่างพบในวันที่ 25 พ.ย. 2556 เช่น นักวิชาการห่วงม็อบคนดียิ่งทำสังคมแตกแยก เศรษฐกิจเสียหายจากม็อบยืดเยื้อ”)

            เมื่อพิจารณาการทำหน้าที่ของสื่อสาธารณะในการรายงานสถานการณ์การชุมนุมอย่างรอบด้าน พบว่า   แม้ช่อง 11 จะมีสัดส่วนรายการแบบสนทนา/ วิเคราะห์มากที่สุด  โดยเฉพาะในวันที่ 9 ธ.ค. 2556   แต่เป็นการให้น้ำหนักจากมุมมองและทัศนะที่มาจากฝ่ายรัฐบาล นักวิชาการ หน่วยงานความมั่นคง ที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ การเน้นเรื่องความถูกต้องชอบธรรมของคณะรัฐมนตรีในการทำหน้าที่เป็นรัฐบาลรักษาการ การยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ถือเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย และการจัดตั้งสภาประชาชนของกลุ่ม กปปส. เป็นเรื่องที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ทั้งขัดรัฐธรรมนูญ รวมถึงการนำเสนอผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมทางการเมืองในด้านต่างๆ เช่น ปัญหาการจราจร ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว เป็นต้น  เมื่อประกอบกับสัดส่วนแหล่งข่าวของช่อง 11 ที่เน้นการให้พื้นที่แหล่งข่าวฝ่ายรัฐบาลมากกว่ากลุ่มผู้ชุมนุม และ ประเด็นในการสัมภาษณ์ /การรายงานแล้ว อาจทำให้ช่อง 11 ถูกตั้งคำถามจากสังคมมากกว่าช่องอื่นๆ ในแง่จริยธรรมและมาตรฐานความเป็นสื่อโดยเฉพาะสื่อเพื่อสาธารณะในการรายงานสถานการณ์ความขัดแย้ง

 

ช่อง TPBS

            การให้พื้นที่เชิงปริมาณเวลา พบว่า TPBS เป็นช่องที่มีการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองมากที่สุด (16 ชั่วโมง 37 นาที) โดยมีสัดส่วนการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ในวันที่ 9 .. 2556 (10 ชั่วโมง 47 นาที) มากกว่าวันที่ 25 .. 2556 (5 ชั่วโมง 49 นาที)

            สำหรับรูปแบบรายการ พบว่า ช่อง TPBS ให้ความสำคัญกับรายการพิเศษนอกผังรายการ  ได้แก่ รายการทางออกประเทศไทย และ แถลงการณ์อื่นๆ (6 ชั่วโมง 46 นาที)  

            สำหรับรูปแบบการนำเสนอ  พบว่า ช่อง TPBS เน้นการรายงานสถานการณ์การชุมนุมในรูปแบบการรายงานสดจากผู้สื่อข่าวภาคสนาม  และการสนทนา/ การวิเคราะห์  ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน  (4 ชั่วโมง 49 นาที และ 4 ชั่วโมง ตามลำดับ) โดยรูปแบบการสนทนา/ การวิเคราะห์  มีการใช้แหล่งข่าวหลากหลายกลุ่ม เช่น นักวิชาการ เครือข่ายภาคประชาชน ผู้ชุมนุมจากคู่ขัดแย้งกลุ่มต่างๆ ฯลฯ ผ่านมุมมองที่หลากหลาย และรอบด้าน ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง ฝ่ายที่สนับสนุนให้มีสภาประชาชน ฝ่ายที่มองว่าการตั้งสภาประชาชนเป็นเรื่องที่ทำได้ กับผ่ายที่เห็นว่าทำไม่ได้ รวมไปถึงการนำเสนอทางออกด้วยวิธีอื่นๆ ทั้งนี้ ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

            สำหรับแหล่งข่าว พบว่า ช่อง TPBS มีแหล่งข่าวทุกกลุ่ม โดยที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) กลุ่มนักวิชาการ (2 ชั่วโมง 9 นาที) 2) กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล (1 ชั่วโมง 46 นาที) 3) กลุ่มรัฐบาล (1 ชั่วโมง 10 นาที)   ที่พบน้อยที่สุดคือ กลุ่มสำนักโพล (38 วินาที) โดยมีการเปิดพื้นที่ให้แหล่งข่าวอย่างมีความสมดุล

ในส่วนการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน พบว่าทั้งผู้ประกาศ พิธีกรรายการ และผู้สื่อข่าวภาคสนาม มีความระมัดระวังในการใช้ภาษา  เช่น  การใช้คำว่า  สิ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกว่าระบอบทักษิณ แทนคำว่า ระบอบทักษิณ หรือ กลุ่มผู้ชุมนุมที่เรียกตนเองว่า กลุ่ม กปปส.  แทนการเรียกว่า กลุ่ม กปปส.   ซึ่ง

แตกต่างจากการรายงานของช่องอื่นๆ

นอกจากนี้ยังพบว่า พิธีกรและผู้ประกาศ มีการตั้งคำถามสัมภาษณ์แหล่งข่าวที่ค่อนข้างรอบด้าน และมุ่งหาแนวทางในการลดความขัดแย้ง หรือทางออกของปัญหาความขัดแย้ง และการให้แต่ละฝ่ายได้

แสดงทัศนะและความคิดเห็นมากกว่าการเน้นตั้งคำถามเพื่อรายงานเหตุการณ์ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ในส่วนบทบาทของสื่อสาธารณะ พบว่า ช่อง TPBS มีการนำเสนอประเด็นที่หลากหลาย รอบด้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะในประเด็นการจัดตั้งสภาประชาชน ที่มีการนำเสนอทั้งจากมุมมองของฝ่ายที่เห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และฝ่ายที่มองว่าเป็นเรื่องที่ขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ  รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะว่าการเจรจาร่วมกันของฝ่ายการเมืองคือทางออกของปัญหาที่สำคัญ  ทั้งมุ่งเน้นการให้ความรู้  ความเข้าใจ การหาทางออก/แนวทางการคลี่คลายสถานการณ์ 

ข้อเสนอแนะ   จากการศึกษาครั้งนี้ มีดียมอนิเตอร์ มีข้อเสนอต่อหน่วยงาน องค์กร รวมทั้งสื่อ และภาคส่วนต่าง ๆ ดังนี้

1. ข้อเสนอต่อทีวีสาธารณะ

            ช่อง 5 ควรให้ความสำคัญกับการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองให้มากขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น การเพิ่มพื้นที่ข่าว และรายงานพิเศษ เพื่อรายงานข้อเท็จจริง นำเสนอความคิดเห็นที่หลากหลาย  รวมทั้งข้อเสนอทางออก หรือการคลี่คลายปัญหาให้กับสังคมอย่างรอบด้าน  ตามลักษณะสื่อสาธารณะประเภท 2 ที่มีบทบาทหน้าที่เพื่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยสาธารณะ

            ช่อง 11 ควรรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง หรือความขัดแย้งใดๆ ด้วยมุมมองที่หลากหลาย รอบด้าน ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด  ทั้งควรทำหน้าที่เป็นสื่อเพื่อสะท้อนความคิดเห็นและความต้องการที่หลากหลาย มากกว่าเป็นสื่อเพื่อรับใช้รัฐบาล ตามลักษณะสื่อสาธารณะประเภทที่ 3 ที่มีบทบาทหน้าที่เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชนและรัฐสภากับประชาชน ส่งเสริมสนับสนุนการเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะ     

2. ข้อเสนอต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.)

            ควรกำหนดบทบาทหน้าที่ พร้อมกลไกการติดตาม กำกับดูแลการทำหน้าที่สื่อสาธารณะในแต่ละประเภทให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะข้อบังคับจริยธรรม และแนวทางปฏิบัติในการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง

            อนึ่ง ในสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในครั้งนี้  พบว่า แต่ละกลุ่มขั้วความคิดทางการเมืองต่างมีสื่อวิทยุโทรทัศน์ของกลุ่มซึ่งเน้นการสื่อสารตามแนวคิดและปฏิบัติการของกลุ่ม  กสทช. จึงควรกำหนดกรอบเกณฑ์การกำกับดูแลสื่อประเภทนี้อย่างชัดเจน  โดยคำนึงถึงการใช้สื่ออย่างไม่สร้างความขัดแย้ง ความแตกแยก อันอาจนำไปสู่ความรุนแรง




* ในการศึกษาครั้งนี้หน่วยงานด้านความมั่นคง หมายถึง ศอ.รส. ตำรวจ ทหาร สภาความมั่นคง

 

เอ็นจีโอด้านเด็กระบุมีเด็กข้ามชาติ 99 เปอร์เซ็นต์อยู่ในไทย

เครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติจัดแถลงเปิดสถานการณ์เด่นแรงงานข้ามชาติ พบหลายประเด็นยังเป็นปัญหา เอ็นจีโอด้านเด็กระบุมีเด็กข้ามชาติ 99 เปอร์เซ็นต์อยู่ในไทยอย่างไม่ถูกกฎหมายและต้องตกเป็นเหยื่อของกระบวนการค้ามนุษย์  พร้อมพบประเด็นการศึกษาของเด็กยังมีปัญหาไม่เชื่อมโยงกับประเทศต้นทาง ส่วนประเด็นด้านสุขภาพยังพบจุดอ่อน แรงงานเข้าไม่ถึงเพราะค่าใช้จ่ายสูง แนะรัฐตั้งคณะกรรมการระดับชาติสางปัญหา พร้อมเปิดประเด็นใหม่มีแรงงานจำนวนมากที่เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุจากการเดินทางและหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

วันที่ 17 ธ.ค. 2556 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติร่วมกับ  จัดงานแถลงข่าวเนื่องในวันแรงงานข้ามชาติสากล เปิดสถานการณ์เด่นเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติและครอบครัวในพ.ศ. 2556” MIGRATION “IS NOT” CRIME “การย้ายถิ่นไม่ใช่อาชญากรรมเพื่อให้สังคมไทยรับทราบนโยบายและข้อมูลการจัดการแรงงานข้ามชาติและสถานการณ์การย้ายถิ่น รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย ใน 5 ประเด็นหลัก คือ สถานการณ์ของเด็กข้ามชาติในประเทศไทย การศึกษาของเด็กข้ามชาติ ระบบประกันสุขภาพและประกันสังคมของแรงงานข้ามชาติ อุบัติเหตุจากการเดินทางของแรงงานข้ามชาติ และการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ กฎหมาย นโยบาย และการเข้าถึง

น.ส.วรางคณา  มุทุมล     ผู้ประสานงานองค์การช่วยเหลือเด็กประจำประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ของเด็กข้ามชาติในประเทศไทยว่า ยังมีความน่าเป็นห่วงอยู่หลายประเด็น เพราะนโยบายเกี่ยวกับสถานะบุคคลของเด็กยังไม่มีความชัดเจน โดยเด็กที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติมีเพียง 3,335 คน จากเด็กข้ามชาติกว่า 300,000 คน และเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ของเด็กที่อาศัยในประเทศไทยอยู่อย่างไม่ถูกกฎหมายมีมากถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเด็กในจำนวนนี้ต้องกลายเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ทั้งนี้จากสถิติข้อมูลรายงานสถานการณ์และการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ประจำปีพ.ศ. 2555 ระบุตัวเลขของเด็กต่างชาติอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์แบ่งเป็นประเทศพม่า 159 คน ประเทศกัมพูชา 63 คน ประเทศ ลาว 73 คน ซึ่งเด็กเหล่านี้จะถูกบังคับให้มาค้าประเวณี บังคับให้ขอทาน และถูกบังคับเป็นแรงงานเด็ก ดังนั้นรัฐบาลควรมีมาตรการและข้อกฎหมายที่จะช่วยทำให้เด็กข้ามชาติมีสิทธิอาศัยอย่างถูกต้องในประเทศไทยเพื่อให้เด็กหลุดพ้นจากกระบวนการค้ามนุษย์และถูกบังคับใช้เป็นแรงงานเด็ก คือ 1. กลุ่มเด็กข้ามชาติที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ในประเทศไทยรัฐบาลไทยควรดำเนินการผ่อนผันให้เด็กได้รับการดำเนินการพิสูจน์สถานะและสัญชาติกับประเทศต้นทางโดยให้ผู้ปกครองหรือคนที่ดูแลเด็กในปัจจุบันเป็นผู้ยื่นเอกสารกับตัวแทนประเทศต้นทางในประเทศไทย 2. กรณีเด็กข้ามชาติที่นายจ้างไม่ยื่นเอกสารพร้อมพ่อแม่ รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรเปิดให้พ่อแม่ของเด็กสามารถยื่นเอกสารลูกเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาสถานะตามมติคณะรัฐมนตรีได้ 3. กรณีเด็กข้ามชาติที่อายุไม่เกิน 15 ปี แต่ไม่อยู่ในกระบวนการจ้างแรงงานรัฐบาลไทยควรเปิดให้เด็กกลุ่มนี้ยื่นเอกสารในฐานะบุตรของแรงงานข้ามชาติเพื่อเข้าสู่กระบวนการพัฒนาสถานะและสัญชาติกับประเทศต้นทางต่อไป 4. กรณีเด็กข้ามชาติที่พ่อแม่ได้ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติไปก่อนหน้านี้แล้วรัฐบาลควรมีคณะรัฐมนตรีผ่อนผันและให้เด็กได้เข้าสู่กระบวนการยื่นเอกสารเพื่อขอปรับสถานะและสัญชาติกับประเทศต้นทางและอยู่ในประเทศไทยได้ชั่วคราว ตามระยะเวลาที่พ่อแม่ได้รับอนุญาตต่อไปด้วย

นายมงคล สุวรรณศิริศิลป์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อพัฒนาเยาวชนชนบท กล่าวถึงสถานการณ์การศึกษาของเด็กข้ามชาติว่า  ปี พ.ศ.2548 คณะรัฐมนตรีได้อนุญาตให้เด็กทุกคนในประเทศไทยได้เข้าเรียน โดยมีการออกเป็นระเบียบมติคณะรัฐมนตรี แต่จากสถิติปัจจุบันมีลูกหลานแรงงานข้ามชาติเพียง 56,582 คน ที่เข้าถึงการศึกษา โดยแบ่งเป็นระดับก่อนประถมศึกษา15,034 คน ระดับประถมศึกษา 40,689 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 5,366 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 859 คน ซึ่งหมายความว่ามีเด็กข้ามชาติที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาของรัฐถึง 238,052 คน คิดเป็นร้อยละ 79 นอกจากการศึกษาสำหรับลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่จัดโดยภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนยังได้ร่วมจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ (Learning center or migrants school) ซึ่งจะเป็นศูนย์ที่สร้างการเรียนรู้เรื่องการศึกษาที่เหมาะสมกับลูกหลานแรงงานข้ามชาติ และมีการจัดการศึกษาที่ทำร่วมกับโรงเรียนและศูนย์การเรียนรู้ของลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่เรียกว่า school within school อีกด้วย แต่รูปแบบการศึกษายังไม่ได้รับการรับรองและได้รับวุฒิบัตรจากภาครัฐ อีกทั้งยังมีจำนวนน้อยและไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนั้นรัฐควรออกกฎระเบียบที่ชัดเจนเพื่อให้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติเข้าถึงระบบการศึกษาในระบบและนอกระบบอย่างแท้จริง ให้การรับรองและออกวุฒิบัตรรับรองให้กับลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่ศึกษาในศูนย์การเรียนรู้ เพื่อให้สามารถเทียบโอนผลการศึกษาได้ เชื่อมโยงผลการเรียนระหว่างประเทศหากลูกหลานแรงงานข้ามชาติเดินทางกลับไปยังประเทศต้นทาง นอกจากนี้รัฐควรจัดทำข้อตกลงร่วมกันในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถร่วมจัดการศึกษาในฐานะภาคีเครือข่ายทั้งในส่วนของบุคลากรผู้สอนและหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาให้กับลูกหลานแรงงานข้ามชาติ อีกทั้งยังสามารถป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานเด็กในอีกทางหนึ่งด้วย

ขณะที่นายอดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวถึงระบบประกันสุขภาพและประกันสังคมของแรงงานข้ามชาติ ว่าปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบ 493,324 คน แต่มีเพียง 253,519 คน หรือประมาณร้อยละ 51 ที่เข้าถึงหลักประกันสุขภาพตามนโยบายของรัฐบาล และมีจำนวน 239,262 ที่เข้าไม่ถึงประกันสุขภาพ อย่างไรก็ตามแม้มติคณะรัฐมนตรีจะระบุถึงการเข้าถึงระบบประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติไว้แล้ว หากแต่ในการปฏิบัติยังมีประเด็นปัญหาที่ทำให้แรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าถึงระบบประกันสุขภาพได้อย่างแท้จริงอาทิ สถานพยาบาลอีกจำนวนมากที่ไม่ยอมขายประกันสุขภาพให้กับแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากประเมินเรื่องความไม่คุ้มทุน  และแรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงจึงทำให้แรงงานจำนวนมากไม่สามารถซื้อประกันสุขภาพหรือจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมได้  โดยแรงงานข้ามชาติที่จะเข้าสู่ระบบประกันสังคมนั้นจะต้องเสียค่าใช้จ่าย 1,150 บาทต่อคน ส่วนแรงงานข้ามชาติที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมจะต้องเสียค่าใช้จ่าย 2,850 บาทต่อปี และเด็กอายุไม่เกิน 7 ปีต้องเสียค่าใช้จ่าย 365 บาท  ดังนั้นวันนี้จึงต้องตั้งคำถามกลับไปยังภาครัฐว่า จุดประสงค์แท้จริงที่รัฐออกนโยบายนี้มาเพียงเพื่อต้องการหากำไรจากนโยบายดังกล่าว หรือต้องการให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเข้าถึงระบบประกันสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ดังนั้นอยากเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการดูแลระบบประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติในระดับชาติขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ  รวมทั้งควรมีการทำงานในเชิงรุก คือรณรงค์ให้ความรู้กับแรงงานข้ามชาติให้รับรู้ถึงสิทธิของตนเอง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพของแรงงานข้ามชาติอีกด้วย

นายอดิศรยังได้กล่าวถึงประเด็นอุบัติเหตุจากการเดินทางของแรงงานข้ามชาติอีกด้วยว่า จากการศึกษาข่าวอุบัติเหตุในการเดินทางของแรงงานข้ามชาติทีเกิดขึ้นในช่วง 22 เดือนระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 31 ต.ค. 2556 ในหนังสือพิมพ์ 14 ฉบับ และเว็บไซต์ข่าว 3 เว็บไซด์พบประเด็นที่สำคัญดังนี้  การเกิดอุบัติเหตุในการเดินทางของแรงงานข้ามชาตินั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานจำนวน 910 คน โดยมีสัดส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ 445 คน และเสียชีวิต 86 คน และเมื่อมีการพิจารณาสัดส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บพบว่ามีผู้หญิงสูงมากว่าผู้ชายถึง 35.71 เปอร์เซ็นต์ และเด็กร้อยละ 10.12 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กลุ่มผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิงมากถึงร้อยละ 50  และเป็นเด็กร้อยละ 2.44 จากสถิตินี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแรงงานที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยนั้นไม่ได้มีเพียงผู้ชาย หากรวมถึงแรงงานหญิงและเด็ก ซึ่งมีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตสูงกว่าผู้ชายด้วยนอกจากนี้ยังพบว่าแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารจะประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางเป็นจำนวนที่มากกว่าแรงงานที่มีเอกสารครบถ้วน โดยเฉพาะในสัดส่วนของการเกิดอุบัติเหตุจากการหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งได้แก่การฝ่าด่านจนรถคว่ำ การชนจนกลิ้งตกคลอง มีสัดส่วนสูงมากถึงร้อยละ 34.78 ของกรณีที่เกิดขึ้นกับแรงงานนอกระบบทั้งหมด และยังมีกรณีของการเกิดอุบัติเหตุจากสภาพยานพาหนะไม่เหมาะสมอีกด้วย  กรณีของการเกิดอุบุติเหตุต่างๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลไทยมุ่งเน้นแต่พัฒนานโยบายการจ้างงานแรงงานข้ามชาติ จนทำให้มองข้ามลักษณะเฉพาะของการย้ายถิ่นในภูมิภาคนี้ที่จะมีการย้ายถิ่นในลักษณะที่เป็นครอบครัว

สิ่งที่สำคัญจากข้อมูลที่พบจะเห็นได้ว่า รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ใส่ใจหรือเอาจริงเอาจังกับการดูแลและเยียวยาผู้ประสบอุบัติเหตุให้เป็นไปตามกฎหมายส่วนหนึ่งเนื่องมาจากมายาคติต่อผู้ย้ายถิ่นที่ไม่มีเอกสาร ขณะเดียวกันยังพบด้วยว่าการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุของแรงงานข้ามชาตินั้นจะเน้นการนำเสนอข่าวหรือประเด็นที่เป็นปรากฏการณ์เฉพาะแค่เหตุการณ์อุบัติเหตุ ไม่ได้ติดตามไปถึงกระบวนการการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ หรือสะท้อนถึงรากฐานของปัญหาการย้ายถิ่นที่เป็นปัจจัยให้เกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้งอย่างจริงจังมากนัก ซึ่งสิ่งที่สำคัญในการแก้ไขประเด็นปัญหาเหล่านี้คือแรงงานข้ามชาติไม่ควรจะถูกเพ่งมองแต่แง่มุมที่เป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองที่ผิดกฎหมาย จนบดบังความเป็นเหยื่อของสถานการณ์ที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือและเยียวยาทางการกฎหมายและมนุษยธรรม ควรติดตามกระบวนการช่วยเหลือภายหลังจากเกิดอุบัติให้กับแรงานข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

ด้าน นางสาวเอมาโฉ่ ตัวแทนมูลนิธิสิทธิมนุษยชนเพื่อการพัฒนา กล่าวถึงการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ ว่า ที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายกับแรงงานข้ามชาติใน 3 พื้นที่ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.สมุทรสาคร และ อ.แม่สอด จ.ตาก โดยพบปัญหาและการร้องเรียนส่วนใหญ่ในประเด็นการเข้าถึงกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อุบัติเหตุจากการทำงาน อุบัติเหตุจากรถยนต์ ปัญหาจากนายหน้าเรื่องใบแจ้งเกิด ปัญหาค่าแรง ค่าจ้างจากการเลิกจ้าง ใบแจ้งออก และการยึดหนังสือเดินทาง และการเข้าถึงสิทธิประกันสังคม รวมทั้งสิ้น 197 คดี และอยู่ระหว่างดำเนินการ 60 คดี และดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 137 คดี  โดยปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และกลไกการบังคับใช้กฎหมายยังมีปัญหา เพราะไม่สามารถเอื้อให้มีการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพกับแรงงานข้ามชาติ ดังนั้นเราจึงมีข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลปรับปรุงข้อกฎหมายและวิธีการให้สามารถช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ดังนี้ 1.ควรออกนโยบายในการจัดหาล่ามประจำสำนักงานคุ้มครองแรงงานในทุกสำนักงานทั่วประเทศ 2.กำหนดให้แรงงานที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากสำนักงานคุ้มครองแรงงาน แม้จะมีสถานะเข้าเมืองที่ไม่ถูกกฎหมายควรได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยได้เป็นการชั่วคราว จนกว่ากระบวนการให้ความช่วยเหลือจากฝ่ายรัฐจะสิ้นสุดลง 3.กำหนดแนวทางให้แรงงานเกษตรหรือแรงงานประมงสามารถเข้าถึงกองทุนเงินประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนเพื่อเป็นหลักประกันขั้นต่ำให้กับแรงงานทุกคนโดยไม่เลือกประเภทของแรงงานที่จะได้รับความคุ้มครอง 4.การเปลี่ยนนายจ้างของลูกจ้างที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ที่ในความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติจะไม่สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้จนกว่าจะทำงานครบสัญญาหรือใบอนุญาตการทำงานกับนายจ้างคนเดิมจะหมดอายุ และการเปลี่ยนตัวนายจ้างนั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากนายจ้างด้วย ซึ่งหากนายจ้างกระทำการที่เป็นการละเมิดสิทธิของนายจ้าง เช่น บังคับใช้แรงงาน หรือทำร้ายร่างการ โอกาสที่จะให้นายจ้างยินยอมคงเป็นไปไม่ได้

//////////////////////////////////////////

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร คุณอดิศร 089 788 - 7138

นายทุนแห่ขอสัมปทานเหมืองแร่โปแตชอีสาน เกินครึ่งภาค รวมกว่า 1.7 ล้านไร่ ล่าสุดขยายที่กาฬสินธุ์ 3 แสนไร่ บึงกาฬ 6 หมื่นไร่

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา  นายสุวิทย์  กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ติดตามข้อมูลนโยบายการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ภาคอีสาน ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าขณะนี้กำลังมีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจ ประเมินศักยภาพแหล่งแร่โปแตช เพื่อทำการผลิตในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ เพิ่มเติมอีก จำนวน  5 แปลง เนื้อที่ 300,000 ไร่ ได้แก่ ต.เชียงเครือ ต.ห้วยโพธิ์ อ.เมือง, ต.โคกสมบูรณ์ ต.หลักเมือง ต.โพนงาม อ.กมลาไสย และต.ร่องคำ อ.ร่องคำ ซึ่งขยายจากเดิมที่เคยยื่นขอเมื่อปีที่แล้ว จำนวน 12 แปลง เนื้อที่ 200,000 ไร่ รวมแล้วเฉพาะในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ กำลังมีการขอสัมปทานทำเหมืองแร่โปแตช จำนวน  500,000 ไร่ โดยบริษัท แปซิฟิก มิลเดอรัล จำกัด

นอกจากนี้ยังมีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจเพิ่มเติม ในจังหวัดใหม่ ได้แก่ พื้นที่ ต.หนองหัวช้าง อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 60,000 ไร่ โดยบริษัท ฮัท ซุน โฮฮัง จำกัด นายทุนจากประเทศจีน

ตามขั้นตอนผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด แล้วส่งต่อไปให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อทำเรื่องเสนอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศยกเลิกมาตรา 6 ทวิ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.แร่ 2510 ในเขตพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ได้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อเปิดให้เอกชนสามารถยื่นคำขออาชญาบัตรเพื่อประกอบการเชิงพาณิชย์ และทำการผลิตแร่โปแตช ได้

นายสุวิทย์  กุหลาบวงษ์  ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน  กล่าวว่า ขณะนี้ทั้งสองจังหวัด (กาฬสินธุ์และบึงกาฬ) นายทุนผู้ขอสัมปทาน กำลังลงพื้นที่เพื่อทำการสำรวจหาแหล่งแร่ตามขั้นตอนขออาชญาบัตรพิเศษ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปีหน้า และก็จะดำเนินการต่อในขั้นตอนขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองเลยทันที

“จากการติดตามข้อมูลโครงการเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน พบว่ามีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อทำการสำรวจแหล่งแร่ และขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่โปแตช ไปแล้ว 11 จังหวัด 16 พื้นที่ ได้แก่ จ.นครราชสีมา จ.ขอนแก่น จ.ชัยภูมิ จ.สกลนคร จ.อุดรธานี จ.มหาสารคาม จ.หนองคาย จ.นครพนม จ.ยโสธร จ.กาฬสินธุ์ และจ.บึงกาฬ คิดเป็นเนื้อที่รวมกว่า 1,700,000 ไร่ ซึ่งหากเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นจริงก็จะส่งผลกระทบต่อคนอีสานทั้งภาคอย่างแน่นอน” นายสุวิทย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในส่วนที่ จ.อุดรธานี อยู่ระหว่างการยื่นขออนุญาตประทานบัตร ทำเหมือง ของบริษัท เอเชีย แปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอพีพีซี) ในขั้นตอนการทำประชาคมหมู่บ้าน แต่ติดอยู่ที่ชาวบ้านในพื้นที่คัดค้าน และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาร่วมกันทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามขั้นตอนประทานบัตร 

 

/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/

นายเดชา  คำเบ้าเมือง  ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)

ตู้ปณ. 14 อ.เมือง จ.อุดรธานี  41000

โทรศัพท์ : 081-3696266

อีเมล์ : decha_61@yahoo.com ; huktin.ud@gmail.com