warning: Creating default object from empty value in /home/webmasterthaingo/public_html/thaingo/modules/taxonomy/taxonomy.pages.inc on line 33.

ข่าวเด่น

ชาวบ้านค่ายร้องศาลขอคุ้มครองชั่วคราวเบรกนิคมไออาร์พีซี

 

เหตุละเมิดอำนาจศาลปกครองระยองที่สั่งเพิกถอนการจัดตั้งนิคมบ้านค่ายไปแล้วแต่แอบลักไก่ก่อสร้างไปก่อนโดยไม่รอศาลสูงชี้ขาด

          นายศรีสุวรรณ  จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนเปิดเผยว่า วันนี้(2 ม.ค.57)เวลา 10.00 น. ที่ศาลปกครองระยอง ชาวบ้านในอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยองกว่า 300 คน ได้เดินทางมาที่ศาลปกครองระยอง บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดระยอง เพื่อขอให้ศาลปกครองระยองส่งคำร้องต่อไปยังศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและสิ่งแวดล้อมเป็นการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา เนื่องจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ปล่อยให้มีผู้รับเหมาก่อสร้างของบริษัท ไออาร์พีซี ได้เข้าไปแผ้วถางและเริ่มก่อสร้างอาคารในพื้นที่โครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมบ้านค่าย ซึ่งชาวบ้านค่ายกว่า 386 คนได้คัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง และมีการฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลปกครองไว้แล้ว และศาลปกครองระยองได้มีคำพิพากษาเพิกถอนการจัดตั้งนิคมดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา

          การเข้าไปดำเนินการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆ ในพื้นที่ดังกล่าวเข้าข่ายละเมิดคำพิพากษาของศาล อันก่อให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหายแก่ชาวบ้าน แก่สาธารณชน และทำให้เสื่อมประโยชน์ต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่พิพาท โดยผู้ถูกฟ้องคดี คือ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มิได้สั่งห้ามเอกชนดังกล่าวแต่ประการใด จึงเข้าข่ายละเว้นเพิกเฉย หรือกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปล่อยปละละเลยให้บริษัท ไออาร์พีซี เข้าไปดำเนินโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่พิพาท หรือว่าจ้างให้บริษัทเอกชนอื่นเข้าไปดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ดังกล่าวอย่างผิดกฎหมาย โดยทำการล้อมรั้ว แผ้วถาง ตัดฟันต้นไม้ ไถพื้นดินปรับเกรดสถานที่ และทำการก่อสร้างอาคารสถานที่ หรือที่พักอาศัย มีการขนส่งวัสดุ อุปกรณ์เพื่อการก่อสร้างต่าง ๆ เข้าไปในพื้นที่พิพาทตลอดเวลา กระทบต่อวิถีดารดำรงชีวิตของชาวบ้านโดยชัดแจ้ง

อนึ่ง คดีนี้ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองระยอง เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2554 เป็นคดีหมายเลขดำที่ ส.8/2554 ต่อมาศาลปกครองระยองมีคำพิพากษา เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ส.13/2555 ลงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2555 โดยพิพากษาเพิกถอนประกาศของ กนอ. ฉบับลงวันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2554 เรื่อง การจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมระยอง (บ้านค่าย) ในท้องที่ตำบลหนองบัว และตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ออกประกาศ

          ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2555 เป็นคดีหมายเลขดำที่ อส.20/2555 และชาวบ้านได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ในวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2556 คัดค้านคำอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมด และคดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการไต่สวน แสวงหาข้อเท็จจริงและหรือพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุด ยังมิได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่หน่วยงานภาครัฐกลับปล่อยปละละเลยให้มีการฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลปกครองระยอง ชาวอำเภอบ้านค่ายจึงทนต่อพฤติกรรมของ กนอ. ไม่ได้จึงจำต้องมาร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินและมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดต่อไป นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

 

มีเดียมอนิเตอร์ศึกษาทีวีเพื่อสาธารณะในการรายงานสถานการณ์การชุมนุม

มีเดียมอนิเตอร์ศึกษาทีวีเพื่อสาธารณะในการรายงานสถานการณ์การชุมนุมพบ 

ช่อง 5 ยังทำหน้าที่สื่อสาธารณะไม่เต็มที่ ช่อง 11 อาจเข้าข่ายเป็นสื่อเพื่อรับใช้รัฐบาล

 

การชุมนุมทางการเมืองเพื่อต่อต้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่เริ่มจากช่วงต้นเดือน พฤศจิกายน 2556  ที่ต่อมายกระดับเป็นการชุมนุมใหญ่ที่เรียกว่า”การชุมนุมของมวลมหาประชาชน” ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ตามด้วยครั้งที่ 2 ในวันที่ 9 ธันวาคม ปีเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ มีการตั้งคำถามกับสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ในเรื่องการให้พื้นที่กับวิธีการนำเสนอ รวมทั้งมีเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมไปแสดงความเห็น ความต้องการต่อสื่อโทรทัศน์ โดยเฉพาะช่อง TPBS  ที่เป็นสื่อเพื่อสาธารณะ  ดังนั้น ในสองเหตุการณ์สำคัญของการชุมนุมใหญ่ องค์กรวิชาชีพสื่อจึงได้ออกแถลงการณ์ เพื่อขอให้สื่อมวลชนทุกแขนง ทำหน้าที่อย่างไม่มีการเซ็นเซอร์ตัวเอง (self - censorship) และขอให้ผู้ชุมนุมทุกกลุ่มให้สื่อได้ทำหน้าที่อย่างอิสระและไม่ทำให้สื่อถูกเข้าใจว่าเป็นฝ่ายเดียวกับผู้ชุมนุม

ด้วยเหตุนี้ มีเดียมอนิเตอร์จึงสนใจศึกษาการรายงานสถานการณ์การชุมนุมใหญ่ในวันที่ 25 พ.ย. และวันที่ 9 พ.ย. 2556  ระหว่างช่วงเวลา 00.00-24.00 . ของฟรีทีวีประเภทบริการสาธารณะทั้ง 3 ช่อง ได้แก่ ช่อง ททบ. 5  สทท. 11 และ ช่อง TPBS 

ผลการศึกษาพบว่า

 

โดยภาพรวม พบว่า ช่อง TPBS เป็นช่องที่ให้ความสำคัญกับการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง โดยมีการเปิดพื้นที่ให้แหล่งข่าวที่มีความสมดุล มีมุมมองในการรายงานที่รอบด้าน หลากหลาย มุ่งเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจ หาทางออก/แนวทางการคลี่คลายของสถานการณ์  ในขณะที่พบว่า ช่อง 11 มีสัดส่วนการรายงานสถานการณ์การชุมนุมใกล้เคียงกับช่อง TPBS แต่ขาดความสมดุล รอบด้าน ในการให้พื้นที่แหล่งข่าว ด้านมุมมองการรายงานข่าวก็เน้นแหล่งข่าวฝ่ายรัฐบาล สำหรับช่อง 5 พบว่า มีสัดส่วนการรายงานสถานการณ์การชุมนุมน้อยกว่าช่องอื่นๆ ทั้งยังเน้นการรายงานเหตุการณ์ตามสถานการณ์  ขาดการนำเสนอเหตุการณ์ในเชิงลึก  

            เมื่อศึกษาในเชิงปริมาณเวลา พบว่า เวลาทั้งหมดที่ ช่อง  5, 11, และ TPBS  เสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการชุมนุม คือประมาณ 35 ชั่วโมง เมื่อวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ พบว่า  TPBS เป็นช่องที่มีการนำเสนอข่าวการชุมนุมทางการเมืองมากที่สุด  (16 ชั่วโมง 37 นาที  คิดเป็นร้อยละ 48 ของเวลารวมทั้งสามช่อง)  ตามด้วยช่อง  11 (14 ชั่วโมง 30 นาที  คิดเป็นร้อยละ  41 )  และช่อง 5 (3 ชั่วโมง 45 นาที  คิดเป็นร้อยละ  11)   และพบว่า มีการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 9 ธ.ค. 2556 ในสัดส่วนเวลาที่มากกว่าวันที่ 25 พ.ย. 2556 ในทุกช่อง 

 

เมื่อพิจารณาการทำหน้าที่สื่อสาธารณะของฟรีทีวีทั้ง 3 ช่อง พบว่า

ช่อง 5

เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนเวลาการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในการชุมนุมใหญ่  2 วัน พบว่า มีการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 9 .. (2 ชั่วโมง 58 นาที) ในสัดส่วนเวลาที่มากกว่าวันที่ 25 .. 56 (46 นาที)  

ในส่วนรูปแบบรายการ พบว่า ช่อง 5 มีรายการพิเศษนอกผังรายการ ได้แก่ รายการฝ่าวิกฤติการณ์เมืองไทย 2556 และแถลงการณ์อื่นๆ (40 นาที)  

สำหรับรูปแบบการนำเสนอนั้น  ช่อง 5 เน้นการรายงานข่าวการชุมนุมตามสถานการณ์ เช่น บรรยากาศการชุมนุม เส้นทางการเคลื่อนขบวน มาตรการรักษาความปลอดภัย ฯลฯ (2 ชั่วโมง 15 นาที)  

ด้านแหล่งข่าว พบว่า แหล่งข่าวที่ช่อง 5 ให้พื้นที่มากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1) กลุ่มรัฐบาล (38 นาที)  2) กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล (37 นาที)  3) หน่วยงานด้านความมั่นคง* (15 นาที) แต่ไม่พบแหล่งข่าวที่เป็นตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน  ประชาชนทั่วไป รวมทั้ง อดีตนักการเมือง 

เมื่อพิจารณาการทำหน้าที่สื่อมวลชน พบว่าทั้งผู้ประกาศ พิธีกรรายการ และผู้สื่อข่าวภาคสนาม มีความระมัดระวังในการใช้ภาษา และการตั้งคำถาม แต่ส่วนใหญ่เป็นการเน้นตั้งคำถามเพื่อรายงานเหตุการณ์ตามสถานการณ์ เช่น บรรยากาศการชุมนุม มาตรการการรักษาความปลอดภัย  มีการตั้งประเด็นสัมภาษณ์แหล่งข่าว และการนำเสนอรายงานที่จำกัดกว่าช่องอื่นๆ  เพราะมีสัดส่วนการรายงานสถานการณ์การชุมนุมที่ค่อนข้างน้อย  

เมื่อพิจารณาการทำหน้าที่ของสื่อเพื่อสาธารณะ พบว่า ถึงแม้ช่อง 5 จะมีการนำเสนอข่าวการชุมนุมในประเด็นที่ค่อนข้างหลากหลาย แต่ขาดรายละเอียด และความลึกของเนื้อหา โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหา และ การหาทางออกของสถานการณ์ทางการเมือง ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากสัดส่วนเวลาในการนำเสนอข่าวการชุมนุมทที่น้อยกว่าช่องอื่นๆ เน้นการเสนอข่าวในลักษณะการรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับเหตุการณ์เป็นส่วนใหญ่ จึงอาจถูกตั้งคำถามได้ในเรื่องการเซ็นเซอร์ตัวเอง รวมทั้งการแสดงบทบาทสำคัญของทีวีสาธารณะเพื่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยสาธารณะ 

ช่อง 11

            เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนเวลาการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง พบว่า ในวันที่ 9 ธ.ค. 2556 ช่อง 11 ให้สัดส่วนเวลามากกว่าวันที่ 25 พ.ย. 2556   กล่าวคือ วันที่ 9 .. (9 ชั่วโมง 59 นาที) วันที่ 25 .. (4 ชั่วโมง 31 นาที)  

            ในส่วนรูปแบบรายการ พบว่า ช่อง 11 มีรายการพิเศษนอกผังรายการ ได้แก่ รายการทันสถานการณ์บ้านเมือง และแถลงการณ์อื่นๆ (8 ชั่วโมง 44 นาที)    

            สำหรับรูปแบบการนำเสนอ พบว่าช่อง 11 เน้นการรายงานสถานการณ์การชุมนุมในรูปแบบการสนทนา/วิเคราะห์ (7 ชั่วโมง 37 นาที)  

            สำหรับแหล่งข่าว ที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) กลุ่มนักวิชาการ (3 ชั่วโมง 55 นาที) 2) กลุ่มรัฐบาล (2 ชั่วโมง 33 นาที) 3) หน่วยงานด้านความมั่นคง (2 ชั่วโมง 15 นาที) แต่ ไม่พบแหล่งข่าวที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน  แม้ว่าในภาพรวม ช่อง 11 จะมีสัดส่วนแหล่งข่าวที่เป็นนักวิชาการมากกว่าช่องอื่นๆ โดยเฉพาะในวันที่ 9 ธ.ค. 56 แต่นักวิชาการส่วนใหญ่นำเสนอมุมมองต่อสถานการณ์ทางการเมือง และทางออกของปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน คือ มองว่าข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมกลุ่ม กปปส. เป็นเรื่องที่ไม่มีกฎหมายรองรับ

            สำหรับ การทำหน้าที่สื่อมวลชน  พบว่า ทั้งผู้ประกาศ พิธีกรรายการ และผู้สื่อข่าวภาคสนาม ของช่อง 11 มีความระมัดระวังในการใช้ภาษาในการรายงานสถานการณ์ทั่วไป แต่พบว่ามีลักษณะการใช้ภาษาสอดแทรกความคิดเห็น / ชี้นำ ในรายงานพิเศษ เช่น ชื่อพาดหัวข่าว/รายงานพิเศษ (ตัวอย่างพบในวันที่ 25 พ.ย. 2556 เช่น นักวิชาการห่วงม็อบคนดียิ่งทำสังคมแตกแยก เศรษฐกิจเสียหายจากม็อบยืดเยื้อ”)

            เมื่อพิจารณาการทำหน้าที่ของสื่อสาธารณะในการรายงานสถานการณ์การชุมนุมอย่างรอบด้าน พบว่า   แม้ช่อง 11 จะมีสัดส่วนรายการแบบสนทนา/ วิเคราะห์มากที่สุด  โดยเฉพาะในวันที่ 9 ธ.ค. 2556   แต่เป็นการให้น้ำหนักจากมุมมองและทัศนะที่มาจากฝ่ายรัฐบาล นักวิชาการ หน่วยงานความมั่นคง ที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ การเน้นเรื่องความถูกต้องชอบธรรมของคณะรัฐมนตรีในการทำหน้าที่เป็นรัฐบาลรักษาการ การยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ถือเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย และการจัดตั้งสภาประชาชนของกลุ่ม กปปส. เป็นเรื่องที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ทั้งขัดรัฐธรรมนูญ รวมถึงการนำเสนอผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมทางการเมืองในด้านต่างๆ เช่น ปัญหาการจราจร ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว เป็นต้น  เมื่อประกอบกับสัดส่วนแหล่งข่าวของช่อง 11 ที่เน้นการให้พื้นที่แหล่งข่าวฝ่ายรัฐบาลมากกว่ากลุ่มผู้ชุมนุม และ ประเด็นในการสัมภาษณ์ /การรายงานแล้ว อาจทำให้ช่อง 11 ถูกตั้งคำถามจากสังคมมากกว่าช่องอื่นๆ ในแง่จริยธรรมและมาตรฐานความเป็นสื่อโดยเฉพาะสื่อเพื่อสาธารณะในการรายงานสถานการณ์ความขัดแย้ง

 

ช่อง TPBS

            การให้พื้นที่เชิงปริมาณเวลา พบว่า TPBS เป็นช่องที่มีการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองมากที่สุด (16 ชั่วโมง 37 นาที) โดยมีสัดส่วนการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ในวันที่ 9 .. 2556 (10 ชั่วโมง 47 นาที) มากกว่าวันที่ 25 .. 2556 (5 ชั่วโมง 49 นาที)

            สำหรับรูปแบบรายการ พบว่า ช่อง TPBS ให้ความสำคัญกับรายการพิเศษนอกผังรายการ  ได้แก่ รายการทางออกประเทศไทย และ แถลงการณ์อื่นๆ (6 ชั่วโมง 46 นาที)  

            สำหรับรูปแบบการนำเสนอ  พบว่า ช่อง TPBS เน้นการรายงานสถานการณ์การชุมนุมในรูปแบบการรายงานสดจากผู้สื่อข่าวภาคสนาม  และการสนทนา/ การวิเคราะห์  ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน  (4 ชั่วโมง 49 นาที และ 4 ชั่วโมง ตามลำดับ) โดยรูปแบบการสนทนา/ การวิเคราะห์  มีการใช้แหล่งข่าวหลากหลายกลุ่ม เช่น นักวิชาการ เครือข่ายภาคประชาชน ผู้ชุมนุมจากคู่ขัดแย้งกลุ่มต่างๆ ฯลฯ ผ่านมุมมองที่หลากหลาย และรอบด้าน ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง ฝ่ายที่สนับสนุนให้มีสภาประชาชน ฝ่ายที่มองว่าการตั้งสภาประชาชนเป็นเรื่องที่ทำได้ กับผ่ายที่เห็นว่าทำไม่ได้ รวมไปถึงการนำเสนอทางออกด้วยวิธีอื่นๆ ทั้งนี้ ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

            สำหรับแหล่งข่าว พบว่า ช่อง TPBS มีแหล่งข่าวทุกกลุ่ม โดยที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) กลุ่มนักวิชาการ (2 ชั่วโมง 9 นาที) 2) กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล (1 ชั่วโมง 46 นาที) 3) กลุ่มรัฐบาล (1 ชั่วโมง 10 นาที)   ที่พบน้อยที่สุดคือ กลุ่มสำนักโพล (38 วินาที) โดยมีการเปิดพื้นที่ให้แหล่งข่าวอย่างมีความสมดุล

ในส่วนการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน พบว่าทั้งผู้ประกาศ พิธีกรรายการ และผู้สื่อข่าวภาคสนาม มีความระมัดระวังในการใช้ภาษา  เช่น  การใช้คำว่า  สิ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกว่าระบอบทักษิณ แทนคำว่า ระบอบทักษิณ หรือ กลุ่มผู้ชุมนุมที่เรียกตนเองว่า กลุ่ม กปปส.  แทนการเรียกว่า กลุ่ม กปปส.   ซึ่ง

แตกต่างจากการรายงานของช่องอื่นๆ

นอกจากนี้ยังพบว่า พิธีกรและผู้ประกาศ มีการตั้งคำถามสัมภาษณ์แหล่งข่าวที่ค่อนข้างรอบด้าน และมุ่งหาแนวทางในการลดความขัดแย้ง หรือทางออกของปัญหาความขัดแย้ง และการให้แต่ละฝ่ายได้

แสดงทัศนะและความคิดเห็นมากกว่าการเน้นตั้งคำถามเพื่อรายงานเหตุการณ์ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ในส่วนบทบาทของสื่อสาธารณะ พบว่า ช่อง TPBS มีการนำเสนอประเด็นที่หลากหลาย รอบด้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะในประเด็นการจัดตั้งสภาประชาชน ที่มีการนำเสนอทั้งจากมุมมองของฝ่ายที่เห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และฝ่ายที่มองว่าเป็นเรื่องที่ขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ  รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะว่าการเจรจาร่วมกันของฝ่ายการเมืองคือทางออกของปัญหาที่สำคัญ  ทั้งมุ่งเน้นการให้ความรู้  ความเข้าใจ การหาทางออก/แนวทางการคลี่คลายสถานการณ์ 

ข้อเสนอแนะ   จากการศึกษาครั้งนี้ มีดียมอนิเตอร์ มีข้อเสนอต่อหน่วยงาน องค์กร รวมทั้งสื่อ และภาคส่วนต่าง ๆ ดังนี้

1. ข้อเสนอต่อทีวีสาธารณะ

            ช่อง 5 ควรให้ความสำคัญกับการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองให้มากขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น การเพิ่มพื้นที่ข่าว และรายงานพิเศษ เพื่อรายงานข้อเท็จจริง นำเสนอความคิดเห็นที่หลากหลาย  รวมทั้งข้อเสนอทางออก หรือการคลี่คลายปัญหาให้กับสังคมอย่างรอบด้าน  ตามลักษณะสื่อสาธารณะประเภท 2 ที่มีบทบาทหน้าที่เพื่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยสาธารณะ

            ช่อง 11 ควรรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง หรือความขัดแย้งใดๆ ด้วยมุมมองที่หลากหลาย รอบด้าน ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด  ทั้งควรทำหน้าที่เป็นสื่อเพื่อสะท้อนความคิดเห็นและความต้องการที่หลากหลาย มากกว่าเป็นสื่อเพื่อรับใช้รัฐบาล ตามลักษณะสื่อสาธารณะประเภทที่ 3 ที่มีบทบาทหน้าที่เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชนและรัฐสภากับประชาชน ส่งเสริมสนับสนุนการเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะ     

2. ข้อเสนอต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.)

            ควรกำหนดบทบาทหน้าที่ พร้อมกลไกการติดตาม กำกับดูแลการทำหน้าที่สื่อสาธารณะในแต่ละประเภทให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะข้อบังคับจริยธรรม และแนวทางปฏิบัติในการรายงานสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง

            อนึ่ง ในสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในครั้งนี้  พบว่า แต่ละกลุ่มขั้วความคิดทางการเมืองต่างมีสื่อวิทยุโทรทัศน์ของกลุ่มซึ่งเน้นการสื่อสารตามแนวคิดและปฏิบัติการของกลุ่ม  กสทช. จึงควรกำหนดกรอบเกณฑ์การกำกับดูแลสื่อประเภทนี้อย่างชัดเจน  โดยคำนึงถึงการใช้สื่ออย่างไม่สร้างความขัดแย้ง ความแตกแยก อันอาจนำไปสู่ความรุนแรง




* ในการศึกษาครั้งนี้หน่วยงานด้านความมั่นคง หมายถึง ศอ.รส. ตำรวจ ทหาร สภาความมั่นคง

 

เอ็นจีโอด้านเด็กระบุมีเด็กข้ามชาติ 99 เปอร์เซ็นต์อยู่ในไทย

เครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติจัดแถลงเปิดสถานการณ์เด่นแรงงานข้ามชาติ พบหลายประเด็นยังเป็นปัญหา เอ็นจีโอด้านเด็กระบุมีเด็กข้ามชาติ 99 เปอร์เซ็นต์อยู่ในไทยอย่างไม่ถูกกฎหมายและต้องตกเป็นเหยื่อของกระบวนการค้ามนุษย์  พร้อมพบประเด็นการศึกษาของเด็กยังมีปัญหาไม่เชื่อมโยงกับประเทศต้นทาง ส่วนประเด็นด้านสุขภาพยังพบจุดอ่อน แรงงานเข้าไม่ถึงเพราะค่าใช้จ่ายสูง แนะรัฐตั้งคณะกรรมการระดับชาติสางปัญหา พร้อมเปิดประเด็นใหม่มีแรงงานจำนวนมากที่เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุจากการเดินทางและหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

วันที่ 17 ธ.ค. 2556 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติร่วมกับ  จัดงานแถลงข่าวเนื่องในวันแรงงานข้ามชาติสากล เปิดสถานการณ์เด่นเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติและครอบครัวในพ.ศ. 2556” MIGRATION “IS NOT” CRIME “การย้ายถิ่นไม่ใช่อาชญากรรมเพื่อให้สังคมไทยรับทราบนโยบายและข้อมูลการจัดการแรงงานข้ามชาติและสถานการณ์การย้ายถิ่น รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย ใน 5 ประเด็นหลัก คือ สถานการณ์ของเด็กข้ามชาติในประเทศไทย การศึกษาของเด็กข้ามชาติ ระบบประกันสุขภาพและประกันสังคมของแรงงานข้ามชาติ อุบัติเหตุจากการเดินทางของแรงงานข้ามชาติ และการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ กฎหมาย นโยบาย และการเข้าถึง

น.ส.วรางคณา  มุทุมล     ผู้ประสานงานองค์การช่วยเหลือเด็กประจำประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ของเด็กข้ามชาติในประเทศไทยว่า ยังมีความน่าเป็นห่วงอยู่หลายประเด็น เพราะนโยบายเกี่ยวกับสถานะบุคคลของเด็กยังไม่มีความชัดเจน โดยเด็กที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติมีเพียง 3,335 คน จากเด็กข้ามชาติกว่า 300,000 คน และเมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ของเด็กที่อาศัยในประเทศไทยอยู่อย่างไม่ถูกกฎหมายมีมากถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเด็กในจำนวนนี้ต้องกลายเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ทั้งนี้จากสถิติข้อมูลรายงานสถานการณ์และการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ประจำปีพ.ศ. 2555 ระบุตัวเลขของเด็กต่างชาติอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์แบ่งเป็นประเทศพม่า 159 คน ประเทศกัมพูชา 63 คน ประเทศ ลาว 73 คน ซึ่งเด็กเหล่านี้จะถูกบังคับให้มาค้าประเวณี บังคับให้ขอทาน และถูกบังคับเป็นแรงงานเด็ก ดังนั้นรัฐบาลควรมีมาตรการและข้อกฎหมายที่จะช่วยทำให้เด็กข้ามชาติมีสิทธิอาศัยอย่างถูกต้องในประเทศไทยเพื่อให้เด็กหลุดพ้นจากกระบวนการค้ามนุษย์และถูกบังคับใช้เป็นแรงงานเด็ก คือ 1. กลุ่มเด็กข้ามชาติที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ในประเทศไทยรัฐบาลไทยควรดำเนินการผ่อนผันให้เด็กได้รับการดำเนินการพิสูจน์สถานะและสัญชาติกับประเทศต้นทางโดยให้ผู้ปกครองหรือคนที่ดูแลเด็กในปัจจุบันเป็นผู้ยื่นเอกสารกับตัวแทนประเทศต้นทางในประเทศไทย 2. กรณีเด็กข้ามชาติที่นายจ้างไม่ยื่นเอกสารพร้อมพ่อแม่ รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรเปิดให้พ่อแม่ของเด็กสามารถยื่นเอกสารลูกเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาสถานะตามมติคณะรัฐมนตรีได้ 3. กรณีเด็กข้ามชาติที่อายุไม่เกิน 15 ปี แต่ไม่อยู่ในกระบวนการจ้างแรงงานรัฐบาลไทยควรเปิดให้เด็กกลุ่มนี้ยื่นเอกสารในฐานะบุตรของแรงงานข้ามชาติเพื่อเข้าสู่กระบวนการพัฒนาสถานะและสัญชาติกับประเทศต้นทางต่อไป 4. กรณีเด็กข้ามชาติที่พ่อแม่ได้ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติไปก่อนหน้านี้แล้วรัฐบาลควรมีคณะรัฐมนตรีผ่อนผันและให้เด็กได้เข้าสู่กระบวนการยื่นเอกสารเพื่อขอปรับสถานะและสัญชาติกับประเทศต้นทางและอยู่ในประเทศไทยได้ชั่วคราว ตามระยะเวลาที่พ่อแม่ได้รับอนุญาตต่อไปด้วย

นายมงคล สุวรรณศิริศิลป์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อพัฒนาเยาวชนชนบท กล่าวถึงสถานการณ์การศึกษาของเด็กข้ามชาติว่า  ปี พ.ศ.2548 คณะรัฐมนตรีได้อนุญาตให้เด็กทุกคนในประเทศไทยได้เข้าเรียน โดยมีการออกเป็นระเบียบมติคณะรัฐมนตรี แต่จากสถิติปัจจุบันมีลูกหลานแรงงานข้ามชาติเพียง 56,582 คน ที่เข้าถึงการศึกษา โดยแบ่งเป็นระดับก่อนประถมศึกษา15,034 คน ระดับประถมศึกษา 40,689 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 5,366 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 859 คน ซึ่งหมายความว่ามีเด็กข้ามชาติที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาของรัฐถึง 238,052 คน คิดเป็นร้อยละ 79 นอกจากการศึกษาสำหรับลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่จัดโดยภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนยังได้ร่วมจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ (Learning center or migrants school) ซึ่งจะเป็นศูนย์ที่สร้างการเรียนรู้เรื่องการศึกษาที่เหมาะสมกับลูกหลานแรงงานข้ามชาติ และมีการจัดการศึกษาที่ทำร่วมกับโรงเรียนและศูนย์การเรียนรู้ของลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่เรียกว่า school within school อีกด้วย แต่รูปแบบการศึกษายังไม่ได้รับการรับรองและได้รับวุฒิบัตรจากภาครัฐ อีกทั้งยังมีจำนวนน้อยและไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนั้นรัฐควรออกกฎระเบียบที่ชัดเจนเพื่อให้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติเข้าถึงระบบการศึกษาในระบบและนอกระบบอย่างแท้จริง ให้การรับรองและออกวุฒิบัตรรับรองให้กับลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่ศึกษาในศูนย์การเรียนรู้ เพื่อให้สามารถเทียบโอนผลการศึกษาได้ เชื่อมโยงผลการเรียนระหว่างประเทศหากลูกหลานแรงงานข้ามชาติเดินทางกลับไปยังประเทศต้นทาง นอกจากนี้รัฐควรจัดทำข้อตกลงร่วมกันในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถร่วมจัดการศึกษาในฐานะภาคีเครือข่ายทั้งในส่วนของบุคลากรผู้สอนและหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาให้กับลูกหลานแรงงานข้ามชาติ อีกทั้งยังสามารถป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานเด็กในอีกทางหนึ่งด้วย

ขณะที่นายอดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวถึงระบบประกันสุขภาพและประกันสังคมของแรงงานข้ามชาติ ว่าปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบ 493,324 คน แต่มีเพียง 253,519 คน หรือประมาณร้อยละ 51 ที่เข้าถึงหลักประกันสุขภาพตามนโยบายของรัฐบาล และมีจำนวน 239,262 ที่เข้าไม่ถึงประกันสุขภาพ อย่างไรก็ตามแม้มติคณะรัฐมนตรีจะระบุถึงการเข้าถึงระบบประกันสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติไว้แล้ว หากแต่ในการปฏิบัติยังมีประเด็นปัญหาที่ทำให้แรงงานข้ามชาติไม่สามารถเข้าถึงระบบประกันสุขภาพได้อย่างแท้จริงอาทิ สถานพยาบาลอีกจำนวนมากที่ไม่ยอมขายประกันสุขภาพให้กับแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากประเมินเรื่องความไม่คุ้มทุน  และแรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงจึงทำให้แรงงานจำนวนมากไม่สามารถซื้อประกันสุขภาพหรือจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมได้  โดยแรงงานข้ามชาติที่จะเข้าสู่ระบบประกันสังคมนั้นจะต้องเสียค่าใช้จ่าย 1,150 บาทต่อคน ส่วนแรงงานข้ามชาติที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมจะต้องเสียค่าใช้จ่าย 2,850 บาทต่อปี และเด็กอายุไม่เกิน 7 ปีต้องเสียค่าใช้จ่าย 365 บาท  ดังนั้นวันนี้จึงต้องตั้งคำถามกลับไปยังภาครัฐว่า จุดประสงค์แท้จริงที่รัฐออกนโยบายนี้มาเพียงเพื่อต้องการหากำไรจากนโยบายดังกล่าว หรือต้องการให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเข้าถึงระบบประกันสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ดังนั้นอยากเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการดูแลระบบประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติในระดับชาติขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ  รวมทั้งควรมีการทำงานในเชิงรุก คือรณรงค์ให้ความรู้กับแรงงานข้ามชาติให้รับรู้ถึงสิทธิของตนเอง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพของแรงงานข้ามชาติอีกด้วย

นายอดิศรยังได้กล่าวถึงประเด็นอุบัติเหตุจากการเดินทางของแรงงานข้ามชาติอีกด้วยว่า จากการศึกษาข่าวอุบัติเหตุในการเดินทางของแรงงานข้ามชาติทีเกิดขึ้นในช่วง 22 เดือนระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 31 ต.ค. 2556 ในหนังสือพิมพ์ 14 ฉบับ และเว็บไซต์ข่าว 3 เว็บไซด์พบประเด็นที่สำคัญดังนี้  การเกิดอุบัติเหตุในการเดินทางของแรงงานข้ามชาตินั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานจำนวน 910 คน โดยมีสัดส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ 445 คน และเสียชีวิต 86 คน และเมื่อมีการพิจารณาสัดส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บพบว่ามีผู้หญิงสูงมากว่าผู้ชายถึง 35.71 เปอร์เซ็นต์ และเด็กร้อยละ 10.12 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กลุ่มผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิงมากถึงร้อยละ 50  และเป็นเด็กร้อยละ 2.44 จากสถิตินี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแรงงานที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยนั้นไม่ได้มีเพียงผู้ชาย หากรวมถึงแรงงานหญิงและเด็ก ซึ่งมีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตสูงกว่าผู้ชายด้วยนอกจากนี้ยังพบว่าแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารจะประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางเป็นจำนวนที่มากกว่าแรงงานที่มีเอกสารครบถ้วน โดยเฉพาะในสัดส่วนของการเกิดอุบัติเหตุจากการหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งได้แก่การฝ่าด่านจนรถคว่ำ การชนจนกลิ้งตกคลอง มีสัดส่วนสูงมากถึงร้อยละ 34.78 ของกรณีที่เกิดขึ้นกับแรงงานนอกระบบทั้งหมด และยังมีกรณีของการเกิดอุบัติเหตุจากสภาพยานพาหนะไม่เหมาะสมอีกด้วย  กรณีของการเกิดอุบุติเหตุต่างๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลไทยมุ่งเน้นแต่พัฒนานโยบายการจ้างงานแรงงานข้ามชาติ จนทำให้มองข้ามลักษณะเฉพาะของการย้ายถิ่นในภูมิภาคนี้ที่จะมีการย้ายถิ่นในลักษณะที่เป็นครอบครัว

สิ่งที่สำคัญจากข้อมูลที่พบจะเห็นได้ว่า รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ใส่ใจหรือเอาจริงเอาจังกับการดูแลและเยียวยาผู้ประสบอุบัติเหตุให้เป็นไปตามกฎหมายส่วนหนึ่งเนื่องมาจากมายาคติต่อผู้ย้ายถิ่นที่ไม่มีเอกสาร ขณะเดียวกันยังพบด้วยว่าการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุของแรงงานข้ามชาตินั้นจะเน้นการนำเสนอข่าวหรือประเด็นที่เป็นปรากฏการณ์เฉพาะแค่เหตุการณ์อุบัติเหตุ ไม่ได้ติดตามไปถึงกระบวนการการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ หรือสะท้อนถึงรากฐานของปัญหาการย้ายถิ่นที่เป็นปัจจัยให้เกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้งอย่างจริงจังมากนัก ซึ่งสิ่งที่สำคัญในการแก้ไขประเด็นปัญหาเหล่านี้คือแรงงานข้ามชาติไม่ควรจะถูกเพ่งมองแต่แง่มุมที่เป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองที่ผิดกฎหมาย จนบดบังความเป็นเหยื่อของสถานการณ์ที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือและเยียวยาทางการกฎหมายและมนุษยธรรม ควรติดตามกระบวนการช่วยเหลือภายหลังจากเกิดอุบัติให้กับแรงานข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

ด้าน นางสาวเอมาโฉ่ ตัวแทนมูลนิธิสิทธิมนุษยชนเพื่อการพัฒนา กล่าวถึงการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ ว่า ที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายกับแรงงานข้ามชาติใน 3 พื้นที่ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.สมุทรสาคร และ อ.แม่สอด จ.ตาก โดยพบปัญหาและการร้องเรียนส่วนใหญ่ในประเด็นการเข้าถึงกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อุบัติเหตุจากการทำงาน อุบัติเหตุจากรถยนต์ ปัญหาจากนายหน้าเรื่องใบแจ้งเกิด ปัญหาค่าแรง ค่าจ้างจากการเลิกจ้าง ใบแจ้งออก และการยึดหนังสือเดินทาง และการเข้าถึงสิทธิประกันสังคม รวมทั้งสิ้น 197 คดี และอยู่ระหว่างดำเนินการ 60 คดี และดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 137 คดี  โดยปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และกลไกการบังคับใช้กฎหมายยังมีปัญหา เพราะไม่สามารถเอื้อให้มีการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพกับแรงงานข้ามชาติ ดังนั้นเราจึงมีข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลปรับปรุงข้อกฎหมายและวิธีการให้สามารถช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ดังนี้ 1.ควรออกนโยบายในการจัดหาล่ามประจำสำนักงานคุ้มครองแรงงานในทุกสำนักงานทั่วประเทศ 2.กำหนดให้แรงงานที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากสำนักงานคุ้มครองแรงงาน แม้จะมีสถานะเข้าเมืองที่ไม่ถูกกฎหมายควรได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยได้เป็นการชั่วคราว จนกว่ากระบวนการให้ความช่วยเหลือจากฝ่ายรัฐจะสิ้นสุดลง 3.กำหนดแนวทางให้แรงงานเกษตรหรือแรงงานประมงสามารถเข้าถึงกองทุนเงินประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนเพื่อเป็นหลักประกันขั้นต่ำให้กับแรงงานทุกคนโดยไม่เลือกประเภทของแรงงานที่จะได้รับความคุ้มครอง 4.การเปลี่ยนนายจ้างของลูกจ้างที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ที่ในความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติจะไม่สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้จนกว่าจะทำงานครบสัญญาหรือใบอนุญาตการทำงานกับนายจ้างคนเดิมจะหมดอายุ และการเปลี่ยนตัวนายจ้างนั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากนายจ้างด้วย ซึ่งหากนายจ้างกระทำการที่เป็นการละเมิดสิทธิของนายจ้าง เช่น บังคับใช้แรงงาน หรือทำร้ายร่างการ โอกาสที่จะให้นายจ้างยินยอมคงเป็นไปไม่ได้

//////////////////////////////////////////

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร คุณอดิศร 089 788 - 7138

นายทุนแห่ขอสัมปทานเหมืองแร่โปแตชอีสาน เกินครึ่งภาค รวมกว่า 1.7 ล้านไร่ ล่าสุดขยายที่กาฬสินธุ์ 3 แสนไร่ บึงกาฬ 6 หมื่นไร่

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา  นายสุวิทย์  กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ติดตามข้อมูลนโยบายการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ภาคอีสาน ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าขณะนี้กำลังมีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจ ประเมินศักยภาพแหล่งแร่โปแตช เพื่อทำการผลิตในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ เพิ่มเติมอีก จำนวน  5 แปลง เนื้อที่ 300,000 ไร่ ได้แก่ ต.เชียงเครือ ต.ห้วยโพธิ์ อ.เมือง, ต.โคกสมบูรณ์ ต.หลักเมือง ต.โพนงาม อ.กมลาไสย และต.ร่องคำ อ.ร่องคำ ซึ่งขยายจากเดิมที่เคยยื่นขอเมื่อปีที่แล้ว จำนวน 12 แปลง เนื้อที่ 200,000 ไร่ รวมแล้วเฉพาะในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ กำลังมีการขอสัมปทานทำเหมืองแร่โปแตช จำนวน  500,000 ไร่ โดยบริษัท แปซิฟิก มิลเดอรัล จำกัด

นอกจากนี้ยังมีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจเพิ่มเติม ในจังหวัดใหม่ ได้แก่ พื้นที่ ต.หนองหัวช้าง อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 60,000 ไร่ โดยบริษัท ฮัท ซุน โฮฮัง จำกัด นายทุนจากประเทศจีน

ตามขั้นตอนผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด แล้วส่งต่อไปให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อทำเรื่องเสนอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศยกเลิกมาตรา 6 ทวิ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.แร่ 2510 ในเขตพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ได้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อเปิดให้เอกชนสามารถยื่นคำขออาชญาบัตรเพื่อประกอบการเชิงพาณิชย์ และทำการผลิตแร่โปแตช ได้

นายสุวิทย์  กุหลาบวงษ์  ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน  กล่าวว่า ขณะนี้ทั้งสองจังหวัด (กาฬสินธุ์และบึงกาฬ) นายทุนผู้ขอสัมปทาน กำลังลงพื้นที่เพื่อทำการสำรวจหาแหล่งแร่ตามขั้นตอนขออาชญาบัตรพิเศษ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปีหน้า และก็จะดำเนินการต่อในขั้นตอนขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองเลยทันที

“จากการติดตามข้อมูลโครงการเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน พบว่ามีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อทำการสำรวจแหล่งแร่ และขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่โปแตช ไปแล้ว 11 จังหวัด 16 พื้นที่ ได้แก่ จ.นครราชสีมา จ.ขอนแก่น จ.ชัยภูมิ จ.สกลนคร จ.อุดรธานี จ.มหาสารคาม จ.หนองคาย จ.นครพนม จ.ยโสธร จ.กาฬสินธุ์ และจ.บึงกาฬ คิดเป็นเนื้อที่รวมกว่า 1,700,000 ไร่ ซึ่งหากเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นจริงก็จะส่งผลกระทบต่อคนอีสานทั้งภาคอย่างแน่นอน” นายสุวิทย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในส่วนที่ จ.อุดรธานี อยู่ระหว่างการยื่นขออนุญาตประทานบัตร ทำเหมือง ของบริษัท เอเชีย แปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอพีพีซี) ในขั้นตอนการทำประชาคมหมู่บ้าน แต่ติดอยู่ที่ชาวบ้านในพื้นที่คัดค้าน และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาร่วมกันทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามขั้นตอนประทานบัตร 

 

/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/

นายเดชา  คำเบ้าเมือง  ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)

ตู้ปณ. 14 อ.เมือง จ.อุดรธานี  41000

โทรศัพท์ : 081-3696266

อีเมล์ : decha_61@yahoo.com ; huktin.ud@gmail.com

ชาวเล ร่ำไห้ ถูก"แบ็คโฮขุดหลุมฝังบ้าน!!"

ชาวเล ร่ำไห้  ถูก"แบ็คโฮขุดหลุมฝังบ้าน!!"

 

ชาวเลรายหนึ่งอายุ 53 ปี ที่เกาะหลีแปะ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง สตูล เล่าให้ฟัพร้อมน้ำตา ว่า " เมื่อวันจันทร์ที่ 5 พ.ย.56 ที่ผ่านมา เหตุเกิดเวลาประมาณ 23.00 น.ฉันไม่อยู่บ้าน ไม่มีใครอยู่ มีรถแบ็คโฮ เข้ามาขุดหลุมข้างบ้านฉัน แล้วจากนั้นก็กวาดบ้านฉัน กวาดุกสิ่งทุกอย่างลงหลุม จากนั้นก็กลบหลุม เมื่อฉันกลับมาถึงบ้าน มาเห็นหม้อข้าว หม้อแกง เสื้อผ้า กองอยู่ปากหลุม ฉันแทบทรุดลงร้องไห้ ทำไมเขาแบบนี้กับฉัน ทั้งๆ ที่ฉันคือคนที่นี่ เป็นคนดั้งเดิมที่อยู่ตรงนี้ อยู่ในเกาะนี้

ฉันพยายามเสนอทางแก้ปัญหาผ่านรัฐบาล ชุดนี้หลายครั้ง แต่สุดท้ายบ้านฉันก็อยู่ในหลุม"  ชาวเลรายนั้นเล่าออกมาด้วยเสียงสะอื้น  ก่อนสรุปถึงเหตุการณ์จากนี้ ว่า ยังมีชาวเลต้องเผชิญชะตาแบบเขาอีกหลายครอบครัว   "ตอนนี้มันก็เตรียมรื้ออีก
3 หลัง พวกฉันจะเป็นคน อยู่ต่อไปได้อย่างไรในประเทศนี้ แล้วพวกฉันจะไปอยู่ไหนเมื่อไหร่รัฐบาลที่มีหน้าที่ดูแล ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกฉันเสียที พวกเรามีค่าน้อยกว่าสัตว์สงวนเสียอีกนะในประเทศนี้ การเมืองที่ดูแลคนจนจะมีไหม ?  ประชาธิปไตยกินได้มีไหม ?”   ขณะเดียวกัน กลุ่มชาวเลที่กำลังจะถูกรื้อถอนจำนวนหนึ่งก็ตะโกนแทรกเข้ามา ว่า  “พวกเรา 3 คนกำลังจะถูกรื้อต่อ ทำไมรัฐทำแบบนี้ แล้วมีใครบ้างที่พอจะเข้าใจและยื่นมือมาช่วยเราได้บ้าง ?  ประเทศไทยไม่มีที่ให้คนจนอยู่ได้

ภาพและข่าวจาก
Maitree Jongkraijug

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=692425894123970&set=a.354938074539422.87469.100000696965095&type=1&theater

ชาวลุ่มน้ำชีร้อยเอ็ดร้อง “ปัญหาเก่ายังแก้ไม่เสร็จ ปัญหาใหม่จะเข้ามาทับถม”

ชาวลุ่มน้ำชีร้อยเอ็ดร้อง “ปัญหาเก่ายังแก้ไม่เสร็จ ปัญหาใหม่จะเข้ามาทับถม” ในเวทีน้ำ 3.5 แสนล้าน

สะท้อนการบริหารจัดการน้ำของรัฐที่ผ่านมาล้มเหลวโดยเฉพาะโครงการโขงชีมูล

            ร้อยเอ็ด : วันที่  15  พฤศจิกายน  2556  เวลา 13.00 น.- 16.00 น. ที่ห้องพลาญชัย  โรงแรมร้อยเอ็ดซิตี้  จังหวัดร้อยเอ็ด  คณะอนุกรรมการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ร่วมกับจังหวัดร้อยเอ็ด  ได้จัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ของประชาชนในพื้นที่ ตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ให้รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี พ.ศ. 2550 มาตรา 57 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสอง โดยการนำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำไปจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึง เนื่องจากโครงการบริหารจัดการน้ำทุกสัญญา (โมดูล) มีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

                ในเวลาประมาณ  13.00  น.  ผู้จะเข้าร่วมเวทีการรับฟังความคิดเห็นยืนรอลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมประชุม  ในการลงทะเบียนจะได้รับเอกสารรายละเอียดโครงการ  ขณะเดียวกันผู้เข้าร่วมที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนก็สามารถที่จะเข้าร่วมรับฟังก่อนได้  โดยผู้เข้าร่วมมีทั้ง  พระสงฆ์  หน่วยงานราชการ  นายก อบต.  นายกเทศบาล  กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน  และประชาชน  ประมาณ  200 กว่าคน  และมีชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่างซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพรกว่า 50 คนเข้าร่วม

                เวลา  13.30  น.  นายสมศักดิ์ ขำทวีพรหม  ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด  เป็นประธานในพิธีเปิด  โดยกล่าวว่า “ เวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ  ที่ต้องการรับฟังความคิดเห็นประชาชนเมื่อมีโครงการพัฒนา  ซึ่งประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่  เพื่อจะนำเสนอความคิดเห็นของประชาชนนำไปเสนอต่อรัฐบาลต่อไป  เหตุการณ์น้ำท่วมปี  2554  ที่เกิดขึ้นในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา  ส่งผลให้รัฐบาลมีโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  เพื่อป้องกันน้ำท่วม  จังหวัดร้อยเอ็ด  ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมายจังหวัดที่ต้องมีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  แต่อาจจะได้รับผลกระทบจากโครงการที่มีอยู่ในจังหวัดชัยภูมิที่จะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำ  เพราะเป็นสายน้ำชีเดียวกัน  แม่จะได้รับผลกระทบไม่มากก็ตาม  แต่ต้องมารับฟังความคิดเห็นประชาชนและเพื่อให้รับรู้  รับทราบเพื่อมากขึ้นจะได้รับจากวิทยากร  อาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิตต่อไป” และเดินทางกลับ  เวลาประมาณ  13.45  น.

                ต่อจากนั้นได้มีการเปิดเวทีให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น  โดยด้านนางอมรรัตน์  วิเศษหวาน ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ดและเขื่อนยโสธร-พนมไพร  อำเภอทุ่งเขาหลวง  กล่าวว่า  “หลังจากดูวีดีทัศน์แล้ว  ไม่เห็นว่าจะมีโครงการที่จังหวัดร้อยเอ็ดเลย  แล้วคนร้อยเอ็ดจะได้อะไรจากโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  3.5  แสนล้าน  มีแต่จะได้รับผลกระทบ  ซึ่งชัดเจนว่า  โครงการพัฒนาโดยเฉพาะโครงการโขง-ชี-มูล  ที่มีการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ดและเขื่อนยโสธร-พนมไพร สร้างความเสียหายให้กับชาวบ้าน  น้ำท่วม  นาน  3-4  เดือนเป็นเวลา  12  ปี  ข้าวนาปีไม่เคยได้กินตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนมา  ไม่มีการเยี่ยวยาชดเชย  ปัญหาเก่ายังไม่ได้รับการแก้ไข  ปัญหาใหม่ก็จะเข้ามาทับถม  เพื่อให้มีการดำเนินการแก้ปัญหา  วันนี้จึงขอยื่นหนังสือเพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม”

                หลังจากนั้น  อมรรัตน์  วิเศษหวาน  ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด  เขื่อนยโสธร-พนมไพร อำเภอทุ่งเขาหลวง  ได้มีการยืนหนังสือคัดค้านเวทีการรับฟังความคิดเห็น  ต่อนายพิทยา กุดหอม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดร้อยเอ็ด

                ด้านนายสิริศักดิ์  สะดวก  ผู้ประสานงานศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรชุมชนลุ่มน้ำชีตอนล่าง  กล่าวว่าผมมีข้อสังเกตต่อเวทีรับฟังความคิดเห็นดังนี้ คือ    “1.  ดูวีดีทัศน์แล้วไม่มีโครงการในจังหวัดร้อยเอ็ด  2.  อ่านเอกสารประกอบแล้ว  ก็ไม่มีแผนโครงการในจังหวัดร้อยเอ็ด  3.  พื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด  ได้อะไร?  ในภาคอีสานมีโครงการ  2  จังหวัด  คือ  ชัยภูมิและสกลนคร  ในส่วนของโครงการในจังหวัดชัยภูมิ  สิ่งที่คนร้อยเอ็ดจะได้มันคงเป็นสิ่งที่หลายคนวิตกมากกว่าคือ   ประการแรก ถ้ามีการสร้างเขื่อนชีบน และเขื่อนยางนาดีตามโมดูล B1 ,B2  จะทำให้ในช่วงฤดูน้ำหลากอาจจะมีปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรนานกว่าเดิมทำให้ต้นข้าวเน่าเสียหาย เนื่องจากบริเวณพื้นที่ตั้งแต่ สารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร ช่วงกลางน้ำถึงท้ายน้ำเป็นพื้นที่ทามน้ำท่วมถึงแต่ลักษณะน้ำท่วมจะท่วมไม่นาน 7-15 วันน้ำก็ลด แต่พอมาสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร ในลุ่มน้ำชีก็ทำให้น้ำท่วมผิดปกตินาน 3-4 เดือน ยิ่งถ้ามามีการสร้างเขื่อนชีบนและเขื่อนยางนาดีตามแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านก็ยิ่งจะทำให้คนลุ่มน้ำชีต้องอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมนานกว่าเดิมอีก ประการที่สอง  ในช่วงหน้าแล้ง  หากมีการสร้างเขื่อนยางนาดี เขื่อนชีบน น้ำในจังหวัดชัยภูมิ  เขื่อนแต่ละเขื่อนจะมีการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูน้ำแล้งเพื่อรักษาตัวเขื่อนและเพื่อทำประโยชน์ตามที่เขื่อนได้กล่าวอ้างไว้แน่นอนก็จะทำให้น้ำอาจจะไหลมาหล่อเลี้ยงคนกลางน้ำและท้ายน้ำได้ไม่ปกติ หรือไม่สามารถไหลลงมาหล่อเลี้ยงคนลุ่มน้ำชีตอนล่างได้   ซึ่งจะส่งผลต่อเกษตรกรในปัญหาการแย่งน้ำทำนา 

นายสิริศักดิ์ยังกล่าวต่ออีกว่าในส่วนของโครงการบริหารทรัพยากรน้ำ  3.5  แสนล้าน  มีเป้าหมายโครงการชัดเจนอยู่แล้ว  จึงมีคำถามว่า  เวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนวันนี้เป็นการประทับตราให้โครงการหรือไม่?  ดังนั้นกระผมจึงขอคัดค้านเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ และผมมีข้อเสนอต่อการบริหารจัดการน้ำดังนี้  คือ  รัฐควรที่จะหันกลับไปแก้ไขปัญหาเก่าก่อนโดยเฉพาะโครงการโขงชีมูล ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในลุ่มน้ำชี อย่างเช่นปัญหาน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรนาน 3-4 เดือนทำให้ต้นข้าวเน่าเสียหาย หลังจากมีการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร    มองว่า  รัฐควรต้องลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริงตั้งแต่ในระดับพื้นที่ และสุดท้าย  ควรกระจายการบริหารจัดการลงสู่ชุมชนทั้งในระดับแผนงานละงบประมาณเพื่อให้ชุมชนได้จัดทำแผนในการบริหารจัดการน้ำระดับชุมชน และเพื่อเสนอความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริงและมีการจัดการน้ำได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับพื้นที่

………………………………………………………………………

รายงานโดย นายสิริศักดิ์  สะดวก  ผู้ประสานงานศูนย์พิทักษ์ลุ่มน้ำชีตอนล่าง

โทร.091-0178730   อีเมล์ : see_project@hotmail.com

ชาวอุดรค้านเวทีน้ำ 3.5 แสนล้าน ผู้นำชุมชนชี้โครงการจัดการน้ำโดยรัฐ “โขงชีมูล” ล้มเหลว!

อุดรธานี : เมื่อเวลา 13.00 น.- 16.00 น. ของวันที่ 11 พ.ย.56 ที่ห้องประชุมฟ้าหลวงโรงแรมนภาลัย จ.อุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ร่วมกับ คณะอนุกรรมการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี โดยการแต่งตั้งของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ได้จัดเวทีประชุมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยฯ ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ในวงเงิน  3.5 แสนล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า ในเวทีการรับฟังความคิดเห็น ได้มีข้าราชการ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น จำนวนกว่า 200 คน นอกจากนี้ก็พบว่ามีชาวบ้านจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ซึ่งเป็นกลุ่มคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช ประมาณ  50 คน เดินทางมาเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีและยื่นหนังสือคัดค้านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และนายสุทธินันท์  บุญมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ที่เดินทางมาเป็นประธานกล่าวเปิดงานแทนผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย

หลังจากนั้น วิทยากรกระบวนการจัดประชุม คือ รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้เริ่มเวทีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนชาวอุดรธานี พร้อมกับนำเสนอข้อมูลโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ผ่านวีดีทัศน์ เป็นเวลาประมาณ 15 นาที แล้วจึงเปิดเวทีให้มีการแสดงความคิดเห็น โดยกำหนดให้ผู้ร่วมอภิปรายมีเวลาได้แต่ละครั้งไม่เกิน 3 นาที

รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กล่าวว่า หากจะมีการก่อสร้างใดๆ หรือมีโครงการใหญ่ๆ ในประเทศไทย รัฐธรรมนูญระบุไว้เลยว่าจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง ดังนั้น แผนแม่บทโครงการบริหารจัดการน้ำของประเทศตามที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนจะทำเฉพาะในพื้นที่ 36 จังหวัดที่มีโครงการนั้นไม่ได้ ต้องจัดทำทั้ง 76 จังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วยเพราะเงินที่จะไปลงตามโครงการต่างๆ นั้น เป็นเงินภาษีอากรที่จะต้องเก็บจากราษฎรทุกคน

“ที่จังหวัดอุดรธานีแม้ไม่มีโครงการตามพื้นที่ 36 จังหวัด แต่ท่านสามารถแสดงความคิดเห็นในภาพรวมได้ว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับโครงการ หรือหากมีปัญหาการก่อสร้างเขื่อน การก่อสร้างคลองระบายในพื้นที่ของท่านก็เสนอแนะเข้ามาได้”

ด้านนางมณี  บุญรอด แกนนำกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ซึ่งได้ยื่นหนังสือคัดค้านเวทีการรับฟังความคิดเห็น พร้อมกล่าวว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่มีขึ้นในภาคอีสานหลายจังหวัด ไม่ได้เป็นไปตาม มาตรา ๕๗ วรรคสอง และมาตรา ๖๗ วรรคสอง ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ และที่ศาลปกครองมีคำสั่ง ซึ่งนอกจากจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงแล้ว กลุ่มอนุรักษ์ฯ เห็นว่าโครงการของรัฐจะต้องมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม และมีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันกับรัฐในการดำเนินโครงการ แต่การนำเสนอข้อมูลผ่านวีดีทัศน์เพียง 10 กว่านาที ให้ผู้เข้าร่วมได้รับชมก่อน แล้วเปิดเวทีให้แต่ละคนไม่เกิน ๓ นาที ได้อภิปรายตามข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนั้น จึงทำให้ประชาชนขาดข้อมูลอย่างรอบด้านในการพิจารณาผลดี และผลเสียของโครงการ

 “การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา มีลักษณะที่เป็นการโฆษณา และประชาสัมพันธ์โครงการ โดยให้หน่วยงานของรัฐกะเกณฑ์คนมาร่วมลงชื่อรับฟังและสนับสนุนโครงการมากว่า” นางมณีกล่าว 

ขณะที่นายประภาส  อำคา กำนันตำบลอุ่มจาน อำเภอประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ชาวบ้านในพื้นที่รอบหนองหานกุมภวาปี 3 อำเภอ ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการบริหารจัดการน้ำของรัฐที่ไม่ยั่งยืน ภายใต้โครงการโขงชีมูลในอดีต โดยการขุดลอกและทำคันคูกั้น ส่งผลให้น้ำจากลำห้วย 8 สาย ไหลลงสู่หนองหานไม่ทัน จึงเกิดปัญหาน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ไร่นาสร้างความเสียหายให้กับชาวบ้าน ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีโครงการขุดลอกหนองหานกุมภวาปีขึ้นอีก ภายใต้งบประมาณ 964 ล้าน ระยะเวลา 3 ปี คือ ปี 55-57 แต่เดียวนี้ใกล้จะสิ้นปี 56 แล้วโครงการยังคืบหน้าไม่ไปไหนเลย ก็ขอฝากให้รัฐบาลได้ติดตามโครงการนี้ด้วย

“ตั้งแต่ ปี2534 จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการบริหารจัดการน้ำในหนองหานกุมภวาปีให้ดีขึ้นเลย ชาวบ้านต้องก้มหน้ารับกับปัญหา และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนไปตามโครงการที่รัฐจัดให้” นายประภาสกล่าว 

/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/

นายเดชา  คำเบ้าเมือง  ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)

ตู้ปณ. 14 อ.เมือง จ.อุดรธานี  41000

โทรศัพท์ : 081-3696266

อีเมล์ : decha_61@yahoo.com ; huktin.ud@gmail.com

ชาวหนองบัวลำภูโวย เวทีรับฟังความเห็นน้ำ 3.5 แสนล้าน จำกัดสิทธิไม่ให้เข้าร่วม แสดงความเห็น อ้างไม่ได้แจ้งชื่อล่วงหน้า

หนองบัวลำภู : เมื่อเวลา 13.00 น.- 16.00 น. ของวันที่ 5 พ.ย.56 ที่ห้องประชุมภูฟ้ารีสอร์ท จ.หนองบัวลำภูคณะอนุกรรมการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ร่วมกับจังหวัดหนองบัวลำภู ได้จัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ของประชาชนในพื้นที่ ตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ให้รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี พ.ศ. 2550 มาตรา 57 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสอง โดยการนำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำไปจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึง เนื่องจากโครงการบริหารจัดการน้ำทุกสัญญา (โมดูล) มีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า มีข้าราชการ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น จำนวนกว่า 100 คน โดยผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เป็นผู้ที่หน่วยงานของตน ได้แจ้งรายชื่อมาก่อนล่วงหน้า ขณะเดียวกันก็พบว่ามีผู้นำบางส่วนและชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำลำพะเนียง จำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้แจ้งรายชื่อล่วงหน้า เดินทางมาขอเข้าร่วมเวทีดังกล่าว แต่ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดงานปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วม

โดยนายเจริญชัย  พาภักดี ผู้ใหญ่บ้านวังหมื่น หมู่ 5 ต.หนองบัว อ.เมืองหนองบัวลำภู กล่าวว่า ตนเป็นผู้ใหญ่บ้านทราบข่าวว่าจะมีเวทีรับฟังความเห็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำในวันนี้ จึงเดินทางมาเพื่อจะเข้าร่วมรับฟัง แต่พอมาถึงโต๊ะลงทะเบียนเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีรายชื่อจึงไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมในเวที

ด้านนายสฤษดิ์  ไสยโสภณ นายอำเภอเมืองหนองบัวลำภู จึงออกมากล่าวกับกลุ่มชาวบ้านว่า ชาวบ้านไม่ได้แจ้งรายชื่อมาล่วงหน้า และที่ประชุมก็ได้จัดเอาไว้จำนวนจำกัด จึงไม่สามารถให้เข้าร่วมได้

“เวทีในวันนี้เป็นการรับฟังความเห็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งไม่เกี่ยวกับปัญหาการขุดลอกลำพะเนียงในพื้นที่หนองบัวลำภู ดังนั้นตามขั้นตอนต้องมีการแจ้งรายชื่อมาก่อน หากไม่มีรายชื่อก็เข้าไม่ได้”

จนกระทั่งเวลาประมาณ 13.30 น. นายชยพล ธิติศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ได้เดินทางมากล่าวเปิดงาน กลุ่มชาวบ้านจึงได้เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว และเจรจาขอเข้าร่วมเวที นายอำเภอเมืองหนองบัวลำภู จึงต่อรองให้กลุ่มชาวบ้านส่งตัวแทนเข้าร่วมได้เพียง 2 คน พร้อมกำชับว่ามีสิทธิ์รับฟังเท่านั้น ไม่ให้แสดงความคิดเห็นใดๆ ในเวที

ด้านนายวิเชียร  ศรีจันทร์นนท์  ประธานกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำลำพะเนียง กล่าวว่า เวทีในวันนี้ไม่มีความโปร่งใส โดยจำกัดสิทธิ์และกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชนในเวที นอกจากนี้คนเข้าร่วมในเวทีส่วนใหญ่ก็เป็นบุคคลของหน่วยงานรัฐที่ได้จัดเตรียมกันมาแล้ว

“นายอำเภอจะคอยยืนประกบผมกับเพื่อนอีกคนที่เป็นตัวแทนกลุ่มซึ่งได้เข้าร่วมในเวที และบอกว่าให้รับฟังได้เท่านั้นไม่ให้แสดงความคิดเห็น ดังนั้นพวกเราจึงไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นเหมือนคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่เวทีนี้เป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามที่ศาลสั่งมา”

นายวิเชียร กล่าวต่อว่า ผู้เข้าร่วมประชุมไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน และไม่เข้าใจสภาพพื้นที่ในพื้นที่โครงการ  ความคิดเห็นที่แสดงจึงคล้อยตามกับข้อมูลของทางผู้จัดได้นำเสนอ ซึ่งมีแต่ผลดีของการดำเนินโครงการ แต่ขาดข้อมูลรอบด้าน

“เนื้อหาในเวทีคนส่วนใหญ่จะพูดถึงกรณีการขุดลอกลำพะเนียงมากกว่า ซึ่งมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่พวกผมซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและเจ้าของปัญหากลับถูกกีดกันไม่ให้ชี้แจง” นายวิเชียรกล่าว

/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/ 

นายเดชา  คำเบ้าเมือง  ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)

ตู้ปณ. 14 อ.เมือง จ.อุดรธานี  41000

โทรศัพท์ : 081-3696266

อีเมล์ : decha_61@yahoo.com ; huktin.ud@gmail.com

 

“หยุด (ร่าง) พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม บิดเบือนนิติรัฐ ขัดหลักนิติธรรม”

แถลงการณ์ฉบับที่ 1

หยุด (ร่าง) พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม  บิดเบือนนิติรัฐ ขัดหลักนิติธรรม 

            ตามที่สภาผู้แทนราษฎรภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยและการสนับสนุนของพรรคร่วมรัฐบาลได้ผ่านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. …. (พ.ร.บ.นิรโทษกรรม) ในวาระที่สามเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 นั้น เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ สมัชชาสงขลาเพื่อการปฏิรูปการเมือง และองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยทักษิณ เห็นว่า

1.      การที่สภาผู้แทนราษฎรโดยเสียงข้างมากผ่านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมอย่างเร่งรีบ โดยไม่รับฟังเสียงฝ่ายข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างร้ายแรง สะท้อนให้เห็นถึงการเมืองแบบพวกมากลากไปอย่างชัดเจน  ซึ่งเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมายและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง ถือเป็นความอัปยศและด่างพร้อยอีกครั้งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

2.      การกระทำดังกล่าวมีแต่จะเร่งเร้าให้เกิดการเผชิญหน้า จนกลายเป็นความขัดแย้งรอบใหม่ที่บาดลึกในสังคมไทยมากขึ้นไปอีก เพราะรากฐานปัญหาความขัดแย้งเดิมยังถูกปิดทับไว้ด้วยผลประโยชน์และแอบอิงอยู่กับความต้องการของบุคคลเพียงบางกลุ่มเท่านั้น โดยมิได้คำนึงถึงผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติ

3.      การอาศัยกลไกของรัฐสภาเพื่อเป็นตรายางรับรองร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม โดยอาศัยเสียงข้างมากลากไป และไม่คำนึงถึงลักษณะของการกระทำความผิดนั้น เปรียบดังการ รัฐประหารเงียบโดยนักการเมือง  ทั้งยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ผิดให้แก่สังคมไทย

4.      การผ่านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึง อำนาจของมือที่มองไม่เห็นที่อยู่เหนือมือของผู้มีสิทธิออกเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจชี้นำเสียงข้างมาก และสะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานทางจริยธรรมของที่บิดเบี้ยวของนักการเมืองไทย

           

            ด้วยเหตุนี้เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ สมัชชาสงขลาเพื่อการปฏิรูปการเมือง และองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยทักษิณ จึงขอเรียกร้องดังนี้

1.      ขอเรียกร้องต่อวุฒิสภาให้แสดงความกล้าหาญ และจริยธรรมทางการเมือง ด้วยการ ไม่รับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ดังกล่าว และให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาลทบทวน ยับยั้งการออกกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างจริงจัง

2.      ขอเรียกร้องให้ประชาสังคมในทุกภาคส่วนร่วมกันคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างจริงจังตามบทบาท หน้าที่ของตน ภายใต้สิทธิตามรัฐธรรมนูญละสากล และปราศจากการใช้ความรุนแรงในทุกกรณี

3.      ขอเรียกร้องให้รัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐ ให้การคุ้มครอง ดูแลการใช้สิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม ไม่มองว่าประชาชนเป็นศัตรู และไม่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชนในทุกกรณี

ด้วยความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้

สมัชชาสงขลาเพื่อการปฏิรูปการเมือง

ประชาคม มหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา-พัทลุง

องค์การนิสิตมหาวิทยาลัยทักษิณ

วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

 

ประชาธิปไตยเสียงข้างมาก


แม้ระบอบประชาธิปไตยในโลกปัจจุบันจะให้สิทธิเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งคือผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายและบริหารบ้านเมืองเพื่อความผาสุขของประชาชน กระนั้น หลังจากปกครองมานานหลายทศวรรษ กลับเกิดเป็นคำถามก้อนใหญ่ถึงความเสื่อมถอยของระบบรัฐสภาไทย ที่นับวันยิ่งมีเข้มแข็งและเด็ดขาดมากขึ้นโดยที่พลังประชาชนกลับอ่อนแอในการตรวจสอบและทัดทานจนหลายคนเริ่มคุ้นชินกับคำว่า “เผด็จการเสียงข้างมาก” หรือ “เผด็จการรัฐสภา” 

ประกายคำถามนี้ หนาหูแผ่ลึกไปในความคิดประชาชนกำลังกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เมื่อรัฐบาลพยายามผลักดัน กฎหมายนิรโทษกรรม “แบบเหมาเข่ง” โดย กรรมาธิการ (กมธ.)  ท้าทายเสียงฮือฮาประชาชน ซึ่งได้ผ่านฉลุย
7 มาตรา รวดในการ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทาง การเมือง ทั้งหมด โดยเจตนาแจ้งในเป็นประเด็นผลักดันร่างกฎหมายนี้คือเรื่องพยายามช่วยเหลือประชาชนที่มีความผิดจากการกระทำทางการเมืองเพื่อสร้างหรือรักษาระบอบประชาธิปไตย ก็คงไม่เกิดปัญหา แต่ที่กำลังเป็นเชื้อเพลิงระลอกใหม่นี้นั้น เนื่องจากหลายฝ่ายรู้สึกได้ว่า มีเจตนาร่างกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมให้คนเพียงคนเดียวที่สั่งการในหลายเหตุการณ์จนเกิดความตายมาสู่ประชาชน และเมื่อมีกี่วันที่ผ่านมา นายสามารถ แก้วมีชัย สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกมธ. ทำหน้าที่ประธานการประชุมและผลักดันการพิจารณากฎหมายฉบับนี้จนผ่าน โดยนายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ รองประธานกมธ.  อ้างว่า “เพื่อนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลัง การรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 รวมถึงองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา ที่เกิดระหว่าง พ.ศ.2547 ถึงวันที่ 8 ส.ค. 2556 โดยไม่รวมถึงผู้กระทำผิดตามประมวลอาญามาตรา 112

ความน่าสนใจคือ  คำถามของฝ่ายกรรมาธิการฝ่ายค้านซึ่งทักท้วงว่า  “เนื้อหากฎหมายนี้จงใจล้างความผิดให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คดีซุกหุ้นที่ถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) กล่าวหาและมีคำสั่งยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทรวมถึงผู้สั่งการยิงประชาชนคนเสื้อแดงเมื่อเมษา-พฤษภา ปี 2553   ชนิดล้างไพ่กลับมาเริ่มกันใหม่

การเมืองไทยกลับเข้าสู่ภาวะตึงเครียดเขม็งเกลียวอีกครั้งและนี่เป็นสถานการณ์น่าห่วงใยที่สุด และถ้าหากพิจารณาถึงจารีตประเพณีการออกกฎหมายและวัฒนธรรมทางการเมือง เมื่อผู้กุมอำนาจจากเสียงส่วนใหญ่กำลังกระทำการที่ฝืนความรู้สึกและความคลุมเครือในมโนสำนึกของประชาชนเกี่ยวกับการกระทำผิดทางการเมือง การก่ออาชญากรรมโดยรัฐ และอย่าลืมว่า กรณีนี้ประชาชนคนทั้งประเทศจับตามองและผลที่ตามมาจะกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมการเมืองไทย ซึ่งมิใช่แค่ล้างผิด พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น แต่หมายรวมถึงผู้ก่ออาชญากรรม กระทำผิดอาญาหลายคนที่ก่อความรุนแรงในเหตุการณ์ต่างๆ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ซึ่งไม่มีความผิดเลยในการเข่นฆ่าประชาชน

เป็นห้วงหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ต้องลุ้นระทึก ว่า จะเลือกเดินกันอย่างไรระหว่างรักษาความถูกต้องกับการอภัยโทษ ล้างไพ่กันใหม่ “โดยไม่มีหลักประกัน ( เลย ) ว่าจะไม่กลับมาเดินย่ำซ้ำรอยเดิมอีก ?”  แต่ถ้าหากจะเดินหน้าเอาผิดกันให้หมดชนิดล้างบางไปเลย ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก ปัญหาการเอาประชาชนมาเผชิญหน้าและเดินไปสู่ความรุนแรงล้มตายก็ไม่สิ้นสุด หากนิรโทษกรรมประวัติศาสตร์ก็เดินย่ำอยู่กับที่ แล้วบรรทัดฐานทางการเมืองคุณธรรมในอำนาจจะมีหละหรือ ? ทั้งหมดคือคำถามที่ไร้ผู้อยากตอบ
!!!

ปัญหาเชิงลึกหลายๆ ปัญหากำลังรุมเร้าสั่นคลอนอำนาจรัฐบาลปัจจุบันอย่างที่สุด ความเสื่อมถอยไร้ทิศทางอันมาจากผู้นำที่ปราศจากอำนาจ ไร้ประสบการณ์อย่างแท้จริง และถูกชักใยไม่หยุด ล้วนแต่นำมาสู่ภาวะตีบตัน แม้จะพายามผลักดันงบประมาณ สร้างหนี้สาธารณะ โดยกู้เงินมหาศาลมาซื้อความบริบูรณ์ระยะสั้นๆให้ประชาชน ทั้งเรื่องการจัดการน้ำเจ้าปัญหา การประกันราคาข้าว รถไฟความเร็วสูง ความรุนแรงภาคใต้ การคอรัปชั่นและการแก้กฎหมายนิรโทษกรรม แบบเหมาเข่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนแต่ก่อให้เกิดระเบิดเวลาที่รอถล่มซ้ำรัฐบาล และนั่นไม่หนักหนาและอันตรายเท่า การยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในรัฐสภาแล้วพาประเทศเดินไปภายใต้แผนการทางความคิดของคนๆ เดียว

แน่นอนปัญหานี้ย่อมพาวิกฤติมาสู่ภาวะเขาควายในการเมืองไทยให้กลับมาเขม็งเกลียวอีกครั้งซึ่งครั้งนี้ยากนักที่จะประเมินขอบเขตความเสียหายออกมาได้ ณ วันนี้จึงรอแต่แรงบีบอัดเดินมาถึงจุดคุณภาพและพร้อมระเบิดล้างบางกันอีกครั้ง ในขณะที่พี่น้องเสื้อแดงเองก็เริ่มระส่ำระสาย อ่อนแรงลงไปมาก ยิ่งเจอระเบิดนิรโทษกรรมที่ฆ่าความศรัทธาจากพี่น้องเสื้อแดงไปไม่น้อย สถานการณ์พรรคเพื่อไทยยิ่งตกที่นั่งลำบากยิ่งขึ้น ดังนั้น การเผชิญหน้ารอบต่อไปจากนี้ซึ่งไม่นาน อาจจะเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่หมายถึงจุดสิ้นสุดของระบอบทักษิณซึ่งต่อที่ยืดเยื้อยาวนาน และความหวังเดียวที่จะชี้วัดชัชนะของสงครามนี้ คือ การตื่นสติของพี่น้องแดง-เสื้อเหลืองที่พร้อมจะเลือกเดินบนความถูกต้องชอบธรรม มากกว่าหนุนเสริมผู้นำที่ไร้ซึ่งความชอบธรรมและมโนธรรม เพื่อเริ่มต้นก้าวเดินไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมากและชอบธรรมอย่างแท้จริง

รายงาน โดย ทีมงานไทยเอ็นจีโอ