warning: Creating default object from empty value in /home/webmasterthaingo/public_html/thaingo/modules/taxonomy/taxonomy.pages.inc on line 33.

ข่าวเด่น

เสียงจากคนข้างล่าง จดหมายเปิดผนึก ถึง คสช.


แม้ขณะนี้บุคคลจะถูกจำกัดเส รีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทั้งการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายอื่นใด ดังที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรนูญ พ.ศ. 2550 ม.45 จากการออกประกาศ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 12, 14 และ 18 แต่ผมเชื่ออย่างสุจริตใจว่า ถึงเราจะอยู่ในช่วงของการจำกัดเสรีภาพทางความคิด แต่นั่นมิได้หมายความว่าเราจะไม่รู้จักการฟัง โดยตั้งท่าปฏิเสธ และแบ่งข้างป้ายสีให้เป็นพวกต่อต้านเพียงเพราะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง 

เสียงจากคนข้างล่าง เป็นการนำคำตอบจากการตั้งคำถามหนึ่งข้อที่ว่า “หากมีพร 3 ข้อท่านจะขออะไร? กับ คสช.” จากคนเล็กคนน้อยจำนวน 8 คน ซึ่งมีที่มาจากหลากหลายทั้งเป็นนายกอบต. จากเครือข่ายองค์กรชุมชนหลายภาค จากสภาองค์กรชุมชนตำบล หรือจากเครือข่ายจังหวัดจัดการตนเอง ที่ต่างแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีเจตนาคัดค้านหรือต่อต้านการรัฐประหารแต่อย่างใด เพียงแต่พวกเขาคาดหวังกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ที่เป็นเสมือนโอกาสของการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ด้วยความมุ่งหวังมีส่วนร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ที่เกิดจากการกำหนดอนาคตร่วมกันของชุมชนท้องถิ่นเอง

นายกนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน นายกองค์การบริหารส่วนต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ แสดงทัศนะว่า 1) ให้คสช. ลงมาฟังคนข้างล่างให้เยอะขึ้น อย่าฟังเพียงข้าราชการหรือชนชั้นนำส่วนบนเพียงอย่างเดียว ด้วยการรับฟังอย่างจริงใจ และนำไปเป็นข้อมูลในการแก้ไข 2) ตัดสินใจแก้กฏหมายในหลายๆเรื่อง ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน ตามอำนาจหน้าที่ที่มี 3) เมื่อบ้านเมืองเข้ารูปเข้ารอยแล้ว ต้องการให้มีการเลือกตั้งกลับคืนมาโดยเร็ว

คล้ายกับความคิดเห็นของ นายชาติชาย เหลืองเจริญ เครือข่ายองค์กรชุมชนบ้านจำรุง ต.เนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง ที่ระบุว่า 1) คสช.ต้องตั้งใจฟังเสียงจากประชาชนคนข้างล่างอย่างตั้งใจ 2) ต้องพาสังคมไทย กลับคืนสู่สังคมปรกติสุขอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้3) ในช่วงที่มีอำนาจ ณ ขณะนี้ ควรจัดการระบบกฏหมายที่มีข้อติดขัดสองมาตรฐานให้เป็นมาตรฐานเดียว

นอกจากเรื่องการรับฟังอย่างจริงใจแล้ว ชาวบ้านบางคนมีความคาดหวังให้ คสช.ช่วยแก้ปัญหาที่ดิน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในกระแสความสนใจ อย่างนายละอองดาว สีลาน้ำเที่ยง ชาวบ้าน ต.คลองหินปูน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว ระบุว่า 1) ต้องกระจายการถือครองที่ดินให้กับคนยากจนและผู้ยากไร้ ที่ปัจจุบันมีการถือครองเพียงไม่กี่คน ทุกคนต้องอยู่บนดินแต่บางคนไม่มีดินจะอยู่ 2) เพราะคนส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม อยากให้พยุงสินค้าการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ 3) อยากให้ดูแลเรื่องพลังงาน เพราะพลังงานเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตและการทำมาหากิน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนต่างๆเพิ่มขึ้นตามมา

นายสมศรี ทองหล่อ เครือข่ายภูมิปัญญาพื้นบ้านต.ร่อนทอง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ มองว่า 1) ควรจัดการที่ดินให้เป็นธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการครอบครอง 2) อยากให้เก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า 3) ให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการดูแลรักษาทรัพยากรดิน น้ำ ป่า บริหารจัดการด้วยตนเองในทุกด้าน นอกจากนี้ควรเปิดเผยข้อมูลที่ดินในเขตทับซ้อน เขตอุทยานให้ชุมชนท้องถิ่นร่วมรับรู้ และวางแผนความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในการสำรวจและกำหนดแนวเขตร่วมกัน โดยให้ชุมชนท้องถิ่นดำเนินการด้วยตนเอง โดยเจ้าหน้าที่เป็นเพียงผู้อำนวยการ รวมทั้งให้ท้องถิ่นสามารถออกข้อบัญญัติในการจัดการที่ดินได้

ในเรื่องของการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นกำหนดอนาคตตนเองก็เช่นกัน เป็นความสนใจที่ชาวบ้านอยากให้เกิดขึ้นจริง อย่างความคิดเห็นของนางฑิฆัมพร กองสอน ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลบัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน ที่กล่าวไว้ว่า 1) ให้กระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่นถึงระดับตำบล ไม่ว่าจะเรื่องการจัดการที่ดิน การจัดการทรัพยากร การบริหารต่างๆนานาให้ท้องถิ่นจัดการตนเอง 2) ให้ชักชวนองค์กรต่างๆที่ทำเรื่องฟื้นความดี ความรับผิดชอบ ความความซื่อตรงมาร่วมกันทำงาน เพราะปัญหาทั้งหมดนั้นเกิดจากคนขาดคุณธรรม จริยธรรม 3) ความเข้าใจที่แตกต่างซึ่งกันและกันจะลดความขัดแย้งลง ถ้าโครงสร้างอำนาจที่อยู่ตรงกลางกระจายให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง และอยากเห็น คสช.ร่วมมือกับภาคี เครือข่าย องค์กร หน่วยงานต่างๆ ชวนมาร่วมกันทำงานปฏิรูป 

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เครือข่ายจังหวัดจัดการตนเอง มีมุมมองว่า คสช.ควร 1) กระจายอำนาจให้กับชุมชนท้องถิ่น ให้กับประชาชนในการพัฒนาสังคม 2) ระวังกับการอยู่ในอำนาจไม่ควรยึดติดในอำนาจ เพราะว่าอำนาจจริงๆแล้วไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมได้จริง เนื่องจากปัญหาปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนมาก 3) การเปลี่ยนแปลงสังคมหรือทำให้สังคมเข้มแข็งได้จริงต้องใช้พลังร่วมจากทุกฝ่ายมาร่วมกันพัฒนาสังคมนี้จึงจะสำเร็จ

ส่วนที่พูดตรงๆ อย่าง นางปฐมมล กัณหา เครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดสระบุรี ระบุว่า คสช.ควร 1) คืนอำนาจให้กับประชาชนโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ 2) อยากให้เห็นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่ตัดสินใจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดบนฐานของการรัฐประหาร 3) ให้ยึดเอาปัญหาความเดือนร้อนของประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สิ้น หนี้นอกระบบ ปัญหาความยากจน เป็นต้น

นอกจากนั้น นายจินดา บุญจันทร์ ประธานที่ประชุมในระดับชาติสภาองค์กรชุมชนตำบล แม้ไม่ได้บอกหรือขอพรที่ชัดเจนกับ คสช. แต่ได้แสดงความคิดในเชิงหลักคิดว่า คสช. ต้องเชื่อมั่นการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยจากข้างล่าง ถ้าไม่เปลี่ยนจากฐานรากไม่มีทางสำเร็จ 2) พลังขององค์กรภาคี หน่วยงานต่างๆ ที่รวมกับภาคประชาชน ต้องเอาชุมชนฐานล่างเป็นแกนหลัก 3) การปฏิรูปจะต้องสามัคคีทุกภาคส่วนให้ได้ ถ้าสามัคคีเพื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถือว่าไม่ใช่เป็นการปฏิรูปอย่างแท้จริง โดยเป้าหมายหลักตอนนี้อยู่ที่สร้างการเมืองภาคพลเมืองให้เกิดขึ้นจริง 

ทัศนะทางความคิดของคนเล็กคนน้อยดังกล่าว อาจเป็นความคิดมุมมองที่ตรงไปตรงมาแบบชาวบ้าน ที่อยากเห็นเรื่องของการเปิดรับฟังความคิดเห็น การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม อยากเห็นการกระจายอำนาจ อยากเห็นการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน การแก้ปัญหาปากท้อง ซึ่งพวกเขาไม่ได้ร้องขอเพียงอย่างเดียว แต่ได้ลงมือทำไปพร้อมกันด้วย 

หวังว่าเสียงจากคนข้างล่าง คงไม่ใช่ "เสียง" ที่ไม่ได้ "ยิน" เพียงเพราะเป็นเสียงที่ไม่ได้ “ฟัง”

กลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ รุดยื่นศูนย์ดำรงธรรม ร้องรัฐบาลหยุดประทานบัตรเหมืองโปแตชเมินหน่วยงานในจังหวัดเข้าข้างเหมือง

 

เมื่อเวลา 09.00 น. ของวันที่ 26 ก.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากจังหวัดอุดรธานี จำนวน 10 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือที่ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร โดยมีนายบรรจง  ตรีกุล ผู้อำนวยการศูนย์ฯ มารับเรื่อง พร้อมเปิดห้องรับรองเพื่อให้กลุ่มชาวบ้านได้นั่งพูดคุย อธิบายปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตชเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ จะนำหนังสือร้องเรียนไปลงรับเอกสารตามขั้นตอน

 

ทั้งนี้ กลุ่มชาวบ้านมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลจำนวน 3 ข้อ ได้แก่ 1.)ขอให้ยกเลิกโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี ที่รุกล้ำเขตทหารในส่วนของกอรมน.ภาค ๒ และคลังแสงใต้ดินและอยู่ท่ามกลางชุมชน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม2.)ขอให้มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Impact Assessment:SEA) แหล่งแร่โปแตชภาคอีสานเพื่อให้เป็นแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเกลือและโปแตช ภาคอีสานโดยรวมก่อนที่จะมีการดำเนินการรายโครงการและ3.) ขอให้ยุติกระบวนการขออนุญาตประทานบัตรโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานีซึ่งมีปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ เอาไว้ก่อน จนกว่าจะมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SEA ให้ได้ข้อสรุปอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้เป็นทางเลือก และมีแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเกลือและโปแตช ภาคอีสานโดยรวม

นายเตียง  ธรรมอินทร์  กรรมการกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี  กล่าวว่า กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี คัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช มาเป็นเวลากว่า 14 ปีแล้ว ผ่านมาหลายรัฐบาลและยื่นหนังสือกับทุกรัฐบาล แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข วันนี้จึงมายื่นกับรัฐบาลใหม่ผ่านศูนย์ดำรงธรรม เพราะว่าโครงการฯ ยังคงเดินหน้าในขั้นตอนประทานบัตร โดยที่มีข้าราชการตั้งแต่ระดับกรมเหมืองแร่, ผู้ว่าฯ ลงไปจนถึงผู้ใหญ่บ้านต่างให้การสนับสนุนกับบริษัทเหมือง ไม่ฟังเสียงคัดค้านของชาวบ้านในพื้นที่

“ตั้งแต่มีกฎอัยการศึกสั่งห้ามไม่ให้ชาวบ้านเคลื่อนไหว กลุ่มอนุรักษ์ฯ ก็หยุดไม่มีการชุมนุมเรียกร้องใดๆ แต่ในพื้นที่กลับพบว่าบริษัทโปแตชไม่หยุด ยังคงเดินหน้าในขั้นตอนประทานบัตร จัดตั้งตัวแทนผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่โดยมีผู้ว่าฯ และข้าราชการในจังหวัดให้การสนับสนุน  วันนี้ชาวบ้านจึงตัดสินส่งตัวแทนมายื่นหนังสือร้องเรียนที่ส่วนกลาง เพราะถ้าร้องเรียนในจังหวัดก็คงไม่เป็นผลและไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา”  นายเตียงกล่าว

ด้านนายบรรจง  ตรีกุล  ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เมื่อรับเรื่องร้องเรียนของกลุ่มชาวบ้านแล้ว ก็จะดำเนินการตามขั้นตอน  นำเรียนผู้บังคับบัญชา คือปลัดกระทรวง เพื่อมีการตรวจสอบข้อร้องเรียน ข้อเท็จจริงต่างๆ ทั้งในส่วนของหน่วยงาน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นทางศูนย์ฯ ก็จะแจ้งกลับไปตามที่อยู่  หรือเบอร์โทรศัพท์ของผู้ร้องและผู้ร้องสามารถติดตามเรื่องร้องเรียนได้ ตามเบอร์โทรศัพท์ของศูนย์ฯ ที่ให้ไว้

ขณะที่นายสุวิทย์  กุหลาบวงษ์  เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ภาคอีสาน ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากการรัฐประหาร ช่องทางของชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ถูกปิดกั้นทุกทาง โดยที่ไม่สามารถจัดการชุมนุมเรียกร้อง หรือเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองได้ และให้ฟังคำสั่งของรัฐบาลเท่านั้น  ซึ่งตนเห็นว่าไม่มีความเป็นธรรมต่อชาวบ้าน เพราะหลายพื้นที่มีปัญหาสั่งสมมายาวนานยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นกรณีป่าไม้ที่ดิน และกรณีเหมืองแร่ที่กำลังเดือดร้อนกันทั่วประเทศ

“ที่ผ่านมาศูนย์ดำรงธรรม เป็นเพียงหน่วยงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ธรรมดาๆ ของชาวบ้านทั่วไป แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนระดับโครงสร้างอำนาจในการจัดการทรัพยากรได้ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเปิดและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมให้ชาวบ้านมากกว่านี้ เพราะมันเป็นวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสังคมไทย ไม่ใช่การสั่งการจากผู้มีอำนาจเพียงอย่างเดียว” นายสุวิทย์กล่าว

/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/

นายเดชา  คำเบ้าเมือง  ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)

ตู้ปณ. 14 อ.เมือง จ.อุดรธานี  41000

โทรศัพท์ : 081-3696266

อีเมล์ : decha_61@yahoo.com ; huktin.ud@gmail.com

 

 

 

 

สมาคมฯต้านโลกร้อนและชาวกระบี่เตรียมยื่นฟ้อง กฟผ. และ กท.ทรัพย์ฯเพิกถอนท่าเรือถ่านหิน

 

ชี้ดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะถูกยกเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระหว่างประเทศและพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ขัดต่ออนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ 

นายศรีสุวรรณ  จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 26 ก.ย.นี้เวลา 11.00 น.สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนพร้อมด้วยตัวแทนชาวชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือถ่านหินกระบี่ประมาณ 52 คน จะเดินทางไปยังศาลปกครองกลางเพื่อยื่นฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโครงการท่าเทียบเรือคลองรั้ว ต.ตลิ่งชัน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าว ถือว่าเป็นไปตามตามสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ที่กำหนดไว้ในมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 เพราะ กฟผ.และ กท.ทรัพย์ฯ ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขหรือประกาศเกี่ยวกับการดำเนินการใน พื้นที่ชุ่มน้ำ ที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ ตามมติคณะรัฐมนตรี และพื้นที่อนุรักษ์ คือ พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม  ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕ เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก โดยเฉพาะเป็นแหล่งอาศัยและหากินของพะยูน ซึ่งเป็นสัตว์สงวนตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535

ดังนั้นการออกมาปกป้องพื้นที่ทางทะเล ชายหาด และป่าชายเลน ให้ปลอดพ้นจากจากมลพิษถ่านหิน จึงเป็นความชอบธรรมที่จะสามารถกระทำได้ ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ

หากแต่ทว่า กฟผ. กลับมีแผนที่จะดำเนิน โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือถ่านหิน ขึ้นมาโดยในเดือนธันวาคม 2556 กฟผ.ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ไปศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ลงวันที่ 20 มิถุนายน2555) ขณะเดียวกันจัดให้มีการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระเบียบปฏิบัติของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง (ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2552) โดยบริษัทที่ปรึกษา ได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(public Scoping)(ค.1) ในเดือนมีนาคม 2557 ที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองครั้งนี้ จะมีคำขอท้ายคำฟ้อง ดังนี้

1)ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว เพราะมีหลายเหตุผลที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ละเลยการปฏิบัติตามขั้นตอน วิธีการ หรือหลักเกณฑ์ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหลายประการ ได้เฉพาะการนำเสนอรายละเอียดของโครงการที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของโครงการในเนื้อหาสาระที่จำเป็นที่จะต้องแจ้งให้ประชาชนทราบ

2)ขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติให้เป็นไปตามขั้นตอน วิธีการและเงื่อนไขของการเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระหว่างประเทศและพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม และอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ และพิธีสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

3)ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนกระบวนการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งหมด(E-HIA) จนกว่าจะปฏิบัติให้เป็นไปตามขั้นตอน วิธีการที่กฎหมายกำหนด

4)ขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยสั่งยุติการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในคราวการประชุม ค.3 ในวันที่ 28 กันยายน 2557 นี้ไว้ก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด  นายศรีสุวรรณกล่าวในที่สุด

.............................................


ขอบคุณภาพจาก
 

http://pantip.com/topic/13108276

 

แถลงการณ์ การปฏิบัติการของทหาร (คสช.)

ในพื้นที่ที่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ ๔ ชุด เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการทาเหมืองทองคำ ตาบลเขาหลวง อาเภอวังสะพุง จังหวัดเลย และได้จัดทาร่างบันทึกข้อตกลงระหว่าง ผู้ประกอบการเหมืองทองคำ ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคา ๖ หมู่บ้าน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีการจัดประชุมเพื่อลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ในวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๗ และในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ แต่การจัดประชุมทั้งสองครั้งไม่สามารถลงนามได้ เนื่องจากร่างบันทึกข้อตกลงฯ ดังกล่าวยังไม่ได้มีการเปิดเผยเนื้อหารายละเอียด และยังไม่ได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทาเหมืองทองคำ ๖ หมู่บ้าน

เพื่อให้การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำยึดหลักสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนทุกคนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๕๕๗ การจัดทำร่างบันทึกข้อตกลงฯ และการลงนามบันทึกข้อตกลงฯ จะต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคาทั้ง ๖ หมู่บ้าน โดยมีขั้นตอนการดาเนินการดังต่อไปนี้

๑. การจัดทาร่างบันทึกข้อตกลงฯ ที่หน่วยงานราชการได้ทาขึ้น จะต้องเป็นไปตามรายละเอียด ขั้นตอน และเงื่อนไข ในเอกสารประชาคมของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทาเหมืองทองคา ๖ หมู่บ้าน เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๗ ที่ประชาชนทั้ง ๖ หมู่บ้าน ได้ลงมติเห็นชอบแล้ว (ดังเอกสารที่แนบมานี้) และจะต้องเปิดเผยเนื้อหารายละเอียดร่างบันทึกข้อตกลงฯ ดังกล่าวให้ประชาชนทั้ง ๖ หมู่บ้านได้พิจารณาอย่างทั่วถึง

หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า เนื้อหาในบันทึกข้องตกลงฯ ไม่ตรงตามเอกสารประชาคมฯ ดังที่กล่าวในข้างต้น ให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงฯ ดังกล่าวมิชอบ และไม่ถือว่าเป็นเอกสารที่สามารถนามาเป็นแนวปฏิบัติได้ ในกรณีที่หน่วยงานราชการใดนาบันทึกข้อตกลงฯ ที่ไม่สอดคล้องกับเอกสารประชาคมฯ ไปใช้ในการกระทาการใดๆ ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และเป็นการใช้อำนาจในทางปกครองที่มิชอบ

๒. การลงนามบันทึกข้อตกลงฯ จะต้องมีความถูกต้องและชอบธรรม โดยยึดหลักสิทธิของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทาเหมืองทองคา ๖ หมู่บ้าน

ดังนั้น กระบวนการในการลงนามบันทึกข้อตกลงฯ จะต้องมีการจัดประชาคม ๖ หมู่บ้าน เพื่อคัดเลือกตัวแทนจากประชาชน ๖ หมู่บ้าน เป็นผู้พิจารณาเนื้อหาในร่างบันทึกข้อตกลงที่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้จัดทาขึ้นแทนประชาชนผู้ได้รับผลกระทบทั้ง ๖ หมู่บ้าน

เมื่อตัวแทนที่ได้รับคัดเลือกจากประชาชน ๖ หมู่บ้าน ได้พิจารณาร่างบันทึกข้อตกลงฯ แล้ว จะต้องมีการจัดประชาคม ๖ หมู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนทั้ง๖ หมู่บ้าน เห็นชอบร่างบันทึกข้อตกลงฯ

ในขั้นตอนสุดท้าย จะต้องมีการจัดประชาคม ๖ หมู่บ้าน เพื่อคัดเลือกตัวแทนจากประชาชน ๖ หมู่บ้าน เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลงฯ แทนประชาชนผู้ได้รับผลกระทบทั้ง ๖ หมู่บ้านหากผู้ใหญ่บ้าน ๖ หมู่บ้าน หรือข้าราชการในท้องถิ่น ซึ่งไม่ถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการทาเหมืองทองคำ เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลงฯ ถือว่าเป็นการใช้อำนาจในทางปกครองที่มิชอบ

และหากมีการใช้อำนาจในทางปกครองที่มิชอบไม่ว่ากรณีใด ประชาชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้าน จะนำคดีขึ้นสู่ศาล

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้าน

วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๗

หนังสือเปิดผนึก เรื่องข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหาตามเอกสารประชาคม ของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำ ๖ หมู่บ้าน

 

เรียนนายกรัฐมนตรี หัวหน้ารักษความสงบแห่งชาติ

         แม่ทัพภาคที่ ๒

         ผู้บัญชาการทหารบกจังหวัดเลย

         คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

         ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย

         อุตสาหกรรมจัวหวัดเลย

พ.อเสาวราช   แสงผล

ทสจ  เลย

สปก. เลย

         นายอำเภอวังสะพุง

 

สิ่งที่ส่งมาด้วย  เอกสารประชาคมของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำ ๖ หมู่บ้าน วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๗ ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑,,,,๑๒,๑๓

 

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557มาตรา ๔ ความว่า”ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”

 

ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นพันธกรณีที่ประเทศไทยได้ลงนามไว้แล้ว

 

ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

 

เนื่องจากคณะกรรมการ ๔ ชุด  ที่ทหาร(คสช.) ที่ปฏิบัติการในพื้นที่ ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ได้แต่งตั้งขึ้นนั้น  ได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงระหว่าง ผู้ประกอบการเหมืองทองคำ กับ ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบทั้ง ๖ หมู่บ้านขึ้น  ในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ หรือในวันอื่นถัดจากนี้ โดยให้ผู้ใหญ่บ้าน ๖ หมู่บ้าน ซึ่งประกอบด้วย หมู่ ๑ ,, , , ๑๒ และ ๑๓ ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย หรือผู้ที่มีตำแหน่งราชการอื่นในท้องถิ่น เป็นตัวแทนในการลงนามนั้น กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดมีข้อคิดเห็นดังนี้

๑.       คณะกรรมการทั้ง ๔ ชุดที่ทหาร คสช. ได้แต่งตั้งนั้น ไม่มีความชอบธรรม เนื่องจาก

(๑.๑) กรรมการชุดนี้มีที่มาที่ไม่แน่ชัด ไม่มีหนังสือแต่งตั้งที่ชัดเจน ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมในการจัดตั้ง

(๑.๒) คณะกรรมการดังกล่าวไม่มีคนกลาง หรือชาวบ้านเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการ

(๑.๓) คณะกรรมการชุดดังกล่าวล้วนแล้วแต่เป็นคู่กรณีกับชาวบ้านทั้งสิ้น

(๑.๔)ในทุกเวที ที่มีการจัดรับฟังความคิดเห็นนั้น กลับพบว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวไม่ใส่ใจที่จะรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านอย่างแท้จริง โดยในบางเวทีได้มีการขับไล่ชาวบ้านที่แสดงความเห็นว่าต้องการจะให้มีการถอนประทานบัตรของบริษัทฯ ออกจากการร่วมแสดงความคิดเห็น เพราะไม่ตรงกับความความต้องการของคณะกรรมการ

๒.      หากการทำบันทึกข้อตกลงในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ หรือวันอื่นถัดจากนี้ ไม่เป็นไปตามเอกสาร

ประชาคมของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำ ๖ หมู่บ้าน วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๗ ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๑,,,,๑๒,๑๓ ที่ราษฎรทั้ง ๖ หมู่บ้านดังกล่าวได้มีการทำประชาคม ในวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๗  ซึ่งส่วนใหญ่เห็นชอบกับข้อเสนอทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ใน เอกสารประชาคมฯดังรายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมิชอบ         

 

ดังนั้นบันทึกข้อตกลงในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ หรือวันอื่นถัดจากนี้หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า ไม่ตรงตามเอกเอกสารประชาคมฯจริงจะไม่ถือว่าเป็นเอกสารที่สามารถนำมาเป็นแนวปฏิบัติได้

๓.      ตัวแทนผู้ใหญ่บ้านทั้ง ๖ หมู่บ้าน หรือ ข้าราชการอื่นในท้องถิ่น  ไม่ถือว่าเป็นตัวแทนของราษฎรส่วนใหญ่ใน

พื้นที่ที่กำลังได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำในขณะนี้  เพราะเป็นการลงนามที่ข้อเสนอในบันทึกข้อตกลงไม่สอดคล้องกับเอกสารประชาคมฯ

๔.      หากหน่วยงานราชการใดนำบันทึกข้อตกลงในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ หรือวันอื่นถัดจากนี้ ไปใช้ในการ

กระทำการใดๆ ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

๕.      หากหน่วยงานราชการใดนำบันทึกข้อตกลงในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ หรือวันอื่นถัดจากนี้ที่ไม่เป็นไป

ตามเอกสารประชาคมฯ ไปใช้ในการกระทำทางปกครองจะถือว่าเป็นการใช้อำนาจในทางปกครองที่มิชอบ และราษฎรกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดจะนำคดีขึ้นสู่ศาล

 

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ขอแสดงความนับถือ

นาย สมัย ภักดิ์มี

นาย สุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์

นาง พรทิพย์  หงชัย

น.ส. ภัทรภรณ์ แก่งจำปา

นาย กองลัย  ภักมี

นาง สุ่ม  ศรีทอง

ผู้แทน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้าน

 

‘ยัง’ ไม่มีคำตอบสุดท้ายในการเจรจาแก้ปัญหาเหมืองทองเมืองเลย

 

 

เป็นที่ติดตามกันมานานว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำ ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย จะจบลงอย่างไร หลังจากเหตุการณ์รุนแรงในคืน วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ที่บริษัท ทุ่งคำ จำกัดได้ทำการขนแร่ในยามวิกาล โดยมีกองกำลังติดอาวุธทำร้ายชาวบ้านที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ จนเป็นเหตุให้หมู่บ้านต้องเรียกให้ทหารเข้ามาคุ้มครองความปลอดภัย

จากนั้นทหารได้แสดงบทบาทเป็นผู้แก้ไขปัญหา โดยมีการตั้งคณะกรรมการฯ๑ ชุด และอนุกรรมการฯ ๓ ชุด เพื่อแก้ปัญหาในด้านต่างๆ ซึ่งต่อมาได้ดำเนินการไปถึงขั้นการเปิดเวทีเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันระหว่าง บริษัททุ่งคำ กับชาวบ้าน

แต่การดำเนินการใดๆ ที่เกิดขึ้นจากคณะกรรมการฯ ดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับจาก “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด” ด้วยเหตุผลว่า คณะกรรมการฯ และอนุกรรมการฯ ทั้ง ๔ ชุด เป็นหน่วยงานรัฐที่เป็นคู่กรณีกับชาวบ้านมาตลอด มีการดำเนินงานที่ขาดการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบที่แท้จริง และไม่มีความโปร่งใสในหลายกรณี ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้ปัญหาในพื้นที่สะสมมายาวนานและทวีความรุนแรงขึ้นจนในที่สุดเกิดเหตุการณ์ขนแร่ในคืนวันที่ ๑๕ ที่ทำให้ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บหลายราย

 

วันที่ ๑๒ ส.ค. ๒๕๕๗พ.ท.วรวุฒิ สำราญ เสนาธิการหน่วยเฉพาะกิจเขาหลวง ส่งจดหมายเรียกนายสุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ นายสมัย ภักดิ์มี แกนนำกลุ่มรักษ์บ้านเกิดให้ไปรายงานตัวที่อำเภอวังสะพุงเพื่อรับทราบแนวทางการปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง ระหว่าง บริษัททุ่งคำ และชาวบ้านเนื่องจากที่ผ่านมา กลุ่มฅนรักษ์บ้าน ไม่ยอมรับและไม่เข้าร่วมในกระบวนการเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำที่ทางทหารและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้มีการดำเนินงานมาโดยตลอด

ในวันเดียวกันนั้น ทหารได้จัดประชุมผู้ใหญ่บ้าน ๖ หมู่บ้าน เพื่อวางกรอบแนวทาง ๓ ข้อ ที่เป็นผลสรุปที่จัดทำขึ้นในวันที่ ๘ ส.ค. ๒๕๕๗จากการเจรจาระหว่าง นายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของบริษัททุ่งคำฯ กับผู้ใหญ่บ้าน ๖ หมู่บ้านสมาชิกสภา อบต.เขาหลวงในนามตัวแทนชาวบ้าน ที่ยังไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ เพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านนำไปทำประชาคม ในวันที่ ๑๖ ส.ค. ๒๕๕๗อีกครั้ง

โดยมติจากการประชาคมในครั้งนี้ จะเป็นสรุปข้อตกลงของชาวบ้าน หมู่บ้านที่จะเสนอต่อคณะกรรมการฯ๔ ชุด ในวันที่ ๑๗ ส.ค. ๒๕๕๗ ซึ่งทหารได้นัดให้ชาวบ้านเจรจากับ บริษัททุ่งคำฯ  พร้อมด้วยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเจรจาข้อตกลงร่วมกันเป็นครั้งสุดท้าย และหากไม่สามารถตกลงกันได้ ทหารได้บอกกับชาวบ้านว่าจะใช้กฎอัยการศึกเพื่อแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ แนวทางทั้ง ๓ ข้อดังกล่าวได้มาปรากฏอีกครั้งในหนังสือ ลงวันที่ ๑๔ ส.ค. ๒๕๕๗ที่นายอำเภอวังสะพุงแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้าน ๖ หมู่บ้าน จัดประชาคมหมู่บ้าน พร้อมทั้งได้ส่งตัวอย่างรูปแบบการประชุมประชาคม โดยระบุเนื้อหาที่จะใช้ในการประชาคม ได้แก่

๑. การพิจารณาเรื่องการปิดเหมืองทองคำ ปัจจุบันเหมืองทองคำได้ปิดกิจการโดยพฤตินัยอยู่แล้ว เนื่องจากเงื่อนไขยังไม่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ที่ดินป่าไม้และพื้นที่ ส.ป.ก.ต่อไป

ข้อตกลง ต่อไปในการประกอบกิจการใดๆ ของเหมืองทองคำจะต้องได้รับความยินยอมจากชาวบ้านก่อน โดยมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงระหว่างราษฎรกับบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ว่า บริษัทฯ จะไม่ดำเนินการใดๆ หากไม่ได้รับการยินยอมจากราษฎรส่วนใหญ่ในพื้นที่ และให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่างๆ เป็นพยาน

๒. การขนแร่ออกจากพื้นที่เหมืองทองคำ

ข้อตกลง ให้มีการพิจารณาให้ได้ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างเหมืองทองกับชาวบ้าน โดยในการจะขนแร่ออก ให้บริษัทฯ เสนอส่วนแบ่งจากการขายแร่ที่จะนำมาฟื้นฟูเยียวยาหรือทำประโยชน์ให้ชาวบ้านชุมชน โดยให้จัดทำเป็นหนังสือมาเสนอต่อชาวบ้านในการฟื้นฟูเยียวยาก่อน หากชาวบ้านยินยอม จึงสามารถขนออกได้

๓. การฟื้นฟูเยียวยาสภาพพื้นที่และสวัสดิภาพชาวบ้าน

ข้อตกลง ให้ชาวบ้านและบริษัท ทุ่งคำ จำกัด จัดทำแผนการฟื้นฟูเยียวยาร่วมกัน โดยชาวบ้านจะต้องยินยอมให้บริษัทฯ เข้าตรวจสอบสภาพพื้นที่ที่จะฟื้นฟู และให้บริษัทฯ ได้เข้าไปดูแลผู้ป่วย เพื่อประเมินและนำเสนอจัดทำแผนร่วมกัน

 

จากความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งกำลังจะพัฒนาไปสู่ข้อตกลง ๓ ข้อ ระหว่างบริษัททุ่งคำ และชาวบ้าน ๖ หมู่บ้านที่ต่อสู้คัดค้านการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำที่สร้างผลกระทบในพื้นที่มายาวนานหลายปี แกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้าน มองว่าข้อตกลงดังกล่าวนี้ จะนำมาซึ่งความขัดแย้งในพื้นที่ยิ่งขึ้น และยังอาจจะนำไปสู่การเปิดเหมืองและการขยายพื้นที่ทำเหมืองทองเพิ่มขึ้นอีกในวันหน้า โดยที่บริษัททุ่งคำฯ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการทำเหมืองที่ผ่านมา และผลกระทบจากการเปิดทำเหมืองที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ด้วยเหตุดังนี้ แกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้าน จึงจัดทำเอกสารขึ้นมาหนึ่งชุดที่จะใช้ในการประชาคมในวันที่ ๑๖ ส.ค. ๒๕๕๗ เพื่อให้ชาวบ้าน ๖ หมู่บ้าน ได้ลงมติเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับข้อเสนอที่จัดทำขึ้นโดย กลุ่มฅนรักษ์บ้าน

            โดยเอกสารดังกล่าว มีรายละเอียดและขั้นตอนดังต่อไปนี้

            ๑. ให้มีการปิดเหมืองโดยจัดทำสัญญาขึ้นเป็นสัญญาลายลักษณ์อักษร ระหว่าง บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ตัวแทนชาวบ้าน ๖ หมู่บ้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเลย ร่วมลงนามใน สัญญาการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเหมืองคำ ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลยเพื่อกำหนดเป็นหลักฐานว่า

๑.๑ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด จะไม่ดำเนินการใดๆ ในการประกอบกิจการเหมืองแร่ หากไม่ได้รับการยินยอมจากชาวบ้านทั้งหมดในพื้นที่ที่มีอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไป (บรรลุนิติภาวะ)

๑.๒ ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกันพื้นที่ที่เป็น แหล่งน้ำซับซึมอันเป็นต้นน้ำที่สำคัญต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในด้านการเกษตร และการอุปโภค-บริโภค ของชาวบ้าน ๖ หมู่บ้าน และในจังหวัดเลย เพื่อเป็นพื้นที่สงวนหวงห้าม โดยมิให้ใช้ประโยชน์อื่นใดในที่ดินดังกล่าว

๑.๓ ให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องทำการศึกษาสาเหตุของการปนเปื้อนโลหะหนักในพื้นที่เหมืองแร่และพื้นที่โดยรอบเหมืองแร่ ๖ หมู่บ้าน จนกว่าจะได้ข้อสรุปการปนเปื้อน ผลประเมินความคุ้มค่าของฐานทรัพยากรธรรมชาติ ค่าภาคหลวงแร่ กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชน และผลการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ HIA โดยให้นักวิชาการที่ชาวบ้านมีส่วนในการคัดเลือกเป็นผู้ทำการศึกษาตามหลักการของกระบวนการมีส่วนร่วม

๑.๔ ให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ขึ้นมาใหม่ หากจะอนุญาตให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด หรือผู้ประกอบการรายอื่น เปิดการดำเนินกิจการเหมืองแร่ โดยการจัดทำรายงานฯ ต้องไม่ให้ผู้ประกอบการที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

๒. เงื่อนไขในการขนแร่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ออกนอกพื้นที่

๒.๑ ให้ถอนฟ้องคดีความ ๗ คดี ที่ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้ฟ้องร้อง-กล่าวโทษเอาผิดกับชาวบ้าน ๓๓ ราย

๒.๒  ให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด รื้อถอนและขนย้ายเครื่องจักรออกนอกพื้นที่แปลงประทานบัตร

๒.๓ ส.ป.ก.จังหวัดเลย ต้องไม่ต่อใบอนุญาตให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เข้าใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน ๓๖๙ ไร่ ๓ งาน ๑๗ ตารางวา เพื่อใช้ในกิจการเหมืองแร่ทองคำ ที่หมดอายุลง และให้นำที่ดินดังกล่าวมอบให้ชาวบ้านทั้ง ๖ หมู่บ้าน จัดทำเป็นป่าชุมชน โดยให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจัดงบประมาณสนับสนุนการจัดทำป่าชุมชนให้กับชาวบ้านทั้ง ๖ หมู่บ้าน โดยมีคณะกรรมการจาก ๖ หมู่บ้าน เป็นผู้ดำเนินการ

๒.๔ ทสจ.จังหวัดเลย ต้องไม่ต่อใบอนุญาตให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เข้าใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก จำนวน ๖๐๘ ไร่ ๓ งาน ๓๔ ตารางวา และที่ดินในเขตป่าตามมาตรา ๔(๑) จำนวน ๓๑๒ ไร่ ๒ งาน ๑๓ ตารางวา เพื่อใช้ในกิจการเหมืองแร่ทองคำ ที่หมดอายุลง และให้นำที่ดิน ในเขตป่าตามมาตรา ๔(๑) จำนวน ๓๑๒ ไร่ ๒ งาน ๑๓ ตารางวา มอบให้ชาวบ้านทั้ง ๖ หมู่บ้าน จัดทำเป็นป่าชุมชน โดยให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจัดงบประมาณสนับสนุนการจัดทำป่าชุมชนให้กับชาวบ้านทั้ง ๖ หมู่บ้าน โดยมีคณะกรรมการจาก ๖ หมู่บ้าน เป็นผู้ดำเนินการ

๒.๕ อบต.เขาหลวง ต้องไม่อนุญาตให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด เข้าใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าโคกภูเหล็ก

๒.๖ ให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ขนแร่ออกนอกพื้นที่ เฉพาะแร่แต่งแล้ว จำนวน ๑,๙๔๒.๕๔ ตัน

๒.๗ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ขนแร่ ต้องขนแร่โดยปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.๒๕๑๐ ระเบียบที่ประกาศโดยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พ.ร.บ.ทางหลวง และระเบียบชุมชนว่าด้วยการใช้ถนนชุมชนและการควบคุมน้ำหนักบรรทุก

๒.๘ การขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ออกนอกพื้นที่ จะต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการขนแร่ ภายใน ๑๕ วัน หลังจากมีการลงนามในสัญญาฯ นี้ คณะกรรมการประกอบด้วย ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนที่ได้รับการคัดเลือกจากชาวบ้าน ในอัตราส่วนที่เท่ากัน โดยให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจัดงบประมาณในการดำเนินงานของคณะกรรมการดังกล่าว

๒.๙ การขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ออกนอกพื้นที่ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องแจ้งวันและเวลาในการขนแร่ แก่คณะกรรมการตรวจสอบการขนแร่ ก่อนการขนแร่ ๑๕ วัน และให้ทำการขนแร่ได้ในเวลากลางวันเท่านั้น

๒.๑๐ หากการขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด มีการทำผิดกฎหมายหรือระเบียบใดๆ ก็ตาม ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องฟ้องร้องดำเนินคดีกับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และข้าราชการที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ให้ถึงที่สุด

๒.๑๑ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ขึ้นมาใหม่ หากจะอนุญาตให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และผู้ประกอบการอื่นๆ ประกอบโลหกรรม โดยการจัดทำรายงานฯ ต้องไม่ให้ผู้ประกอบการที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

๓. เงื่อนไขในการฟื้นฟูผลกระทบจากการทำเหมืองแร่

ให้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จัดตั้งคณะกรรมการในการศึกษา จัดทำแผน และดำเนินการฟื้นฟูระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการฯ ประกอบด้วย ตัวแทนของชาวบ้าน ๖ หมู่บ้าน นักวิชาการจากสาขาที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน นักวิชาการด้านกฎหมาย ที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการเสนอชื่อ คัดเลือก แต่งตั้ง โดยนำงบประมาณในการดำเนินการมาจาก กองทุนประกันความเสี่ยง และกองทุนฟื้นฟูพื้นที่ภายหลังการทำเหมืองแร่ โดยต้องไม่ให้ผู้ประกอบการที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

โดยขั้นตอนการดำเนินการตามมติความต้องการของชาวบ้าน ๖ หมู่บ้าน ในครั้งนี้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเลย จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ ๑. หลังจากการปิดเหมือง โดยจัดทำสัญญาการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเหมืองคำ ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และตัวแทนชาวบ้าน ลงนามในสัญญาฯ เพื่อเป็นหลักฐานให้เป็นที่เรียบร้อย

ขั้นตอนที่ ๒. ให้บริษัท ทุ่งคำ จำกัด และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามข้อตกลงในสัญญาฯ ให้แล้วเสร็จ และรายงานต่อ คณะกรรมการตรวจสอบการขนแร่ ตามข้อ ๒.๘ ก่อนจะมีการขนแร่

 

การประชาคมในวันที่ ๑๖ ส.ค. ๒๕๕๗ จึงมีเนื้อหาจากเอกสารที่จะใช้ในการลงมติ ๒ ชุด

เมื่อถึงวันประชาคม ๖ หมู่บ้าน หมู่บ้านห้วยผุก หมู่ ๑, หมู่บ้านกกสะทอน หมู่ ๒, หมู่บ้านโนนผาพุง หมู่ ๑๒, หมู่บ้านภูทับฟ้า หมู่ ๑๓ ได้ใช้เอกสารทั้ง ๒ ชุดในการประชาคม คือ ตัวอย่างรูปแบบการประชุมประชาคม ที่นายอำเภอส่งมาให้ในการทำประชาคม และเอกสารประชาคมของ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด โดยชาวบ้านที่มาประชาคมได้ลงมติในเอกสารทั้งสองชุด ส่วน หมู่บ้านแก่งหิน หมู่ ๔ ใช้เอกสารตัวอย่างจากอำเภอฯ ในการทำประชาคม และ หมู่บ้านนาหนอง หมู่ ๓ ใช้เอกสารประชาคมของ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ในการทำประชาคม

โดยชาวบ้านเกือบ ๑,๐๐๐ ราย ที่มาลงมติประชาคม ด้วยการกากบาทที่ช่อง “เห็นด้วย” กับเนื้อหาในเอกสาร ๒ ชุด และ มี ๑ เสียง ที่ “ไม่เห็นด้วย” กับ เอกสารประชาคมจากอำเภอฯ

หมายความว่า ความต้องการของชาวบ้าน ๖ หมู่บ้าน ๙๙.๙๙% มีความต้องการจะให้ “ปิดเหมือง”

และการประชาคมในวันนั้นทำให้การเจรจาข้อตกลงในวันรุ่งขึ้น ระหว่างบริษัททุ่งคำ กับ ชาวบ้าน ๖ หมู่บ้าน ต้องมีเนื้อหาที่ต้องนำไปเจรจาตามเอกสารประชาคมทั้ง ๒ ชุด

 

            ๑๗ ส.ค. ๒๕๕๗ ในวันเจรจาพร้อมด้วยพล.ต.วรทัต สุพัฒนานนท์ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเลย นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง นายวิชัย เชิดชีวศาสตร์ กรรมการ บริษัททุ่งคำ ผู้ใหญ่บ้าน ๖ หมู่บ้าน อบต.เขาหลวง และตัวแทนจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดโดย นายธนวัฒน์ พลอยโสภณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้รับมอบหมายจากประธานในที่ประชุมเป็นคนกลางในเจรจา

ประมาณ ๓ ชั่วโมงในห้องเจรจาที่ผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมู่ และตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ได้ถามว่า ข้อตกลงทั้งหมดที่ชาวบ้าน ๖ หมู่บ้านเรียกร้องมาในข้างต้น บริษัททุ่งคำ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างไร

สำหรับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่มีคำตอบใดๆ เรื่องการเป็นผู้ลงนามในสัญญาฯ ในฐานะคู่สัญญา ไม่ใช่ พยาน รวมถึงไม่มีคำตอบใดๆ อื่นอีกในข้อตกลงที่ชาวบ้านเรียกร้อง นอกจากคำอธิบายในกรณีของ ส.ป.ก. ว่า การอนุญาตให้บริษัททุ่งคำเข้าใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่ใบอนุญาตหมดอายุลง ยังเป็นคดีความที่มีการฟ้องร้องในกระบวนการพิจารณาของชั้นศาล ดังนั้นการจะให้ ส.ป.ก.นำที่ดินดังกล่าวมอบให้ชาวบ้านทั้ง ๖ หมู่บ้านจัดทำเป็นป่าชุมชนอาจจะไม่สามารถทำได้

ด้าน นายวิชัย เชิดชีวศาสตร์ กรรมการบริษัททุ่งคำ ได้ชี้แจงว่า เหมืองทองได้ประกอบกิจการทำเหมืองมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งหากมีข้อมูลทางวิชาการที่ศึกษายืนยันออกมาว่าการทำเหมืองก่อให้เกิดผลกระทบ ก็จะทำการปิดเหมืองแน่นอน แต่การจะให้ปิดเหมืองตามข้อเรียกร้องของชาวบ้านนั้นจะทำให้บริษัททุ่งคำ และบริษัททุ่งคาฮาร์เบอร์ ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้รับความเสียหาย โดยความเสียหายนั้นจะเป็นความเสียหายต่อประเทศที่ได้รับผลประโยชน์จากเหมืองทองคำ ซึ่งเป็นค่าภาคหลวงแร่ อีกทั้ง ยังเป็นความเสียหายต่อกระทรวงการคลังที่ถือหุ้นในบริษัททุ่งคาฮาร์เบอร์ จำนวน 15ล้านหุ้น (เป็นหุ้น1.98% ที่ บริษัททุ่งคาฮาเบอร์ ให้เป็นผลประโยชน์แก่รัฐบาลเมื่อครั้งได้รับอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ตะกั่วในทะเล จังหวัดภูเก็ต เมื่อปี 2523)

ส่วนประเด็นอื่นๆ คือ การปิดเหมือง โดยคดีความที่อยู่ในชั้นศาล เนื่องจากชาวบ้านได้ฟ้องศาลปกครองให้ถอนประทานบัตรของบริษัททุ่งคำแล้ว หากศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนประทานบัตร เหมืองก็ต้องปิดตามคำสั่งศาล

แต่เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน ๖ หมู่บ้าน ดังนั้น ทางบริษัทฯ ขอความชัดเจนเรื่อง ระยะเวลาในการปิดเหมืองชั่วคราว โดยเสนอเป็นข้อตกลงว่า

ให้ปิดเหมืองชั่วคราวจนกว่าศาลปกครอง (คดีที่ชาวบ้านฟ้องให้ถอนประทานบัตร) จะมีคำตัดสิน

ส่วนข้อที่ว่า บริษัท ทุ่งคำ จำกัด จะไม่ดำเนินการใดๆ ในการประกอบกิจการเหมืองแร่ หากไม่ได้รับการยินยอมจากชาวบ้านทั้งหมดในพื้นที่ที่มีอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไป (บรรลุนิติภาวะ) นายวิชัย กล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะต้องให้ชาวบ้านทั้งหมดยินยอม โดยกล่าวอ้างว่า ในการปิดเหมืองนั้นเป็นอำนาจและหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ

ทั้งนี้ นายวิชัย ได้ยืนยันว่า ในการขนแร่ บริษัทฯ จะขนแร่ทั้งหมดที่มีอยู่ในเหมืองทอง และจะเคลื่อนย้ายเครื่องจักรออกจากเหมือง โดยนายวิชัยไม่ได้บอกรายละเอียดว่าเป็นเครื่องจักรประเภทใด

ประเด็นเรื่องการถอนฟ้องคดีความกับชาวบ้านทั้งหมด ๗ คดี นายธนวัฒน์ รองผู้ว่าฯ ตอบแทนบริษัททุ่งคำต่อข้อเรียกร้องนี้ว่า นายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล ได้กล่าวในการเจรจาเมื่อวันที่ ๘ ส.ค. แล้วว่า จะถอนฟ้องชาวบ้านทั่วไป แต่ไม่ถอนฟ้องแกนนำ อีกทั้งยังเสนอว่า หากบริษัทฯ จะเปิดเหมืองควรจะใช้วิธีการในการทำประชาคมเพื่อถามความเห็นของชาวบ้าน ๖ หมู่บ้าน

อย่างไรก็ตาม การเจรจาได้จบลงโดยยังไม่มีข้อสรุปใดๆ เป็นคำตอบที่ชัดเจนเกิดขึ้น แต่จะมีการนำเนื้อหาจากการเจรจาในครั้งนี้ไปจัดทำเป็นข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วจะมีการนัดทุกฝ่ายให้มาทำข้อตกลงอีกครั้ง

ด้วยสถานการณ์ทั้งหมดที่ดำเนินมาดังนี้ คำถามหลายๆ ข้อต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากผลกระทบจากการทำเหมืองทองยังคงไม่มีคำตอบ รวมทั้งได้สร้างให้เกิดคำถามใหม่ๆ ต่อความสัมพันธ์และความซับซ้อนจากผลประโยชน์ในการทำเหมืองทองที่ได้เปิดเผยขึ้นอีกมาหลายประเด็น

ภาพของการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการทำเหมืองทอง ในตำบลเขาหลวง ที่สะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศที่เดินหน้าการพัฒนาด้วยการหาผลประโยชน์จากการขายทรัพยากรและแบ่งปันผลกำไรกันเป็นโครงข่ายที่กว้างขวางไว้อย่างชัดเจน

สุดท้ายปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขได้หรือ โดยเฉพาะเมื่อรัฐไทยภายใต้รัฐบาล และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองยังมองเรื่อง “ผลประโยชน์” มีค่าเหนือกว่าชีวิตของประชาชนอยู่ร่ำไป

“๒๕ วงปี เด็กรักป่า มีใบไม้เป็นครู”

ขอเชิญร่วมงาน

“๒๕ วงปี เด็กรักป่า มีใบไม้เป็นครู”
วันที่ 23-31 สิงหาคม 2557 (เว้นวันจันทร์)
ณ ห้องอเนกประสงค์และโถงนิทรรศการ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

 

กลุ่มเด็กรักป่า

เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2533 โดยเริ่มจากงานค่ายเล็กๆ ในพื้นที่ของโครงการป่าชุมชน เขตอีสานใต้ เป็นองค์กรที่ดำเนินงานโดยไม่หวังกำไร เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนในชนบท มีเป้าหมายในการพัฒนาเยาวชนและชุมชนให้เกิดการเรียนรู้ธรรมชาติผ่านกระบวนการทางศิลปะทุกแขนง อันได้แก่ วาดรูป เขียนบทกวี ดนตรี กิจกรรมดูนก เดินป่า ทำบาติก ย้อมสีธรรมชาติ เป็นต้น 

ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา กลุ่มเด็กรักป่าได้สร้างบุคลากรที่เคยเป็นสมาชิกเด็กรักป่า นักศึกษารักป่า ร่วมกันพัฒนาชุมชนด้วยศิลปะ ได้เผยแพร่แนวคิด “ศิลปะ ธรรมชาติ มีใบไม้เป็นครู” เพื่อสร้างกระบวนการศึกษาทางเลือกให้กับเด็กๆ เยาวชนและครอบครัว  ได้ผลิตผลงานสร้างสรรค์ในศิลปะแขนงต่างๆ เช่น สมุดบันทึกธรรมชาติ ซึ่งรวบรวมผลงานทั้งภาพวาด กวี บันทึกของเด็กๆ  ละครเวที ละครเร่ ละครหุ่น หนังสั้น ฯลฯ รวมทั้งทำงานร่วมกับหมู่บ้าน ชุมชนโดยรอบ ในการพัฒนาเด็กเยาวชน และ อนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม

 

ในวาระ 25 วงปีเด็กรักป่า จึงได้รวบรวมผลงานที่ผ่านของกลุ่มเด็กรักป่า รวมถึงผลงานปัจจุบันของสมาชิกเด็กรักป่า นักศึกษารักป่า ชักชวนเพื่อนๆ เครือข่ายที่ร่วมสนับสนุน ร่วมแนวคิด ร่วมผลิตผลงานมาร่วมกันจัดนิทรรศการ อบรมศิลปะ สัมมนาการศึกษากับธรรมชาติ การแสดงของเด็กรักป่าและผองเพื่อนศิลปิน ในงาน “ ๒๕วงปี เด็กรักป่า มีใบไม้เป็นครู”

 

นิทรรศการ “๒๕วงปี เด็กรักป่า มีใบไม้เป็นครู” โถงชั้น 1

พบกับ

1.นิทรรศการ 25 วงปีเด็กรักป่า

แตกหน่อจากเครือข่าย เติบโตด้วยความเชื่อ งอกงามเป็นผลของงาน

ชวนมาร่วมปักหมุดในวงปียักษ์ คุณอยู่ตรงไหน เคยเห็น เคยร่วม เคยชื่นชมอะไร

ในแต่ละวงปีของเด็กรักป่า

2.ซุ้มศิลปะ ธรรมชาติ “แขนงทั้งห้า

ผลงานอดีตเด็กรักป่า – นักศึกษารักป่า ลูกยางนาที่ปลิวไปเติบตนบนผืนดินอีสาน

-ใบไม้ห่มหมู่บ้าน(สมาคมป่าชุมชนอีสาน สุรินทร์)

ผ้าห่มจากใบไม้ ชมผลงานภาพวาดใบไม้ในจินตนาการของเด็กๆ 

-ลูกยางนิเวศเกษตรศิลป์(สวนนิเวศเกษตรศิลป์)

ศิลปะจัดวาง ไม้ไผ่สานเป็นรูปพืชผักต่างๆ เช่น แตงโม มะเขือ พริก ลูกยางฯลฯ

-กระติ๊บใส่ข้าวที่สูกิน (หมอลำหุ่นคณะเด็กเทวดา มหาสารคาม)

ภาพวาด บทกวี บันทึกเบื้องหลังเรื่องราวก่อนจะเป็นหุ่นกระติ๊บข้าว

-ปั่นปลูกยิ้ม (ปั่นปันสีเขียว สุรินทร์)

ภาพพิมพ์ไม้ wood cutฝีมือศิลปะธรรมชาติของเด็กๆในหมู่บ้าน

-เปล่งประกาย(โรงเรียนวันสุข อุบลราชธานี)

แผนที่ชุมชน จากภาพวาด 6 เฟรมต่อกัน เรียนรู้ชุมชนผ่านงานศิลปะ

 

กำหนดการ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1
วันเสาร์ 23 สิงหาคม 2557
13.00-16.30 น.
พิธีไหว้ครูที่ปรึกษาเด็กรักป่าโดยคุณน้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์
ปาฐกถา รากการศึกษาจากศิลปะ วัฒนธรรม ชุมชนรศ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม
17.30 – 18.30 น.
เสวนา 25 วงปีมีใบไม้เป็นครูหัวข้อ สื่อชุมชนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

โดย คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ คุณประดิษฐ ปราสาททอง คุณนิรมล เมธีสุวกุล

ผู้ใหญ่บ้านวัถชนะ สมานสวนดำเนินการเสวนาโดย คุณนิธิมา โรจนวงศ์ ผู้จัดการโครงการมูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท
18.30 – 19.00 น.
การแสดงละคร โสกผีดิบโดยกลุ่มเยาวชนกล้าดี อำเภอเมืองพล จังหวัดขอนแก่น

19.00 – 20.00 น.
การแสดงดนตรี โดย เอี้ยว-ชัยพร นำประทีป

วันอาทิตย์ 24 สิงหาคม 2557
13.00-16.30 น.
workshop / การอบรมเชิงปฏิบัติการ "ลอกเรียนบันทึกธรรมชาติ" โดย อ.กมล โกมลผลิน

(รับผู้เข้าร่วมอบรม 30 ท่าน ลงทะเบียนล่วงหน้าที่ prdinsorsee@ hotmail.com)
เสวนา "25 วงปี มีใบไม้เป็นครู"หัวข้อ "ศิลปะธรรมชาติ"
โดย อ.กมล โกมลผลิน / คุณชาญชัย พินทุเสน ประธานมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์

ดำเนินรายการโดย คุณวริศราลี้ธีระกุล
17.30 – 18.30 น.
เสวนา “ 25 วงปีมีใบไม้เป็นครู เรื่องครอบครัวธรรมชาติโดย นพ.รังสฤษฎ์กาญจนะวณิชย์
18.30 – 19.00 น.
การแสดงละครหุ่น “ควายไม่กินหญ้าโดย อดีตเด็กรักป่า

19.00 – 20.00 น.
การแสดงดนตรีโดย กลุ่มเด็กรักป่า

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม 2557
13.00 - 16.30 น.
workshop “My Green Move”
“Design Thinking Lab for Green Move”
ห้องทดลองใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มาผุดไอเดียแคมเปญรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม ในสเกลที่เราแต่ละคนทำได้เอง
วิทยากรคุณมะโหนก BlackBox

(รับผู้เข้าร่วมอบรม 30 ท่าน ลงทะเบียนล่วงหน้าที่ prdinsorsee@ hotmail.com)
17.30-18.30 น.
เสวนา 25 วงปีเด็กรักป่า ตอน มหาลัยเถื่อน การเรียนรู้บนหนทางแห่งความหลากหลายของคนหนุ่มสาว
แขกรับเชิญ
ก๋วย มะขามป้อมมหาลัยเถื่อน
เอ๋ม.อ.สคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลง
นุ้ยพรจรรย์ School of change makers
โอ๋จอยรักคลับคลับแห่งการเรียนรู้ไม่รู้จบ
แตว G Lab ศูนย์นวัตกรรมสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
18.30-19.00 น.
ละครหุ่นเรื่อง PLAY GROUND ใครๆ ก็รู้ เด็กๆรัก สนามเด็กเล่นแค่ไหน แล้วรู้ไหมว่ามันมีความลับอะไรซ่อนอยู่
กำกับการแสดงพี่แจ๋ มะขามป้อม
19.00 - 20.00 น.
การแสดงดนตรี โดยฮาเมอร์ซาลวาลา

วันพุธที่ 27 สิงหาคม 2557
13.00 น. – 16.30 น.                                                                                                                                                                                

กิจกรรมสาธิตและการเรียนรู้
สถานีที่ 1) นั่งลานสานฝูงนก ให้รกป่าเมือง

สถานที่ 2) ชวนคนเมืองทำสวนผัก ปลูกความรักให้ผืนป่าใหญ่

สถานีที่ 3) สุขใจในโภชนาการ คือ อาหารของการศึกษา

(ชวนผู้ใหญ่คิด-ชวนพ่อแม่คุย-ชวนเด็กลงมือทำ)

17.30 น. – 18.30 น.                                                                                                                                                                                 เหตุเกิดเมื่อเด็กทางเลือก เบื่อวง เสวนาการศึกษาไทย
จึงเกิด
การแสดงละครร่วมสมัย ชุด “พรานบุญ” สืบศิลป์ตำนานกินรี สืบสานตำนานพรานบุญ                        โดย กลุ่มศิลปะการละครสร้างสรรค์ - ทีมงานบ้านเรียน ตอนการศึกษาทางเลือก

ร่วมร้องเพลง “ ดอกไม้จะบาน”  ของ ผู้เข้าร่วมบนเวที และ ผู้ฟัง

นำโดย คุณสกลสุภา ลีละโกแมน   (อดีตศิลปินเดี่ยว ซูซี่ ออฟไซต์) 

18.30 น. - 19.00น.
เหตุเกิดเมื่อกลุ่มเด็กและเยาวชนการศึกษาทางเลือกไม่มีเวลาซ้อมละครเพราะอยู่ไกลกันคนละทิศ                                                                                        จึงเปิดวงสนทนาสด ชุด “ท้าดวลชุดคิด ผลผลิตของการศึกษา”

ปิดเวที ด้วยพิธีรับขวัญ สืบสานสัญญาใจของผู้สนใจพัฒนาการศึกษาที่เข้าร่วมงานทุกคน

19.00 20.00 น.

ดนตรี โดยสุวิชานนท์ รัตนภิมล

วันพฤหัสที่ 28 สิงหาคม 2557
13.00-16.30 น.
อบรมเกมศึกษาธรรมชาติ กับ นาโอโกะ มิโยชิผู้เชียวชาญเนเจอร์เกม จากญี่ปุ่น
17.30-18.30 น.
เสวนา 25 วงปีมีใบไม้เป็นครู หัวข้อธรรมะ ธรรมชาติโดย พระสุทธิ-ศาสตร์ ปญฺญาปทีโป รองเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต/แม่ชีวิภาพรรณ นาค-แพน / วิชัย นาพัว / ใจแจ่มวรรณพัฒน์ (จันทร์)/ ดำเนินรายการ โดย ดร.สรณรัชฎ์กาญจนะวณิชย์
18.30-19.00 น.
ละครสำหรับเด็กและครอบครัว เรื่อง หมีกากบาท (ดัดแปลงจากวรรณกรรมเยาวชนโดยจิมมี่ เหลียว)
เป็นแผลตรงไหน รักษาตรงนั้นเราทุกคนต่างมีบาดแผลของตัวเอง เราจะเรียนรู้และก้าวข้ามไปได้อย่างไร
กำกับการแสดงพี่กิตมะขามป้อม

19.00 – 20.00 น.
การแสดงดนตรี เอี้ยว-ชัยพร นำประทีป
วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2557
13.00-16.30 น.
อบรมเกมศึกษาธรรมชาติ กับ นาโอโกะ มิโยชิผู้เชียวชาญเนเจอร์เกม จากญี่ปุ่น
17.30-18.30 น.
เสวนา 25 วงปีมีใบไม้เป็นครูหัวข้อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมเมืองไทย โดย คุณศศิน เฉลิมลาภ
และชมภาพยนตร์เดินจากแม่วงก์ของเด็กหญิงฟ้าไฟบุญโดยกลุ่มเด็กรักป่า
18.30-20.00 น.
การแสดงดนตรี โดยวงสองวัย

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2557
13.00-16.30 น.
อบรมเกมศึกษาธรรมชาติ กับ นาโอโกะ มิโยชิผู้เชียวชาญเนเจอร์เกม จากญี่ปุ่น
17.30-18.30 น.
เสวนา 25วงปีมีใบไม้เป็นครู หัวข้อสินไซ กับการศึกษาไทย - ลาว

โดย ตัวแทนฝ่ายลาว: อ.ดาราวง กันละยา หัวหน้ากลุ่มสืบทอดมรดกล้านช้างตัวแทนฝ่ายไทย: ท่านเรืองชัย ตราชู ประธานสภาเทศบาลนครขอนแก่นอ.สมบูรณ์ พรหมจารย์ อาจารย์โรงเรียนเทศบาลโนนชัย ดำเนินการเสวนาโดย ผศ.ทรงวิทย์พิมพะกรรณ์ศูนย์ข้อมูลลาวมหาวิทยาลัยขอนแก่น
18.30-20.00 น.
การแสดง สินไซ ไทย-ลาว

วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2557
13.00-16.30 น.
อบรมเกมศึกษาธรรมชาติ กับ นาโอโกะ มิโยชิผู้เชียวชาญเนเจอร์เกม จากญี่ปุ่น
17.30-18.30 น.
กล่าวปาฐกถาปิด โดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ปิติพรหัวหน้างานกลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
18.30-20.00 น.
การแสดงละครหุ่น เด็กเทวดา
การแสดงดนตรีโดย ศุ บุญเลี้ยง

 

ติดตามรายละเอียดได้ที่ FB ๒๕วงปี เด็กรักป่า มีใบไม้เป็นครู

ลงทะเบียนเวิร์คชอปได้ที่ prdinsorsee@hotmail.com

สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.0-2623-2838-9

 

ขุมทองเมืองเลย ไม่มียุติธรรม ไม่มีกากี ไม่มีลายพราง

 

คดีสาธารณะ เรื่องการปกป้องบ้านเกิด ภูเขา แม่น้ำ ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของผู้คน 6 หมู่บ้านจากการทำเหมืองทองที่สร้างผลกระทบยาวนานนับ 10 ปี ด้วยการก่อสร้างกำแพงใจ 3 ครั้ง เป็นเหตุให้ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ฟ้องชาวบ้าน 6 คดี ได้แก่ คดีแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท เลขที่คดีดำ 859/2556, คดีแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 70 ล้าน เลขที่คดีดำ 974/2556, คดีแพ่ง เรียกค่าเสียหาย 150 ล้าน เลขที่คดีดำ 132/2557 และ คดีอาญา เลขที่คดีดำ 4217/2556คดีอาญา เลขที่คดีดำ 4542/2556, คดีอาญา เลขที่คดีดำ อ 615/2557 รวมทั้ง คดีอาญาที่ตำรวจวังสะพุงฟ้องชาวบ้านอีก 22 ราย อีกหนึ่งคดี รวมเป็นคดีทั้งหมด 7 คดี จำนวนชาวบ้านที่ถูกฟ้องทั้งหมด 34 ราย (ฟ้องแพ่งคนตาย 1 ราย ถอนฟ้องคดีแพ่ง/อาญา 1 ราย)

                การตั้งข้อหาชาวบ้าน 32 ราย อย่างน้อย 42 ข้อหา ชาวบ้านจะต้องใช้หลักทรัพย์ในการประกันตัวอย่างน้อยที่สุด 7,560,000 บาท

29 ก.ค. 2557 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเลยประทับรับฟ้องคดีอาญา 2 คดี เลขที่คดีดำ 4217/2556 และ คดีอาญา เลขที่คดีดำ 4542/2556  คดีที่ถูกฟ้องจากการก่อสร้างกำแพงใจ ครั้งที่ 1 และการก่อสร้างกำแพงใจ ครั้งที่ 3 ส่งผลให้ นายสุรพันธุ์ รุจิไชยวัฒน์ (ถูกฟ้องสองคดี) นายสมัย ภักดิ์มี นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ นายเตียม ปีนา นายกองลัย ภักมี นายลำดวน ตองหว้าน นายเภ่า พรหมหาราช นางประนอม นามวงษ์ น.ส.ภัทราภรณ์ แก่งจำปา นางสุ่ม ศรีทอง นางพรทิพย์ หงชัย และนายธานิล ภักมี ชาวบ้านทั้ง 12 คน ต้องคดีตกเป็นผู้ต้องหา โดยมีเงินประกันตัวจากกองทุนยุติธรรมที่โอนมาให้ชาวบ้านสำหรับคดีแรกเพียง 5 ราย

ด้วยการดำเนินงานที่ล่าช้าของกองทุนยุติธรรม ทำให้ชาวบ้านที่เหลือต้องใช้ตำแหน่งราชการ แลโฉนดที่ดินค้ำประกันในการประกันตัว

เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ชาวบ้านใน 6 หมู่บ้าน เริ่มปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้อีกครั้ง และตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค. 2557 เป็นต้นมา ชาวบ้านได้ระดมกันนำโฉนดที่ดินและ น.ส.3 ของตนเองไปประเมินราคาที่กรมที่ดิน เพื่อเตรียมไว้ใช้เป็นกองทุนประกันตัวให้ชาวบ้านทั้งหมดที่โดนฟ้อง จากยอดค่าประกันตัวในคดีอาญาที่เหลือทั้งหมดซึ่งหากใช้เงินสดประกันตัว จะต้องใช้เงินคนละ 90,000 บาท ต่อความผิด 1 ข้อหา แต่หากใช้หลักทรัพย์จะต้องมีมูลค่า 180,000 บาท ต่อ 1 ความผิดข้อหา ต่อ 1 คน

ผ่านไปเพียงสองวัน ยอดรวมราคาประเมินที่ดินจากวันที่ 6 เป็นต้นมา มีชาวบ้านเอาโฉนดไปประเมินราคากว่า 70 ราย แม้ในแต่ละหมู่บ้านจะมีที่ดินที่มีโฉนดอยู่ไม่มาก เป็นที่ดินอยู่อาศัยในหุบเขา เป็นที่ดินเกษตรกรรมราคาแสนถูก แต่รวมๆ แล้ว โฉนดที่ดินที่ทุกคนนำมารวมกันก็มีมูลค่ารวมมากกว่า 10 ล้านบาทแล้ว ความสามัคคีรวมใจของชาวบ้านในครั้งนี้ ทำให้พวกเขาคลายกังวลในเรื่องคดีไปได้มาก เนื่องจากในวันที่ 22 ส.ค.2557 ที่จะถึงนี้ คดีอาญาข้อหาข่มขืนใจที่ตำรวจฟ้องชาวบ้าน 22 ราย อัยการจังหวัดเลยได้นัดหมายชาวบ้านเพื่อแจ้งผลว่า อัยการจะส่งสำนวนฟ้องต่อศาลหรือไม่

ในขณะช่วงเวลาเดียวกัน ความพยายามทุกรูปแบบในการขุดหลุมพรางล่อลวงเพื่อล้างผิดให้เหมืองทองสามารถเปิดดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างถูกต้องและชอบธรรม ท่ามกลางการต่อสู้ด้วยเสียงคัดค้านดังก้องของชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน แต่กลไกอำนาจที่รัฐกับนายทุนได้จับมือร่วมกันออกแบบเป็นขั้นเป็นตอนไว้ก็ยังคงดึงดันเดินหน้าโกหกหลอกลวงชาวบ้านและสังคมต่อไปเรื่อยๆ

ความเข้มข้นทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากการจัดประชาคม 6 หมู่บ้าน เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2557 ที่ชาวบ้านมีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่ยอมรับคณะกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเหมืองทองทั้ง 4 ชุดที่ทหารได้ตั้งขึ้นเพียง 9 วันหลังจากยกกำลังพลนับร้อยเข้ามาปักหลักในหมู่บ้าน โดยทำเสมือนเป็นความลับสูงสุดที่ไม่สามารถบอกกล่าวกับชาวบ้านในพื้นที่ได้

ไม่ยอมรับและไม่เข้าร่วมในการดำเนินงานใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจากคณะกรรมการฯ ที่เป็นคู่กรณีกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง ทำให้การดำเนินงานใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจากคณะกรรมการฯ ดังกล่าวไม่มีความชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น

รวมถึง ไม่ยอมรับในความไม่เป็นธรรมจากผลการศึกษาและตรวจสอบโดยคณะกรรมการฯ ที่ทยอยประกาศออกมาอย่างบิดเบือนข้อมูล เพื่อสร้างหลักฐานว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น แหล่งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำใต้ดิน ตะกอนดินที่ยังมีค่าโลหะหนักเกินมาตรฐาน รวมถึงความเจ็บป่วยด้วยพิษสารโลหะหนักในเลือดของชาวบ้าน มีสาเหตุมาจากธรรมชาติของพื้นที่ที่เป็นแหล่งแร่ ไม่ใช้เพราะการทำเหมืองแร่ที่ขาดความรับผิดชอบ


ช่วงเวลาที่ผ่านมา แกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาตำบล รวมถึงนักศึกษาที่เข้ามาในหมู่บ้าน จึงถูกเรียกบ่อยครั้งด้วยคำสั่งให้ไปรายงานตัวแบบเรียงตัว ไม่เว้นแม้หญิงท้องแก่ที่มีกำหนดคลอดอีกไม่กี่วัน มีการนัดหมายให้ไปประชุม ชี้แจง แจ้งผลจากคณะกรรมการฯ ที่ชาวบ้านไม่ได้ยอมรับต่อการดำเนินการมาตั้งแต่ต้น ต้องตั้งรับกับอำนาจและจิตวิทยาที่ถูกนำมาใช้คุกคามกดขี่ทุกทิศทาง และต้องขบคิดกับลายพรางปริศนาคำขู่ เช่น เลือกทางให้ถูกถ้าอยากอยู่กับลูกกับผัวต่อไป ถ้าไม่ยอมรับจะเจอใบแดง ไม่หยุดต่อต้าน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่รับประกันความปลอดภัย หัวแข็งทำผิดจะจับติดคุก ฯลฯ

พฤติกรรมเหล่านี้ที่นายใหญ่ทั้งหลายได้เริ่มปฏิบัติภารกิจมาตั้งแต่หลังเหตุการณ์ที่ชาวบ้านเพิ่งถูกซ้อม ถูกทุบตี ถูกขู่ฆ่ามาหมาดๆ จากการขนแร่ของบริษัททุ่งคำในคืนโหดวันที่ 15 พฤษภาทมิฬ โดยการกระทำของกองกำลังเถื่อนติดอาวุธที่บัญชาการโดยทหาร และมีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐทุกฝ่ายในจังหวัดที่รับรู้แต่ทำเป็นเมินเฉย

อีกทั้ง ชาวบ้านยังคาดว่า เขาเหล่านั้นคงจะใช้ความรุนแรงกดขี่คุกคามชาวบ้านเพื่อให้ยอมจำนนต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเป้าหมายจะบรรลุ คือ ได้ขนแร่ของเหมืองทองที่เหลือออกไป ได้ฟอกตัวเปิดเหมืองใหม่อีกครั้งด้วยการรับประกันความถูกต้องจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งไม่นานนักก็คงจะมีการเดินหน้าขั้นตอนในการขยายพื้นที่ทำเหมืองออกไปในแปลงประทานบัตรบนภูเหล็ก และตำบลนาโป่ง

ความรู้สึกของชาวบ้าน ณ เวลานี้ มันตอกย้ำว่า ในพื้นที่การต่อสู้ของชาวบ้าน 6 หมู่บ้านที่ปกป้องรักษาแผ่นดินเกิด ไม่เคยมีความยุติธรรม เพราะอำนาจไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง แดง กากี ลายพราง ล้วนถูกนำมาหลอมรวมร่วมกันด้วยความโลภกระหาย

ไม่ว่าจะแลกมาด้วยน้ำตา ความเจ็บปวด ความตายของชาวบ้านซักกี่คน ภูเขา ที่ดิน แม่น้ำ ธรรมชาติ ในสายตาของทุนทุกหน้า ทุกยุค ล้วนมองเห็นแค่ผลประโยชน์และกำไรจากการทำเหมืองแร่

ตลอดมารัฐบาลทุกรัฐบาลจึงใช้ข้ออ้าง การทำเหมืองแร่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นคำขาด นายทุนเหมืองทองก็อ้างว่า เหมืองทองเมืองเลยดำเนินการมาโดยรัฐบาลเชิญชวนให้มาลงทุน และรัฐบาลก็เป็นหุ้นส่วนในบริษัทฯมาตั้งแต่เริ่มแรก ส่วนหน่วยงานรัฐ เช่น กรมอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่ ส.ป.ก. ป่าไม้ อุตสาหกรรมจังหวัด จังหวัด อบต. ก็เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ทุกฝ่ายล้วนได้ผลประโยชน์ทั้งทางตรง ทางอ้อม ทางลับ จากการทำเหมืองมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดสำหรับสถานการณ์ล่อลวงพรางอีกครั้งในวันนี้ คณะกรรมการ 4 ชุด ได้เปิดประชุมเพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวแทนชาวบ้านจาก 6 หมู่บ้าน กับ นายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของทุ่งคำ ได้เจรจาตกลงกัน

ผลย่อมเป็นที่ทุกฝ่ายคาดหมายไว้ก่อนหน้าแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภา อบต. หรือชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ไม่ว่าใครก็ตามที่ไปเข้าร่วมประชุม ทุกคนจะยืนยันร่วมกันในทุกครั้งให้เหมืองทองถอนประทานบัตร ปิดกิจการ และย้ายโรงงาน-เครื่องจักรทุกอย่างออกไปจากพื้นที่ โดยมีประโยคสะท้อนใจที่กล่าวไว้ว่า คืนความสุขของพวกเรามา

ส่วนข้ออ้างจากฝ่ายเหมืองทองที่นายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล ได้กล่าวว่า  เหมืองทองได้ลงทุนไปมากแล้ว เหมืองทองได้ทำเหมืองมาโดยถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ รวมไปถึงท่วงท่าและวาจาที่ข่มขู่ทุกครั้งว่าจะฟ้องคดีแกนนำชาวบ้านเพิ่ม และใช่คำว่า ไม่เป็นคำตอบเดียวต่อข้อเสนอ 6  ข้อของชาวบ้าน

ด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งที่ชัดเจน ฝังลึก และแผ่ขยายพื้นที่ออกไปอย่างกว้างขวางโดยใช้เวลาหมักหมมมายาวนานขนาดนี้ การแก้ปัญหาผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำที่ใครคิดว่าจะใช้อำนาจ ใช้คำสั่งการ ใช้กระบวนการขั้นตอนลวกๆ หยาบๆ ง่ายๆ คงต้องคิดใหม่ให้มาก และอาจจะถึงเวลาต้องเตรียมใจไว้ที่จะยอมรับความคิดเห็นและความต้องการของชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ด้วยความจริงใจและความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ที่เกิดขึ้น

วันนี้ ถ้อยคำจากหัวใจของชาวบ้านที่กำลังแผ่ขยายกว้างออกไปอย่างเข้มแข็งใน 6 หมู่บ้าน

เราจะบันทึกประวัติศาสตร์ไปเรื่อยๆ ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวบ้านที่รักษาแผ่นดินเกิด

ชาวบ้านที่ยืนยันต่อสู้ด้วยลำแข้งของตัวเองจนถูกฟ้อง 7 คดี เรียกค่าเสียหาย 270 ล้านบาท

ชาวบ้านที่ถูกขู่ฆ่าถูกมัดซ้อมทรมานโดยกองกำลังเถื่อนที่เหมืองทองจ้างมาขนแร่

ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวบ้านฅนรักษ์บ้านเกิด ที่ร่วมกันเอาโฉนดแผ่นดินเกิดมาวางเป็นกองทุนเพื่อประกันตัวชาวบ้านที่ถูกเหมืองฟ้อง

เพื่อรักษาแผ่นดินเกิด เราจะไม่หยุดต่อสู้ไม่ว่ากับใครหน้าไหนก็ตาม เราจะบันทึกประวัติศาสตร์ของเราไปเรื่อยๆ

และถ้อยคำเหล่านี้ล้วนเป็น ข้อเท็จจริง ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่จะมีใครมาสั่งการ หลอกลวง บังคับ กำหนด ควบคุมอีกหรือไม่  

เช่นเดียวกับคำพูดของชาวบ้าน ประวัติศาสตร์กำลังถูกบันทึกไปเรื่อยๆ และกาลเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ว่าเรื่องราวนี้จะจบเช่นไร

คณะกรรมการทหารตั้ง 4 ชุดยังดึงดันทำงานต่อ นายอำเภอนัดชี้แจงวันที่6นี้ชาวบ้านรอบเหมืองทองประกาศอีกรอบ ไม่เข้าร่วม

 รายงานจากพื้นที่รอบเหมืองทองคำ 4 สิงหาคม 2557 วานนี้ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ได้รับข่าวสารจากผู้ใหญ่บ้านว่า นายอำเภอวังสะพุงได้นัดประชุมชาวบ้าน6หมู่บ้านเพื่อชี้แจงรายละเอียดตามข้อเสนอ6ข้อของชาวบ้าน ได้แก่ (1) เพิกถอนประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ ทั้ง 6 แปลง บนภูทับฟ้า-ภูซำป่าบอน (2) เพิกถอนใบอนุญาตประกอบโลหะกรรมและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบโลหะกรรมทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการแต่งแร่ แยกแร่ ลอยแร่ ถลุงแร่ ฯลฯ จนการผลิตในขั้นตอนสุดท้าย (3) เคลื่อนย้ายเครื่องจักร อุปกรณ์ สำนักงาน และอื่นๆ ทั้งหมด ออกไปจากเขตเหมืองแร่หรือเขตประทานบัตร(4) ขนสินแร่ทั้งที่ยังไม่ได้แต่ง และแต่งแล้วออกจากเขตเหมืองแร่หรือเขตประทานบัตรทั้งหมด (5) ทำการปิดเหมืองเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ สุขภาวะ อนามัยและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน (6)ให้ทำการเยียวยาประชาชน 6 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำทุกด้านโดยทางอำเภอ คณะกรรมการฯ และอนุกรรมการฯ 4 ชุดจะลงพื้นที่ในวันที่ 6 สิงหาคม 2557 เพื่อประชุมชี้แจงในขั้นตอนและรายละเอียดว่า ข้อเสนอของชาวบ้าน 6 ข้อ แต่ละข้อจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนหรือจะสามารถดำเนินการอะไรที่ทำได้หรือไม่ได้บ้าง 

 

ทั้งนี้ ทางอำเภอได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านแต่ละบ้านพาชาวบ้านมาหมู่บ้านละ 20 คนเพื่อรับฟังคำชี้แจงในช่วงเช้าส่วนช่วงบ่ายทางอำเภอและคณะกรรมการฯจะประชุมกับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ซึ่งหลังจากการประชุมในวันที่ 6 แล้วจะมีการนัดเจรจาสองฝ่ายในวันที่13 สิงหาคม 2557 เพื่อหาข้อตกลงระหว่างชาวบ้านกับเหมืองทองคำ 

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากทราบข่าว กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดและชาวบ้าน6 หมู่บ้านได้ประชุมปรึกษาหารือกันและมีมติจะไม่เข้าร่วมประชุมกับอำเภอและคณะกรรมการฯ ดังกล่าว ในวันที่6สิงหาคมนี้เพราะความต้องการของชาวบ้านยืนยันที่ข้อเสนอ6ข้อเหมือนเดิมอีกทั้งคณะกรรมการฯ4ชุดที่แต่งตั้งขึ้นโดยทหารการจัดประชาคมหรือประชุมโดยทหารและคณะกรรมการ4ชุดที่ผ่านมาและผลการตรวจสอบการศึกษาที่เกิดขึ้นทั้งหมดภายใต้คณะกรรมการ4ชุดนี้ที่มีการรายงานผลทยอยออกมาชาวบ้านไม่ยอมรับด้วยเหตุผลเพราะเป็นหน่วยงานที่เป็นคู่ขัดแย้งกับชาวบ้านในประเด็นปัญหาผลกระทบจากเหมืองทองมาตลอดมีการดำเนินการที่ขาดความโปร่งใสบิดเบือนข้อมูล และไม่ยอมรับในหลักการการมีส่วนร่วมของชาวบ้านผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการทำเหมืองมานานนับสิบปี

 

และมาถึงวันนี้ชาวบ้านได้มองเห็นท่าทีของทหารและการดำเนินงานของข้าราชการที่ได้ทำงานร่วมกันมาชัดเจนแล้วว่าทุกฝ่ายต้องการจะให้เหมืองทองเปิดดำเนินการต่อไปส่วนทหารที่เข้ามาปักหลักประจำอยู่ในหมู่บ้าน ก็มาทำภารกิจเพื่อจะให้ชาวบ้านยอมรับให้เหมืองทองสามารถดำเนินการต่อไปได้ เนื่องจากเพียง 9 วันหลังจากทหารยกกองกำลัง 120 นาย เข้ามาประจำในหมู่บ้าน ก็มีคำสั่งจากกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเลย/จังหวัดทหารบกเลย โดย พล.ต.วรทัต สุพัฒนานนท์ ที่แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวขึ้นมาแล้วโดยไม่มีการปรึกษาหารือกับชาวบ้านในพื้นที่แต่อย่างใดอีกทั้งในช่วงเวลานั้น กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดมีคำถามถึงหนังสือคำสั่งจากทหารหลายครั้ง เพื่อขอดูคำสั่งในการปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจของทหารที่เข้ามาประจำยังหมู่บ้าน เนื่องจากเกรงว่าทหารจะไม่ได้เข้ามาปฏิบัติภารกิจในการรักษาความปลอดภัยของชาวบ้านตามที่ชาวบ้านได้ร้องขอ แต่ทหารก็ไม่ได้ตอบคำถามไม่ได้แสดงหนังสือคำสั่งดังกล่าว และยังดำเนินการตามขั้นตอนที่มีการวางแผนไว้แล้วอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เหมืองทองคำสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ผู้ประกอบการได้ทำเหมืองแร่โดยขาดความรับชอบและสร้างความเดือดร้อนเจ็บป่วยให้กับชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงการที่เหมืองทองได้ทำการขนแร่โดยทำร้ายชาวบ้านในคืนวันที่ 15พฤษภาคม ที่ผ่านมาก็แทบจะไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทั้งๆ ที่มีหลักฐานอย่างชัดเจน

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้ส่งหนังสือถึง พล.ต.วรทัต สุพัฒนานนท์ อีกครั้ง เพื่อชี้แจงว่า การแสดงจุดยืนของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดและประชาชน6หมู่บ้านที่ผ่านมานั้นไม่ได้มีเจตนาเป็นอื่นแต่เพื่อปกป้องภูเขาแม่น้ำซึ่งเป็นระบบนิเวศที่มีความซับซ้อนเอื้อประโยชน์กับประชาชน6หมู่บ้านในการดำรงชีวิตเท่านั้น

 

อีกทั้งหากพิจารณาข้อเสนอหรือแนวทางของทหารที่ได้เคยกล่าวกับชาวบ้านไว้ คือ (1) ขนเครื่องจักร (2) ขนแร่ (3) ปิดเหมืองฟื้นฟูก็มีความคล้ายคลึงกันกับข้อเสนอ6ข้อของชาวบ้านสามารถนำไปทำเพื่อให้เกิดความสุขกับประชาชน6หมู่บ้านได้การส่งหนังสือในครั้งนี้เพื่อขอให้ทหารให้คำยืนยันแนวทาง3ข้อนั้นอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าแนวทางดังกล่าวคือความจริงใจของทหารที่ต้องการจะแก้ปัญหาร่วมกับประชาชน6หมู่บ้านเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันในการจัดประชุมที่จะเกิดประโยชน์และตั้งอยู่บนความต้องการตามข้อเสนอ6ข้อของประชาชนอย่างแท้จริง

 

 

ความเป็นมา ลำดับเหตุการณ์ เหมืองแร่ทองคำ จังหวัดเลย

 

29 ก.ค. 2557

ศาลจังหวัดเลยรับฟ้องคดีอาญา (บ.ทุ่งคำฟ้องชาวบ้าน)

เลขที่คดีดำ 4217/2556 (กำแพงใจ 1) สมัย ภักดิ์มี/ สุรพันธุ์ รุจิไชยวัฒน์/ วิรอน รุจิไชยวัฒน์/ เตียม ปีนา/ กองลัย ภักมี/ ลำดวน ตองหว้าน

และ คดีอาญา เลขที่คดีดำ 4542/2556  (กำแพงใจ 3)สุรพันธุ์ รุจิไชยวัฒน์/ เภ่า พรหมหาราช/ ประนอม นามวงษ์/ ภัทราภรณ์ แก่งจำปา/ สุ่ม ศรีทอง พรทิพย์ หงชัย/ ธานิล ภักมี

*ชาวบ้านประกันตัวด้วยกองทุนยุติธรรม คดีอาญา 50 ล้าน และใช้ตำแหน่ง อบต. และโฉนดที่ดินค้ำประกันประกันตัว 1 คดี

24-27 ก.ค. 2557

ทหารเรียกแกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด-นักศึกษากลุ่มดาวดินรายงานตัวและชี้แจงเพื่อปรับทัศนคติ เรื่องหนังสือคัดค้านคณะกรรมการ 4 ชุดที่ทหารแต่งตั้ง เข้าข่ายเป็นการบิดเบือนข้อมูลและอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด  เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของทหาร ส่วนการทำเวทีประชาคม 6 หมู่บ้านเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 57 ถือเป็นการไม่ให้เกียรติข้าราชการ ฝ่าฝืนคำสั่งของ คสช.ชาวบ้าน494 คนที่มาลงชื่อร่วมเวทีนี้ ถือว่าแกนนำกลุ่มฯ ได้สร้างปัญหาและพาชาวบ้านกระทำความผิด  เพราะหนังสือคัดค้านคณะกรรมการ 4 ชุดที่ทหารแต่งตั้งก็ถือเป็นการต่อต้าน คสช.ทั้งนี้ ทหารกล่าวว่า ปัญหาต้องยุติ จะมีเวทีเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาและดำเนินการตามความต้องการของแต่ละฝ่ายหากปัญหาใดไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างลงตัวก็มีความจำเป็นต้องนำกฎอัยการศึกเข้ามาบังคับใช้ และจะห้ามเด็ดขาดไม่ให้คนนอกเข้าพื้นที่จนกว่าปัญหาจะยุติ

 

สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเลยซึ่งได้รับมอบหมายให้มีบทบาท และ ภารกิจในการดูแลสุขภาพอนามัยของพนักงานบริษัท ทุ่งคำ จำกัดได้จัดให้มีการตรวจสุขภาพพนักงานประจำปี 2557 และตรวจสุขภาพพนักงานกลุ่มเสี่ยง ตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554 ประกาศผลการตรวจสุขภาพของพนักงานบริษัททั้งหมด จำนวน 290 คนปรากฏว่าไม่พบความผิดปกติ

23-24 ก.ค.2557

ทหารเรียกแกนนำ ส.อบต. ผู้ใหญ่บ้าน ปรามเป็นครั้งสุดท้าย เรื่องไม่ให้คัดค้าน คณะกรรมการ 4 ชุดที่ทหารตั้งขึ้นนการ็นกา

 

21 ก.ค. 2557

รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และอุตสาหกรรมจังหวัดเลย ลงพื้นที่แจ้ง ประกาศผลการตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพน้ำ รวมถึงเปิดแผนฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ให้ชาวบ้านรับรู้แต่ชาวบ้าน และกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดไม่เข้าร่วมประชุม และได้ส่งตัวแทนยื่นหนังสือต่อรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษที่วัดศรีสะอาด บ้านห้วยผุก เรื่อง (1) ไม่ยอมรับคณะกรรมการ 4 ชุด ที่ทางทหารตั้งขึ้น พร้อมหนังสือไม่ยอมรับคณะกรรมการดังกล่าวที่ส่งให้กับหน่วยงานต่างๆ ไปก่อนหน้านี้(2) รายงานการประชุมจากมติประชาคมไม่ยอมรับคณะกรรมการ 4 ชุดจากชาวบ้าน ชาวบ้าน 494 คน ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2557

18 ก.ค. 2557

มีการจัดประชาคมกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน (จัดโดยคณะกรรมการที่คัดเลือกโดยชาวบ้าน) เพื่อลงมติในสองประเด็นหลัก 1. การไม่เห็นด้วยและคัดค้านคณะกรรมการ 4 ชุดที่ทหารและข้าราชการจังหวัดเลยจัดตั้งขึ้น 2.การยืนยัน ข้อเสนอ 6 ข้อ ของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน มีชาวบ้าน 494 คน มาลงทะเบียนในบริเวณจัดงาน อีกทั้งยังมีข้าราชการจากจังหวัดที่เกี่ยวข้อง และนายทหารที่มาเข้าร่วมสังเกตการณ์ ประชามติเป็นเอกฉันท์ (1) ยืนยันความต้องการซึ่งเป็นจุดยืนของชาวบ้าน ด้วยข้อเสนอ 6 ข้อ ที่เคยเสนอกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและทหารมาแล้วหลายครั้ง และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ คสช. นำไปปฏิบัติอย่างเร่งด่วน โดยไม่ยอมรับข้อเสนอของทหาร และเหมืองทองคำ (2) ไม่ยอมรับคณะกรรมการทั้ง 4 ชุด ที่ทหารและข้าราชการจังหวัดเลยได้แต่งตั้งขึ้น

10 ก.ค. 2557

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้บังคับบัญชาทหารบกจังหวัดเลย กอรมน.เลย ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรื่องไม่ยอมรับการแต่งตั้งและผลการดำเนินงานของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเหมืองทองคำจังหวัดเลยทั้ง 4 ชุดที่แต่งตั้งโดยผู้แทนทหาร คสช. และขอให้เริ่มต้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาเรื้อรังจากการทำเหมืองแร่ทองคำตามแนวทางข้อเสนอของประชาชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด โดยเรียงลำดับการดำเนินงานเป็นข้อๆ ดังนี้ (1) เพิกถอนประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ ทั้ง 6 แปลง บนภูทับฟ้า-ภูซำป่าบอน (2) เพิกถอนใบอนุญาตประกอบโลหะกรรมและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบโลหะกรรมทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการแต่งแร่ แยกแร่ ลอยแร่ ถลุงแร่ ฯลฯ จนการผลิตในขั้นตอนสุดท้าย (3) เคลื่อนย้ายเครื่องจักร อุปกรณ์ สำนักงาน และอื่นๆ ทั้งหมด ออกไปจากเขตเหมืองแร่หรือเขตประทานบัตร(4) ขนสินแร่ทั้งที่ยังไม่ได้แต่ง และแต่งแล้วออกจากเขตเหมืองแร่หรือเขตประทานบัตรทั้งหมด (5) ทำการปิดเหมืองเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ สุขภาวะ อนามัยและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน (6)ให้ทำการเยียวยาประชาชน 6 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำทุกด้าน

9 ก.ค. 2557

ประกาศจังหวัดเลย เรื่องผลการตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพน้ำบริเวณโดยรอบ บ.ทุ่งคำ จำกัดที่ได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำ เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2557 จากจุดเก็บตัวอย่าง 7 จุด คือ น้ำประปาบาดาล หมู่ที่ 7 บ้านกกสะทอน, บ่อน้ำตื้น หมู่ 3 บ้านนาหนองบง, น้ำประปาบาดาล หมู่ที่ 3 บ้านนาหนองบง , น้ำประปาบาดาล หมู่ที่ 12 บ้านโนนผาพุง, น้ำประปาบาดาล หมู่ที่ 1 วัดศรีสะอาด, น้ำประปาบาดาล หมู่ที่ 13 บ้านภูทับฟ้า และ บ่อน้ำประปาบาดาลหมู่ที่ 2 วัดศรีสว่างจอมแจ้ง โดยหน่วยงานที่ตรวจสอบวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำประกอบด้วย กรมควบคุมมลพิษ, กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ ปรากฏว่าพบสารหนู และแมงกานีส ไม่เกินค่ามาตรฐานไม่มีสารโลหะหนักเพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บตัวอย่างน้ำที่ผ่านมา

7 ก.ค. 2557

ทหารและข้าราชการเรียกประชุมประชาคมหมู่บ้าน โดยคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งประสานงานแต่งตั้งโดยทหาร และมีนายภานุ แย้มศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลยเป็นประธาน ชาวบ้าน 300 คน จาก 6 หมู่บ้านได้เดินทางไปยังบริเวณจัดงาน อ่านแถลงการณ์ ไม่ร่วมประชาคม ไม่ยอมรับคณะกรรมการ 4 ชุดที่ทหารแต่งตั้ง

27 มิ.ย. 2557

พันเอกสวราชย์ แสงผล รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 8 รายงานสถานการณ์ความคืบหน้าการดำเนินงานของทหาร 1. หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากส่วนกลางได้เก็บข้อมูลผลกระทบรอบบริเวณเหมืองแร่ทองคำแล้ว เช่น กรมควบคุมมลพิษ ได้ลงพื้นที่มาเก็บตัวอย่างน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน ตะกอนดิน 2. ทหารได้ประสานงานให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ 4 ชุด เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนและผลกระทบเหมืองแร่

20 มิ.ย. 2557

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ยื่นข้อเสนอความจากต้องการของกลุ่มฯ 5 ข้อ ต่อทหาร (1) เพิกถอนประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำของบริษัทฯ ทั้ง 6 แปลง บนภูทับฟ้า-ภูซำป่าบอน (2) เพิกถอนใบอนุญาตประกอบโลหะกรรมและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบโลหะกรรมทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการแต่งแร่ แยกแร่ ลอยแร่ ถลุงแร่ ฯลฯ จนการผลิตในขั้นตอนสุดท้าย (3) เคลื่อนย้ายเครื่องจักร อุปกรณ์ สำนักงาน และอื่นๆ ทั้งหมด ออกไปจากเขตเหมืองแร่หรือเขตประทานบัตร(4) ขนสินแร่ทั้งที่ยังไม่ได้แต่ง และแต่งแล้วออกจากเขตเหมืองแร่หรือเขตประทานบัตรทั้งหมด (5) ทำการปิดเหมืองเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ สุขภาวะ อนามัยและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยข้อเสนอทั้ง 5 ข้อ ต้องเป็นตามขั้นตอน1 2 3 4 5จะข้ามขั้นตอนไม่ได้

18 มิ.ย. 2557

มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกในหมู่บ้าน ห้ามไม่ให้ชาวบ้านประชุม

เพียง 9 วันหลังจากทหารยกกองกำลัง 120 นาย เข้ามาประจำในหมู่บ้าน มีคำสั่งกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเลย/จังหวัดทหารบกเลย โดย พล.ต.วรทัต สุพัฒนานนท์ ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเลย/จังหวัดทหารบกเลย แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง อันเนื่องมาจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ และคณะอนุกรรมการสนับสนุนการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำภูทับฟ้า ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย มีกรรมการและอนุกรรมการเป็นทหาร ผู้ว่าฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานราชการในจังหวัดที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมใดๆ ไม่มีนักวิชาการจากสถาบันการศึกษา หรือผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือ โดยให้คณะกรรมการและอนุกรรมการมีหน้าที่ในการรวบรวมข้อเท็จจริง ข้อพิจารณาทั้งในเชิงสาเหตุ ผลกระทบ ความต้องการของประชาชนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ความต้องการและขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ การกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหา การเจรจา และดำเนินการอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาระหว่างผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างยั่งยืน

12 มิ.ย. 2557

คณะกรรมการสิทธิส่งหนังสือถึง คสช. ชี้แจงข้อมูลกรณีผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำ เหตุการณ์ความรุนแรงจากการขนแร่ในคืนวันที่ 15 และการข่มขู่คุกคามชาวบ้าน

กพร.ทำหนังสือชี้แจงหลังจากคณะกรรมการสิทธิฯ มีหนังสือชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการร้องเรียนการทำเหมืองแร่ทองคำ ของบ.ทุ่งคำ ถึง คสช. โดย กพร. ยกผลการสำรวจการกระจายตัวและแหล่งที่มาการปนเปื้อนโลหะหนักในเขตพื้นที่แหล่งแร่ทองคำภูทับฟ้าของสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อมจุฬาฯที่กพร.ว่าจ้างให้ทำเมื่อสิงหาคม 2555-2556สรุปสาระสำคัญ คือ (1) การทำเหมืองของบ.ทุ่งคำ ไม่มีการเปลี่ยนเส้นทางน้ำ (2) ไม่มีการปล่อยน้ำออกสู่ภายนอกพื้นที่โครงการ (3) สารหนู แมงกานิส โลหะหนัก แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในประมาณสูงตามธรรมชาติอยู่แล้ว (4) ผลการตรวจรักษาผู้ป่วย แพทย์ไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด (5) หลังมติครม.วันที่ 8 ก.พ. 2554 กพร.ได้ชะลอการขยายพื้นที่ใหม่และไม่ได้มีการอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำเพิ่มเติม (6) ปัจจุบันผลการะวิเคราะห์ไม่พบว่ามีไซยาไนด์ปนเปื้อนออกจากพื้นที่ประทานบัตร (7) โลหะหนักที่ตรวจพบมีการแพร่กระจายอยู่แล้วตามธรรมชาติ (8) การวิเคราะห์ความเหมาะสมทางธุรกิจของโครงการเป็นการศึกษาเชิงเศรษฐกิจที่สามารถประเมินมูลค่าต่างๆ ได้อย่างชัดเจน แต่การเปรียบเทียบกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นทฤษฎีทางสังคมที่ยังไม่เคยมีการศึกษามูลค่าต่างๆ ในเชิงเศรษฐกิจมาก่อน (9) การขนแร่ (คืน 15 พฤษภาทมิฬ) ได้รับอนุญาตขนแร่จากอุตสาหกรรมจังหวัดเลยอย่างถูกต้อง การปะทะกันของชาวบ้านกับกลุ่มชายฉกรรจ์เกิดจากชาวบ้านไม่ยอมให้มีการขนแร่ออกจากเหมืองแร่ (10) กพร.ได้แจ้งให้กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดเสนอชื่อนักวิชาการเข้าร่วมศึกษาข้อมูลร่วมกับ กพร. แต่ไม่มีการตอบรับหรือเสนอชื่อจากกลุ่มฯ

*สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อมจุฬารายงานผลการสำรวจการกระจายตัวและแหล่งที่มาการปนเปื้อนโลหะหนักในเขตพื้นที่แหล่งแร่ทองคำภูทับฟ้าต.เขาหลวงอ.วังสะพุงจ.เลยเพื่อศึกษาและวิเคราะห์การแพร่กระจายสาเหตุของการปนเปื้อนโลหะหนักและประเมินการปนเปื้อนของโลหะหนักในเขตพื้นที่แหล่งแร่ทองคำซึ่งเก็บตัวอย่างในปี2555 (พงศ์ศักดิ์วัฒนสินธุ์) เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม2556ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างโดยสรุป (1) พบสารหนูและแมงกานีสที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำและน้ำบาดาลเกินค่ามาตรฐานทั้ง3 ลุ่มน้ำในพื้นที่ได้แก่ลุ่มน้ำฮวยลุ่มน้ำห้วยผุกลุ่มน้ำห้วยเหล็ก (2) น้ำผิวดินและน้ำใต้ดินพบค่าความเข้มข้นเกินมาตรฐานของสารหนูไซยาไนด์และตะกั่วส่วนแมงกานีสเกินมาตรฐานในบางสถานี (3) สารหนูและไซยาไนด์ในน้ำผิวดินส่วนใหญ่เกินมาตรฐานในพื้นที่เหมืองและบางสถานีนอกพื้นที่ประกอบกิจกรรมเหมืองอีกทั้งในช่วงฤดูฝนจะพบไซยาไนด์เกินมาตรฐานน้าผิวดินหลายจุดนอกพื้นที่เหมือง (4) บ่อบาดาลอื่นๆในเหมืองและบ่อกักเก็บตะกอนกากแร่มีค่าไซยาไนด์สารหนูแมงกานีสและทองสูงเกินมาตรฐานเช่นกันแต่การศึกษาสำรวจในครั้งนี้ไม่มีบทสรุปจากนักวิชาการว่าการปนเปื้อนของโลหะหนักและไซยาไนด์ที่เกินค่ามาตรฐานมีสาเหตุมาจากการทำเหมืองแร่โดยการศึกษาสรุปว่าการปนเปื้อนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของพื้นที่

ทหารขอชาวบ้านเพื่อเคลียร์พื้นที่ทำความสะอาดบริเวณสี่แยกกำแพงใจ ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุจุดหนึ่งในเหตุการณ์ คืน 15 พฤษภาทมิฬ และเกี่ยวข้องกับคดีความอาญาและแพ่งทั้งหมด 7คดีที่ บ.ทุ่งคำได้ฟ้องร้องชาวบ้าน 33คน โดยเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 270ล้านบาท ซึ่งชาวบ้านได้ปฏิเสธไม่ให้ทหารทำการกระทำดังกล่าว และได้ถามบทบาทของทหารอีกหลายครั้ง รวมทั้งขอดูหนังสือคำสั่งเพื่อความชัดเจนว่า ทหารมาปฏิบัติภารกิจอย่างไรบ้างในพื้นที่ แต่ทหารไม่ได้ตอบและไม่ให้ดูหนังสือคำสั่งแต่อย่างใด

9 มิ.ย.2557

ทหาร 120 นาย ยกพลเข้าหมู่บ้าน ประกาศผ่านสื่อ “เพื่อความปลอดภัยของทั้งชาวบ้านและฝั่งเหมืองทอง” และ “เพื่อสร้างความปรองดอง” ดังนั้น ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง นักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ หยุดการทำงานและให้ออกไปให้หมดจากพื้นที่ในทันที เพื่อให้พื้นที่เหลือเฉพาะชาวบ้านกับฝ่ายเหมืองทองเท่านั้น

6 มิ.ย.2557

ทหารนัดคุยแกนนำกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ทหารแจ้งข้อเสนอ 5 ข้อ ของบ.ทุ่งคำที่เสนอผ่านนายทหาร (1) บริษัท บ.ทุ่งคำ จำกัด ขอขนแร่ทั้งหมดในสต๊อก (2) บ.ทุ่งคำขอขนอุปกรณ์เครื่องจักรทั้งหมดออก (3)บ.ทุ่งคำจะปิดกิจการชั่วคราว (4)บ.ทุ่งคำจะทำการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด จากผลกระทบการทำเหมืองแร่ (5)บ.ทุ่งคำ จะฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม ภายหลังหยุดกิจการ ทั้งนี้ บ.ทุ่งคำถอนคดีทั้งหมด 7 คดี บ.ทุ่งคำทำเหมืองถูกต้อง ต้องให้เขาขนแร่ทั้งหมดออกไปรวมทั้งให้ขนย้ายเครื่องจักรออกไป จากนั้นจะปิดเหมือง แต่เรื่องการเพิกถอนประทานบัตร ทางทหารจะไม่ยกเลิก แต่จะปล่อยทิ้งไว้ 25 ปีจนหมดอายุประทานบัตร โดยจะมีการทำ MOU และมีหน่วยงานเข้ามาดูแลจนหมดอายุประทานบัตร

ชาวบ้านแจ้งความต้องการที่ต่อสู้คัดค้านเหมืองมา 7 ปี คือ ให้เพิกถอนประทานบัตรของบ.ทุ่งคำ ปิดเหมือง ฟื้นฟู

3 มิ.ย. 2557

คดีอาญา กำแพงใจ 2 ศาลไม่ไต่สวนมูลฟ้อง แต่ให้ทำการเจรจาไกล่เกลี่ยกับคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยให้คู่ความทั้งสองฝ่ายเจรจากัน มีคนกลางคือ นายวิชัย เตชะศิริสวัสดิ์ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเลย และ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนนายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล เสนอจะถอนคดีชาวบ้านทั้งหมด 6 คดี แลกกับการขนแร่ทั้งหมดออกจากเหมืองทองคำและขนย้านเครื่องจักรบางส่วนออกจากเหมือง(แร่คงคลังของ บ.ทุ่งคำ แร่สำรอง 241,600 ตัน แร่ยังไม่แต่ง 31,369 ตัน แร่แต่งแล้ว 1,942.54 ตัน ที่ทุ่งคำขออนุญาตขนเองใน คืน 15 พฤษภาทมิฬ ขนไปได้ 300 ตัน ขนไม่ทัน176 ตัน) กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ไม่รับ แต่เสนอให้ทุ่งคำถอนประทานบัตรทั้งหมด ปิดเหมือง ฟื้นฟูการเจรจาล่ม

คณะกรรมการสิทธิฯ จัดประชุมไต่สวน กรณีการขนแร่ในคืน 15 พฤษภาทมิฬ ที่ศาลากลางจังหวัดเลยกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด แถลงข่าวเรียกร้องให้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานที่มีอำนาจทั้งหมด (1) ออกคำสั่งหรือดำเนินการใดๆ อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ กพร. และอุตสาหกรรมจังหวัดเลย ระงับหรือเพิกถอนใบอนุญาตขนแร่ และใบอนุญาตซื้อ-ขายแร่ ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในทันที เนื่องจากการขนแร่ และการซื้อ-ขายแร่ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้ทำให้ชาวบ้านทั้ง 6 หมู่บ้าน ตกอยู่ในอันตราย และถูกทำร้าย อยู่ในอาการวิตก หวาดกลัว ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติสุขได้อีกต่อไป (2) ให้ความคุ้มครองชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน แกนนำ พยาน และผู้เสียหาย ที่ถูกทำร้ายร่างกายจากการขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในคืนที่ 15 พฤษภาคม 2557 อย่างเร่งด่วน (3) ให้เร่งดำเนินการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการทางกฎหมายภายใน 15 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระทำผิดซ้ำ

ทุ่งคำประกาศหยุดกิจการชั่วคราว เป็นระยะเวลา 90 วันนับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2557 อ้างชาวบ้านปิดทางเข้าเหมือง

1 มิ.ย. 2557

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ส่งจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนายการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเลย ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พล.ต.ต.ศักดิ์ดา วงศ์ศิริยานนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดเลย พ.ต.อ.สมชาย ศรีคำแดง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอวังสะพุง ขอความคุ้มครองชาวบ้าน พยานและผู้เสียหาย กรณีคดี คืน 15 พฤษภาทมิฬเนื่องจาก มีมือปืนเข้ามายิงขู่ชาวบ้านรอบๆ หมู่บ้าน และแกนนำ 8 คน ถูกตั้งค่าหัว จ้างวานสังหาร หัวละ 3 แสนบาท

27 พ.ค. 2557

หลังการประกาศกฎอัยการศึกและมีการรัฐประหาร กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ส่งจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (1) ขอให้เร่งดำเนินการตรวจสอบนายทหารนอกรีต ทั้งที่ปลดประจำการแล้ว และอยู่ระหว่างรับราชการ ที่เป็นตัวการและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนแร่ของ บริษัท บ.ทุ่งคำ จำกัด อย่างเร่งด่วน โดยให้มีการลงโทษอย่างสูงสุดทั้งทางวินัยและดำเนินคดีอาญาหากพบความผิด (2) ขอให้ใช้อำนาจโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนใน 6 หมู่บ้านที่ถูกทำร้ายอย่างทารุณจากการขนแร่ของ บริษัท บ.ทุ่งคำ จำกัด ในเหตุการณ์ “คืน 15 พฤษภาทมิฬ” และเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องจากการข่มขู่คุกคามประชาชนในหมู่บ้านเพื่อขอขนแร่ โดย พล.ท.ปรเมษฐ์ ป้อมนาค พ.ท.ปรมินทร์ ป้อมนาค และพวก โดยออกคำสั่งระงับการออกใบอนุญาตขนแร่ และระงับการขนแร่ทั้งหมดของ บริษัท บ.ทุ่งคำ จำกัด เอาไว้ก่อน จนกว่าจะมีการไต่สวนข้อเท็จจริง และมีการเอาผิดทางกฎหมายต่อผู้กระทำผิดและผู้รับผิดชอบให้เป็นที่เปิดเผยอย่างกระจ่าง (3) ขอให้มีคำสั่งไม่ให้มีการใช้อำนาจหรือข้ออ้างภายใต้สถานการณ์การประกาศกฎอัยการศึก โดยห้ามไม่ให้ทหารเกี่ยวข้องพัวพันกับการขนแร่ของ บริษัท บ.ทุ่งคำ จำกัด และใช้ความรุนแรงหรือปราบปรามประชาชนที่ต้องปกป้องความปลอดภัยของตนเอง และปกป้องสิทธิชุมชนในการคัดค้านเหมืองแร่ทองคำ ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนใน 6 หมู่บ้านเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด

23 พ.ค. 2557

สภ.วังสะพุงแจ้งว่ามีการออกหมายจับ พันโทปรมินทร์ ป้อมนาค และนายดลชัย อาจแก้ว พนักงานเหมืองทอง ส่วน พล.ท.ปรเมษฐ์ ป้อมนาค ตำรวจได้ขอให้ศาลออกหมายจับ แต่เหตุผลด้วยความเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง ศาลจึงออกหมายเรียกให้มารายงานตัว ถ้าไม่มาจึงจะออกหมายจับ แต่ไม่กล่าวถึงการกระทำความผิดของบริษัททุ่งคำในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตในการขนแร่และเป็นผู้ขนแร่ในคืน 15 พฤษภาทมิฬ

22 พ.ค. 2557

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ส่งจดหมายเปิดผนึก ถึง ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อุตสาหกรรมจังหวัดเลย ผู้กำกับ สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังสะพุง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวง คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (1)ขอให้ ผู้บัญชาการทหารบก เร่งดำเนินการตรวจสอบนายทหารนอกรีต ทั้งที่ปลดประจำการแล้ว และอยู่ระหว่างรับราชการ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัดเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจหรือข้ออ้างภายใต้สถานการณ์การประกาศกฎอัยการศึกในการขนแร่ และปราบปรามประชาชนที่ปกป้องสิทธิชุมชนในการคัดค้านเหมืองแร่ทองคำ และให้มีการลงโทษทางวินัยและกฎหมายต่อผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุด (2)ขอให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เร่งดำเนินการสอบสวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ ให้อายัดแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่ถูกขนออกไปโดยกองกำลังเถื่อนติดอาวุธทำร้ายประชาชน และให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อกรณีดังกล่าวในข้างต้นให้ถึงที่สุดอย่างเร่งด่วน (3)ขอให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เร่งดำเนินการสอบสวนการซื้อ-ขาย-ขนแร่ ของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ให้อายัดแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่ถูกขนออกไปโดยกองกำลังเถื่อนติดอาวุธทำร้ายประชาชน ให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อกรณีดังกล่าวในข้างต้นอย่างเร่งด่วน และดำเนินการด้านความปลอดภัยของแกนนำและชาวบ้านเป็นคดีพิเศษ(4)อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมจังหวัดเลย ต้องระงับใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ ใบอนุญาตขนแร่ และระงับการออกใบอนุญาตขนแร่ให้แก่ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทั้งหมดเอาไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด และให้สำเนาใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ และใบอนุญาตขนแร่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน แก่ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด(5)ขอให้ ผู้กำกับ สถานีตำรวจภูธรอำเภอวังสะพุง อายัดแร่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่ถูกขนออกไปโดยกองกำลังเถื่อนติดอาวุธทำร้ายประชาชน และเร่งดำเนินการสอบสวนสืบสวนคดีของผู้ถูกทำร้ายร่างกายและผู้เสียหายจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ต่อทุกกรณีที่ผ่านมา โดยจับกุมและดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุดอย่างเร่งด่วน(6)ขอให้ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวง ในฐานะผู้อำนวยการทางหลวงท้องถิ่น เร่งดำเนินการตามกฎหมาย บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตขนแร่โดยการขนแร่ได้ใช้รถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากำหนดในกฎหมายวิ่งบนทางหลวงท้องถิ่น และให้หามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดจากการขนแร่ที่เหลืออยู่ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด โดยเคร่งครัด(7)ขอให้ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร มีคำสั่งด่วนที่สุดให้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และอุตสาหกรรมจังหวัดเลย ให้สำเนาเอกสารดังกล่าวในข้างต้นที่กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้ร้องขอ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดอย่างสูงสุด

17 พ.ค. - มิ.ย. 2557

มีเสียงปืนดังรอบหมู่บ้านทุกวัน ข่มขู่ให้หวาดกลัว แกนนำ 8 คน ถูกตั้งค่าหัว จ้างวานสังหาร หัวละ 3 แสนบาท

19 พ.ค.2557

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ส่งหนังสือเปิดผนึกถึง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอวังสะพุง ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ขอให้ระงับใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ และใบอนุญาตขนแร่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด และ ขอตรวจสอบและขอสำเนาใบอนุญาตการซื้อ-ขายแร่ และใบอนุญาตขนแร่ ของ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นมา

16 พ.ค.2557

ชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บพากันไปแจ้งความ สภ.วังสะพุงหลังชาวบ้านได้แจ้งความแล้วได้ขอพบพ.ต.อ.สมชายศรีคำแดงผกก.สภ.วังสะพุงเพื่อเรียกร้องให้ทางการหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้อย่างเร่งด่วนแต่ พ.ต.อ.สมชายไม่ออกมาพบชาวบ้านจึงนำเต้นท์มากางกลางสี่แยกหน้าสภ.วังสะพุงจนนายบรรพตยาฟองนายอำเภอวังสะพุงและพ.ต.อ.สมชายศรีคำแดงผกก.สภ.วังสะพุงยอมออกมารับปากกับชาวบ้านว่าจะเร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

(22 พ.ค. 2557 รวมชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บ 28คนที่ไปแจ้งความและลงบันทึกประจำวันที่ สภ.วังสะพุง)

15 พ.ค. 2557

คืน 15 พฤษภาทมิฬ บ.ทุ่งคำขนแร่โดยใช้กองกำลังติดอาวุธทำร้ายชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านโทรขอความช่วยเหลือจากทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบในจังหวัด แต่กลับไม่มีหน่วยงานราชการใดในพื้นที่แม้แต่หน่วยงานเดียวเข้ามาช่วยเหลือ

 

 

เสมอภาคในหญิง “ปมแก้ที่ยังมืดมนในสังคมไทย”

“การทำงานประเด็นผู้หญิงในประเทศไทยเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวเพื่อขยายแนวคิดเรื่องสิทธิผู้หญิง และความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย”คำบอกกล่าวจากนาง กาญจนาภรณ์ วงศ์สังวาล ตำแหน่งรองประธานกรรมการ แห่งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีได้เริ่มขึ้น ก่อนจะขยายความว่า หลังจากนั้นเครือข่ายองค์กรผู้หญิงก็ผลักดันให้ประเทศไทยรับรองอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในทุกรูปแบบ โดยใน พ.ศ. 2528 รัฐบาลไทยได้ให้สัตยาบรรณต่ออนุสัญญานี้เป็นต้นมา รัฐไทยเกิดความตื่นตัวและตระหนักถึงความจำเป็นในการกำหนดมาตรการ กฎหมาย และนโยบายระดับชาติ เพื่อสร้างความก้าวหน้าและขจัดการเลือกปฏิบัติที่มีต่อผู้หญิงอย่างเข้มแข็งมากขึ้น ขณะเดียวกัน องค์กรผู้หญิงก็ยังทำงานต่อเนื่องร่วมมือกันผลักดันรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญต่อความเท่าเทียม ระหว่างเพศ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับพุทธศักราช 2540 ที่เครือข่ายองค์กรผู้หญิงมีส่วนร่วม ร่างจึงกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่า คนทุกเพศมีความเท่าเทียมกัน

และนี่จึงเป็นที่มา ที่ทำให้ประเด็นภาวะความเป็นธรรมทางสังคมของผู้หญิง กำลังถูกเรียกร้องอย่างกว้างขวางนั่นเอง เพื่อให้ไม่ต้องถูกเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากการมีร่างกายเป็นหญิง หรือ เหตุผลทางวัฒนธรรม

“ประเทศไทยมีประชากรมากกว่าครึ่งเป็น แต่ความจำเป็นในการพัฒนาผู้หญิงไม่ได้มาจากเหตุผลที่ว่า เรามีผู้หญิงในจำนวนมากกว่าผู้ชาย  แต่เป็นเพราะว่า ผู้หญิงจำนวนมากในประเทศไทยยังเข้าไม่ถึงความเป็นธรรมและ ความเสมอภาคทางสังคม จริงๆ ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้หญิงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรมานาน ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515 - 2519) จนถึงปัจจุบันฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 - 2554) ยังคงระบุให้การพัฒนาผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ มีการปรับแผนทุกๆ 5 ปี ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่ๆ ของผู้หญิงที่เกิดขึ้น”

และเมื่อการขับเคลื่อนขององค์การพัฒนาเอกชนหรือ NGO มีวิธีการพัฒนาผู้หญิงในสังคมไทยที่ไม่ได้แตกต่างไปจากแนวทางการพัฒนาผู้หญิงในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก นั่นคือ พยายามรวมผู้หญิงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากระแสหลัก ให้ไปสู่สังคมที่มั่งคั่งทางเศรษฐกิจ หรือเน้นให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนในการสร้างงาน สะสมทุน สร้างสินค้า  ขายบริการ ขายแรงงาน และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในวัฒนธรรมบริโภคนิยม  เพื่อสร้างความแตกต่างจากในอดีตที่แทบไม่มีบทบาทของผู้หญิงปรากฏในแนวทางพัฒนาประเทศ

“ในอดีตผู้หญิงมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศน้อย แล้วยังเป็นกลุ่มด้อยโอกาสที่ยังไม่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาประเทศอีก เราจึงวางแผนผู้หญิงมาเป็นกลุ่มเป้าหมายตรงของการพัฒนาดีกว่า เพราะเชื่อว่าการพัฒนาในทิศทางนี้ ผู้หญิงน่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการพัฒนาอย่างเต็มที่ สิ่งแรกที่รัฐทำคือ ส่งเสริมผู้หญิงให้ได้รับการศึกษา สร้างงาน และผลักดันเข้าสู่ตลาดแรงงาน หรือในระดับท้องถิ่น แต่ก็ยังพบว่า โครงการพัฒนาผู้หญิงตามแนวทางนี้เป็นเพียงโครงการชายขอบ มีงบประมาณสนับสนุนเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการพัฒนาด้านอื่นของรัฐ  

บางคนมองว่าการให้ผู้หญิงเข้ามาร่วมแบบนี้ยิ่งตอกย้ำหน้าที่ตามประเพณีของผู้หญิง คือ การเป็นแม่และเมีย ส่วนการส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าร่วมในตลาดแรงงาน  ก็สวนทางกับข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้หญิงไทยอยู่ในฐานะผู้ผลิตของครัวเรือนเคียงคู่กับผู้ชายมาตลอด เนื่องจาก ผู้หญิงจำนวนมากทำงานในไร่นา บางคนเป็นแม่ค้าในตลาดหาเงินเลี้ยงครอบครัว ขณะเดียวกันก็ยังดูแลความเรียบร้อยของบ้าน ยังเลี้ยงลูก ยิ่งพอมีการพัฒนาอาชีพหัตถกรรมให้แก่ผู้หญิงในหมู่บ้าน เช่น ทอผ้า เย็บจักร ทำจักสาน ทำงานฝีมือ ก็ยิ่งเป็นการกดดันให้ ผู้หญิงต้องทำงานหนักขึ้นเป็นสองเท่า มีนักสตรีนิยมบางคนให้ความเห็นว่า ตัวแบบการพัฒนาที่ทำกันมา มันมาจากอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงเลยต้องปรับปรุงตัวเองให้สอดคล้องกับการพัฒนากระแสหลัก ในขณะที่เงื่อนไขทางประเพณี ความคิดความเชื่อเกี่ยวกับความเป็นหญิงเป็นชาย ที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างความเสมอภาคให้กับผู้หญิงก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข จึงเห็นความจำเป็นที่ต้องกระตุ้นให้ผู้หญิงเองและคนในสังคมเห็นร่วมกันว่าความไม่เสมอภาคระหว่างหญิงชายเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนต้องตรวจสอบ ถอดรื้อความคิดความเชื่อความเป็นหญิงชายใหม่หมดทีเดียว” 

ดังนั้น จึงต้องทำให้ผู้หญิงรู้สึกว่าตนเองมีศักยภาพ ไปพร้อมๆ กับการไปทำให้สังคมเห็นคุณค่าของผู้หญิงอย่างแท้จริง ผู้หญิงต้องรู้เท่าทันวิธีคิดของผู้หญิงเกี่ยวกับก่อน จึงจะสามารถไปปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมภายนอกที่กดขี่ผู้หญิงอยู่ได้ เนื่องมาจากการผ่านประสบการณ์การถูกเลี้ยงดูและการถูกจำกัดบทบาททางสังคมของผู้หญิง ได้ส่งผลให้ผู้หญิงรู้สึกไม่มั่นใจและไม่กล้าหาญพอที่จะยืนยันถึงความต้องการของตนเอง ทำให้ผู้หญิงมองตัวเองแต่ในด้านลบ  

การวางนโยบายการทำงานที่ผ่านมาไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการ ปรับแก้วิธีคิดเชิงอคติ หรือ มายาคติที่ไปสร้างความเชื่อไม่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้หญิง การทำงานส่วนใหญ่จึงเน้นเข้าไป ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงตามปัญหาเฉพาะหน้าของผู้หญิงในแต่ละกลุ่ม เช่น แรงงานหญิง ผู้หญิงถูกล่อลวงค้า ประเวณีโดยขบวนการค้ามนุษย์ ผู้หญิงภาคบริการในสถานบันเทิง ผู้หญิงที่ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัว ถูกข่มขืน ถูกคุกคามทางเพศ ผู้หญิงประสบปัญหาท้องไม่พร้อม การทำงานไปตามความคิดเดิมๆ ย่อมไม่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ผู้หญิง

“บุคลากรในกลไกหลักทางสังคมก็เป็นปัญหา เช่น ในหน่วยงานของรัฐยังมีอคติทางเพศสูง ทำให้ ระบบบริการสาธารณะที่จัดให้กับผู้หญิงขาดความเป็นธรรม ตัวอย่างเช่น ในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของผู้หญิง เรายังต้องพบปัญหาอคติทางเพศของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมสูงมาก ถึงแม้ว่าเนื้อหาใน ตัวบทกฎหมายจะเป็นธรรมแล้วก็ตาม มีปัญหาทุกระบบระบบ ทั้งด้านบริการสุขภาพ กระบวนการยุติธรรม และระบบบริการสาธารณะอื่นทุกด้าน”

แม้ว่าปัจจุบันจะมีแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้หญิงที่ค่อนข้างรอบด้านก็จริง แต่ก็ยังขาดกลไกระดับชาติที่เข้มแข็งพอ จึงทำให้องค์กรเอกชนที่ขับเคลื่อนงานผู้หญิงทำงานได้อย่างเชื่องช้าไม่ต่างกัน

 

วีนัส  อยู่ดี