warning: Creating default object from empty value in /home/webmasterthaingo/public_html/thaingo/modules/taxonomy/taxonomy.pages.inc on line 33.

ข่าวเด่น

กพร.หมกเม็ด ดันกรรมการผู้มีส่วนได้เสียเหมืองแร่โปแตชอุดรฯ หลัง อีเอชไอเอ ผ่าน กลุ่มอนุรักษ์ฯ จี้ยกเลิก อ้างชุดเก่ายังศึกษาไม่จบ

 

เมื่อเวลา 09.30 น. ของวันที่ 31 มี.ค.57 ที่ห้องประชุมสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี  ซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ประมาณ 100 คน เข้าพบและยื่นหนังสือต่อนายพัตทอง กิตติวัฒน์ รักษาราชการแทนอุสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี เพื่อคัดค้านคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการประชุมเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสียในโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี  ซึ่งกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้มีคำสั่งที่ 72/2557 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2557 แต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวขึ้น ตามมาตรา 88/9 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 เพื่อมาทำหน้าที่คัดเลือกตัวแทนผู้มีส่วนได้เสียในเขตคำขอประทานบัตร จัดประชุมตัวแทนผู้มีส่วนได้เสีย และดำเนินการตามกระบวนการตั้งกองทุนสนับสนุนโครงการศึกษาวิจัยรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในการทำเหมืองแร่ใต้ดิน ตามมาตรา 88/10 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ตามขั้นตอนการขออนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ใต้ดิน

หลังจาก กพร.ได้รับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้ว เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ได้ให้เหตุผลในการคัดค้านว่า เป็นคำสั่งที่หมกเม็ด ไม่โปร่งใส เนื่องจากกลุ่มชาวบ้านได้ดำเนินการรวบรวมรายชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จำนวน 1,580  แปลง และรายชื่อผู้มีส่วนได้เสียภายในขอบเขตพื้นที่โครงการฯ จำนวน 5,765 รายชื่อ ยื่นโต้แย้ง คัดค้านคำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี คำขอที่ 1-4/2547 ของบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด ครบถ้วนถูกต้อง ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 กำหนด และมีการติดตามผลการยื่นโต้แย้ง คัดค้านอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งได้มีบันทึกการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี ระหว่างกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กับกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี โดยการทำข้อตกลงร่วมกัน 2 ข้อ ได้แก่ ข้อ 1. ให้แต่งตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เพื่อตรวจสอบความถูกต้องการไต่สวนพื้นที่ รายละเอียดต่างๆ ของแผนที่ประกอบคำขอประทานบัตรที่ 1-4/2547 และหารือประเด็นข้อกฎหมายในการดำเนินงานตามกระบวนการขออนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่ใต้ดิน ตามมาตรา 88/9 ให้ได้ข้อยุติ และข้อ 2. กรณีข้อ 1.ยังไม่ได้ข้อยุติทั้งสองฝ่ายมีความเห็นร่วมกัน ให้ชะลอการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 88/10 และในการขอความเห็นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประกอบการพิจารณาคำขอประทานบัตร

โดยนายบุญเลิศ  เหล็กเขียว  กรรมการกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กล่าวว่า กพร.ได้ละเมิดข้อตกลงร่วมกันระหว่าง กพร. กับกลุ่มอนุรักษ์ฯ เนื่องจากคณะกรรมการศึกษาติดตาม กระบวนการขออนุญาตประทานบัตร โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ตามคำสั่งกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ แต่งตั้งชุดก่อน (คำสั่งที่ 77/2555 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2555) ยังดำเนินการไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมาอีกเพื่อเดินหน้าต่อในขั้นตอนการขออนุญาตประทานบัตร โดยฟังไม่เสียงคัดค้านของชาวบ้าน จึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และยิ่งจะนำพาความขัดแย้งรุนแรงในพื้นที่ระลอกใหม่เกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน

“ขอให้มีการยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อให้คณะกรรมการที่มีอยู่ระหว่าง กพร.กับกลุ่มอนุรักษ์ฯ ทำหน้าที่ จนได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเสียก่อน ซึ่งปัญหาเก่าตามที่ชาวบ้านคัดค้าน ในมาตรา 49 ของกฎหมายแร่ กพร. ก็ยังไม่มีตอบ แล้วยังจะเอาปัญหาใหม่มาให้ชาวบ้านอีก”  นายบุญเลิศ กล่าว

ด้านนายพัตทอง กิตติวัฒน์ รักษาราชการแทนอุสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี และในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการจัดการประชุมเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสียในโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี  ชี้แจงว่า ตามขั้นตอนเมื่อ สผ.ได้ผ่านความเห็นชอบรายงาน อีเอชไอเอ แล้วแจ้งเรื่องมาทางอธิบดี กพร. ตามหนังสือก็คือวันที่ 20 มกราคม  ทีนี้ ตามกรอบกฎหมาย กพร. ก็ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการประชุมเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสียขึ้นมา โดยมีผู้ว่าฯ  เป็นประธาน และส่วนราชการในจังหวัดรวมแล้ว 14 คน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็จะมีหน้าที่แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านไปคัดเลือกตัวแทนผู้มีส่วนได้เสียในเขตคำขอประทานบัตร หมู่บ้านละ 2 คน และแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตคำขอประทานบัตรคัดเลือกตัวแทนฯ หน่วยงานละ 2 คน เมื่อได้ตัวแทนฯ แล้วคณะกรรมการก็จะมาทำหน้าที่จัดการประชุม


“แต่ในวันนี้มีการคัดค้านของกลุ่มอนุรักษ์ฯ ผมก็จะรวบรวมประเด็น แล้วเสนอต่อผู้ว่าราชการลงนามถึงอธิบดี กพร. เพื่อหารือเรื่องนี้ให้พิจารณาว่ามันเป็นอย่างไร ให้มีคำตอบออกมา ซึ่งระหว่างนี้ก็จะเสนอให้มีการชะลอการทำหน้าที่ของคณะกรรมการฯ  ออกไปก่อน คือ ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ จนกว่าจะได้รับคำตอบจาก กพร.”   นายพัตทองกล่าว 

/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/ 

นายเดชา  คำเบ้าเมือง  ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)

ตู้ปณ. 14 อ.เมือง จ.อุดรธานี  41000

โทรศัพท์ : 081-3696266

อีเมล์ : decha_61@yahoo.com ; huktin.ud@gmail.com

1,291 ไร่ 62 ตารางวา ธรณีนี้พวกเราขอคืน


  

 

(บทความชุด ปิดเหมือง ฟื้นฟูตอนที่ 1)

loeiminingtown.org รายงาน 

 

                17 มีนาคม 2557 หน้าศาลจังหวัดเลย ชาวบ้านวังสะพุง กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด จาก ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ประมาณ 400 คน เดินทางไปถึงศาลจังหวัดเลยแต่เช้า เพื่อรับฟังการไต่สวนสืบพยานโจทก์ จากคดีที่ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด (ทุ่งคำ”) ฟ้อง นาย สุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ กับพวกอีก 7 คน คดีอาญา ข้อหาบุกรุก, ทำให้เสียทรัพย์ เลขที่คดีดำ 4217/2556

                การไต่สวนในครั้งนี้ เป็นรอบที่ทนายของชาวบ้าวจะซักค้านพยานปากสำคัญขอทุ่งคำ คือ นายบัณฑิตย์ แสงเสรีธรรม กรรมการผู้จัดการของบริษัทฯ และศาลได้เปิดให้มีการถ่ายทอดการไต่สวนในห้องพิจารณาคดีมายังห้องประชุมใหญ่เพื่อให้ชาวบ้านทั้งหมดได้รับฟังด้วย


 

                  บรรยายใต้ภาพ  : สันเขื่อนบ่อเก็บกากแร่ของทุ่งคำพังทลาย เป็นเหตุให้สารไซยาไนด์รั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
                  และที่นาของชาวบ้านกพร.ออกคำสั่งให้ปรับทุ่งคำ และให้หยุดกิจการจนกว่าจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
                 ภาพจาก วัชราภรณ์วัฒนขำ

 

                แต่เมื่อถึงเวลาพิจารณาคดี ศาลแจ้งว่าทนายของทุ่งคำยื่นจดหมายอ้างว่าทนายป่วยกระทันหันทำให้ไม่สามารถมาตามนัดได้ ศาลจึงเลื่อนนัดไต่สวนออกไปเป็นวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 นับเป็นการเลื่อนครั้งที่ 3 

                บ่กล้ากินข้าวบ้านเจ้าของเพลงที่เด็กๆ และผู้ใหญ่ จากกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด และนักศึกษาดาวดิน ร่วมกันขับร้องที่หน้าศาล โดยตั้งชื่อกิจกรรมว่า พาน้องร้องเพลงได้นำภาพผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากมีเหมืองทองคำเกิดขึ้นในตำบลเขาหลวง เสียงเพลงสะท้อนสะเทือนไปถึงหัวใจของชาวเลย แต่ไม่มีคนจากเหมืองที่จะมาได้ยิน 

                จากหน้าศาล ขบวนบทเพลงเดินเท้าผ่านเมืองไปถึงหน้า สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเลย และต่อไปถึง สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรจังหวัดเลย  

                ทั้งสองหน่วยงาน คือผู้อนุญาตให้ทุ่งคำเข้าไปทำเหมืองทองในที่ดินภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงาน และเหมืองทองได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบมายาวนานนับ 10 ปี โดยมีข้อเท็จจริงจากผลการตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพน้ำบริเวณรอบเหมืองหลายครั้ง ช่วงระหว่างปี 25472549, 2553 ที่พบว่ามีสารหนู แคดเมียม เหล็ก ตะกั่ว และแมงกานีส เกินเกณฑ์มาตรฐาน 

                มีการตรวจพบไซยาไนด์ในกากแร่ก่อนนำไปกักเก็บในบ่อกากแร่สูงถึง 62 ppm เกินกว่าค่าที่กำหนดไว้ในอีไอเอ ที่ไม่ให้เกิน 2 ppm ครั้งนั้นกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้ส่งหนังสือให้ อุตสาหกรรมจังหวัดเลย ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ให้เปรียบเทียบปรับทุ่งคำ และสั่งให้บริษัทฯ ปรับปรุงแก้ไขภายในวันที่ 20 มีนาคม 2550 

                ต่อมา มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 สั่งให้กระทรวงอุตสาหกรรมชะลอการขยายพื้นที่ใหม่หรือการขอประทานบัตรของทุ่งคำ แปลงที่ 104/2538 พื้นที่ประมาณ 291 ไร่ และแปลงอื่นๆ ไว้ก่อน จนกว่าจะได้ข้อสรุปของสาเหตุการเกิดสารปนเปื้อน  

                ให้จัดทำผลการประเมินความคุ้มค่าของฐานทรัพยากรธรรมชาติและค่าภาคหลวงแร่กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

                ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่ตรวจสอบสารปนเปื้อน ดำเนินการตรวจสอบสารปรอทด้วย เนื่องจากมีการพบว่ามีปริมาณสารปรอทสูงมากเมื่อเทียบกับหมู่บ้านอื่นในสภาพปกติ

                ตามมาด้วย มติของ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเลย ที่ให้หนังสือยินยอมให้เข้าใช้ที่ดินในเขต ส.ป.ก. ของทุ่งคำ 4 ฉบับเป็นอันสิ้นสุดลงก่อนกำหนด และให้บริวารของบริษัทฯ ออกจากที่ดินพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่บริษัทฯ ได้รับหนังสือแจ้ง คือวันที่ 7 พฤษภาคม 2554 รวมทั้ง สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดเลย ได้แจ้งให้ทุ่งคำจ่ายหนี้ค่าตอบแทนการใช้ที่ดินระหว่างเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2550 ที่ค้างอยู่เป็นจำนวน 14,563,336 บาท ซึ่งต่อมากลายเป็นคดีความที่บริษัททุ่งคำยื่นฟ้อง ส.ป.ก. ต่อศาลปกครอง และชนะคดี

                ผลของคำพิพากษาดังกล่าวทำให้ทุ่งคำมีสิทธิประกอบกิจการอยู่ในพื้นที่สัมปทาน และไม่ต้องชำระค่าการเข้าใช้ที่ดินให้แก่ ส.ป.ก.

                รวมความเป็นไปจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ข่าวคราวเหล่านี้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะไม่รับรู้ได้อย่างไร

                แต่นอกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไม่ได้ดำเนินการตาม มติครม. 8 กุมภาพันธ์ 2554 และบริษัททุ่งคำยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้ ทำให้เกิดเหตุร้ายขึ้นอีกครั้ง ในเดือนตุลาคม 2555 เมื่อสันเขื่อนบ่อเก็บกากแร่ของทุ่งคำพังทลาย โดย กพร. ได้เข้าไปตรวจสอบและมีหนังสือยืนยันว่าเป็นความบกพร่องที่ทุ่งคำไม่ได้อัดบดดินบริเวณสันเขื่อนตามเงื่อนไข และไม่ได้ปูพลาสติกที่พื้นบ่อ เป็นเหตุให้สารไซยาไนด์รั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะและที่นาของชาวบ้าน จากนั้น สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเลย จึงมีคำสั่งด่วนอีกครั้งในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ให้บริษัทฯ หยุดการทำเหมืองทันทีและแก้ไขปัญหาจนกว่าจะยุติ

                แต่ข้อมูลที่ย้อนแย้งกับการดำเนินกิจการของทุ่งคำมากขึ้นไปอีก คือ ไม่เพียงการทำเหมืองของบริษัทฯ จะไม่เคยหยุดชะงัก ทุ่งคำยังขอประทานบัตรขยายพื้นที่ทำเหมืองมากขึ้น โดยขั้นตอนผ่านมาถึงขั้นการจัดเวทีพับลิก สโคปปิง เพื่อจัดทำรายงาน EHIA ประกอบการขอประทานบัตร แปลงที่ 104/2538 (ภูเหล็ก) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2555 และเวทีพับลิก สโคปปิง เพื่อจัดทำรายงาน EHIA ประกอบการขอประทานบัตร แปลงที่ 76/2539 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2556

                ในขณะที่ใบอนุญาตประกอบโลหะกรรม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณภูทับฟ้าหมดอายุไปเมื่อ 12 สิงหาคม 2555

                ส่วนใบอนุญาตสำหรับการเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (แปลงภูทับฟ้า) ประทานบัตรเลขที่ 26968/15574 (ประทานบัตรมีพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวน), 26969/15575, และ 26970/15576 อายุ 10 ปี อนุญาตเมื่อ วันที่ 27 ธันวาคม 2545ได้หมดอายุไปเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2555

                และแม้ทุ่งคำจะยื่นคำขออนุญาตใช้ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติต่อจากกรมป่าไม้ แต่ก็ยังไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากตามระเบียบกรมป่าไม้ มีเงื่อนไขระบุว่า การเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ผู้ขออนุญาตจะต้องไม่มีปัญหากับราษฎรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง และต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาตำบล หรือ องค์การบริหารส่วนตำบลในท้องที่ที่ป่านั้นตั้งอยู่ ซึ่งการทำประชาคมที่ผ่านมาไม่เคยผ่านความเห็นชอบ

 


                                    บรรยายใต้ภาพ :  ผลกระทบจากการทำเหมืองบนพื้นที่ต้นน้ำภูซำป่าบอน


                ส่วนการขอใช้พื้นที่ภูเหล็กเพื่อขยายเหมืองนั้น ตามคำขอประทานบัตร 104/2538 พื้นที่ 290 ไร่ 1 งาน 92 ตารางวา พื้นที่เปิดขุมเหมืองรวม 30 ไร่ มีที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก และทับซ้อนอยู่กับพื้นที่ป่าหมายเลข 23 และเป็นพื้นที่ลุ่มนํ้าชั้น 1 เอ ซึ่งควรสงวนไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยเฉพาะ หากจะขอใช้พื้นที่ก็ต้องได้รับอนุญาตโดยผ่านมติ ครม.

                คำถาม คือ ในช่วงเวลาเหล่านี้ ทุ่งคำสามารถดำเนินกิจการเหมืองแร่และขอขยายพื้นที่ทำเหมืองแปลงใหม่อย่างต่อเนื่องเป็นขั้นเป็นตอนมาได้อย่างไร

 

ประเภทที่ดินในพื้นที่คำขอประทานบัตร

บริเวณ

อาชญาบัตรพิเศษ

ประทานบัตรที่

หน่วย (ไร่-งาน-ตารางวา)

พื้นที่

ประทานบัตร

พื้นที่เปิดขุมเหมือง

ป่าสงวนแห่งชาติ

ส.ป.ก

เขตป่าตามมาตรา 4(1)

น.ส.3

ภูทับฟ้า

119/2535

26968/15574

130-3-66

8

130-3-66

-

 

-

26969/15575

241-1-96

3

135-0-96

-

70-2-71

-

26970/15576

220-1-70

6

18-3-0

32-2-56

148-2-63

-

26971/15558

281-2-18

2

148-0-3

110-0-43

14-1-39

-

26972/15559

205-3-4

35

-

205-3-4

-

35

ภูซำป่าบอน

120/2538

26973/15560

211-0-8

32

175-3-69

21-1-14

13-3-25

-

รวม

1,291-0-62

86

608-3-34

369-3-17

312213

35

 

                เหตุอันเนื่องมาจาก ประทานบัตร 6 แปลง ของทุ่งคำ ตั้งอยู่ในที่ดินป่าสงวน และที่ดินที่มีเจตนารมณ์เพื่อให้เกษตรกรได้ทำการเกษตร ได้แก่

            ที่ดินในป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก608ไร่3งาน34ตารางวา กรมป่าไม้โดยการอนุมัติของรัฐมนตรีเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์โดยอธิบดีกรมป่าไม้

                แปลงภูซำป่าบอนประทานบัตรเลขที่26973/15560อายุ 10ปีอนุญาตเมื่อวันที่31ธันวาคม2543ถึง30ธันวาคม2553

                แปลงภูทับฟ้าประทานบัตรเลขที่26968/15574(ประทานบัตรมีพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวน), 26969/15575, และ26970/15576อายุ10ปีอนุญาตเมื่อวันที่27ธันวาคม2545ถึง26ธันวาคม2555

                ส่วนประทานบัตรเลขที่26971/15558กรมป่าไม้ให้รักษาสภาพเป็นป่าไม้ ไม่อนุญาตให้ทำกิจกรรมใดๆ ปัจจุบันใบอนุญาตทั้งหมดหมดอายุ

                ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน369ไร่3งาน17ตารางวา จังหวัดโดยสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดอนุญาตให้ใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ประทานบัตรเลขที่26970/15576, 26971/15558, 26972/15559, 26973/15560มีกำหนด10ปีออกให้เมื่อวันที่30กรกฎาคม2546หมดอายุ29กรกฎาคม2556 ที่ผ่านมา

                ที่ดินในเขตป่าตามมาตรา4(1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้พ..2484หมายถึงที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน312ไร่2งาน13ตารางวา จังหวัดโดย สำนักงานป่าไม้เป็นผู้อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดได้ทำหนังสือทวงถามถึงใบอนุญาตไปยังสำนักงานป่าไม้หลายครั้ง แต่เจ้าหน้าที่อ้างหนังสืออนุญาตตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน ยังหาไม่พบ

                และที่ดิน น.ส.3 ก. เนื้อที่ 35 ไร่ บนภูทับฟ้าของทุ่งคำ อยู่ในบริเวณประทานบัตรที่ 26972/15559 เป็นที่ดินผืนเดียวของบริษัทที่ใช้เป็นที่ตั้งสำนักงาน โรงงานประกอบโลหกรรม โรงงานบำบัดน้ำเสีย และบ่อเก็บกากแร่จากโรงงานแต่ก็มีคำถามว่าที่ดินบนยอดเขาภูทับฟ้า ป่าต้นน้ำ มีการออกเอกสารสิทธิ์ซื้อขายกันมาได้อย่างไร


                     บรรยายใต้ภาพ :  ภาพถ่ายจากร่องลิ้นควาย อยู่บริเวณด้านหลังของโรงประกอบโลหกรรมของ
                     เหมืองทอง แปลงนาในร่องนี้รับน้ำจากภูทับฟ้าเช่นกัน

               

                1

                ย้อนกลับไปดูอีกครั้งถึงความเชื่อมโยงในประเด็นเรื่องที่ดิน การทำเหมือง อีไอเอเก่า-แก้ไขใหม่ และผลกระทบ

                เขตอาชญาบัตรพิเศษแปลงที่4เป็นหนึ่งในพื้นที่สำรวจแหล่งแร่ทองคำโครงการใหญ่ ซึ่งกรมทรัพยากรธรณี ได้นำออกประมูลให้เอกชนเข้าดำเนินการ โดยทุ่งคำได้ดำเนินการสำรวจแหล่งแร่มาตั้งแต่ปี 2535

                ตาม สัญญาว่าด้วยการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ แปลงที่สี่ พื้นที่น้ำคิว-ภูขุมทอง วันที่ 5 พฤศจิกายน 2534 ระหว่างกรมทรัพยากรธรณี กับ บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด และกับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่ให้ “เขตสิทธิ” ในการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ รวมถึงแร่อื่นๆ 545 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 340,605 ไร่ โดยไม่ระบุระยะเวลาสิ้นสุดในสัญญา

                ทุ่งคำได้ทำการเจาะสำรวจในบริเวณนี้ไปแล้วทั้งหมดจำนวน 148หลุม คิดเป็นระยะทั้งหมด 14,537 เมตร และยื่นคำขอประทานบัตรรวม106แปลงพื้นที่รวม29,824ไร่ 3 งาน 75ตารางวา ปัจจุบันได้รับประทานบัตรแล้ว6แปลงพื้นที่รวม1,291ไร่ 62ตารางวา คือกลุ่มประทานบัตร 5 แปลง ซึ่งร่วมแผนผังโครงการเดียวกัน ได้แก่ ประทานบัตรที่ 26968/15574, 26969/15575, 26970/15576, 26971/15558, 26972/15559 มีเนื้อที่รวมกัน ทั้งหมด 1,080 ไร่ 56 ตารางวา เรียกว่า “โครงการเหมืองแร่ทองคำภูทับฟ้า” อยู่ในเขตอาชญาบัตรพิเศษที่ 119/2535 ของทุ่งคำ

                ส่วนประทานบัตรที่ 26973/15560บนภูซำป่าบอน เนื้อที่ 211 ไร่ 8 ตารางวา พื้นที่ทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก อยู่ในเขตอาชญาบัตรพิเศษที่ 120/2538 ของทุ่งคำ

                จากการสำรวจ บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถดำเนินการทำเหมืองโดยคิดเป็นผลผลิตทองคำประมาณ 25,700 ออนช์/ปี เป็นระยะเวลา 5 ปี จากปริมาณสำรองที่คาดไว้ประมาณ 2ล้านตัน

                ข้อมูลจาก รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ฉบับเพิ่มเติม) โครงการเหมืองแร่ทองคำ (คำขอประทานบัตรที่62-67/2538) ตำบลเขาหลวงอำเภอวังสะพุงจังหวัดเลยของบริษัททุ่งคำจำกัดจัดทำโดยบริษัทเอส.พี.เอส.คอนซัลติ้งเซอร์วิสจำกัด(บทความนี้ขอเรียกว่า “อีไอเอฉบับ เอส.พี.เอส.) ได้รับความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในปี 2541 ระบุว่าลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของพื้นที่คำขอประทานบัตรตั้งอยู่บนยอดเขาภูทับฟ้ามีลำห้วยที่เป็นลำนํ้าสาขาที่1/1ของห้วยผุกซึ่งลำนํ้าสายนี้เมื่อจัดเรียงลำดับของลำธาร (Stream Order) จัดได้ว่าเป็นลำนํ้าสาขาอันดับที่1 (first order) มีความยาวจากต้นนํ้าถึงปลายนํ้าประมาณ1.50กิโลเมตรนอกจากนี้ยังมีลำธารเล็กๆที่เป็นทางนํ้าไหลชั่วขณะฝนตกในพื้นที่ตอนบนที่เป็นเนินเขาสูงมากมาย

                บริเวณที่ตั้งนี้มีห้วยผุกสาขา1/1ไหลผ่านกลางพื้นที่จากทิศตะวันตกไปตะวันออกลงสู่ห้วยผุกและห้วยฮวยโดยลำนํ้านี้จะมีนํ้าไหลในช่วงฤดูฝนเท่านั้นและพื้นที่สองข้างลำนํ้าได้ถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นที่นาปลูกข้าวและฝายเก็บกักนํ้าเพื่อเกษตรกรรมหมดแล้วโดยการทำร่องขนาด1.0-1.5เมตรให้นํ้าไหลผ่านและไม่มีที่ตั้งของชุมชนในบริเวณนี้

                บริษัทฯ ได้ซื้อที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ (..3) ตามแนวทางนํ้านี้ไว้บางส่วน (35 ไร่) เพื่อใช้เป็นบริเวณก่อสร้างของโครงการฯส่วนพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ก็ได้จ่ายค่าชดเชยพืชไร่และค่าขนย้ายไปตลอดแนวจนถึงต้นนํ้า และวางแผนเพื่อใช้พื้นที่ในบริเวณต้นนํ้าเป็นสระเก็บกักกากแร่จากโรงงานซึ่งถัดลงมาทางปลายนํ้าจะใช้เป็นพื้นที่เก็บกักมูลดินทรายจากการทำเหมืองและพื้นที่โครงการเป็นบริเวณบำบัดนํ้าเสียและพื้นที่ Engineered Wetland

                ต่อมา ทุ่งคำได้ทำการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการบางส่วน จึงต้องทำการศึกษาทบทวนมาตราการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อประกอบการขออนุญาตการทำเหมืองอีกครั้งจาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

                ดังนั้น ทุ่งคำจึงว่าจ้างให้ ศูนย์การจัดการสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ ศูนย์วิจัยน้ำบาดาล คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเหมืองแร่ทองคำ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด แปลงประทานบัตรที่ 26968/15574, 26969/15575, 26970/15576, 26971/15558, 26972/15559และ 26973/15560(การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต) เดือนสิงหาคม 2552(บทความนี้ขอเรียกว่า “อีไอเอฉบับ ม.ขอนแก่น”)

                อีไอเอฉบับ ม.ขอนแก่น ระบุว่า ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของพื้นที่กลุ่มประทานบัตรจำนวน 5 แปลง เป็นภูเขาสลับกับหุบเขา และทางนํ้าสายสั้นๆ ไหลจากหุบเขาลงสู่ทางนํ้าสายหลัก ส่วนลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของพื้นที่ประทานบัตร 26973/15560 บนภูซำป่าบอน ประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อน เป็นที่ราบหุบเขาและที่ราบลุ่มนํ้า มีทางนํ้าสาธารณะไหลผ่าน 1 สาย คือ ห้วยผุก สายน้ำทั้งหมดไหลลงสู่ ห้วยนํ้าฮวย

                พื้นที่ประทานบัตรทั้ง 6 แปลงอยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 2 และ 3 โดยพื้นที่ในประทานบัตรส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ส่วนพื้นที่ประทานบัตรทั้งหมดที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก มีความสมบูรณ์ของต้นไม้มีค่าน้อยมาก เนื่องจากมีชาวบ้านบางส่วนบุกรุกเข้าไปแผ้วถางป่าเพื่อการเกษตรกรรม ต้นไม้ที่เหลืออยู่เป็นพวกไม้ล้มลุกและป่าไผ่เป็นส่วนใหญ่

                ส่วนการศึกษาสภาพอุทกธรณีวิทยาของพื้นที่โครงการ นํ้าบาดาลไหลจากทิศตะวันตกบริเวณที่จะก่อสร้างบ่อกักเก็บกากแร่ ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณที่จะก่อสร้างโรงแต่งแร่ นํ้าบาดาลจะไหลอยู่ในระดับตื้นและมีลักษณะไม่ต่อเนื่องกัน

                ผลการจำลองระบบการไหลของนํ้าบาดาล พบว่า กระบวนการทำเหมืองและการแต่งแร่ มีผลต่อการไหลของนํ้าบาดาลในพื้นที่ศึกษา และมีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพธรรมชาติเนื่องการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ของโครงการ คือ มีการกักเก็บนํ้าทิ้งกากแร่และบ่อเก็บกักนํ้าใช้ในพื้นที่โครงการ

                รวมทั้ง ผลการจำลองให้มีการกักเก็บกากแร่ในบ่อกักเก็บกากแร่ในระดับสงสุด (320 ม.รทก.) แสดงให้เห็นว่าทิศทางการไหลของนํ้าบาดาลมีการไหลเร็วขึ้นและมีทิศทางการไหลลงในแนวดิ่งมากขึ้น

                ข้อมูลทั้งหมดนี้หากนำมาวิเคราะห์ตามลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่ ซึ่งเป็นภูเขา สลับกับหุบเขา และทางนํ้าสาธารณะรวมทั้งการที่ประทานบัตรทั้ง6แปลง อยู่ในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน และที่ดินในเขตป่าตามมาตรา4(1) ซึ่งการเข้าใช้ประโยชน์ต้องมีการอนุญาตจากหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ไม่แปลกใจที่อีไอเอฉบับ ม.ขอนแก่น จะระบุประเด็นสำคัญไว้อย่างชัดเจนในมาตรการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการติดตามตรวจสอบว่า

                เนื่องจากการทำเหมืองแร่จะก่อให้เกิดผลกระทบในระดับที่สูง โดยหากไม่มีมาตรการที่ดีเพียงพอแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมากกว่าผลตอบแทนที่ได้รับ ดังนั้น มาตรการที่เสนอจะเน้นในเรื่องของการป้องกันอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันการเสนอมาตรการ ได้พิจารณาถึงความป็นไปได้ในเชิงวิศวกรรมและการลงทุน โดยจะต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ประกอบการมากจนเกินไปในขณะเดียวกันจะได้พิจารณาถึงมาตรการที่เสนอว่าสามารถป้องกันความเสียหายที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมในด้านหนึ่ง แต่กลับไปเพิ่มปัญหาสิ่งแวดล้อมในอีกด้านหนึ่งหรือไม่

            หัวใจสำคัญของข้อความตัวหนาที่ปรากฎในข้างต้นเหล่านี้ มีข้อโต้แย้ง ข้อสรุป และยังสะท้อนภาพข้อเท็จจริงหลายประเด็นที่ปรากฎในพื้นที่

                อย่างไรก็ตาม บทความนี้ขอเสนอประเด็นแรกที่ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ได้ร่วมกัน อธิบาย ตรวจสอบ และวิเคราะห์กันมาอย่างถี่ถ้วน

 


                     บรรยายใต้ภาพ :  นาข้าวในร่องห้วยเหล็ก ตั้งอยู่ในหุบเขาระหว่างภูทับฟ้ากับภูเหล็ก พื้นที่ที่มีการศึกษา
                    และตรวจสอบว่าได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนของไซยาไนด์และโลหะหนักมาโดยตลอด เนื่องจาก
                    เป็นร่องเขาที่ต้นน้ำจากภูทับฟ้า (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเขื่อนไซยาไนด์) จะไหลลงโดยตรงมาตามร่องหุบเขา


                2

                อีกครั้งจากถ้อยคำในอีไอเอฉบับ ม.ขอนแก่น ที่สรุปได้ว่า พื้นที่ประทานบัตรทั้ง 6 แปลงอยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 2 และ 3อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก มีความสมบูรณ์ของต้นไม้มีค่าน้อยมาก เนื่องจากมีชาวบ้านบางส่วนบุกรุกเข้าไปแผ้วถางป่าเพื่อการเกษตรกรรม ต้นไม้ที่เหลืออยู่เป็นพวกไม้ล้มลุกและป่าไผ่เป็นส่วนใหญ่

                กระบวนการทำเหมืองและการแต่งแร่ มีผลต่อการไหลของนํ้าบาดาลในพื้นที่ศึกษา และมีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพธรรมชาติเนื่องการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ของโครงการ คือ มีการกักเก็บนํ้าทิ้งกากแร่และบ่อเก็บกักนํ้าใช้ในพื้นที่โครงการ

                การทำเหมืองแร่จะก่อให้เกิดผลกระทบในระดับที่สูง การพิจารณาถึงความป็นไปได้ในเชิงวิศวกรรมและการลงทุน โดยจะต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ประกอบการมากจนเกินไป

                และในอีไอเอฉบับ เอส.พี.เอส.ที่สรุปได้ว่า บนยอดเขาภูทับฟ้า มีลำห้วยที่เป็นลำนํ้าสาขาที่1/1ของห้วยผุกซึ่งเป็นลำนํ้าสาขาอันดับที่1นอกจากนี้ยังมีลำธารเล็กๆที่เป็นทางนํ้าไหลชั่วขณะฝนตกในพื้นที่ตอนบนที่เป็นเนินเขาสูงมากมาย

                บริเวณที่ตั้งนี้มีห้วยผุกสาขา1/1ไหลผ่านกลางพื้นที่จากทิศตะวันตกไปตะวันออกลงสู่ห้วยผุกและห้วยฮวยโดยลำนํ้านี้จะมีนํ้าไหลในช่วงฤดูฝนเท่านั้นและพื้นที่สองข้างลำนํ้าได้ถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นที่นาปลูกข้าวและฝายเก็บกักนํ้าเพื่อเกษตรกรรมหมดแล้ว

                และบริษัทฯ ได้ซื้อที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ (..3) ตามแนวทางนํ้านี้ไว้บางส่วน (35 ไร่) เพื่อใช้เป็นบริเวณก่อสร้างของโครงการฯส่วนพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ก็ได้จ่ายค่าชดเชยพืชไร่และค่าขนย้ายไปตลอดแนวจนถึงต้นนํ้า และวางแผนเพื่อใช้พื้นที่ในบริเวณต้นนํ้าเป็นสระเก็บกักกากแร่จากโรงงานซึ่งถัดลงมาทางปลายนํ้าจะใช้เป็นพื้นที่เก็บกักมูลดินทรายจากการทำเหมือง

                สรุปแล้ว ภาษาวิชาการจากข้างต้นเหล่านี้ มีคำอธิบายลักษณะภูมิประเทศและอุทกธรณีวิทยาด้วยภูมิปัญญาที่สะสมมาหลายชั่วอายุคนของชาวบ้าน 7 คนมีเพียงประเด็นใหญ่ๆ 3 ประเด็นที่พวกเขานั่งกางแผนที่ และเขียนแผนที่ขึ้นมาเพื่ออธิบาย

                ประเด็นที่ 1 คือ ภูเขา ป่าไม้ และหุบเขา ทั้งหมดในพื้นที่ประทานบัตร คือ “ซำน้ำ” ซึ่งจะมีการเรียกตามลักษณะอาการของน้ำตามธรรมชาติ เช่น น้ำซำ โป่งห้วย น้ำผุด น้ำซ่าง น้ำออกบ่อร่อง ที่ล้วนแสดงถึงความหมายในการเป็นแหล่งต้นน้ำ แหล่งน้ำ น้ำใต้ดิน ลุ่มน้ำ และทางน้ำไหลตามธรรมชาติโดยภูเขาและป่าไม้ในพื้นที่จะทำหน้าที่ซึมซับน้ำฝนเอาไว้

                ภูเขา ร่องเขาทุกร่อง น้ำใต้ดินและน้ำบนบกจะเชื่อมต่อถึงกันและมีการแผ่กระจายไหลไปตามระดับจากภูเขา ผ่านหุบเขาร่องเขา ไปจนถึงที่ลุ่ม

                ร่องน้ำตามธรรมชาติในหุบเขาจะมีน้ำไหลตลอดทั้งปี และมีปริมาณเพียงพอต่อการใช้ในครัวเรือนและการใช้น้ำในพื้นที่เกษตรกรรม

                ผลผลิตจากป่าหากคำนวณหยาบๆ ใน 1ฤดูกาล หนึ่งครัวเรือนจะเก็บหน่อไม้ 50 กิโลกรัม ผักหนาม 50 กิโลกรัม ใบตองจากกล้วยป่า น้ำผึ้ง ไข่มดแดง หรือปลา ปู สาหร่าย หอยในล้ำห้วยลำธาร ฯลฯ เพียงครัวเรือนทั้งหมดใน 6 หมู่บ้าน ก็ไม่สามารถประเมินมูลค่าเศรษฐกิจซึ่งเป็นความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนนี้ได้ ซึ่งสภาพเช่นนี้ขัดแย้งกับ “สภาพป่ามีความเสื่อมโทรม” ที่อีไอเอพยายามกล่าวอ้างอย่างบิดเบือนไว้

                และแม้ว่า พื้นที่ประทานบัตรทั้ง 6 แปลง จะถูกกำหนดให้อยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 2 และ 3สามารถใช้พื้นที่ในการทำเหมืองแร่ได้ แต่ในมาตรา 6 ทวิ และมาตรา 6 จัตวา พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 พื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำหรือ “ป่าน้ำซับซึม”จะต้องคำนึงถึงการเป็นพื้นที่สงวนหวงห้ามก่อนเป็นอับดับแรก แม้จะปรากฏว่ามีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงก็ตาม

                “การที่อีไอเอเขียนว่า ป่ามีความเสื่อมโทรม หรือลำนํ้าได้ถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นที่นาปลูกข้าวและฝายเก็บกักนํ้าเพื่อเกษตรกรรมหมดแล้ว ไม่ใช่ความจริง

                “ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยเห็นน้ำในร่องห้วยแห้ง เพราะเป็นพื้นที่หุบเขา ฝนตก 30% ที่นี่ก็ทำนากันได้แล้ว เพราะภูเขาทั้งหมดจะอุ้มน้ำไว้” สมัย ภักมี ผู้เชี่ยวชาญจากบ้านนาหนองบงอธิบาย

                ประเด็นที่ 2รูปแบบของเกษตรกรรมในร่องห้วย หรือ หุบเขา คือ ภูมิปัญญาด้านการเกษตรในพื้นที่ภูเขาซึ่งมีที่ราบลุ่มน้อย ชาวบ้านจะทำนาปลูกข้าวในทุกหุบเขาที่มีทางน้ำไหลผ่าน โดยจะถมพื้นที่ตรงกลางระหว่างหุบเขาเพื่อทำนา โดยเบี่ยงทางน้ำธรรมชาติออกเป็นสองฝั่งให้ไหลขนาบไปตามแปลงนา และขุดฮองเหมือง เป็นร่องน้ำเล็กๆ แตกแขนงเป็นโครงข่ายไปยังแปลงนาทุกแปลงในหน้าฝน ส่วนฝายเก็บกักนํ้าจะทำไว้ในพื้นที่ที่มีความลาดเอียงสูง เพื่อหน่วงเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งดังนั้นไม่ได้เป็นการทำลายทางน้ำไหลให้เสื่อมสภาพ แต่เป็นระบบเหมืองฝายที่ดำรงอยู่คู่กับการเกษตรในพื้นที่มาจนปัจจุบัน

                ประเด็นที่ 3 บนยอดเขาภูทับฟ้า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการทำเหมืองอยู่  คือพื้นที่ “ซำน้ำ”ซึ่งเป็นต้นกำเนิดน้ำ ชาวบ้านเรียกบริเวณนั้นว่า “โป่งห้วยดินดำ”

                แต่เขื่อนเก็บกากแร่ที่ปนเปื้อนไซยาไนด์และโลหะหนักชนิดต่างๆ สร้างขึ้นทับโป่งห้วยดินดำเต็มพื้นที่ทำให้น้ำใต้ดินและน้ำบนบกจากบริเวณเขื่อนเก็บกากแร่ไหลตรงลงมาทางร่องห้วยเหล็กและร่องเขาอื่นๆ บนภูทับฟ้าช่วงเวลาที่ผ่านมาแม้จะมีการตรวจสอบว่ามีการปนเปื้อนในห้วยเหล็กและการเกษตรในร่องห้วยเหล็กมากกว่าบริเวณอื่น แต่ระบบน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาทั้งหมดจะเชื่อมต่อถึงกันจากต้นน้ำบนภูเขา ลำห้วย ฮองน้ำในนา (เหมืองฝาย) และน้ำในพื้นที่ทั้งหมดจะไหลไปรวมกันในลำน้ำฮวย

                ส่วนพื้นที่ทิ้งขยะจากการทำเหมือง ซึ่งประกอบไปด้วย หิน และมูลดินทราย (เรียกในอีไอเอว่า “มูลดินทราย”) 5 พื้นที่ และลานกองสินแร่รวมถึงระบบบำบัดน้ำทิ้งและโรงประกอบโลหกรรม ก็สร้างขึ้นมาทับลำน้ำสาขาของห้วยผุกซึ่งเป็นทางน้ำสายหลักที่เชื่อมต่อกับ ซำน้ำโป่งห้วยดินดำและปิดกั้นทางน้ำธรรมชาติที่ไหลลงจากภูทับฟ้าเรียกว่า “ร่องห้วยดินดำ”“ร่องห้วยลิ้นควาย” และ “ร่องนำซำ”โดยตรง

                โอ คำไล้ ผู้เชี่ยวชาญจากบ้านห้วยผุก เล่าถึงความกังวลของผู้คนในพื้นที่“หลังจากเหมืองเปิดกิจการร่องภูทับฟ้าทั้งหมดเคยเป็นป่าสมบูรณ์ ร่องนาซำเมื่อก่อนน้ำไหลตลอดทั้งปี แต่ 2 ปีหลังมานี้น้ำแห้ง ปลูกข้าวปีที่แล้วได้แค่ 3 กระสอบ ถั่วเหลืองที่ปลูกน้ำก็ไม่พอ เพราะร่องทั้งร่องเหมืองเอาหินมากองจนกลายเป็นภูเขาหินลูกใหม่ปิดทางน้ำไปทั้งร่อง และยังเกิดปัญหาหินไสลด์ลงมาที่แปลงนาหลายครั้งในหน้าฝน น้ำที่ชะล้างมาจากภูเขาหินเราไม่เคยรู้เลยว่ามันปนเปื้อนไปด้วยสารเคมีอะไรบ้าง

                “บ่อน้ำซ่าง 2 บ่อที่อยู่ใต้ลงมาจากภูเขาหินทิ้ง เมื่อก่อนชาวบ้านหลายหมู่บ้านในละแวกนี้จะมาตักกินแต่ปัจจุบันกินไม่ได้แล้ว เพราะไม่รู้ว่าปลอดภัยหรือไม่”

                สำหรับยอดเขาภูซำป่าบอน ซึ่งเป็นพื้นที่ซำน้ำเช่นกัน ปัจจุบันกลายเป็นขุมเหมืองเก่าที่ผ่านการทำเหมือง ความเป็นแหล่งต้นน้ำตามธรรมชาติเสื่อมสภาพ ลานกองแร่ไม่สามารถฟื้นฟู มีการชะล้างหน้าดินพังทลาย ที่ดินเสื่อมสภาพจนพืชไม่สามารถเจริญเติบโต

                ข้อสังเกตที่ผู้เชี่ยวชาญชาวบ้านได้อ่านจากอีไอเอฉบับ ม.ขอนแก่น ที่มีเปลี่ยนแปลงรายละเอียดและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตการทำเหมือง ด้วยการย้ายที่ตั้งของโรงแต่งแร่ และการย้ายที่กองหินทิ้งบนภูทับฟ้า ไปทางทิศเหนือประมาณ 200 เมตร นั่นคือ การยอมรับว่า กิจกรรมการทำเหมืองที่สร้างทับอยู่บนพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งภูเขา หุบเขา ร่องน้ำ น้ำใต้ดินน้ำท่า และการเกษตรของชุมชนโดยรอบมีความสัมพันธ์กันทั้งระบบนั้นส่งผลกระทบรุนแรงมากกว่าที่คาดคิด

                แต่หากพิจารณาถึงความป็นไปได้ในเชิงวิศวกรรมและการลงทุนที่อีไอเอเน้นว่า “จะต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ประกอบการมากจนเกินไป”

                ในสายตาของชาวบ้านรอบๆ เหมือง ทางแก้เหล่านี้คือการดิ้นรนเพื่อให้เหมืองสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้เท่านั้น

                “การทำเหมืองบนภูซำป่าบอน อีไอเอให้ขุดร่องน้ำรอบขุมเหมือง แต่ทุ่งคำไม่ได้ทำตามเหมืองบนภูทับฟ้ามีการขุดร่องน้ำไว้บ้าง แต่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีการปูผ้ายาง น้ำจึงซึมลงไปถึงน้ำใต้ดิน ฝนตกลงมาน้ำในร่องล้นก็ไหลชะล้างดินในบริเวณที่มีการทำเหมืองมาลงที่นา บ่อเก็บกากแร่ซึ่งปนเปื้อนสารพิษก็ไม่มีการขุดร่องน้ำโดยรอบ การทำเหมืองที่นี่ผู้ประกอบการทำไป แก้ไป ปัญหาเกิดแล้วเกิดอีก มันไม่ถูกต้อง เพราะถ้าคุณจะทำเหมืองที่มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมร้ายแรงคุณจะต้องทำมาตรการในการปกป้องดูแลกิจการให้ดีตั้งแต่วันแรกก่อนที่จะดำเนินกิจการ” สมัย ภักมี กล่าว

 

                3

                10 ปีผ่านไป ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินส.ป.ก และที่ดินเขตป่าตามมาตรา 4(1)รวม 1,291ไร่ 62ตารางวาที่เสื่อมสภาพเพราะได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองและเป็นต้นเหตุของผลกระทบทั้งมวลที่สร้างความเดือดร้อนให้ชุมชนในพื้นที่โดยยังไม่มีการแก้ไขพร้อมทั้งความพยายามของทุ่งคำที่ต้องการจะขออนุญาตใช้พื้นที่ดังที่กล่าวต่อไป

                ล่าสุดทุ่งคำได้ส่งแผนการฟื้นฟูพื้นที่ทำเหมืองแร่ ตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับปรับปรุงประจำปี 2556 ที่รายงานการใช้จ่ายเงินในการฟื้นฟูรวม 57,886,322 บาท ตามเงื่อนไขที่ผู้รับอนุญาตจะต้องจัดให้มีแผนบรรเทาผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขอต่อใบอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว

                แต่ข้อเท็จจริง คือ การฟื้นฟูที่ผ่านมาเหล่านั้นไม่ได้เกิดผลเป็นรูปธรรม

                สุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ ให้เหตุผลที่ผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองในพื้นที่โดยรอบได้ทำหนังสือคัดค้านส่งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบมาอย่างต่อเนื่อง

                 “ผมถามว่าที่ทุ่งคำได้ฟื้นฟู คือ ฟื้นฟูอะไรพื้นที่ป่าไม้ ส.ป.ก. ที่ป่ามาตรา 4(1) มีขุมเหมืองแบ่งออกเป็น 3บริเวณ รวม 6แปลง 104ไร่ เขื่อนเก็บกาก 94ไร่ การฟื้นฟูที่ทุ่งคำทำเป็นแค่การสร้างภาพเพื่อเป็นข้ออ้างในการขออนุญาตใช้พื้นที่ต่อเท่านั้น นี่คือข้อเท็จจริงที่ปรากฎอยู่อย่างชัดเจนทั้งขุมเหมืองบนภูซำป่าบอน และผลกระทบต่างๆ ที่เกิดจากการทำเหมืองบนภูทับฟ้า

                เวลานี้เมื่อใบอนุญาตดังกล่าวทั้งหมดได้หมดอายุลงแล้ว เราจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหยุดขั้นตอนและไม่ต่อใบอนุญาตให้ทุ่งคำใช้พื้นที่ขอให้มีการปิดเหมือง ฟื้นฟู และขอคืนพื้นที่ป่าไม้ และ พื้นที่ ส.ป.ก. มาให้เกษตรกรและชาวเมืองเลยได้ใช้ประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของการรักษาป่าและการให้ที่ดินเพื่อเกษตรกรได้ทำเกษตรต่อไป” สุรพันธ์ กล่าว    

                สำหรับกิจกรรม “พาน้องร้องเพลง” ที่เป็นการส่งเสียงสะท้อนต่อปัญหาผลกระทบหลังจากมีเหมืองทองคำเกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งที่หน้าสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเลย และ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรจังหวัดเลย

                อย่างน้อยที่สุด เสียงที่ตอบรับว่าได้ยินแล้ว หนึ่งในนั้นคือ วัชรินทร์ วากะมะนนท์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัด ที่ประกาศกับชาวบ้านในทันทีว่า “ส.ป.ก. ไม่เคยรู้เห็นเป็นใจกับบริษัทเหมืองทองคำ และจะไม่ต่ออายุใบอนุญาตให้บริษัทฯ ใช้ที่ดิน ส.ป.ก. ต่อ ประเด็นปัญหาเรื่องที่ดินเหมืองทองจะรอเวลาให้คดีทั้งหมดถึงที่สุดแล้วจะดำเนินการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. ให้กับประชาชนได้มีที่ดินทำกินตามนโยบายของ ส.ป.ก. ขอให้ทุกคนวางใจได้”

                ที่นี่ เหมืองแร่ เมืองเลย ยังมีประเด็นปัญหาใหญ่ๆ อีกมากมายหลายเรื่องที่ชาววังสะพุงรอบเหมืองทองยังต้องต่อสู้และสะสางกันต่อไป ...โปรดติดตาม

 

เนื้อหาในบทความ สรุปจากการประชุม “นักสะดำป่าและน้ำวิเคราห์อีไอเอ”วันที่ 17 มีนาคม 2557 ณ หมู่บ้านาหนองบง ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย

ผู้ร่วมประชุม 1.นายสมัย ภักมี 2.นายโอ คำไล้ 3.นายประหยัด ศรสุภาพ 4.นายฉ่ำ คุณนา 5.นางใหม่ รามศิริ 6.นายศรีไพร คำไล้ 7.นางสาวภัทราภรณ์ แก่งจำปา

(นักสะดำ หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญ)

ปฏิประเทศเริ่มจากก้าวเล็กๆ

สำนักงานกองทุนการส่งเสริมสุขภาพ หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม สสส.    ซึ่งถือเป็นองค์กรที่เปิดโอกาสให้กับกลุ่มบุคคล องค์กรและชุมชนทั่วไป ได้ทำโครงการสร้างเสริมสุขภาพที่มีความคิดสร้างสรรค์ และมีคุณภาพต่อกลุ่มเป้าหมายหลัก(กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม) กระจายตัวอย่างกว้างขวางครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย   โดยเน้นกระตุ้นและสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพมายาวนาน

แต่ปัจจุบันองค์กรต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับ สสส. นั้นกำลังประสบปัญหาในเรื่องการของการกระจายงบประมาณ   ความขัดแย้งในการกำหนดเป้าหมาย แนวทางการดำเนินงานระหว่าง สสส. กับองค์กรภาคีต่างๆ  และเกณฑ์ในการประเมินผลการดำเนินกิจกรรม ซึ่งทำให้องค์กรภาคีต่างร่วมเสนอมุมมองการแก้ไขปฏิรูปทั้งหลักการดำเนินการ เป้าหมาย และโครงการบริหารจัดการองค์กร

เข้ามาสัมพันธ์กับ สสส. ก็เพียงโครงการเดียวนะค่ะ ตอนที่มีประสบการณ์เขียนโครงการ โครงการเดียว  แต่ว่าแก้ไขไป 7-8 ครั้งแล้ว  เคยมีประสบการณ์เขียนโครงการส่งสหภาพยุโรป ส่งสหภาพยุโรปยากมาก   แต่ขอโทษทีเขียนส่ง สสส. ยากกว่า เพราะว่าสหภาพยุโรปเขามีกระดาษมาเลยก่อนที่จะให้เขียนสิบหน้า นี่คือกรอบของเขา มีคำถามอย่างนี้อย่างนี้คุณต้องตอบ  แล้วธีม(theme) ของการเขียนโครงการนี้คืออะไร กลุ่มเป้าหมายคือใครในสโคป(scope)  พอถึงเวลาส่ง  เขาจะพิจารณาผ่านไม่ผ่าน จบ!   แต่ว่า  สสส.  ไม่มีกรอบที่ชัดเจนว่าต้องการอะไร  คำถามไม่ชัดเจน ถ้าได้ด้ายเข็มมาเราไม่มีเวลามาแก้ไขกัน  7 ครั้ง   พอถึงที่สุดแล้วมันได้แล้ว แต่ว่ามันอาจจะไปติดอะไรที่ไม่มี  อบต.อยู่ในโครงการ ต้องไปเพิ่ม อบต.ก่อนได้ไหม  ซึ่งมันเลยเห็น ความไม่โปร่งใสของสิ่งที่  สสส. อยากทำ ว่าอยากทำอะไร กรอบคืออะไร ต้องการขับเคลื่อนอะไร  นั่นคือหนึ่งเสียงสะท้อนจากตัวแทนองค์กรภาคีของ สสส.ซึ่งพยายามแสดงให้เห็นว่า สสส. ยังขาดการกำหนดชอบเขตเป้าหมายที่ชัดเจน ในการจัดการดำเนินกิจกรรม และนอกจากนั้น องค์กร สสส.ยังขาดจินตนาการเรื่องมโนธรรมและความรับผิดชอบต่อองค์กรภาคีในการสนับสนุนทุนอย่างมีขั้นตอนรวดเร็วและเข้าถึงง่าย

ส่วน  ศักดิ์สิทธิ์ บุญญะผล จาก เครื่อข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง เป็นอีกหนึ่งเสียงสะท้อนจากภาคีเครือข่ายของ สสส. ที่มองว่า การพิจารณาโครงการของ สสส.  เพื่ออนุมัติงบประมานในการดำเนินโครงการนั้น ยังเข้าถึงได้ยาก มีการใช้เส้นสายในระหว่างขั้นตอนการทำงาน ให้ความสำคัญกับระบบอุปถัมภ์ในทางที่ผิดกำหนดเกณฑ์การพิจารณาไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

 “เมื่อครั้งทำเรื่องภัยพิบัติก็ดูรุงรังพอสมควรในการตามงาน ทีนี้จะพูดเรื่องของการที่ว่าทำไมกระบวนการที่ต้องทำไมการคัดกรองโครงการ ทำไมไอ้ที่อยู่ชุมชน งานชุมชนเดินงานต่อเนื่องตลอด การจัดตั้งคือการทำงานต่อเนื่อง ปรากฏว่ากลุ่มเหล่านี้เข้าไม่ถึง สสส. โดยส่วนมากก็เหมือนทุกท่านจะบอกว่า สสส.จะสนับสนุนงานด้านวิชาการ งานวิชาการเสนอโครงการมา ผ่านกลุ่มงานเคลื่อนไหวจริงๆ งานระดับล่างจริงๆ ไม่มีการพิจารณาเท่าที่ควร ถ้าไม่มีเส้นสาย ถ้าไม่มีเพื่อน  ไม่มีคนคอย   เฮ้ย! พิจารณาให้หน่อยจะตายแล้ว อะไรอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่า สสส.  ควร คนพิจารณาโครงการที่ควร   ผมว่า สสส. อาจจะมีเป้าหมายอย่างดีอยู่แล้ว แต่คนพิจารณาโครงการหรือเปล่าที่ไม่เข้าใจว่าการทำงานของชุมชน   มันคือการทำงานต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นตัวชี้วัดของผู้พิจารณาโครงการ   กลายเป็นว่าชี้วัดเรื่องนวัตกรรมนะ โมเดลนะ หรือเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาวะนะ คนที่ทำงานพยายามเขียนโครงการเรื่องนี้มาเพื่อสอดรับหรือสอดคล้องตามความต้องการของชุมชน ปรากฏว่าผู้พิจารณาไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ถือว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่เกี่ยวกับสุขภาวะ ไม่เห็นนวัตกรรมใหม่ในสังคม ผมคิดว่าปัญหาที่แท้จริงมันเป็นปัญหาของคนพิจารณาโครงการ ผมว่าเป็นคนพิจารณาโครงการของ สสส.ที่ไม่เข้าใจกระบวนการทำงานของชุมชน   สิทธิศักดิ์กล่าวย้ำ

                ดังนั้น  เนื่องจากงานพัฒนาภาคประชาสังคมซึ่งส่วนมากเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนการพึ่งพาแหล่งทุนโดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งเป็นหนทางเดียวสำหรับองค์กรขนาดเล็ก ที่ทำงานกับชุมชนมักจะเข้าไม่ถึงทำให้ในระยะยาวยาวทั้งโครงการและองค์กรมักจะประสบปัญหาไม่สามารถดำเนินการไปได้ซึ่งเป็นเรื่องที่นาเสียดาย โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเร่องการสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม  เพื่อค้นหาและติดตามเกี่ยวอุปสรรค เงื่อนไข บทบาทและแนวทางแก้ไข ในการสร้างพลังให้ขบวนองค์กรภาคประชาสังคม

                ในสถานการณ์ที่กำลังปลุกกระแส “ปฏิรูป” กันทั้งประเทศนี้ แท้จริงมันดูเป็นเรื่องใหญ่และยากจะก้าวไปถึงหาก แต่การนั้นละเลยการกลับมามององค์กรเล็กๆ อย่าง สสส. หรือองค์กรทุนของรัฐทุกๆ องค์กร เพื่อให้ความฝันถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีนั้นเกิดขึ้นจริงกับทุกๆ คน โดยเฉพาะกับองค์กรภาคประชาสังคม หรือ องค์กรพัฒนาเอกชน นั่นเอง


ธนาเดช สุระกำแหง
นักศึกษาฝึกงาน ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

ข้อสังเกตของเอฟทีเอ ว็อทช์ ต่อการโพสต์นายกฯยิ่งลักษณ์เรื่องไทยจะถูกสหภาพยุโรปตัด GSP

ตามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค ระบุว่า เป็นที่น่าเสียดายที่ทางสหภาพยุโรปได้ระงับการเจรจาเอฟทีเอกับไทยเนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองและความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้การเจรจาล่าช้าออกไป มีแนวโน้มที่จะไม่ทันการถูกตัดสิทธิ GSP ของไทยในปี 2558 ซึ่งนอกจากจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงเนื่องจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าแล้ว ยังอาจส่งผลให้บรรษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิต หรือตัดสินใจลงทุนในประเทศที่มีสิทธิพิเศษทางการค้าไม่ว่าจะเป็น GSP หรือ FTA แทนที่จะลงทุน หรือทำธุรกิจต่อเนื่องในประเทศไทย

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง มีข้อสังเกตดังต่อไปนี้

1. การที่สิทธิพิเศษทางการค้า (Generalized System of Preferences: GSP) ที่ผู้ส่งออกไทยเคยได้รับอยู่และมีโอกาสจะถูกตัดสิทธินี้ในปลายปีหน้านั้น เป็นเพราะสิทธิพิเศษของประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมในประเทศด้อยพัฒนา แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น ประเทศไทยมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น รายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง 3 ปีติดต่อกัน และสินค้าที่จะถูกตัดสิทธิพิเศษนั้นมีส่วนแบ่งการตลาดเกิน 17.5% ไปแล้ว

นอกจากนี้ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยธนาคารไทยพาณิชย์ระบุว่า แม้จะถูกตัดสิทธิ GSP ทั้งหมดจะส่งผลกระทบกับการสูญเสียรายได้จากการถูกแย่งตลาด ประมาณ 2,562 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 79,422 ล้านบาท) ไม่ใช่ทั้งหมดของมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยที่ใช้สิทธิจีเอสพี มีมูลค่ากว่า 2.97 แสนล้านบาทแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม จากงานศึกษาชิ้นล่าสุดของคณะผู้แทนถาวรไทยในองค์การการค้าโลก เผยแพร่เมื่อ 9 ก.ค.55 ประเมิน ว่า ผลกระทบของการปฏิรูป GSP ของสหภาพยุโรปต่อการส่งออกของไทยอยู่ที่ 1,080 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 34,560 ล้านบาท) เท่านั้น

 

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่จะได้ผลกระทบ ได้แก่ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็คทรอนิค และ กุ้งแช่แข็งและแปรรูป

 

2. การเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปซึ่งเจรจาไปแล้ว 3 รอบนั้น ถูกกำหนดโดยฝ่ายนโยบายให้เป็นไปด้วยความเร่งรีบเพื่อสามารถต่อสิทธิ GSP ได้ทันต้นปี 2559 จึงกำหนดร่วมกับทางสหภาพยุโรปให้เจรจาให้เสร็จเพียง 7 รอบ ใช้เวลาทั้งสิ้นปีเศษๆเท่านั้น ทั้งที่เป็นเอฟทีเอที่มีเนื้อหาครอบคลุมกว้างขวางมากที่สุดเท่าที่ไทยเคยเจรจามา และมีหลายหัวข้อที่ไทยไม่เคยเปิดเจรจาในความตกลงอื่นมาก่อน เช่น ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยา และความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการคุ้มครองการลงทุน

 การเร่งเจรจาเพียงเพื่อหวังให้ได้ต่อสิทธิ GSP ทำให้ผู้เจรจาฝ่ายไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก และอาจถูกกดดันให้ต้องยอมตามประเด็นอ่อนไหวข้างต้น ซึ่งจะมีผลกระทบเสียหายยาวนานข้ามรัฐบาลและข้ามชั่วอายุคน ซึ่งจากการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพของทีมวิชาการโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

 ในส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจนั้นพบว่า หากไทยต้องยอมตามข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปให้มีการผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้อง    ที่มากเกินกว่าความตกลงทริปส์และเป็นประเด็นที่สหภาพยุโรปต้องการมากที่สุด พบว่าในปีที่ห้า (พ.ศ. 2556 โดยคำนวนจากปี พ.ศ.2550 ที่เป็นปีที่ทำการศึกษา) ถ้ามีการผูกขาดข้อมูลยา ค่าใช้จ่ายด้านยาของไทยจะสูงขึ้นอีก 81,356 ล้านบาท/ปี และหากต้องยอมการขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรยาเพิ่มขึ้นอีก 5 ปี ซึ่งมีผลทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นอีกเป็น 27,883 ล้านบาท/ปี

 ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หากไทยต้องยอมไปเป็นภาคีคุ้มครองปรับปรุงพันธุ์ (UPOV 1991) จะมีผลให้เกษตรกรต้องจ่ายพันธุ์พืช ในราคาที่แพงขึ้น จากงานวิจัยพบว่า ราคาพันธุ์พืชจะขึ้นอย่างต่ำ 2-3 เท่าจนถึง 6 เท่าตัว ตอนนี้มูลค่า 28,000 ล้านบาทจะเพิ่มเป็นอย่างต่ำ 84,000 ล้านบาท และอาจถึง 143,000 ล้านบาทต่อปี

 ดังนั้น การเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปที่รวบรัด ไม่รอบคอบ อาจทำให้ไทยเสียประโยชน์อย่างมหาศาล ไม่ต่ำกว่าปีละ 193,239 ล้านบาทเทียบไม่ได้กับการได้ต่อสิทธิ GSP ที่ทางการไทยประเมินว่าจะสูญเสียแค่ 34,560 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น  

3. การแก้ปัญหาการเมือง และการได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการถูกฉุดรั้งทางการเมืองดังที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวไว้จริง แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นพึงตระหนักว่า การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ต้องประกอบด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอย่างมีความหมาย และคำนึงประโยชน์ของทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม มิใช่เมินเฉยต่อข้อเท็จจริงและความห่วงใยของภาคส่วนต่างๆ และมุ่งดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งให้ได้ประโยชน์ โดยที่คนจำนวนมากต้องแบกรับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

 ดังนั้น รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยจึงต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย ดำเนินการเจรจาอย่างอย่างรอบคอบเฉพาะอย่างยิ่งให้ความสำคัญกับผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนผู้มีรายได้น้อย เจรจาด้วยข้อมูลความรู้ มิใช่อาศัยเพียงการวิ่งเต้นของกลุ่มทุน และที่สำคัญต้องยืนหยัดเจรจาที่จะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดของประเทศที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม 

--
"เราไม่ได้ค้านการเจรจา FTA แต่เราต้องการให้การเจรจาเป็นไปอย่างรอบคอบและสะท้อนข้อห่วงใย ป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมามี FTA จำนวนมากที่ไม่เคยคิดถึงมุมที่เรากังวล ส่วนใหญ่คนที่ได้ คือคนที่ได้อยู่แล้ว ผลประโยชน์ก็กระจุกตัว แต่ผลกระทบกระจาย บางเรื่องเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาวกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ"

http://www.facebook.com/ftawatch

สู้ชีวิต “ซื้อน้ำ” หนึ่งเสียงสะท้อนจากคนริมเหมืองทอง

“ยายเร่ง” มีสารพิษ ไซยาไนด์ ( Cyanide ) ปะปนอยู่ในกระแสเลือดเกินระดับที่ปลอดภัยซึ่งทำให้ยายมีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน ยายเร่งมีอาชีพทำนาพอหมดฤดูทำนาก็ปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองขาย ยังชีพด้วยแรงงานของตนเลี้งครอบครัว จนกระทั่งวันหนึ่ง ก็มีเหมืองแร่ทองคำเข้ามาดำเนินการซึ่งอยู่บริเวณใกล้ๆไร่นาของยายเร่ง จากนั้นไม่นานยายก็เริ่มล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากไปตรวจร่างกายทางโรงพยาบาลบอกว่ายายเร่งมีสารพิษ ไซยาไนด์ ปะปนอยู่ในกระแสเลือดเกินมาตรฐานมาก วันนั้นยายเร่งหมดเงินค่าตรวจไป 1,400 บาท

 

อีกหนึ่งเสียงสะท้อนจากชาวบ้านริมเหมืองแร่ทองคำ ยายเร่ง วงคำสุม ชาวบ้าน หมู่ 3 .เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย หนึ่งในผู้ที่ได้รับกระทบจากสารพิษไซยาไนด์ที่รั่วไหลปะปนมาตามลำน้ำและที่ดินทำกินของชาวบ้านซึ่งเป็นสารเคมีอันตรายที่ใช้ในการสกัดแร่ทองคำของบริษัททุ่งคำจำกัด ทำให้ชาวบ้านล้มป่วยจำนวนมาก จึงลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบไปจนถึงขอให้ยุติการดำเนินกิจการเหมืองแร่ในพื้นที่ในวันนี้


“ยายปวดขาแล้วแสบตา ตื่นเช้าขึ้นมาลืมตาแทบไม่ขึ้น ยายคิดว่าเป็นเพราะเหมืองแร่แน่นอน เพราะสารชนิดนี้จะมาจากการขุดทำเหมืองแร่ทองคำและยายไม่ได้เป็นคนเดียวที่มีอาการแบบนี้ชาวบ้านในระแวกใกล้เคียงกับยายก็เป็น คือปวดขาแล้วแสบตาขาไม่มีเรี่ยวแรง ตอนนั้นเมื่อหมอตรวจพบสารสารพิษ ไซยาไนด์ ( Cyanide )ก็เดินทางลงพื้นที่เพื่อหาสา ทำให้ไซยาไนด์ที่ปะปนมาในน้ำซึมเข้าสู่ผิวหนังซึ่งสะสมมานานหลายปีส่งผลให้ยายขาไม่มีเรี่ยวแรง


            ตอนนี้น้ำในคลองรวมทั้งน้ำปะปาหลายแห่งใช้ไม่ได้แล้วให้ต่อมาจากหมู่บ้านข้างเคียงแทน น้ำดื่มที่เคยได้กินได้ใช้ก็ใช้ดื่มกินไม่ได้แล้วเพราะปนเปื้อนไปด้วยสารพิษจึงต้องชื้อน้ำที่อื่นมากินมาใช้บางเดือนยายไม่มีเงินยายก็จำเป็นต้องดื่มน้ำทั้งที่มีสารพิษนี้ เมื่อก่อนใช้น้ำปะปาในหมู่บ้านเด็กๆ อาบน้ำไม่ได้เลยอาบแล้วจะมีผื่นคันจากการแพ้สารพิษแต่พอใช้น้ำปะปาที่หมู่บ้านข้างเคียงที่ไม่มีสารพิษอาการแพ้หรือคันก็หายไปส่วนน้ำดื่มขายเป็นถัง ถังละ
250-300 บาท 1 เดือนใช้น้ำ 2 ถังรวมเป็นเงิน 500-600 บาท บางเดือนยายไม่มีเงินซื้อน้ำยายต้องไปขอน้ำชาวบ้านข้างเคียงมากิน ยายไม่มีรายได้มากนัก งานเดียวที่พอทำได้คือปั่นฝ้าย ก็มีชาวบ้านน้ำฝ้ายมาให้ปั่นแยกเมล็ดออก วันหนึ่งก็ได้เงินไม่กี่บาทยังไม่พอจุนเจือครอบครัวอยู่ดีเพราะครอบครัวยายเป็นครอบครัวใหญ่ ยายออกไปใหนไม่ได้เพราะขายายไม่มีแรง ยายจะปวดขาตลอดเวลาและปวดเข้ากระดูกเลย”  ยายเร่งเล่าเหยียดยาว ก่อนจะฝากถึงผู้หมู่บ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง

“อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเช่น อ
..ต ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ว่าราชการจังหวัด มาช่วยดูแลเรื่องน้ำดื่มเพื่อจะได้แบ่งเบาภาระที่ยายต้องจ่ายเดือนละ 600 บาท ที่ผ่านมาก็พอจะมีหน่วยงานมาดูแลบ้างแต่สักพักก็หายไปแล้วยายก็ต้องกลับมาซื้อน้ำดื่มเอง ยายเคยร้องเรียนไปหลายครั้งแล้วร้องเรียนไปที่จังหวัดไปหาผู้ว่าราชจังหวัดโดยรวมตัวกันหลายร้อยคนร้องเรียนเรื่องนี้ไปแล้วแต่ก็ไม่มีใครลงมาดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวบ้าน
วันนี้ใจยาย
อยากให้ปิดเหมืองแร่ไปเลยไม่อยากให้มีเหมืองแร่อีกแล้วเพราะตั้งแต่มีเหมืองแร่ทำให้วิถีวีวิตความเป็นอยู่ของยายและชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนไปอยากสิ้นเชิง ยายอยากให้ปิดเหมืองแร่เพื่อฟื้นฟู ป่า ต้นไม้ และสายน้ำ ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ยายเร่งไม่อยากให้ใครเป็นเหมือนยายที่ต้องทนทุกข์ทรมารเพราะสารพิษ ไซยาไนด์”  ยายเร่งฝากทิ้งท้าย

 

 

พิษณุพร ขันพรมมา
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

 

แถลงการณ์ ขอประณามผู้บงการใช้ความรุนแรง

แถลงการณ์

ขอประณามผู้บงการใช้ความรุนแรง

เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเร่งดำเนินการกับผู้กระทำความรุนแรงตามกฎหมาย

และประชาชนทุกฝ่ายต้องเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์เพื่อดำรงความเป็นมนุษย์ของตนเอง

 

            สืบเนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองนับแต่ปลายปี  2556  จนถึงปัจจุบัน  ศูนย์เอราวัณได้รวบรวมข้อมูลผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมือง  ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์  2557  ปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิต 19  คน  บาดเจ็บ  717    คน  อยู่ระหว่างการรักษาตัวในโรงพยาบาล 32 คน  และกรณีเกิดเหตุในต่างจังหวัดมีผู้เสียชีวิต 1 คน  บาดเจ็บ  44   คน ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตเป็นเด็กจำนวน 3 คน และสถานการณ์มีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งปรากฏชัดเจนว่ารัฐ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้จัดการชุมนุม ไม่สามารถทำหน้าที่ในการปกป้องประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมได้ จนไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความรุนแรงได้ขยายวงกว้างขึ้นและคุกคามความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินโดยรวมของสังคม

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนมีความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ดังกล่าว  จึงขอเรียกร้องดังต่อไปนี้

               

        1.  เราขอเรียกร้องนายกรัฐมนตรีและแกนนำ กปปส.จะต้องแสดงภาวะความเป็นผู้นำที่จะไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงทั้งในและนอกกฎหมายไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมโดยใช้ประชาชนเป็นเหยื่อสังเวยความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง และ เพื่อป้องกันมิให้มีการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น

 

        2.เราขอเรียกร้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้กำกับการสถานีตำรวจในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องต้องสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งกรณีที่ทำให้ผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้กระทำความผิดเกิดความย่ามใจและก่อเหตุซ้ำ การปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถป้องปรามการกระทำความผิดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะมีผลโดยตรงให้สถานการณ์ความรุนแรงคลี่คลายลงได้บ้าง

               

         3.เราขอเรียกร้องประชาชนทุกฝ่ายไม่ควรสนับสนุนและแสดงความยินดีกับการใช้ความรุนแรงของกลุ่มบุคคลที่กระทำการนอกกฎหมายเพื่อทำร้ายหรือเข่นฆ่าบุคคลอื่นที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากฝ่ายตนเอง เนื่องจากจะเป็นการสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงตอบโต้กับความรุนแรง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้และยิ่งจะก่อให้เกิดความรุนแรงและการสูญเสียมากขึ้น อีกทั้งการแสดงความยินดีกับการสูญเสียชีวิตของเพื่อนมนุษย์นั้น ทำให้เราสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปเสียเอง

4. เราขอประณามผู้บงการและผู้ก่อเหตุรุนแรง และขอแสดงความเสียใจกับการสูญเสียของทุกฝ่ายที่เกิดขึ้น รวมทั้งขอเรียกร้องทุกคนในสังคมในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้เคารพคุณค่าในชีวิต  เพื่อดำรงไว้ซึ่งความเป็นมนุษย์ของเราสืบไป

 

ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)

สอบถามเพิ่มเติม:

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน 02-6934939, 02-6930682

คดีอาญา กำแพงใจ "บุกรุก VS สิทธิอันชอบธรรม"

 171 วัน จากวันที่ 10 กันยายน 2556 ถึงสิ้นเดือนนี้ 28 กุมภาพันธ์ 2557 ค่าเสียหายจากคดีแพ่ง 2 คดีที่ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ฟ้องร้องต่อชาวบ้านวังสะพุงรวม 20 คน จะเป็นเงิน 1,830 ล้านบาท หลังจากที่ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ยื่นได้ขอเจรจาต่อศาลเพื่อขอให้ชาวบ้านกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดทำลายกำแพงใจแลกกับการถอนฟ้องคดีทั้งหมด แต่การเจรจา เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2556 ล่มไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากชาวบ้านไม่ยอมรับไม่ตกลงใดๆ กับบริษัทฯ ในทุกกรณี

                กระบวนการในชั้นศาลเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง 4 คดีความ รวมถึงการกล่าวหาของ บริษัททุ่งคำ และ อบต.เขาหลวง ต่อชาวบ้าน 22 ราย ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายฯ กระทำการปิดกั้นทางหลวงหรือนำสิ่งใดมาขวางฯ ร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ฯทำให้ในแต่ละเดือนชาวบ้านและทนายความจะต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาลหลายครั้ง

                การไต่สวนมูลฟ้อง คำให้การ ซักค้าน ถามติง โต้แย้ง ในชั้นศาลและการให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ย้อนกลับไปที่ต้นตอของสาเหตุจากการตัดสินใจปกป้องชุมชนโดยการประชาคม 6 หมู่บ้านรอบเหมืองมีมติจัดทำระเบียบชุมชนห้ามไม่ให้รถบรรทุกน้ำหนักเกิน 15 ตัน ขนสารพิษผ่านชุมชนก่อนได้รับอนุญาตจากกรรมการหมู่บ้าน และชาวบ้านทั้ง 6 หมู่บ้านได้ช่วยกันก่อกำแพงบนถนนสาธารณะต่อมาได้ร่วมกันจัดงาน ทำบุญภูทับฟ้า ต่อชะตาภูซำป่าบอน หาบคอนภูเหล็กเมื่อวันที่ 4-7 ก.ย.2556 นับเป็นจุดเริ่มต้นในการถูกบริษัททุ่งคำฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งและอาญากับชาวบ้านรวมทั้งหมด 33 ราย ในความผิดบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ฯ และทำให้เสียทรัพย์ มาตรา 358, 362, 365, 83 ตามประมวลกฏหมายอาญา และความผิดละเมิดและเรียกค่าเสียหายตามประมวลกฏหมายแพ่งมาตรา 420

                ความคืบหน้าที่ผ่านมาในการไต่สวนมูลฟ้องซึ่งเป็นกระบวนการในคดีอาญาที่ผู้เสียหายหรือโจทก์ฟ้องเองกฎหมายกำหนดให้ศาลต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องก่อน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบของความผิด เพราะความผิดนั้นยังไม่ได้มีการสอบสวนหรือรวบรวมพยานหลักฐานมาก่อนว่าคดีมีมูลความผิดจริงตามฟ้องหรือไม่ ส่วนข้อเท็จจริงที่ได้จะเป็นความจริงหรือไม่ตามที่โจทก์ฟ้อง เป็นข้อที่จะต้องมีการพิสูจน์กันอีกชั้นหนึ่งในชั้นพิจารณา และหากข้อเท็จจริงที่ได้นั้นเป็นความจริง มีความผิดศาลสั่งว่าคดีมีมูล บุคคลที่ถูกกล่าวฟ้องจึงจะตกเป็นจำเลย

                ในคดีอาญา เลขที่ อ4542/2556 ที่มีการไต่สวนมูลฟ้อง จากการที่บริษัททุ่งคำได้ฟ้องร้องชาวบ้านรวม 7 คน บุกรุกที่ดินของบริษัทฯ โดยก่อสร้างกำแพงโครงหลังคาเหล็กครอบถนนสายบ้านนาหนองบง เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2556

                ตามประมวลกฎหมายอาญา ทุ่งคำผู้ฟ้องจะต้องให้การและนำข้อเท็จจริงมาพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเองเป็นผู้ได้รับความเสียหายจริง

                วันที่ 20 ม.ค. 2557 ศาลจังหวัดเลยได้ไต่สวนมูลฟ้องพยานของทุ่งคำไปทั้งหมด 1 ปาก เมื่อถึงช่วงซักค้าน วสันต์ พานิช ทนายความของชาวบ้านได้ซักค้านพยานของทุ่งคำ และพบว่าพยานทั้งหมดไม่สามารถตอบคำถามหรือยืนยันความชัดเจนได้แทบจะทุกกรณี เช่น ไม่สามารถชี้แนวเขตที่ดินระหว่างที่ดินของบริษัทฯ กับที่สาธารณะได้พยานไม่ได้เห็นชาวบ้านผู้ถูกฟ้องทั้ง 7 คนก่อสร้างกำแพงด้วยตาตนเอง แต่อ้างว่าเห็นจากรายการข่าวสามมิติ ช่อง 3 โดยจำวันและเวลาออกอากาศของรายการไม่ได้ เป็นต้น

                อย่างไรก็ตาม ในวันนั้นพยานปากสำคัญ บัณฑิต แสงเสรีธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ไม่ได้มาให้การ ศาลจึงนัดไต่สวนพยานปากนี้ในวันที่ 17 ก.พ. 2557 ที่จะถึงนี้

                และคำถามที่ บัณฑิต แสงเสรีธรรม กรรมการผู้จัดการ จะต้องตอบมีหลายประเด็นที่สำคัญ คือ ข้อพิสูจน์ว่ากำแพงใจได้ก่อสร้างขึ้นในที่ดินของทุ่งคำจริง? หรือสร้างอยู่ในที่สาธารณะ

                รวมทั้ง ข้อตกลงอย่างชัดเจนว่า ทุ่งคำจะไม่ใช้ถนนร่วมกับชุมชนแต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การขนส่งโดยรถบรรทุกของบริษัททุ่งคำ ได้ใช้ถนนร่วมกับหมู่บ้านและทำให้เกิดอุบัติเหตุต่อคนในหมู่บ้านหลายครั้ง

                ส่วนคำถามใหญ่กว่านั้น คือ ชาวบ้านที่ถูกฟ้อง 7 คน มีความจงใจที่จะละเมิดต่อบริษัททุ่งคำหรือเป็นการกระทำด้วยเจตนาที่จะป้องกันภยันตราย เพื่อปกป้องสิทธิชุมชนจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ชุมชนได้รับจากการทำเหมืองมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 8 ปี และได้รับการรองรับสิทธิโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 66, 67

                และหากจะย้อนกลับไปที่ต้นตอของสาเหตุของคดีที่แท้จริง การท้าวความคงต้องกลับไปเริ่ม ตั้งแต่ปี 2538 เมื่อบริษัททุ่งคำได้ประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ ทำให้มีการระเบิดภูเขาเพื่อขุดแร่ในแปลงประทานบัตรไปแล้ว 6 แปลงพื้นที่รวมประมาณ 1,300 ไร่ รวมถึงโรงแต่แร่และโรงประกอบโลหะกรรมซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2549  และยังมีพื้นที่อีก 106 แปลง รวมนับหมื่นไร่ในบริเวณจังหวัดเลย ที่บริษัทได้รับอาชญาบัตรพิเศษสำรวจและผลิตแร่ทองคำแล้ว และมีการทยอยยื่นขอประทานบัตรอย่างต่อเนื่อง

                และนับแต่ที่บริษัททุ่งคำเริ่มดำเนินกิจการในพื้นที่ตำบลวังสะพุง มีรายงานถึงการปนเปื้อนของสารเคมีเป็นพิษ ไซยาไนด์ และโลหะหนักหลายชนิด ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมของชุมชนอย่างน้อย 6 หมู่บ้านรอบเหมืองทอง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของชุมชนรอบเหมืองมาโดยตลอด 

                สองปีก่อน ในเดือนตุลาคมปี 2555 คันเขื่อนบ่อเก็บกักหางแร่ที่มีไซยาไนด์ปนเปื้อนจำนวนมากและเป็นส่วนหนึ่งของโรงประกอบโลหะกรรมได้พังทลายลง ยิ่งย้ำให้เห็นถึงมาตรฐานและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ ซึ่งหากมีการขยายพื้นที่ทำเหมืองแร่ตามที่บริษัททุ่งคำได้ยื่นขอประทานบัตรเพื่อขยายพื้นที่ในการทำเหมืองเพิ่มเติมใน แปลงที่ 104/2538 บนภูเหล็ก และแปลงที่ 76/2539ในพื้นที่ ต.นาโป่งหมายความว่าจะมีการนำแร่จำนวนมากขึ้นเข้าไปยังโรงประกอบโลหะกรรมและมีน้ำเสียปนเปื้อนจำนวนมากขึ้นในบ่อที่มีปัญหาดังกล่าว

                ที่ผ่านมา ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้ร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตลอดแต่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง  แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 ว่า ให้กระทรวงอุตสาหกรรมชะลอการขยายพื้นที่ใหม่หรือการขอประทานบัตร ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด แปลงที่ 104/2538 และแปลงอื่นๆ ไว้ก่อนจนกว่าจะได้ข้อสรุปของสาเหตุการเกิดสารปนเปื้อน ผลการประเมินความคุ้มค่าของฐานทรัพยากรธรรมชาติและค่าภาคหลวงแร่กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และผลการประเมินผลด้านสุขภาพ หรือ HIA” แต่มติดังกล่าวไม่ได้รับการปฏิบัติแต่อย่างใด

                แต่ในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2555 และวันที่ 8 กันยายน 2556 บริษัททุ่งคำได้จัดเวที Public Scoping ประกอบคำขอประทานบัตรการทำเหมืองทองคำแปลง 104/2538 และแปลง 76/2539 โดยใช้กองกำลังทหารและตำรวจปิดกันไม่ให้ชาวบ้านรอบๆ เหมืองทองและกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้เข้าร่วมเวทีดังกล่าวทั้งสองเวทีฯ นับเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อ การมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีสิทธิจะร่วมคิดร่วมตัดสินใจแก้ปัญหาของตนเองร่วมใช้ความคิดสร้างสรรค์ความรู้และความชำนาญ สนับสนุนและติดตามการปฏิบัติงานขององค์กรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และมีสิทธิจะแสดงความคิดเห็นสนับสนุนหรือคัดค้านโครงการหรือกิจการที่จะเกิดขึ้น

                จากเหตุการณ์ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ได้วนกลับมาที่จุดเริ่มต้นในการประกาศระเบียบชุมชนควบคุมน้ำหนักบรรทุกที่ใช้ถนนของชุมชนไม่ให้เกิน 15 ตัน และห้ามการนำเข้าสารเคมีอันตรายเข้าเขตชุมชน  เพื่อเป็นมาตรการป้องกันตนเองจากผลกระทบจากกิจกรรมของเหมือง และนำไปสู่การก่อสร้าง กำแพงใจซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิชุมชนในการอนุรักษ์ จัดการ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และสิทธิของบุคคลในการมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ตนเองมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดี

                กำแพงใจที่ชาวบ้าน 6 หมู่บ้านรอบเหมืองมีมติและได้ร่วมกันก่อสร้างมาแล้วถึง 3 ครั้ง คือการก้าวข้ามอุปสรรคจากการถูกละเมิด ถูกจำกัดหรือถูกกีดกัน จากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่รัฐได้ให้สัมปทานเอกชนเข้าไปหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และชุมชน ด้วยการใช้สิทธิอันชอบธรรมที่ชุมชนยืนหยัดอย่างกล้าหาญ

                การต่อสู้เรื่อง สิทธิระหว่าง เอกชน รัฐโดย อบต.เขาหลวง และสิทธิชุมชน โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ณ เวลานี้เพิ่งจะเริ่มต้น

                ในฝั่งของชาวบ้าน 6 หมู่บ้านในตำบลวังสะพุง มีทีมทนายที่ขนานนามได้ว่ามีประสบการณ์เชี่ยวชาญสูงด้านคดีสิทธิมนุษยชนและมีศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม นักกฎหมายที่คลุกคลีวงในกับปัญหาชาวบ้านก่อนจะสยายปีกเติบโตมาจาก นักศึกษากลุ่มดาวดิน สนับสนุนความรู้ด้านกฎหมายและเกาะติดวิเคราะห์สภาพการณ์ในพื้นที่

                วสันต์ พานิช กล่าวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชั้นศาลวันที่ 17 ก.พ. นี้ว่า เราจะพิสูจน์แนวเขตว่าที่ดินที่เราสร้างกำแพงอยู่ในเขตที่ดินสาธารณะ เราไม่ได้บุกรุกที่ดินของเขา เราจะซักค้านเพื่อให้ศาลเห็นประเด็นเหล่านี้ การซักค้านพยานของทุ่งคำที่ผ่านมา ทุกคนไม่รู้ว่าบริษัททุ่งคำมีข้อตกลงจะไม่ใช้ถนนร่วมกับชุมชน วันที่ 17 นี้ คุณบัณฑิต แสงเสรีธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัททุ่งคำ จะต้องมาตอบคำถามเหล่านี้ ต้องมายืนยันให้ได้ว่าที่ดินที่สร้างกำแพงใจนี้อยู่ในที่ดินของบริษัทฯ หรือเป็นที่ของสาธารณะกันแน่

                เราจะทำให้ศาลเห็นว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ผลเลือดของชาวบ้านที่ปนเปื้อนไซยาไนด์และโลหะหนัก เขื่อนซึ่งมีสารไซยาไนด์แตก ความไม่รับผิดชอบและการสร้างความเดือดร้อนต่างๆ ที่ชาวบ้านได้รับมาตลอดจากกิจการทำเหมือง ดังนั้นการที่เรากั้นถนนเป็นเรื่องชอบธรรม โดยเรามีระเบียบของชุมชนยืนยันว่าเราไม่ได้มีเจตนาจะบุกรุกที่ดินของบริษัท แต่เป็นการปกป้องสิทธิของชุมชนตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้

                มหากาพย์ ความเข้มข้นในการต่อสู้กันด้วยเครื่องมือทางกฎหมาย ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง   

                การตีความกฎหมายบนพื้นฐานหลักสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน การวางแนวทางการต่อสู้คดี กระบวนการในชั้นศาล การว่าความลักษณะเฉพาะของคดีสิทธิฯ

                คดีที่ 1 คดีแพ่งเลขที่ พ 974/2556 จำเลย 14 ราย ข้อหาละเมิดและเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท+10 ล้านบาททุกวัน จนกว่าจะทำลายกำแพง

                คดีที่ 2 คดีแพ่งเลขที่ พ 859/2556 จำเลย 6 ราย ข้อหาละเมิดและเรียกค่าเสียหาย 70 ล้านบาท

                คดีที่ 3 คดีอาญา เลขที่ อ 4217/2556 จำเลย 7 ราย ข้อหาบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ฯ และทำให้เสียทรัพย์ มาตรา 358, 362, 365, 83

                คดีที่ 4 คดีอาญา เลขที่ อ 4542/2556 จำเลย 7 ราย ข้อหาบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 362, 365, 83

                คดีจาก หมายเรียกผู้ต้องหาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ออกโดย ตำรวจภูธรวังสะพุง จังหวัดเลย ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และ อบต.เขาหลวง ได้กล่าวหาชาวบ้าน 22 คน ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายฯ กระทำการปิดกั้นทางหลวงหรือนำสิ่งใดมาขวางฯ ร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ฯ โดยชาวบ้านได้รับหมายเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556

                คดีเหล่านี้จะเป็น คดียุทธศาสตร์ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับกฎหมายหรือนโยบาย เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมาย ได้หรือไม่

                โปรดติดตามและเรียนรู้ไปด้วยกันด้วยความระทึก.....


..............................................


loeiminingtown.org รายงาน

คนรักเมืองน่าน : หยุดตัดต้นไม้สักเพื่อขยายถนน 4 เลน

  โดย นัชญ์ ประสพสิน

                 

 โครงการก่อสร้างขยายถนนสี่เลนของกรมทางหลวงที่ตััดผ่านจังหวัดน่านไปออกถนนสายน่าน ทุ่งช้าง ที่จะออกไปสู่ประเทศลาว  ได้สร้างเจ็บปวดและสะเทือนใจให้ฉันและคนน่านเป็นอย่างมาก เมื่อโครงการพัฒนาเส้นนี้ได้มีการตัดต้นไม้ใหญ่ริมทางออกจนแทบไม่เหลือสภาพเดิมในระยะการก่อสร้างกว่า  200 กิโลเมตร  ที่ผ่านมาคนในพื้นที่ได้รวมตัวกันคัดค้านเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เป็นผลต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่าถูกตัดลงทุกวัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเดือนที่แล่้ว  กรมทางหลวงกำลังจะเข้่ามาตัดต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่สำคัญ พื้นที่ที่เราเรียกว่า อุโมงค์ไม้สักน่านที่มีความยาวประมาณ 10  กิโลเมตร ประกอบต้นไม้สักเก่าแก่อายุนับสิบนับร้อยเป็นพันๆต้น  เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติของจังหวัดน่าน และเป็นถนนแห่งความทรงจำของใครมากมายที่เติบโตมากับถนนเส้นนี้ เพราะในวัยเด็กเราต้องนั่งรถไปโรงเรียนผ่านถนนเส้นนี้ทุกวัน

ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่่ได้ลุกขึ้นมาคัดค้านโครงการดังกล่าว ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การช่วยกันดูแลต้นไม้  การจัดเสวนา การยิื่นหนังสือ รวมถึงการเดินขบวนประท้วง ความพยายามของพวกเราทำให้กรมทางหลวงชะลอการขยายถนนตรงจุดนี้ไว้ เพราะผลจากการเคลื่อนไหวทำให้มีสื่อให้ความสนใจและเผยแพร่ประเด็นนี้ออกไป แต่ก็ยังเป็นการรับรู้ในวงแคบ เฉพาะจังหวัดน่านเท่านั้น

อย่างไรก็ตามกรมทางหลวงยังไม่ได้ประกาศยุติการขยายถนนตรงพื้นที่อุโมงค์ไม้สักอย่างเป็นทางการ ทำให้พวกเราไม่ไว้ใจ และอยากเชิญชวนคนไทยทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องรักษาอุโมงค์ไม้สักแห่งนี้  ด้วยการลงชื่อเพื่อเรียกร้องให้กรมทางหลวงยุติการขยายถนนบริเวณอุโมงค์ต้นไม้

สิ่งที่เราเรียกร้องถือว่าน้อยมากกับโครงการที่กรมทางหลวงกำลังทำ เราเชื่อว่าหากมีการลงชื่อกันมากๆ ก็จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นสาธารณะ และจะทำให้กรมทางหลวงได้ยินเสียงคัดค้านและสามารถเปลี่ยนใจกรมทางหลวงไม่ให้เข้ามาทำลายอุโมงค์ไม้สักของพวกเราได้  เสียงของท่านจะทำให้เสียงชาวน่านดังขึ้น

มาร่วมปกป้องรักษาอุโมงค์ไม้สักน่านด้วยกันนะคะ   เพื่อขอชีวิตต้นไม้สักที่มีมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าให้กับลูกหลานคนเมืองน่านได้อยู่กับธรรมชาติที่ร่มรื่นต่อไป

อีสานจัดเวทีพิพากษ์ รายงานอีไอเอ/ อีเอชไอเอ พร้อมเสนอแก้ไขทั้งระบบ

 

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.57 เวลา 09.00 น.- 16.00น. ที่ห้องประชุมอินทนิล ชั้น 1 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อวางแผนการติดตามกระบวนการจัดทำและพิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ และรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ หรือ อีเอชไอเอ ภาคอีสานขึ้น โดยคณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชนบท ภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน) ร่วมกับคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และวิทยาลัยการเมืองการปกครองมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

มีผู้เข้าร่วมกว่า 40 คน จากเครือข่ายนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการของรัฐ และเอกชน ในภาคอีสาน เข้าร่วม อาทิ นักวิชาการคณะวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี  เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน  สภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง  ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่, โรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงงานยางพารา ฯลฯ

 

โดย ดร.ไชยณรงค์  เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า สำหรับกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลในโครงการขนาดใหญ่ จะต้องมีการจัดทำรายงานอีไอเอ หรืออีเอชไอเอ ตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ก่อนจะพิจารณาอนุมัติโครงการ แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมานักการเมืองที่มาเป็นรัฐบาลมักจะอนุมัติโครงการก่อนแล้วค่อยทำรายงานฯ เพื่อเป็นตรายางให้กับโครงการ ดังกรณีเขื่อนแม่วงก์ เป็นต้น นอกจากนี้ ก็มีกลุ่มนักวิชาการที่อาศัยสถาบันการศึกษาและบริษัทที่ปรึกษาที่ผูกขาดธุรกิจรับจ้างทำรายงานฯ จากเจ้าของโครงการ โดยอ้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาสร้างความชอบธรรม ทำรายงานที่เป็นเท็จ และเอื้อประโยชน์ให้กับโครงการ

“ผมเสนอว่าต้องมีการปฏิรูปหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณารายงานฯ ทั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการ สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ให้เป็นองค์กรอิสระที่ปลอดจากอิทธิพลของนักการเมืองและนายทุน” ดร.ไชยณรงค์ กล่าว

ดร.ไชยณรงค์ กล่าวต่อว่า ความรู้ท้องถิ่นด้านสิ่งแวดล้อมเชิงวัฒนธรรม และสิทธิชุมชนของชาวบ้านจะต้องถูกยอมรับอย่างเทียบเท่ากับความรู้แบบวิทยาศาสตร์ของนักวิชาการที่รับจ้างทำรายงานฯ โดยเจ้าของโครงการจะต้องจัดเงินทุนให้ชาวบ้านและนักวิชาการอิสระที่ชาวบ้านเลือกทำรายงาน แล้วนำรายงานเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการพิจาณาของหน่วยงาน องค์กรอิสระทางสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

ด้านนายเลิศศักดิ์  คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานโครงการนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการจัดทำรายงานอีเอชไอเอ ตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเนื้อหาที่มากกว่าการทำรายงาน อีไอเอ แต่ขบวนการชาวบ้านก็ยังเคลื่อนไหวไม่ยอมรับการทำรายงาน อีเอชไอเอ ตั้งแต่กระบวนการเริ่มแรกก็คือเวทีพับลิค สโคปปิ้ง โดยเฉพาะกิจการทำเหมืองแร่ ที่เห็นได้ชัดก็คือที่เหมืองทองคำ จ.เลย และเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรฯ เนื่องจากว่าก่อนทำรายงานอีเอชไอเอ กพร. (กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่) และเจ้าของโครงการ จะต้องทำการรังวัดขึ้นรูปแผนที่และไต่สวน คำขอประกอบประทานบัตร แต่ปรากฏว่าข้อมูลในใบไต่สวนเป็นข้อมูลเท็จ ที่ไม่ตรงกับสภาพข้อเท็จจริงในพื้นที่ ก็คือว่าการรังวัดปักหมุดทับที่ทำกินชาวบ้าน ทับทางน้ำ ทางสาธารณะที่ชาวบ้านใช้ร่วมกัน ทับซ้อนพื้นที่ป่า ทับซ้อนที่ดิน สปก.แต่ในใบไต่สวนบอกว่าไม่มี อย่างนี้เป็นต้น


“มีการทำข้อมูลก่อนถึงขั้นตอนพับลิค สโคปปิ้ง คือกำหนดขอบเขตการศึกษาผลกระทบที่จะประเมิน ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จแล้วนำมาประกอบในกระบวนการจัดทำรายงานอีเอชไอเอ มันเลยทำให้ชาวบ้านไม่ยอมรับเครื่องมือใหม่นี้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกสุด” นายเลิศศักดิ์กล่าว

ขณะที่นางสาวสดใส  สร่างโศรก  กลุ่มชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า การทำโรงไฟฟ้าชีมวล ขนาดไม่เกิน 10 เมกกะวัตตต์ ตามกฎหมายไม่ต้องทำรายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ซึ่งพบว่าขณะนี้กำลังมีการเสนอขายไฟฟ้าให้กับรัฐบาล และจะดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลในชุมชน จำนวน 1,000 กว่าโรง ทั่วประเทศ ในขณะที่คนในชุมชนไม่ได้รับข้อมูลโครงการฯ

“ชาวบ้านที่ จ.อุบลราชธานี ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ว่ากระบวนการออกใบอนุญาตให้กับเจ้าของโรงไฟฟ้าชีวมวลมิชอบ โดยไม่มีการให้ข้อมูลชาวบ้านและไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของคนในชุมชน ซึ่งศาลก็ให้ความคุ้มครองว่าชาวบ้านมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสาร เมื่อไม่มีการทำอีไอเอ ก็ให้นำระเบียบสำนักนายกฯ เรื่องการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเข้ามาใช้” นางสาวสดใส กล่าว

 


/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/

นาย

แถลงการณ์เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย

 

“ขอประณามการก่อเหตุรุนแรงต่อผู้ชุมนุมทางการเมือง

และขอเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการณ์รับผิดชอบ

ต่อการทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองชีวิตของผู้ชุมนุมทางการเมือง

 

เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย เห็นว่าตลอด ๘๑ ปี ของพัฒนาการของประชาธิปไตยไทยนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบันเป็นเส้นทางพัฒนาการทางการเมืองการปกครองที่มีประโยชน์และมีความสำคัญยิ่งต่อสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคหญิงชาย และความเป็นธรรมในสังคมไทย เป็นพัฒนาการที่สร้างการตระหนักรู้ในสิทธิทางการเมืองของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นพัฒนาทางการเมืองที่เกิดบนการใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นและทำลายล้างฝ่ายที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน โดยมักจะมีผู้ก่อเหตุความรุนแรงต่อประชาชนผู้ร่วมการชุมนุมทางการเมืองจนทำให้เกิดการบาดเจ็บ ล้มตายมาหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เหตุการณ์ ๑๗-๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕  เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ จนถึงปัจจุบันการชุมนุมทางการเมืองในปัจจุบันที่มีการก่อเหตุความรุนแรงและใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้ออกมาชุมนุมทางการเมืองหลายครั้งจนมีผู้เสียชีวิตแล้ว ๑๐ ศพและบาดเจ็บกว่า ๕๗๐ คน

เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรพัฒนาที่ทำงานในการส่งเสริมสิทธิ สถานภาพและบทบาทสตรี ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในทุกรูปแบบ  ยุติความรุนแรงทางเพศ ต่อเด็กและสตรี มีสมาชิกมากกว่า ๘๐ องค์กรมีเจตนารมณ์และจุดยืนว่า การพัฒนาการเมืองการปกครองของประเทศจะต้องยึดถือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นวิถีทางในการปกครองประเทศ โดยต้องมีการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม พวกเราเชื่อว่าความรุนแรงแก้ปัญหาไม่ได้ มีแต่จะเพิ่มความขัดแย้งกระตุ้น ความเกลียดชัง เหยียดหยามและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ยิ่งๆ ขึ้นไป และเห็นว่าความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุสำคัญมาจากความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๓ ความล้มเหลวของหน่วยงานรัฐในการรักษาความสงบและปกป้องคุ้มครองชีวิตของประชาชนผู้ชุมนุมทางการเมือง

ในนามตัวแทนของผู้หญิงที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ (๓๒,๗๕๕,๙๖๘ คน ตัวเลขจาก กรมการปกครอง ณ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๖) และผู้หญิงที่เป็นพลังเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง (๒๔ ล้านคนหรือ ๕๒% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเมื่อ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔) ในฐานะที่เป็น “ย่า” “ยาย” “แม่” “ป้า-น้า-อา”“พี่สาว-น้องสาว “ลูกสาว –หลานสาว” และ“ภรรยา” ได้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ด้วยความห่วงใย

ขอวิงวอนให้ผู้ก่อเหตุความรุนแรงทุกฝ่าย “ยุติการกระทำความรุนแรง” โดยทันที

ขอประณามความรุนแรงอันเนื่องมาจากความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธ

ขอประณามผู้ที่บงการและ/หรือยุงยงให้มีการก่อเหตุความรุนแรงต่อชีวิตของประชาชนผู้ชุมนุมทางการเมือง

ขอประณามผู้ก่อเหตุใช้ความรุนแรงต่อชีวิตของประชาชนผู้ชุมนุมทางการเมือง

ขอประณามนักการเมืองที่นิยมใช้การจัดการความขัดแย้งทางการเมืองด้วยการก่อความรุนแรงต่อชีวิตของประชาชนผู้ร่วมการชุมนุมทางการเมือง

ขอประณามผู้ที่ก่อเหตุกระทำการทำลายทรัพย์สิน การทำร้ายร่างกาย ข่มขู่คุกคามทั้งทางการใช้กำลังและการใช้วาจาและสัญลักษณ์ มุ่งทำลายล้างชีวิตผู้ที่เห็นแตกต่างทางการเมือง

พวกเราขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ “รัฐ” เพิ่มประสิทธิภาพและมีมาตรการที่เข้มข้นในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๓ ดังนี้

1.       ขอเรียกร้องให้รัฐบาลผู้มีอำนาจในบ้านเมืองขณะนี้ แสดงความเคารพ ต่อ การชุมนุมอย่างสงบ ตามสิทธิแห่งรัฐธรรมนูญ

2.       ขอเรียกร้องให้รัฐบาลผู้มีอำนาจในบ้านเมืองขณะนี้ ต้องเร่งสืบสวนหาความจริงและจับผู้ก่อเหตุทั้งหมดที่ “จงใจทำร้ายร่างกายและฆาตกรรม” ผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองมาลงโทษตามกฎหมายอาญาของบ้านเมือง

3.       ขอเรียกร้องให้รัฐบาลผู้มีอำนาจในบ้านเมืองขณะนี้ ต้องปฏิบัติต่อประชาชนผู้ชุมนุมทางการเมืองตามหลักการสากลในกาควบคุมฝูงชนโดยเคร่งครัด ต้องไม่ใช้อาวุธปืน และต้องหยุดวิธีการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบต่อประชาชนผู้ชุมนุมทางการเมืองทำหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยให้ประชาชนทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง ทั้งฝ่ายที่ไม่ประสงค์ไปเลือกตั้ง ฝ่ายที่ประสงค์ไปเลือกตั้ง และฝ่ายของประชาชนที่รณรงค์ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

4.       ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีรักษาการณ์ (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) และรักษาการณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๗ ที่หน้าวัดศรีเอี่ยม

5.       ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.)ตระหนักถึงความเสี่ยงต่อความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่มาร่วมชุมนุม ด้วยการพิจารณาหาแนวทางป้องกันหรือลดความรุนแรงในการชุมนุมและควรเปิดรับฟังข้อเสนอที่สร้างสรรค์จากประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่มีความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองเพื่อร่วมกันหาทางออกจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยเร็ว

6.       ขอเรียกร้องให้แกนนำการชุมนุมทางการเมืองเพิ่มมาตรการที่เน้นการคุ้มครอง ปกป้อง ชีวิตของประชาชนที่มาร่วมการชุมนุมอย่างเต็มที่และเป็นความสำคัญในลำดับต้นๆ รวมถึงให้ “การชุมนุมตามแนวทางสันติวิธี (สงบและปราศจากอาวุธ) และความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน” เป็นหลักการสำคัญและเป็นเป้าหมายสูงสุดในการต่อสู้ทางการเมือง

 

เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย ขอสนับสนุนการแสดงพลังพลเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วยการร่วมชุมนุมทางการเมืองของประชาชนไทยทุกคน  เพื่อขับเคลื่อนประชาธิปไตย เพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดี ขอชื่นชมประชาชนทุกคนที่เข้าร่วมการชุมนุมหรือทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างสันติอหิงสา เป็นไปด้วยเจตนาที่ต้องการเห็นพัฒนาการประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและแท้จริงที่ไม่ใช่ได้มาด้วยการสังเวยชีวิตประชาชน และเพื่อนำพาประเทศชาติไปสู่สันติภาพ ภราดรภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรมในสังคม

 

                                                                               ด้วยความเชื่อมั่นในจิตวิญญาณประชาธิปไตย

            เครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย