warning: Creating default object from empty value in /home/webmasterthaingo/public_html/thaingo/modules/taxonomy/taxonomy.pages.inc on line 33.

ข่าวเด่น

อบรมโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม

 

 

มูลนิธิกองทุนไทย ได้จัดอบรมโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม วันที่ 29 – 30 เมษายน 2557 ณ ศูนย์พัฒนาบุคลากรอัสสัมชัญ ซอยทองหล่อ 25  กรุงเทพฯ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายครอบครัวด้านการระดมทุน เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรของเครือข่ายครอบครัวในด้านการระดมทุนผ่านรูปแบบต่างๆ  เพื่อให้เกิดความร่วมมือภายในเครือข่ายครอบครัวในด้านการระดมทุน มีบุคลากรของเครือข่ายครอบครัว รวม  25  คน เข้ามาร่วมประชุมในครั้งนี้ โดยมี ดร.จตุรงค์ บุญรัตนสุนทร ได้บรรยายในเรื่อง ความหมาย หลักการพื้นฐาน แหล่งรายได้วงจรและขั้นตอนการระดมทุน อ.วันชัย ตรีปิยชาติ บรรยายเรื่อง การระดมทุนด้วยกล่องรับบริจาค การหาอาสาสมัครเพื่อการระดมทุน และ อ.จันทร์ประภา วิชิตชลชัย ได้บรรยายเรื่องการระดมทุนด้วยการจัดกิจกรรมพิเศษและการทำธุรกิจขนาดย่อม จากการจัดโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม

นางสาว ธันยพร ดีประดวง สมาคมครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว.สุรินทร์ กล่าวว่าจากการอบรมในครั้งนี้การระดมทุนมีหลายวิธีมาก แต่ก็ต้องให้เหมาะกับกลุ่มและแหล่งทุนได้แนวคิดใหม่ๆด้วยกล่องรับบริจาค การระดมทุนแบบใหนก็ตามต้องทำเป็นทีม เพราะในองค์กรเดียวกันถ้าคนใดคนหนึ่งไม่เห็นด้วยการระดมทุนนั้นก็ไม่สำเร็จและความน่าเชื่อถือขององค์กรก็จะไม่มี ส่วน นางสาว พัชราวรรณ จันทร์ฝอย มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวกล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ทำให้ได้แรงบันดาลใจที่จะระดมทุนให้กับองค์กร ได้ความรู้เรื่องการระดมทุนที่เป็นระบบและได้แนวคิดในการระดมทุนในครั้งต่อไปและ นางสาว  อุสุมา เกตุท่าหัก มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่าการมาร่วมฟังบรรยายในครั้งนี้ได้แนวคิดใหม่ๆในการระดมทุนเป็นอย่างมากได้สร้างเครือข่ายเพิ่มได้เรียนรู้แนวคิดของผู้ที่ระดมทุนจริงที่มีประสบการณ์โดยตรงและเป็นการเปิดเครือข่ายใหม่ในการระดมทุนครั้งต่อไปด้วย


ภายใต้ความสลับซับซ้อนของปัญหาสังคม และความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงมากในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทยต่อไปนั้น  ปัญหาสังคม ความรุนแรงในครอบครัว อาชญากรรม ยาเสพติด ความยากจน ฯลฯ ก็ยังคงเป็นปัญหาที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยต่อไป และจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ถึงแม้ว่าภาครัฐได้พยายามแก้ไขปัญหา ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้  ภาคประชาสังคมซึ่งมีบทบาทในสังคมไทยมาเป็นเวลาพอสมควร จึงเป็นภาคส่วนที่เป็นความหวังของสังคมไทย ในการปกป้อง คุมครอง และพิทักษ์สิทธิประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคม ดังนั้นการระดมทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการและการทำงานในส่วนต่างๆของภาคประชาชน

 

 

พิษณุพร  ขันพรมมา   ทีมงานไทยเอ็นจีโอ   รายงาน

แถลงการณ์กลุ่มรักษ์บ้านแหง ต้อง “ยกเลิกใบอนุญาตป่าไม้” เพื่อขอทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์แอ่งงาว ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด

แถลงการณ์กลุ่มรักษ์บ้านแหง 

ต้อง  ยกเลิกใบอนุญาตป่าไม้

เพื่อขอทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์แอ่งงาว  ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด 

 

นับตั้งแต่เริ่มมีการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์แอ่งงาว  ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด  ในเขตพื้นที่บ้านแหงเหนือ หมู่ที่ ๑,  ๒ และ ๗  ต.บ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง  เมื่อปี ๒๕๕๓ หน่วยงานราชการและบริษัทดังกล่าวได้ร่วมกันเร่งรัดดำเนินการในทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการ  ดังนี้


๑. รายงานการไต่สวนพื้นที่ประกอบคำขอประทานบัตร  แปลงที่ ๔-๘/๒๕๕๓  เป็นเท็จ   

โดยการไต่สวนฯ พื้นที่ประมาณ ๑,๕๐๐ ไร่  ระบุว่าไม่พบถนนหนทางและทางน้ำสาธารณะ (ห้วย หนอง คลอง ลำธาร ฯลฯ)  ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริง เพราะมีถนนหนทางและทางน้ำสาธารณะหลายเส้นทางที่ประชาชนใช้สอยประโยชน์ร่วมกันเพื่อการสัญจรไปมาและทำการเกษตร 

 

๒. ภรรยาปลดล็อค มาตรา ๖ ทวิ  เพื่อให้สามีขอสัมปทานทำเหมืองแร่ถ่านหินแอ่งงาว

เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๑  รัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยา  เสนอ ครม. ให้พิจารณายกเลิกพื้นที่ตามมาตรา ๖ ทวิ ของกฎหมายแร่ ๒๕๑๐ โดยนำแหล่งถ่านหินในเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษาหรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ ๘ พื้นที่ทั่วประเทศ เปิดประมูลให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนสำรวจและทำเหมืองแร่ถ่านหิน

๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ บริษัทของสามีจดทะเบียนบริษัทเพื่อดำเนินการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินที่แอ่งงาว 

 

๓. บริษัทจดทะเบียนเพื่อประกอบกิจการป่าไม้ การทำไม้ ปลูกสวนป่า เพื่อหลอกซื้อที่ดินชาวบ้าน แต่พอซื้อได้แล้ว กลับนำที่ดินมาขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ภายหลัง

 

๔. ขอประทานบัตรทับที่ดินทำกิน ทั้งที่เจ้าของที่ดินไม่ยินยอม เป็นการกระทำเยี่ยงโจรปล้นแผ่นดิน!

 

๕. ประชาคมเท็จ หลอกลวง สวมรอย เพื่อช่วยเหลือให้บริษัทดำเนินการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินต่อไปให้ได้ โดยไม่ฟังเสียงประชาชนด้วยการบิดเบือนความเห็นที่ได้จากการประชุม

                ในการประชุมชี้แจงข้อมูลของบริษัท เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ ที่ศาลาเอนกประสงค์โรงเรียนบ้านแหงเหนือ โดยมีปลัด อบต.บ้านแหง เป็นผู้บันทึกการประชุม  และผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๑ และหมู่ ๗ เป็นผู้รับรองรายงานการประชุม ข้อเท็จจริงที่บันทึกได้ในแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียง พบว่าขัดแย้งกับรายงานการประชุม โดยรายงานการประชุมบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า ใครเห็นด้วยให้บริษัทขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหิน ให้ยกมือขึ้น แต่ข้อเท็จจริงที่ได้จากแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงที่บันทึกไว้ได้ในช่วงเวลาเดียวกันระบุว่า ใครเข้าใจในเรื่องที่อธิบายเกี่ยวกับการชี้แจงการขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหิน ให้ยกมือขึ้น

 

๖. มติของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหง เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ มิชอบด้วยกฎหมาย

                สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหงมีมติเห็นชอบการขอประทานบัตรและการประกอบกิจการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท โดยนำรายงานการประชุมชี้แจงข้อมูลของบริษัทเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ ที่บ้านแหงเหนือ มาใช้เป็นหลักฐานพิจารณาลงมติของสภา ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามหลักการของการมีส่วนร่วมของประชาชน

               

                ๗. ขอประทานบัตรทับที่ดิน ส.ป.ก. ของชาวบ้าน ๕๐๐ กว่าไร่

 

และทั้งหมด คือ สาเหตุที่ทำให้ราษฎรกลุ่มรักษ์บ้านแหงเรียกร้องหาความยุติธรรมมาโดยตลอด 

การออกมาเดินรณรงค์และชุมนุมเรียกร้องในวันนี้  ด้วยเหตุผลและความจำเป็น  ได้แก่

(๑) หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางได้ออกใบอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าไม้-ป่าสงวนฯ เพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหินแก่ บริษัท เขียวเหลือง จำกัด  แล้ว  เพื่อจะเร่งรีบออกประทานบัตรให้แก่บริษัทฯ    โดยไม่สนใจใยดีว่ายังมีที่ดินทำกินของราษฎรบ้านแหงเหนือ  หมู่ที่ ๑ และ ๗ ติดอยู่ในพื้นที่คำขอประทานบัตรประมาณ ๑๐๐ กว่าไร่  ที่ยังไม่ยินยอมหรือขายให้บริษัทดังกล่าวเอาไปใช้ประโยชน์เพื่อการทำเหมืองแร่ถ่านหิน


                และ ตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออาศัยอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๘  การที่บริษัทดังกล่าวจะยื่นคำขอและได้รับอนุญาตตามคำขอเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินในการทำเหมืองแร่ถ่านหินตามคำขอที่ ๔-๘/๒๕๕๓  ได้  จะต้องเป็นพื้นที่ไม่มีความขัดแย้งกับราษฎร  และต้องได้รับความตกลงยินยอมจากราษฎรในพื้นที่ในการเข้าทำประโยชน์เสียก่อน  แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัทดังกล่าวและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้รับและออกใบอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออาศัยอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยยังมีความขัดแย้งกับราษฎรในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลง  อยู่ในขณะนี้

(๒) คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการเหมืองแร่ (คชก.) ได้มีมติให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท  เขียวเหลือง  จำกัด และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้มีหนังสือแจ้งมติความเห็นชอบไปยังบริษัท เขียวเหลือง จำกัด เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา  ทั้ง ๆ ที่ราษฎรบ้านแหงเหนือที่อาศัยอยู่รอบบริเวณพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลง ไม่ได้มีส่วนร่วมและรับรู้ข้อมูลข่าวสารในการจัดทำรายงานอีไอเอเลยตั้งแต่ต้น  ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ เป็นอย่างยิ่ง.

 

ด้วยจิตคารวะ

ราษฎรกลุ่มรักษ์บ้านแหง

๒๘ เมษายน ๒๕๕๗



...............................................................................................................................................................

 

ข้อมูลเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนและสาธารณชนทั่วไป

 


กรณีการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด 

พื้นที่บ้านแหงเหนือ  หมู่ที่ ๑ และ ๗  ต.บ้านแหง  อ.งาว  จ.ลำปาง

๒๘ เมษายน ๒๕๕๗

 

ก. ข้อมูลเบื้องต้น

                - โครงการเหมืองแร่ถ่านหินลิกไนต์แอ่งงาว  ของบริษัท เขียวเหลือง จำกัด  ปัจจุบันอยู่ในระหว่างขั้นตอนการขอประทานบัตร

                - พื้นที่คำขอประทานบัตรทั้งหมดประมาณ  ๑,๕๐๐ ไร่  ตามคำขอ ๕ แปลง ๆ ละประมาณ ๓๐๐ ไร่  คือ  คำขอประทานบัตรแปลงที่ ๔-๘/๒๕๕๓

                - ปริมาณสำรองถ่านหินลิกไนต์แอ่งงาว  ประกอบด้วย แอ่งย่อยสองแอ่ง  คือ แอ่งบ้านแหงเหนือ และแอ่งบ้านบ่อฮ่อ  รวมกันประมาณ ๔๘ ล้านตัน

                - ประเภทเหมือง : เหมืองเปิดหน้าดินโดยการขุดและระเบิดไปที่ระดับลึกสุดประมาณ ๑๕๐-๒๐๐ เมตรจากผิวดิน 

                - ที่จุดกำเนิด-พื้นที่ทำเหมืองในพื้นที่บ้านแหงเหนือ : มีการกองถ่านหิน  คัดกรอง  แต่งแร่  คัดแยก  และขนถ่านหินเกรด-ขนาดและคุณภาพต่าง ๆ ไปขายให้กับโรงงานผลิตปูนซีเมนต์และโรงงานอุตสาหกรรมอื่นเป็นหลัก  ส่วนการขายให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินแม่เมาะหรือที่อื่น ๆ เป็นธุรกิจรอง

 

ข. ประเด็นสำคัญ

๑. รายงานการไต่สวนพื้นที่ประกอบคำขอประทานบัตร  แปลงที่ ๔-๘/๒๕๕๓  พบว่ามีข้อความที่เป็นสาระสำคัญเป็นเท็จ  กล่าวคือ รายละเอียดที่ระบุไว้ในข้อ ๒ข้อ ๕  ของรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรฯ  ดังกล่าว  ระบุว่าไม่พบถนนหนทางและทางน้ำสาธารณะ (ห้วย หนอง คลอง ลำธาร ฯลฯ)  ในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าว  และพื้นที่ในรัศมีระยะ 50 เมตร  ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงในพื้นที่  เนื่องจากว่า  ในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าว  และพื้นที่ในรัศมีระยะ 50 เมตร  พบถนนหนทางและทางน้ำสาธารณะหลายเส้นทางที่ประชาชนใช้สอยประโยชน์ร่วมกันเพื่อการสัญจรไปมาและทำการเกษตร  ตามลำดับ

โดยเฉพาะเส้นทางสาธารณประโยชน์เส้นหลักของหมู่บ้านบ้านแหงเหนือ (ที่อยู่ในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าว)  ซึ่งเกิดมาพร้อม ๆ กับการก่อตั้งชุมชนตั้งแต่สมัยเมืองเก่า  หรือย้อนรอยหลักฐานได้ชัดเจนตั้งแต่สมัยขุนแหงหาญสู้  ในราวปี พ.ศ. ๒๔๔๖  ทั้งหมดมี ๔ เส้นทาง  คือ  (๑) ทางไปบ้านขุนแหง  (๒) ทางไปดอยโตน  (๓) ทางไปห้วยทรายขิง และ (๔) ทางไปอ่างเก็บน้ำแม่เมือง  ทุกเส้นทางมีทางเชื่อมต่อกันเป็นโยงใย 

ส่วนเส้นทางน้ำสาธารณประโยชน์ (ที่อยู่ในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าว)  ที่ชุมชนใช้ประโยชน์มาตั้งแต่สมัยเมืองเก่า  หรือย้อนรอยหลักฐานได้ชัดเจนตั้งแต่สมัยพ่อขุนแหงหาญสู้  ในราวปี พ.ศ. ๒๔๔๖  มี ๒ เส้นทางหลัก ๆ  คือ  (๑) เส้นทางน้ำสาธารณะด้านทิศตะวันตก  จะมีน้ำแม่แหง  ซึ่งจะมีลำห้วยเล็กลำห้วยน้อยที่ไหลมาบรรจบกันที่น้ำแม่แหง  คือ  ห้วยจอน  ห้วยรุ้ง  ห้วยทรายขิง  ห้วยปู  และห้วยเอิ้งเลิ้ง  ลำห้วยเหล่านี้พอถึงเดือน ๖  เดือน ๗  หรือเดือน ๘ (ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม  หรืออาจจะเลยไปถึงต้นเดือนมิถุนายน – นับเดือนแบบโบราณ)  น้ำจะแห้งขอด  พอถึงเดือน ๙  เดือน ๑๐  หรือเดือน ๑๑ (เดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม  หรืออาจจะล่วงเลยไปถึงเดือนสิงหาคม – นับเดือนแบบโบราณ)  จะมีปริมาณน้ำมากและมีน้ำหลากล้นตลิ่งบ่อยครั้ง  แต่น้ำก็ลดในเวลาที่รวดเร็วมาก  ไม่ท่วมนาน  (๒) เส้นทางน้ำสาธารณะด้านทิศตะวันออก  คือ  น้ำแม่เมือง  จะมีน้ำจากห้วยทรายแดง  ห้วยโป่ง  ห้วยหม่าขุน  ห้วยผาวังกั๊บ  ห้วยดงเดื่อ  ห้วยผาหยัง  ห้วยค่า  ห้วยผาเมือง  ห้วยหก  ห้วยไฮ  ห้วยดะ  ห้วยปูทา  ห้วยบง  ห้วยผาหมู  ห้วยชนัด  ห้วยจะค่าน  ห้วยปังเป๋ย  ห้วยต้นยาง  และห้วยแม่เมืองแล้ง  ไหลมาบรรจบ

ซึ่งรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรดังกล่าวเป็นเอกสารตั้งต้นของกระบวนการและขั้นตอนในการอนุญาตให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่  รวมทั้งเกี่ยวข้องอย่างมีนัยยะสำคัญต่อกระบวนการและขั้นตอนในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม  ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดพื้นที่ทำเหมืองว่าจะทำพื้นที่บริเวณใดอย่างไร อันจะเป็นสาระสำคัญในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ดังนั้น  เมื่อเอกสารสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการและขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดมีข้อความเป็นไม่ต้องตรงความเป็นจริง  จึงทำให้กระบวนการและขั้นตอนเกี่ยวกับการอนุญาตให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่  ตลอดจนกระบวนการและขั้นตอนของการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ถูกต้องตามไปด้วย  

แต่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น  และบริษัทกลับละเลยเพิกเฉยหรือไม่ใส่ใจในเรื่องดังกล่าว  โดยได้จัดทำและยื่นรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ สผ. และ คชก. เพื่อพิจารณาจนผ่านความเห็นชอบ (อีไอเอผ่านความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๖)  ดังกล่าวข้างต้น  ดังนั้น จึงเห็นว่า รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ผ่านความเห็นชอบไปแล้วนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ด้วยเหตุว่า  เมื่อรายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรระบุว่า พื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลง ไม่พบว่าเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร  ห้วย  หนอง  คลอง  ลำธาร  และถนนหนทางที่ประชาชนใช้สอยประโยชน์ร่วมกันเสียแล้ว  จึงทำให้การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ประเมินหรือวิเคราะห์ผลกระทบว่าพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าวเป็นพื้นที่แหล่งต้นน้ำลำธารและถนนหนทางที่มีความอ่อนไหวต่อระบบนิเวศและวิถีการดำรงชีวิตของประชาชนได้ถูกต้อง  รอบคอบ  รัดกุม  และละเอียดถี่ถ้วนแต่อย่างใด

 

๒. ภรรยาปลดล็อค ๖ ทวิ เพื่อให้สามีขอสัมปทานทำเหมืองแร่ถ่านหินที่บ้านแหง

๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ ครม. ให้พิจารณายกเลิกมติ ครม. เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาแหล่งถ่านหิน เพื่อจะได้ดำเนินการประกาศยกเลิกเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษาหรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ถ่านหินตามความในมาตรา ๖ ทวิ ของกฎหมายแร่ ๒๕๑๐ โดยนำแหล่งถ่านหินในเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษาหรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ ๘ พื้นที่ คือ แหล่งถ่านหินแอ่งเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี  แอ่งสินปุน จังหวัดนครศรีธรรมราช  แอ่งเชียงม่วน จังหวัดพะเยา  แอ่งงาว แอ่งวังเหนือ แอ่งแจ้ห่ม-เมืองปาน แอ่งแม่ทะ และแอ่งเสริมงาม จังหวัดลำปาง ไปเปิดประมูลให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนสำรวจและทำเหมืองแร่ถ่านหินต่อไป

๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ บริษัทเขียวเหลืองได้ทำการจดทะเบียนประเภทบริษัทจำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน ๓๐ ล้านบาท  บริษัทนี้เป็นของกลุ่มทุนการเมืองพรรคภูมิใจไทย กรรมการบริษัทและประธานบริษัทดังกล่าว คือ นายเรืองศักดิ์ งามสมภาค อดีตอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และเป็นผู้เคยถูกเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขแทน นายมานิต นพอมรบดี ที่ลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ปัจจุบันเป็นรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยคนที่หนึ่ง และเป็น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อคนหนึ่งของพรรค ซึ่งหลังจากมีตำแหน่ง ส.ส. ก็ได้ลาออกจากตำแหน่งการเป็นกรรมการและประธานบริษัทแล้ว ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมา แกนนำพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่สมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นสามีของนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน

๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาแหล่งถ่านหินตามที่ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เสนอ

๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ยกเลิกเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ถ่านหินตามมาตรา ๖ ทวิ ซึ่งส่งผลให้บริษัทเขียวเหลืองทำการขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหินแอ่งงาวที่บ้านแหง และที่แหล่งถ่านหินแอ่งแจ้ห่ม-เมืองปาน ที่บ้านแจ้คอน ต.ทุ่งผึ้ง อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง อยู่ในขณะนี้

๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ ๐๕๐๕/๙๒๘๗ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ แจ้งต่อนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑  ตามที่นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เสนอ

ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ แต่หนังสือจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีด่วนที่สุด ที่ ๐๕๐๕/๙๒๘๗ แจ้งมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน) เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ จึงมีข้อสงสัยว่านางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ได้ทำการประกาศกระทรวงฯ เรื่องยกเลิกเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ถ่านหินตามความในมาตรา ๖ ทวิ ของกฎหมายแร่ เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ ก่อนที่หนังสือจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะส่งมาถึงได้อย่างไร หากประเด็นนี้ไม่ใช่การผิดลำดับขั้นตอน/กระบวนการของกฎหมายหรือกฎระเบียบใด ๆ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่านางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ได้เร่งรีบออกประกาศกระทรวงฯ ดังกล่าวก่อนหนังสือจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะส่งมาถึงตัวเองไปเพื่ออะไร หรือเพื่อใคร

ใคร ๆ เขาก็รู้ทั่วทั้งจังหวัดลำปางว่าเจ้าของตัวจริงเสียงจริงของบริษัทเขียวเหลืองเป็นใคร!

 

๓. บริษัทจดทะเบียนเพื่อประกอบกิจการป่าไม้ การทำไม้ ปลูกสวนป่า เพื่อหลอกซื้อที่ดินชาวบ้าน แต่พอซื้อได้แล้ว กลับนำที่ดินมาขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ภายหลัง

มิหนำซ้ำใบอนุญาตให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ เป็นใบอนุญาตที่ได้มาในช่วงที่ขอใช้ประโยชน์เพื่อปลูกป่า แต่กลับนำใบอนุญาตปลูกป่ามาอ้างว่าเป็นใบอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ได้ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์และผิดกฎหมาย

 

๔. ขอประทานบัตรทับที่ดินทำกิน ทั้งที่เจ้าของที่ดินไม่ยินยอม เป็นการกระทำเยี่ยงโจรปล้นแผ่นดิน!

                รายงานการไต่สวนประกอบคำขอประทานบัตรฯ ได้ขอทับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านอีก ๒๐ กว่าราย ที่ไม่ยินยอมขายที่ดินหรือให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อการทำเหมืองแร่ถ่านหินแต่อย่างใด โดยมีการรวมหัวกันระหว่างข้าราชการและนายทุนเพื่อละเมิดสิทธิครอบครองที่ดินของประชาชน โดยพยายามเร่งรัดการขอประทานบัตรเพื่อให้ได้ประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินก่อน แล้วให้เจ้าของที่ดินไปเรียกร้องหรือฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเอาที่ดินที่ตนเองมีสิทธิครอบครองกลับคืนมาภายหลัง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้ที่ดินที่ตัวเองถือครองคืนมาเพราะกระบวนการร้องเรียนหรือฟ้องคดีต่อศาลใช้เวลายาวนานกว่าคดีความจะสิ้นสุด หรือถึงแม้ในที่สุดหากได้ที่ดินคืนมาก็จะไม่มีสภาพเดิมเหมือนเก่า ทำกินไม่ได้อีกต่อไป เพราะถูกขุดเปิดทำลายหน้าดินเพื่อเอาถ่านหินไปหมดแล้ว

 

๕. ประชาคมเท็จ หลอกลวง สวมรอย เพื่อช่วยเหลือให้บริษัทดำเนินการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ถ่านหินต่อไปให้ได้ โดยไม่ฟังเสียงประชาชน หรือบิดเบือนความเห็นที่ได้จากการประชุม

                ในการประชุมชี้แจงข้อมูลของบริษัท เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ ที่ศาลาเอนกประสงค์โรงเรียนบ้านแหงเหนือ โดยมีปลัด อบต.บ้านแหง เป็นผู้บันทึกการประชุม  และผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๑ และหมู่ ๗ เป็นผู้รับรองรายงานการประชุม ข้อเท็จจริงที่บันทึกได้ในแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียง พบว่าขัดแย้งกับรายงานการประชุม โดยรายงานการประชุมบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า ใครเห็นด้วยให้บริษัทขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหิน ให้ยกมือขึ้น แต่ข้อเท็จจริงที่ได้จากแผ่นซีดีบันทึกภาพและเสียงที่บันทึกไว้ได้ในช่วงเวลาเดียวกันระบุว่า ใครเข้าใจในเรื่องที่อธิบายเกี่ยวกับการชี้แจงการขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหิน ให้ยกมือขึ้น

                การกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการชี้แจงข้อมูลและสอบถามความเห็นโดยโปร่งใสและสุจริต การถามความเห็นเพียงเท่าที่กล่าว ผู้เข้าร่วมประชุมย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นการสอบถามว่าชาวบ้านรับฟังคำชี้แจงแล้วเข้าใจหรือไม่ ไม่ใช่เป็นการสอบถามความเห็นชอบว่า ยินยอมหรืออนุญาตให้บริษัทได้รับประทานบัตรและประกอบกิจการเหมืองแร่ถ่านหินตามที่อ้างไว้ในบันการประชุมเท็จแต่อย่างใด

 

๖. มติของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหง เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ มิชอบด้วยกฎหมาย

                สภาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหงมีมติเห็นชอบการขอประทานบัตรและการประกอบกิจการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท โดยนำรายงานการประชุมชี้แจงข้อมูลของบริษัทเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๓ ที่บ้านแหงเหนือ มาใช้เป็นหลักฐานพิจารณาลงมติของสภา ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามหลักการของการมีส่วนร่วมของประชาชน

                สมควรที่จะเอาผิด ลงโทษกับผู้บันทึกการประชุมและผู้รับรองรายงานการประชุมอย่างถึงที่สุด! 

               

                ๗. ขอประทานบัตรทับที่ดิน ส.ป.ก. ของชาวบ้าน ๕๐๐ กว่าไร่

 

ค. สถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องในวันนี้

๑. หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางได้ออกใบอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าไม้-ป่าสงวนฯ เพื่อทำเหมืองแร่ถ่านหินแก่บริษัทดังกล่าวแล้ว  เพื่อจะเร่งรีบออกประทานบัตรให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยเร็วต่อไป  โดยไม่สนใจใยดีว่ายังมีที่ดินทำกินของราษฎรบ้านแหงเหนือ  หมู่ที่ ๑ และ ๗ ติดอยู่ในพื้นที่คำขอประทานบัตรประมาณ ๑๐๐ กว่าไร่  ที่ยังไม่ยินยอมหรือขายให้บริษัทดังกล่าวเอาไปใช้ประโยชน์เพื่อการทำเหมืองแร่ถ่านหินแต่อย่างใด     

                และด้วยเหตุว่าตามระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออาศัยอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๘  นั้น  การที่บริษัทดังกล่าวจะยื่นคำขอและได้รับอนุญาตตามคำขอเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินในการทำเหมืองแร่ถ่านหินตามคำขอที่ ๔-๘/๒๕๕๓  ได้  จะต้องเป็นพื้นที่ไม่มีความขัดแย้งกับราษฎร  และต้องได้รับความตกลงยินยอมจากราษฎรในพื้นที่ในการเข้าทำประโยชน์เสียก่อน  แต่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าบริษัทดังกล่าวและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้รับและออกใบอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออาศัยอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยยังมีความขัดแย้งกับราษฎรในพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลง  อยู่ในขณะนี้

๒. คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการเหมืองแร่ (คชก.) ได้มีมติให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ถ่านหินของบริษัท  เขียวเหลือง  จำกัด เมื่อการประชุมครั้งที่ 28/2556  วันที่ 22 ตุลาคม 2556 และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้มีหนังสือแจ้งมติความเห็นชอบไปยังบริษัท เขียวเหลือง จำกัด เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ที่ผ่านมาแล้ว  ทั้ง ๆ ที่ราษฎรบ้านแหงเหนือที่อาศัยอยู่รอบบริเวณพื้นที่คำขอประทานบัตรทั้ง ๕ แปลงดังกล่าวไม่ได้มีส่วนร่วมและรับรู้ข้อมูลข่าวสารในการจัดทำรายงานอีไอเอเลยตั้งแต่ต้น  ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ เป็นอย่างยิ่ง

                                               

แจกฟรี !! หนังสือพิมพ์ไทยเอ็นจีโอ

หนังสือพิมพ์ไทยเอ็นจีโอ เสียงประชาชน เปิดโลกคนทำงานพัฒนา กับอีกก้าวหนึ่งของสื่อเล็กๆ เชิงคุณภาพเพื่องานพัฒนาของเครือข่ายภาคประชาสังคม (CSOs)

ตุลาคม ปี
2543 www.thaingo.org ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความแปลกใหม่ในโลกของข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นกระแสมาแรง จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี 2-3 ปีให้หลัง Thaingo ไปถึงจุดสูง ในฐานะสื่อภาคประชาชนเล็กๆ เงื่อนไขและความสำเร็จนั้นมีเพียงสองประการคือ หนึ่ง ) ความแปลกใจทันสมัยและก้าวหน้ามากของเทคโนโลยี และ สอง) การเกิดพื้นที่สื่อสารกับสาธารณะของขบวนงานพัฒนา จากนั้นไม่นานเทคโนโลยีก็ก้าวหน้า ทั่วถึงและกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันประชาชน

15 ปีผ่านมา ปัญหาการเข้าไม่ถึงสื่อ ปัญหาความขาดแคลนเทคโนโลยีได้หมดไปนานแล้ว เป็นโลกใหม่ที่ประชาชนมีสื่อในมือและเชื่อมกันเป็นโครงข่าย Network ผ่าน TV Digital เก็บภาพเสียงด้วยระบบ Digital  ส่งผ่านระบบ Internet ผ่านระบบปฏิบัติการ( OS)  windows Linux หรือถ้าใน smart phone ก็อาจจะเป็น  Android ทุกอย่างรวดเร็ว และน่าจะเพียงพอสำหรับการสร้างสรรค์สังคมเพื่อร่วมเป็นหนึ่งสร้างโลกยุคใหม่ แต่.. สังคมไทยยังต้องกลับมาเรียนรู้อดีตและการสื่อสารแบบเดิม

ความเป็นข่าวหรือรวดเร็วซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ตอบสนองได้แต่ความเป็นสื่อซึ่งน่าเชื่อถือ พิสูจน์ด้วยกาลเวลาด้วยจิตใจที่อดทนและมุ่งมั่นทำงาน มีข้อมูลเป็นระบบ มีมาตรฐานในการทำเสนอตรงไปตรงมา
www.ThaiNGO.org ผ่านเส้นทางสายนั้นมากว่า 15 ปี วันนี้นอกจากจะพัฒนาบทบาทตนเองให้เป็นทีมข่าวเล็กๆ ที่น่าเชื่อถือเพื่อคนทำงานพัฒนา ( NGOs) แล้ว ยังพัฒนารูปแบบการสื่อสารให้หลากหลายทั่วถึง เพื่อให้เหมาะกับการรับข้อมูลข่าวสารในชีวิตประจำวัน

และรอคอยเพื่อนพ้องน้องพี่นักพัฒนา นักกิจกรรมทางสังคม และประชาชนที่สนใจห่วงใยสังคม บ้านเมือง และรักความถูกต้อง มาร่วมเป็นหนึ่งในทีมงานสื่อเล็กๆ  ที่อิสระและเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมพัฒนาเนื้อหาและวางเป้าหมายไปด้วยกัน

30 เมษายนนี้” เปิดตัว หนังสือพิมพ์ ไทยเอ็นจีโอ หนังสือพิมพ์รายเดือนคุณภาพคับแก้ว อัดแน่นด้วยเนื้อหา ข่าวสาร เพื่อสร้างพลังให้เครือข่ายภาคประชาสังคม (CSO) เครือข่ายประชาชน (PO) และขบวนการ NGOs ไทย ตลอดจนเชื่อมเครือข่ายสู่งานพัฒนาระดับอาเซียน (ASEAN)

แจกฟรี !!!   ในช่วงแรกเป็นฉบับทดลองสัมผัสเนื้อหา แจกฟรีทุกท่าน ทุกองค์กร ขอเพียงส่ง “ชื่อ-สกุล หรือ ชื่อองค์กร ที่อยู่ เบอร์โทรและอีเมล์ มาที่ webmaster@thaingo.org หรือ ทีมงานไทยเอ็นจีโอ 2044/23 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10130  

ทริปเปิ้ล เอช บทเพลงพิทักษ์ต้นน้ำของเยาวชน ต.สรอย

 

          ผลักดันเด็กๆทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมผ่านสื่อมานับสิบปี จนถึงวันนี้นับว่าประสบความสำเร็จในระดับที่เด็กกลุ่มนั้นได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในสิบห้ากลุ่มศิลปินทั่วประเทศภายใต้ทีม Triple H

 

“คนต้นน้ำ” คือชื่อวงดนตรีของกลุ่มนักร้องที่รวมตัวกันสร้างสรรค์บทเพลงเพื่อชุมชน ยังไม่รวมกับการใช้ชื่อเดียวกันนี้เพื่อทำกิจกรรมทางสังคมอีกหลายโครงการนับตั้งแต่ปี 2547 ภายใต้การขับเคลื่อนของ “พระยงยุทธ ทีปโก” วัย 50 ปี ผู้ซึ่งฝังตัวอยู่กับการเคลื่อนไหวทางสังคมมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่คดีเขื่อนปากมูล  ตลอดจนการต่อต้านการสำรวจแร่เหมืองเหล็กลุ่มน้ำแม่สรอย จ.แพร่ ด้วยเหตุผลเดียวเพียงเพราะศรัทธาในคำว่า “สิทธิชุมชน” และยอมไม่ได้เลยหากความเป็นชุมชนจะถูกละเมิดซึ่งสิทธิมนุษยชน

ตลอดเส้นทางของการต่อสู้กว่ายี่สิบปี ยิ่งเมื่ออยู่ในฐานะของพระสงฆ์องค์เจ้าผู้ซึ่งง่ายต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยแล้วนั้น ไม่ง่ายเลยที่ท่านจะต้องแบกรับทั้งคำสบประมาท คำติฉินนินทา หรือแม้กระทั่งการตกเป็นเป้าของกลุ่มนายทุนขนาดใหญ่ที่มองท่านเป็นศัตรูตัวฉกาจ ประกอบกับความไม่เข้าใจลึกซึ้งของชาวบ้านที่แบ่งเป็นหลายฝักหลายฝ่ายด้วยแล้ว ดูแทบไร้ซึ่งหนทางว่าวันนี้ท่านจะพาชาวบ้านนับพันๆหมื่นๆครัวเรือนในพื้นที่ที่โดนรังแก เดินทางมาไกลขนาดนี้ได้อย่างไรโดยกำลังของท่านเพียงลำพัง

อาตมาไม่ยอมให้ชาวบ้านเป็นเป้ากับอาตมา ให้เป็นคนตามอาตมาก็พอ” แล้วก็เป็นไปตามคำที่ท่านกล่าวไว้ทุกประการ นับตั้งแต่วันที่พระท่านยงยุทธเป็นแกนนำผู้ผลักดันการริเริ่มทำฝายในโครงการ “ล้านฝาย แทนเขื่อนแก่งเสือเต้น” จ.แพร่ ในปี 2548 เพราะอยากให้ความชุ่มชื้นของผืนป่าเกิดขึ้นจริงบนแผ่นดินเกิดของท่าน ทั้งมีนัยสำคัญในการชะลอน้ำเพื่อลดภาวะน้ำหลากในช่วงที่เกิดเหตุน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง ต่อมาโครงการนี้ได้ถูกผลักดันจนขึ้นแท่นเป็นวาระในระดับจังหวัด ก่อนจะถือเป็นโครงการต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับการพัฒนาเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ซึ่งแม้โครงการนี้จะสะท้อนให้เห็นคุณูปการของท่านอย่างเต็มเปี่ยม แต่ก็ปราศจากการสถาปนาตนในฐานะผู้บุกเบิกแต่อย่างใด เพราะเพียงสิ่งเดียวที่ท่านหวังจะได้เห็นก็คือ ชีวิตของชาวบ้านจะต้องไม่ล้มหายตายเปล่าจากการหมดแรงสู้กับกลุ่มบรรษัทที่เข้ามาหาประโยชน์ในพื้นที่ โดยไม่แยแสเลยว่าปากท้องของลูกเล็กเด็กแดงจะอยู่ได้อย่างไร หากพ่อแม่ของพวกเขายังไร้ซึ่งแหล่งทำมาหากิน หรือแม้แต่ที่ซุกหัวนอน อย่างน้อยที่สุดหากการสร้างฝายจะมีน้ำให้ชาวบ้านได้พอนำไปใช้ประโยชน์ได้สักอีกปีสองปี ก็ถือว่าคุ้มเกินพอ

“... เราอยู่ตรงไหนเราต้องเป็นหนึ่งในชุมชน นี่คือวิธีคิดนะ ครูมาสอนที่นี่มันก็ต้องว่าที่นี่เป็นบ้านตัวเอง ถ้าครูคิดว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านครู มันก็สอนบ้างไม่สอนบ้าง อาตมาเป็นคนภาคเหนือ แต่ไปอยู่ภาคอีสาน อีสานก็คือแดนไทย เราก็คือคนไทยคนหนึ่ง ดังนั้นอีสานก็คือบ้านเรา นี่คือแดนไทยไม่ใช่เขมร ไม่ใช่ลาวดังนั้นเราไปอยู่ไหนก็ต้องทำตัวให้กลมกลืนกับจุดนั้นๆ ชุมชนมีปัญหาเราก็ต้องแก้ไปกับเขา”

และด้วยแนวคิดดังกล่าว บวกกับความเชื่อพื้นฐานของท่านที่ว่าหากคิดจะทำการใดให้สำเร็จ จำเป็นจะต้องมีฐานทางกำลังที่หนักแน่นเสียก่อน จึงทำให้ตลอดระยะเวลาสิบปีให้หลังได้เกิดช่องทางการต่อสู้ผ่าน “สื่อ”มากมาย โดยการขับเคลื่อนกันเองภายในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังหลักของหมู่บ้าน เริ่มตั้งแต่เด็กน้อยวัยเจ็ดแปดขวบที่ช่วยกันแจกใบปลิวรณรงค์การออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งบนรถเครื่องเสียง ส่วนเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยก็จะรวมตัวกันผลิตสื่อสิ่งพิมพ์จนได้เป็นวารสารในนามของ “คนลุ่มน้ำสรอย” ที่มีจุดประสงค์เพื่อกล่อมเกลาความรู้สึกนึกคิดของชาวบ้านให้รักและหวงแหนทรัพยากรในบ้านเกิด ตลอดจนรู้จักวิธีฟื้นฟูธรรมชาติโดยภูมิปัญญาท้องถิ่นของพวกเขาเอง ซึ่งแม้ว่าระยะแรกจะมีปัญหาเรื่องของทุนทรัพย์ในการจัดพิมพ์ แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะพลังแห่งการสนับสนุนของชาวบ้านได้เลย ใครที่พอมีกำลังจ่ายได้บ้างก็จะช่วยกันลงขันเงินเฉลี่ยสามร้อยบาทต่อเดือน ส่วนผู้ที่มีรายได้น้อยก็จะนำกระดาษเหลือใช้มาให้เป็นวัสดุในการพิมพ์ครั้งต่อไป ก่อนจะประสบความสำเร็จอย่างมากจนต้องกระจายช่องทางการนำเสนอให้แพร่หลายขึ้น ประกอบกับการรู้จักใช้เทคโนโลยีของเด็กๆในหมู่บ้าน จนทำให้เกิดเป็นผลงานการบันทึกภาพ Video และนำไปตัดต่อจนสำเร็จเป็นหนังสั้น เพื่อใช้ฉายตามงานชุมนุมเทศกาลต่างๆในตัวจังหวัด โดยเนื้อสารดังกล่าวก็จะเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมทางธรรมชาติ การรุกรานของนายทุน และความจำเป็นในการตั้งรับของชาวบ้าน ไม่ต่างไปกับเจตนารมณ์เดิมเมื่อครั้งยังผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ 

จนมาวันนี้เรื่องราวของการต่อสู้ผ่านสื่อโดยเน้นกำลังของเยาวชนในท้องถิ่นเป็นสำคัญ ก็ยังคงดำเนินอยู่ ณ ปัจจุบัน เพราะนั่นอาจเป็นหนทางเดียวที่ชาวบ้าน รวมถึงพระยงยุทธเองที่มองตัวเองว่าเป็นหนึ่งในชาวบ้าน จะสามารถแสดง “จุดยืนแห่งความเป็นสิทธิมนุษยชน” ได้ บนพื้นที่ที่เหลือน้อยเต็มทน

เหมืองแร่จะมาอีกแล้ว ... อาตมาแต่ง แล้วก็มีเด็กผู้หญิงมาช่วยใส่คอร์ด” ท่านร้องตัวอย่างท่อนแรกของเพลงให้เราฟัง ซึ่งเป็นเพลงที่เด็กๆในนามกลุ่มคนต้นน้ำได้ใช้ส่งเข้าประกวดในโครงการ “ดนตรีสร้างปัญญา นำพาสุขสู่สังคม” หรือ Triple H music ปีที่ 4 ที่จัดโดยความร่วมมือระหว่าง สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) กับ กลุ่มสลึงและคลื่นวิทยุชื่อดัง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้มีพื้นที่ของตัวเองแสดงความศักยภาพในการสร้างสรรค์สังคม ผ่านบทเพลงที่ตนกำกับเองทั้งหมด โดยมีเนื้อหาเพลงเกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคมต่างๆ จนวันนี้บทเพลงดังกล่าวได้ถูกคัดเลือกขึ้นแท่นอยู่อันดับหนึ่ง ให้ผ่านเข้าไปในรอบ 15 ทีมสุดท้าย เพื่อรอการคัดเลือกในรอบชิงชนะเลิศแล้ว ซึ่งข่าวนี้ถือว่าได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับเด็กน้อยตัวเล็กๆ ในวง ที่อยู่ภายใต้การรับรู้ดูแลของพระยงยุทธอย่างมาก

อาจจะเป็นเพราะเนื้อหาที่เล่าออกมาอย่างเป็นธรรมชาติถึงความอดสูใจ และวิงวอนให้ชาวบ้าน หวงแหนพื้นที่ที่เหลืออยู่ไว้ให้ดี ก่อนจะกลายเป็นพื้นที่ที่จะถูกคว้านซื้อโดยนายทุนเหมืองใหญ่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวที่ถูกอ้างถึงในเพลงก็คือ บริเวณแถบบ้านเขาเขียว จ. พิษณุโลก ที่กำลังถูกสำรวจแร่ทองคำเพื่อรอขยายพื้นที่ทำเหมืองต่อจากพื้นที่เดิมที่อยู่ใน จ.พิจิตร จุดนี้จึงทำให้ชนะใจกรรมการอย่างยากหาจะทีมใดเทียบ

“ผลดีของการเอาเพลงไปประกวด ก็คือสร้างภาพให้รู้ว่า คนต้นน้ำ คิดอะไร ต้องการเตือนให้คนรู้ และอาตมามองว่าเป็นการสู้ที่ไม่เจ็บตัว คนเข้าถึงง่ายกว่าหนังสั้น

... ปัจจุบันเรื่องนี้ยังอยู่ในกลุ่มของผู้รับผลกระทบเท่านั้น ถือว่าสำเร็จแค่ในระดับหนึ่ง อยากให้สาธารณะมากกว่านี้ เพื่อที่ว่าจะได้รวมเป็นผนวกเดียวกันต่อสู้กับรัฐ” พระยงยุทธสรุปได้ใจความ เมื่อถูกถามว่าความสำเร็จของเด็กๆในวันนี้ มาไกลแค่ไหนแล้ว

อย่างไรก็ตาม เราเองก็ได้แต่หวังว่าเยาวชนคนต้นน้ำจะฝ่าด่านไปได้ถึงรอบสุดท้ายตามที่น้องๆเคยฝันไว้ได้จริง เพราะนั่นอาจเป็นหนทางเดียวที่ชาวบ้าน รวมถึงพระยงยุทธเองที่มองตัวเองว่าเป็นหนึ่งในชาวบ้าน จะสามารถแสดง “จุดยืนแห่งความเป็นสิทธิมนุษยชน” ได้ บนพื้นที่ที่เหลือน้อยเต็มทน

จนมาวันนี้ เรื่องราวการต่อสู้ผ่านบทเพลง เพื่อให้ได้มาซึ่งดินแดนที่พวกเขาเคยเป็นเจ้าของ มีป่า มีน้ำที่ผู้เฒ่าผู้แก่เคยได้ใช้พักพิงกัน จะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีตอีกต่อไป และกำลังจะเติบโตไปพร้อมกับอุดมการณ์อันแรงกล้าที่ถูกฝังรากลึกในความเป็นคนของเยาวชนคนต้นน้ำ

เพราะ “นี่คือวิธีคิดการสร้างสื่อ และการสร้างคนของอาตมา”

 

วีนัส อยู่ดี ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

“แม่เลี้ยงเดี่ยว” โลกของผู้หญิงหัวใจแกร่ง


  ลมร้อนแรกฤดูพัดมาเฉื่อยฉิวปะทะผ่านใบหน้าผะผ่าว เสียงช้อนคน
  น้ำแข็งดังกระทบแก้ว แก๊กๆๆ เธอก้มหน้าก้มตาขะมักขะเม้นกับร้าน
  กาแฟเล็กๆ ริมถนนนี้ทุกวัน เธอมักบอกทุกคนที่แวะเวียนอุดหนุนว่า
  เธอภูมิใจกับร้านกาแฟแห่งนี้ ในแววตาวาวประกายมีความหวังชีวิต
  เสียงทักทายผู้ผ่านไปมาเป็นระยะๆ ประสานรอยยิ้มอิ่มเอิบให้กัน
  กับผู้คนผ่านทาง
                ชีวิตหากเริ่มต้นได้และมีความหวังก็เป็นเสมือนพลังงานที่
  ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตของครอบครัวเล็กๆ ที่ต้องดิ้นรนเลี้ยงปากท้อง
  เธอและลูกๆ แน่นอนหากถามความรู้สึกที่แท้จริงการมีครอบครัวที่
  ครบพ่อแม่ลูกนั้นสำคัญ เพราะได้ช่วยแบ่งเบาทั้งแรงใจและแรงงาน
  ช่วยหาจุนเจือครอบครัว แต่ถ้าหากไม่มี เพราะชีวิตคู่ไม่ได้ราบรื่นงด
  งามเหมือนในนิยายหละ นั่นก็ใมช่ว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปไม่ได้ 
                วันนี้, วันที่เธอเข้มแข็งพอมีหนทางก้าวย่างและเมื่อมีใคร
  สักคนยื่นมือมาให้โอกาส เธอก็พร้อมจะลุกขึ้นและสู้ เธอแข็งแกร่ง
  พอจะนำพาครอบครัวดำเนินต่อชีวิตไปได้อย่างมีความสุขตาม
  อัตภาพ

  มีนา ดวงราศี เลขาธิการสมาคมครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว หนึ่งใน
  ผู้หญิงที่ลุกขึ้นสร้างพลังให้ตนเองและคนรอบตัว ได้นั่งลงเล่าย้อน
  ท่ามกลางแดดเที่ยงแผดร้อนระอุ เกี่ยวกับเรื่องราวกว่าจะมาเป็น
  สมาคมแม่เลี้ยงเดี่ยว ว่า มันไม่ง่ายเลย ชีวิตผู้หญิงซึ่งวันหนึ่งเสาหลักคนหนึ่งไม่อยู่ แล้วเธอก็ต้องทำงานหนักขึ้นแต่มีเวลาให้ครอบครัวน้อยลง แต่วันนั้นเธอสู้จนลุกขึ้นได้แล้วหันมาจับมือ “แม่เลี้ยงเดี่ยว” รายรอบตัวให้ลุกขึ้นตามมา จากหนึ่งเป็นสองเป็นสามคน จนวันนี้เติบโตเป็นสมาคมแม่เลี้ยงเดี่ยว


“คิดว่าราวๆ ปี
52-53 นะที่เราได้ทำงานเรื่องครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวกับมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ตอนนั้นเราทำงานแถวชายแดนไทย-เขมร เพราะว่าตอนนั้นมีสถานการณ์สู้รบทำให้ผู้ชายตายหรือพิการ ทำให้ต้องอพยพครอบครัวออกไปทำงานรับจ้างในเมือง หลายคนไม่ได้มีครอบครัวใหม่ เราเลยจับเรื่องนี้และลงไปทำงานในพื้นที่ จุดเริ่มนต้นจริงนั่นเพราะเราไม่ได้มองเขาเหมือนคนอื่นๆ ไม่ได้มองว่าเแตกต่าง น่าสงสาร แต่มองว่า ในความเป็นครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวนี่ ชีวิตเขามีอุปสรรคอะไร หรืออะไรทำให้เขาไม่มีความสุข เพราะอย่างที่เจอคือวัฒนธรรมทางเพศ ในสังคมไทยบ้านเรามันเป็นสังคมที่ไม่ยอมรับกัน เขามักจะมองว่า ไม่อดทน ที่เลิกรากัน หรือเป็นผู้หญิงไม่ดีที่ผู้ชายไม่เอา อยู่กันก็ลำบาก ทำงานก็ลำบาก บางคนเป็นผู้นำด้วยเวลาไปนั่งใกล้ใครหรือร่วมสังคมกับผู้ชายก็ต้องระวัง เขาจะมองว่า “เดี๋ยวผู้หญิงคนนี้ จับเอาไปเป็นผัว”  นี่คือปัญหาทางวัฒนธรรม ในแง่ปัญหาทางเศรษฐกิจก็หนักเช่นกัน เพราะต้องทำมาหากินคนเดียว เลี้ยงคนทั้งบ้าน มันเป็นภาระที่หนักมาก มันทำให้เวลาที่ต้องอยู่กับลูกๆ น้อยลง ถ้ามีคู่ชีวิตเราสลับกันได้ นี่อยู่คนเดียวก็ยิ่งมีช่องห่างต่อให้อยู่กับยายก็ยังมีช่องห่าง มีปัญหาเรื่องการสื่อสารกันกับลูกโดยเฉพาะลูกชายจะสื่อสารยากเพราะว่าเขาไม่มีพ่อ เขาไม่มีต้นแบบ  นี่ก็ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งนะค่ะ”  มีนากล่าว ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวลึกๆ ในชีวิตครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวที่หลายคนอาจจะต้องเจอะเจอ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางสังคมรอบตัวลูกๆ     “เด็กๆ ถูกล้อว่าไม่มีพ่อ ทั้งที่จริงๆ  เด็กจากครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวเป็นเด็กที่ไม่มีปัญหาเลย ต่อมาปี 54 ก็เลยย้ายมาทำงานในเมือง มาสำรวจสถานการณ์ในเมืองปรากฏว่ามันเยอะมาก แล้วก็มองว่า มันมีระดับความเดี่ยวแบบไฟเขียว ไฟแดง ไฟเหลือง  ไฟแดงก็จะเป็นแบบว่า กำลังทุกข์หนัก ทำใจไม่ได้เลย แล้วก็ไปด่าลูกด่าสามี ไปโกรธกันสารพัด จัดการชีวิตตัวเองไม่ได้ทำใจไม่ได้ทำร้ายตัวเอง หรือเริ่มกินยา อะไรแบบนี้ คือ เขาทำใจไม่ได้เลยแต่ถ้าไฟเหลืองนี่เริ่มทำใจได้บ้างแล้ว ส่วนไฟเขียวนี่ไปโลดเลย แบบว่า “กูไม่สน”  คือชีวิตตรงจุดนี้ เขาไม่เป็นไรอยู่ได้ ใช้ชีวิตมีความสุข มีอิสระ

                ทีนี้เรามามองว่า คนที่อยู่ได้จะทำอย่างไรที่จะช่วยคนอื่นๆ ต่อไปได้ เราคิดว่า เราอยากให้คนที่เข้มแข็งแล้วมาช่วยคนที่ยังอ่อนแออยู่เพราะมิติการทำงานกับครอบครัวก็คิดว่าเราน่าจะทำงานกับครอบครัวอื่นๆ ได้ด้วย”  มีนาเริ่มอธิบายให้เห็นภาพและเพิ่มเติมอีกว่า  “ กิจกรรมแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นกิจกรรมพิเศษ เรานัดให้แม่ๆ มาพบกันมาคุยกัน เอาปัญหาต่างๆ มาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันซึ่งก็พบว่าปัญหาส่วนใหญ่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็เลยมาคุยกันว่าเราน่าจะทำกลุ่มสร้างอาชีพเสริมรายได้ เลยเป็นที่มา “กาแฟเลี้ยงเดี่ยวแก้วเดียวไม่พอ”   ซึ่งเราก็มีทุนตั้งต้นเรามาช่วยกันขายแล้วก็มีค่าแรงให้ คนที่ยากลำบากก็เข้ามาขายก็สลับกันมีรายได้ช่วยเหลือกัน
                หลังจากทำงานมาได้สักระยะหนึ่งก็พบว่ากลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยวของเรามีสภาพชีวิตที่ดีขึ้นคือมีกำลังใจ มีทัศนคติที่ดีกับชีวิตตัวเอง อย่างทำกิจกรรมค่ายครอบครัวก็ทำให้แม่รู้สึกดีว่าตัวเองเป็นแม่เป็นคนสำคัญมากกับลูกๆ จนตอนนี้จำนวน สมาชิกของเราก็ประมาณ
250 ครอบครัวไปแล้ว นี่ในเขตพื้นที่ตัวเมืองสุรินทร์น”  มีนากล่าว ก่อนจะทิ้งถ้อยคำสั้นๆ ถึงก้าวย่างต่อไปของชีวิตลูกผู้หญิงที่เป็นทุกอย่างในครอบครัว
                “กับกิจกรรมกลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยวถ้ายังจะให้มองเรื่องความสำเร็จไม่สำเร็จ เรื่องอุปสรรคก็ยังต้องพยายามกันต่อ แต่ที่สำคัญก็น่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา ตอนนี้ที่ทำได้ก็จะมีบางกลุ่มที่เข้าไปเป็นสมาชิกสหกรณ์ คือเราทำสหกรณ์เครดิตยูเนียนด้วย ก็พอมีรายได้บ้าง เราเข้าเป็นสมาชิก เอาเงินไปฝากหรือ ไปกู้ดอกเบี้ยต่ำ ก็พอช่วยให้หายใจได้มีเงินหมุนในยามลำบากกัน
                ส่วนอุปสรรคคนทำงาน คิดว่าแนวคิดคนทำงานนั้นสำคัญที่สุด ตอนแรกที่เข้ามาก็ตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่าเรามองแม่เลี้ยงเดี่ยวยังไง ถ้าเข้ามาเพื่อมองว่าเราต้องสร้างครอบครัวให้สมบูรณ์นะ ถ้าเขาจะต้องแต่งงานใหม่ เขาต้องอดทน เขาจะได้ไม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวอีกคืออยากให้เขาเข้าใจก่อนว่า รูปแบบครอบครัวนั้นมีหลากหลาย ครอบครัวที่สมบูรณ์ไม่จำเป็นต้องเป็นครอบครัวที่มีแต่พ่อแม่ลูกแต่เป็นครอบครัวที่เข้าใจกันก็ได้ อาจจะเป็นแม่กับลูก หรือพ่อกับลูก หรือผู้หญิงผู้ชายที่ไม่มีลูกหรือ หญิงกับหญิง ชายกับชายก็ได้ คนที่ตัดสินใจเลือกชีวิตทางเพศเช่นผู้หญิงกับผู้หญิงก็ไม่เป็นไรขอแค่เขาเข้าใจกัน ดังนั้น แนวคิดเรื่องครอบครัวเราตกผลึกเราวางเราชัดก็เริ่มทำงานได้


                สุดท้ายที่อยากจะฝากก็คือ ปัญหาการหย่าร้างนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากในวันนี้แต่กับการทำงานตรงนี้กลับแปลก เพราะการสนับสนุนจากรัฐมีน้อยมากขนาดไปจดทะเบียนขอก่อตั้งสมาคมเขาก็ไม่เห็นด้วย หาว่าเรามาทำให้เกิดการสนับสนุนซึ่งเราเองก็มองว่าเราไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าความเป็นครอบครัวจะต้องมีแต่ผู้ชายผู้หญิงความคิดแบบนี้เลิกได้ไหม๊ ?  และเราไม่ได้ยุให้คนเลิกกันมาเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เราสนับสนุนด้วยซ้ำถ้าใครรักกันแบบนั้น แต่ถ้าไม่ใช่แบบนั้นอย่าตีตราเขาได้ไหม ให้เขาเลือกเขาเข้าใจตัวเองดีกว่า ให้เขากำหนดว่าจะเข้าหรือออก เรานะยินดีเสมอ หรือเขามาแล้วเจอกันก็มารักกันเราก็ยินดี ก รักแล้วแยกทางกันกลับมาก็ยินดีต้อนรับ”  มีนากล่าวเน้นๆ


โสพิน ผจญดี  กรรมการสมาคมแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือที่ใครๆ เรียก “แม่หนึ่ง” เธอนั่งลงพร้อมรอยยิ้มและกาแฟเย็นฉ่ำ เธอเล่าเสริมถึงกิจกรรมของแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างน่าสนใจ ว่า

“เรามีประชุมทุกเดือนพวกเรามาหารือกันเสนอแนะกัน ว่าใครอยากทำอะไร แบบไหน ที่นี่เขาให้เราคิด ให้เราวางแผน แล้วก็ยกมือแชร์ความคิดกัน ส่วนตัวเข้ามาร่วมเมื่อปี 2552 ตอนแรกเขามาเชิญให้ไปนั่งฟัง ฟังมาจนถึงวันนี้ ตอนแรกก็ไม่มีเวลาเลยนะ ต้องทำงานแล้วก็ต้องรับส่งลูกๆ ไปโรงเรียน ไม่มีเวลาพูดคุยกับลูกๆ เลย ลูก 3 คน ต้องทำงานหาเงินมาเลี้ยงปากท้องแต่พอมาร่วมกิจกรรมก็มีเวลามากขึ้น เขาให้เราเอาลูกมาด้วยได้ก็ทำให้ได้มีเวลามากขึ้นได้ใกล้ชิดมากขึ้น ตอนแรกๆ หนึ่งเป็นคนเครียดมาก จริงจังมาก ตอนนั้นลูกๆ ก็ 5-6 ขวบ เรียงลำดับกันลงไปเลย วุ่นวายมาก” แม่หนึ่ง เริ่มแนะนำกิจกรรมดีๆ ของสมาคม พร้อมเน้นย้ำว่า
                อยากบอกว่ากิจกรรมนี้ดีมากๆ เพราะเราคิดคนเดียวว่าเราทุกข์เราหนักมากแต่พอไปฟังเรื่องคนอื่นๆ บ้าง โอ้
! ของเรานี่เบามาก มีกำลังใจขึ้นเลยบางคนลำบากมากๆ จนอึ้งว่เขาสู้ได้อย่างไร สภาพสังคมก็ตีตราทำอะไรก็ถูกนินทา ถูกมองที่นี่เรายังอยู่ในเมืองมีแม่เข้าใจก็มีกำลังใจมีพลังมากขึ้น แถมเราได้ให้กำลังใจคนอื่นๆ ด้วยลูกเราเริ่มโตแล้วตอนนี้ก็ยังให้คำปรึกษาแก่คนที่มีลูกกำลังวัยรุ่นได้ด้วย”  แม่หนึ่ง เล่าย้อนเบาๆ บนใบหน้าอิ่มสุข ก่อนจะทิ้งคำยืนยันถึงชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยว ว่า ไม่ได้ยุ่งยากและหนักหนาอะไรขอแค่ยอมรับและเข้าใจตัวเองก็พอ

“อยากให้เขายอมรับกับมันและอยู่กับมันให้ได้อย่าโทษตัวเอง แต่ยอมรับและหาความมสุขกับมัน เหมือนเราเป็นโรค เราจะทุกข์อยู่กับมันหรือยอมรับมันแล้วเอาโรคมาอยู่กับเรา วันนี้เรายอมรับว่าการไม่มีสามีไม่ใช่เรื่องเครียด ไม่เครียดว่าสามีจะมาวันไหน จะไปวันไหน เราเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ได้ ไม่ได้มีปมด้อยอะไรเลย เราโล่ง ปลดปล่อย มีเวลารักลูกได้เต็มที่แบบไม่ปริวิตกเลย”


แม่สุดท้าย ผจญดี  เป็นสมาชิกสมาคม หญิงชราวัยย่างเข้า 70 ปีนั่งลงช้าๆ หลังจากแอบฟังบทสนทนาอยู่ห่างๆ อยู่นาน เธอถอนหายใจเบาๆ ม้องหน้าแต่ละคน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่ร่าเริง ว่า  “แม่เลี้ยงลูกมาตั้งแต่อายุ 35 ปี สามีเป็นสารวัตรทหาร แต่ถูกรถชนตาย ลูกคนนี้ (แม่หนึ่ง) ตอนนั้นยังอยู่ ม.6 คนรอง ป.6 และอีกคน 4 ขวบ แม่สู้มาตลอดแม่สู้ได้เพราะแม่ไม่ซีเรียสเลย แม่ปล่อยวางทำใจให้เบิกบานแล้วแม่ก็ไปขายของหาเงินมาเลี้ยงลูก แม่เลี้ยงคนเดียว ถามว่าลูกไม่มีพ่ออยู่กับแม่ได้ไหม๊ ?  ได้.. นะ อยู่กันอย่างนี้แหละ เราเป็นทั้งพ่อทั้งแม่เลยอยู่ได้สบายๆ  เรื่องความยุ่งยากจริงๆ ก็มี แต่ตอนแรกๆ เท่านั้นเพราะตอนนั้นเรามีคนคิดคนปรึกษามาตอนนี้เราไม่มี เราคนเดียวเราก็ปรึกษณาลูกๆ แทนจะให้เราหาผู้ชายมาก็กลัวว่าผัวอยู่กับลูกไม่ได้ กลัวมีปัญหากลัวรักไม่เท่ากัน ก็เลยอยู่อย่างนี้แหละมีความสุขที่สุดเลย ถ้าเราแต่งงานเรามีความสุขแล้วลูกหละจะมีความสุขเหมือนเราไหม๊ ?  แม่คิดแล้วว่าเอาแบบนี้ดีกว่าก็เลยไม่คิดจะมีแล้ว แล้วก็มีความสุขจริงๆ  กราบพระสวดมนต์บ้าง 20 ปี แล้วนะเนี้ย ที่สำคัญจำไว้เลยเราต้องเข้มแข็งนะ”  คุณแม่ของแม่หนึ่งกล่าว



กพร.หมกเม็ด ดันกรรมการผู้มีส่วนได้เสียเหมืองแร่โปแตชอุดรฯ หลัง อีเอชไอเอ ผ่าน กลุ่มอนุรักษ์ฯ จี้ยกเลิก อ้างชุดเก่ายังศึกษาไม่จบ

 

เมื่อเวลา 09.30 น. ของวันที่ 31 มี.ค.57 ที่ห้องประชุมสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี  ซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ประมาณ 100 คน เข้าพบและยื่นหนังสือต่อนายพัตทอง กิตติวัฒน์ รักษาราชการแทนอุสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี เพื่อคัดค้านคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการประชุมเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสียในโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี  ซึ่งกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้มีคำสั่งที่ 72/2557 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2557 แต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวขึ้น ตามมาตรา 88/9 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 เพื่อมาทำหน้าที่คัดเลือกตัวแทนผู้มีส่วนได้เสียในเขตคำขอประทานบัตร จัดประชุมตัวแทนผู้มีส่วนได้เสีย และดำเนินการตามกระบวนการตั้งกองทุนสนับสนุนโครงการศึกษาวิจัยรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในการทำเหมืองแร่ใต้ดิน ตามมาตรา 88/10 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ตามขั้นตอนการขออนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ใต้ดิน

หลังจาก กพร.ได้รับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้ว เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ได้ให้เหตุผลในการคัดค้านว่า เป็นคำสั่งที่หมกเม็ด ไม่โปร่งใส เนื่องจากกลุ่มชาวบ้านได้ดำเนินการรวบรวมรายชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จำนวน 1,580  แปลง และรายชื่อผู้มีส่วนได้เสียภายในขอบเขตพื้นที่โครงการฯ จำนวน 5,765 รายชื่อ ยื่นโต้แย้ง คัดค้านคำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี คำขอที่ 1-4/2547 ของบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด ครบถ้วนถูกต้อง ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 กำหนด และมีการติดตามผลการยื่นโต้แย้ง คัดค้านอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งได้มีบันทึกการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี ระหว่างกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กับกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี โดยการทำข้อตกลงร่วมกัน 2 ข้อ ได้แก่ ข้อ 1. ให้แต่งตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เพื่อตรวจสอบความถูกต้องการไต่สวนพื้นที่ รายละเอียดต่างๆ ของแผนที่ประกอบคำขอประทานบัตรที่ 1-4/2547 และหารือประเด็นข้อกฎหมายในการดำเนินงานตามกระบวนการขออนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่ใต้ดิน ตามมาตรา 88/9 ให้ได้ข้อยุติ และข้อ 2. กรณีข้อ 1.ยังไม่ได้ข้อยุติทั้งสองฝ่ายมีความเห็นร่วมกัน ให้ชะลอการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 88/10 และในการขอความเห็นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประกอบการพิจารณาคำขอประทานบัตร

โดยนายบุญเลิศ  เหล็กเขียว  กรรมการกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กล่าวว่า กพร.ได้ละเมิดข้อตกลงร่วมกันระหว่าง กพร. กับกลุ่มอนุรักษ์ฯ เนื่องจากคณะกรรมการศึกษาติดตาม กระบวนการขออนุญาตประทานบัตร โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ตามคำสั่งกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ แต่งตั้งชุดก่อน (คำสั่งที่ 77/2555 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2555) ยังดำเนินการไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมาอีกเพื่อเดินหน้าต่อในขั้นตอนการขออนุญาตประทานบัตร โดยฟังไม่เสียงคัดค้านของชาวบ้าน จึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และยิ่งจะนำพาความขัดแย้งรุนแรงในพื้นที่ระลอกใหม่เกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน

“ขอให้มีการยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อให้คณะกรรมการที่มีอยู่ระหว่าง กพร.กับกลุ่มอนุรักษ์ฯ ทำหน้าที่ จนได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเสียก่อน ซึ่งปัญหาเก่าตามที่ชาวบ้านคัดค้าน ในมาตรา 49 ของกฎหมายแร่ กพร. ก็ยังไม่มีตอบ แล้วยังจะเอาปัญหาใหม่มาให้ชาวบ้านอีก”  นายบุญเลิศ กล่าว

ด้านนายพัตทอง กิตติวัฒน์ รักษาราชการแทนอุสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี และในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการจัดการประชุมเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสียในโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี  ชี้แจงว่า ตามขั้นตอนเมื่อ สผ.ได้ผ่านความเห็นชอบรายงาน อีเอชไอเอ แล้วแจ้งเรื่องมาทางอธิบดี กพร. ตามหนังสือก็คือวันที่ 20 มกราคม  ทีนี้ ตามกรอบกฎหมาย กพร. ก็ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการประชุมเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสียขึ้นมา โดยมีผู้ว่าฯ  เป็นประธาน และส่วนราชการในจังหวัดรวมแล้ว 14 คน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็จะมีหน้าที่แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านไปคัดเลือกตัวแทนผู้มีส่วนได้เสียในเขตคำขอประทานบัตร หมู่บ้านละ 2 คน และแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตคำขอประทานบัตรคัดเลือกตัวแทนฯ หน่วยงานละ 2 คน เมื่อได้ตัวแทนฯ แล้วคณะกรรมการก็จะมาทำหน้าที่จัดการประชุม


“แต่ในวันนี้มีการคัดค้านของกลุ่มอนุรักษ์ฯ ผมก็จะรวบรวมประเด็น แล้วเสนอต่อผู้ว่าราชการลงนามถึงอธิบดี กพร. เพื่อหารือเรื่องนี้ให้พิจารณาว่ามันเป็นอย่างไร ให้มีคำตอบออกมา ซึ่งระหว่างนี้ก็จะเสนอให้มีการชะลอการทำหน้าที่ของคณะกรรมการฯ  ออกไปก่อน คือ ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ จนกว่าจะได้รับคำตอบจาก กพร.”   นายพัตทองกล่าว 

/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/ 

นายเดชา  คำเบ้าเมือง  ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)

ตู้ปณ. 14 อ.เมือง จ.อุดรธานี  41000

โทรศัพท์ : 081-3696266

อีเมล์ : decha_61@yahoo.com ; huktin.ud@gmail.com

1,291 ไร่ 62 ตารางวา ธรณีนี้พวกเราขอคืน


  

 

(บทความชุด ปิดเหมือง ฟื้นฟูตอนที่ 1)

loeiminingtown.org รายงาน 

 

                17 มีนาคม 2557 หน้าศาลจังหวัดเลย ชาวบ้านวังสะพุง กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด จาก ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ประมาณ 400 คน เดินทางไปถึงศาลจังหวัดเลยแต่เช้า เพื่อรับฟังการไต่สวนสืบพยานโจทก์ จากคดีที่ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด (ทุ่งคำ”) ฟ้อง นาย สุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ กับพวกอีก 7 คน คดีอาญา ข้อหาบุกรุก, ทำให้เสียทรัพย์ เลขที่คดีดำ 4217/2556

                การไต่สวนในครั้งนี้ เป็นรอบที่ทนายของชาวบ้าวจะซักค้านพยานปากสำคัญขอทุ่งคำ คือ นายบัณฑิตย์ แสงเสรีธรรม กรรมการผู้จัดการของบริษัทฯ และศาลได้เปิดให้มีการถ่ายทอดการไต่สวนในห้องพิจารณาคดีมายังห้องประชุมใหญ่เพื่อให้ชาวบ้านทั้งหมดได้รับฟังด้วย


 

                  บรรยายใต้ภาพ  : สันเขื่อนบ่อเก็บกากแร่ของทุ่งคำพังทลาย เป็นเหตุให้สารไซยาไนด์รั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
                  และที่นาของชาวบ้านกพร.ออกคำสั่งให้ปรับทุ่งคำ และให้หยุดกิจการจนกว่าจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
                 ภาพจาก วัชราภรณ์วัฒนขำ

 

                แต่เมื่อถึงเวลาพิจารณาคดี ศาลแจ้งว่าทนายของทุ่งคำยื่นจดหมายอ้างว่าทนายป่วยกระทันหันทำให้ไม่สามารถมาตามนัดได้ ศาลจึงเลื่อนนัดไต่สวนออกไปเป็นวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 นับเป็นการเลื่อนครั้งที่ 3 

                บ่กล้ากินข้าวบ้านเจ้าของเพลงที่เด็กๆ และผู้ใหญ่ จากกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด และนักศึกษาดาวดิน ร่วมกันขับร้องที่หน้าศาล โดยตั้งชื่อกิจกรรมว่า พาน้องร้องเพลงได้นำภาพผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากมีเหมืองทองคำเกิดขึ้นในตำบลเขาหลวง เสียงเพลงสะท้อนสะเทือนไปถึงหัวใจของชาวเลย แต่ไม่มีคนจากเหมืองที่จะมาได้ยิน 

                จากหน้าศาล ขบวนบทเพลงเดินเท้าผ่านเมืองไปถึงหน้า สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเลย และต่อไปถึง สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรจังหวัดเลย  

                ทั้งสองหน่วยงาน คือผู้อนุญาตให้ทุ่งคำเข้าไปทำเหมืองทองในที่ดินภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงาน และเหมืองทองได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบมายาวนานนับ 10 ปี โดยมีข้อเท็จจริงจากผลการตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพน้ำบริเวณรอบเหมืองหลายครั้ง ช่วงระหว่างปี 25472549, 2553 ที่พบว่ามีสารหนู แคดเมียม เหล็ก ตะกั่ว และแมงกานีส เกินเกณฑ์มาตรฐาน 

                มีการตรวจพบไซยาไนด์ในกากแร่ก่อนนำไปกักเก็บในบ่อกากแร่สูงถึง 62 ppm เกินกว่าค่าที่กำหนดไว้ในอีไอเอ ที่ไม่ให้เกิน 2 ppm ครั้งนั้นกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้ส่งหนังสือให้ อุตสาหกรรมจังหวัดเลย ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ให้เปรียบเทียบปรับทุ่งคำ และสั่งให้บริษัทฯ ปรับปรุงแก้ไขภายในวันที่ 20 มีนาคม 2550 

                ต่อมา มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 สั่งให้กระทรวงอุตสาหกรรมชะลอการขยายพื้นที่ใหม่หรือการขอประทานบัตรของทุ่งคำ แปลงที่ 104/2538 พื้นที่ประมาณ 291 ไร่ และแปลงอื่นๆ ไว้ก่อน จนกว่าจะได้ข้อสรุปของสาเหตุการเกิดสารปนเปื้อน  

                ให้จัดทำผลการประเมินความคุ้มค่าของฐานทรัพยากรธรรมชาติและค่าภาคหลวงแร่กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

                ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่ตรวจสอบสารปนเปื้อน ดำเนินการตรวจสอบสารปรอทด้วย เนื่องจากมีการพบว่ามีปริมาณสารปรอทสูงมากเมื่อเทียบกับหมู่บ้านอื่นในสภาพปกติ

                ตามมาด้วย มติของ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเลย ที่ให้หนังสือยินยอมให้เข้าใช้ที่ดินในเขต ส.ป.ก. ของทุ่งคำ 4 ฉบับเป็นอันสิ้นสุดลงก่อนกำหนด และให้บริวารของบริษัทฯ ออกจากที่ดินพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่บริษัทฯ ได้รับหนังสือแจ้ง คือวันที่ 7 พฤษภาคม 2554 รวมทั้ง สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดเลย ได้แจ้งให้ทุ่งคำจ่ายหนี้ค่าตอบแทนการใช้ที่ดินระหว่างเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2550 ที่ค้างอยู่เป็นจำนวน 14,563,336 บาท ซึ่งต่อมากลายเป็นคดีความที่บริษัททุ่งคำยื่นฟ้อง ส.ป.ก. ต่อศาลปกครอง และชนะคดี

                ผลของคำพิพากษาดังกล่าวทำให้ทุ่งคำมีสิทธิประกอบกิจการอยู่ในพื้นที่สัมปทาน และไม่ต้องชำระค่าการเข้าใช้ที่ดินให้แก่ ส.ป.ก.

                รวมความเป็นไปจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ข่าวคราวเหล่านี้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะไม่รับรู้ได้อย่างไร

                แต่นอกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไม่ได้ดำเนินการตาม มติครม. 8 กุมภาพันธ์ 2554 และบริษัททุ่งคำยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้ ทำให้เกิดเหตุร้ายขึ้นอีกครั้ง ในเดือนตุลาคม 2555 เมื่อสันเขื่อนบ่อเก็บกากแร่ของทุ่งคำพังทลาย โดย กพร. ได้เข้าไปตรวจสอบและมีหนังสือยืนยันว่าเป็นความบกพร่องที่ทุ่งคำไม่ได้อัดบดดินบริเวณสันเขื่อนตามเงื่อนไข และไม่ได้ปูพลาสติกที่พื้นบ่อ เป็นเหตุให้สารไซยาไนด์รั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะและที่นาของชาวบ้าน จากนั้น สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเลย จึงมีคำสั่งด่วนอีกครั้งในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ให้บริษัทฯ หยุดการทำเหมืองทันทีและแก้ไขปัญหาจนกว่าจะยุติ

                แต่ข้อมูลที่ย้อนแย้งกับการดำเนินกิจการของทุ่งคำมากขึ้นไปอีก คือ ไม่เพียงการทำเหมืองของบริษัทฯ จะไม่เคยหยุดชะงัก ทุ่งคำยังขอประทานบัตรขยายพื้นที่ทำเหมืองมากขึ้น โดยขั้นตอนผ่านมาถึงขั้นการจัดเวทีพับลิก สโคปปิง เพื่อจัดทำรายงาน EHIA ประกอบการขอประทานบัตร แปลงที่ 104/2538 (ภูเหล็ก) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2555 และเวทีพับลิก สโคปปิง เพื่อจัดทำรายงาน EHIA ประกอบการขอประทานบัตร แปลงที่ 76/2539 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2556

                ในขณะที่ใบอนุญาตประกอบโลหะกรรม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณภูทับฟ้าหมดอายุไปเมื่อ 12 สิงหาคม 2555

                ส่วนใบอนุญาตสำหรับการเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (แปลงภูทับฟ้า) ประทานบัตรเลขที่ 26968/15574 (ประทานบัตรมีพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวน), 26969/15575, และ 26970/15576 อายุ 10 ปี อนุญาตเมื่อ วันที่ 27 ธันวาคม 2545ได้หมดอายุไปเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2555

                และแม้ทุ่งคำจะยื่นคำขออนุญาตใช้ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติต่อจากกรมป่าไม้ แต่ก็ยังไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากตามระเบียบกรมป่าไม้ มีเงื่อนไขระบุว่า การเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ผู้ขออนุญาตจะต้องไม่มีปัญหากับราษฎรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง และต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาตำบล หรือ องค์การบริหารส่วนตำบลในท้องที่ที่ป่านั้นตั้งอยู่ ซึ่งการทำประชาคมที่ผ่านมาไม่เคยผ่านความเห็นชอบ

 


                                    บรรยายใต้ภาพ :  ผลกระทบจากการทำเหมืองบนพื้นที่ต้นน้ำภูซำป่าบอน


                ส่วนการขอใช้พื้นที่ภูเหล็กเพื่อขยายเหมืองนั้น ตามคำขอประทานบัตร 104/2538 พื้นที่ 290 ไร่ 1 งาน 92 ตารางวา พื้นที่เปิดขุมเหมืองรวม 30 ไร่ มีที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก และทับซ้อนอยู่กับพื้นที่ป่าหมายเลข 23 และเป็นพื้นที่ลุ่มนํ้าชั้น 1 เอ ซึ่งควรสงวนไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยเฉพาะ หากจะขอใช้พื้นที่ก็ต้องได้รับอนุญาตโดยผ่านมติ ครม.

                คำถาม คือ ในช่วงเวลาเหล่านี้ ทุ่งคำสามารถดำเนินกิจการเหมืองแร่และขอขยายพื้นที่ทำเหมืองแปลงใหม่อย่างต่อเนื่องเป็นขั้นเป็นตอนมาได้อย่างไร

 

ประเภทที่ดินในพื้นที่คำขอประทานบัตร

บริเวณ

อาชญาบัตรพิเศษ

ประทานบัตรที่

หน่วย (ไร่-งาน-ตารางวา)

พื้นที่

ประทานบัตร

พื้นที่เปิดขุมเหมือง

ป่าสงวนแห่งชาติ

ส.ป.ก

เขตป่าตามมาตรา 4(1)

น.ส.3

ภูทับฟ้า

119/2535

26968/15574

130-3-66

8

130-3-66

-

 

-

26969/15575

241-1-96

3

135-0-96

-

70-2-71

-

26970/15576

220-1-70

6

18-3-0

32-2-56

148-2-63

-

26971/15558

281-2-18

2

148-0-3

110-0-43

14-1-39

-

26972/15559

205-3-4

35

-

205-3-4

-

35

ภูซำป่าบอน

120/2538

26973/15560

211-0-8

32

175-3-69

21-1-14

13-3-25

-

รวม

1,291-0-62

86

608-3-34

369-3-17

312213

35

 

                เหตุอันเนื่องมาจาก ประทานบัตร 6 แปลง ของทุ่งคำ ตั้งอยู่ในที่ดินป่าสงวน และที่ดินที่มีเจตนารมณ์เพื่อให้เกษตรกรได้ทำการเกษตร ได้แก่

            ที่ดินในป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก608ไร่3งาน34ตารางวา กรมป่าไม้โดยการอนุมัติของรัฐมนตรีเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์โดยอธิบดีกรมป่าไม้

                แปลงภูซำป่าบอนประทานบัตรเลขที่26973/15560อายุ 10ปีอนุญาตเมื่อวันที่31ธันวาคม2543ถึง30ธันวาคม2553

                แปลงภูทับฟ้าประทานบัตรเลขที่26968/15574(ประทานบัตรมีพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวน), 26969/15575, และ26970/15576อายุ10ปีอนุญาตเมื่อวันที่27ธันวาคม2545ถึง26ธันวาคม2555

                ส่วนประทานบัตรเลขที่26971/15558กรมป่าไม้ให้รักษาสภาพเป็นป่าไม้ ไม่อนุญาตให้ทำกิจกรรมใดๆ ปัจจุบันใบอนุญาตทั้งหมดหมดอายุ

                ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน369ไร่3งาน17ตารางวา จังหวัดโดยสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดอนุญาตให้ใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ประทานบัตรเลขที่26970/15576, 26971/15558, 26972/15559, 26973/15560มีกำหนด10ปีออกให้เมื่อวันที่30กรกฎาคม2546หมดอายุ29กรกฎาคม2556 ที่ผ่านมา

                ที่ดินในเขตป่าตามมาตรา4(1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้พ..2484หมายถึงที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน312ไร่2งาน13ตารางวา จังหวัดโดย สำนักงานป่าไม้เป็นผู้อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดได้ทำหนังสือทวงถามถึงใบอนุญาตไปยังสำนักงานป่าไม้หลายครั้ง แต่เจ้าหน้าที่อ้างหนังสืออนุญาตตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน ยังหาไม่พบ

                และที่ดิน น.ส.3 ก. เนื้อที่ 35 ไร่ บนภูทับฟ้าของทุ่งคำ อยู่ในบริเวณประทานบัตรที่ 26972/15559 เป็นที่ดินผืนเดียวของบริษัทที่ใช้เป็นที่ตั้งสำนักงาน โรงงานประกอบโลหกรรม โรงงานบำบัดน้ำเสีย และบ่อเก็บกากแร่จากโรงงานแต่ก็มีคำถามว่าที่ดินบนยอดเขาภูทับฟ้า ป่าต้นน้ำ มีการออกเอกสารสิทธิ์ซื้อขายกันมาได้อย่างไร


                     บรรยายใต้ภาพ :  ภาพถ่ายจากร่องลิ้นควาย อยู่บริเวณด้านหลังของโรงประกอบโลหกรรมของ
                     เหมืองทอง แปลงนาในร่องนี้รับน้ำจากภูทับฟ้าเช่นกัน

               

                1

                ย้อนกลับไปดูอีกครั้งถึงความเชื่อมโยงในประเด็นเรื่องที่ดิน การทำเหมือง อีไอเอเก่า-แก้ไขใหม่ และผลกระทบ

                เขตอาชญาบัตรพิเศษแปลงที่4เป็นหนึ่งในพื้นที่สำรวจแหล่งแร่ทองคำโครงการใหญ่ ซึ่งกรมทรัพยากรธรณี ได้นำออกประมูลให้เอกชนเข้าดำเนินการ โดยทุ่งคำได้ดำเนินการสำรวจแหล่งแร่มาตั้งแต่ปี 2535

                ตาม สัญญาว่าด้วยการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ แปลงที่สี่ พื้นที่น้ำคิว-ภูขุมทอง วันที่ 5 พฤศจิกายน 2534 ระหว่างกรมทรัพยากรธรณี กับ บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด และกับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่ให้ “เขตสิทธิ” ในการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ รวมถึงแร่อื่นๆ 545 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 340,605 ไร่ โดยไม่ระบุระยะเวลาสิ้นสุดในสัญญา

                ทุ่งคำได้ทำการเจาะสำรวจในบริเวณนี้ไปแล้วทั้งหมดจำนวน 148หลุม คิดเป็นระยะทั้งหมด 14,537 เมตร และยื่นคำขอประทานบัตรรวม106แปลงพื้นที่รวม29,824ไร่ 3 งาน 75ตารางวา ปัจจุบันได้รับประทานบัตรแล้ว6แปลงพื้นที่รวม1,291ไร่ 62ตารางวา คือกลุ่มประทานบัตร 5 แปลง ซึ่งร่วมแผนผังโครงการเดียวกัน ได้แก่ ประทานบัตรที่ 26968/15574, 26969/15575, 26970/15576, 26971/15558, 26972/15559 มีเนื้อที่รวมกัน ทั้งหมด 1,080 ไร่ 56 ตารางวา เรียกว่า “โครงการเหมืองแร่ทองคำภูทับฟ้า” อยู่ในเขตอาชญาบัตรพิเศษที่ 119/2535 ของทุ่งคำ

                ส่วนประทานบัตรที่ 26973/15560บนภูซำป่าบอน เนื้อที่ 211 ไร่ 8 ตารางวา พื้นที่ทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก อยู่ในเขตอาชญาบัตรพิเศษที่ 120/2538 ของทุ่งคำ

                จากการสำรวจ บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถดำเนินการทำเหมืองโดยคิดเป็นผลผลิตทองคำประมาณ 25,700 ออนช์/ปี เป็นระยะเวลา 5 ปี จากปริมาณสำรองที่คาดไว้ประมาณ 2ล้านตัน

                ข้อมูลจาก รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ฉบับเพิ่มเติม) โครงการเหมืองแร่ทองคำ (คำขอประทานบัตรที่62-67/2538) ตำบลเขาหลวงอำเภอวังสะพุงจังหวัดเลยของบริษัททุ่งคำจำกัดจัดทำโดยบริษัทเอส.พี.เอส.คอนซัลติ้งเซอร์วิสจำกัด(บทความนี้ขอเรียกว่า “อีไอเอฉบับ เอส.พี.เอส.) ได้รับความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในปี 2541 ระบุว่าลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของพื้นที่คำขอประทานบัตรตั้งอยู่บนยอดเขาภูทับฟ้ามีลำห้วยที่เป็นลำนํ้าสาขาที่1/1ของห้วยผุกซึ่งลำนํ้าสายนี้เมื่อจัดเรียงลำดับของลำธาร (Stream Order) จัดได้ว่าเป็นลำนํ้าสาขาอันดับที่1 (first order) มีความยาวจากต้นนํ้าถึงปลายนํ้าประมาณ1.50กิโลเมตรนอกจากนี้ยังมีลำธารเล็กๆที่เป็นทางนํ้าไหลชั่วขณะฝนตกในพื้นที่ตอนบนที่เป็นเนินเขาสูงมากมาย

                บริเวณที่ตั้งนี้มีห้วยผุกสาขา1/1ไหลผ่านกลางพื้นที่จากทิศตะวันตกไปตะวันออกลงสู่ห้วยผุกและห้วยฮวยโดยลำนํ้านี้จะมีนํ้าไหลในช่วงฤดูฝนเท่านั้นและพื้นที่สองข้างลำนํ้าได้ถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นที่นาปลูกข้าวและฝายเก็บกักนํ้าเพื่อเกษตรกรรมหมดแล้วโดยการทำร่องขนาด1.0-1.5เมตรให้นํ้าไหลผ่านและไม่มีที่ตั้งของชุมชนในบริเวณนี้

                บริษัทฯ ได้ซื้อที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ (..3) ตามแนวทางนํ้านี้ไว้บางส่วน (35 ไร่) เพื่อใช้เป็นบริเวณก่อสร้างของโครงการฯส่วนพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ก็ได้จ่ายค่าชดเชยพืชไร่และค่าขนย้ายไปตลอดแนวจนถึงต้นนํ้า และวางแผนเพื่อใช้พื้นที่ในบริเวณต้นนํ้าเป็นสระเก็บกักกากแร่จากโรงงานซึ่งถัดลงมาทางปลายนํ้าจะใช้เป็นพื้นที่เก็บกักมูลดินทรายจากการทำเหมืองและพื้นที่โครงการเป็นบริเวณบำบัดนํ้าเสียและพื้นที่ Engineered Wetland

                ต่อมา ทุ่งคำได้ทำการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการบางส่วน จึงต้องทำการศึกษาทบทวนมาตราการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อประกอบการขออนุญาตการทำเหมืองอีกครั้งจาก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

                ดังนั้น ทุ่งคำจึงว่าจ้างให้ ศูนย์การจัดการสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ ศูนย์วิจัยน้ำบาดาล คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเหมืองแร่ทองคำ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด แปลงประทานบัตรที่ 26968/15574, 26969/15575, 26970/15576, 26971/15558, 26972/15559และ 26973/15560(การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต) เดือนสิงหาคม 2552(บทความนี้ขอเรียกว่า “อีไอเอฉบับ ม.ขอนแก่น”)

                อีไอเอฉบับ ม.ขอนแก่น ระบุว่า ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของพื้นที่กลุ่มประทานบัตรจำนวน 5 แปลง เป็นภูเขาสลับกับหุบเขา และทางนํ้าสายสั้นๆ ไหลจากหุบเขาลงสู่ทางนํ้าสายหลัก ส่วนลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของพื้นที่ประทานบัตร 26973/15560 บนภูซำป่าบอน ประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อน เป็นที่ราบหุบเขาและที่ราบลุ่มนํ้า มีทางนํ้าสาธารณะไหลผ่าน 1 สาย คือ ห้วยผุก สายน้ำทั้งหมดไหลลงสู่ ห้วยนํ้าฮวย

                พื้นที่ประทานบัตรทั้ง 6 แปลงอยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 2 และ 3 โดยพื้นที่ในประทานบัตรส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ส่วนพื้นที่ประทานบัตรทั้งหมดที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก มีความสมบูรณ์ของต้นไม้มีค่าน้อยมาก เนื่องจากมีชาวบ้านบางส่วนบุกรุกเข้าไปแผ้วถางป่าเพื่อการเกษตรกรรม ต้นไม้ที่เหลืออยู่เป็นพวกไม้ล้มลุกและป่าไผ่เป็นส่วนใหญ่

                ส่วนการศึกษาสภาพอุทกธรณีวิทยาของพื้นที่โครงการ นํ้าบาดาลไหลจากทิศตะวันตกบริเวณที่จะก่อสร้างบ่อกักเก็บกากแร่ ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณที่จะก่อสร้างโรงแต่งแร่ นํ้าบาดาลจะไหลอยู่ในระดับตื้นและมีลักษณะไม่ต่อเนื่องกัน

                ผลการจำลองระบบการไหลของนํ้าบาดาล พบว่า กระบวนการทำเหมืองและการแต่งแร่ มีผลต่อการไหลของนํ้าบาดาลในพื้นที่ศึกษา และมีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพธรรมชาติเนื่องการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ของโครงการ คือ มีการกักเก็บนํ้าทิ้งกากแร่และบ่อเก็บกักนํ้าใช้ในพื้นที่โครงการ

                รวมทั้ง ผลการจำลองให้มีการกักเก็บกากแร่ในบ่อกักเก็บกากแร่ในระดับสงสุด (320 ม.รทก.) แสดงให้เห็นว่าทิศทางการไหลของนํ้าบาดาลมีการไหลเร็วขึ้นและมีทิศทางการไหลลงในแนวดิ่งมากขึ้น

                ข้อมูลทั้งหมดนี้หากนำมาวิเคราะห์ตามลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่ ซึ่งเป็นภูเขา สลับกับหุบเขา และทางนํ้าสาธารณะรวมทั้งการที่ประทานบัตรทั้ง6แปลง อยู่ในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน และที่ดินในเขตป่าตามมาตรา4(1) ซึ่งการเข้าใช้ประโยชน์ต้องมีการอนุญาตจากหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ไม่แปลกใจที่อีไอเอฉบับ ม.ขอนแก่น จะระบุประเด็นสำคัญไว้อย่างชัดเจนในมาตรการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการติดตามตรวจสอบว่า

                เนื่องจากการทำเหมืองแร่จะก่อให้เกิดผลกระทบในระดับที่สูง โดยหากไม่มีมาตรการที่ดีเพียงพอแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมากกว่าผลตอบแทนที่ได้รับ ดังนั้น มาตรการที่เสนอจะเน้นในเรื่องของการป้องกันอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันการเสนอมาตรการ ได้พิจารณาถึงความป็นไปได้ในเชิงวิศวกรรมและการลงทุน โดยจะต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ประกอบการมากจนเกินไปในขณะเดียวกันจะได้พิจารณาถึงมาตรการที่เสนอว่าสามารถป้องกันความเสียหายที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมในด้านหนึ่ง แต่กลับไปเพิ่มปัญหาสิ่งแวดล้อมในอีกด้านหนึ่งหรือไม่

            หัวใจสำคัญของข้อความตัวหนาที่ปรากฎในข้างต้นเหล่านี้ มีข้อโต้แย้ง ข้อสรุป และยังสะท้อนภาพข้อเท็จจริงหลายประเด็นที่ปรากฎในพื้นที่

                อย่างไรก็ตาม บทความนี้ขอเสนอประเด็นแรกที่ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ได้ร่วมกัน อธิบาย ตรวจสอบ และวิเคราะห์กันมาอย่างถี่ถ้วน

 


                     บรรยายใต้ภาพ :  นาข้าวในร่องห้วยเหล็ก ตั้งอยู่ในหุบเขาระหว่างภูทับฟ้ากับภูเหล็ก พื้นที่ที่มีการศึกษา
                    และตรวจสอบว่าได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนของไซยาไนด์และโลหะหนักมาโดยตลอด เนื่องจาก
                    เป็นร่องเขาที่ต้นน้ำจากภูทับฟ้า (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเขื่อนไซยาไนด์) จะไหลลงโดยตรงมาตามร่องหุบเขา


                2

                อีกครั้งจากถ้อยคำในอีไอเอฉบับ ม.ขอนแก่น ที่สรุปได้ว่า พื้นที่ประทานบัตรทั้ง 6 แปลงอยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 2 และ 3อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก มีความสมบูรณ์ของต้นไม้มีค่าน้อยมาก เนื่องจากมีชาวบ้านบางส่วนบุกรุกเข้าไปแผ้วถางป่าเพื่อการเกษตรกรรม ต้นไม้ที่เหลืออยู่เป็นพวกไม้ล้มลุกและป่าไผ่เป็นส่วนใหญ่

                กระบวนการทำเหมืองและการแต่งแร่ มีผลต่อการไหลของนํ้าบาดาลในพื้นที่ศึกษา และมีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพธรรมชาติเนื่องการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ของโครงการ คือ มีการกักเก็บนํ้าทิ้งกากแร่และบ่อเก็บกักนํ้าใช้ในพื้นที่โครงการ

                การทำเหมืองแร่จะก่อให้เกิดผลกระทบในระดับที่สูง การพิจารณาถึงความป็นไปได้ในเชิงวิศวกรรมและการลงทุน โดยจะต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ประกอบการมากจนเกินไป

                และในอีไอเอฉบับ เอส.พี.เอส.ที่สรุปได้ว่า บนยอดเขาภูทับฟ้า มีลำห้วยที่เป็นลำนํ้าสาขาที่1/1ของห้วยผุกซึ่งเป็นลำนํ้าสาขาอันดับที่1นอกจากนี้ยังมีลำธารเล็กๆที่เป็นทางนํ้าไหลชั่วขณะฝนตกในพื้นที่ตอนบนที่เป็นเนินเขาสูงมากมาย

                บริเวณที่ตั้งนี้มีห้วยผุกสาขา1/1ไหลผ่านกลางพื้นที่จากทิศตะวันตกไปตะวันออกลงสู่ห้วยผุกและห้วยฮวยโดยลำนํ้านี้จะมีนํ้าไหลในช่วงฤดูฝนเท่านั้นและพื้นที่สองข้างลำนํ้าได้ถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นที่นาปลูกข้าวและฝายเก็บกักนํ้าเพื่อเกษตรกรรมหมดแล้ว

                และบริษัทฯ ได้ซื้อที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ (..3) ตามแนวทางนํ้านี้ไว้บางส่วน (35 ไร่) เพื่อใช้เป็นบริเวณก่อสร้างของโครงการฯส่วนพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ก็ได้จ่ายค่าชดเชยพืชไร่และค่าขนย้ายไปตลอดแนวจนถึงต้นนํ้า และวางแผนเพื่อใช้พื้นที่ในบริเวณต้นนํ้าเป็นสระเก็บกักกากแร่จากโรงงานซึ่งถัดลงมาทางปลายนํ้าจะใช้เป็นพื้นที่เก็บกักมูลดินทรายจากการทำเหมือง

                สรุปแล้ว ภาษาวิชาการจากข้างต้นเหล่านี้ มีคำอธิบายลักษณะภูมิประเทศและอุทกธรณีวิทยาด้วยภูมิปัญญาที่สะสมมาหลายชั่วอายุคนของชาวบ้าน 7 คนมีเพียงประเด็นใหญ่ๆ 3 ประเด็นที่พวกเขานั่งกางแผนที่ และเขียนแผนที่ขึ้นมาเพื่ออธิบาย

                ประเด็นที่ 1 คือ ภูเขา ป่าไม้ และหุบเขา ทั้งหมดในพื้นที่ประทานบัตร คือ “ซำน้ำ” ซึ่งจะมีการเรียกตามลักษณะอาการของน้ำตามธรรมชาติ เช่น น้ำซำ โป่งห้วย น้ำผุด น้ำซ่าง น้ำออกบ่อร่อง ที่ล้วนแสดงถึงความหมายในการเป็นแหล่งต้นน้ำ แหล่งน้ำ น้ำใต้ดิน ลุ่มน้ำ และทางน้ำไหลตามธรรมชาติโดยภูเขาและป่าไม้ในพื้นที่จะทำหน้าที่ซึมซับน้ำฝนเอาไว้

                ภูเขา ร่องเขาทุกร่อง น้ำใต้ดินและน้ำบนบกจะเชื่อมต่อถึงกันและมีการแผ่กระจายไหลไปตามระดับจากภูเขา ผ่านหุบเขาร่องเขา ไปจนถึงที่ลุ่ม

                ร่องน้ำตามธรรมชาติในหุบเขาจะมีน้ำไหลตลอดทั้งปี และมีปริมาณเพียงพอต่อการใช้ในครัวเรือนและการใช้น้ำในพื้นที่เกษตรกรรม

                ผลผลิตจากป่าหากคำนวณหยาบๆ ใน 1ฤดูกาล หนึ่งครัวเรือนจะเก็บหน่อไม้ 50 กิโลกรัม ผักหนาม 50 กิโลกรัม ใบตองจากกล้วยป่า น้ำผึ้ง ไข่มดแดง หรือปลา ปู สาหร่าย หอยในล้ำห้วยลำธาร ฯลฯ เพียงครัวเรือนทั้งหมดใน 6 หมู่บ้าน ก็ไม่สามารถประเมินมูลค่าเศรษฐกิจซึ่งเป็นความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนนี้ได้ ซึ่งสภาพเช่นนี้ขัดแย้งกับ “สภาพป่ามีความเสื่อมโทรม” ที่อีไอเอพยายามกล่าวอ้างอย่างบิดเบือนไว้

                และแม้ว่า พื้นที่ประทานบัตรทั้ง 6 แปลง จะถูกกำหนดให้อยู่ในเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 2 และ 3สามารถใช้พื้นที่ในการทำเหมืองแร่ได้ แต่ในมาตรา 6 ทวิ และมาตรา 6 จัตวา พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 พื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำหรือ “ป่าน้ำซับซึม”จะต้องคำนึงถึงการเป็นพื้นที่สงวนหวงห้ามก่อนเป็นอับดับแรก แม้จะปรากฏว่ามีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงก็ตาม

                “การที่อีไอเอเขียนว่า ป่ามีความเสื่อมโทรม หรือลำนํ้าได้ถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นที่นาปลูกข้าวและฝายเก็บกักนํ้าเพื่อเกษตรกรรมหมดแล้ว ไม่ใช่ความจริง

                “ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยเห็นน้ำในร่องห้วยแห้ง เพราะเป็นพื้นที่หุบเขา ฝนตก 30% ที่นี่ก็ทำนากันได้แล้ว เพราะภูเขาทั้งหมดจะอุ้มน้ำไว้” สมัย ภักมี ผู้เชี่ยวชาญจากบ้านนาหนองบงอธิบาย

                ประเด็นที่ 2รูปแบบของเกษตรกรรมในร่องห้วย หรือ หุบเขา คือ ภูมิปัญญาด้านการเกษตรในพื้นที่ภูเขาซึ่งมีที่ราบลุ่มน้อย ชาวบ้านจะทำนาปลูกข้าวในทุกหุบเขาที่มีทางน้ำไหลผ่าน โดยจะถมพื้นที่ตรงกลางระหว่างหุบเขาเพื่อทำนา โดยเบี่ยงทางน้ำธรรมชาติออกเป็นสองฝั่งให้ไหลขนาบไปตามแปลงนา และขุดฮองเหมือง เป็นร่องน้ำเล็กๆ แตกแขนงเป็นโครงข่ายไปยังแปลงนาทุกแปลงในหน้าฝน ส่วนฝายเก็บกักนํ้าจะทำไว้ในพื้นที่ที่มีความลาดเอียงสูง เพื่อหน่วงเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งดังนั้นไม่ได้เป็นการทำลายทางน้ำไหลให้เสื่อมสภาพ แต่เป็นระบบเหมืองฝายที่ดำรงอยู่คู่กับการเกษตรในพื้นที่มาจนปัจจุบัน

                ประเด็นที่ 3 บนยอดเขาภูทับฟ้า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการทำเหมืองอยู่  คือพื้นที่ “ซำน้ำ”ซึ่งเป็นต้นกำเนิดน้ำ ชาวบ้านเรียกบริเวณนั้นว่า “โป่งห้วยดินดำ”

                แต่เขื่อนเก็บกากแร่ที่ปนเปื้อนไซยาไนด์และโลหะหนักชนิดต่างๆ สร้างขึ้นทับโป่งห้วยดินดำเต็มพื้นที่ทำให้น้ำใต้ดินและน้ำบนบกจากบริเวณเขื่อนเก็บกากแร่ไหลตรงลงมาทางร่องห้วยเหล็กและร่องเขาอื่นๆ บนภูทับฟ้าช่วงเวลาที่ผ่านมาแม้จะมีการตรวจสอบว่ามีการปนเปื้อนในห้วยเหล็กและการเกษตรในร่องห้วยเหล็กมากกว่าบริเวณอื่น แต่ระบบน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาทั้งหมดจะเชื่อมต่อถึงกันจากต้นน้ำบนภูเขา ลำห้วย ฮองน้ำในนา (เหมืองฝาย) และน้ำในพื้นที่ทั้งหมดจะไหลไปรวมกันในลำน้ำฮวย

                ส่วนพื้นที่ทิ้งขยะจากการทำเหมือง ซึ่งประกอบไปด้วย หิน และมูลดินทราย (เรียกในอีไอเอว่า “มูลดินทราย”) 5 พื้นที่ และลานกองสินแร่รวมถึงระบบบำบัดน้ำทิ้งและโรงประกอบโลหกรรม ก็สร้างขึ้นมาทับลำน้ำสาขาของห้วยผุกซึ่งเป็นทางน้ำสายหลักที่เชื่อมต่อกับ ซำน้ำโป่งห้วยดินดำและปิดกั้นทางน้ำธรรมชาติที่ไหลลงจากภูทับฟ้าเรียกว่า “ร่องห้วยดินดำ”“ร่องห้วยลิ้นควาย” และ “ร่องนำซำ”โดยตรง

                โอ คำไล้ ผู้เชี่ยวชาญจากบ้านห้วยผุก เล่าถึงความกังวลของผู้คนในพื้นที่“หลังจากเหมืองเปิดกิจการร่องภูทับฟ้าทั้งหมดเคยเป็นป่าสมบูรณ์ ร่องนาซำเมื่อก่อนน้ำไหลตลอดทั้งปี แต่ 2 ปีหลังมานี้น้ำแห้ง ปลูกข้าวปีที่แล้วได้แค่ 3 กระสอบ ถั่วเหลืองที่ปลูกน้ำก็ไม่พอ เพราะร่องทั้งร่องเหมืองเอาหินมากองจนกลายเป็นภูเขาหินลูกใหม่ปิดทางน้ำไปทั้งร่อง และยังเกิดปัญหาหินไสลด์ลงมาที่แปลงนาหลายครั้งในหน้าฝน น้ำที่ชะล้างมาจากภูเขาหินเราไม่เคยรู้เลยว่ามันปนเปื้อนไปด้วยสารเคมีอะไรบ้าง

                “บ่อน้ำซ่าง 2 บ่อที่อยู่ใต้ลงมาจากภูเขาหินทิ้ง เมื่อก่อนชาวบ้านหลายหมู่บ้านในละแวกนี้จะมาตักกินแต่ปัจจุบันกินไม่ได้แล้ว เพราะไม่รู้ว่าปลอดภัยหรือไม่”

                สำหรับยอดเขาภูซำป่าบอน ซึ่งเป็นพื้นที่ซำน้ำเช่นกัน ปัจจุบันกลายเป็นขุมเหมืองเก่าที่ผ่านการทำเหมือง ความเป็นแหล่งต้นน้ำตามธรรมชาติเสื่อมสภาพ ลานกองแร่ไม่สามารถฟื้นฟู มีการชะล้างหน้าดินพังทลาย ที่ดินเสื่อมสภาพจนพืชไม่สามารถเจริญเติบโต

                ข้อสังเกตที่ผู้เชี่ยวชาญชาวบ้านได้อ่านจากอีไอเอฉบับ ม.ขอนแก่น ที่มีเปลี่ยนแปลงรายละเอียดและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตการทำเหมือง ด้วยการย้ายที่ตั้งของโรงแต่งแร่ และการย้ายที่กองหินทิ้งบนภูทับฟ้า ไปทางทิศเหนือประมาณ 200 เมตร นั่นคือ การยอมรับว่า กิจกรรมการทำเหมืองที่สร้างทับอยู่บนพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งภูเขา หุบเขา ร่องน้ำ น้ำใต้ดินน้ำท่า และการเกษตรของชุมชนโดยรอบมีความสัมพันธ์กันทั้งระบบนั้นส่งผลกระทบรุนแรงมากกว่าที่คาดคิด

                แต่หากพิจารณาถึงความป็นไปได้ในเชิงวิศวกรรมและการลงทุนที่อีไอเอเน้นว่า “จะต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ประกอบการมากจนเกินไป”

                ในสายตาของชาวบ้านรอบๆ เหมือง ทางแก้เหล่านี้คือการดิ้นรนเพื่อให้เหมืองสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้เท่านั้น

                “การทำเหมืองบนภูซำป่าบอน อีไอเอให้ขุดร่องน้ำรอบขุมเหมือง แต่ทุ่งคำไม่ได้ทำตามเหมืองบนภูทับฟ้ามีการขุดร่องน้ำไว้บ้าง แต่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีการปูผ้ายาง น้ำจึงซึมลงไปถึงน้ำใต้ดิน ฝนตกลงมาน้ำในร่องล้นก็ไหลชะล้างดินในบริเวณที่มีการทำเหมืองมาลงที่นา บ่อเก็บกากแร่ซึ่งปนเปื้อนสารพิษก็ไม่มีการขุดร่องน้ำโดยรอบ การทำเหมืองที่นี่ผู้ประกอบการทำไป แก้ไป ปัญหาเกิดแล้วเกิดอีก มันไม่ถูกต้อง เพราะถ้าคุณจะทำเหมืองที่มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมร้ายแรงคุณจะต้องทำมาตรการในการปกป้องดูแลกิจการให้ดีตั้งแต่วันแรกก่อนที่จะดำเนินกิจการ” สมัย ภักมี กล่าว

 

                3

                10 ปีผ่านไป ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินส.ป.ก และที่ดินเขตป่าตามมาตรา 4(1)รวม 1,291ไร่ 62ตารางวาที่เสื่อมสภาพเพราะได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองและเป็นต้นเหตุของผลกระทบทั้งมวลที่สร้างความเดือดร้อนให้ชุมชนในพื้นที่โดยยังไม่มีการแก้ไขพร้อมทั้งความพยายามของทุ่งคำที่ต้องการจะขออนุญาตใช้พื้นที่ดังที่กล่าวต่อไป

                ล่าสุดทุ่งคำได้ส่งแผนการฟื้นฟูพื้นที่ทำเหมืองแร่ ตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับปรับปรุงประจำปี 2556 ที่รายงานการใช้จ่ายเงินในการฟื้นฟูรวม 57,886,322 บาท ตามเงื่อนไขที่ผู้รับอนุญาตจะต้องจัดให้มีแผนบรรเทาผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขอต่อใบอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว

                แต่ข้อเท็จจริง คือ การฟื้นฟูที่ผ่านมาเหล่านั้นไม่ได้เกิดผลเป็นรูปธรรม

                สุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ ให้เหตุผลที่ผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองในพื้นที่โดยรอบได้ทำหนังสือคัดค้านส่งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบมาอย่างต่อเนื่อง

                 “ผมถามว่าที่ทุ่งคำได้ฟื้นฟู คือ ฟื้นฟูอะไรพื้นที่ป่าไม้ ส.ป.ก. ที่ป่ามาตรา 4(1) มีขุมเหมืองแบ่งออกเป็น 3บริเวณ รวม 6แปลง 104ไร่ เขื่อนเก็บกาก 94ไร่ การฟื้นฟูที่ทุ่งคำทำเป็นแค่การสร้างภาพเพื่อเป็นข้ออ้างในการขออนุญาตใช้พื้นที่ต่อเท่านั้น นี่คือข้อเท็จจริงที่ปรากฎอยู่อย่างชัดเจนทั้งขุมเหมืองบนภูซำป่าบอน และผลกระทบต่างๆ ที่เกิดจากการทำเหมืองบนภูทับฟ้า

                เวลานี้เมื่อใบอนุญาตดังกล่าวทั้งหมดได้หมดอายุลงแล้ว เราจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหยุดขั้นตอนและไม่ต่อใบอนุญาตให้ทุ่งคำใช้พื้นที่ขอให้มีการปิดเหมือง ฟื้นฟู และขอคืนพื้นที่ป่าไม้ และ พื้นที่ ส.ป.ก. มาให้เกษตรกรและชาวเมืองเลยได้ใช้ประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของการรักษาป่าและการให้ที่ดินเพื่อเกษตรกรได้ทำเกษตรต่อไป” สุรพันธ์ กล่าว    

                สำหรับกิจกรรม “พาน้องร้องเพลง” ที่เป็นการส่งเสียงสะท้อนต่อปัญหาผลกระทบหลังจากมีเหมืองทองคำเกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งที่หน้าสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเลย และ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรจังหวัดเลย

                อย่างน้อยที่สุด เสียงที่ตอบรับว่าได้ยินแล้ว หนึ่งในนั้นคือ วัชรินทร์ วากะมะนนท์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัด ที่ประกาศกับชาวบ้านในทันทีว่า “ส.ป.ก. ไม่เคยรู้เห็นเป็นใจกับบริษัทเหมืองทองคำ และจะไม่ต่ออายุใบอนุญาตให้บริษัทฯ ใช้ที่ดิน ส.ป.ก. ต่อ ประเด็นปัญหาเรื่องที่ดินเหมืองทองจะรอเวลาให้คดีทั้งหมดถึงที่สุดแล้วจะดำเนินการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. ให้กับประชาชนได้มีที่ดินทำกินตามนโยบายของ ส.ป.ก. ขอให้ทุกคนวางใจได้”

                ที่นี่ เหมืองแร่ เมืองเลย ยังมีประเด็นปัญหาใหญ่ๆ อีกมากมายหลายเรื่องที่ชาววังสะพุงรอบเหมืองทองยังต้องต่อสู้และสะสางกันต่อไป ...โปรดติดตาม

 

เนื้อหาในบทความ สรุปจากการประชุม “นักสะดำป่าและน้ำวิเคราห์อีไอเอ”วันที่ 17 มีนาคม 2557 ณ หมู่บ้านาหนองบง ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย

ผู้ร่วมประชุม 1.นายสมัย ภักมี 2.นายโอ คำไล้ 3.นายประหยัด ศรสุภาพ 4.นายฉ่ำ คุณนา 5.นางใหม่ รามศิริ 6.นายศรีไพร คำไล้ 7.นางสาวภัทราภรณ์ แก่งจำปา

(นักสะดำ หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญ)

ปฏิประเทศเริ่มจากก้าวเล็กๆ

สำนักงานกองทุนการส่งเสริมสุขภาพ หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม สสส.    ซึ่งถือเป็นองค์กรที่เปิดโอกาสให้กับกลุ่มบุคคล องค์กรและชุมชนทั่วไป ได้ทำโครงการสร้างเสริมสุขภาพที่มีความคิดสร้างสรรค์ และมีคุณภาพต่อกลุ่มเป้าหมายหลัก(กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม) กระจายตัวอย่างกว้างขวางครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย   โดยเน้นกระตุ้นและสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพมายาวนาน

แต่ปัจจุบันองค์กรต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับ สสส. นั้นกำลังประสบปัญหาในเรื่องการของการกระจายงบประมาณ   ความขัดแย้งในการกำหนดเป้าหมาย แนวทางการดำเนินงานระหว่าง สสส. กับองค์กรภาคีต่างๆ  และเกณฑ์ในการประเมินผลการดำเนินกิจกรรม ซึ่งทำให้องค์กรภาคีต่างร่วมเสนอมุมมองการแก้ไขปฏิรูปทั้งหลักการดำเนินการ เป้าหมาย และโครงการบริหารจัดการองค์กร

เข้ามาสัมพันธ์กับ สสส. ก็เพียงโครงการเดียวนะค่ะ ตอนที่มีประสบการณ์เขียนโครงการ โครงการเดียว  แต่ว่าแก้ไขไป 7-8 ครั้งแล้ว  เคยมีประสบการณ์เขียนโครงการส่งสหภาพยุโรป ส่งสหภาพยุโรปยากมาก   แต่ขอโทษทีเขียนส่ง สสส. ยากกว่า เพราะว่าสหภาพยุโรปเขามีกระดาษมาเลยก่อนที่จะให้เขียนสิบหน้า นี่คือกรอบของเขา มีคำถามอย่างนี้อย่างนี้คุณต้องตอบ  แล้วธีม(theme) ของการเขียนโครงการนี้คืออะไร กลุ่มเป้าหมายคือใครในสโคป(scope)  พอถึงเวลาส่ง  เขาจะพิจารณาผ่านไม่ผ่าน จบ!   แต่ว่า  สสส.  ไม่มีกรอบที่ชัดเจนว่าต้องการอะไร  คำถามไม่ชัดเจน ถ้าได้ด้ายเข็มมาเราไม่มีเวลามาแก้ไขกัน  7 ครั้ง   พอถึงที่สุดแล้วมันได้แล้ว แต่ว่ามันอาจจะไปติดอะไรที่ไม่มี  อบต.อยู่ในโครงการ ต้องไปเพิ่ม อบต.ก่อนได้ไหม  ซึ่งมันเลยเห็น ความไม่โปร่งใสของสิ่งที่  สสส. อยากทำ ว่าอยากทำอะไร กรอบคืออะไร ต้องการขับเคลื่อนอะไร  นั่นคือหนึ่งเสียงสะท้อนจากตัวแทนองค์กรภาคีของ สสส.ซึ่งพยายามแสดงให้เห็นว่า สสส. ยังขาดการกำหนดชอบเขตเป้าหมายที่ชัดเจน ในการจัดการดำเนินกิจกรรม และนอกจากนั้น องค์กร สสส.ยังขาดจินตนาการเรื่องมโนธรรมและความรับผิดชอบต่อองค์กรภาคีในการสนับสนุนทุนอย่างมีขั้นตอนรวดเร็วและเข้าถึงง่าย

ส่วน  ศักดิ์สิทธิ์ บุญญะผล จาก เครื่อข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง เป็นอีกหนึ่งเสียงสะท้อนจากภาคีเครือข่ายของ สสส. ที่มองว่า การพิจารณาโครงการของ สสส.  เพื่ออนุมัติงบประมานในการดำเนินโครงการนั้น ยังเข้าถึงได้ยาก มีการใช้เส้นสายในระหว่างขั้นตอนการทำงาน ให้ความสำคัญกับระบบอุปถัมภ์ในทางที่ผิดกำหนดเกณฑ์การพิจารณาไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

 “เมื่อครั้งทำเรื่องภัยพิบัติก็ดูรุงรังพอสมควรในการตามงาน ทีนี้จะพูดเรื่องของการที่ว่าทำไมกระบวนการที่ต้องทำไมการคัดกรองโครงการ ทำไมไอ้ที่อยู่ชุมชน งานชุมชนเดินงานต่อเนื่องตลอด การจัดตั้งคือการทำงานต่อเนื่อง ปรากฏว่ากลุ่มเหล่านี้เข้าไม่ถึง สสส. โดยส่วนมากก็เหมือนทุกท่านจะบอกว่า สสส.จะสนับสนุนงานด้านวิชาการ งานวิชาการเสนอโครงการมา ผ่านกลุ่มงานเคลื่อนไหวจริงๆ งานระดับล่างจริงๆ ไม่มีการพิจารณาเท่าที่ควร ถ้าไม่มีเส้นสาย ถ้าไม่มีเพื่อน  ไม่มีคนคอย   เฮ้ย! พิจารณาให้หน่อยจะตายแล้ว อะไรอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่า สสส.  ควร คนพิจารณาโครงการที่ควร   ผมว่า สสส. อาจจะมีเป้าหมายอย่างดีอยู่แล้ว แต่คนพิจารณาโครงการหรือเปล่าที่ไม่เข้าใจว่าการทำงานของชุมชน   มันคือการทำงานต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นตัวชี้วัดของผู้พิจารณาโครงการ   กลายเป็นว่าชี้วัดเรื่องนวัตกรรมนะ โมเดลนะ หรือเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาวะนะ คนที่ทำงานพยายามเขียนโครงการเรื่องนี้มาเพื่อสอดรับหรือสอดคล้องตามความต้องการของชุมชน ปรากฏว่าผู้พิจารณาไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ถือว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่เกี่ยวกับสุขภาวะ ไม่เห็นนวัตกรรมใหม่ในสังคม ผมคิดว่าปัญหาที่แท้จริงมันเป็นปัญหาของคนพิจารณาโครงการ ผมว่าเป็นคนพิจารณาโครงการของ สสส.ที่ไม่เข้าใจกระบวนการทำงานของชุมชน   สิทธิศักดิ์กล่าวย้ำ

                ดังนั้น  เนื่องจากงานพัฒนาภาคประชาสังคมซึ่งส่วนมากเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนการพึ่งพาแหล่งทุนโดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งเป็นหนทางเดียวสำหรับองค์กรขนาดเล็ก ที่ทำงานกับชุมชนมักจะเข้าไม่ถึงทำให้ในระยะยาวยาวทั้งโครงการและองค์กรมักจะประสบปัญหาไม่สามารถดำเนินการไปได้ซึ่งเป็นเรื่องที่นาเสียดาย โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเร่องการสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม  เพื่อค้นหาและติดตามเกี่ยวอุปสรรค เงื่อนไข บทบาทและแนวทางแก้ไข ในการสร้างพลังให้ขบวนองค์กรภาคประชาสังคม

                ในสถานการณ์ที่กำลังปลุกกระแส “ปฏิรูป” กันทั้งประเทศนี้ แท้จริงมันดูเป็นเรื่องใหญ่และยากจะก้าวไปถึงหาก แต่การนั้นละเลยการกลับมามององค์กรเล็กๆ อย่าง สสส. หรือองค์กรทุนของรัฐทุกๆ องค์กร เพื่อให้ความฝันถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีนั้นเกิดขึ้นจริงกับทุกๆ คน โดยเฉพาะกับองค์กรภาคประชาสังคม หรือ องค์กรพัฒนาเอกชน นั่นเอง


ธนาเดช สุระกำแหง
นักศึกษาฝึกงาน ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

ข้อสังเกตของเอฟทีเอ ว็อทช์ ต่อการโพสต์นายกฯยิ่งลักษณ์เรื่องไทยจะถูกสหภาพยุโรปตัด GSP

ตามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค ระบุว่า เป็นที่น่าเสียดายที่ทางสหภาพยุโรปได้ระงับการเจรจาเอฟทีเอกับไทยเนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองและความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้การเจรจาล่าช้าออกไป มีแนวโน้มที่จะไม่ทันการถูกตัดสิทธิ GSP ของไทยในปี 2558 ซึ่งนอกจากจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงเนื่องจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าแล้ว ยังอาจส่งผลให้บรรษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิต หรือตัดสินใจลงทุนในประเทศที่มีสิทธิพิเศษทางการค้าไม่ว่าจะเป็น GSP หรือ FTA แทนที่จะลงทุน หรือทำธุรกิจต่อเนื่องในประเทศไทย

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง มีข้อสังเกตดังต่อไปนี้

1. การที่สิทธิพิเศษทางการค้า (Generalized System of Preferences: GSP) ที่ผู้ส่งออกไทยเคยได้รับอยู่และมีโอกาสจะถูกตัดสิทธินี้ในปลายปีหน้านั้น เป็นเพราะสิทธิพิเศษของประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมในประเทศด้อยพัฒนา แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น ประเทศไทยมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น รายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง 3 ปีติดต่อกัน และสินค้าที่จะถูกตัดสิทธิพิเศษนั้นมีส่วนแบ่งการตลาดเกิน 17.5% ไปแล้ว

นอกจากนี้ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยธนาคารไทยพาณิชย์ระบุว่า แม้จะถูกตัดสิทธิ GSP ทั้งหมดจะส่งผลกระทบกับการสูญเสียรายได้จากการถูกแย่งตลาด ประมาณ 2,562 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 79,422 ล้านบาท) ไม่ใช่ทั้งหมดของมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยที่ใช้สิทธิจีเอสพี มีมูลค่ากว่า 2.97 แสนล้านบาทแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม จากงานศึกษาชิ้นล่าสุดของคณะผู้แทนถาวรไทยในองค์การการค้าโลก เผยแพร่เมื่อ 9 ก.ค.55 ประเมิน ว่า ผลกระทบของการปฏิรูป GSP ของสหภาพยุโรปต่อการส่งออกของไทยอยู่ที่ 1,080 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 34,560 ล้านบาท) เท่านั้น

 

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่จะได้ผลกระทบ ได้แก่ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็คทรอนิค และ กุ้งแช่แข็งและแปรรูป

 

2. การเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปซึ่งเจรจาไปแล้ว 3 รอบนั้น ถูกกำหนดโดยฝ่ายนโยบายให้เป็นไปด้วยความเร่งรีบเพื่อสามารถต่อสิทธิ GSP ได้ทันต้นปี 2559 จึงกำหนดร่วมกับทางสหภาพยุโรปให้เจรจาให้เสร็จเพียง 7 รอบ ใช้เวลาทั้งสิ้นปีเศษๆเท่านั้น ทั้งที่เป็นเอฟทีเอที่มีเนื้อหาครอบคลุมกว้างขวางมากที่สุดเท่าที่ไทยเคยเจรจามา และมีหลายหัวข้อที่ไทยไม่เคยเปิดเจรจาในความตกลงอื่นมาก่อน เช่น ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยา และความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการคุ้มครองการลงทุน

 การเร่งเจรจาเพียงเพื่อหวังให้ได้ต่อสิทธิ GSP ทำให้ผู้เจรจาฝ่ายไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก และอาจถูกกดดันให้ต้องยอมตามประเด็นอ่อนไหวข้างต้น ซึ่งจะมีผลกระทบเสียหายยาวนานข้ามรัฐบาลและข้ามชั่วอายุคน ซึ่งจากการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพของทีมวิชาการโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

 ในส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจนั้นพบว่า หากไทยต้องยอมตามข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปให้มีการผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้อง    ที่มากเกินกว่าความตกลงทริปส์และเป็นประเด็นที่สหภาพยุโรปต้องการมากที่สุด พบว่าในปีที่ห้า (พ.ศ. 2556 โดยคำนวนจากปี พ.ศ.2550 ที่เป็นปีที่ทำการศึกษา) ถ้ามีการผูกขาดข้อมูลยา ค่าใช้จ่ายด้านยาของไทยจะสูงขึ้นอีก 81,356 ล้านบาท/ปี และหากต้องยอมการขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรยาเพิ่มขึ้นอีก 5 ปี ซึ่งมีผลทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นอีกเป็น 27,883 ล้านบาท/ปี

 ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ หากไทยต้องยอมไปเป็นภาคีคุ้มครองปรับปรุงพันธุ์ (UPOV 1991) จะมีผลให้เกษตรกรต้องจ่ายพันธุ์พืช ในราคาที่แพงขึ้น จากงานวิจัยพบว่า ราคาพันธุ์พืชจะขึ้นอย่างต่ำ 2-3 เท่าจนถึง 6 เท่าตัว ตอนนี้มูลค่า 28,000 ล้านบาทจะเพิ่มเป็นอย่างต่ำ 84,000 ล้านบาท และอาจถึง 143,000 ล้านบาทต่อปี

 ดังนั้น การเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปที่รวบรัด ไม่รอบคอบ อาจทำให้ไทยเสียประโยชน์อย่างมหาศาล ไม่ต่ำกว่าปีละ 193,239 ล้านบาทเทียบไม่ได้กับการได้ต่อสิทธิ GSP ที่ทางการไทยประเมินว่าจะสูญเสียแค่ 34,560 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น  

3. การแก้ปัญหาการเมือง และการได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการถูกฉุดรั้งทางการเมืองดังที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวไว้จริง แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นพึงตระหนักว่า การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ต้องประกอบด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอย่างมีความหมาย และคำนึงประโยชน์ของทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม มิใช่เมินเฉยต่อข้อเท็จจริงและความห่วงใยของภาคส่วนต่างๆ และมุ่งดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งให้ได้ประโยชน์ โดยที่คนจำนวนมากต้องแบกรับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

 ดังนั้น รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยจึงต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย ดำเนินการเจรจาอย่างอย่างรอบคอบเฉพาะอย่างยิ่งให้ความสำคัญกับผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนผู้มีรายได้น้อย เจรจาด้วยข้อมูลความรู้ มิใช่อาศัยเพียงการวิ่งเต้นของกลุ่มทุน และที่สำคัญต้องยืนหยัดเจรจาที่จะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดของประเทศที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม 

--
"เราไม่ได้ค้านการเจรจา FTA แต่เราต้องการให้การเจรจาเป็นไปอย่างรอบคอบและสะท้อนข้อห่วงใย ป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมามี FTA จำนวนมากที่ไม่เคยคิดถึงมุมที่เรากังวล ส่วนใหญ่คนที่ได้ คือคนที่ได้อยู่แล้ว ผลประโยชน์ก็กระจุกตัว แต่ผลกระทบกระจาย บางเรื่องเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาวกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ"

http://www.facebook.com/ftawatch