ข่าวเด่น

สมาคมฯต้านโลกร้อนเตรียมฟ้องช่อง 9 ละเมิดสิทธิผู้ชมรายการคนค้นคนตอนศศินเดินเท้าต้านเขื่อนแม่วงก์และผิดกฎหมาย

แถลงการณ์ 

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

เรื่อง  สมาคมฯต้านโลกร้อนเตรียมฟ้องช่อง 9 ละเมิดสิทธิผู้ชมรายการคนค้นคนตอนศศินเดินเท้าต้านเขื่อนแม่วงก์และผิดกฎหมาย

...............................................

            ตามที่สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนท์ทีวี ช่อง 9 ได้สั่งห้ามการเผยแพร่เทปรายการคนค้นคน ตอนศศินเดินเท้าต้านเขื่อนแม่วงก์ เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กันยายน เวลา 14.00 น.ที่ผ่านมาทั้ง ๆ ที่ผู้ผลิตรายการคือทีวีบูรพา ได้โฆษณาเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปต่อสาธารณะชนมาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะมีการเผยแพร่ในวันเวลาดังกล่าว โดยอ้างว่าเนื้อหาเป็นการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว ขาดความสมดุลกันระหว่างผู้สนับสนุนและเห็นต่างในกรณีเขื่อนแม่วงก์นั้น

            การกระทำของช่อง 9 มิได้ยืนอยู่บนหลักความเป็นธรรม เข้าข่ายการเลือกปฏิบัติ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 30 โดยชัดแจ้ง ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้มีรายการของรัฐบาลที่โฆษณาชวนเชื่อ และเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียวออกมามากมาย แต่ช่อง 9 ก็มิได้สั่งห้ามการเผยแพร่ภาพแต่อย่างใด เช่น การเสวนาเกี่ยวกับการสร้างอนาคตประเทศการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทของกระทรวงคมนาคม การออกอากาศรายการนายกพบประชาชน ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นการให้ข้อมูลฝ่ายเดียวต่อสาธารณชนทั้งสิ้น

            พฤติการณ์และการกระทำของช่อง 9 ไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากการเชลียร์ผู้มีอำนาจอย่างออกหน้าออกตา ปิดหูปิดตาประชาชน ที่มีสิทธิที่จะรับรู้ความจริงอีกด้าน โดยไม่คำนึงถึงหลักจริยธรรมในการนำเสนอรายการต่อสาธารณชน ทั้ง ๆ ที่เป็นบริษัทมหาชน ที่มาจากเงินภาษีของประชาชน หาใช่เงินของรัฐมนตรีหรือนักการเมืองคนใดคนหนึ่งไม่

            สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จึงขอให้ช่อง 9 ทบทวนพฤติการณ์และการกระทำดังกล่าวเสีย และเรียกร้องให้ กสทช.เข้ามาดำเนินการหรือสั่งการตามอำนาจหน้าที่เพื่อให้ช่อง 9 นำเทปรายการคนค้นคนตอนศศินเดินเท้าต้านเขื่อนแม่วงก์มาออกอากาศโดยเร็ว เพื่อยืนยันว่าช่อง 9 ยังยืนอยู่เคียงข้างสาธารณชน และเป็นสื่อของสาธารณชนอย่างแท้จริง และหากช่อง 9 ยังเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องนี้ สมาคมฯจำเป็นที่จะต้องร่วมกับผู้ชมและนักอนุรักษ์อื่นในการพึ่งอำนาจศาลปกครองโดยเร็วแน่นอน

ประกาศมา ณ วันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2556

นายศรีสุวรรณ  จรรยา

นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

โครงการขับเคลื่อนสังคมและนโยบายสาธารณะเพื่อลดปัญหาจากการพนันมูลนิธิสดศรี – สฤษดิ์วงศ์

 

เครือข่ายอาจารย์สื่อสารมวลชน 9 มหาวิทยาลัย ออก 5 ข้อเรียกร้อง เสนอต่อรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ปัญหาการเล่นพนันในวันเยาวชนแห่งชาติ หลังพบสถิติผีพนันเข้าสิงอนาคตของชาติเพียบ เปิดข้อมูลไพ่และไฮโลครองแชมป์การเล่นมากที่สุด ด้าน หมอประเสริฐระบุ เด็กที่ชอบเล่นการพนันอนาคตเสี่ยงเป็นโรคจิตเวชและซึมเศร้า วอนหน่วยงานทีเกี่ยวข้องช่วยกันหาทางออกเพื่อแก้ปัญหา


 สืบเนื่องจากวันที่ 20 กันยายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น วันเยาวชนแห่งชาติซึ่งเยาวชนถือเป็นกำลังหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต หากแต่มีสถิติที่น่าตกใจจากการสำรวจสถานการณ์ของเยาวชน พ.ศ2556 โดยเครือข่ายเยาวชน 4 ภาค ของศูนย์ข้อมูลนโยบายสาธารณะเพื่อลดปัญหาการพนัน มูลนิธิสดศรี-สฤษดิวงษ์ พบว่า เยาวชนร้อยละ 62 เคยเล่นไพ่ ร้อยละ 39 เคยเล่นหวยใต้ดิน ร้อยละ 35 เคยเล่นสลากกินแบ่งรัฐบาล ร้อยละ 26 เล่นพนันฟุตบอล ร้อยละ 12 เคยส่งเอสเอ็มเอสชิงโชค และ ร้อยละ 7 เล่นหวยออนไลน์ ทั้งนี้ยังพบว่าเยาวชนในทุกภูมิภาคการพนันที่เล่นมากที่สุดคือไพ่และไฮโล ซึ่งเยาวชนที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี จะมีสถานการณ์เสี่ยงต่อการพนันมากที่สุด อีกทั้งเด็กและเยาวชนที่เริ่มเล่นพนันมักไม่ถูกลงโทษจากครอบครัวทำให้รู้สึกว่าการเล่นพนันไม่ใช่เรื่องผิด ทำให้เยาวชนในทุกภูมิภาคยังมีระดับของความรู้ความเข้าใจต่อการพนันที่ต่ำกว่าเกณฑ์

 นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เลขาธิการมูลนิธิสดศรี-สฤษดิวงษ์ กล่าวว่า คนที่เล่นการพนันจะแบ่งออกเป็น 2 พวก กลุ่มแรกคือเล่นพนันจนเกิดปัญหา อีกกลุ่มคือเป็นโรคติดการพนัน แต่ไม่ว่าจะเล่นด้วยเหตุผลอะไรก็ล้วนแล้วแต่เสพติดการพนันด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งการเสพติดการพนันองค์การอนามัยโลกได้จัดว่าเป็นความผิดปกติของการควบคุมแรงผลักดันที่เรียกว่า Impulse control DISorder ซึ่งจะทำให้ขาดความยับยั้งชั่งใจ ขาดความสามารถในการควบคุมตนเอง นอกจากนี้ยังมีการวิจัยพบว่าผู้ที่ติดการพนันอาจจะทำให้เกิดโรคทางจิตเวชตามมาเช่นโรคซึมเศร้า หรือทำให้เกิดการฆ่าตัวตาย ส่วนปัญหาของเยาวชนที่ติดการพนันนั้น พบว่าวัยรุ่นส่วนใหญ่ที่ติดการพนันมาจะมีจิตใจที่ไม่อยากจะเรียนหนังสือ หมกมุ่นอยู่กับการเล่นพนัน ซึ่งส่งผลกระทบทำให้ขาดคนที่มีคุณภาพทัดเทียมกับคนในประเทศอื่น และขาดกำลังความคิดของคนในวัยหนุ่มสาวที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้นเราจึงจำเป็นหาทางออกร่วมกันในการป้องกันปัญหาการติดพนันในเยาวชนของเรา

ขณะที่เครือข่ายอาจารย์สื่อสารมวลชนเพื่อขับเคลื่อนสังคมลดปัญหาจากการพนัน 9 มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และมหาวิทยาลัยพายัพ ก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการป้องกันปัญหาเยาวชนจากการพนัน จึงได้ร่วมกันออกข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อป้องกันปัญหาจากการพนันในกลุ่มนิสิตนักศึกษา 5 ข้อ ดังนี้

1.การที่นิสิตนักศึกษามีประสบการณ์เล่นพนันตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้มีทัศนคติในเชิงบวกต่อการเล่นพนันส่งผลให้โตขึ้นก็จะเล่นการพนันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการควรวางพื้นฐานในการส่งเสริมเรียนรู้ ป้องกันภัยการพนันตั้งแต่ประถมและมัธยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการรู้ทันสื่อที่เกี่ยวข้องกับการพนัน ทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ ภัยจากการพนัน พนันแฝงในรูปแบบการชิงโชค

2.บทบาทสื่อออนไลน์ เริ่มระบาด เว็บพนันออนไลน์กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงใหม่ ล่อใจให้เด็ก เยาวชน และนิสิตนักศึกษา เข้าสู่วงจรการพนัน ด้วยการโฆษณาจูงใจในระบบออนไลน์หลากหลายรูปแบบ เพื่อสร้างความสนใจในการเสี่ยงดวง โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ด้วยการใช้จุดแข็งของออนไลน์ในระบบเรียลไทม์เป็นเครื่องชักจูงและกระตุ้นการเล่นพนันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องหามาตรการที่ชัดเจนและโปร่งใส ในการเฝ้าระวังและปราบปรามเว็บไซต์การพนันให้เป็นระบบอย่างต่อเนื่อง

3.การสื่อสารในงานโฆษณาผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ในลักษณะของการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวง เป็นตัวสร้างพื้นฐานของการรองรับค่านิยมจากการพนันอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ SMS ส่งเพื่อให้ชิงรางวัล การชิงโชคเปิดฝาลุ้นเงินล้าน การพนันพื้นบ้านที่อ้างว่าเป็นประเพณี เป็นเรื่องที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพึงหยิบยกขึ้นมาพิจารณาร่วมกำหนดนิยามว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการพนันที่ผิดกฎหมายหรือไม่อย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนตลอดจนนิสิตนักศึกษาตกอยู่ภายใต้บรรยากาศแห่งการพนันโดยไม่รู้ตัว

4.สถาบันอุดมศึกษาต้องแสดงความพยายามที่ชัดเจนในการป้องกันการแพร่กระจายการเล่นพนันในทุกรูปแบบเข้าสู่เขตมหาวิทยาลัย ตั้งแต่การห้ามจำหน่ายสลากกินแบ่งในมหาวิทยาลัย การกำหนดไม่ให้มีการเล่นการพนันในทุกรูปแบบ ทั้งไพ่ บิงโก ชิงเงิน เปิดเลขหนังสือ หวยหุ้น หวยบนดิน หวยใต้ดิน และควรร่วมตรวจสอบกับชุมชนโดยรอบในการป้องปรามร้านอาหาร สถานบันเทิงรอบมหาวิทยาลัย ไม่ให้เป็นแหล่งรวมกลุ่มกันเล่นพนันของนักศึกษา

5.สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ (สกอ.) พึงบรรจุเรื่องการต่อต้านการพนันเข้าเป็นส่วนหนึ่งในเกณฑ์องค์ประกอบการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อให้มหาวิทยาลัยใช้กำหนดเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณสมบัติบัณฑิตที่พึงประสงค์ต้องห่างไกลจากการพนัน และร่วมส่งเสริมพัฒนามาตรฐานการส่งเสริมป้องกันภัยจากการพนันอย่างชัดเจน

///////////////////////////

***** หมายเหตุ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คุณพงศ์ธร จันทรัศมี มูลนิธิสดศรี- สฤษดิ์วงศ์ โทร 081-627-2808

 

ภาคประชาสังคมไทย จับตาการเจรจาการค้าเสรี(FTA)ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป

 ยืนยันชุมนุมโดยสงบ พร้อมเปิดพื้นที่เรียนรู้ร่วมกับชาวเชียงใหม่ระหว่างวันที่ 18-19 กันยายน

(แถลงข่าวหน้าศาลาว่าการเชียงใหม่ เมื่อเวลา 9 นาฬิกา, 17 ก.ย.56)

ตามที่การเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป รอบที่ 2 จะมีขึ้นระหว่าง วันที่ 16-20 ก.ย.นี้ ณ โรงแรมเลอเมอริเดียน จ.เชียงใหม่ นั้น

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์และตัวแทนกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน( FTA watch)  กล่าวว่าภาคประชาสังคมไทยจากหลายภาคส่วน ทั้งในส่วนของเครือข่ายเกษตรทางเลือก กลุ่มเกษตรอินทรีย์ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ เครือข่ายงดเหล้า เครือข่ายผู้บริโภคและกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ซึ่งรวมตัวกันในนามกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน( FTA watch) จะมีการนัดชุมนุมเพื่อแสดงพลังสนับสนุนให้ทีมเจรจาของรัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน และขอให้เจรจาอย่างรอบคอบ และต้องไม่ตกลงในสิ่งที่จะมีผลกระทบต่อประชาชนวงกว้างทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

“การชุมนุมครั้งนี้จะมีภาคประชาสังคมไทยมาร่วมกว่า 2,000 คน แต่เป็นการมาชุมนุมอย่างสงบ โดยจะมีกิจกรรมรณรงค์เพื่อสร้างการเรียนรู้ในเรื่องการค้าเสรีและผลกระทบต่อประชาชน อาทิ การเรียนรู้เรื่องอิสรภาพทางพันธุกรรมผ่านการรวบรวมเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านจากทั่วประเทศ กิจกรรมศิลปะรณรงค์เพื่ออธิปไตยทางพันธุกรรม รวมทั้งการเรียนรู้เรื่องระบบหลักประกันสุขภาพซึ่งถือได้ว่าเป็นนโยบายรัฐที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง แต่ถ้าหากเรายอมตามข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปในเรื่องสิทธิบัตรยาก็จะกระทบต่อระบบสุขภาพของประเทศอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนให้คนเชียงใหม่ได้เข้ามาร่วมเรียนรู้ ทำความเข้าใจไปด้วยกันระหว่างวันที่ 18-19 กันยายนนี้ ณ บริเวณข่วงประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่”

ด้าน น.ส.กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี ระบุว่าข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปที่มีต่อไทยมี 3 เรื่องหลักคือ ต้องเป็นภาคี UPOV 1991, ภาคีสนธิสัญญาบูดาเปส และยอมรับสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิตนั้นจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและทรัพยากรชีวภาพของประเทศอย่างรุนแรงและกว้างขวาง เกษตรกรผู้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่จะต้องจ่ายแพงขึ้น การเก็บรักษาพันธุ์เพื่อปลูกต่อหรือแลกเปลี่ยนจะมีความผิดถึงขั้นจำคุกและต้องจ่ายค่าเสียหายแก่บริษัท และวิสาหกิจชุมชนที่ปรับปรุงพันธุ์พืชจากพันธุ์พืชใหม่ ก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบอาหารของประเทศอย่างกว้างขวาง ถือว่าเป็นการทำลายอธิปไตยทางอาหารของประเทศ

ทางด้านนางสาวสุภัทรา นาคะผิว ประธานคณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ และผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าวว่าหากประเทศไทย ยอมให้มีการเจรจาความตกลงการค้าเสรีในส่วนทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินกว่าความตกลงทริปส์ จะก่อให้เกิด การผูกขาดตลาดอย่างยาวนาน ทำให้ราคายาแพงขึ้น และประเทศชาติต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นมหาศาล ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงยาได้ รวมทั้งส่งผลกระทบด้านลบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยาสามัญภายในประเทศ ที่สำคัญคือ ประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับบรรษัทยาข้ามชาติเท่านั้น

ถ้ายอมทริปส์พลัสด้านยา ยอมให้มีการขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรยาเพิ่มขึ้นอีก 5 ปี จะมีผลทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นอีกเป็น 27,883 ล้านบาท/ปี และหากยอมปล่อยให้มีการผูกขาดข้อมูลการขึ้นทะเบียนตำรับยา หรือ Data Exclusivity จะมีผลทำให้ค่าใช้จ่ายด้านยาของไทย เพิ่มขึ้น 81,356 ล้านบาทต่อปี”

 

รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ

นิมิตร์ เทียนอุดม 081-666-6047
กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา 081-530-8339

สุภัทรา นาคะผิว 081-614-8487
กรรณิการ์ กิจติเวชกุล 089-500-3217

 

แก่งเสือเต้น ระดมเสบียงอาหารหนุนคณะเดินเท้าทางไกลค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์

สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ///// 

                เช้าวันนี้ (15 กันยายน 2556) ชาวสะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ได้ออกรับบริจาคข้าวสารอาหารแห้งเพื่อส่งเป็นเสบียงอาหารให้คณะเดินเท้าทางไกลคัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์ ซึ่งได้ออกเดินเท้าจากจุดที่จะสร้างเขื่อนแม่วงก์จังหวัดนครสวรรค์ไปยังกรุงเทพ

                นายศรชัย อยู่สุข กรรมการกลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ กล่าวว่า “พวกเราได้ทราบข่าวการเดินเท้าทางไกลของคณะมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร เพื่อปกป้องผืนป่าแม่วงก์ ที่รัฐบาลจะสร้างเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งไม่ต่างจากพวกเราที่ปกป้องป่าสักทอง แก่งเสือเต้น ที่รัฐบาลผลักดันจะสร้างเขื่อนยมบนเขื่อนยมล่าง ก็ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ทั้งผืนป่า สัตว์ป่า ที่ทำกิน ชุมชนของเราก็เดือดร้อนไม่ต่างจากแม่วงก์ เราจึงขอรับบริจาคข้าวสารอาหารแห้งจากชาวบ้าน เพื่อนำไปมอบให้คณะที่เดินเท้าทางไกลในการรณรงค์ให้คนในสังคมไทยได้ตระหนักและเห็นความสำคัญของป่าและธรรมชาติ” นายศรชัยกล่าว

                โดยก่อนหน้านี้ คณะของมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ที่นำโดย นายศศิน เฉลิมลาภ ได้ออกเดินเท้าทางไกลจากแนวเขตหัวงานที่จะสร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ไปยังกรุงเทพ ระยะทางประมาณ 388 กิโลเมตร เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการไม่เห็นด้วยกับการผ่าน EHIA ของเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งเคยสอบตกมาแล้ว 4 ครั้ง จนถึงวันนี้ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ได้โยกย้ายปรับเปลี่ยนคณะผู้ชำนาญการในการพิจารณา EHIA ใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะผ่าน EHIA เขื่อนแม่วงก์ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

                ด้านนายสมาน สร้อยเงิน ชาวบ้านบ้านดอนชัยสักทอง หมู่ 9 ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ กล่าวว่า “เขื่อนแม่วงก์จะทำลายป่าแม่วงก์ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ นับหมื่นไร่ ซึ่งกระทบต่อระบบนิเวศน์ ป่าไม้ สัตว์ป่าเป็นอย่างมาก ขณะที่เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง ก็จะทำลายป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ยม กว่าสามหมื่นไร่ เราจึงไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนทำลายป่าที่มีอยู่เพียงน้อยนิดอยู่แล้ว รัฐบาลควรใช้แนวทางอื่นในการแก้ไขปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วม ซึ่งมีหลายอย่าง ไม่ใช่เอะอะอะไรก็สร้างเขื่อน ให้นึกถึงอนาคตของลูกหลานบ้าง วันนี้เรามีฟักทอง ฟักเขียว หัวปลี พริก หอม กระเทียม ข้าวสารอาหารแห้งที่ได้จากจิตศรัทธาของชาวบ้านสะเอียบจะนำไปมอบให้กับพี่น้องเราที่เดินเท้าทางไกลต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม ถึงจะมีค่าเพียงเล็กน้อยแต่ก็เป็นน้ำใจจากชาวบ้านที่ตั้งใจช่วยเหลือกันเองตามมีตามเกิด” นายสมานกล่าว

                ทั้งนี้เมื่อปีที่ผ่านมา คณะกรรมการคัดค้านเขื่อนแม่วงก์และคณะกรรมการคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้น ได้ร่วมกันลงนามในสัญญาประชาคมในการต่อสู้คัดค้านเขื่อนแม่วงก์และคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้นร่วมกัน อีกทั้งคณะกรรมการคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้นได้เดินทางไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคณะกรรมการคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ อีกทั้ง คณะกรรมการคัดค้านเขื่อนแม่วงก์และมูลนิธิสืบก็ได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมและร่วมบวชป่าสักทองมาแล้วในปีที่ผ่านมา

                ด้านนายสมมิ่ง เหมืองร้อง ประธานคณะกรรมการคัดค้านเขื่อน ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ กล่าวว่า “เขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง จ.แพร่ , เขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ รวมทั้งเขื่อนแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เป็นเขื่อนขนาดใหญ่ที่จะทำลายป่าจำนวนมหาศาล เราจึงไม่เห็นด้วย และเราจะร่วมกันคัดค้านเขื่อนเหล่านี้จนถึงที่สุด เราเสนอให้รัฐบาลใช้แนวทางการจัดการน้ำชุมชน การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็ก การสร้างแก้มลิง สร้างแหล่กักเก็บน้ำหนึ่งตำบลหนึ่งแหล่งน้ำ สร้างแหล่งกักเก็บน้ำทุกชุมชนทุกหมู่บ้าน ที่สำคัญคือต้องร่วมกันรักษาป่าต้นน้ำ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เพื่อให้ป่าช่วยแก้ไขปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วม ผมว่ารัฐบาลไม่น่าโง่มาทำลายป่า ทำลายอนาคตของลูกหลานเรา มันจะก่อให้เกิดน้ำท่วม น้ำแล้ง หนักกว่าเดิม” นายสมมิ่งกล่าว

                ทั้งนี้คณะกรรมการคัดค้านเขื่อน ตำบลสะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ จะได้นำเสบียงอาหาร ข้าวสารอาหารแห้ง ไปสมทบให้กับคณะเดินเท้าทางไกล ที่กำลังเดินเท้าทางไกลอยู่ในวันที่ 16 กันยายนนี้ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่เขตจังหวัดสุพรรณบุรี โดยจะมีตัวแทนชาวบ้านประมาณ 10 คนจากแก่งเสือเต้น ต.สะเอียบ ร่วมเดินให้กำลังใจคณะเดินเท้าทางไกลคัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์ อีกด้วย

 

..........

 

อึ้ง !!! ผลวิจัยพบนักศึกษาติดพนันกว่าร้อยละ 66.7

 ชี้เกิดจากเพื่อนมากที่สุด รองลงมาคือสื่อโทรทัศน์  เผยเพศชายและเพศทางเลือกเล่นการพนันมากกว่าเพศหญิงย้ำยิ่งเปิดรับสื่อมากจะยิ่งมีทัศนคติเชิงบวกต่อการเล่นพนัน

  สืบเนื่องจากสถานการณ์การพนันในปัจจุบันได้ขยายออกไปในวงกว้างและมีการพัฒนารูปแบบและชนิดของการเล่นการพนันออกไปอย่างหลากหลาย จึงทำให้ประชาชนทุกเพศ ทุกวัยเข้าถึงการพนันได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะในกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ปัจจุบันพบว่ามีสถิติการเล่นพนัน และมีทัศนคติในเชิงบวกต่อการเล่นการพนันมากขึ้นเรื่อยๆ  ดังนั้นเครือข่ายคณาจารย์สื่อสารมวลชนร่วมขับเคลื่อนสังคมเพื่อลดปัญหาการพนัน ร่วมกับมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ จึงเล็งเห็นถึงปัญหาและร่วมกันจัดเวทีรณรงค์การสื่อสารต้านภัยพนันในสถาบันอุดมศึกษาขึ้น 

รศ.ดร.สุมาลี ไชยศุภรากุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม  กล่าวว่า การเล่นการพนันมีสาเหตุจูงใจเกิดจาก3 ปัจจัยหลัก คือ 1.เล่นเพื่อความบันเทิง ต้องการเสี่ยงโชค ซึ่งอาจไม่ส่งผลกระทบและไม่เกิดปัญหามากนัก2.เล่นการพนันเพื่อเป็นช่องทางในการขยับฐานะอย่างรวดเร็ว เล่นเพื่อหวังรวย ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่ามีอาการน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะว่าอาจนำไปสู่อาชญากรรม หรือกลายเป็นเหยื่อของอาชญากรรม ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีนักศึกษาที่เล่นพนันจนต้องกู้หนี้นอกระบบ และ 3.กลุ่มที่ติดการพนัน เล่นแล้วเลิกไม่ได้ แต่ไม่ได้เป็นผลมากจากฐานะแต่มีปัญหาทางสภาพจิตใจ อย่างไรก็ตามสำหรับการเล่นการพนันในกลุ่มนักศึกษาถือว่ามีความเสี่ยงมากเนื่องด้วยนักศึกษาเป็นกลุ่มคนที่เชื่อคนง่าย ขาดวิจารณญาณ และที่สำคัญยังเชื่อในโชคชะตามากขึ้น ทำให้เราต้องเร่งตระหนักและร่วมกันแก้ปัญหาดังกล่าวเพื่อหยุดและยับยั้งทัศนคติในเชิงบวกของการเล่นการพนันในกลุ่มนักศึกษา

ขณะที่ ดร.บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสารกับทัศนคติ และพฤติกรรมการเล่นการพนันของนิสิตนักศึกษาในสภาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ” ที่ตอกย้ำว่าการพนันในกลุ่มนิสิตนักศึกษากำลังขยายวงกว้าง อีกทั้งนิสิตนักศึกษาได้เข้าไปอยู่ในวงล้อมของการพนันอย่างไม่รู้ตัว ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่านักศึกษามีประสบการณ์ในการเล่นการพนันกว่าร้อยละ 66.7 และนักศึกษาส่วนใหญ่มีความถี่ในการเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับการเล่นการพนันจากสื่อบุคคลที่เป็นเพื่อนมากที่สุด  โดยมีค่าเฉลี่ย 3.66 ครั้งต่อเดือน รองลงมาคือ สื่อโทรทัศน์ มีค่าเฉลี่ย 3.27 ครั้งต่อเดือน และ สื่อเว็บไซต์ มีค่าเฉลี่ย 2.93 ครั้งต่อเดือน ขณะที่การเปิดรับจากสื่อหนังสือพิมพ์ และสื่อเฟสบุ๊คมีความใกล้เคียงกัน คือมีค่าเฉลี่ย 2.78 ครั้งต่อเดือน และ 2.75 ครั้งต่อเดือน ตามลำดับ โดยเพศชายมีทัศนคติในเชิงบวกเกี่ยวกับการเล่นการพนันมากกว่าเพศหญิงและเพศทางเลือก  คือเพศชายเคยมีประสบการณ์การเล่นการพนันถึงร้อยละ 76.5 รองลงมาเป็นเพศทางเลือกร้อยละ 67.6 และเพศหญิงร้อยละ 58.2  ขณะเดียวกันนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอกชนมีทัศนคติในเชิงบวกเกี่ยวกับการเล่นการพนันมากกว่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากสถานะทางสังคมและรายได้ของนักศึกษาที่ต่างกัน นอกจากนี้นักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ยสะสม 1.01-2.00 จะมีความถี่ในการเล่นพนันมากกว่ากลุ่มที่เรียนดี 

“แม้ว่าการศึกษาวิจัยครั้งนี้จะเป็นการศึกษาในระดับกลุ่มนักศึกษา แต่ผลการวิจัยทำให้เราได้ข้อค้นพบว่า นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่มีประสบการณ์การเล่นพนันมาก่อน โดยร้อยละ 28.4  เริ่มเล่นการพนันครั้งแรกตั้งแต่มัธยมศึกษาตอน

ปลาย รองลงมาคือร้อยละ 28.1 เริ่มเล่นการพนันครั้งแรกในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และเริ่มเล่นการพนันในระดับประถมศึกษาร้อยละ 24.3  นอกจากนี้ นักศึกษาที่มีประวัติการเริ่มเล่นการพนันครั้งแรกตอน ปวช.จะมีความถี่ในการเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับการเล่นพนันมากกว่านักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่มีประวัติการเริ่มเล่นการพนันครั้งแรกตอนประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย ปวส.และมหาวิทยาลัย ซึ่งการเล่นการพนันครั้งแรกจะมีอิทธิพลต่อความถี่ในการเปิดรับข่าวสารและทัศนคติเกี่ยวกับการเล่นการพนัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดรับข่าวสารผ่านสื่อมวลชนอย่างสื่อโทรทัศน์กับหนังสือพิมพ์” ดร.บุปผากล่าว

ดร.บุปผา กล่าวต่อว่า สำหรับการเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับการเล่นการพนันจากสื่อประเภทต่างๆ อาทิ สื่อมวลชน สื่อเฉพาะกิจ สื่อบุคคล และสื่อใหม่ ที่ยิ่งมีมากเท่าไหร่ นิสิตนักศึกษาก็จะยิ่งมีทัศนคติเกี่ยวกับการเล่นพนันในทางบวกและมีความถี่ในการเล่นพนันสูงขึ้นด้วย ดังนั้นการนำเสนอของสื่อจึงจำเป็นต้องระมัดระวังให้มากขึ้น ต้องมีการนำเสนออย่างรอบด้าน ส่วนบทบาทของมหาวิทยาลัยควรปลูกฝังให้นิสิตนักศึกษารู้เท่าทันสื่อ และสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับพิษภัยของการพนันให้มากขึ้นด้วย อาทิ การเปิดเสียงตามสายในมหาวิทยาลัย การส่งข้อมูลและคำเตือนเกี่ยวกับการพนันผ่านระบบฐานข้อมูลของนักศึกษา เพื่อเป็นการป้องกันการเล่นการพนันไม่ให้ขยายวงกว้าง

///////////////////

 

 

 

 

สองสื่อใหญ่อัดประมงไทย ใช้แรงงานต่างด้าวเยี่ยงทาส

 

 

 

 

 

 

แอลเอ (สยามทาวน์ยูเอส) : อุตสาหกรรมประมงไทย ถูกสองสื่อใหญ่อเมริกันอัดว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ทารุณแรงงานต่างชาติมากที่สุด โดยที่รัฐบาลไทยไม่สนใจที่จะแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด

เว็บไซต์ข่าว ฟ็อกซ์นิวส์ นำเสนอข่าวว่าอุตสาหกรรมประมงของไทย คือแหล่งทำร้ายคนงานที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเมื่อวันที่ 3 กันยายน โดยบอกว่าประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าอาหารทะเลที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองจากจีนและนอร์เวย์ โดยอเมริกา คือประเทศที่นำเข้าสินค้าทะเลของไทยมากที่สุดนั้น กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากทั่วโลกว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีการกักขัง ทารุณคนงานเยี่ยงทาส การค้ามนุษย์ โดยบอกว่าสำนักข่าว เอ็นพีอาร์ ได้นำเสนอเหตุการณ์กักขังคนงานกัมพูชาให้ทำงานในเรือประมงไทยนานถึงสามปีเมื่อเดือนมิถุนายน 2012 ก่อนที่ โกลบอล โพสต์ จะนำเสนอบทความชุด Seafood Slavery (ทาสในอุตสาหกรรมอาหารทะเล) ในปีเดียวกัน และล่าสุด มูลนิธิ เอ็นไวโรนเมนท์ทัล จัสติส ได้ประกาศว่าประเทศไทยให้ความสนใจในการป้องกันการทำร้ายแรงงานในอุตสาหกรรมประมงน้อยมาก

          ข่าวบอกต่อไปว่า อุตสาหกรรมประมงไทย จำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติจากกัมพูชาและพม่า ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่อย่างผิดกฎหมาย โดยอ้างรายงานฉบับล่าสุดขององค์กรชื่อ อินเตอร์เนชั่นแนล เลเบอร์ ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่ามีแรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมประมงไทยประมาณ 600 คน ทั้งในเรือที่หาปลาในน่านน้ำของไทยและในน่านน้ำสากล

          ข่าวบอกด้วยว่า อุตสาหกรรมประมงไทยที่เติบโตอย่างมากในระยะสิบปีที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับปัญหาหนัก ทั้งในเรื่องราคาน้ำมันที่แพงขึ้น และการจับปลาได้น้อยลง อันเป็นผลมาจากการจับปลามากเกินไป ประกอบกับงานในเรือประมง เป็นงานหนัก จึงหาแรงงานได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นแรงงานชาวไทย หรือต่างชาติก็ตาม ข่าวบอกว่าความต้องการแรงงานในเรือประมงไทยปัจจุบันมีมากถึง 50,000 คน ดังนั้นจึงเกิดกรณีที่นายหน้าแรงงานและนายจ้าง หลอกลวงแรงงานในลักษณะต่างๆ ให้มาทำงานในเรือ รวมถึงการไม่จ่ายค่าแรง ข่มขู่ กักขัง และทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น 

          ฟ็อกซ์นิวส์ บอกด้วยว่า ข่าวที่เกิดขึ้น น่าจะทำให้รัฐบาลไทยหันมาให้ความสนใจกับอุตสาหกรรมประมง ซึ่งมีวงเงินหมุนเวียนปีละกว่า 7 พันล้านดอลลาร์มากขึ้นกว่าเดิม เพราะสองปีที่ผ่านมา แม้ว่าสหรัฐฯ จะประกาศให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตาว่ามีปัญหาแรงงานทาสและการค้ามนุษย์ก็ตาม ประเทศไทยก็ไม่ได้กระทำการใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าว ได้รับการแก้ไข 

          ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน เอพี ได้รายงานข่าวจากกรุงเทพฯ ถึงปัญหาแรงงานทาส และการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมประมงของไทยเช่นกัน โดยบอกว่าแรงงานเหล่านี้ถูกหลอกให้มาทำงานในเรือโดยคนในครอบครัว โดยนายหน้าจัดหางาน และว่าเกือบครึ่งของแรงงานในเรือทั้งหมด รับค่าแรงไม่ถึง 160 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือบางคนไม่ได้รับค่าแรงเลย ทั้งที่ต้องทำงานอย่างหนัก

          เอพีบอกด้วยว่า นายจ้างสามารถลอยนวลอยู่ได้ เพราะประเทศไทยไม่มีกฎหมายที่จะปกป้องแรงงานจากต่างชาติให้รอดพ้นจากการเอารัดเอาเปรียบ และไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ เช่นกฎหมายว่าด้วยการห้ามไม่ให้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทำงานในเรือประมง เป็นต้น

          ข่าวอ้างรายงานขององค์กร อินเตอร์เนชั่นแนล เลเบอร์ ที่ทำการศึกษาร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่นกันว่า มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานที่ถูกสัมภาษณ์ เพื่อทำงานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ มาจากพม่า และกัมพูชา โดยส่วนหนึ่งถูกลอบนำตัวเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่มีเอกสาร ซึ่งจะทำให้พวกเขาไม่ได้รับการปกป้องโดยกฎหมายของไทย อีกทั้งพบว่าส่วนหนึ่งของแรงงานต่างด้าวเหล่านั้น มีอายุไม่ถึง 15 ปีด้วย

          แม้แรงงานส่วนใหญ่จะบอกว่าสมัครใจมาทำงานในเรือประมงเอง แต่ก็บอกว่าไม่ทราบมาก่อนว่าสภาพการทำงานจะเลวร้าย และได้รับค่าแรงน้อยเช่นนี้ เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานเหล่านี้บอกว่าถูกหักค่าแรงโดยไม่ทราบเหตุผลแทบทุกงวด นอกจากนี้ แรงงานส่วนหนึ่งยังบอกถึงปัญหาการทำร้ายร่างกาย การไม่ให้กินอาหาร ซึ่งเป็นการลงโทษแรงงานที่ไม่เชื่อฟังด้วย

          คนงานลาวคนหนึ่งบอกว่าตอนมาสมัครงาน เขาได้รับการยืนยันว่าเรือประมงจะกลับเข้าฝั่งทุก 15 วัน แต่ภายหลังทราบว่าเขาจะต้องทำงานในเรือต่อเนื่องกันนานถึงสองปี เมื่อเขาไม่ยอมลงเรือก็ถูกกัปตันทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง และหลังจากทนทำงานนานห้าเดือน จึงสามารถหลบหนีได้สำเร็จระหว่างที่เรือเข้าเทียบท่า

          ข่าวของเอพี บอกด้วยว่ากระแสข่าวเรื่องความทารุณโหดร้ายในเรือประมงไทย เริ่มได้รับกระแสตอบรับจากนานาชาติ ร่วมกันกดดันอุตสาหกรรมประมงของไทยให้ดูแลปัญหาดังกล่าว เช่น อียู ที่มีการประกาศตั้งกำแพงต่อต้านสินค้าอาหารทะเลจากประเทศที่มีปัญหาแรงงานทาส ขณะที่สหรัฐฯ ก็ห้ามไม่ให้มีการนำเข้าสินค้าที่มาจากแรงงานทาสเช่นกัน แต่แรงกดดันที่จะส่งผลให้เกิดการแก้ไขปัญหาในอุตสาหกรรมประมงไทย ควรจะมาจากผู้บริโภคอาหารทะเล และว่าปัจจุบันนี้ มีความพยายามของกลุ่มผู้บริโภค ที่กำลังกดดันผู้จัดจำหน่ายสินค้ารายใหญ่ๆ ให้เลิกทำการค้ากับคู่ค้าที่พัวพันกับปัญหาแรงงานทาสและการค้ามนุษย์ เช่น วอล-มาร์ท ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้ประกาศใช้มาตรฐานใหม่ที่สูงขึ้นในการจัดซื้อสินค้าอาหารทะเลเข้ามาจำหน่ายในร้าน หลังจากได้รับหนังสือร้องเรียนที่ลงลายมือชื่อโดยลูกค้ากว่าหนึ่งแสนคน.

ดร.อัมมารชี้ “เกษตรกรรมเป็นภาคเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด”

 

 

“เกษตรกรรมในปัจจุบันมองได้ 2 แง่คือ แง่ที่หนึ่งเป็นการต่อสู้กับธรรมชาติ การต่อสู้กับการแปลงที่ดิน และแง่ที่สอง คือการร่วมมือกับธรรมชาติ เพื่อไม่ให้ธรรมชาติหันกลับมาทำความรุนแรงหรือกลับมาทำลายเรา”

วันนี้ (29 สิงหาคม 2556) เวลาประมาณ 09.20 น. “งานสมัชชาวิชาการเกษตรกรรมยั่งยืน”  ได้เริ่มขึ้นแล้ว ณ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) จังหวัดนครปฐม โดยเน้นคำที่เป็นหัวใจของงานว่า “เปลี่ยนเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน”

ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) องค์ปาฐกในงานได้เน้นประเด็นหลักซึ่งเป็นข้อสังเกตต่อสถานการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับภาคเกษตรในปัจจุบัน 2 ประเด็นคือ

ประเด็นแรก  ปัจจุบันเกษตรกรมีอายุเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำการวิจัยในประเด็นเรื่อง จำนวนแรงงานในภาคเกษตรที่ทำงานมากกว่า 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แยกตามอายุ ระบุว่า  ประชากรที่มีอายุในช่วง 25-34 ปี เป็นช่วงวัยที่หันหน้าออกจากภาคเกษตรมากที่สุด คนในวัยกลางคนที่มีอาชีพทำเกษตรต้องหารายได้เสริม เพราะอาชีพทำนาไม่ใช่อาชีพที่ทำรายได้เพียงพอสำหรับหล่อเลี้ยงคนในทั้งครอบครัว

ดร.อัมมาร กล่าวต่อว่า คนทำนา(ยกเว้นชาวนาภาคกลาง) มีรายได้ที่มาจากการทำนาต่ำกว่าครึ่งของรายได้ทั้งหมดของครอบครัว แต่ที่น่าสนใจก็คือ กลุ่มคนเหล่านี้กลับยังบอกว่าตัวเองเป็นชาวนา ดังนั้น ในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูกาลทำนา กลุ่มคนวัยกลางคนเหล่านี้จะมุ่งหารายได้เสริมจากการประกอบอาชีพอื่นซึ่งมีหลากหลายอาชีพมาก แต่พอถึงฤดูกาลทำนากลุ่มคนเหล่านี้จะต้องกลับมาทำนา  แต่นี่ก็เป็นเพียงภาพในอดีต ซึ่งในปัจจุบันแทบไม่มีแล้ว เนื่องจากว่า หลังจากที่กลุ่มคนเหล่านี้ออกจากชุมชนเพื่อไปหารายได้เสริม เขาเหล่านี้ไม่อยากกลับมาทำนาอีกเลย ดังนั้นจึงสังเกตได้ว่า ในปัจจุบันคนทำนาคือกลุ่มคนสูงอายุ ซึ่งมักทำนาด้วยระบบการจ้างทำนา

ประเด็นที่สอง  ระบบเกษตร(รายย่อย)ในปัจจุบันมองได้ 2 ด้าน คือ ด้านที่ต้องต่อสู้กับธรรมชาติ  ต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดิน ซึ่งในส่วนนี้จะเห็นว่าในแต่แต่ละภูมิภาคของประเทศไทยมีสภาพที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความแห้งแล้วและร้อน แต่อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนก็สามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม และอีกด้าน คือ ด้านที่ต้องร่วมมือกับธรรมชาติ เพื่อไม่ให้ธรรมชาติหันกลับมาทำความรุนแรงหรือกลับมาทำลายเรา

นอกจากนี้แล้ว ดร.อัมมาร ยังได้กว่าทิ้งท้ายว่า หลายอาชีพในปัจจุบันได้แยกตัวเราออกมาจากธรรมชาติ ยกตัวอย่างเรื่องการทำฟาร์มเลี้ยงไก่จะเป็นได้ชัดว่า เป็นการเลี้ยงที่ฝืนธรรมชาติ เมื่อฝืนธรรมชาติมากๆ ก็ทำให้โลกป่วย เมื่อโลกป่วยธรรมชาติก็ต้องแก้แค้นเรา  แต่เกษตรกรรมยั่งยืนที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันเป็นระบบเกษตรกรรมที่ปกป้องโลก ปกป้องตลาดโลก ดังนั้น สิ่งที่งานสมัชชาวิชาการเกษตรกรรมยั่งยืนกำลังทำอยู่ใน 2-3 วันที่จัดงานอยู่นี้ เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว เพราะ “ในความเป็นจริงแล้วเราปฏิเสธตลาดโลกไม่ได้ หรือหากจะปฏิเสธ เราก็ต้องมีทางออก”

เยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน” (Belia Thai Sejiwa Sehati) รุ่นที่ 2

เยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน” (Belia Thai Sejiwa Sehati) รุ่นที่ 2

 

นางสาวรอบีอ๊ะ นุ้ยประสิทธิ  ครูโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ

และอุสตาซอับดุชชะกูร บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก  ดินอะ) รายงาน

 

โครงการค่าย เยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน” (Belia Thai Sejiwa Sehati) รุ่นที่ 2  ระหว่างวันที่ 22-27 สิงหาคม 2555 สถานที่ โรงแรมบัดดี้ โอเรียนทอลริเวอร์ไซด์  ปากเกร็ด จังหวันนนทบุรี  จัดโดยกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์  สำนักงานศาลยุติธรรม  เพื่อให้ความรู้  ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกฎหมาย  กระบวนการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม  รวมถึงสิทธิของเด็กและเยาวชนตามกฎหมาย  และเป็นการสร้างแกนนำเยาวชนให้เป็นแนวร่วมในการถ่ายทอดความรู้ที่ตนได้รับจากการเข้าร่วมโครงการแก่เยาวชนคนอื่นในโรงเรียน เยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการประกอบด้วย เยาวชนอายุระหว่าง 15-18  ปี ที่นับถือศาสนาอิสลามระดับมัธยมปลายทั้งสถาบันศึกษาปอเนาะ  โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาของรัฐ ในเขต 3 จังหวัด 4 อำเภอ จำนวน 80 คน  เขตกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 30 คน 

 

รายชื่อนักเรียนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 30 คน โปรดดูใน  http://www.iprd.coj.go.th/userfiles/file/beliathai/belia2center.pdf

รายชื่อนักเรียน 3  จังหวัดชายแดนใต้และ  4  อำเภอสงขลา  80  คน

http://www.iprd.coj.go.th/userfiles/file/beliathai/belia2s.pdf

สะเอียบ ประกาศ ขอโทษ Google และคนไทย ที่ทำให้เสียชื่อเสียง

เข้าใจผิดคิดว่ามาสำรวจสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง

 

สะเอียบ แพร่ /////

                จากการที่ชาวสะเอียบ ล้อมรถและเชิญตัวเจ้าหน้าที่บริษัท Google ให้สาบานว่าไม่ได้มาสำรวจเรื่องเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง ซึ่งจากการสอบถามชาวบ้านพบว่าเป็นการเข้าใจผิด เพราะรถที่เข้ามาถ่ายรูปในหมู่บ้านมีกล้องรอบทิศทาง แต่เมื่อเช็คข่าวตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วว่าไม่เกี่ยวกับการสร้างเขื่อน ชาวบ้านจึงมีมติให้ขอโทษ และขอโทษต่อคนไทยทั้งประเทศที่ทำให้เสียชื่อเสียง

 

                ทั้งนี้ชาวบ้านในนามของกลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ได้ออกแถลงการณ์ในวันนี้ 14 สิงหาคม 2556 ระบุ ขอโทษ Google ในการเข้าใจผิดการสำรวจแผนที่สถานที่ท่องเที่ยว เข้าใจผิดคิดว่าเข้ามาถ่ายรูปสำรวจเพื่อการสร้างเขื่อน

 

                นายวิชัย รักษาพล ประธานคณะกรรมการคัดค้านเขื่อน ต.สะเอียบ ซึ่งได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่บริษัท Google คือนายดีพร้อม ฟองฟอน ในวันที่เกิดเหตุนั้นได้กล่าวว่า  “น้องเขาก็บอกว่ามาถ่ายรูปทำแผนที่ให้บริษัท Google แต่ชาวบ้านไม่เชื่อใจเพราะมีหลายบริษัทเข้ามาทำอย่างนี้แล้วเอาข้อมูล ภาพถ่าย ไปสรุปว่าชาวบ้านเห็นด้วยกับการสร้างเขื่อน ผมในฐานะประธาน ก็ต้องขอโทษต่อน้องเขาด้วย บริษัท Google ด้วย รวมทั้งขอโทษต่อคนไทยทั้งชาติที่ทำให้คนไทยเราเสียชื่อเสียงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รับรองมาคราวหน้าเราจะต้อนรับเป็นอย่างดี ต้องขอโทษด้วยนะครับ” นายวิชัย กล่าว

 

                ด้านนายวุฒิชัย ศรีคำภา กลุ่มเยาวชนตะกอนยม ก็ออกมากล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นกัน โดยขอให้สังคมไทยยกโทษให้ด้วย เพราะชาวบ้านเครียดกับการสร้างเขื่อน ที่จะต้องถูกอพยพโยกย้าย บ้านแตกสาแหรกขาด ชุมชนล่มสลาย อีกทั้งป่าสักทองผืนสุดท้ายก็จะถูกทำลายไปด้วย “ชาวบ้านเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกมาสำรวจเพื่อการสร้างเขื่อน จึงต้องมีมาตรการเข้มงวด ยิ่งเห็นกล้องบนหลังคารถถ่ายภาพรอบทิศอย่างนั้นเป็นใครใครก็งง ทุกวันนี้ชาวบ้านทุกครอบครัวต้องส่งตัวแทนครอบครัวละ 1 คน รวม 20 คนต่อวัน ในการไปเฝ้าเวรยามในพื้นที่ที่จะสร้างเขื่อน ต้องออกค่าใช้จ่ายกันเอง เฝ้าป่าไม่ให้เขื่อนมาทำลาย ไม่ใช่เพื่อคนสะเอียบเท่านั้น แต่เพื่อคนไทยทั้งประเทศ และคนทั้งโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อเราตรวจสอบแล้วว่าไม่เกี่ยวกับการสร้างเขื่อน เราก็ต้องขอโทษ ผมในฐานะเยาวชนสะเอียบก็ต้องขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยครับ” นายวุฒิชัย กล่าว

 

                จากนั้นแกนนำชาวบ้านได้อ่านแถลงการณ์ ขอโทษ Google ในการเข้าใจผิดการสำรวจแผนที่สถานที่ท่องเที่ยว และกล่าวในท้ายที่สุดว่า หาก Google มาอีกจะต้อนรับเป็นอย่าดี จากนั้นชาวบ้านจึงได้แยกย้ายกันไป และกำชับเวรยามให้ใช้ท่าทีที่ดีและพิจารณาให้ดีก่อนที่จะใช้มาตรการสะเอียบ

 

ร่วมลงชื่อแสดงจุดยืน "คัดค้านโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน"

แถลงการณ์

เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคอีสาน ขอแสดงจุดยืนในการคัดค้านโครงการจัดการน้ำ ๓.๕ แสนล้าน บทเรียนอันแสนเจ็บปวดจาก โขง ชี มูล... รัฐจงหยุด! ทำลายวิถีชีวิตชุมชนคนลุ่มน้ำ

 

จากการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในการดำเนินโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ ในวงเงินมากถึง ๓.๕ แสนล้านบาท โดยคณะกรรมการบริหารจัดการและอุทกภัย หรือ กบอ. ได้เปิดให้เอกชนยื่นประมูลเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบรวม ๙ โมดูล (Modules) อนุมัติงบประมาณ ๒.๘๕ แสนล้านบาท และโครงการย่อยที่อยู่นอก ๙ โมดูล อีกจำนวน ๖.๕ หมื่นล้านบาท (รวม ๓.๕ แสนล้านบาท) ทั้งนี้ จะทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำตามธรรมชาติหลายแห่งที่เป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำอุดมสมบูรณ์ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่รับน้ำนอง ตามแผนโครงการบริหารจัดการน้ำดังกล่าว เช่น ทุ่งบางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก  ทุ่งพิจิตร-ตะพานหิน จ.พิจิตร  ชุมแสง-เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์  ทุ่งบางบาล อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา  ทุ่งพระพิมลราชา จ.นครปฐม  พื้นที่ตามทางผันน้ำ (Flood diversion channel) ฝั่งตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นต้น กลายเป็นพื้นที่ภัยพิบัติไปอย่างน่าเสียดาย ทั้ง ๆ ที่พื้นที่เหล่านี้มีศักยภาพเป็นอู่ข้าวอู่น้ำมากกว่า อย่างไรก็ดี ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้ชะลอโครงการฯ และให้รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๕๗ วรรคสอง และมาตรา ๖๗ วรรคสอง โดยนำแผนบริหารจัดการน้ำไปจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียก่อนที่จะดำเนินการจ้างออกแบบ แต่ละแผนงาน ในแต่ละโมดูล เนื่องจากโครงการบริหารจัดการน้ำทุกสัญญา (โมดูล) มีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

นอกจากนี้ในพื้นที่ภาคอีสานก็ยังถูกบรรจุในโมดูลของโครงการ ได้แก่ Module B1 การสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืน ในพื้นที่ลุ่มน้ำ ๑๗ ลุ่มน้ำ เขื่อนชีบน อ.หนองบัวแดง  เขื่อนยางนาดี อ.บ้านเขว้า และ อ.หนองบัวระเหว เขื่อนโปร่งขุนเพชร อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ  และโครงการฟื้นฟูและบูรณะและการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของหนองหาร จ.สกลนคร ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่นอก ๙ โมดูลทั้งนี้ จากบทเรียนการจัดการน้ำของรัฐ ภายใต้การดำเนินโครงการโขง ชี มูล ในพื้นที่ภาคอีสานก็ได้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่าการจัดการน้ำขนาดใหญ่ที่ไม่สมดุลกับภูมินิเวศท้องถิ่นนั้นๆ โดยการสร้างเขื่อนบนลำน้ำมูล ชี และลำน้ำสาขา กว่า ๒๔ ปีที่ผ่านมา ซึ่งรัฐเจตนาละเลยและไม่อยากจะกล่าวถึงนัก เพราะเมื่อทบทวนดูแล้วเป็นเสมือนฝันร้าย เป็นบาดแผลใหญ่ในจิตใจของคนอีสาน นักการเมืองผลักดันโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อหาเสียง ผลีผลามสั่งการ ไม่มีกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสังคมและชุมชน ไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมจากชุมชนท้องถิ่นผู้มีส่วนได้เสีย เป็นโครงการที่วางแผนลงในกระดาษ (Destop Study) แล้วทุ่มงบประมาณลงมาสร้าง

เมื่อเริ่มก่อสร้างและทยอยแล้วเสร็จมีการเก็บกักน้ำ แทนที่ผลลัพธ์จะเป็นไปตามคำอวดอ้างว่า อีสานจะดินดำน้ำชุ่ม แก้ปัญหาความยากจน การอพยพแรงงาน ตรงข้าม โครงการนี้กลับทำลายแหล่งทำมาหากินของชุมชนท้องถิ่น คือป่าบุ่งป่าทามในทุกลุ่มน้ำ เกิดการแพร่กระจายของดินเค็มน้ำเค็ม การสูญเสียพันธุ์สัตว์น้ำ ที่ดินทำกินของประชาชนหลายแสนไร่ถูกแปรเป็นอ่างเก็บน้ำโดยที่ไม่มีแผนการในการชดเชยทดแทน ที่นานอกอ่างเก็บน้ำยังเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมผิดปกติจนนาข้าวเสียหายอย่างที่ไม่มีการรับผิดชอบใดๆ ทำให้ชาวนาต้องสูญเสียโอกาสในการทำนาในที่ดินของตน และสุดท้ายเราพบความจริงว่าโครงการโขง ชี มูล เป็นการลงทุนที่ไร้ความคุ้มค่าอย่างที่ไม่สามารถคิดอยู่ในระบบการคำนวณใดได้ และยิ่งซ้ำเติมปัญหาเดิมๆ ของคนอีสานให้หนักข้อขึ้นไปอีก จึงเกิดปรากฏการณ์ที่ชุมชนท้องถิ่นลุกขึ้นมาต่อต้าน หรือเรียกร้องความเป็นธรรมเรียกร้องการชดเชยความเสียหาย ค่าสูญเสียโอกาส จากการก่อสร้างเขื่อน ๑๔ แห่งในลุ่มน้ำมูล ชี และน้ำสาขา เช่น เขื่อนหนองหานกุมภวาปี เขื่อนปิดปากน้ำห้วยหลวง เขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร เขื่อนธาตุน้อย และที่อื้อฉาวที่สุดก็คือสองเขื่อนในแม่น้ำมูล คือ เขื่อนราษีไศล และ เขื่อนหัวนา ที่ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ ๓ ปี แต่การตามแก้ผลกระทบ ใช้เวลา ๒๐ ปีแล้วก็ยังแก้ไม่แล้วเสร็จและมีแนวโน้มจะบานปลายไปเรื่อยๆ 

            ดังนั้น ทางเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคอีสาน พร้อมด้วยองค์กรภาคี และบุคคลตามรายชื่อลงนามแนบท้าย จึงได้ร่วมกันแสดงจุดยืนในการคัดค้านโครงการจัดการน้ำ ๓.๕ แสนล้าน  และมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ดังนี้

.) ให้รัฐบาลยุติโครงการบริหารจัดการน้ำ ๓.๕ แสนล้านบาท อันจะก่อเกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นิเวศลุ่มน้ำเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งพวกเราไม่เห็นด้วยและจะคัดค้านจนถึงที่สุด

.) รัฐบาลควรสนับสนุนรูปแบบการจัดการน้ำขนาดเล็กที่เหมาะสมและสอดคล้องกับพื้นที่ชุมชนท้องถิ่น เนื่องจากภาคการเกษตรจะต้องเป็นผู้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ภาคอุตสาหกรรม การพาณิชย์ หรือนายทุนขนาดใหญ่

๓.) รัฐบาลจะต้องเคารพสิทธิชุมชน และสนับสนุนแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปีพ.ศ.๒๕๕๐ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง กับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐ

.) ให้รัฐบาลรีบดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ โขง ชี มูล ในพื้นที่ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำสาขาอื่นๆ

ด้วยจิตคารวะ

๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๖

เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคอีสาน