warning: Creating default object from empty value in /home/webmasterthaingo/public_html/thaingo/modules/taxonomy/taxonomy.pages.inc on line 33.

ข่าวเด่น

ขุมทองเมืองเลย ไม่มียุติธรรม ไม่มีกากี ไม่มีลายพราง

 

คดีสาธารณะ เรื่องการปกป้องบ้านเกิด ภูเขา แม่น้ำ ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของผู้คน 6 หมู่บ้านจากการทำเหมืองทองที่สร้างผลกระทบยาวนานนับ 10 ปี ด้วยการก่อสร้างกำแพงใจ 3 ครั้ง เป็นเหตุให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ฟ้องชาวบ้าน 6 คดี ได้แก่ คดีแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท เลขที่คดีดำ 859/2556, คดีแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 70 ล้าน เลขที่คดีดำ 974/2556, คดีแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 150 ล้าน เลขที่คดีดำ 132/2557 และ คดีอาญา เลขที่คดีดำ 4217/2556คดีอาญา เลขที่คดีดำ 4542/2556, คดีอาญา เลขที่คดีดำ อ 615/2557 รวมทั้ง คดีอาญาที่ตำรวจวังสะพุงฟ้องชาวบ้านอีก 22 ราย อีกหนึ่งคดี รวมเป็นคดีทั้งหมด 7 คดี จำนวนชาวบ้านที่ถูกฟ้องทั้งหมด 34 ราย (ฟ้องแพ่งคนตาย 1 ราย ถอนฟ้องคดีแพ่ง/อาญา 1 ราย)

                การตั้งข้อหาชาวบ้าน 32 ราย อย่างน้อย 42 ข้อหา ชาวบ้านจะต้องใช้หลักทรัพย์ในการประกันตัวอย่างน้อยที่สุด 7,560,000 บาท

29 ก.ค. 2557 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเลยประทับรับฟ้องคดีอาญา 2 คดี เลขที่คดีดำ 4217/2556 และ คดีอาญา เลขที่คดีดำ 4542/2556  คดีที่ถูกฟ้องจากการก่อสร้างกำแพงใจ ครั้งที่ 1 และการก่อสร้างกำแพงใจ ครั้งที่ 3 ส่งผลให้ นายสุรพันธุ์ รุจิไชยวัฒน์ (ถูกฟ้องสองคดี) นายสมัย ภักดิ์มี นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ นายเตียม ปีนา นายกองลัย ภักมี นายลำดวน ตองหว้าน นายเภ่า พรหมหาราช นางประนอม นามวงษ์ น.ส.ภัทราภรณ์ แก่งจำปา นางสุ่ม ศรีทอง นางพรทิพย์ หงชัย และนายธานิล ภักมี ชาวบ้านทั้ง 12 คน ต้องคดีตกเป็นผู้ต้องหา โดยมีเงินประกันตัวจากกองทุนยุติธรรมที่โอนมาให้ชาวบ้านสำหรับคดีแรกเพียง 5 ราย

ด้วยการดำเนินงานที่ล่าช้าของกองทุนยุติธรรม ทำให้ชาวบ้านที่เหลือต้องใช้ตำแหน่งราชการ แลโฉนดที่ดินค้ำประกันในการประกันตัว

เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ชาวบ้านใน 6 หมู่บ้าน เริ่มปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้อีกครั้ง และตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค. 2557 เป็นต้นมา ชาวบ้านได้ระดมกันนำโฉนดที่ดินและ น.ส.3 ของตนเองไปประเมินราคาที่กรมที่ดิน เพื่อเตรียมไว้ใช้เป็นกองทุนประกันตัวให้ชาวบ้านทั้งหมดที่โดนฟ้อง จากยอดค่าประกันตัวในคดีอาญาที่เหลือทั้งหมดซึ่งหากใช้เงินสดประกันตัว จะต้องใช้เงินคนละ 90,000 บาท ต่อความผิด 1 ข้อหา แต่หากใช้หลักทรัพย์จะต้องมีมูลค่า 180,000 บาท ต่อ 1 ความผิดข้อหา ต่อ 1 คน

ผ่านไปเพียงสองวัน ยอดรวมราคาประเมินที่ดินจากวันที่ 6 เป็นต้นมา มีชาวบ้านเอาโฉนดไปประเมินราคากว่า 70 ราย แม้ในแต่ละหมู่บ้านจะมีที่ดินที่มีโฉนดอยู่ไม่มาก เป็นที่ดินอยู่อาศัยในหุบเขา เป็นที่ดินเกษตรกรรมราคาแสนถูก แต่รวมๆ แล้ว โฉนดที่ดินที่ทุกคนนำมารวมกันก็มีมูลค่ารวมมากกว่า 10 ล้านบาทแล้ว ความสามัคคีรวมใจของชาวบ้านในครั้งนี้ ทำให้พวกเขาคลายกังวลในเรื่องคดีไปได้มาก เนื่องจากในวันที่ 22 ส.ค.2557 ที่จะถึงนี้ คดีอาญาข้อหาข่มขืนใจที่ตำรวจฟ้องชาวบ้าน 22 ราย อัยการจังหวัดเลยได้นัดหมายชาวบ้านเพื่อแจ้งผลว่า อัยการจะส่งสำนวนฟ้องต่อศาลหรือไม่

ในขณะช่วงเวลาเดียวกัน ความพยายามทุกรูปแบบในการขุดหลุมพรางล่อลวงเพื่อล้างผิดให้เหมืองทองสามารถเปิดดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างถูกต้องและชอบธรรม ท่ามกลางการต่อสู้ด้วยเสียงคัดค้านดังก้องของชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน แต่กลไกอำนาจที่รัฐกับนายทุนได้จับมือร่วมกันออกแบบเป็นขั้นเป็นตอนไว้ก็ยังคงดึงดันเดินหน้าโกหกหลอกลวงชาวบ้านและสังคมต่อไปเรื่อยๆ

ความเข้มข้นทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากการจัดประชาคม 6 หมู่บ้าน เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2557 ที่ชาวบ้านมีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่ยอมรับคณะกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเหมืองทองทั้ง 4 ชุดที่ทหารได้ตั้งขึ้นเพียง 9 วันหลังจากยกกำลังพลนับร้อยเข้ามาปักหลักในหมู่บ้าน โดยทำเสมือนเป็นความลับสูงสุดที่ไม่สามารถบอกกล่าวกับชาวบ้านในพื้นที่ได้

ไม่ยอมรับและไม่เข้าร่วมในการดำเนินงานใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจากคณะกรรมการฯ ที่เป็นคู่กรณีกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง ทำให้การดำเนินงานใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจากคณะกรรมการฯ ดังกล่าวไม่มีความชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น

รวมถึง ไม่ยอมรับในความไม่เป็นธรรมจากผลการศึกษาและตรวจสอบโดยคณะกรรมการฯ ที่ทยอยประกาศออกมาอย่างบิดเบือนข้อมูล เพื่อสร้างหลักฐานว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น แหล่งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำใต้ดิน ตะกอนดินที่ยังมีค่าโลหะหนักเกินมาตรฐาน รวมถึงความเจ็บป่วยด้วยพิษสารโลหะหนักในเลือดของชาวบ้าน มีสาเหตุมาจากธรรมชาติของพื้นที่ที่เป็นแหล่งแร่ ไม่ใช้เพราะการทำเหมืองแร่ที่ขาดความรับผิดชอบ


ช่วงเวลาที่ผ่านมา แกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาตำบล รวมถึงนักศึกษาที่เข้ามาในหมู่บ้าน จึงถูกเรียกบ่อยครั้งด้วยคำสั่งให้ไปรายงานตัวแบบเรียงตัว ไม่เว้นแม้หญิงท้องแก่ที่มีกำหนดคลอดอีกไม่กี่วัน มีการนัดหมายให้ไปประชุม ชี้แจง แจ้งผลจากคณะกรรมการฯ ที่ชาวบ้านไม่ได้ยอมรับต่อการดำเนินการมาตั้งแต่ต้น ต้องตั้งรับกับอำนาจและจิตวิทยาที่ถูกนำมาใช้คุกคามกดขี่ทุกทิศทาง และต้องขบคิดกับลายพรางปริศนาคำขู่ เช่น เลือกทางให้ถูกถ้าอยากอยู่กับลูกกับผัวต่อไป ถ้าไม่ยอมรับจะเจอใบแดง ไม่หยุดต่อต้าน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่รับประกันความปลอดภัย หัวแข็งทำผิดจะจับติดคุก ฯลฯ

พฤติกรรมเหล่านี้ที่นายใหญ่ทั้งหลายได้เริ่มปฏิบัติภารกิจมาตั้งแต่หลังเหตุการณ์ที่ชาวบ้านเพิ่งถูกซ้อม ถูกทุบตี ถูกขู่ฆ่ามาหมาดๆ จากการขนแร่ของบริษัททุ่งคำในคืนโหดวันที่ 15 พฤษภาทมิฬ โดยการกระทำของกองกำลังเถื่อนติดอาวุธที่บัญชาการโดยทหาร และมีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐทุกฝ่ายในจังหวัดที่รับรู้แต่ทำเป็นเมินเฉย

อีกทั้ง ชาวบ้านยังคาดว่า เขาเหล่านั้นคงจะใช้ความรุนแรงกดขี่คุกคามชาวบ้านเพื่อให้ยอมจำนนต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเป้าหมายจะบรรลุ คือ ได้ขนแร่ของเหมืองทองที่เหลือออกไป ได้ฟอกตัวเปิดเหมืองใหม่อีกครั้งด้วยการรับประกันความถูกต้องจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งไม่นานนักก็คงจะมีการเดินหน้าขั้นตอนในการขยายพื้นที่ทำเหมืองออกไปในแปลงประทานบัตรบนภูเหล็ก และตำบลนาโป่ง

ความรู้สึกของชาวบ้าน ณ เวลานี้ มันตอกย้ำว่า ในพื้นที่การต่อสู้ของชาวบ้าน 6 หมู่บ้านที่ปกป้องรักษาแผ่นดินเกิด ไม่เคยมีความยุติธรรม เพราะอำนาจไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง แดง กากี ลายพราง ล้วนถูกนำมาหลอมรวมร่วมกันด้วยความโลภกระหาย

ไม่ว่าจะแลกมาด้วยน้ำตา ความเจ็บปวด ความตายของชาวบ้านซักกี่คน ภูเขา ที่ดิน แม่น้ำ ธรรมชาติ ในสายตาของทุนทุกหน้า ทุกยุค ล้วนมองเห็นแค่ผลประโยชน์และกำไรจากการทำเหมืองแร่

ตลอดมารัฐบาลทุกรัฐบาลจึงใช้ข้ออ้าง การทำเหมืองแร่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นคำขาด นายทุนเหมืองทองก็อ้างว่า เหมืองทองเมืองเลยดำเนินการมาโดยรัฐบาลเชิญชวนให้มาลงทุน และรัฐบาลก็เป็นหุ้นส่วนในบริษัทฯมาตั้งแต่เริ่มแรก ส่วนหน่วยงานรัฐ เช่น กรมอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่ ส.ป.ก. ป่าไม้ อุตสาหกรรมจังหวัด จังหวัด อบต. ก็เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ทุกฝ่ายล้วนได้ผลประโยชน์ทั้งทางตรง ทางอ้อม ทางลับ จากการทำเหมืองมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดสำหรับสถานการณ์ล่อลวงพรางอีกครั้งในวันนี้ คณะกรรมการ 4 ชุด ได้เปิดประชุมเพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวแทนชาวบ้านจาก 6 หมู่บ้าน กับ นายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของทุ่งคำ ได้เจรจาตกลงกัน

ผลย่อมเป็นที่ทุกฝ่ายคาดหมายไว้ก่อนหน้าแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภา อบต. หรือชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ไม่ว่าใครก็ตามที่ไปเข้าร่วมประชุม ทุกคนจะยืนยันร่วมกันในทุกครั้งให้เหมืองทองถอนประทานบัตร ปิดกิจการ และย้ายโรงงาน-เครื่องจักรทุกอย่างออกไปจากพื้นที่ โดยมีประโยคสะท้อนใจที่กล่าวไว้ว่า คืนความสุขของพวกเรามา

ส่วนข้ออ้างจากฝ่ายเหมืองทองที่นายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล ได้กล่าวว่า  เหมืองทองได้ลงทุนไปมากแล้ว เหมืองทองได้ทำเหมืองมาโดยถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ รวมไปถึงท่วงท่าและวาจาที่ข่มขู่ทุกครั้งว่าจะฟ้องคดีแกนนำชาวบ้านเพิ่ม และใช่คำว่า ไม่เป็นคำตอบเดียวต่อข้อเสนอ 6  ข้อของชาวบ้าน

ด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งที่ชัดเจน ฝังลึก และแผ่ขยายพื้นที่ออกไปอย่างกว้างขวางโดยใช้เวลาหมักหมมมายาวนานขนาดนี้ การแก้ปัญหาผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำที่ใครคิดว่าจะใช้อำนาจ ใช้คำสั่งการ ใช้กระบวนการขั้นตอนลวกๆ หยาบๆ ง่ายๆ คงต้องคิดใหม่ให้มาก และอาจจะถึงเวลาต้องเตรียมใจไว้ที่จะยอมรับความคิดเห็นและความต้องการของชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ด้วยความจริงใจและความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ที่เกิดขึ้น

วันนี้ ถ้อยคำจากหัวใจของชาวบ้านที่กำลังแผ่ขยายกว้างออกไปอย่างเข้มแข็งใน 6 หมู่บ้าน

เราจะบันทึกประวัติศาสตร์ไปเรื่อยๆ ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวบ้านที่รักษาแผ่นดินเกิด

ชาวบ้านที่ยืนยันต่อสู้ด้วยลำแข้งของตัวเองจนถูกฟ้อง 7 คดี เรียกค่าเสียหาย 270 ล้านบาท

ชาวบ้านที่ถูกขู่ฆ่าถูกมัดซ้อมทรมานโดยกองกำลังเถื่อนที่เหมืองทองจ้างมาขนแร่

ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวบ้านฅนรักษ์บ้านเกิด ที่ร่วมกันเอาโฉนดแผ่นดินเกิดมาวางเป็นกองทุนเพื่อประกันตัวชาวบ้านที่ถูกเหมืองฟ้อง

เพื่อรักษาแผ่นดินเกิด เราจะไม่หยุดต่อสู้ไม่ว่ากับใครหน้าไหนก็ตาม เราจะบันทึกประวัติศาสตร์ของเราไปเรื่อยๆ

และถ้อยคำเหล่านี้ล้วนเป็น ข้อเท็จจริง ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่จะมีใครมาสั่งการ หลอกลวง บังคับ กำหนด ควบคุมอีกหรือไม่  

เช่นเดียวกับคำพูดของชาวบ้าน ประวัติศาสตร์กำลังถูกบันทึกไปเรื่อยๆ และกาลเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ว่าเรื่องราวนี้จะจบเช่นไร

คณะกรรมการทหารตั้ง 4 ชุดยังดึงดันทำงานต่อ นายอำเภอนัดชี้แจงวันที่6นี้ชาวบ้านรอบเหมืองทองประกาศอีกรอบ ไม่เข้าร่วม

 รายงานจากพื้นที่รอบเหมืองทองคำ 4 สิงหาคม 2557 วานนี้ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ได้รับข่าวสารจากผู้ใหญ่บ้านว่า นายอำเภอวังสะพุงได้นัดประชุมชาวบ้าน6หมู่บ้านเพื่อชี้แจงรายละเอียดตามข้อเสนอ6ข้อของชาวบ้าน ได้แก่ (1) เพิกถอนประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ ทั้ง 6 แปลง บนภูทับฟ้า-ภูซำป่าบอน (2) เพิกถอนใบอนุญาตประกอบโลหะกรรมและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบโลหะกรรมทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการแต่งแร่ แยกแร่ ลอยแร่ ถลุงแร่ ฯลฯ จนการผลิตในขั้นตอนสุดท้าย (3) เคลื่อนย้ายเครื่องจักร อุปกรณ์ สำนักงาน และอื่นๆ ทั้งหมด ออกไปจากเขตเหมืองแร่หรือเขตประทานบัตร(4) ขนสินแร่ทั้งที่ยังไม่ได้แต่ง และแต่งแล้วออกจากเขตเหมืองแร่หรือเขตประทานบัตรทั้งหมด (5) ทำการปิดเหมืองเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ สุขภาวะ อนามัยและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน (6)ให้ทำการเยียวยาประชาชน 6 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำทุกด้านโดยทางอำเภอ คณะกรรมการฯ และอนุกรรมการฯ 4 ชุดจะลงพื้นที่ในวันที่ 6 สิงหาคม 2557 เพื่อประชุมชี้แจงในขั้นตอนและรายละเอียดว่า ข้อเสนอของชาวบ้าน 6 ข้อ แต่ละข้อจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนหรือจะสามารถดำเนินการอะไรที่ทำได้หรือไม่ได้บ้าง 

 

ทั้งนี้ ทางอำเภอได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านแต่ละบ้านพาชาวบ้านมาหมู่บ้านละ 20 คนเพื่อรับฟังคำชี้แจงในช่วงเช้าส่วนช่วงบ่ายทางอำเภอและคณะกรรมการฯจะประชุมกับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ซึ่งหลังจากการประชุมในวันที่ 6 แล้วจะมีการนัดเจรจาสองฝ่ายในวันที่13 สิงหาคม 2557 เพื่อหาข้อตกลงระหว่างชาวบ้านกับเหมืองทองคำ 

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากทราบข่าว กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดและชาวบ้าน6 หมู่บ้านได้ประชุมปรึกษาหารือกันและมีมติจะไม่เข้าร่วมประชุมกับอำเภอและคณะกรรมการฯ ดังกล่าว ในวันที่6สิงหาคมนี้เพราะความต้องการของชาวบ้านยืนยันที่ข้อเสนอ6ข้อเหมือนเดิมอีกทั้งคณะกรรมการฯ4ชุดที่แต่งตั้งขึ้นโดยทหารการจัดประชาคมหรือประชุมโดยทหารและคณะกรรมการ4ชุดที่ผ่านมาและผลการตรวจสอบการศึกษาที่เกิดขึ้นทั้งหมดภายใต้คณะกรรมการ4ชุดนี้ที่มีการรายงานผลทยอยออกมาชาวบ้านไม่ยอมรับด้วยเหตุผลเพราะเป็นหน่วยงานที่เป็นคู่ขัดแย้งกับชาวบ้านในประเด็นปัญหาผลกระทบจากเหมืองทองมาตลอดมีการดำเนินการที่ขาดความโปร่งใสบิดเบือนข้อมูล และไม่ยอมรับในหลักการการมีส่วนร่วมของชาวบ้านผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการทำเหมืองมานานนับสิบปี

 

และมาถึงวันนี้ชาวบ้านได้มองเห็นท่าทีของทหารและการดำเนินงานของข้าราชการที่ได้ทำงานร่วมกันมาชัดเจนแล้วว่าทุกฝ่ายต้องการจะให้เหมืองทองเปิดดำเนินการต่อไปส่วนทหารที่เข้ามาปักหลักประจำอยู่ในหมู่บ้าน ก็มาทำภารกิจเพื่อจะให้ชาวบ้านยอมรับให้เหมืองทองสามารถดำเนินการต่อไปได้ เนื่องจากเพียง 9 วันหลังจากทหารยกกองกำลัง 120 นาย เข้ามาประจำในหมู่บ้าน ก็มีคำสั่งจากกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเลย/จังหวัดทหารบกเลย โดย พล.ต.วรทัต สุพัฒนานนท์ ที่แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวขึ้นมาแล้วโดยไม่มีการปรึกษาหารือกับชาวบ้านในพื้นที่แต่อย่างใดอีกทั้งในช่วงเวลานั้น กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดมีคำถามถึงหนังสือคำสั่งจากทหารหลายครั้ง เพื่อขอดูคำสั่งในการปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจของทหารที่เข้ามาประจำยังหมู่บ้าน เนื่องจากเกรงว่าทหารจะไม่ได้เข้ามาปฏิบัติภารกิจในการรักษาความปลอดภัยของชาวบ้านตามที่ชาวบ้านได้ร้องขอ แต่ทหารก็ไม่ได้ตอบคำถามไม่ได้แสดงหนังสือคำสั่งดังกล่าว และยังดำเนินการตามขั้นตอนที่มีการวางแผนไว้แล้วอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เหมืองทองคำสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ผู้ประกอบการได้ทำเหมืองแร่โดยขาดความรับชอบและสร้างความเดือดร้อนเจ็บป่วยให้กับชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงการที่เหมืองทองได้ทำการขนแร่โดยทำร้ายชาวบ้านในคืนวันที่ 15พฤษภาคม ที่ผ่านมาก็แทบจะไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทั้งๆ ที่มีหลักฐานอย่างชัดเจน

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้ส่งหนังสือถึง พล.ต.วรทัต สุพัฒนานนท์ อีกครั้ง เพื่อชี้แจงว่า การแสดงจุดยืนของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดและประชาชน6หมู่บ้านที่ผ่านมานั้นไม่ได้มีเจตนาเป็นอื่นแต่เพื่อปกป้องภูเขาแม่น้ำซึ่งเป็นระบบนิเวศที่มีความซับซ้อนเอื้อประโยชน์กับประชาชน6หมู่บ้านในการดำรงชีวิตเท่านั้น

 

อีกทั้งหากพิจารณาข้อเสนอหรือแนวทางของทหารที่ได้เคยกล่าวกับชาวบ้านไว้ คือ (1) ขนเครื่องจักร (2) ขนแร่ (3) ปิดเหมืองฟื้นฟูก็มีความคล้ายคลึงกันกับข้อเสนอ6ข้อของชาวบ้านสามารถนำไปทำเพื่อให้เกิดความสุขกับประชาชน6หมู่บ้านได้การส่งหนังสือในครั้งนี้เพื่อขอให้ทหารให้คำยืนยันแนวทาง3ข้อนั้นอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าแนวทางดังกล่าวคือความจริงใจของทหารที่ต้องการจะแก้ปัญหาร่วมกับประชาชน6หมู่บ้านเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันในการจัดประชุมที่จะเกิดประโยชน์และตั้งอยู่บนความต้องการตามข้อเสนอ6ข้อของประชาชนอย่างแท้จริง

 

 

ความเป็นมา ลำดับเหตุการณ์ เหมืองแร่ทองคำ จังหวัดเลย

 

29 ก.ค. 2557

ศาลจังหวัดเลยรับฟ้องคดีอาญา (บ.ทุ่งคำฟ้องชาวบ้าน)

เลขที่คดีดำ 4217/2556 (กำแพงใจ 1) สมัย ภักดิ์มี/ สุรพันธุ์ รุจิไชยวัฒน์/ วิรอน รุจิไชยวัฒน์/ เตียม ปีนา/ กองลัย ภักมี/ ลำดวน ตองหว้าน

และ คดีอาญา เลขที่คดีดำ 4542/2556  (กำแพงใจ 3)สุรพันธุ์ รุจิไชยวัฒน์/ เภ่า พรหมหาราช/ ประนอม นามวงษ์/ ภัทราภรณ์ แก่งจำปา/ สุ่ม ศรีทอง พรทิพย์ หงชัย/ ธานิล ภักมี

*ชาวบ้านประกันตัวด้วยกองทุนยุติธรรม คดีอาญา 50 ล้าน และใช้ตำแหน่ง อบต. และโฉนดที่ดินค้ำประกันประกันตัว 1 คดี

24-27 ก.ค. 2557

ทหารเรียกแกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด-นักศึกษากลุ่มดาวดินรายงานตัวและชี้แจงเพื่อปรับทัศนคติ เรื่องหนังสือคัดค้านคณะกรรมการ 4 ชุดที่ทหารแต่งตั้ง เข้าข่ายเป็นการบิดเบือนข้อมูลและอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด  เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของทหาร ส่วนการทำเวทีประชาคม 6 หมู่บ้านเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 57 ถือเป็นการไม่ให้เกียรติข้าราชการ ฝ่าฝืนคำสั่งของ คสช.ชาวบ้าน494 คนที่มาลงชื่อร่วมเวทีนี้ ถือว่าแกนนำกลุ่มฯ ได้สร้างปัญหาและพาชาวบ้านกระทำความผิด  เพราะหนังสือคัดค้านคณะกรรมการ 4 ชุดที่ทหารแต่งตั้งก็ถือเป็นการต่อต้าน คสช.ทั้งนี้ ทหารกล่าวว่า ปัญหาต้องยุติ จะมีเวทีเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาและดำเนินการตามความต้องการของแต่ละฝ่ายหากปัญหาใดไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างลงตัวก็มีความจำเป็นต้องนำกฎอัยการศึกเข้ามาบังคับใช้ และจะห้ามเด็ดขาดไม่ให้คนนอกเข้าพื้นที่จนกว่าปัญหาจะยุติ

 

สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเลยซึ่งได้รับมอบหมายให้มีบทบาท และ ภารกิจในการดูแลสุขภาพอนามัยของพนักงานบริษัท ทุ่งคำ จำกัดได้จัดให้มีการตรวจสุขภาพพนักงานประจำปี 2557 และตรวจสุขภาพพนักงานกลุ่มเสี่ยง ตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554 ประกาศผลการตรวจสุขภาพของพนักงานบริษัททั้งหมด จำนวน 290 คนปรากฏว่าไม่พบความผิดปกติ

23-24 ก.ค.2557

ทหารเรียกแกนนำ ส.อบต. ผู้ใหญ่บ้าน ปรามเป็นครั้งสุดท้าย เรื่องไม่ให้คัดค้าน คณะกรรมการ 4 ชุดที่ทหารตั้งขึ้นนการ็นกา

 

21 ก.ค. 2557

รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และอุตสาหกรรมจังหวัดเลย ลงพื้นที่แจ้ง ประกาศผลการตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพน้ำ รวมถึงเปิดแผนฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ให้ชาวบ้านรับรู้แต่ชาวบ้าน และกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดไม่เข้าร่วมประชุม และได้ส่งตัวแทนยื่นหนังสือต่อรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษที่วัดศรีสะอาด บ้านห้วยผุก เรื่อง (1) ไม่ยอมรับคณะกรรมการ 4 ชุด ที่ทางทหารตั้งขึ้น พร้อมหนังสือไม่ยอมรับคณะกรรมการดังกล่าวที่ส่งให้กับหน่วยงานต่างๆ ไปก่อนหน้านี้(2) รายงานการประชุมจากมติประชาคมไม่ยอมรับคณะกรรมการ 4 ชุดจากชาวบ้าน ชาวบ้าน 494 คน ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2557

18 ก.ค. 2557

มีการจัดประชาคมกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน (จัดโดยคณะกรรมการที่คัดเลือกโดยชาวบ้าน) เพื่อลงมติในสองประเด็นหลัก 1. การไม่เห็นด้วยและคัดค้านคณะกรรมการ 4 ชุดที่ทหารและข้าราชการจังหวัดเลยจัดตั้งขึ้น 2.การยืนยัน ข้อเสนอ 6 ข้อ ของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน มีชาวบ้าน 494 คน มาลงทะเบียนในบริเวณจัดงาน อีกทั้งยังมีข้าราชการจากจังหวัดที่เกี่ยวข้อง และนายทหารที่มาเข้าร่วมสังเกตการณ์ ประชามติเป็นเอกฉันท์ (1) ยืนยันความต้องการซึ่งเป็นจุดยืนของชาวบ้าน ด้วยข้อเสนอ 6 ข้อ ที่เคยเสนอกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและทหารมาแล้วหลายครั้ง และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ คสช. นำไปปฏิบัติอย่างเร่งด่วน โดยไม่ยอมรับข้อเสนอของทหาร และเหมืองทองคำ (2) ไม่ยอมรับคณะกรรมการทั้ง 4 ชุด ที่ทหารและข้าราชการจังหวัดเลยได้แต่งตั้งขึ้น

10 ก.ค. 2557

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้บังคับบัญชาทหารบกจังหวัดเลย กอรมน.เลย ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรื่องไม่ยอมรับการแต่งตั้งและผลการดำเนินงานของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเหมืองทองคำจังหวัดเลยทั้ง 4 ชุดที่แต่งตั้งโดยผู้แทนทหาร คสช. และขอให้เริ่มต้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาเรื้อรังจากการทำเหมืองแร่ทองคำตามแนวทางข้อเสนอของประชาชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด โดยเรียงลำดับการดำเนินงานเป็นข้อๆ ดังนี้ (1) เพิกถอนประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ ทั้ง 6 แปลง บนภูทับฟ้า-ภูซำป่าบอน (2) เพิกถอนใบอนุญาตประกอบโลหะกรรมและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบโลหะกรรมทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการแต่งแร่ แยกแร่ ลอยแร่ ถลุงแร่ ฯลฯ จนการผลิตในขั้นตอนสุดท้าย (3) เคลื่อนย้ายเครื่องจักร อุปกรณ์ สำนักงาน และอื่นๆ ทั้งหมด ออกไปจากเขตเหมืองแร่หรือเขตประทานบัตร(4) ขนสินแร่ทั้งที่ยังไม่ได้แต่ง และแต่งแล้วออกจากเขตเหมืองแร่หรือเขตประทานบัตรทั้งหมด (5) ทำการปิดเหมืองเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ สุขภาวะ อนามัยและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน (6)ให้ทำการเยียวยาประชาชน 6 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำทุกด้าน

9 ก.ค. 2557

ประกาศจังหวัดเลย เรื่องผลการตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพน้ำบริเวณโดยรอบ บ.ทุ่งคำ จำกัดที่ได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำ เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2557 จากจุดเก็บตัวอย่าง 7 จุด คือ น้ำประปาบาดาล หมู่ที่ 7 บ้านกกสะทอน, บ่อน้ำตื้น หมู่ 3 บ้านนาหนองบง, น้ำประปาบาดาล หมู่ที่ 3 บ้านนาหนองบง , น้ำประปาบาดาล หมู่ที่ 12 บ้านโนนผาพุง, น้ำประปาบาดาล หมู่ที่ 1 วัดศรีสะอาด, น้ำประปาบาดาล หมู่ที่ 13 บ้านภูทับฟ้า และ บ่อน้ำประปาบาดาลหมู่ที่ 2 วัดศรีสว่างจอมแจ้ง โดยหน่วยงานที่ตรวจสอบวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำประกอบด้วย กรมควบคุมมลพิษ, กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ ปรากฏว่าพบสารหนู และแมงกานีส ไม่เกินค่ามาตรฐานไม่มีสารโลหะหนักเพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บตัวอย่างน้ำที่ผ่านมา

7 ก.ค. 2557

ทหารและข้าราชการเรียกประชุมประชาคมหมู่บ้าน โดยคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งประสานงานแต่งตั้งโดยทหาร และมีนายภานุ แย้มศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลยเป็นประธาน ชาวบ้าน 300 คน จาก 6 หมู่บ้านได้เดินทางไปยังบริเวณจัดงาน อ่านแถลงการณ์ ไม่ร่วมประชาคม ไม่ยอมรับคณะกรรมการ 4 ชุดที่ทหารแต่งตั้ง

27 มิ.ย. 2557

พันเอกสวราชย์ แสงผล รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 8 รายงานสถานการณ์ความคืบหน้าการดำเนินงานของทหาร 1. หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากส่วนกลางได้เก็บข้อมูลผลกระทบรอบบริเวณเหมืองแร่ทองคำแล้ว เช่น กรมควบคุมมลพิษ ได้ลงพื้นที่มาเก็บตัวอย่างน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน ตะกอนดิน 2. ทหารได้ประสานงานให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ 4 ชุด เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนและผลกระทบเหมืองแร่

20 มิ.ย. 2557

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ยื่นข้อเสนอความจากต้องการของกลุ่มฯ 5 ข้อ ต่อทหาร (1) เพิกถอนประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ ทั้ง 6 แปลง บนภูทับฟ้า-ภูซำป่าบอน (2) เพิกถอนใบอนุญาตประกอบโลหะกรรมและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบโลหะกรรมทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการแต่งแร่ แยกแร่ ลอยแร่ ถลุงแร่ ฯลฯ จนการผลิตในขั้นตอนสุดท้าย (3) เคลื่อนย้ายเครื่องจักร อุปกรณ์ สำนักงาน และอื่นๆ ทั้งหมด ออกไปจากเขตเหมืองแร่หรือเขตประทานบัตร(4) ขนสินแร่ทั้งที่ยังไม่ได้แต่ง และแต่งแล้วออกจากเขตเหมืองแร่หรือเขตประทานบัตรทั้งหมด (5) ทำการปิดเหมืองเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ สุขภาวะ อนามัยและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยข้อเสนอทั้ง 5 ข้อ ต้องเป็นตามขั้นตอน1 2 3 4 5จะข้ามขั้นตอนไม่ได้

18 มิ.ย. 2557

มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกในหมู่บ้าน ห้ามไม่ให้ชาวบ้านประชุม

เพียง 9 วันหลังจากทหารยกกองกำลัง 120 นาย เข้ามาประจำในหมู่บ้าน มีคำสั่งกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเลย/จังหวัดทหารบกเลย โดย พล.ต.วรทัต สุพัฒนานนท์ ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเลย/จังหวัดทหารบกเลย แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง อันเนื่องมาจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ และคณะอนุกรรมการสนับสนุนการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำภูทับฟ้า ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย มีกรรมการและอนุกรรมการเป็นทหาร ผู้ว่าฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานราชการในจังหวัดที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมใดๆ ไม่มีนักวิชาการจากสถาบันการศึกษา หรือผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือ โดยให้คณะกรรมการและอนุกรรมการมีหน้าที่ในการรวบรวมข้อเท็จจริง ข้อพิจารณาทั้งในเชิงสาเหตุ ผลกระทบ ความต้องการของประชาชนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ความต้องการและขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ การกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหา การเจรจา และดำเนินการอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาระหว่างผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างยั่งยืน

12 มิ.ย. 2557

คณะกรรมการสิทธิส่งหนังสือถึง คสช. ชี้แจงข้อมูลกรณีผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำ เหตุการณ์ความรุนแรงจากการขนแร่ในคืนวันที่ 15 และการข่มขู่คุกคามชาวบ้าน

กพร.ทำหนังสือชี้แจงหลังจากคณะกรรมการสิทธิฯ มีหนังสือชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการร้องเรียนการทำเหมืองแร่ทองคำ ของบ.ทุ่งคำ ถึง คสช. โดย กพร. ยกผลการสำรวจการกระจายตัวและแหล่งที่มาการปนเปื้อนโลหะหนักในเขตพื้นที่แหล่งแร่ทองคำภูทับฟ้าของสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อมจุฬาฯที่กพร.ว่าจ้างให้ทำเมื่อสิงหาคม 2555-2556สรุปสาระสำคัญ คือ (1) การทำเหมืองของบ.ทุ่งคำ ไม่มีการเปลี่ยนเส้นทางน้ำ (2) ไม่มีการปล่อยน้ำออกสู่ภายนอกพื้นที่โครงการ (3) สารหนู แมงกานิส โลหะหนัก แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในประมาณสูงตามธรรมชาติอยู่แล้ว (4) ผลการตรวจรักษาผู้ป่วย แพทย์ไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด (5) หลังมติครม.วันที่ 8 ก.พ. 2554 กพร.ได้ชะลอการขยายพื้นที่ใหม่และไม่ได้มีการอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำเพิ่มเติม (6) ปัจจุบันผลการะวิเคราะห์ไม่พบว่ามีไซยาไนด์ปนเปื้อนออกจากพื้นที่ประทานบัตร (7) โลหะหนักที่ตรวจพบมีการแพร่กระจายอยู่แล้วตามธรรมชาติ (8) การวิเคราะห์ความเหมาะสมทางธุรกิจของโครงการเป็นการศึกษาเชิงเศรษฐกิจที่สามารถประเมินมูลค่าต่างๆ ได้อย่างชัดเจน แต่การเปรียบเทียบกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นทฤษฎีทางสังคมที่ยังไม่เคยมีการศึกษามูลค่าต่างๆ ในเชิงเศรษฐกิจมาก่อน (9) การขนแร่ (คืน 15 พฤษภาทมิฬ) ได้รับอนุญาตขนแร่จากอุตสาหกรรมจังหวัดเลยอย่างถูกต้อง การปะทะกันของชาวบ้านกับกลุ่มชายฉกรรจ์เกิดจากชาวบ้านไม่ยอมให้มีการขนแร่ออกจากเหมืองแร่ (10) กพร.ได้แจ้งให้กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดเสนอชื่อนักวิชาการเข้าร่วมศึกษาข้อมูลร่วมกับ กพร. แต่ไม่มีการตอบรับหรือเสนอชื่อจากกลุ่มฯ

*สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อมจุฬารายงานผลการสำรวจการกระจายตัวและแหล่งที่มาการปนเปื้อนโลหะหนักในเขตพื้นที่แหล่งแร่ทองคำภูทับฟ้าต.เขาหลวงอ.วังสะพุงจ.เลยเพื่อศึกษาและวิเคราะห์การแพร่กระจายสาเหตุของการปนเปื้อนโลหะหนักและประเมินการปนเปื้อนของโลหะหนักในเขตพื้นที่แหล่งแร่ทองคำซึ่งเก็บตัวอย่างในปี2555 (พงศ์ศักดิ์วัฒนสินธุ์) เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม2556ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างโดยสรุป (1) พบสารหนูและแมงกานีสที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำและน้ำบาดาลเกินค่ามาตรฐานทั้ง3 ลุ่มน้ำในพื้นที่ได้แก่ลุ่มน้ำฮวยลุ่มน้ำห้วยผุกลุ่มน้ำห้วยเหล็ก (2) น้ำผิวดินและน้ำใต้ดินพบค่าความเข้มข้นเกินมาตรฐานของสารหนูไซยาไนด์และตะกั่วส่วนแมงกานีสเกินมาตรฐานในบางสถานี (3) สารหนูและไซยาไนด์ในน้ำผิวดินส่วนใหญ่เกินมาตรฐานในพื้นที่เหมืองและบางสถานีนอกพื้นที่ประกอบกิจกรรมเหมืองอีกทั้งในช่วงฤดูฝนจะพบไซยาไนด์เกินมาตรฐานน้าผิวดินหลายจุดนอกพื้นที่เหมือง (4) บ่อบาดาลอื่นๆในเหมืองและบ่อกักเก็บตะกอนกากแร่มีค่าไซยาไนด์สารหนูแมงกานีสและทองสูงเกินมาตรฐานเช่นกันแต่การศึกษาสำรวจในครั้งนี้ไม่มีบทสรุปจากนักวิชาการว่าการปนเปื้อนของโลหะหนักและไซยาไนด์ที่เกินค่ามาตรฐานมีสาเหตุมาจากการทำเหมืองแร่โดยการศึกษาสรุปว่าการปนเปื้อนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของพื้นที่

ทหารขอชาวบ้านเพื่อเคลียร์พื้นที่ทำความสะอาดบริเวณสี่แยกกำแพงใจ ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุจุดหนึ่งในเหตุการณ์ คืน 15 พฤษภาทมิฬ และเกี่ยวข้องกับคดีความอาญาและแพ่งทั้งหมด 7คดีที่ บ.ทุ่งคำได้ฟ้องร้องชาวบ้าน 33คน โดยเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 270ล้านบาท ซึ่งชาวบ้านได้ปฏิเสธไม่ให้ทหารทำการกระทำดังกล่าว และได้ถามบทบาทของทหารอีกหลายครั้ง รวมทั้งขอดูหนังสือคำสั่งเพื่อความชัดเจนว่า ทหารมาปฏิบัติภารกิจอย่างไรบ้างในพื้นที่ แต่ทหารไม่ได้ตอบและไม่ให้ดูหนังสือคำสั่งแต่อย่างใด

9 มิ.ย.2557

ทหาร 120 นาย ยกพลเข้าหมู่บ้าน ประกาศผ่านสื่อ “เพื่อความปลอดภัยของทั้งชาวบ้านและฝั่งเหมืองทอง” และ “เพื่อสร้างความปรองดอง” ดังนั้น ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง นักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ หยุดการทำงานและให้ออกไปให้หมดจากพื้นที่ในทันที เพื่อให้พื้นที่เหลือเฉพาะชาวบ้านกับฝ่ายเหมืองทองเท่านั้น

6 มิ.ย.2557

ทหารนัดคุยแกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ทหารแจ้งข้อเสนอ 5 ข้อ ของบ.ทุ่งคำที่เสนอผ่านนายทหาร (1) บริษัท บ.ทุ่งคำ จำกัด ขอขนแร่ทั้งหมดในสต๊อก (2) บ.ทุ่งคำขอขนอุปกรณ์เครื่องจักรทั้งหมดออก (3)บ.ทุ่งคำจะปิดกิจการชั่วคราว (4)บ.ทุ่งคำจะทำการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด จากผลกระทบการทำเหมืองแร่ (5)บ.ทุ่งคำ จะฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม ภายหลังหยุดกิจการ ทั้งนี้ บ.ทุ่งคำถอนคดีทั้งหมด 7 คดี บ.ทุ่งคำทำเหมืองถูกต้อง ต้องให้เขาขนแร่ทั้งหมดออกไปรวมทั้งให้ขนย้ายเครื่องจักรออกไป จากนั้นจะปิดเหมือง แต่เรื่องการเพิกถอนประทานบัตร ทางทหารจะไม่ยกเลิก แต่จะปล่อยทิ้งไว้ 25 ปีจนหมดอายุประทานบัตร โดยจะมีการทำ MOU และมีหน่วยงานเข้ามาดูแลจนหมดอายุประทานบัตร

ชาวบ้านแจ้งความต้องการที่ต่อสู้คัดค้านเหมืองมา 7 ปี คือ ให้เพิกถอนประทานบัตรของบ.ทุ่งคำ ปิดเหมือง ฟื้นฟู

3 มิ.ย. 2557

คดีอาญา กำแพงใจ 2 ศาลไม่ไต่สวนมูลฟ้อง แต่ให้ทำการเจรจาไกล่เกลี่ยกับคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยให้คู่ความทั้งสองฝ่ายเจรจากัน มีคนกลางคือ นายวิชัย เตชะศิริสวัสดิ์ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเลย และ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนนายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล เสนอจะถอนคดีชาวบ้านทั้งหมด 6 คดี แลกกับการขนแร่ทั้งหมดออกจากเหมืองทองคำและขนย้านเครื่องจักรบางส่วนออกจากเหมือง(แร่คงคลังของ บ.ทุ่งคำ แร่สำรอง 241,600 ตัน แร่ยังไม่แต่ง 31,369 ตัน แร่แต่งแล้ว 1,942.54 ตัน ที่ทุ่งคำขออนุญาตขนเองใน คืน 15 พฤษภาทมิฬ ขนไปได้ 300 ตัน ขนไม่ทัน176 ตัน) กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ไม่รับ แต่เสนอให้ทุ่งคำถอนประทานบัตรทั้งหมด ปิดเหมือง ฟื้นฟูการเจรจาล่ม

คณะกรรมการสิทธิฯ จัดประชุมไต่สวน กรณีการขนแร่ในคืน 15 พฤษภาทมิฬ ที่ศาลากลางจังหวัดเลยกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด แถลงข่าวเรียกร้องให้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานที่มีอำนาจทั้งหมด (1) ออกคำสั่งหรือดำเนินการใดๆ อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ กพร. และอุตสาหกรรมจังหวัดเลย ระงับหรือเพิกถอนใบอนุญาตขนแร่ และใบอนุญาตซื้อ-ขายแร่ ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในทันที เนื่องจากการขนแร่ และการซื้อ-ขายแร่ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้ทำให้ชาวบ้านทั้ง 6 หมู่บ้าน ตกอยู่ในอันตราย และถูกทำร้าย อยู่ในอาการวิตก หวาดกลัว ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติสุขได้อีกต่อไป (2) ให้ความคุ้มครองชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน แกนนำ พยาน และผู้เสียหาย ที่ถูกทำร้ายร่างกายจากการขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในคืนที่ 15 พฤษภาคม 2557 อย่างเร่งด่วน (3) ให้เร่งดำเนินการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการทางกฎหมายภายใน 15 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระทำผิดซ้ำ

ทุ่งคำประกาศหยุดกิจการชั่วคราว เป็นระยะเวลา 90 วันนับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2557 อ้างชาวบ้านปิดทางเข้าเหมือง

1 มิ.ย. 2557

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ส่งจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนายการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเลย ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พล.ต.ต.ศักดิ์ดา วงศ์ศิริยานนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดเลย พ.ต.อ.สมชาย ศรีคำแดง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอวังสะพุง ขอความคุ้มครองชาวบ้าน พยานและผู้เสียหาย กรณีคดี คืน 15 พฤษภาทมิฬเนื่องจาก มีมือปืนเข้ามายิงขู่ชาวบ้านรอบๆ หมู่บ้าน และแกนนำ 8 คน ถูกตั้งค่าหัว จ้างวานสังหาร หัวละ 3 แสนบาท

27 พ.ค. 2557

หลังการประกาศกฎอัยการศึกและมีการรัฐประหาร กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ส่งจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (1) ขอให้เร่งดำเนินการตรวจสอบนายทหารนอกรีต ทั้งที่ปลดประจำการแล้ว และอยู่ระหว่างรับราชการ ที่เป็นตัวการและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนแร่ของ บริษัท บ.ทุ่งคำ จำกัด อย่างเร่งด่วน โดยให้มีการลงโทษอย่างสูงสุดทั้งทางวินัยและดำเนินคดีอาญาหากพบความผิด (2) ขอให้ใช้อำนาจโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนใน 6 หมู่บ้านที่ถูกทำร้ายอย่างทารุณจากการขนแร่ของ บริษัท บ.ทุ่งคำ จำกัด ในเหตุการณ์ “คืน 15 พฤษภาทมิฬ” และเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องจากการข่มขู่คุกคามประชาชนในหมู่บ้านเพื่อขอขนแร่ โดย พล.ท.ปรเมษฐ์ ป้อมนาค พ.ท.ปรมินทร์ ป้อมนาค และพวก โดยออกคำสั่งระงับการออกใบอนุญาตขนแร่ และระงับการขนแร่ทั้งหมดของ บริษัท บ.ทุ่งคำ จำกัด เอาไว้ก่อน จนกว่าจะมีการไต่สวนข้อเท็จจริง และมีการเอาผิดทางกฎหมายต่อผู้กระทำผิดและผู้รับผิดชอบให้เป็นที่เปิดเผยอย่างกระจ่าง (3) ขอให้มีคำสั่งไม่ให้มีการใช้อำนาจหรือข้ออ้างภายใต้สถานการณ์การประกาศกฎอัยการศึก โดยห้ามไม่ให้ทหารเกี่ยวข้องพัวพันกับการขนแร่ของ บริษัท บ.ทุ่งคำ จำกัด และใช้ความรุนแรงหรือปราบปรามประชาชนที่ต้องปกป้องความปลอดภัยของตนเอง และปกป้องสิทธิชุมชนในการคัดค้านเหมืองแร่ทองคำ ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนใน 6 หมู่บ้านเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด

23 พ.ค. 2557

สภ.วังสะพุงแจ้งว่ามีการออกหมายจับ พันโทปรมินทร์ ป้อมนาค และนายดลชัย อาจแก้ว พนักงานเหมืองทอง ส่วน พล.ท.ปรเมษฐ์ ป้อมนาค ตำรวจได้ขอให้ศาลออกหมายจับ แต่เหตุผลด้วยความเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง ศาลจึงออกหมายเรียกให้มารายงานตัว ถ้าไม่มาจึงจะออกหมายจับ แต่ไม่กล่าวถึงการกระทำความผิดของบริษัททุ่งคำในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตในการขนแร่และเป็นผู้ขนแร่ในคืน 15 พฤษภาทมิฬ

22 พ.ค. 2557

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ส่งจดหมายเปิดผนึก ถึง ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อุตสาหกรรมจังหวัดเลย ผู้กำกับ สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังสะพุง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวง คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (1)ขอให้ ผู้บัญชาการทหารบก เร่งดำเนินการตรวจสอบนายทหารนอกรีต ทั้งที่ปลดประจำการแล้ว และอยู่ระหว่างรับราชการ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัดเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจหรือข้ออ้างภายใต้สถานการณ์การประกาศกฎอัยการศึกในการขนแร่ และปราบปรามประชาชนที่ปกป้องสิทธิชุมชนในการคัดค้านเหมืองแร่ทองคำ และให้มีการลงโทษทางวินัยและกฎหมายต่อผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุด (2)ขอให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เร่งดำเนินการสอบสวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ ให้อายัดแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่ถูกขนออกไปโดยกองกำลังเถื่อนติดอาวุธทำร้ายประชาชน และให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อกรณีดังกล่าวในข้างต้นให้ถึงที่สุดอย่างเร่งด่วน (3)ขอให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เร่งดำเนินการสอบสวนการซื้อ-ขาย-ขนแร่ ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ให้อายัดแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่ถูกขนออกไปโดยกองกำลังเถื่อนติดอาวุธทำร้ายประชาชน ให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อกรณีดังกล่าวในข้างต้นอย่างเร่งด่วน และดำเนินการด้านความปลอดภัยของแกนนำและชาวบ้านเป็นคดีพิเศษ(4)อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมจังหวัดเลย ต้องระงับใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ ใบอนุญาตขนแร่ และระงับการออกใบอนุญาตขนแร่ให้แก่ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทั้งหมดเอาไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด และให้สำเนาใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ และใบอนุญาตขนแร่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน แก่ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด(5)ขอให้ ผู้กำกับ สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังสะพุง อายัดแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่ถูกขนออกไปโดยกองกำลังเถื่อนติดอาวุธทำร้ายประชาชน และเร่งดำเนินการสอบสวนสืบสวนคดีของผู้ถูกทำร้ายร่างกายและผู้เสียหายจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ต่อทุกกรณีที่ผ่านมา โดยจับกุมและดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุดอย่างเร่งด่วน(6)ขอให้ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวง ในฐานะผู้อำนวยการทางหลวงท้องถิ่น เร่งดำเนินการตามกฎหมาย บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตขนแร่โดยการขนแร่ได้ใช้รถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากำหนดในกฎหมายวิ่งบนทางหลวงท้องถิ่น และให้หามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดจากการขนแร่ที่เหลืออยู่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด โดยเคร่งครัด(7)ขอให้ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร มีคำสั่งด่วนที่สุดให้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และอุตสาหกรรมจังหวัดเลย ให้สำเนาเอกสารดังกล่าวในข้างต้นที่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้ร้องขอ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดอย่างสูงสุด

17 พ.ค. - มิ.ย. 2557

มีเสียงปืนดังรอบหมู่บ้านทุกวัน ข่มขู่ให้หวาดกลัว แกนนำ 8 คน ถูกตั้งค่าหัว จ้างวานสังหาร หัวละ 3 แสนบาท

19 พ.ค.2557

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ส่งหนังสือเปิดผนึกถึง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอวังสะพุง ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ขอให้ระงับใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ และใบอนุญาตขนแร่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด และ ขอตรวจสอบและขอสำเนาใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ และใบอนุญาตขนแร่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นมา

16 พ.ค.2557

ชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บพากันไปแจ้งความ สภ.วังสะพุงหลังชาวบ้านได้แจ้งความแล้วได้ขอพบพ.ต.อ.สมชายศรีคำแดงผกก.สภ.วังสะพุงเพื่อเรียกร้องให้ทางการหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้อย่างเร่งด่วนแต่ พ.ต.อ.สมชายไม่ออกมาพบชาวบ้านจึงนำเต้นท์มากางกลางสี่แยกหน้าสภ.วังสะพุงจนนายบรรพตยาฟองนายอำเภอวังสะพุงและพ.ต.อ.สมชายศรีคำแดงผกก.สภ.วังสะพุงยอมออกมารับปากกับชาวบ้านว่าจะเร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

(22 พ.ค. 2557 รวมชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บ 28คนที่ไปแจ้งความและลงบันทึกประจำวันที่ สภ.วังสะพุง)

15 พ.ค. 2557

คืน 15 พฤษภาทมิฬ บ.ทุ่งคำขนแร่โดยใช้กองกำลังติดอาวุธทำร้ายชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านโทรขอความช่วยเหลือจากทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบในจังหวัด แต่กลับไม่มีหน่วยงานราชการใดในพื้นที่แม้แต่หน่วยงานเดียวเข้ามาช่วยเหลือ

 

 

เสมอภาคในหญิง “ปมแก้ที่ยังมืดมนในสังคมไทย”

“การทำงานประเด็นผู้หญิงในประเทศไทยเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวเพื่อขยายแนวคิดเรื่องสิทธิผู้หญิง และความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย”คำบอกกล่าวจากนาง กาญจนาภรณ์ วงศ์สังวาล ตำแหน่งรองประธานกรรมการ แห่งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีได้เริ่มขึ้น ก่อนจะขยายความว่า หลังจากนั้นเครือข่ายองค์กรผู้หญิงก็ผลักดันให้ประเทศไทยรับรองอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในทุกรูปแบบ โดยใน พ.ศ. 2528 รัฐบาลไทยได้ให้สัตยาบรรณต่ออนุสัญญานี้เป็นต้นมา รัฐไทยเกิดความตื่นตัวและตระหนักถึงความจำเป็นในการกำหนดมาตรการ กฎหมาย และนโยบายระดับชาติ เพื่อสร้างความก้าวหน้าและขจัดการเลือกปฏิบัติที่มีต่อผู้หญิงอย่างเข้มแข็งมากขึ้น ขณะเดียวกัน องค์กรผู้หญิงก็ยังทำงานต่อเนื่องร่วมมือกันผลักดันรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญต่อความเท่าเทียม ระหว่างเพศ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับพุทธศักราช 2540 ที่เครือข่ายองค์กรผู้หญิงมีส่วนร่วม ร่างจึงกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่า คนทุกเพศมีความเท่าเทียมกัน

และนี่จึงเป็นที่มา ที่ทำให้ประเด็นภาวะความเป็นธรรมทางสังคมของผู้หญิง กำลังถูกเรียกร้องอย่างกว้างขวางนั่นเอง เพื่อให้ไม่ต้องถูกเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากการมีร่างกายเป็นหญิง หรือ เหตุผลทางวัฒนธรรม

“ประเทศไทยมีประชากรมากกว่าครึ่งเป็น แต่ความจำเป็นในการพัฒนาผู้หญิงไม่ได้มาจากเหตุผลที่ว่า เรามีผู้หญิงในจำนวนมากกว่าผู้ชาย  แต่เป็นเพราะว่า ผู้หญิงจำนวนมากในประเทศไทยยังเข้าไม่ถึงความเป็นธรรมและ ความเสมอภาคทางสังคม จริงๆ ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้หญิงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรมานาน ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515 - 2519) จนถึงปัจจุบันฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 - 2554) ยังคงระบุให้การพัฒนาผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ มีการปรับแผนทุกๆ 5 ปี ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่ๆ ของผู้หญิงที่เกิดขึ้น”

และเมื่อการขับเคลื่อนขององค์การพัฒนาเอกชนหรือ NGO มีวิธีการพัฒนาผู้หญิงในสังคมไทยที่ไม่ได้แตกต่างไปจากแนวทางการพัฒนาผู้หญิงในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก นั่นคือ พยายามรวมผู้หญิงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากระแสหลัก ให้ไปสู่สังคมที่มั่งคั่งทางเศรษฐกิจ หรือเน้นให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนในการสร้างงาน สะสมทุน สร้างสินค้า  ขายบริการ ขายแรงงาน และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในวัฒนธรรมบริโภคนิยม  เพื่อสร้างความแตกต่างจากในอดีตที่แทบไม่มีบทบาทของผู้หญิงปรากฏในแนวทางพัฒนาประเทศ

“ในอดีตผู้หญิงมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศน้อย แล้วยังเป็นกลุ่มด้อยโอกาสที่ยังไม่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาประเทศอีก เราจึงวางแผนผู้หญิงมาเป็นกลุ่มเป้าหมายตรงของการพัฒนาดีกว่า เพราะเชื่อว่าการพัฒนาในทิศทางนี้ ผู้หญิงน่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการพัฒนาอย่างเต็มที่ สิ่งแรกที่รัฐทำคือ ส่งเสริมผู้หญิงให้ได้รับการศึกษา สร้างงาน และผลักดันเข้าสู่ตลาดแรงงาน หรือในระดับท้องถิ่น แต่ก็ยังพบว่า โครงการพัฒนาผู้หญิงตามแนวทางนี้เป็นเพียงโครงการชายขอบ มีงบประมาณสนับสนุนเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการพัฒนาด้านอื่นของรัฐ  

บางคนมองว่าการให้ผู้หญิงเข้ามาร่วมแบบนี้ยิ่งตอกย้ำหน้าที่ตามประเพณีของผู้หญิง คือ การเป็นแม่และเมีย ส่วนการส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าร่วมในตลาดแรงงาน  ก็สวนทางกับข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้หญิงไทยอยู่ในฐานะผู้ผลิตของครัวเรือนเคียงคู่กับผู้ชายมาตลอด เนื่องจาก ผู้หญิงจำนวนมากทำงานในไร่นา บางคนเป็นแม่ค้าในตลาดหาเงินเลี้ยงครอบครัว ขณะเดียวกันก็ยังดูแลความเรียบร้อยของบ้าน ยังเลี้ยงลูก ยิ่งพอมีการพัฒนาอาชีพหัตถกรรมให้แก่ผู้หญิงในหมู่บ้าน เช่น ทอผ้า เย็บจักร ทำจักสาน ทำงานฝีมือ ก็ยิ่งเป็นการกดดันให้ ผู้หญิงต้องทำงานหนักขึ้นเป็นสองเท่า มีนักสตรีนิยมบางคนให้ความเห็นว่า ตัวแบบการพัฒนาที่ทำกันมา มันมาจากอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงเลยต้องปรับปรุงตัวเองให้สอดคล้องกับการพัฒนากระแสหลัก ในขณะที่เงื่อนไขทางประเพณี ความคิดความเชื่อเกี่ยวกับความเป็นหญิงเป็นชาย ที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความเสมอภาคให้กับผู้หญิงก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข จึงเห็นความจำเป็นที่ต้องกระตุ้นให้ผู้หญิงเองและคนในสังคมเห็นร่วมกันว่าความไม่เสมอภาคระหว่างหญิงชายเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนต้องตรวจสอบ ถอดรื้อความคิดความเชื่อความเป็นหญิงชายใหม่หมดทีเดียว” 

ดังนั้น จึงต้องทำให้ผู้หญิงรู้สึกว่าตนเองมีศักยภาพ ไปพร้อมๆ กับการไปทำให้สังคมเห็นคุณค่าของผู้หญิงอย่างแท้จริง ผู้หญิงต้องรู้เท่าทันวิธีคิดของผู้หญิงเกี่ยวกับก่อน จึงจะสามารถไปปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมภายนอกที่กดขี่ผู้หญิงอยู่ได้ เนื่องมาจากการผ่านประสบการณ์การถูกเลี้ยงดูและการถูกจำกัดบทบาททางสังคมของผู้หญิง ได้ส่งผลให้ผู้หญิงรู้สึกไม่มั่นใจและไม่กล้าหาญพอที่จะยืนยันถึงความต้องการของตนเอง ทำให้ผู้หญิงมองตัวเองแต่ในด้านลบ  

การวางนโยบายการทำงานที่ผ่านมาไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการ ปรับแก้วิธีคิดเชิงอคติ หรือ มายาคติที่ไปสร้างความเชื่อไม่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้หญิง การทำงานส่วนใหญ่จึงเน้นเข้าไป ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงตามปัญหาเฉพาะหน้าของผู้หญิงในแต่ละกลุ่ม เช่น แรงงานหญิง ผู้หญิงถูกล่อลวงค้า ประเวณีโดยขบวนการค้ามนุษย์ ผู้หญิงภาคบริการในสถานบันเทิง ผู้หญิงที่ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัว ถูกข่มขืน ถูกคุกคามทางเพศ ผู้หญิงประสบปัญหาท้องไม่พร้อม การทำงานไปตามความคิดเดิมๆ ย่อมไม่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ผู้หญิง

“บุคลากรในกลไกหลักทางสังคมก็เป็นปัญหา เช่น ในหน่วยงานของรัฐยังมีอคติทางเพศสูง ทำให้ ระบบบริการสาธารณะที่จัดให้กับผู้หญิงขาดความเป็นธรรม ตัวอย่างเช่น ในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของผู้หญิง เรายังต้องพบปัญหาอคติทางเพศของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมสูงมาก ถึงแม้ว่าเนื้อหาใน ตัวบทกฎหมายจะเป็นธรรมแล้วก็ตาม มีปัญหาทุกระบบระบบ ทั้งด้านบริการสุขภาพ กระบวนการยุติธรรม และระบบบริการสาธารณะอื่นทุกด้าน”

แม้ว่าปัจจุบันจะมีแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้หญิงที่ค่อนข้างรอบด้านก็จริง แต่ก็ยังขาดกลไกระดับชาติที่เข้มแข็งพอ จึงทำให้องค์กรเอกชนที่ขับเคลื่อนงานผู้หญิงทำงานได้อย่างเชื่องช้าไม่ต่างกัน

 

วีนัส  อยู่ดี

อาลัยรำลึกสู่ภพสุขคติ แด่สุทธิ อัชฌาสัย

เมื่อวันที่ 15 ก.ค. เวลาประมาณ 18.00 น.  นายสุทธิได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ขนาด .38 มม. จ่อยิงขมับตัวเอง ขณะอยู่ในรถยนต์กระบะที่จอดอยู่บริเวณของบ้าน โดยกระสุนปืนทะลุขมับขวา 1 นัด ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลระยองด้วยอาการสาหัส แล้วเสียชีวิตในเวลาต่อมา

สำหรับประวัตินายสุทธิ อัชฌาศัย อดีตผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก พื้นเพเป็นชาวอำเภอเมือง จังหวัดระยอง จบปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ระหว่างเรียนได้ทำกิจกรรมชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม จากนั้นก็ผันเส้นทางชีวิตเข้ามาสู่วงการเอ็นจีโออย่างเต็มตัว  โดยเป็นผู้ประสานงานชุมชนแออัด สมาคมร่วมกันสร้าง เป็นผู้ประสานงานชุมชนแออัดหน่วยงานมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เป็นผู้ประสานงานโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่  มูลนิธิชุมชนไท

 ประเด็นที่สร้างชื่อเสียงให้ สนธิ อัชฌาสัย คือ เคยนำมวลชนออกมาคัดค้านต่อต้านโรงงานอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าถ่านหิน ตลอดจนการฟ้องร้องเรื่องคดีนิคมอุตสาหกรรมกับศาลปกครอง

ญาติๆ จะตั้งศพบำเพ็ญกุศลรดน้ำศพ ณ วัดตรีมิตรประดิษฐาราม ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ระยอง

 

..................................................
(     อ่านเพิ่มเติม เรื่องราว มุมมองความคิด “สุทธิ อัชฌาสัย” )

 

เส้นทางและตัวตนของ"สุทธิ อัชฌาศัย" จากยึดทำเนียบฯ สู่ "หยุดโครงการมาบตาพุด 4 แสนล้าน"

 

ขับเคลื่อนโดยชายหนุ่มอายุ 30 ต้น ๆ เขาเป็นอะไรอีกหลายอย่างที่นักลงทุนระดับหมื่นล้าน ที่นั่งในห้องแอร์ ...ไม่เคยรู้จัก !!

 

...สั่งสมผลงานด้วยการเป็นเอ็นจีโอมาหลายปี แต่กราฟชีวิตพุ่งทะลุปรอทในปี 2552 อย่างเหนือความคาดหมาย

    ไม่ใช่เพราะเป็นหนึ่งในแกนนำเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกปรากฏตัวบนเวทีชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และไม่ใช่เพราะเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่

 

    แต่เป็นเพราะ "มาบตาพุด" ที่ทำให้ "สุทธิ อัชฌาศัย" หนึ่งในแกนนำเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เป็นที่รู้จักของสาธารณะ  และเป็นบุคคลที่นักลงทุนจะต้องจำไปอีกนาน

    ด้วยพื้นเพที่เป็นคน จ.ระยอง โดยกำเนิด คลุกคลีและต่อสู้จนเข้าใจปัญหาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดอย่างลึกซึ้ง

    ทำให้ความน่าเชื่อถือ ถูกยกระดับเป็น "ผู้เชี่ยวชาญ" ที่ว่ากันว่าสามารถเรียกขอให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอย่าง "นายอานันท์ ปันยารชุน" มารับตำแหน่งเป็นคณะกรรมการ 4 ฝ่าย แก้ปัญหามาบตาพุด

     บางการต่อสู้ บางข้อเรียกร้อง นักลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ให้น้ำหนักอย่างสำคัญ 

     "สุทธิ" ในวัย 30 ต้นๆ มาจากครอบครัวเกษตรกร ที่บ้านทำสวนยางพาราและสวนผลไม้ จบการศึกษาระดับมัธยมต้นที่โรงเรียนระยองวิทยาคม แล้วเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ระดับมัธยมปลาย ที่โรงเรียนวัดราชบพิตร

     ต่อมาเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมีโอกาสได้ทำกิจกรรมนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้หลังจากนั้นเส้นทางชีวิตหันเข้ามาสู่วงการเอ็นจีโออย่างเต็มตัว

 

     เริ่มต้น "สุทธิ" ทำงานให้กับสมาคมร่วมกันสร้าง ทำเกี่ยวกับการสร้างที่อยู่อาศัยให้กับคนที่อยู่สลัมในกรุงเทพฯ แล้วมีโอกาสได้ไปทำงานร่วมกับสลัมที่ จ.อุบลราชธานี ของมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กับนายสุวิทย์ วัดหนู จนในที่สุดได้เข้าไปเป็นผู้ประสานงานกับทีมสมัชชาคนจน

 

     "หลังจากทำงานได้สักระยะหนึ่งก็ได้กลับบ้านที่ จ.ระยอง เงื่อนไขคือเพื่อกลับไปดูแลแม่ มาทำสวนและเป็นพนักงานประจำองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. ทำได้สักพักก็ลาออกเพราะไม่ได้เป็นสิ่งที่เราตั้งใจ จึงหันกลับมาเป็นเอ็นจีโออีกครั้งหนึ่ง ด้วยการทำในบ้านตัวเองก่อนคือโครงการเมืองน่าอยู่ กับทำเรื่องพิพิธภัณฑ์ที่เมืองสามชุก จ.สุพรรณบุรี ทำเรื่องเมืองเก่า ทำเรื่องที่อยู่อาศัยคนจน จับงานที่เราเคยถนัด แล้วก็มีโอกาสได้ทำเรื่องโครงการบ้านมั่นคง กับเรื่องของวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น เรื่องอนุรักษ์มรดกของเมือง มรดกของจังหวัด ทำอยู่ตั้งแต่ปี 2546-2548" นายสุทธิ เล่าย้อนความหลัง

 

 

     การต่อสู้ของ "สุทธิ" กลับมาอีกทีเมื่อปี 2548 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิฤตน้ำอย่างรุนแรง ที่ภาคตะวันออกมีน้ำไม่พอใช้ จึงเป็นเหตุของการรวมกลุ่มพี่น้องเกษตรกร และพี่น้องในเมืองที่ใช้น้ำอุปโภคบริโภค

 

     "ต้นเหตุก็คือสมัยนั้น รัฐบาลทักษิณ มีนโยบายผันน้ำให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมใช้ จึงลุกขึ้นมาต่อสู่ครั้งแรก แล้วถูกอุปโลกน์ให้เป็นแกนนำตั้งแต่วันนั้น ลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรน้ำ เนื่องจากวิกฤตภัยแล้งในภาคตะวันออกไม่ได้เกิดที่ จ.ระยองที่เดียว แต่เป็นทั้งภูมิภาค ทั้ง จ.ตราด จ.ปราจีนบุรี จ.ฉะเชิงเทรา จ.ชลบุรี เลยได้ไปประสานงาน เนื่องจากน้ำทั้งหมดได้ถูกดึงไปให้อุตสาหกรรรม ซึ่งจังหวัดอื่นก็ขาดน้ำอยู่แล้ว ยังจะมาโดนดึงอีก แล้วสถาปนาขึ้นมาเป็นเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ในช่วงนั้นเรียกร้องกับรัฐบาลทักษิณเพื่อให้จัดการบริหารทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรมแล้วก็เท่าเทียมกันในทุกภาคส่วน ไม่ใช่ให้เฉพาะอุตสาหกรรมเท่านั้น จึงเป็นที่มาของการต่อสู้ครั้งแรก"

 

     "ระหว่างที่เรียกร้องเรื่องการบริหารจัดการน้ำอยู่นั้นก็เกิดเหตุการณ์ม็อบพันธมิตรฯ ผมก็ได้เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อปี 2548 เป็นหนึ่งในแกนหลักของภาคตะวันออกซึ่งดูเรื่องการจัดการทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรมของระบอบทักษิณ ที่เน้นวิธีการลงทุนเป็นหลัก หลังจากนั้นพอหมดรัฐบาลทักษิณเราก็ไม่ได้ตามเรื่องมลพิษ"

 

     นายสุทธิ เล่าว่า พอมีรัฐบาลขิงแก่ ก็มีนายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แล้วก็ประกาศเดินหน้าอุตสาหกรรม ท่ามกลางการประกาศนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรมมาก

 

     "เนื่องจากว่าคุณโฆษิตเคยเป็นอดีตประธานธนาคารกรุงเทพ แล้วธนาคารกรุงเทพเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมเอเชียอยู่ก็ต้องการลงทุนเรื่องนี้ แล้วไม่ได้สนใจเรื่อง Caring Capacity คือเรื่องความสามารถในการรองรับ เราก็คิดว่าเรื่องมาบตาพุดมันต้องมีอะไรมากกว่าน้ำที่แย่งชิงกัน เมื่อแหล่งน้ำไม่พอแต่คุณอยากขยายอุตสาหกรรมเพิ่มมันไม่สอดคล้อง เลยพยายามไปดูข้อมูลย้อนหลังว่ามีกลุ่มอะไรบ้าง เลยไปเจอกับกลุ่มเอ็นจีโอที่ทำงานเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเอ็นจีโอที่ทำเรื่องมลพิษอุตสาหกรรม ศึกษาเรื่องน้ำ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ แล้วก็งานวิจัยทั้งหลายของนักศึกษาปริญญาเอก ปริญญาโททั้งหลาย เพราะว่ามาบตาพุดมีปัญหาเยอะมาก แล้วที่ผ่านมาประชาชนเขาเรียกร้องแต่ไม่เคยสำเร็จ เนื่องจากว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ทำแล้วอาจจะไม่สำเร็จในระยะเวลาอันสั้น เราก็เลยอาสาขึ้นมาเอาข้อมูลทั้งหมดจากกรีนพีซ เอ็นจีโอทั้งหลาย สถาบันการศึกษา รวบรวมมาหลายชิ้นงานด้วยกัน"

 

     "ก็ทำให้เห็นว่ามาบตาพุดมันมีปัญหาเรื่องมลพิษ แล้วส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เรียกร้องมาตั้งแต่ปี 2549 เมื่อได้รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาแล้ว น้ำยังไม่ถูกแก้ ยังไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เท่านั้นยังไม่พอยังมีการขยายโรงงานเพิ่ม ทั้งๆที่ผลการศึกษาต่างๆชี้ว่ามีแต่มลพิษ จึงชวนชาวบ้านที่มาบตาพุดมาเรียกร้องให้มีการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ ต่อสู้กันมา 1 ปี คุณโฆษิต ก็ไม่ประกาศให้มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ ก็เลยตัดสินใจฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ให้ประกาศมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2545 ท้ายที่สุดก็ชนะคดี ศาลประกาศให้มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วนับแต่นั้นมาก็มีการทำแผนให้มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ"

 

     "ระหว่างนั้น ระหว่างรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ มาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็มีการร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีมาตรา 67 หลังจากที่ผ่านการลงประชามติของประชาชนแล้ว ก็ประกาศใช้วันที่ 24 สิงหาคม 2550 เป็นต้นมา ทางเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ก็ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลมาโดยตลอด ตั้งแต่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลสมชาย วงษ์สวัสดิ์ มาจนถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ว่าให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 เพื่อเป็นการย้ำไปยังหน่วยงานราชการและผู้เกี่ยวข้องว่าในมาบตาพุดมีหลายปัจจัยเงื่อนไขที่ไม่สามารถทำตามขั้นตอนปกติได้ เพราะฉะนั้นการทำตามรัฐธรรมนูญ 67 วรรค 2 ก็เป็นการคุ้มครองหรือเป็นการวางเกราะป้องกันไม่ให้ปัญหาการพัฒนามันไปเหลื่อมล้ำภาคส่วนต่างๆ"

 

     "ช่วงรัฐบาลสมัคร กับรัฐบาลสมชาย ก็โอเค ไม่มีการขยาย เนื่องจากว่ายังอยู่ในช่วงวิกฤตพันธมิตรฯ ที่เรามาชุมนุมขับไล่กัน พอมาถึงอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีโอกาสพบเจอแต่ก็ไม่เป็นผล ก็นำมาสู่การปิดถนนชุมนุมที่หน้านิคมฯ เดือนกันยายน ก็ไม่เป็นผลอีก พยายามผลักดันในหลายช่องทาง ในทางกลับกัน รัฐบาลก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมพัฒนารัฐเอกชน ที่เรียกว่า กพร. ขึ้นมาพิจารณา แล้วส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการกฤษฎีกา แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าไม่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 เนื่องจากว่ายังไม่มีองค์กรรองรับตามรัฐธรรมนูญ ทำให้เราเห็นว่ารัฐบาลใช้หลายช่องทาง หาความจริงใจที่จะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีจริง ท่ามกลางที่เราเรียกร้องแล้วก็บอกกกล่าวถึงปัญหา ชี้ชัดไปยังสังคม ก็ยังไม่ฟังกัน ท้ายสุดก็คือมีการฟ้องไปยังศาลปกครองกลาง เรื่องขอให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 พิจารณาอยู่ระยะหนึ่ง ก็ขอให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ศาลก็สั่งให้มีการระงับ 76 โครงการ หลังๆมาเหลือ 64 โครงการ ตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างที่เราต่อสู้ให้มีการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2"

     แง่มุมของ "สุทธิ" ที่ครั้งหนึ่งบอกเล่าว่า ไม่เคยคิดว่าในชีวิตนี้ต้องเดินทาง 200 กิโลเมตรเข้ากรุงเทพ ไม่ได้ต้องการชื่อเสียงเพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไร


     เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผัน "สุทธิ" สะท้อนความนัย สะท้อนตัวตน ที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน

 

 @ จริงหรือไม่ที่คุณสุทธิ สามารถผลักดันให้มีคณะกรรมการ 4 ฝ่ายขึ้นมาแล้วดึงคุณอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นประธาน?

 ผมหาทางออกในเรื่องนี้ เพราะเราทราบเงื่อนไขว่าถ้าเราชนะคดี อันตรายจะเกิดขึ้นกับเรามากมายมหาศาล เพราะฉะนั้นเมื่อเราเห็นทางออก แล้วรัฐบาลไม่เคยทำเรื่องนี้มาก่อน ไม่ทำตามกลไกรัฐธรรมนูญ จนเป็นเหตุให้เราฟ้องแล้วชนะคดี เมื่อเห็นอย่างนั้นแล้ว และเราก็เห็นช่องทางว่าเราชนะคดีแน่ ผมจำเป็นต้องหาทางออกด้วยการดึงทุกภาคส่วนเข้ามา ก็ไปเสนอกับนายกฯอภิสิทธิ์ ให้ตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่าย แล้วก็เป็นคนพูดในที่ประชุมเองว่า น่าจะดึงคนที่มีความเป็นอาวุโส แล้วก็มีความน่าเชื่อถือ มีภาพของความเป็นกลาง ก็คือคุณอานันท์ ซึ่งคุณอภิสิทธิ์ ก็ให้เราไปติดต่อทาบทาม ก็เลยไปพบกับหลายคนด้วยกันเช่น สมาชิกวุฒิสภา กลุ่ม 40 ส.ว. เป็นคนช่วยประสานงานจนได้เจอคุณอานันท์ ผลักดันให้ท่านรับตำแหน่งประธาน หลักก็คือว่าต้องการให้ออกกลไกที่ทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 อันเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน ก็เป็นเหตุที่ทำให้แต่ละฝ่ายเข้ามาหาทางออกตามรัฐธรรมนูญ

 

@ ถ้าพูดถึงมาบตาพุดต้องพูดถึง สุทธิ อัชฌาศัย?

 อันนี้เป็นข้อเท็จจริง มี 2 เรื่องที่เป็นบันไดก้าวในชีวิตของผม คือเรื่องสิ่งแวดล้อม มาบตาพุด และอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของพันธมิตรฯ ต้องยอมรับว่าเราก็เป็นหนึ่งในแกนนำ เป็นช่วงที่เราเข้าสู่กระบวนการการเมือง เราเองก็ได้นำเรื่องสิ่งแวดล้อมไปพูดในเวทีการเมืองให้คนเข้าใจในมิติการพัฒนาประเทศ คือไม่ได้มุ่งเป้าการเมืองเพื่อการเมือง แต่เป็นการสะท้อนนโยบายที่ผิดพลาดของทุกรัฐบาล ที่ไม่ยอมใช้กลไกทางกฎหมายเข้ามาถอดสลัก

 

@ คาดหวังว่ามาบตาพุดจะจบอย่างไร?

 ที่เราคาดหวังคือ อย่างที่หนึ่งปัญหาต้องถูกแก้ คือเราอยากได้เครื่องมือใหม่ ที่จะเข้าไปจัดการกับปัญหาเหล่านี้ ที่เป็นเครื่องมือระยะยาวในการเข้าไปดูแลและจัดการ ต้องใช้หลายมาตราการในการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เน้นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน มาตรการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงมาตรการลงโทษ และไม่มีการลงทุนในพื้นที่นี้อีก เพราะมีการทำให้สังคมเข้าใจผิดมาตลอดว่า ถ้าไม่มีการลงทุนแล้วประเทศจะมีปัญหา ต้องทำให้สังคมเข้าใจให้ได้ว่าถ้ามีการลงทุนที่มากเกินไปกว่าพื้นที่นั้นจะรับได้ ก็จะเป็นการสร้างปัญหาในภายหลัง จะมีการเสียชีวิต เจ็บ จนทำให้เห็นภาพลบของการพัฒนา แล้วการพัฒนาไม่เกิดขึ้นเลย และมันจะไม่ใช่การพัฒนาที่ยั่งยืน

 มาบตาพุดจะจบอย่างไร ผมเข้าใจว่า 76 โครงการ อาจจะมีการเดินหน้าได้ในบางโครงการ หรืออาจจะเกือบทั้งหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ทำให้เห็นแล้วว่าต่อไปนี้จะทำอะไรง่ายๆไม่ได้ ต้องคำนึงถึงสิทธิชุมชนและกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงต้องคำนึงถึงสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสมของคนที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่การพัฒนาของประเทศ จะปล่อยปละละเลยพวกเขาไม่ได้

 

@ กรณีมาบตาพุดทำให้ความปลอดภัยในชีวิตส่วนตัวน้อยลงหรือไม่?

 มีส่วน ตอนอยู่ในพันธมิตรฯ ผมก็ไม่ถูกดำเนินคดี ไม่โดนฟ้องเรื่องยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง ผมไม่โดนคดี เพราะผมทำงานบุ๋นมากกว่าบู๊ แต่เรื่องมาบตาพุดเราต้องเปลี่ยนจากบุ๋นเป็นบู๊ ออกโรงสู้ด้วยตัวเอง ก็มีศัตรูเยอะมาก หนึ่งคือกลุ่มผลประโยชน์ที่ได้รับจากสถานการณ์ก็ไม่พอใจเรา สองคือกลุ่มข้าราชการที่กังวลเรื่องนโยบายการเมืองก็เล่นงานเรา สามคือกลุ่มผู้รับเหมาที่เสียประโยชน์จากการรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มแรงงานต่างๆที่รู้สึกไม่พอใจ กลุ่มที่ทำบ้านเช่า ก็ออกมาเล่นงานเราเยอะมาก ทั้งในเรื่องของการทำสื่อโจมตี เรื่องของการส่งคนมาคุกคาม รวมถึงมาตรการบางเรื่องที่ต้องการให้เรานั้นจบชีวิตลง การพยายามที่จะฆ่า ถามว่าเป็นเรื่องที่เราซีเรียสไหม ก็ไม่ได้ซีเรียสอยู่แล้ว เพราะรู้อยู่แล้วว่าการทำงานอย่างนี้ ในพื้นที่ที่มีเม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้ มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ เป็นชะตากรรมที่เราก็พร้อมรับกับมันถ้าเกิดเหตุ แต่ว่าเราก็ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต

 

 @ อนาคตข้างหน้าจะเห็น "สุทธิ" เป็นนักการเมืองหรือไม่?

 ทุกวันนี้ก็เป็นการเมืองอยู่แล้ว อยู่ในกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ด้วย เพิ่งมารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2552 นี่เอง

 

 @ จะลงสมัคร ส.ส. หรือเปล่า?

 เรื่องสมัคร ส.ส. ผมคงไม่ลงอยู่แล้ว เพราะผมขออาสาว่าจะทำงานการเมือง ก้คือต้องการทำให้พรรคการเมืองเป็นพรรคมวลชนของประชาชน เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคนที่คิดนโยบายให้พรรคเดินหน้าไป ไม่ใช่คิดนโยบาบเป็นสโลแกนเพื่อให้ชนะเลือกตั้งแล้วเข้าไปนั่งในสภา ซึ่งผมไม่ใช่คนแบบนั้น แล้วก็ยึดว่าเราขอทำงานการเมืองภายใต้ปัญหาที่เราอยากเข้าไปแก้ ไม่ใช่พูดว่าก่อนเป็นนักการเมืองแล้วพูดอย่างนี้ จะเห็นได้ว่าก่อนที่เราจะมาเป็นกรรมการบริหารพรรค เราก็ทำเรื่องมาบตาพุด พอเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่แล้ว เราก็ยังทำเรื่องมาบตาพุด ไม่ได้ทิ้ง หรือว่ากังวลต่อบทบาทฐานะของตนเองว่า อยู่ตรงนี้แล้วทำเรื่องนี้ไม่เหมาะสม ไม่ใช่ เรื่องไหนที่เป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนหรือเรื่องที่เราต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาเราจะเข้าไปทำให้ถึงที่สุด

 

 @ อธิบายความเป็นตัวตนของคนชื่อ "สุทธิ อัชฌาศัย"

 ผมเป็นคนอารมณ์ดี ชอบเล่นดนตรี ชอบดื่ม พูดตรงๆครับ ไม่ปกปิด ชอบดื่ม แล้วก็ชอบไปไหนมาไหนกับเพื่อนที่สนิทกัน เป็นคนที่ไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก เพราะเป็นคนที่อยู่ในโลกส่วนตัวสูง แต่ก็ไม่ใช่คนเกเร หรือคนระเกะระกะ เป็นคนที่สุภาพเรียบร้อยเสียด้วยซ้ำ แล้วก็เป็นคนที่ยอมไม่ได้กับเรื่องที่ผิด เป็นคนที่ไม่ค่อยกลัว คำว่ากลัวในหัวใจไม่ค่อยมี แต่ว่าเป็นคนที่ชอบทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมันจะเสี่ยงต่อชีวิต เราก็ทำ วันนี้ก็เป็นอย่างนี้อยู่ ไม่ได้มักใหญ่ใฝ่สูง ยังเหมือนเดิม เป็นอย่างนี้ ยังอยู่ในสถานะของลูกชาวสวน ไม่เคยลืมความเป็นตัวตนของตัวเองที่ชื่อสุทธิ

.........................................

คัดจาก :   ประชาชาติธุรกิจออนไลน์   09 ม.ค. 2553
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1262934365 

 

มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย … ใจเราเพื่อมะหมาเพื่อนยาก

 

ด้วยเจตจำนงที่อยากให้มูลนิธิของตนได้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่มูลนิธิอื่นๆทั่วแถบเอเชีย ในแง่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของสัตว์ที่ถูกทำร้าย ไร้ที่อยู่ และถูกทอดทิ้ง ให้กลับมาช่วยเหลือตนเองได้อีกครั้ง ภายใต้การให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังของนักพัฒนาเอกชน หรือบุคคล NGO จึงทำให้วันนี้ เรียกได้ว่าชื่อของ “มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย (Soi Dog Foundation)” ได้เข้าไปอยู่ในความรู้จักและได้รับความสนใจจากบรรดาผู้รักหมาทั่วทุกสารทิศ ไม่จำกัดเฉพาะแค่ชาวไทย แม้ทางองค์กรจะเคลื่อนย้ายสำนักงานใหญ่ไปอยู่ไกลถึงจังหวัดภูเก็ตแล้วก็ตาม

มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอยเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 2003 โดยกลุ่มคนที่สมัครใจอยากเข้ามาบรรเทาปัญหาสัตว์จรจัด โดยเฉพาะกับสุนัขและแมวที่มีอยู่ในประเทศไทย โดยต่อมาจึงได้มีการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งในประเทศไทย ออสเตรเลีย และฮอลแลนด์ พร้อมๆกับการเริ่มเรียนรู้ที่จะให้ความช่วยเหลือสัตว์อย่างถูกวิธี เพื่อไม่ให้ภารกิจการอุปถัมภ์ดังกล่าวไปเข้าทำนองวัวหายลอมคอกเท่านั้น อาทิ โครงการทำหมันสุนัขและแมว ที่ในวันนี้ประสบความสำเร็จด้วยอัตราการทำหมันต่อเนื่องเป็นจำนวนทั้งหมดไปแล้วเกือบหกหมื่นตัว

“เราเชื่อว่าการทำหมันจะเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ต้นตอปัญหาหมดได้ ทุกวันนี้ที่เราพบกันบ่อยๆเลยก็คือเรื่องของหมาแมวข้างถนน อดบ้าง โดนรถชนบ้าง เพราะไม่มีเจ้าของรักและให้การดูแลที่ดีพอ ที่แย่กว่านั้น บางคนเขาเลือกที่จะฆ่ามันแบบเป็นๆ แต่ก็บอกว่าเป็นการฆ่าด้วยความกรุณาบ้าง เพื่อจะลดจำนวนที่มันล้นหลามลงบ้าง แต่จริงๆแล้วการฆ่าหรือกักขังสัตว์จรจัดนั้นแทบจะไม่มีผลต่อการควบคุมประชากรสัตว์เลย เพราะอย่าลืมนะว่าสัตว์จรจัดที่ยังเหลืออยู่ก็ยังแพร่พันธ์ต่อได้ แล้วสภาพสัตว์แต่ละตัวที่โดนส่งมาให้เรา จะเป็นประเภทที่โดนยาเบื่อเป็นหลัก มีที่จับถ่วงน้ำก็มี ซึ่งมันโหดร้ายมาก และยังมีกรณีอื่นอีกที่มันขัดกับวิถีความเชื่อคนไทยมากๆในเรื่องของบาปเวร เรื่องของศาสนา ดังนั้น เราเลยลุยเรื่องการรณรงค์ให้ทำหมันเต็มที่”

ไม่หมดเพียงเรื่องของสุนัขเท่านั้น ขอบเขตการทำงานของมูลนิธิยังขยายไปถึงเจ้าแมวตัวน้อยๆอีกนับร้อยที่เข้ามาอาศัยร่วมกันในชมรม “Phi’s Cat Care” (พีแคทแคร์) อันมีที่มาจาก “เจ้าพี” ลูกแมวน้อยตัวหนึ่งที่ถูกส่งมาที่มูลนิธิ หลังจากได้รับบาดเจ็บที่ดวงตาจนลืมไม่ขึ้น เพราะถูกมนุษย์ใจเหี้ยมยิงหนังสติ๊กใส่เข้าด้วยความคะนอง จนกระทั่งได้รับการรักษาดูแล และถูกอุปการะให้ไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ ไกลถึงประเทศฝรั่งเศสในที่สุด และนี่จึงเป็นที่มาของแรงบันดาลใจที่ทำให้มูลนิธิอยากจะช่วยชีวิตแมวจรจัดอีกหลายตัว และหาบ้านหลังสุดท้ายให้กับพวกมันทั้งในและต่างและประเทศ เช่นเดียวกับแมวหลายๆตัวในชมรมที่ผ่านมา

โดยภาพรวม ภารกิจของมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอยจึงมีตั้งแต่ทำหมันสุนัขและแมว ให้ที่อยู่ที่กินกับสุนัขกว่าสามร้อยตัว และแมวกว่าอีกร้อยตัว ซึ่งส่วนใหญ่มักได้รับบาดเจ็บจากน้ำมือมนุษย์ให้ได้มีชีวิตยืนยาวขึ้น ด้วยกำลังสมองจากทีมงานสัตวแพทย์ประจำและฉุกเฉิน อีกทั้งในศูนย์ประจำที่ภูเก็ตนั้น ยังเปิดให้บริการรักษาฟรี ณ คลีนิคบ้านไม้ขาวแก่เจ้าของสุนัขและแมวที่ขาดกำลังทรัพย์ และยังเป็นองค์กรเดียวในจังหวัดภูเก็ตที่มีโทรศัพท์สายด่วนในกรณีต้องการความช่วยเหลือและกรณีฉุกเฉิน อีกเช่นกัน


อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นอุปสรรคนอกเหนือจากจำนวนชีวิตหมาแมวภายใต้รั้วของมูลนิธิที่นับวันมีแต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกประการก็คือ ปัญหาการเงิน ซึ่งเมื่อพูดถึงในสถานการณ์ปกติแล้ว ค่าใช้จ่ายที่มูลนิธิจะต้องใช้ไปในแต่ละเดือนนั้น มียอดจำนวนขั้นต่ำไปแล้วถึงห้าแสนบาท ซึ่งทางมูลนิธิเองก็เผยว่าไม่มีรายได้มากพอที่จะใช้รองรับค่าใช้จ่ายในการทำหมันได้ทั้งหมด อันครอบคลุมทั้งค่าจ้างสัตวแพทย์ ค่าเจ้าหน้าที่จับสุนัข ค่ายา ค่าเครื่องมือผ่าตัด ค่าเช่ารถ และค่าน้ำมัน ที่ผ่านมาจึงได้มีการขอความอนุเคราะห์เพื่อระดมทุนจากผู้บริจาคมากมาย ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงทำให้ตลอดเส้นทางการดำเนินงานของมูลนิธิสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา โดยมีความศรัทธาจากประชาชนเป็นพื้นฐานในการทำงาน

  “เพราะพี่เชื่อว่าการช่วยชีวิตสัตว์ตัวหนึ่ง ถึงมันจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้   

แต่มันเปลี่ยนแปลงโลกของสัตว์ตัวนั้นไปเลยต่างหาก”

 

วีนัส  อยู่ดี

ปลอดภัย ปรองดอง เหมืองทอง ผลประโยชน์? กฎอัยการศึก ทหาร เครื่องมือใคร เพื่อใคร?

โดย ลูกหลานฅนรักษ์บ้านเกิด 

 

เรื่องราวเริ่มต้นในหมู่บ้านอันสงบสุขและเงียบสงบท่ามกลางภูเขาสลับซับซ้อนที่ ประชาชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้าน ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้คัดค้านเหมืองแร่ทองคำที่สร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ขอตัดบทมาในวันที่พวกเขาต้องส่งหนังสือถึง "ทหาร"




วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๗ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ส่งหนังสือเปิดผนึก ขอให้ ผู้บัญชาการทหารบก ดำเนินการสอบสวนวินัย พล.ท.ปรเมษฐ์ ป้อมนาค และพวก ที่อ้างตัวเป็นนายทหาร ได้เข้ามาข่มขู่คุกคามประชาชนในหมู่บ้าน เมื่อวันที่ ๒๑ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๗ ในขณะที่ นายปรเมษฐ์ บันสิทธิ์ ลูกชายของ นายปราโมทย์ บันสิทธิ์ กรรมการ บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) ที่แสดงตัวในฐานะผู้แทนของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้เข้ามาในหมู่บ้านและยอมรับกับชาวบ้านว่า บริษัทฯ รู้ว่ามีกลุ่มทหารเข้ามาในหมู่บ้าน แต่ปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยวข้องกับวิธีการ-พฤติกรรมของกลุ่มทหารที่เข้ามาเหล่านั้น 

วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ หลังเกิดเหตุการณ์ "คืน ๑๕ พฤษภาทมิฬ" กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกอีกครั้ง ขอให้ ผู้บัญชาการทหารบก เร่งดำเนินการตรวจสอบนายทหารนอกรีต ทั้งที่ปลดประจำการแล้ว และอยู่ระหว่างรับราชการ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจหรือข้ออ้างภายใต้สถานการณ์การประกาศกฎอัยการศึกในการขนแร่ และปราบปรามประชาชนที่ปกป้องสิทธิชุมชนในการคัดค้านเหมืองแร่ทองคำ และให้มีการลงโทษทางวินัยและกฎหมายต่อผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุด 

วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ หลังการประกาศกฎอัยการศึกและมีการรัฐประหาร กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ส่งจดหมายเป็นฉบับที่ ๓ ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ขอให้เร่งดำเนินการตรวจสอบนายทหารนอกรีต ทั้งที่ปลดประจำการแล้ว และอยู่ระหว่างรับราชการ ที่เป็นตัวการและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด อย่างเร่งด่วน โดยให้มีการลงโทษอย่างสูงสุดทั้งทางวินัยและดำเนินคดีอาญาหากพบความผิด  

ขอให้ใช้อำนาจโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนใน ๖ หมู่บ้านที่ถูกทำร้ายอย่างทารุณจากการขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในเหตุการณ์ "คืน ๑๕ พฤษภาทมิฬ" และเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องจากการข่มขู่คุกคามประชาชนในหมู่บ้านเพื่อขอขนแร่ โดย พล.ท.ปรเมษฐ์ ป้อมนาค พ.ท.ปรมินทร์ ป้อมนาค และพวก โดยออกคำสั่งระงับการออกใบอนุญาตขนแร่ และระงับการขนแร่ทั้งหมดของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เอาไว้ก่อน จนกว่าจะมีการไต่สวนข้อเท็จจริง และมีการเอาผิดทางกฎหมายต่อผู้กระทำผิดและผู้รับผิดชอบให้เป็นที่เปิดเผยอย่างกระจ่าง 

และ ขอให้มีคำสั่งไม่ให้มีการใช้อำนาจหรือข้ออ้างภายใต้สถานการณ์การประกาศกฎอัยการศึก โดยห้ามไม่ให้ทหารเกี่ยวข้องพัวพันกับการขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และใช้ความรุนแรงหรือปราบปรามประชาชนที่ต้องปกป้องความปลอดภัยของตนเอง และปกป้องสิทธิชุมชนในการคัดค้านเหมืองแร่ทองคำ ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนใน ๖ หมู่บ้านเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด 

ทั้งนี้ ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนจนถึงช่วงเวลาดังกล่าว ยังคงมีเสียงปืนจากกลุ่มคนไม่ทราบฝ่ายยิงขู่อยู่รอบๆ หมู่บ้าน พร้อมๆ กับกระแสข่าวเรื่อง "คำสั่งจ้างสังหารแกนนำ" จนทำประชาชนทั้งหมู่บ้านหวาดกลัวและไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้อีกต่อไป


อย่างไรก็ตาม หนังสือทั้งสามฉบับ 'ไม่ได้มีเนื้อหาใดๆ' ที่ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งในฐานะผู้บัญชาการทหารบก และในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 'เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาคามขัดแย้ง' ระหว่าง บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และ ประชาชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 

แต่กับเนื้อหาในหนังสือที่ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ มีคำสั่งหรือดำเนินการในเรื่องต่างๆ เหล่านั้น กลับออกมาในทางตรงกันข้าม  

เมื่อ กองกำลังทหารหลายฝ่ายเริ่มทยอยเข้าไปในหมู่บ้านสอบถามข้อมูลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เปิดเผยชื่อ ตำแหน่ง และสังกัด ภายใต้คำสั่งที่ไม่เปิดเผย  

และตามมาด้วย คำสั่งห้ามไม่ให้ กลุ่มนักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น "ดาวดิน" ข้องเกี่ยวกับปัญหาเหมืองทองคำ ห้ามไม่ให้เข้าหมู่บ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการคัดค้านรัฐประหาร แต่กลับถูกปิดกั้นความสัมพันธ์ฉันท์ลูกหลานระหว่างดาวดินกับชาวบ้านในหมู่บ้านที่มีใจต่อกันมากว่า ๕ ปี 

ต่อมา มีการนัดหมายตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ ภายใต้คำสั่งของ แม่ทัพภาคที่ ๒ โดย พ.อ.สวราชย์ แสงผล รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๘ และ พ.ท.วรวุฒิ สำราญ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๘ ซึ่งแสดงบทบาทอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกในการทำหน้าที่เป็นคนกลางเพื่อขอเจรจาไกล่เกลี่ย โดยยกข้อเสนอจะให้ทุ่งคำถอนคดีทั้งหมด ๗ คดี อีกทั้งยังให้เหตุผลว่าบริษัททุ่งคำมีการทำเหมืองถูกต้อง ดังนั้นต้องให้บริษัทฯ ขนแร่ทั้งหมด รวมทั้งให้ขนย้ายเครื่องจักรออกไปได้ จากนั้นจะปิดเหมือง แต่เรื่องการเพิกถอนประทานบัตร ทางทหารจะไม่ยกเลิก แต่จะปล่อยทิ้งไว้จนหมดอายุประทานบัตร (๒๕ ปี) โดยลงนามทำความตกลงร่วมกันหลายฝ่าย (MOU) และมีหน่วยงานเข้ามาดูแลจนหมดอายุประทานบัตร  

หลังจากนั้น เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๗ กองกำลังทหาร ๑๒๐ นาย ถืออาวุธยกพลเข้าประจำการอยู่ในหมู่บ้านอย่างเป็นทางการ ด้วยคำสั่งสายทหารที่ยังไม่เคยเปิดเผย พร้อมกับการประกาศผ่านสื่อ "เพื่อความปลอดภัยของทั้งชาวบ้านและฝั่งเหมืองทอง" และ "เพื่อสร้างความปรองดอง" ดังนั้น ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง นักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ หยุดการทำงานและให้ออกไปให้หมดจากพื้นที่ในทันที เพื่อให้พื้นที่เหลือเฉพาะชาวบ้านกับฝ่ายเหมืองทองเท่านั้น 

ปัจจุบัน กองกำลังทหารยังคงปักหลักอยู่ในหมู่บ้าน ทุกวันทหารพรานที่ทำหน้าที่ลาดตระเวนจะปลดป้ายหรือกระดาษที่มีข้อความในการรณรงค์คัดค้านเหมืองทอง เช่น ถอดถอนประทานบัตร ปิดเหมือง ฟื้นฟู ชดเชย ยกเลิกสัญญา กพร. กับทุ่งคำ ยกเลิกสัญญาน้ำคิว-ภูขุมทอง ฯลฯ และประกาศว่า หากยังไม่มีการตกลงเจรจากันระหว่างชาวบ้านกับเหมืองทอง ห้ามติดป้ายที่มีเนื้อหาเหล่านี้ในหมู่บ้าน 

นอกจากนี้ยังมีความพยายามหลายครั้งที่จะขอชาวบ้านเพื่อเคลียร์พื้นที่ทำความสะอาดบริเวณสี่แยกกำแพงใจ ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุจุดหนึ่งในเหตุการณ์ คืน ๑๕ พฤษภาทมิฬ และเกี่ยวข้องกับคดีความอาญาและแพ่งทั้งหมด ๗ คดีที่บริษัททุ่งคำได้ฟ้องร้องชาวบ้าน ๓๓ คน โดยเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน ๒๗๐ ล้านบาท ซึ่งชาวบ้านได้ปฏิเสธไม่ให้ทหารทำการกระทำดังกล่าวหลายครั้ง เนื่องจาก บริเวณดังกล่าวเป็นที่เกิดเหตุและเป็นวัตถุแห่งพยาน จึงต้องรักษาสภาพเดิมไว้เพื่อการต่อสู้คดี  

และในที่สุดนายทหารก็ได้อ้างถึง "กฎอัยการศึก" ที่ทหารสามารถทำได้ทุกอย่าง ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านอดกลั้นไว้ไม่ไหว ต้องหลั่งน้ำตา


ส่วนอีกด้านหนึ่งเรื่อง คดีคืน ๑๕ พฤษภาทมิฬ มีคำสั่งย้าย พ.ต.ท.รัฐพล เพ็ญสงคราม รองผู้กำกับ สภ.วังสะพุง และมีการย้ายคดีจาก สภ.วังสะพุง ไปที่ สภ.เมืองเลย ตำรวจขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องสงสัย ๓ ราย คือ พ.ท.ปรมินทร์ ป้อมนาค ซึ่งเข้ามอบตัวและประกันตัวออกไปแล้ว พล.ท.ปรเมษฐ์ ป้อมนาค ตำรวจได้ขอให้ศาลออกหมายจับ แต่เหตุผลด้วยความเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง ศาลจึงออกหมายเรียกให้มารายงานตัว ถ้าไม่มาจึงจะออกหมายจับ ส่วน นายดลชัย อาจแก้ว ถูกตำรวจจับกุมในคืนวันที่ ๑๐ มิถุนายนที่ผ่านมา  

ทว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ จากวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ร่วมเวลาเกือบเดือน ทั้ง กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) อุตสาหกรรมจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พล.ต.ต.ศักดา วงศ์ศิริยานนท์ ผู้บังคับการตำรวจจังหวัดเลย และทหารผู้รับผิดชอบพื้นที่ ทุกฝ่ายล้วนยืนยันให้บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ว่า บริษัทฯ ได้ทำเหมืองแร่และขอขนแร่อย่าง "ถูกต้องตามกฎหมาย" มาโดยตลอด  

อีกทั้ง ยังไม่มีการดำเนินคดีหรือดำเนินการอย่างไรทั้งจากตำรวจและทหาร ในการเอาผิดกับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในฐานะเจ้าของแร่และเป็นผู้ขนแร่ที่ใช้วิธีการผิดกฎหมายหลายประการต่อการใช้กองกำลังติดอาวุธ ๓๐๐ คนมาจับมัดชาวบ้าน ๔๐ คนแล้วทุบซ้อมแต่อย่างใด  

เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จัดประชุมเพื่อวิเคราะห์พิจารณาข้อเสนอ ๕ ข้อ ของบริษัททุ่งคำผ่านปากคำของนายทหารที่พยายามจะยัดเยียดให้ประชาชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดยอมรับ ผ่านสื่อมวลชนหรือการเจรจาซึ่งหน้า มาตั้งแต่วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ จนถึงวันนี้

๑. บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ขอขนแร่ทั้งหมดในสต๊อก

แร่ทั้งหมดที่มีอยู่ ในสะต๊อกของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่แต่งแล้ว ๑,๙๐๐ ตัน ยังไม่แต่อีก ๓๑,๑๔๐ ตัน ต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นแร่ที่ถูกกฎหมาย

ส่วนแร่จำนวน ๑๗๖ ตัน ที่บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ขนไม่ทันในคืนวันที่ ๑๕ พฤษภาทมิฬ (พิสูจน์ได้จากใบอนุญาตที่ออกให้ทุ่งคำเป็นผู้ได้รับอนุญาตในการขนแร่ออกเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม จำนวน ๔๗๖ ตัน) หากจะมีการขน จะต้องรอจนกว่าคดีขนแร่ "คืน ๑๕ พฤษภาทมิฬ" จะมีการสืบสวนสอบสวน บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่เป็นเจ้าของแร่และเป็นผู้ขนแร่ และได้ตัวผู้กระทำผิดทั้งหมด รวมถึงการกระทำผิดของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมาลงโทษ

การใช้ถนนร่วมกับชุมชน ต้องเป็นไปตามระเบียบชุมชน ว่าด้วยการใช้ถนนชุมชนและการควบคุมน้ำหนักบรรทุก ที่กำหนดน้ำหนักบรรทุก รถทุกประเภทบรรทุกน้ำหนักวิ่งบนถนนชุมชนได้ไม่เกิน ๑๕ ตัน และบรรทุกน้ำหนักบนทางหลวงได้ไม่เกิน ๒๕ ตัน ตาม พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ (ฉบับปรับปรุงปี ๒๕๔๙) 

. บริษัททุ่งคำ ขอขนอุปกรณ์เครื่องจักรทั้งหมดออก

อุปกรณ์เครื่องจักรทั้งหมดเป็นของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด บริษัทฯ มีสิทธิที่จะขนย้ายได้ ยกเว้นอุปกรณ์เครื่องจักรบางชนิดที่เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดในเหตุการณ์คืน ๑๕ พฤษภาทมิฬ โดยอุปกรณ์เครื่องจักรเหล่านั้น รวมถึงอุปกรณ์เครื่องจักรอื่นๆ จะต้องได้รับการตรวจสอบพิสูจน์ เช่น รถเกรดดินและรถเครนที่นำมากระทำความผิดโดยการทำลายกำแพง ยกถุงบรรจุแร่ทองแดงในคืนที่มีการทำร้ายชาวบ้าน และหากจะมีการขนย้ายอุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ ออกจากเหมืองทอง บริษัทฯ ก็ไม่มีสิทธิที่จะขนน้ำหนักเกินกว่า ๑๕ ตัน ตามระเบียบชุมชน และไม่เกิน ๒๕ ตัน บนทางหลวงชนบท ตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ (ฉบับปรับปรุงปี ๒๕๔๙) 

๓. บริษัททุ่งคำ จะปิดกิจการชั่วคราว  

                บริษัททุ่งคำ อ้างไม่ได้ว่า ปิดกิจการชั่วคราว เพราะตอนนี้บริษัทฯ ถูกกฎหมายบังคับให้เหมืองทองปิดกิจการอยู่แล้ว เนื่องจากใบอนุญาตต่างๆ ยังไม่ได้รับอนุญาต เช่น ใบอนุญาตให้ใช้ที่ดิน สปก. ในอนุญาตให้ใช้ที่ดินป่าไม้ ยกเว้น ใบประกอบโลหะกรรม

๔. บริษัททุ่งคำ จะทำการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด จากผลกระทบการทำเหมืองแร่

                เป็นข้อเสนอที่ดี เนื่องจากผู้ได้รับผลกระทบ คือทั้งหมด ๖ หมู่บ้าน โดยเฉพาะเรื่อง อาหาร และน้ำ น้ำกินจะทำอย่างไร ทั้งที่ต้องซื้อกินไปแล้ว และที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า น้ำใช้ที่ยังไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่เสียหายไป แต่ยังไม่มีการพูดถึง

 

๕. บริษัททุ่งคำ จะฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม ภายหลังหยุดกิจการ  

                บริษัททุ่งคำ ไม่ได้พูดถึง การเพิกถอนประทานบัตร คำว่า "ภายหลังหยุดกิจการ" หมายความว่า จะทำเหมืองไปจนหมดอายุประทานบัตร ๒๕ ปี แล้วจึงฟื้นฟู หรือ ทำไป ฟื้นฟูไป แต่ถึงจะเป็นอย่างไรก็ตามความต้องการของชาวบ้าน ๖ หมู่บ้านที่ยืนยันมาโดยตลอด คือ เพิกถอนประทานบัตร ๑๑๒ แปลง หมายถึง ประทานบัตรทั้งหมดของทุ่งคำ

                ทั้งนี้ การจะดำเนินการอะไรที่บริษัทฯ หรือทหารได้เสนอมานั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการดำเนินการเอาบริษัททุ่งคำมาลงโทษก่อน เนื่องจากมีความชัดเจนว่า บริษัท ทุ่งคำเป็นผู้ขนแร่ตามใบอนุญาต และทำให้เกิดความบาดเจ็บ ถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย

                ส่วนคำอธิบายยาวๆ ผ่านการต่อสู้ของประชาชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้าน ที่เริ่มต้นคัดค้านการทำเหมืองแร่ทองคำ ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แต่การกำกับดูแลจากหน่วยงานรัฐทุกหน่วยงาน เพื่อดูแลป้องกันไม่ให้กิจการทำเหมืองแร่ของบริษัททุ่งคำส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและประชาชนกลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

เมื่อ เหมืองทองคำสร้างทับอยู่บนพื้นที่ต้นน้ำ ไต่สวนประทานบัตรเป็นเท็จ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA เป็นเพียงตรายาง

เมื่อ กระทรวงการคลัง ในฐานะตัวแทนของรัฐบาล เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในบริษัททุ่งคำ ตาม 'สัญญาว่าด้วยการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ แปลงที่สี่ พื้นที่น้ำคิว-ภูขุมทอง' ที่ให้สิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่ทุกชนิดกับบริษัททุ่งคำ บนเนื้อที่ประมาณ ๕๔๕ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๓๔๐,๖๐๕ ไร่ ที่ทำกันมาตั้งแต่วันที่ ๕  พฤศจิกายน ๒๕๓๔

เมื่อ กพร. ได้รับเงินจากบริษัททุ่งคำ ร้อยละ ๑.๕ ของผลผลิตหลังจากชำระค่าภาคหลวงแร่แล้ว ในทุกสิ้นเดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคมของทุกปี นับตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม ๒๕๕๐ ตาม 'สัญญาการกำหนดขั้นตอนการแบ่งผลผลิต'

เมื่อ ภูเขาถูกระเบิด ป่าหายไป ลำห้วย ลำธาร แหล่งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำใต้ดิน น้ำฝน ตะกอนดิน นาข้าว พืชพรรณ สัตว์น้ำ และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ปนเปื้อนสารหนู ตะกั่ว แมงกานิส แคดเมียม เหล็ก ทองแดง นิกเกิล โครเมียม ฟีนอล และไซยาไนด์ เกินค่ามาตรฐาน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ น้ำกิน-น้ำใช้ต้องซื้อกิน การหาอยู่หากินเป็นไปด้วยความยากลำบาก

เมื่อ เลือดของชาวบ้านปนเปื้อน ปรอท ตะกั่ว ไซยาไนด์ โดยมีผลตรวจที่ยืนยันจากหน่วยงานของรัฐเอง ในปี ๒๕๕๔ พบเลือดของชาวบ้าน ๑๒๔ ราย จาก ๗๕๘ ราย ปนเปื้อน ปรอท ไซยาไนด์ เกินค่ามาตรฐาน จนมี มติ ครม. ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ให้ชะลอการขยายพื้นที่การทำเหมืองในพื้นที่ใหม่หรือการขอประทานบัตรแปลงใหม่ของบริษัททุ่งคำ เอาไว้ก่อนจนกว่าจะได้ข้อสรุปของสาเหตุการเกิดสารปนเปื้อน และให้ศึกษาความคุ้ม ค่าของฐานทรัพยากรธรรมชาติและค่าภาคหลวงแร่กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาว บ้านตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และผลการประเมินผลด้านสุขภาพ หรือ HIA

แต่หลังจากนั้นบริษัททุ่งคำก็ขอประทานบัตรแปลงใหม่เพิ่มอีก ๒ แปลง และมีการใช้กองกำลังตำรวจนับพัน บัญชาการโดย พล.ต.ต.ศักดา วงศ์ศิริยานนท์ ปิดกั้นชาวบ้านไม่ให้เข้า เวทีพับลิก สโคปปิง ทั้ง ๒ ครั้ง

เมื่อประชาชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้าน ประกาศใช้ระเบียบชุมชน ว่าด้วยการใช้ถนนชุมชนและการควบคุมน้ำหนักบรรทุก ที่กำหนดน้ำหนักบรรทุก รถทุกประเภทบรรทุกน้ำหนักวิ่งบนถนนชุมชนได้ไม่เกิน ๑๕ ตัน และก่อสร้างกำแพงใจ ซึ่งทำให้ตัวแทนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ๓๓ คน ถูกบริษัททุ่งคำฟ้องคดีแพ่งและอาญา ๗ คดี เรียกค่าเสียหายมากกว่า ๒๗๐ ล้านบาท

แต่กำแพงใจแต่ละครั้งที่ถูกทำลาย มาจนถึงปัจจุบันกับคำขอเคลียร์พื้นที่สี่แยกกำแพงใจ ก็มีตำรวจเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม และล่าสุดมีทหารมาเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นอีก ทำให้ชื่อของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีตำแหน่งเป็น กรรมการตรวจสอบและกรรมการอิสระของทุ่งคำในเวลานั้น และปัจจุบันเป็นหนึ่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง

มิหนำซ้ำ ข้อเสนอในการเจรจาที่ชาวบ้านปฏิเสธไม่รับทุกครั้ง เมื่อบริษัททุ่งคำต้องการจะให้ชาวบ้านทำลายกำแพงใจ เพื่อแลกกับการขนแร่หรืออุปกรณ์เครื่องจักรฯ แล้วจะถอนฟ้องคดี เพราะมันดูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย เนื่องจากกำแพงใจไม่ได้ปิดตายถนนจนบริษัททุ่งคำไม่สามารถใช้สัญจรผ่านไปมาได้ และทางสัญจรเพื่อเข้า-ออกเหมืองทองก็ยังมีอีกหลายเส้นทาง แต่บริษัททุ่งคำเองที่ไม่ยอมลงทุนเพิ่มในการทำทางให้รถบรรทุกหนัก ๑๘ ล้อขนแร่ขนสารพิษวิ่งขึ้นเหมืองได้โดยไม่ต้องผ่านถนนชุมชน

และเมื่อตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๓๒๒ คน ยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง ในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และอธิบดีกรมอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่ เพิกถอนประทานบัตร ใบอนุญาตประกอบโลหกรรม และหนังสือยินยอมให้เข้าใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของบริษัททุ่งคำ โดยศาลปกครองรับคำฟ้อง และดึงบริษัททุ่งคำเข้ามาเป็นจำเลยร่วม เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๐

ผ่านคำอธิบายยาวๆ แต่ยังน้อยนิดหากเทียบกับช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ของประชาชนเพื่อปกป้องสิทธิของชุมชน ปกป้องและรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อมมายาวนานถึง ๗ ปี

แม้กระทั่ง นายปราโมทย์ บันสิทธิ์ กรรมการ บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ ได้ยื่นข้อเสนอ จะแบ่งหุ้นให้กับชาวบ้าน ๒๐% จะผลิตทองคำโดยไม่ใช้ไซยาไนด์ จะให้ชาวบ้าน ๖ หมู่บ้าน เข้าตรวจสอบการดำเนินกิจการเหมืองแร่ได้ตลอดเวลา และจะแบ่งผลกำไรให้กับชาวบ้านในรูปแบบกองทุน

แม้กระทั่ง นายปรเมษฐ์ บันสิทธิ์ ได้ยื่นข้อเสนอให้ชาวบ้านเปิดการเจรจากับบริษัททุ่งคำอีกครั้ง โดยยกประเด็นจะถอนคดี และบริษัทฯ พร้อมจะพิจารณาเรื่องการ "ปิดเหมือง ฟื้นฟู" เพียงแลกกับการขนแร่

แต่ข้อเสนอทั้งหมดล้วนถูกปฏิเสธจากชาวบ้าน

ดังนั้น ความเข้มแข็งจากความรักษ์บ้านเกิดที่ชาวบ้านในพื้นที่นี้ได้ต่อสู้มาต่างหาก คือ กำแพงใจที่แท้จริง

และสุดท้ายทำให้บริษัททุ่งคำตัดสินใจขนแร่อย่างเลวร้าย โดยใช้กองกำลังติดอาวุธ ๓๐๐ คน เข้ามาปิดล้อมหมู่บ้าน และจับมัดทุบซ้อมชาวบ้านเพื่อระบายความโกรธเคือง

ที่น่าเศร้าไปยิ่งกว่านั้น ภายหลังเหตุการณ์ "คืน ๑๕ พฤษภาทมิฬ" ชาวบ้านยังต้องเผชิญกับการเพิกเฉยอย่างหน้าไม่อายของหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ควรจะมีความรับผิดชอบแต่กลับละเลยเบิกเฉยต่อการปฏิบัติหน้าที่ ซ้ำร้ายในห้องแห่งความยุติธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่ นายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการ และประธานกรรมการบริหารบริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) ทำการไกล่เกลี่ยกับชาวบ้านแต่ล่มไม่สามารถตกลงกันได้ ชาวบ้านยังต้องได้ยินถ้อยคำจากปากของผู้รักษาความยุติธรรมในทำนองว่า การต่อสู้ของชาวบ้านยาวนานช่างน่า "เอือมระอา"

คำถามที่ย้อนกลับไปยังทหารในเวลานี้ คือ ทหารกำลังเข้าหมู่บ้าน มาดำเนินการนอกเหนือไปจากที่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้ร้องขอให้ทหารเข้ามาช่วยเหลือเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับชาวบ้าน และดำเนินการเอาผิดกับนายทหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดร่วมกับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในการขนแร่ที่ทำร้ายชาวบ้าน เท่านั้น

การที่ทหารออกหน้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างชาวบ้านกับเหมืองทอง เพื่อเปิดโอกาสให้มีการขนแร่ทองแดงและเครื่องจักรของเหมืองทอง หรือการเจรจาอื่นๆ ภายใต้การประกาศกฎอัยการศึก ภายใต้สถานการณ์รัฐประหาร เป็นเรื่องควรไม่ควร

ชาวบ้านที่ถูกกระทำ ถูกละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสายน้ำ สายเลือด หยาดเหงื่อ สายน้ำตาล้วนปนเปื้อนไปด้วยสารพิษและความเจ็บช้ำยาวนาน ๗ ปี และความต้องการของชาวบ้าน ๖ หมู่บ้าน คือ ต้องการให้มีการเพิกถอนประทานบัตรทั้ง ๖ แปลงของบริษัททุ่งคำ ต้องการให้บริษัททุ่งคำปิดเหมือง ทำการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และชดเชยความเสียหายจากผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน ทหารสามารถใช้เวลา ๑๐ วัน นำอำนาจกองกำลังมาออกคำสั่ง เยียวยารักษา หรือปิดกั้นการต่อสู้ของพวกเขาได้หรือ

แต่หากทหารยังยืนยันจะใช้กองกำลังกองทัพมาเป็นตัวกลาง กดดัน จนบริษัททุ่งคำสามารถขนแร่ทองแดงและเครื่องจักรของเหมืองทองออกไปได้ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากชาวบ้าน โดยยังมีการตรวจสอบโดยภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าสินแร่ทั้งหมดที่เหลืออยู่ถูกกฎหมาย โดยคดีขนแร่ "คืน ๑๕ พฤษภาทมิฬ" ยังไม่มีการสืบสวนสอบสวน บริษัททุ่งคำ ที่เป็นเจ้าของแร่และเป็นผู้ขนแร่ และได้ตัวผู้กระทำผิดทั้งหมด รวมถึงการกระทำผิดของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมาลงโทษ โดยไม่เป็นไปตามระเบียบชุมชน ว่าด้วยการใช้ถนนชุมชนและการควบคุมน้ำหนักบรรทุก ที่กำหนดน้ำหนักบรรทุก รถทุกประเภทบรรทุกน้ำหนักวิ่งบนถนนชุมชนได้ไม่เกิน ๑๕ ตัน และไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.๒๕๓๕ (ฉบับปรับปรุงปี ๒๕๔๙) บรรทุกน้ำหนักวิ่งบนทางหลวงได้ไม่เกิน ๒๕ ตัน

บทบาทของทหารสำหรับการปฏิบัติการณ์ครั้งนี้ คงมองเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากจะถูกสังคมมองว่าเลือดเย็นและน่าประณามอย่างที่สุด

เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจผ่านกฎอัยการศึก โดยนำกองกำลังติดอาวุธเข้ามาปิดล้อมหมู่บ้าน และบังคับข่มขู่ขืนใจให้ชาวบ้านต้องทำตาม ไม่ต่างไปจากวิธีการบริษัททุ่งคำที่ใช้กองกำลังติดอาวุธมาทำร้ายชาวบ้านเพื่อการขนแร่ในคืน ๑๕ พฤษภาทมิฬ แต่อย่างใด

ในประเด็นสุดท้าย ต่อการที่บริษัททุ่งคำเลือกที่จะขนแร่ด้วยวิธีการโหดร้าย การที่ทหารมาทำหน้าที่คนกลางเพื่อเจรจาขนแร่และอุปกรณ์เครื่องจักรฯ ให้กับบริษัททุ่งคำ รวมถึงการให้ข้อเสนอแก่ชาวบ้านอย่างสุดตัว เริ่มจากจะให้ชาวบ้านถือหุ้น ๒๐% จะ หยุดกิจการ จะปิดเหมือง ฟื้นฟู ด้านหนึ่งก็อาจจะทำให้มองได้ว่า บริษัททุ่งคำที่กำลังเป็นหนี้ถูกฟ้องล้มละลายและขาดทุนมาหลายปีกำลังจะขอขน ทรัพย์สินก้อนสุดท้าย ก่อนถูกยึดทรัพย์จากเจ้าหนี้หรือก่อนจะขายทอดกิจการเหมืองทองแห่งนี้ที่มี ที่ดินโฉนดเพียงแค่ ๓๕ ไร่ให้กับนายทุนอื่น


และหากบทสรุปของเรื่องราวออกมาเป็นเช่นนั้นจริง การปิดเหมือง ฟื้นฟูจะไม่เกิดขึ้นจริง และคำยืนยันไม่ยกเลิกประทานบัตรทั้ง ๖ แปลง แต่จะปล่อยทิ้งไว้จนหมดอายุประทานบัตร ๒๕ ปี โดยการทำความตกลงร่วมกันหลายฝ่าย (MOU) และมีหน่วยงานเข้ามาดูแลจนหมดอายุประทานบัตร ที่ทหารบอกกับชาวบ้านนั้นก็ไม่มีความหมาย หากบริษัททุ่งคำขายทอดกิจการเพื่อให้ผู้ประการการรายใหม่ที่กล้าหาญพอจะเข้ามารับช่วงทำเหมืองแร่ต่อ

กระทรวงการคลัง ก็ยังถือหุ้นของบริษัททุ่งคำที่ได้รับสิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่ทุกชนิด บนเนื้อที่ ๓๔๐,๖๐๕ ไร่ โดย ๑๑๒ แปลง อยู่ในขั้นตอนการขอประทานบัตร

กพร. ที่อย่างไรก็ไม่ระงับใบอนุญาตซื้อ-ขาย-ขนแร่ ของบริษัททุ่งคำ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯ ไม่สามารถซื้อ-ขาย-ขนแร่ได้อีก ๒ ปี ก็สามารถเปลี่ยนคู่สัญญาจากบริษัททุ่งคำ มาทำสัญญากับผู้ประการการรายใหม่ และได้รับเงิน ร้อยละ ๑.๕ ของผลผลิตหลังจากชำระค่าภาคหลวงแร่แล้วต่อไป

ส่วนทรัพย์สินก้อนสุดท้ายของบริษัททุ่งคำที่จะขนออกมาจากเหมืองทองคำแห่งนี้ จะมีการแบ่งส่วนแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องกันอย่างไร ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะคาดเดา

แม่เลี้ยงเดี่ยว

                    เมื่อวันที่ 9 มิย. 2557 เวลา 09.00. มูลนิธิกองทุนไทยได้ลงพื้นที่ ติดตามงานโครงการสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม จ.สุรินทร์ เพื่อดูความเป็นอยู่ของพี่น้องสมาชิก โครงการ แม่เลี้ยงเดี่ยว ก็เป็นหนึ่งในโครงการที่ มูลนิธิกองทุนไทยดูแลอยู่

                     แม่เลี้ยงเดี่ยว (single mom) คือ สภาพครอบครัวที่แม่ต้องเลี้ยงดูลูกแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งสาเหตุของการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมีทั้งอยู่ร่วมกันไม่ได้ ถูกคู่สมรสทอดทิ้ง การที่คู่สมรสหย่าร้าง  หรือสามีเสียชีวิต แต่ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากอะไร ผู้หญิงเหล่านี้จะตกอยู่ในภาวะที่จะต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ให้แก่ลูกในเวลา เดียวกัน นั่นถือเป็นความยากลำบาก หรือมีภาระหนักเป็นสองเท่าของการเป็นมารดาทั่ว ๆ ไป (ที่ยังมีสามีช่วยแบ่งเบาภาระ)

                   ปัญหาที่แม่เลี้ยงเดี่ยวเผชิญทันทีที่ต้องรับตำแหน่งนี้ คือ ปัญหาทางเศรษฐกิจ จากการเป็นส่วนหนึ่งของการหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว กลายเป็นผู้มีหน้าที่หารายได้เพียงผู้เดียว มีแม่เลี้ยงเลี้ยงเดี่ยวที่โชคดีไม่มานักที่อดีตสามียังช่วยเหลือจุนเจือ หรือมีฐานะเดิมมั่นคงอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ภาระตกอยู่กับแม่เลี้ยงเดี่ยวทั้งสิ้น

                  นอกจากนั้น การต้องเลี้ยงดูลูกเพียงลำพังจะเพิ่มความเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจให้แก่แม่ เลี้ยงเดี่ยวอย่างที่สุด โดยเฉพาะแม่เลี้ยงเดี่ยวที่อยู่เป็นครอบครัวเดี่ยว ไม่ได้อาศัยอยู่กับญาติคนใด การเลี้ยงดูอบรมลูกจึงตกอยู่กับแม่เพียงคนเดียว ไม่ว่าลูกจะอยู่ในวัยใด ก็ล้วนเป็นภาระที่หนักหน่วงทั้งสิ้น

    

 

             ไม่เพียงแต่แม่เท่านั้นที่ต้องทุกข์ยากลำบากใจกาย ลูกที่ไม่ได้มีส่วนผิดชอบด้วย ก็ต้องรับเคราะห์ตกอยู่ในสภาพอึดอัดคับข้องใจไปด้วย ลูกซึ่งมีสิทธิจะมีพ่อแม่ และรักทั้งพ่อทั้งแม่ ต้องตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง ซึ่งลูกคงบอกไม่ได้ว่าใครผิดมากกว่าใคร ถ้าจะมีคำถาม ลูกคงถามเพียงว่า เขาผิดอะไร ทำไมพ่อแม่ถึงต้องไปอยู่กันคนละทาง และทำให้กิจกรรมวันพ่อวันแม่ในโรงเรียนของเขา เป็นวันที่เขาลำบากใจมากที่สุด 

              ครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวมีแง่มุมที่มีปัญหาแตกต่างไปจากปัญหาครอบครัวทั่วไป มูลนิธิกองทุนไทย มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวตระหนักถึงปัญหานี้ จึงจัดทำโครงการเครือข่ายพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบในการแก้ใขปัญหาอย่างยั้งยืน

              แม่เลี้ยงเดี่ยวที่ จ.สุรินทร์ ชาวบ้านกลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยวมี 80 ครอบครับ ทุกคนอยู่กันอย่างเรียบง่ายแต่ปัญหาหลักๆที่ยังฝังใจคนกลุ่มนี้คือ คำว่าแม่หม้ายๆไปใหนก็อายเค้า ทุกสังคมตีค่าตีความหมายแบบนี้ อ.ทัศนีย์ สถาปนาชัย จึงได้พูดคุยให้ความรู้เปลี่ยนแนวคิดใหม่ให้กับคนกลุ่มนี้ว่า “ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ว่าต้องมี สามี มีเงิน  ร่ำรวยหรือมีพร้อมทุกอย่าง แต่ค่าของคนคือความดี การดูแลคนที่เรารักคนใกล้ตัวให้ดีสุด” โดยไม่กลัวต่อความยากลำบากและการดูแคลนจากสังคม ถึงไม่มีสามีเราก็ต้องอยู่กันให้ได้อยู่อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรีมีคุณค่าและความดี

        เมื่อแม่เลี้ยงเดี่ยวนั้นต้องรับภาระมากมายหลายอย่างปัญหาด้านการเงินจึงเกิดแนวคิดการระดมทุนขึ้นกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาวก็คือการขายของแต่การขายของก็ไม่รู้ว่าจะขายอะไรในกลุ่มจึงประชุมกันแล้วตกลงว่าจะขายกาแฟแต่กาแฟจะทำยังไงให้มีชื่อติดปากจึงช่วยกันตั้งชื่อว่า “กาแฟแม่เลี้ยงเดี่ยว ถ้วยเดียวไม่เคยพอ” จะขายตามงานต่างๆในจังหวัดเช่น งานประจำปี งานกาชาด งานช้าง เป็นต้น  ส่วนสมาชิกคนใหนที่ถนัดการทำอย่างอื่นก็จะทำขายแต่ทำเป็นชื่อกลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยวเงินที่ได้ก็จะนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆภายในกลุ่มต่อไป

             .ทัศนีย์แ สถาปนาชัย เน้นย้ำเป็นอย่างยิ่งในเรื่อง จะอยู่ได้อย่างไรอย่างยั้งยืน การผึ่งตนเองดีอย่างไร จึงได้เสนอแนวคิด  “การพึ่งพาตนเองโดยกำหนดวงจรของอาหาร” เพราะว่าทุกคนมีที่ดินทำกินกันหมดทุกคน การปลูกผักกินเองปลูกอย่างละเล็กอย่างละน้อยปลูกทุกอย่างที่กินได้จะเป็นการลดต้นทุนการใช้จ่ายในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ทั้งนั้นกลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยวทุกคนจึงเห็นตรงกันว่าจะปลูกผักใว้กินเองถ้ามีงานก็จะนำผักที่ปลูกไปรวมกันขายในกลุ่ม แม่เลี้ยงเดี่ยว ทำให้ทุกคนใน จ.สุรินทร์ ได้เห็นว่าถึงไม่มีสามีก็อยู่ได้โดยไม่ลำบาก ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก  KM.HCU. : แม่เลี้ยงเดี่ยว

พิษณุพร ขันพรมมา

ทีมข่าวภาคสนาม Thai ngo รายงาน

      

 

 

                 

 

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดร้องทหารหลายสังกัดเข้าพื้นที่ไม่ประสาน ทำชาวบ้านหวาดกลัวสับสน

วันนี้ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ แกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจัดประชุมเร่งด่วน เหตุอันเนื่องมาจากตั้งแต่มีการขนแร่ของเหมืองทองที่กองกำลังติดอาวุธได้ทำร้ายชาวบ้านหลายรายในคืนวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๗ โดยทางกลุ่มฯ ได้ส่งหนังสือร้องเรียนและขอความคุ้มครองความปลอดภัยไปยังหลายหน่วยงาน รวมถึงทางกลุ่มฯ ได้ส่งหนังสือไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ด้วย 

หลังจากนั้นทั้งหน่วยงานราชการ และทหารได้เริ่มเข้ามาในหมู่บ้าน โดยอ้างตัวมาจากหลากหลายสังกัด โดยที่ไม่ได้มีการติดต่อประสาน หรือมีการการนัดหมายกับกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ดังกรณีแรก จากการลงพื้นที่ของผู้ตรวจการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เพื่อสอบถามถึงเหตุการณ์ คืน ๑๕ พฤษภาทมิฬ แต่กลับนัดประชุมที่เทศบาลวังสะพุงกับข้าราชการในอำเภอและผู้ใหญ่บ้าน หมู่ ๓ นาหนองบง โดยไม่ได้เข้ามายังหมู่บ้านเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ทำให้ผู้ตรวจการฯ ไม่ได้รับทราบข้อมูลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงจากแกนนำกลุ่มฯ กับชาวบ้านผู้เสียหาย รวมถึงแกนนำกลุ่มฯ และชาวบ้านก็ไม่ได้รับทราบว่าผู้ตรวจการฯ จะมีคำสั่งหรือจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป 

นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ เล่าเหตุการณ์ในวันนั้นว่า "ชาวบ้านรู้ว่าผู้ตรวจการฯ จะเข้ามา ก็มารอพบตั้งแต่เช้า แต่สิบโมงกว่าแล้วก็ไม่เห็นเข้ามา รู้อีกทีคือ ผู้ตรวจการฯ ประชุมกับผู้ใหญ่บ้านแล้วที่เทศบาลวังสะพุง เราโทรไปหาผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ในห้องประชุม ผู้ใหญ่บ้านก็รับสายแล้วบอกว่าประชุมอยู่ หลังจากนั้นก็ปิดโทรศัพท์ ชาวบ้านไม่ได้รับรู้เลยว่ามีการพูดจาเพื่อแก้ปัญหากันอย่างไร แล้วชาวบ้านก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ตรวจการฯ ถึงไม่เข้าหมู่บ้านมารับฟังเหตุการณ์ที่แท้จริงจากชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านผิดหวังมาก"

จากนั้น ในช่วงวันที่ ๓-๕ มิถุนายน ๒๕๕๗ มีนายทหารได้เข้ามาในหมู่บ้าน ๔ ครั้ง โดยไม่ได้มีการนัดหมายหรือประสานงานมายังกลุ่มฯ บางคนอ้างเป็นทหารแต่ไม่เปิดเผยชื่อ บางคนอ้างเป็นทหารพราน บางคนอ้างว่ามาจาก กองทัพภาคที่ ๒ บางคนอ้างว่ารับคำสั่งมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยนายทหารที่เข้ามาจะสอบถามข้อมูล รายละเอียด และความต้องการต่างๆ ของชาวบ้าน โดยไม่มีหลักฐานที่เป็นคำสั่งจากหน่วยงานต้นสังกัด ภารกิจ หรือรายละเอียดของการปฏิบัติงาน มาแสดง

ล่า สุด ในคืนวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. มีนายทหาร ๑๓ นาย ได้เข้ามาในหมู่บ้าน โดยแจ้งว่าจะเข้ามาประจำการที่ศูนย์ศิลปาชีพ ภูบ่าว-สาว โดยแจ้งกับชาวบ้านว่า ถ้ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นในหมู่บ้าน และต้องการความช่วยเหลือให้โทรแจ้งไปที่ศูนย์ฯ แต่การเข้ามาโดยไม่มีการติดต่อประสานงานอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับแกนนำกลุ่มฯ และชาวบ้าน นั้น ทำให้เกิดความหวาดกลัว และสร้างความสับสนวุ่นวายในหมู่บ้านอย่างมาก เนื่องจากการคัดค้านเหมืองแร่ทองคำของ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้าน ที่เริ่มทำงานเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ มีประวัติศาสตร์และบทเรียนที่ชาวบ้านได้รับจากการร้องเรียนเพื่อให้หน่วย งานราชการดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ไม่เคยเป็นผล ยิ่งกับสถานการณ์คุกคาม ขู่ฆ่า การทำร้ายร่างกายชาวบ้าน และกระแสข่าวเรื่องการสังหารแกนนำในช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็มีข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏชัดว่า มีตำรวจและทหารเกี่ยวข้องพัวพันกับเหมืองทองคำ

"ทหารเข้ามาในหมู่บ้านแต่ละครั้ง ชาวบ้านจะตกใจกลัวมาก ทุกคนจะรีบวิ่งเข้าบ้าน ปิดประตู เพราะไม่รู้ว่าทหารที่เข้ามา เข้ามาทำไม จะมาทำร้ายชาวบ้านหรือเปล่า ยิ่งถ้ามาตอนกลางคืน มาเคาะประตูบ้าน เราก็ยิ่งหวาดกลัว เพราะเราไม่รู้เลยว่าใครเป็นใคร เพราะเหตุการณ์ในคืนวันที่ ๑๕ มันฝังใจชาวบ้านมาก ทุกวันนี้ยังไม่มีใครกล้าออกจากบ้านตอนกลางคืน แทบจะไม่มีใครกล้าออกไปกรีดยาง เราอยู่อย่างนี้กันมาเดือนกว่าแล้วหลังจากที่โดนทำร้าย" นางระนอง กองแสน กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อคลี่คลายความหวาดกลัวของชาวบ้าน และความสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้น กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ได้จัดประชุมเพื่อจัดระบบการประสานงานกับทุกหน่วยงานที่จะเข้ามายังพื้นที่

"ทางกลุ่มฯ ขอให้การเข้ามาของหน่วยงานราชการ ตำรวจ ทหาร มีการประสานงานอย่างเป็นทางการ โดยให้ส่งหนังสือแจ้งมายังกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดโดยตรง เพื่อให้ชาวบ้านสามารถมั่นใจได้ว่า การเข้ามาของทุกฝ่ายจะมาเพื่อแก้ไขปัญหา และเข้ามาเพื่อรักษาความปลอดภัยของชาวบ้าน ๖ หมู่บ้านโดยไม่ทำให้เกิดข้อกังวลสงสัย และป้องกันไม่ให้มีการแอบอ้างจากหน่วยงานใดๆ

"โดยเฉพาะในประเด็นการเจรจาไกล่เกลี่ยกับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่ทางตำรวจหรือทหารยังไม่เคยมีการพูดคุยหรือประสานงานกับกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดในการเจรจาหรือไกล่เกลี่ยใดๆ เกิดขึ้นมาก่อน"  เป็นมติจากที่ประชุมกลุ่มฯ

และเพื่อให้เกิดความชัดเจนระหว่างชาวบ้าน ๖ หมู่บ้านกับหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ต่อการร่วมกันแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการทำเหมืองทองทีสะสมมานาน รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรงเหมือนกรณีการขนแร่ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในคืน ๑๕ พฤษภาทมิฬที่ผ่านมา ทางกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดอยู่ระหว่างเตรียมการจะไปเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยตนเองเร็วๆ นี้

โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม มูลนิธิกองทุนไทย

  

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2557 อาจารย์ทัศนีญาฎา สถาปนาชัยและทีมงานโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม มูลนิธิกองทุนไทย ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามผลการดำเนินงานของกลุ่มชาวบ้านในชุมชนสวนอ้อย เขตคลองเตย  กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากการจัดเวที ศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม เมื่อวันที่ 29-30 เมษายน 2557 ณ  ศูนย์พัฒนาบุคลากรอัสสัมชัน ซอยทองหล่อ 25  กรุงเทพฯที่ได้จัดอบรมเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการระดมทุนเข้าสู่องค์กร โดยชุมชนสวนอ้อยก็เป็นหนึ่งในเครือข่ายที่เข้าร่วมการจัดเวที และได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความร่วมมือของคนในชุมชนเป็นอย่างดี ทางโครงการฯจึงได้ลงไปติดตามผลการดำเนินงานและ พบปะพูดคุยกับชาวบ้านในชุมชนอีกครั้งหนึ่ง

การพูดคุยกับสมาชิกชุมชน ทำให้ทราบว่าชาวบ้านได้มีการนำความรู้และข้อเสนอแนะจากการอบรม ณ ศูนย์พัฒนาบุคลากรอัสสัมชัน มาปรับใช้ในกลุ่มชุมชนสวนอ้อยในหลายๆด้าน ทั้งการระดมหุ้นจากสมาชิกกลุ่ม การจัดประชุมคณะกรรมการ การวางแผนการตลาด รวมไปถึงการวัดคุณภาพ วันหมดอายุผลิตภัณฑ์น้ำยาอเนกประสงค์ที่ได้รับเป็นข้อเสนอแนะมาจากการอบรม และคุณลงดำรง เภตรา ผู้นำกลุ่มชุมชนสวนอ้อย บอกว่า การอบรมด้านการระดมทุน เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มสวนอ้อยเป็นอย่างยิ่ง เพราะทางกลุ่มได้นำความรู้และข้อเสนอแนะจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการอบรม มาใช้ได้หลายอย่าง 

พิษณุพร ขันพรมมา ถ่ายภาพ 

วิลาศินี ศรีวงษา รายงาน

 

 

                                                                                                                                                               

การรอคอยด้วยความหวัง แต่สิ่งที่หวังกลับเลือนราง

 

กรณีที่น่าเศร้า ของนายบุลกิต  จะอู๋ เด็กไร้สัญชาติ บ้านเจียจันทร์

หมู่ที่ 13  ตำบลเมืองนะ  อำเภอเชียงดาว  จังหวัดเชียงใหม่

 

นายบุลกิต  จะอู๋ เป็นชนเผ่าลาหู่ เกิดวันที่ 19  เดือน กรกฎาคม  2537 อายุ 19 ปี  มีพี่น้องร่วมบิดา มารดา 3 คน พี่สาวชื่อ นางสาวพิสมัย  จะอู๋ อายุ 23 ปี  น้องชายชื่อ เด็กชายวีรภัทร จะอู๋ อายุ 16 ปี

บิดาชื่อ นายปะแต๋ จะอู๋   เลขบัตร  5-5004-01092-70-1  มารดาชื่อ นางนาแส ป่าแล เลขบัตร  5-5004-01092-71-9

 

การดำเนินการยื่นคำร้อง

บิดาคือนายปะแต๋ จะอู๋  ได้ยื่นคำร้องตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ.2543(ระเบียบ 43)  เมื่อวันที่ 22 เดือนมิถุนายน 2550  ณ สำนักทะเบียนอำเภอเชียงดาว  จ.เชียงใหม่ ทางเจ้าหน้าที่อำเภอให้แยกเป็นสองคำร้อง คือ ให้นางสาวพิสมัย  จะอู๋ ยื่นคำร้องเอง และอีกคำร้องให้บิดา มารดา ยื่นคำร้องนายบุลกิต จะอู๋ และน้องชาย เด็กชายวีรภัทร จะอู๋ โดยทั้งสามคนได้ตรวจ DNA กับแม่เพราะน้องไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎรแต่อย่างใด ต่อมาอำเภอเชียงดาวส่งคำร้องของบ้านบุลกิตกลับมาให้สำนักทะเบียนเทศบาลตำบลเมืองนะให้ทำบันทึกเสนอ สำนักทะเบียนเทศบาลตำบลเมืองนะได้ทำบันทึกเสนอลงวันที่ 10 ตุลาคม 2554 และส่งคำร้องให้อำเภอเชียงดาวเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554

 

หลังจากนั้น ได้รับการอนุมัติคำร้องจากนายอำเภอ มนัส  ขันใส  เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555

สำนักทะเบียนอำเภอเชียงดาว ส่งเรื่องขอไปยังสำนักทะเบียนกลาง ทางกรมการปกครองกำหนดเลข ตาม

หนังสือสำนักทะเบียนอำเภอเชียงดาว  ที่ชม.0417 /4858 ลงเมื่อวันที่ 28  พฤศจิกายน 2555

สำนักทะเบียนกลาง ท้วง เรื่องของนาย บุลกิต จะอู๋ ว่าสำนักทะเบียนเชียงดาว แจ้งว่าไม่มีเลขประจำตัว แต่

จาการตรวจสอบรายการในฐานข้อมูล พบว่ามีเลขประจำตัว 0-5004-89011-96-4 จึงขอให้สำนักทะเบียนสอบสวนข้อเท็จจริงว่าเป็นบุคคลเดียวกันจริงหรือไม่ ถ้าเป็นให้จัดส่งแบบสำรวจ 89 ให้สำนักทะเบียนกลาง

 

สำนักทะเบียนเทศบาลเมืองนะ ได้ดำเนินการเรียกสอบข้อเท็จจริง โดยเรียก เรียกบิดานายบุลกิต จะอู๋ , กำนันตำบลเมืองนะ และตัวของนายบุลกิต จะอู๋ เกี่ยวกับเลขประจำตัว 13 หลัก ได้ข้อเท็จจริงว่าเป็นบุคคลเดียวกันจริงมีหมายเลขบัตรผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน เลข 0-5004-89011-96-1 แล้ว

 

หลังจากสอบบันทึกข้อความรับรองบุคคล  รายนายบุลกิต จะอู๋ สำนักทะเบียนเทศบาลเมืองนะ ได้ทำหนังสือส่งกรม ตาม หนังสือที่ชม. 56401/ท.ร.651 ลว.10 กันยายน 2556 สรุปเป็นบุคคลคนเดียวกันจริงตามที่กรมแจ้ง สาเหตุ ที่แจ้งว่าไม่มีเอกสารทางทะเบียนและบัตร เพราะไม่ทราบว่านายบุลกิต มีเลข เนื่องจากโรงเรียนเป็นผู้สำรวจ ซึ่งขณะที่สำรวจ นายบุลกิต ยังเป็นเด็ก และทางโรงเรียนไม่ได้แจ้งไว้ จึงไม่ทราบว่าตนเองได้รับการสำรวจบัตรบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน

 

พี่สาวคือ นางสาวพิสมัย  จะอู๋ เกิดวันที่ 7 กรกฎาคม 2534 ได้สัญชาติไทยตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ.2543(ระเบียบ 43)  มีเลขประจำตัว 7-5004-00025-68-2  น้องชายเด็กชายวีรภัทร จะอู๋ เกิดวันที่ 30 พฤษภาคม 2541 ได้สัญชาติไทยตามระเบียบ 43 เลขบัตรประจำตัว 7-5004-01065-34-3  แต่ของนายบุลกิต จะอู๋กลับไม่ได้รับการพิจารณา สาเหตุจากนายบุลกิต จะอู๋ มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 0 แล้ว จากการสำรวจของโรงเรียน

 

บิดาของนายบุลกิต จะอู๋ ได้ทำการยื่นเรื่องให้กับนายบุลกิต จะอู๋ ยื่นคำร้องขอสัญชาติไทยตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ.2543(ระเบียบ 43) โดยให้ทางสำนักทะเบียนเทศบาลเมืองนะ ดำเนินการให้ ซึ่งอยู่ในช่วงของการพิจารณา

 

ในช่วงของการรอคอยด้วยความหวังว่าจะได้รับการรับรองและมีสัญชาติไทย เป็นคนที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีบัตรประชาชนเป็นคนไทยเหมือนกับพี่สาวและน้องชาย และจะได้เดินทางไปไหนโดยไม่ต้องถูกตรวจจับ แต่ความล่าช้า การไม่มีความคืบหน้า และเกิดความเครียดที่ไม่สามารถทำอะไรได้เช่นคนอื่นทั่วไป ไม่มีงานทำประกอบกับไม่เข้าใจว่า ทำไมพี่สาวและน้องชายถึงได้ทำบัตรประชาชน แต่ตนซึ่งเป็นพี่น้องคลานตามกันมา กลับถูกปฏิเสธไม่ได้รับการพิจารณา ทั้ง ๆ ได้ยื่นคำร้องเหมือนกันและมีตรวจ DNA กับแม่  เอกสารก็ครบถ้วน  ยิ่งคิดก็ยิ่งเกิดความน้อยใจว่าบิดาและมารดา ไม่รักตนเอง รักแต่พี่สาวและน้องชาย การรอคอยยังคงเนิ่นนานต่อไป วัน เดือน ปี ผ่านไปเรื่อย ๆ คำถามยังวนเวียนอยู่เสมอว่า “ทำไมถึงล่าช้า” แต่คำถามนั้นก็ไร้คำตอบ

 

จนวันที่ 19 มีนาคม 2557 นายบุลกิต จะอู๋ ได้ตัดสินใจหยุดเรื่องราวของตนเองทั้งหมด โดยกินยาฆ่าตัวตาย ปิดการรอคอย ปิดการติดตามความเคลื่อนไหว ปิดการได้มาซึ่งความเป็นไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทิ้งความเศร้าโศก เสียใจให้ครอบครัว จะอู๋  และความเสียใจให้กับคนทำงานในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เหลือไว้เพียงรอยอาลัย น้ำตาของบิดามารดา พี่สาวและน้องชายที่ไหลริน หลังจากที่นายบุลกิต จะอู๋จากไป นางนาแส ป่าแล มารดา ยังไม่สามารถทำใจได้ มีแต่ความเศร้าโศก ร้องให้คิดถึงลูก จนต้องรื้อบ้านและย้ายไปสร้างในที่ใหม่

 

การรอคอยการพิจารณาเพื่อรับรองการเป็นคนมีสัญชาติไทยของคนไร้สัญชาติ ส่งผลกระทบต่อความคิดของบุคคลเหล่านี้มากมาย หลายคนอาจจะบอกว่า ทำไม่ไม่รอ ทำไมไม่อดทน ทำไมไม่ติดตามเรื่องของตนเอง ซึ่งในความเป็นจริง บุคคลที่ไร้สัญชาติเขาได้ต่อสู้ เรียกร้องมานาน หลายคนต่อสู้มาเป็นเวลานานสิบกว่าปี ยิ่งคนที่มีเอกสารหลักฐานพร้อม เข้าสู่กระบวนการขั้นตอนของกฎหมายที่ถูกต้องทุกอย่าง  แต่การพิจารณา ยังเป็นไปด้วยความล่าช้า บางครั้งการรอคอยอย่างมีความหวัง แต่สิ่งที่หวังกลับเลือนราง ได้ก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดอยู่เสมอ ดังกรณีของนายบุลกิต จะอู๋ ขอให้ดวงวิญญาณของนายบุลกิต  จะอู๋ ไปสู่สุคติด้วยเถิด...

 

                                                                                                  พัชยานี  ศรีนวล

มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคล