warning: Creating default object from empty value in /home/webmasterthaingo/public_html/thaingo/modules/taxonomy/taxonomy.pages.inc on line 33.

ข่าวเด่น

นายทุนแห่ขอสัมปทานเหมืองแร่โปแตชอีสาน เกินครึ่งภาค รวมกว่า 1.7 ล้านไร่ ล่าสุดขยายที่กาฬสินธุ์ 3 แสนไร่ บึงกาฬ 6 หมื่นไร่

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา  นายสุวิทย์  กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ติดตามข้อมูลนโยบายการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ภาคอีสาน ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าขณะนี้กำลังมีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจ ประเมินศักยภาพแหล่งแร่โปแตช เพื่อทำการผลิตในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ เพิ่มเติมอีก จำนวน  5 แปลง เนื้อที่ 300,000 ไร่ ได้แก่ ต.เชียงเครือ ต.ห้วยโพธิ์ อ.เมือง, ต.โคกสมบูรณ์ ต.หลักเมือง ต.โพนงาม อ.กมลาไสย และต.ร่องคำ อ.ร่องคำ ซึ่งขยายจากเดิมที่เคยยื่นขอเมื่อปีที่แล้ว จำนวน 12 แปลง เนื้อที่ 200,000 ไร่ รวมแล้วเฉพาะในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ กำลังมีการขอสัมปทานทำเหมืองแร่โปแตช จำนวน  500,000 ไร่ โดยบริษัท แปซิฟิก มิลเดอรัล จำกัด

นอกจากนี้ยังมีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจเพิ่มเติม ในจังหวัดใหม่ ได้แก่ พื้นที่ ต.หนองหัวช้าง อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 60,000 ไร่ โดยบริษัท ฮัท ซุน โฮฮัง จำกัด นายทุนจากประเทศจีน

ตามขั้นตอนผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด แล้วส่งต่อไปให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อทำเรื่องเสนอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศยกเลิกมาตรา 6 ทวิ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.แร่ 2510 ในเขตพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ได้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อเปิดให้เอกชนสามารถยื่นคำขออาชญาบัตรเพื่อประกอบการเชิงพาณิชย์ และทำการผลิตแร่โปแตช ได้

นายสุวิทย์  กุหลาบวงษ์  ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน  กล่าวว่า ขณะนี้ทั้งสองจังหวัด (กาฬสินธุ์และบึงกาฬ) นายทุนผู้ขอสัมปทาน กำลังลงพื้นที่เพื่อทำการสำรวจหาแหล่งแร่ตามขั้นตอนขออาชญาบัตรพิเศษ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปีหน้า และก็จะดำเนินการต่อในขั้นตอนขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองเลยทันที

“จากการติดตามข้อมูลโครงการเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน พบว่ามีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อทำการสำรวจแหล่งแร่ และขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่โปแตช ไปแล้ว 11 จังหวัด 16 พื้นที่ ได้แก่ จ.นครราชสีมา จ.ขอนแก่น จ.ชัยภูมิ จ.สกลนคร จ.อุดรธานี จ.มหาสารคาม จ.หนองคาย จ.นครพนม จ.ยโสธร จ.กาฬสินธุ์ และจ.บึงกาฬ คิดเป็นเนื้อที่รวมกว่า 1,700,000 ไร่ ซึ่งหากเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้นจริงก็จะส่งผลกระทบต่อคนอีสานทั้งภาคอย่างแน่นอน” นายสุวิทย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในส่วนที่ จ.อุดรธานี อยู่ระหว่างการยื่นขออนุญาตประทานบัตร ทำเหมือง ของบริษัท เอเชีย แปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอพีพีซี) ในขั้นตอนการทำประชาคมหมู่บ้าน แต่ติดอยู่ที่ชาวบ้านในพื้นที่คัดค้าน และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาร่วมกันทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามขั้นตอนประทานบัตร 

 

/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/

นายเดชา  คำเบ้าเมือง  ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)

ตู้ปณ. 14 อ.เมือง จ.อุดรธานี  41000

โทรศัพท์ : 081-3696266

อีเมล์ : decha_61@yahoo.com ; huktin.ud@gmail.com

ชาวเล ร่ำไห้ ถูก"แบ็คโฮขุดหลุมฝังบ้าน!!"

ชาวเล ร่ำไห้  ถูก"แบ็คโฮขุดหลุมฝังบ้าน!!"

 

ชาวเลรายหนึ่งอายุ 53 ปี ที่เกาะหลีแปะ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง สตูล เล่าให้ฟัพร้อมน้ำตา ว่า " เมื่อวันจันทร์ที่ 5 พ.ย.56 ที่ผ่านมา เหตุเกิดเวลาประมาณ 23.00 น.ฉันไม่อยู่บ้าน ไม่มีใครอยู่ มีรถแบ็คโฮ เข้ามาขุดหลุมข้างบ้านฉัน แล้วจากนั้นก็กวาดบ้านฉัน กวาดุกสิ่งทุกอย่างลงหลุม จากนั้นก็กลบหลุม เมื่อฉันกลับมาถึงบ้าน มาเห็นหม้อข้าว หม้อแกง เสื้อผ้า กองอยู่ปากหลุม ฉันแทบทรุดลงร้องไห้ ทำไมเขาแบบนี้กับฉัน ทั้งๆ ที่ฉันคือคนที่นี่ เป็นคนดั้งเดิมที่อยู่ตรงนี้ อยู่ในเกาะนี้

ฉันพยายามเสนอทางแก้ปัญหาผ่านรัฐบาล ชุดนี้หลายครั้ง แต่สุดท้ายบ้านฉันก็อยู่ในหลุม"  ชาวเลรายนั้นเล่าออกมาด้วยเสียงสะอื้น  ก่อนสรุปถึงเหตุการณ์จากนี้ ว่า ยังมีชาวเลต้องเผชิญชะตาแบบเขาอีกหลายครอบครัว   "ตอนนี้มันก็เตรียมรื้ออีก
3 หลัง พวกฉันจะเป็นคน อยู่ต่อไปได้อย่างไรในประเทศนี้ แล้วพวกฉันจะไปอยู่ไหนเมื่อไหร่รัฐบาลที่มีหน้าที่ดูแล ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกฉันเสียที พวกเรามีค่าน้อยกว่าสัตว์สงวนเสียอีกนะในประเทศนี้ การเมืองที่ดูแลคนจนจะมีไหม ?  ประชาธิปไตยกินได้มีไหม ?”   ขณะเดียวกัน กลุ่มชาวเลที่กำลังจะถูกรื้อถอนจำนวนหนึ่งก็ตะโกนแทรกเข้ามา ว่า  “พวกเรา 3 คนกำลังจะถูกรื้อต่อ ทำไมรัฐทำแบบนี้ แล้วมีใครบ้างที่พอจะเข้าใจและยื่นมือมาช่วยเราได้บ้าง ?  ประเทศไทยไม่มีที่ให้คนจนอยู่ได้

ภาพและข่าวจาก
Maitree Jongkraijug

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=692425894123970&set=a.354938074539422.87469.100000696965095&type=1&theater

ชาวลุ่มน้ำชีร้อยเอ็ดร้อง “ปัญหาเก่ายังแก้ไม่เสร็จ ปัญหาใหม่จะเข้ามาทับถม”

ชาวลุ่มน้ำชีร้อยเอ็ดร้อง “ปัญหาเก่ายังแก้ไม่เสร็จ ปัญหาใหม่จะเข้ามาทับถม” ในเวทีน้ำ 3.5 แสนล้าน

สะท้อนการบริหารจัดการน้ำของรัฐที่ผ่านมาล้มเหลวโดยเฉพาะโครงการโขงชีมูล

            ร้อยเอ็ด : วันที่  15  พฤศจิกายน  2556  เวลา 13.00 น.- 16.00 น. ที่ห้องพลาญชัย  โรงแรมร้อยเอ็ดซิตี้  จังหวัดร้อยเอ็ด  คณะอนุกรรมการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ร่วมกับจังหวัดร้อยเอ็ด  ได้จัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ของประชาชนในพื้นที่ ตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ให้รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี พ.ศ. 2550 มาตรา 57 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสอง โดยการนำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำไปจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึง เนื่องจากโครงการบริหารจัดการน้ำทุกสัญญา (โมดูล) มีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

                ในเวลาประมาณ  13.00  น.  ผู้จะเข้าร่วมเวทีการรับฟังความคิดเห็นยืนรอลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมประชุม  ในการลงทะเบียนจะได้รับเอกสารรายละเอียดโครงการ  ขณะเดียวกันผู้เข้าร่วมที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนก็สามารถที่จะเข้าร่วมรับฟังก่อนได้  โดยผู้เข้าร่วมมีทั้ง  พระสงฆ์  หน่วยงานราชการ  นายก อบต.  นายกเทศบาล  กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน  และประชาชน  ประมาณ  200 กว่าคน  และมีชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่างซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพรกว่า 50 คนเข้าร่วม

                เวลา  13.30  น.  นายสมศักดิ์ ขำทวีพรหม  ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด  เป็นประธานในพิธีเปิด  โดยกล่าวว่า “ เวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ  ที่ต้องการรับฟังความคิดเห็นประชาชนเมื่อมีโครงการพัฒนา  ซึ่งประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่  เพื่อจะนำเสนอความคิดเห็นของประชาชนนำไปเสนอต่อรัฐบาลต่อไป  เหตุการณ์น้ำท่วมปี  2554  ที่เกิดขึ้นในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา  ส่งผลให้รัฐบาลมีโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  เพื่อป้องกันน้ำท่วม  จังหวัดร้อยเอ็ด  ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมายจังหวัดที่ต้องมีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  แต่อาจจะได้รับผลกระทบจากโครงการที่มีอยู่ในจังหวัดชัยภูมิที่จะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำ  เพราะเป็นสายน้ำชีเดียวกัน  แม่จะได้รับผลกระทบไม่มากก็ตาม  แต่ต้องมารับฟังความคิดเห็นประชาชนและเพื่อให้รับรู้  รับทราบเพื่อมากขึ้นจะได้รับจากวิทยากร  อาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิตต่อไป” และเดินทางกลับ  เวลาประมาณ  13.45  น.

                ต่อจากนั้นได้มีการเปิดเวทีให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น  โดยด้านนางอมรรัตน์  วิเศษหวาน ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ดและเขื่อนยโสธร-พนมไพร  อำเภอทุ่งเขาหลวง  กล่าวว่า  “หลังจากดูวีดีทัศน์แล้ว  ไม่เห็นว่าจะมีโครงการที่จังหวัดร้อยเอ็ดเลย  แล้วคนร้อยเอ็ดจะได้อะไรจากโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  3.5  แสนล้าน  มีแต่จะได้รับผลกระทบ  ซึ่งชัดเจนว่า  โครงการพัฒนาโดยเฉพาะโครงการโขง-ชี-มูล  ที่มีการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ดและเขื่อนยโสธร-พนมไพร สร้างความเสียหายให้กับชาวบ้าน  น้ำท่วม  นาน  3-4  เดือนเป็นเวลา  12  ปี  ข้าวนาปีไม่เคยได้กินตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนมา  ไม่มีการเยี่ยวยาชดเชย  ปัญหาเก่ายังไม่ได้รับการแก้ไข  ปัญหาใหม่ก็จะเข้ามาทับถม  เพื่อให้มีการดำเนินการแก้ปัญหา  วันนี้จึงขอยื่นหนังสือเพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม”

                หลังจากนั้น  อมรรัตน์  วิเศษหวาน  ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด  เขื่อนยโสธร-พนมไพร อำเภอทุ่งเขาหลวง  ได้มีการยืนหนังสือคัดค้านเวทีการรับฟังความคิดเห็น  ต่อนายพิทยา กุดหอม หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดร้อยเอ็ด

                ด้านนายสิริศักดิ์  สะดวก  ผู้ประสานงานศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรชุมชนลุ่มน้ำชีตอนล่าง  กล่าวว่าผมมีข้อสังเกตต่อเวทีรับฟังความคิดเห็นดังนี้ คือ    “1.  ดูวีดีทัศน์แล้วไม่มีโครงการในจังหวัดร้อยเอ็ด  2.  อ่านเอกสารประกอบแล้ว  ก็ไม่มีแผนโครงการในจังหวัดร้อยเอ็ด  3.  พื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด  ได้อะไร?  ในภาคอีสานมีโครงการ  2  จังหวัด  คือ  ชัยภูมิและสกลนคร  ในส่วนของโครงการในจังหวัดชัยภูมิ  สิ่งที่คนร้อยเอ็ดจะได้มันคงเป็นสิ่งที่หลายคนวิตกมากกว่าคือ   ประการแรก ถ้ามีการสร้างเขื่อนชีบน และเขื่อนยางนาดีตามโมดูล B1 ,B2  จะทำให้ในช่วงฤดูน้ำหลากอาจจะมีปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรนานกว่าเดิมทำให้ต้นข้าวเน่าเสียหาย เนื่องจากบริเวณพื้นที่ตั้งแต่ สารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร ช่วงกลางน้ำถึงท้ายน้ำเป็นพื้นที่ทามน้ำท่วมถึงแต่ลักษณะน้ำท่วมจะท่วมไม่นาน 7-15 วันน้ำก็ลด แต่พอมาสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร ในลุ่มน้ำชีก็ทำให้น้ำท่วมผิดปกตินาน 3-4 เดือน ยิ่งถ้ามามีการสร้างเขื่อนชีบนและเขื่อนยางนาดีตามแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านก็ยิ่งจะทำให้คนลุ่มน้ำชีต้องอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมนานกว่าเดิมอีก ประการที่สอง  ในช่วงหน้าแล้ง  หากมีการสร้างเขื่อนยางนาดี เขื่อนชีบน น้ำในจังหวัดชัยภูมิ  เขื่อนแต่ละเขื่อนจะมีการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูน้ำแล้งเพื่อรักษาตัวเขื่อนและเพื่อทำประโยชน์ตามที่เขื่อนได้กล่าวอ้างไว้แน่นอนก็จะทำให้น้ำอาจจะไหลมาหล่อเลี้ยงคนกลางน้ำและท้ายน้ำได้ไม่ปกติ หรือไม่สามารถไหลลงมาหล่อเลี้ยงคนลุ่มน้ำชีตอนล่างได้   ซึ่งจะส่งผลต่อเกษตรกรในปัญหาการแย่งน้ำทำนา 

นายสิริศักดิ์ยังกล่าวต่ออีกว่าในส่วนของโครงการบริหารทรัพยากรน้ำ  3.5  แสนล้าน  มีเป้าหมายโครงการชัดเจนอยู่แล้ว  จึงมีคำถามว่า  เวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนวันนี้เป็นการประทับตราให้โครงการหรือไม่?  ดังนั้นกระผมจึงขอคัดค้านเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ และผมมีข้อเสนอต่อการบริหารจัดการน้ำดังนี้  คือ  รัฐควรที่จะหันกลับไปแก้ไขปัญหาเก่าก่อนโดยเฉพาะโครงการโขงชีมูล ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในลุ่มน้ำชี อย่างเช่นปัญหาน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรนาน 3-4 เดือนทำให้ต้นข้าวเน่าเสียหาย หลังจากมีการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร    มองว่า  รัฐควรต้องลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริงตั้งแต่ในระดับพื้นที่ และสุดท้าย  ควรกระจายการบริหารจัดการลงสู่ชุมชนทั้งในระดับแผนงานละงบประมาณเพื่อให้ชุมชนได้จัดทำแผนในการบริหารจัดการน้ำระดับชุมชน และเพื่อเสนอความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริงและมีการจัดการน้ำได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับพื้นที่

………………………………………………………………………

รายงานโดย นายสิริศักดิ์  สะดวก  ผู้ประสานงานศูนย์พิทักษ์ลุ่มน้ำชีตอนล่าง

โทร.091-0178730   อีเมล์ : see_project@hotmail.com

ชาวอุดรค้านเวทีน้ำ 3.5 แสนล้าน ผู้นำชุมชนชี้โครงการจัดการน้ำโดยรัฐ “โขงชีมูล” ล้มเหลว!

อุดรธานี : เมื่อเวลา 13.00 น.- 16.00 น. ของวันที่ 11 พ.ย.56 ที่ห้องประชุมฟ้าหลวงโรงแรมนภาลัย จ.อุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ร่วมกับ คณะอนุกรรมการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี โดยการแต่งตั้งของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ได้จัดเวทีประชุมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โครงการเพื่อการออกแบบและก่อสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยฯ ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ในวงเงิน  3.5 แสนล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า ในเวทีการรับฟังความคิดเห็น ได้มีข้าราชการ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น จำนวนกว่า 200 คน นอกจากนี้ก็พบว่ามีชาวบ้านจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ซึ่งเป็นกลุ่มคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช ประมาณ  50 คน เดินทางมาเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีและยื่นหนังสือคัดค้านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และนายสุทธินันท์  บุญมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ที่เดินทางมาเป็นประธานกล่าวเปิดงานแทนผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย

หลังจากนั้น วิทยากรกระบวนการจัดประชุม คือ รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้เริ่มเวทีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนชาวอุดรธานี พร้อมกับนำเสนอข้อมูลโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ผ่านวีดีทัศน์ เป็นเวลาประมาณ 15 นาที แล้วจึงเปิดเวทีให้มีการแสดงความคิดเห็น โดยกำหนดให้ผู้ร่วมอภิปรายมีเวลาได้แต่ละครั้งไม่เกิน 3 นาที

รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กล่าวว่า หากจะมีการก่อสร้างใดๆ หรือมีโครงการใหญ่ๆ ในประเทศไทย รัฐธรรมนูญระบุไว้เลยว่าจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง ดังนั้น แผนแม่บทโครงการบริหารจัดการน้ำของประเทศตามที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนจะทำเฉพาะในพื้นที่ 36 จังหวัดที่มีโครงการนั้นไม่ได้ ต้องจัดทำทั้ง 76 จังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วยเพราะเงินที่จะไปลงตามโครงการต่างๆ นั้น เป็นเงินภาษีอากรที่จะต้องเก็บจากราษฎรทุกคน

“ที่จังหวัดอุดรธานีแม้ไม่มีโครงการตามพื้นที่ 36 จังหวัด แต่ท่านสามารถแสดงความคิดเห็นในภาพรวมได้ว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับโครงการ หรือหากมีปัญหาการก่อสร้างเขื่อน การก่อสร้างคลองระบายในพื้นที่ของท่านก็เสนอแนะเข้ามาได้”

ด้านนางมณี  บุญรอด แกนนำกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ซึ่งได้ยื่นหนังสือคัดค้านเวทีการรับฟังความคิดเห็น พร้อมกล่าวว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่มีขึ้นในภาคอีสานหลายจังหวัด ไม่ได้เป็นไปตาม มาตรา ๕๗ วรรคสอง และมาตรา ๖๗ วรรคสอง ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ และที่ศาลปกครองมีคำสั่ง ซึ่งนอกจากจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงแล้ว กลุ่มอนุรักษ์ฯ เห็นว่าโครงการของรัฐจะต้องมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม และมีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันกับรัฐในการดำเนินโครงการ แต่การนำเสนอข้อมูลผ่านวีดีทัศน์เพียง 10 กว่านาที ให้ผู้เข้าร่วมได้รับชมก่อน แล้วเปิดเวทีให้แต่ละคนไม่เกิน ๓ นาที ได้อภิปรายตามข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนั้น จึงทำให้ประชาชนขาดข้อมูลอย่างรอบด้านในการพิจารณาผลดี และผลเสียของโครงการ

 “การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา มีลักษณะที่เป็นการโฆษณา และประชาสัมพันธ์โครงการ โดยให้หน่วยงานของรัฐกะเกณฑ์คนมาร่วมลงชื่อรับฟังและสนับสนุนโครงการมากว่า” นางมณีกล่าว 

ขณะที่นายประภาส  อำคา กำนันตำบลอุ่มจาน อำเภอประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ชาวบ้านในพื้นที่รอบหนองหานกุมภวาปี 3 อำเภอ ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการบริหารจัดการน้ำของรัฐที่ไม่ยั่งยืน ภายใต้โครงการโขงชีมูลในอดีต โดยการขุดลอกและทำคันคูกั้น ส่งผลให้น้ำจากลำห้วย 8 สาย ไหลลงสู่หนองหานไม่ทัน จึงเกิดปัญหาน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ไร่นาสร้างความเสียหายให้กับชาวบ้าน ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีโครงการขุดลอกหนองหานกุมภวาปีขึ้นอีก ภายใต้งบประมาณ 964 ล้าน ระยะเวลา 3 ปี คือ ปี 55-57 แต่เดียวนี้ใกล้จะสิ้นปี 56 แล้วโครงการยังคืบหน้าไม่ไปไหนเลย ก็ขอฝากให้รัฐบาลได้ติดตามโครงการนี้ด้วย

“ตั้งแต่ ปี2534 จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการบริหารจัดการน้ำในหนองหานกุมภวาปีให้ดีขึ้นเลย ชาวบ้านต้องก้มหน้ารับกับปัญหา และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ก็เปลี่ยนไปตามโครงการที่รัฐจัดให้” นายประภาสกล่าว 

/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/

นายเดชา  คำเบ้าเมือง  ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)

ตู้ปณ. 14 อ.เมือง จ.อุดรธานี  41000

โทรศัพท์ : 081-3696266

อีเมล์ : decha_61@yahoo.com ; huktin.ud@gmail.com

ชาวหนองบัวลำภูโวย เวทีรับฟังความเห็นน้ำ 3.5 แสนล้าน จำกัดสิทธิไม่ให้เข้าร่วม แสดงความเห็น อ้างไม่ได้แจ้งชื่อล่วงหน้า

หนองบัวลำภู : เมื่อเวลา 13.00 น.- 16.00 น. ของวันที่ 5 พ.ย.56 ที่ห้องประชุมภูฟ้ารีสอร์ท จ.หนองบัวลำภูคณะอนุกรรมการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ร่วมกับจังหวัดหนองบัวลำภู ได้จัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ของประชาชนในพื้นที่ ตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ให้รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี พ.ศ. 2550 มาตรา 57 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสอง โดยการนำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำไปจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึง เนื่องจากโครงการบริหารจัดการน้ำทุกสัญญา (โมดูล) มีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า มีข้าราชการ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น จำนวนกว่า 100 คน โดยผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เป็นผู้ที่หน่วยงานของตน ได้แจ้งรายชื่อมาก่อนล่วงหน้า ขณะเดียวกันก็พบว่ามีผู้นำบางส่วนและชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำลำพะเนียง จำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้แจ้งรายชื่อล่วงหน้า เดินทางมาขอเข้าร่วมเวทีดังกล่าว แต่ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดงานปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วม

โดยนายเจริญชัย  พาภักดี ผู้ใหญ่บ้านวังหมื่น หมู่ 5 ต.หนองบัว อ.เมืองหนองบัวลำภู กล่าวว่า ตนเป็นผู้ใหญ่บ้านทราบข่าวว่าจะมีเวทีรับฟังความเห็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำในวันนี้ จึงเดินทางมาเพื่อจะเข้าร่วมรับฟัง แต่พอมาถึงโต๊ะลงทะเบียนเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่มีรายชื่อจึงไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมในเวที

ด้านนายสฤษดิ์  ไสยโสภณ นายอำเภอเมืองหนองบัวลำภู จึงออกมากล่าวกับกลุ่มชาวบ้านว่า ชาวบ้านไม่ได้แจ้งรายชื่อมาล่วงหน้า และที่ประชุมก็ได้จัดเอาไว้จำนวนจำกัด จึงไม่สามารถให้เข้าร่วมได้

“เวทีในวันนี้เป็นการรับฟังความเห็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งไม่เกี่ยวกับปัญหาการขุดลอกลำพะเนียงในพื้นที่หนองบัวลำภู ดังนั้นตามขั้นตอนต้องมีการแจ้งรายชื่อมาก่อน หากไม่มีรายชื่อก็เข้าไม่ได้”

จนกระทั่งเวลาประมาณ 13.30 น. นายชยพล ธิติศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ได้เดินทางมากล่าวเปิดงาน กลุ่มชาวบ้านจึงได้เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว และเจรจาขอเข้าร่วมเวที นายอำเภอเมืองหนองบัวลำภู จึงต่อรองให้กลุ่มชาวบ้านส่งตัวแทนเข้าร่วมได้เพียง 2 คน พร้อมกำชับว่ามีสิทธิ์รับฟังเท่านั้น ไม่ให้แสดงความคิดเห็นใดๆ ในเวที

ด้านนายวิเชียร  ศรีจันทร์นนท์  ประธานกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำลำพะเนียง กล่าวว่า เวทีในวันนี้ไม่มีความโปร่งใส โดยจำกัดสิทธิ์และกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชนในเวที นอกจากนี้คนเข้าร่วมในเวทีส่วนใหญ่ก็เป็นบุคคลของหน่วยงานรัฐที่ได้จัดเตรียมกันมาแล้ว

“นายอำเภอจะคอยยืนประกบผมกับเพื่อนอีกคนที่เป็นตัวแทนกลุ่มซึ่งได้เข้าร่วมในเวที และบอกว่าให้รับฟังได้เท่านั้นไม่ให้แสดงความคิดเห็น ดังนั้นพวกเราจึงไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นเหมือนคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่เวทีนี้เป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามที่ศาลสั่งมา”

นายวิเชียร กล่าวต่อว่า ผู้เข้าร่วมประชุมไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน และไม่เข้าใจสภาพพื้นที่ในพื้นที่โครงการ  ความคิดเห็นที่แสดงจึงคล้อยตามกับข้อมูลของทางผู้จัดได้นำเสนอ ซึ่งมีแต่ผลดีของการดำเนินโครงการ แต่ขาดข้อมูลรอบด้าน

“เนื้อหาในเวทีคนส่วนใหญ่จะพูดถึงกรณีการขุดลอกลำพะเนียงมากกว่า ซึ่งมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่พวกผมซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและเจ้าของปัญหากลับถูกกีดกันไม่ให้ชี้แจง” นายวิเชียรกล่าว

/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/ 

นายเดชา  คำเบ้าเมือง  ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)

ตู้ปณ. 14 อ.เมือง จ.อุดรธานี  41000

โทรศัพท์ : 081-3696266

อีเมล์ : decha_61@yahoo.com ; huktin.ud@gmail.com

 

“หยุด (ร่าง) พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม บิดเบือนนิติรัฐ ขัดหลักนิติธรรม”

แถลงการณ์ฉบับที่ 1

หยุด (ร่าง) พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม  บิดเบือนนิติรัฐ ขัดหลักนิติธรรม 

            ตามที่สภาผู้แทนราษฎรภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยและการสนับสนุนของพรรคร่วมรัฐบาลได้ผ่านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. …. (พ.ร.บ.นิรโทษกรรม) ในวาระที่สามเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 นั้น เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ สมัชชาสงขลาเพื่อการปฏิรูปการเมือง และองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยทักษิณ เห็นว่า

1.      การที่สภาผู้แทนราษฎรโดยเสียงข้างมากผ่านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมอย่างเร่งรีบ โดยไม่รับฟังเสียงฝ่ายข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างร้ายแรง สะท้อนให้เห็นถึงการเมืองแบบพวกมากลากไปอย่างชัดเจน  ซึ่งเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมายและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง ถือเป็นความอัปยศและด่างพร้อยอีกครั้งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

2.      การกระทำดังกล่าวมีแต่จะเร่งเร้าให้เกิดการเผชิญหน้า จนกลายเป็นความขัดแย้งรอบใหม่ที่บาดลึกในสังคมไทยมากขึ้นไปอีก เพราะรากฐานปัญหาความขัดแย้งเดิมยังถูกปิดทับไว้ด้วยผลประโยชน์และแอบอิงอยู่กับความต้องการของบุคคลเพียงบางกลุ่มเท่านั้น โดยมิได้คำนึงถึงผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติ

3.      การอาศัยกลไกของรัฐสภาเพื่อเป็นตรายางรับรองร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม โดยอาศัยเสียงข้างมากลากไป และไม่คำนึงถึงลักษณะของการกระทำความผิดนั้น เปรียบดังการ รัฐประหารเงียบโดยนักการเมือง  ทั้งยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ผิดให้แก่สังคมไทย

4.      การผ่านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึง อำนาจของมือที่มองไม่เห็นที่อยู่เหนือมือของผู้มีสิทธิออกเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจชี้นำเสียงข้างมาก และสะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานทางจริยธรรมของที่บิดเบี้ยวของนักการเมืองไทย

           

            ด้วยเหตุนี้เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ สมัชชาสงขลาเพื่อการปฏิรูปการเมือง และองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยทักษิณ จึงขอเรียกร้องดังนี้

1.      ขอเรียกร้องต่อวุฒิสภาให้แสดงความกล้าหาญ และจริยธรรมทางการเมือง ด้วยการ ไม่รับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ดังกล่าว และให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาลทบทวน ยับยั้งการออกกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างจริงจัง

2.      ขอเรียกร้องให้ประชาสังคมในทุกภาคส่วนร่วมกันคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างจริงจังตามบทบาท หน้าที่ของตน ภายใต้สิทธิตามรัฐธรรมนูญละสากล และปราศจากการใช้ความรุนแรงในทุกกรณี

3.      ขอเรียกร้องให้รัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐ ให้การคุ้มครอง ดูแลการใช้สิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม ไม่มองว่าประชาชนเป็นศัตรู และไม่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชนในทุกกรณี

ด้วยความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้

สมัชชาสงขลาเพื่อการปฏิรูปการเมือง

ประชาคม มหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา-พัทลุง

องค์การนิสิตมหาวิทยาลัยทักษิณ

วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

 

ประชาธิปไตยเสียงข้างมาก


แม้ระบอบประชาธิปไตยในโลกปัจจุบันจะให้สิทธิเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งคือผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายและบริหารบ้านเมืองเพื่อความผาสุขของประชาชน กระนั้น หลังจากปกครองมานานหลายทศวรรษ กลับเกิดเป็นคำถามก้อนใหญ่ถึงความเสื่อมถอยของระบบรัฐสภาไทย ที่นับวันยิ่งมีเข้มแข็งและเด็ดขาดมากขึ้นโดยที่พลังประชาชนกลับอ่อนแอในการตรวจสอบและทัดทานจนหลายคนเริ่มคุ้นชินกับคำว่า “เผด็จการเสียงข้างมาก” หรือ “เผด็จการรัฐสภา” 

ประกายคำถามนี้ หนาหูแผ่ลึกไปในความคิดประชาชนกำลังกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เมื่อรัฐบาลพยายามผลักดัน กฎหมายนิรโทษกรรม “แบบเหมาเข่ง” โดย กรรมาธิการ (กมธ.)  ท้าทายเสียงฮือฮาประชาชน ซึ่งได้ผ่านฉลุย
7 มาตรา รวดในการ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทาง การเมือง ทั้งหมด โดยเจตนาแจ้งในเป็นประเด็นผลักดันร่างกฎหมายนี้คือเรื่องพยายามช่วยเหลือประชาชนที่มีความผิดจากการกระทำทางการเมืองเพื่อสร้างหรือรักษาระบอบประชาธิปไตย ก็คงไม่เกิดปัญหา แต่ที่กำลังเป็นเชื้อเพลิงระลอกใหม่นี้นั้น เนื่องจากหลายฝ่ายรู้สึกได้ว่า มีเจตนาร่างกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมให้คนเพียงคนเดียวที่สั่งการในหลายเหตุการณ์จนเกิดความตายมาสู่ประชาชน และเมื่อมีกี่วันที่ผ่านมา นายสามารถ แก้วมีชัย สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกมธ. ทำหน้าที่ประธานการประชุมและผลักดันการพิจารณากฎหมายฉบับนี้จนผ่าน โดยนายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ รองประธานกมธ.  อ้างว่า “เพื่อนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลัง การรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 รวมถึงองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา ที่เกิดระหว่าง พ.ศ.2547 ถึงวันที่ 8 ส.ค. 2556 โดยไม่รวมถึงผู้กระทำผิดตามประมวลอาญามาตรา 112

ความน่าสนใจคือ  คำถามของฝ่ายกรรมาธิการฝ่ายค้านซึ่งทักท้วงว่า  “เนื้อหากฎหมายนี้จงใจล้างความผิดให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คดีซุกหุ้นที่ถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) กล่าวหาและมีคำสั่งยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทรวมถึงผู้สั่งการยิงประชาชนคนเสื้อแดงเมื่อเมษา-พฤษภา ปี 2553   ชนิดล้างไพ่กลับมาเริ่มกันใหม่

การเมืองไทยกลับเข้าสู่ภาวะตึงเครียดเขม็งเกลียวอีกครั้งและนี่เป็นสถานการณ์น่าห่วงใยที่สุด และถ้าหากพิจารณาถึงจารีตประเพณีการออกกฎหมายและวัฒนธรรมทางการเมือง เมื่อผู้กุมอำนาจจากเสียงส่วนใหญ่กำลังกระทำการที่ฝืนความรู้สึกและความคลุมเครือในมโนสำนึกของประชาชนเกี่ยวกับการกระทำผิดทางการเมือง การก่ออาชญากรรมโดยรัฐ และอย่าลืมว่า กรณีนี้ประชาชนคนทั้งประเทศจับตามองและผลที่ตามมาจะกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมการเมืองไทย ซึ่งมิใช่แค่ล้างผิด พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น แต่หมายรวมถึงผู้ก่ออาชญากรรม กระทำผิดอาญาหลายคนที่ก่อความรุนแรงในเหตุการณ์ต่างๆ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ซึ่งไม่มีความผิดเลยในการเข่นฆ่าประชาชน

เป็นห้วงหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ต้องลุ้นระทึก ว่า จะเลือกเดินกันอย่างไรระหว่างรักษาความถูกต้องกับการอภัยโทษ ล้างไพ่กันใหม่ “โดยไม่มีหลักประกัน ( เลย ) ว่าจะไม่กลับมาเดินย่ำซ้ำรอยเดิมอีก ?”  แต่ถ้าหากจะเดินหน้าเอาผิดกันให้หมดชนิดล้างบางไปเลย ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก ปัญหาการเอาประชาชนมาเผชิญหน้าและเดินไปสู่ความรุนแรงล้มตายก็ไม่สิ้นสุด หากนิรโทษกรรมประวัติศาสตร์ก็เดินย่ำอยู่กับที่ แล้วบรรทัดฐานทางการเมืองคุณธรรมในอำนาจจะมีหละหรือ ? ทั้งหมดคือคำถามที่ไร้ผู้อยากตอบ
!!!

ปัญหาเชิงลึกหลายๆ ปัญหากำลังรุมเร้าสั่นคลอนอำนาจรัฐบาลปัจจุบันอย่างที่สุด ความเสื่อมถอยไร้ทิศทางอันมาจากผู้นำที่ปราศจากอำนาจ ไร้ประสบการณ์อย่างแท้จริง และถูกชักใยไม่หยุด ล้วนแต่นำมาสู่ภาวะตีบตัน แม้จะพายามผลักดันงบประมาณ สร้างหนี้สาธารณะ โดยกู้เงินมหาศาลมาซื้อความบริบูรณ์ระยะสั้นๆให้ประชาชน ทั้งเรื่องการจัดการน้ำเจ้าปัญหา การประกันราคาข้าว รถไฟความเร็วสูง ความรุนแรงภาคใต้ การคอรัปชั่นและการแก้กฎหมายนิรโทษกรรม แบบเหมาเข่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนแต่ก่อให้เกิดระเบิดเวลาที่รอถล่มซ้ำรัฐบาล และนั่นไม่หนักหนาและอันตรายเท่า การยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในรัฐสภาแล้วพาประเทศเดินไปภายใต้แผนการทางความคิดของคนๆ เดียว

แน่นอนปัญหานี้ย่อมพาวิกฤติมาสู่ภาวะเขาควายในการเมืองไทยให้กลับมาเขม็งเกลียวอีกครั้งซึ่งครั้งนี้ยากนักที่จะประเมินขอบเขตความเสียหายออกมาได้ ณ วันนี้จึงรอแต่แรงบีบอัดเดินมาถึงจุดคุณภาพและพร้อมระเบิดล้างบางกันอีกครั้ง ในขณะที่พี่น้องเสื้อแดงเองก็เริ่มระส่ำระสาย อ่อนแรงลงไปมาก ยิ่งเจอระเบิดนิรโทษกรรมที่ฆ่าความศรัทธาจากพี่น้องเสื้อแดงไปไม่น้อย สถานการณ์พรรคเพื่อไทยยิ่งตกที่นั่งลำบากยิ่งขึ้น ดังนั้น การเผชิญหน้ารอบต่อไปจากนี้ซึ่งไม่นาน อาจจะเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่หมายถึงจุดสิ้นสุดของระบอบทักษิณซึ่งต่อที่ยืดเยื้อยาวนาน และความหวังเดียวที่จะชี้วัดชัชนะของสงครามนี้ คือ การตื่นสติของพี่น้องแดง-เสื้อเหลืองที่พร้อมจะเลือกเดินบนความถูกต้องชอบธรรม มากกว่าหนุนเสริมผู้นำที่ไร้ซึ่งความชอบธรรมและมโนธรรม เพื่อเริ่มต้นก้าวเดินไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมากและชอบธรรมอย่างแท้จริง

รายงาน โดย ทีมงานไทยเอ็นจีโอ

จดหมายถึง นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร

           

นับตั้งแต่การก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี บนแม่น้ำโขงสายหลักในประเทศสปป. ลาว อันมีประเทศไทยเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงในฐานะผู้สร้างและผู้ซื้อไฟฟ้า ประชาชนไทยชาวลุ่มน้ำโขง ได้เพียรพยายามร้องขอให้ท่านในฐานะผู้นำประเทศ ได้ทบทวนการตัดสินใจเร่งสร้างเขื่อนขนาดใหญ่และการเจรจาทวิภาคีที่ประชาชนไม่รับรู้แต่เป็นผู้ได้รับผลกระทบ และเรียกร้องแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนที่จะทำให้วิถีชีวิตคนลุ่มน้ำโขงในระดับภูมิภาคกว่า 60 ล้านคนที่ได้พึ่งพิงสายน้ำแห่งนี้ล่มจมลง แต่ดูเหมือนว่า เครือข่ายภาคประชาชนลุ่มน้ำโขงไม่ได้รับการตอบรับใด ๆ จากท่านในฐานะผู้นำประเทศซึ่งเป็นประชาธิปไตย โดยปล่อยให้ประชาชนของ ฯพณฯ เผชิญชะตากรรมและโดดเดี่ยวในการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด

 

            จากการเก็บรวบรวมข้อมูลผลกระทบข้ามพรมแดนที่พวกเราได้รับแล้ว จากการสร้างเขื่อนกั้นน้ำโขงในประเทศจีน ซึ่งอยู่ห่างพวกเรากว่า 1,500 กิโลเมตร  ดังมีรายละเอียดในรายงานการวิจัยที่แนบมายัง ฯพณฯ ในวันนี้ นับเป็นปีที่สองที่เราได้พยายามมอบข้อมูลเหล่านี้ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพยายามนำเสนอข้อกังวลของพวกเราอย่างตรงไปตรงมา ในทุกช่องทางที่เราทำได้

 

            ในโอกาสที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีของสปป.ลาว มาเยี่ยมเยียนแลกเปลี่ยนกันในวันนี้ พวกเราขอเรียกร้องให้ท่านตระหนักว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค มีโอกาสจะเป็นไปในแง่ลบและการสร้างความเสียหายต่อกันที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากปัญหาเรื่องเขื่อนขนาดใหญ่ไม่ได้รับการแก้ไข  และหากการแสดงความเห็นต่อปัญหานี้ยังถูกปิดกั้น รวมถึงการปิดกั้นการแสดงออกของประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงมี เราขอเรียกร้องให้ ฯพณฯ ในฐานะผู้นำประเทศ ได้เร่งทำความเข้าใจและดำเนินการแก้ไขปัญหาในเรื่องเขื่อนขนาดใหญ่กั้นลำน้ำโขง โดยขอเรียกร้องให้ดำเนินการใด ๆ เพื่อยุติการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ และทำการศึกษาผลกระทบร่วมกันโดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยเรา ภาคประชาชนไทย พร้อมที่เปิดเวทีสาธารณะร่วมกับ ฯพณฯ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้เงื่อนไขที่พวกเราได้มีโอกาสแสดงออกและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

 

ประเด็นข้อเสนอการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง เขื่อนกั้นน้ำโขงแห่งที่สองในสปป. ลาว 

 

จากการที่สปป.ลาวประกาศเกี่ยวกับความตั้งใจที่จะสร้างเขื่อนดอนสะโฮงใกล้ชายแดนลาว/กัมพูชาในพื้นที่ สีพันดอนอันเป็นพื้นที่เอกลักษณ์ทางด้านนิเวศวิทยาซึ่งเป็นพิภพขนาดเล็กที่มีความสำคัญต่อแม่น้ำโขงตอนล่างทั้งหมด ตามที่กองเลขาธิการแม่น้ำโขงให้คำนิยามไว้ตั้งแต่ปี 2537  รวมทั้งได้กล่าวด้วยว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยากในธรรมชาติและจักต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่ออนุรักษ์พื้นที่ทั้งหมดจากการพัฒนาทั้งหลาย นั้น อีกครั้งหนึ่ง สปป. ลาวกำลังละเมิดการปฏิบัติตามข้อตกลงแม่น้ำโขงปี พ.ศ. 2538 ในการตระหนักถึงความสำคัญของการปรึกษาหารืออย่างถี่ถ้วนในโครงการใด ๆ ที่ประสงค์จะสร้างบนแม่น้ำโขงสายหลัก

 

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทำการแทรกแซงเพื่อระงับเขื่อนดอนสะโฮงนี้โดยเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากหากสปป. ลาวยังคงดำเนินการตามแผนที่จะสร้างเขื่อนดอนสะโฮงในเดือนหน้า ตามที่ประกาศไว้ พื้นที่สีพันดอนและลุ่มแม่น้ำโขงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้ เขื่อนจะสร้างพนังกั้นลำน้ำตรงช่อง ฮูสะโฮงบริเวณซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านประมงมองว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในการสร้างเขื่อน เนื่องจากเป็นจุดที่มีความหนาแน่นสูงสุดของการอพยพย้ายถิ่นของปลาในแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของโลก นั่นหมายถึงว่า เขื่อนดอนสะโฮงจะส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อการประมง วิถีชีวิต วัฒนธรรม น้ำและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงโภชนาการของประชากรหลายแสนหรือหลายล้านคนในลาวและประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ไทย และเวียดนาม หากมีการสร้างเขื่อนดังกล่าว ความพยายามในการพัฒนาภูมิภาคแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนก็จะถูกทำลายเพราะเขื่อนดอนสะโฮงไม่สอดคล้องกับการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายข้อที่ 1 เพื่อกำจัดความหิวโหยและความยากจน และเป้าหมายข้อที่ 7 เพื่อประกันความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคจะถูกขยายกลายเป็นความตึงเครียดซึ่งเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน

 

ไม่มีเทคโนโลยีใดที่พิสูจน์ได้ว่า ผลกระทบจากเขื่อนดอนสะโฮงต่อการประมงในแม่น้ำโขงจะสามารถบรรเทาลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่ชัดเจนว่าทางเดียวที่จะช่วยไม่ให้เกิดผลกระทบเหล่านี้ก็คือการปล่อยให้แม่น้ำไหลอย่างอิสระ

 

ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) จึงเรียกร้องให้ ฯพณฯ เข้าแทรกแซงโดยด่วนที่สุด โดยการเรียกร้องให้ยกเลิกเขื่อนดอนสะโฮงเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนทั่วทั้งลุ่มแม่น้ำโขง

 

กระบวนการขั้นตอนก่อนที่เขื่อนไซยะบุรีจะเริ่มต้นทำการสร้าง เป็นไปโดยที่ประชาชนไทยริมแม่น้ำโขงไม่ได้รับรู้และไม่เห็นด้วย กระบวนการปรึกษาหารือในประเทศไทยของกรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะคณะกรรมการแม่น้ำโขงระดับชาติของไทย ไม่ได้รับการยอมรับ ทั้งในเรื่องของความโปร่งใส และประสิทธิผลในการรับฟังความเห็นของประชาชน จากความล้มเหลวและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเขื่อนไซยะบุรี หากสปป. ลาวยังคงเร่งดำเนินแผนการในการสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ก็จะเป็นการซ้ำรอยการสร้างความเสียหายที่ไม่สามารถยอมรับได้

 

การที่ทางสปป.ลาว เลือกการ แจ้งให้ทราบล่วงหน้าแทนการ ปรึกษาหารือล่วงหน้ากับประเทศอื่น ๆ ในแม่น้ำโขงในเรื่องเขื่อนดอนสะโอง แสดงการละเมิดหลักการที่เป็นหัวใจของการอยู่ร่วมกันของแต่ละประเทศ อีกทั้งยังอนุญาตอย่างโจ่งแจ้งให้บริษัทเอกชนเข้าดำเนินการสร้างความเสียหายให้กับประชาชนหลายล้านคนซึ่งพึ่งพาแม่น้ำโขง โดยไม่สนใจปัญหาการร่วมมือข้ามพรมแดนระหว่างกันในอนาคต หรือผลกระทบต่อการไหลของน้ำและปัญหาข้ามพรมแดนอื่น ๆ ทั้งนี้ กระบวนการภายใต้การร่วมมือกันในฐานะสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงยังคงล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการเจรจาถึงปัญหานี้

 

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย เรียกร้องให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเคารพสิ่งที่เป็นจิตสำนึกหลักของข้อตกลงแม่น้ำโขงปี พ.ศ. 2538 ในเรื่องการใช้แม่น้ำโขงร่วมกันอย่างยุติธรรมและยั่งยืน กระบวนการขั้นตอน การพิจารณาทั้งหลายที่เกี่ยวกับเขื่อนดอนสะโฮงและเขื่อนอื่น ๆ บนแม่น้ำโขงสายหลักจะต้องระงับไว้ก่อน และอย่างทันที จนกว่าจะมีเวทีเพื่อทบทวน ชี้แจง และแก้ไขปัญหา เพื่อทำให้การตัดสินใจในระดับภูมิภาคในเรื่องการจัดการแม่น้ำโขงเป็นไปอย่างเข้มแข็งและอยู่บนพื้นฐานของกระบวนการความโปร่งใส ความมีส่วนร่วม และการปรึกษาหารืออย่างแท้จริงของกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคประชาชน การศึกษาข้ามพรมแดนรวมทั้งการศึกษาซึ่งได้รับการยอมรับแล้วจากกรรมาธิการแม่น้ำโขงเอง และการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนที่กำลังมีการทำอยู่โดยฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งของภาคประชาชน ของโครงการทั้งหมดบนแม่น้ำโขงสายหลักต้องถูกนำมาใช้ข้อมูลในการเจรจากันอย่างแท้จริง

 

ถึงเวลาแล้ว ที่ความร่วมมือระดับภูมิภาคเกี่ยวกับแม่น้ำโขงจะต้องมีประชาชนมีส่วนร่วม ประชาชนลุ่มแม่น้ำโขงผู้ซึ่งพึ่งพาแม่น้ำ จะต้องมีสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน และสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซึ่งจะส่งผลต่อชุมชน ประเทศ และภูมิภาคของตน พวกเรามีความเชื่ออย่างชัดเจนว่า การปล่อยให้แม่น้ำไหลอย่างอิสระคือความยั่งยืนที่แท้จริง และเป็นผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งลุ่มน้ำและทั้งโลก

 

ไม่มีแม่น้ำสายไหนในโลกนี้เหมาะสำหรับสร้างเขื่อนอีกต่อไป และสิทธิในการปกป้องทรัพยากรและแม่น้ำเป็นสิทธิพื้นฐานของคนท้องถิ่นที่ต้องได้รับการยอมรับ รวมทั้งเปิดโอกาสให้พวกเราได้ทำงานเพื่อปกป้องแม่น้ำโขงอันยิ่งใหญ่ และหาทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าและการจัดการทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงร่วมกัน

 

ขอแสดงความนับถือ

 

เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.)

 19 ตุลาคม 2556

 

-------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

แกนนำเครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง : นายอิทธิพล คำสุข  084 9628586

มูลนิธิสดศรีจัดเวทีระดมสมองแก้ปัญหาการพนัน

 นักวิชาการพบสถิติเด็กและเยาวชนเล่นพนันมากถึง 2.8 ล้านคน เปิด 5 อันดับการพนันที่เด็กเล่นมากสุด ห่วงพนันฟุตบอลแทรกซึมนักศึกษาระบุเล่นมากถึงสัปดาห์ละ 4 พันบาทต่อคน ชูโมเดล แคนดา นิวซีแลนด์ จัดการปัญหาการพนันด้วยการ กำหนดอายุเด็กเล่นพนันห้ามต่ำกว่า 18 ปี และจัดเก็บภาษีกับธุรกิจพนันที่สร้างปัญหาให้สังคม ด้าน “ครูหยุย” ชี้ปัญหาการพนันเป็นจุดเริ่มต้นของการคอรัปชั่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดูแล ขณะที่พม.รับลูก เตรียมแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ เตรียมตั้งคอมเพล็กซ์สร้างพื้นที่สีขาว นำร่องพื้นที่กทม.

 

ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์  ร่วมกับ เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน จัดเวทีนโยบายสาธารณะเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนจากการพนัน 2556 “ความท้าทายในการจัดการสำหรับบริบทของสังคมไทยโดยมีการเสวนาในหัวข้อ “การป้องกันเด็กและเยาวชนไทยจากการพนัน ภายใต้ค่านิยมและความท้าทายในบริบทของสังคมไทย”

 

นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวปาฐกถาว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันเห็นชัดว่าเยาวชนไทยเล่นพนันมากขึ้น และกลุ่มที่มีอายุน้อยเริ่มเข้าสู่วงจรการพนันมากขึ้น ซึ่งสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เด็กและเยาวชนเล่นการพนันมากขึ้นมาจากพฤติกรรมของวัยรุ่นที่ชอบการแสวงหาความตื่นเต้น การเลียนแบบเพื่อนเพื่อการเข้าสังคม และวิวัฒนาการของเทคโนโลยี ซึ่งที่ผ่านมาหลายหน่วยงานก็พยายามในการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะมีข้อจำกัดในการแก้ปัญหา เช่น ขาดเจ้าภาพหลักในการดำเนินการ ขาดการบูรณาการทั้งด้านองค์ความรู้  รวมถึงการตีความในเรื่องกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานมีความแตกต่างกัน ดังนั้นแนวทางในการแก้ปัญหาที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะดำเนินการคือจะประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันต่อไป  โดยในเบื้องต้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีแนวทางที่จะสร้าง complex ต้นแบบ เพื่อสร้างกิจกรรม เพิ่มพื้นที่สีเขียวและสีขาวให้กับเด็กและเยาวชน   โดยจะนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและทำให้เด็กห่างไกลจากการพนัน

 

รศ.ดร.นวลน้อย  ตรีรัตน์  ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากผลสำรวจสถานการณ์การเล่นพนันในเด็กและเยาวชนอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปใน พบข้อมูลเด็กและเยาวชนเริ่มเล่นการพนันตั้งแต่อายุยังน้อยคือ 7 ปี โดยมีเด็กและเยาวชนที่เล่นการพนันครั้งแรกอายุไม่เกิน 24 ปี มากถึงร้อยละ 63  หรือ 2.8 ล้านคนของเด็กและเยาวชนในประเทศของเราเริ่มเล่นการพนันแล้ว โดยการพนันที่เด็กและเยาวชนเล่นมากที่สุดเป็นอันดับ 1 คือ หวยใต้ดินที่เล่นมากถึง 1 ล้านคน รองลงมาคือสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เล่นมากถึง 9 แสนคน ตามมาด้วยการพนันในบ่อนที่เล่นมากถึง 7 แสนคน และการเล่นการพนันฟุตบอลที่เด็กและเยาวชนเล่นถึง 4 แสนคน ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนที่เริ่มเล่นการพนันตั้งแต่อายุยังน้อย และแสดงให้เห็นว่าเราปล่อยปละละเลยให้เด็กและเยาวชนของเราเล่นการพนันกันมาอย่างยาวนาน 

นอกจากนี้แล้วยังมีผลสำรวจล่าสุดที่เราได้จัดทำมาเฉพาะในปีพ.ศ. 2556 นี้ คือการสำรวจสถานการณ์การเล่นการพนันในนักศึกษาทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด พบสถิติของนักศึกษาที่เล่นการพนันมีมากถึงร้อยละ 29.2 โดยการพนันที่นักศึกษาเล่นมากที่สุด 5 อันดับคือ 1. ไพ่ 2. บิงโก 3. หวยใต้ดิน 4. สลากกินแบ่งรัฐบาล 5. การพนันฟุตบอล  โดยเฉพาะการพนันฟุตบอลนั้นนักศึกษาที่ร่วมตอบแบบสำรวจกับเราระบุว่าเริ่มเล่นมาแล้วเฉลี่ย 3 ปี โดยจำนวนเงินที่เล่นคือ 822 บาทต่อคู่ และเล่นต่อสัปดาห์เป็นเงิน 2,215 บาท และเล่นต่อคู่สูงสุด 4,017 บาท โดยมีนักศึกษาที่เล่นการพนันฟุตบอลผ่านเว็บไซด์อีก 31 เปอร์เซ็นต์ โดยช่องทางที่นักศึกษาใช้ในการรับข้อมูลเพื่อศึกษาในการเล่นการพนันฟุตบอลคือสื่อออนไลน์ สื่อโทรทัศน์ และสื่อหนังสือกีฬา โดยผลกระทบจากการพนันฟุตบอลทำให้นักศึกษาประสบปัญหาจากการพนันร้อยละ 30 ประสบปัญหาทางการเงินจากการพนันร้อยละ 11 และในจำนวนนี้แก้ปัญหาโดยการกู้ยืมเงินร้อยละ 69

 

ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก  สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ได้มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาการพนันในประเทศไทยจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยการเปิดสายด่วนเพื่อให้มีการปรึกษาปัญหาที่เกิดจากการเล่นการพนัน ซึ่งกระบวนนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งผลการสำรวจพบว่าคนที่เล่นการพนัน 1 คน จะส่งผลกระทบต่อคนอีก 8 คนที่ไม่ได้เล่นการพนัน ทั้งปัญหาในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นการแก้ปัญหาในการเล่นการพนันจริงๆ จะต้องแก้ที่ต้นเหตุเพื่อหยุดปัญหา โดยเราต้องป้องกัน ช่วยเหลือและแทรกแซงตั้งแต่ระยะเริ่มแรก โดยรัฐบาลของประเทศแคนาดาเป็นผู้ดูแลและแก้ไขปัญหาการพนันในประเทศ เพราะรัฐบาลเป็นผู้รับประโยชน์จากธุรกิจการพนัน จึงเป็นหน่วยงานหลักที่ต้องแก้ปัญหานี้อยากจริงจัง โดยใช้แนวทางของ Public health นอกจากนี้กฎหมายท้องถิ่นในแต่ละรัฐของประเทศแคนนาดาได้มีการกำหนดอายุขั้นต่ำในการเล่นการพนันของเด็กและเยาวชน นอกจากนี้แล้วยังมีมาตรการหลักในการรณรงค์เพื่อให้สังคมตระหนักรู้ถึงพิษภัยและโทษของการพนัน และมีการติดโปสเตอร์ แจกแผ่นพับในสถานประกอบการ รวมถึงจัดทำวิดีโอเพื่อแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดจากการเล่นการพนัน ให้กับเด็กและเยาวชนได้ดู รวมถึงมีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อช่วยในการแก้ปัญหา โดยในรัฐควิเบกหน่วยงานที่จำหน่ายล็อตโต้ (Lotto-Quebec) ก็ได้ให้ทุนสนับสนุนแก่มหาวิทยาลัยในการทำวิจัยและจัดทำโครงการเพื่อศึกษาปัญหาแก้ไขเรื่องการเล่นการพนัน รวมถึงมีการจัดทำโครงการ “Count  Me Out” หรือ โครงการฉันไม่ยุ่งด้วยนะ ให้กับเด็กและนักเรียนระดับประถมศึกษารู้ถึงปัญหาการพนันและไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพนัน

 ส่วนในประเทศนิวซีแลนด์ ในปี ค.ศ.2001 รัฐบาลนิวซีแลนด์ได้ประกาศให้ปัญหาการพนันเป็นปัญหาสาธารณสุข และจัดทำนโยบายระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาการพนัน และได้มีการพัฒนาโครงการในชื่อ “When is it not a game” หรือ เมื่อไหร่ที่ไม่เรียกว่าเกม โดยใช้บรรจุเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนให้กับเด็กเพื่อให้รู้เท่าทันปัญหาการพนัน นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขยังได้จัดทำแผนบูรณาการเพื่อลดปัญหาการพนันให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมทั้งยังมีการส่งเสริมสุขภาพให้การศึกษาและป้องกันการเล่นการพนันในระดับเบื้องต้น นอกจากนี้รัฐบาลยังได้จัดตั้งองค์กรอิสระในชื่อ PGFNZ เพื่อให้คำปรึกษากับเยาวชนในสื่อสังคมออนไลน์พร้อมกันนี้ยังได้มีการปรับแก้กฎหมายการพนันในปี 2013 โดยกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ที่จะเล่นการพนันจะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 18 ปี และหากผู้ประกอบการการพนันปล่อยให้เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปีเข้าเล่นจะมีความผิดทางอาญา รวมทั้งได้มีการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีกับธุรกิจการพนันทุกๆ 3 ปี โดยหากได้รับเรื่องร้องเรียนจากธุรกิจการพนันประเภทใดมากที่สุดก็จะจัดเก็บภาษีจากการพนันชนิดนั้นมากขึ้นด้วย เพื่อนำเงินไปแก้ปัญหาการพนัน ทั้งนี้ตนขอเสนอการแก้ปัญหาการพนันในประเทศไทย 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนจะต้องมีการสำรวจปัญหาการพนันของเด็กและเยาวชนไทยในระดับชาติ และจัดทำชุดข้อมูลความรู้เกี่ยวกับปัญหาการพนันในสังคม รวมถึงสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับเด็กและเยาวชนหรือการสร้างพื้นที่สีขาว ส่วนระยะกลางรัฐบาลจะต้องกำหนดให้ปัญหาการพนันเป็นวาระแห่งชาติและใช้แนวทาง Public Health ในการแก้ปัญหารวมถึงเพิ่มเติมปัญหาการพนันให้เข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดตั้งกองทุนอิสระเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อีกทั้งต้องมีการปรับปรุงและแก้ไขข้อบังคับกฎหมาย เกี่ยวกับปัญหาการพนันอย่างจริงจังและเข้มงวดกับการโฆษณาผ่านสื่อ และกำกับการพนันออนไลน์ให้ชัดเจน ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว ควรมีการสนับสนุนการทำงานของกองทุนอิสระหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอยู่ อาทิ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ และองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เพื่อแก้ปัญหา และควรมีการจัดหาบริการให้ครอบคลุมและทั่วถึงเพื่อป้องกัน บำบัดและเยียวยาผู้ที่ติดพนัน รวมถึงควรมีการจัดทำคู่มือเพื่อให้เกิดการพนันอย่างรับผิดชอบ

 

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์  กรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ กล่าวว่า การพนันถือเป็นต้นตอที่ทำให้เกิดการทุจริตการคอรัปชั่นตามา ปัญหาของการพนันนั้นไม่ได้กระทบแค่คนคนเดียว แต่จะกระทบกับผู้คนหลากหลายส่วนที่อยู่ในครอบครัวของผู้ที่เล่นการพนัน โดยการพนันในระดับชาตินั้นจะเกี่ยวโยงกับการฟอกเงิน ในสนามกอล์ฟก็มีการเล่นการพนัน ทั้งนี้การเล่นการพนันระดับประชาชนนั้นจากการที่ตนได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ปัญหาพบว่าผู้หญิงจะชอบเล่นไพ่ โดยเล่นเป็นวงเล็กๆ ในจำนวนเงินที่ไม่มาก ครั้งละ 30-40 บาท หากแต่เล่นบ่อย ส่วนผู้ชายชอบเล่นม้า เล่นครั้งเดียวแต่เล่นจนหมดตัว ดังนั้นการพนันจึงไม่ใช่สิ่งที่ดีเราจึงจำเป็นต้องเร่งหาหนทางป้องกันให้เด็กและเยาวชนของเราไม่ให้เข้าสู่วงจรของการพนันให้ได้

 

ดร.วิเชียร  ตันศิริคงคล  คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า สำหรับการจัดการปัญหาเรื่องการพนันในสังคมไทยนั้น จะใช้การบังคับใช้ตามกฎหมายเป็นหลักตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 แต่ก็ต้องยอมรับว่าจัดการได้บ้างและไม่ได้บ้าง ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่รัฐและระบบอุปถัมภ์ของสังคมไทย นอกจากนี้ปัญหาการพนันที่ถูกสะสมมานานเนื่องจากในอดีตมักถูกมองว่าไม่ได้ส่งผลกระทบกับใคร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐจึงทำให้เกิดการปล่อยปละละเลยแต่ก็เป็นที่น่ายินดีที่ปัจจุบันเริ่มมีหลายหน่วยงานเข้ามาเห็นถึงปัญหาของการพนันว่าส่งผลกระทบในหลากหลายด้านทั้งเศรษฐกิจสังคมทำให้เกิดการร่วมกันแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น แต่ด้วยเทคโนโลยีทำให้ปรากฏการณ์การพนันการล้ำไปมากกว่าองค์ความรู้และการบังคับใช้กฏหมาย ดังนั้นเราจะต้องหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ซึ่งการพนันออนไลน์ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นต้นแบบว่ารัฐสามารถจัดการปัญหาการพนันได้ดีหรือไม่ เพราะปัจจุบันในร้านอินเตอร์เน็ตบางร้านก็ถูกแอบแฝงให้เป็นบ่อนคาสิโน  และปัจจุบันคาสิโนออนไลน์ก็ถูกย่อขนาดลงมาให้อยู่ในโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนทำให้การเข้าถึงการพนันง่ายขึ้น ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ทีต้องแก้ปัญหาต่อไป ซึ่งตนเชื่อว่าพรบ.คุ้มครองเด็กและเยาชนที่กำลังปรับแก้อยู่ในขณะนี้จะกลายเป็นกฎหมายที่สร้างความหวังให้กับสังคมไทยเรื่องการแก้ปัญหาการพนัน

////////////////////////////

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณพงศ์ธร จันทรัศมี มูลนิธิสดศรี- สฤษดิ์วงศ์ โทร 081-627-2808

แม่ยม แม่แจ่ม แม่ขาน โป่งอาง ร่วมใจบวชป่าสักทอง

 

ทำพิธี พุทธ คริสต์ ปกป้องป่า ร่วมใจคัดค้านโครงการเขื่อนยมบน-ยมล่าง

เขื่อนแม่แจ่ม เขื่อนแม่ขาน เขื่อนโป่งอาง เตือนรัฐบาลอย่าง่าว หยุดทำลายป่า หยุดทำลายชุมชน

สะเอียบ แพร่ /////

                เช้าวันนี้ (5 ตุลาคม 2556) ที่ดงสักงาม ป่าสักทอง แก่งเสือเต้น อุทยานแห่งชาติแม่ยม ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ได้มีชาวบ้านชนเผ่าปกาเกอะญอ จากอำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และชาวบ้านสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ร่วมร้อยคน ได้ร่วมกันจัดพิธีบวชป่าสักทอง แก่งเสือเต้น ณ ดงสักงาม ใจกลางอุทยานแห่งชาติแม่ยม พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนยมบน-ยมล่าง ในโมดูล A1 ภายใต้งบประมาณ สามแสนห้าหมื่นล้านบาทของ กบอ.

                โดยมีพิธีกรรมสองศาสนา ในทางพุทธศาสนาได้มีพระสงฆ์ 5 รูป สวดบทเอสาหังและไชยันต์โต จากนั้นชาวบ้านได้ร่วมกันนำผ้าเหลืองไปผูกที่ต้นไม้ เพื่อเป็นสัญญลักษณ์ว่าป่าผืนนี้ได้บวชแล้ว หากใครมาทำร้ายจะบาบหนักเสมือนหนึ่งว่าฆ่าพระสงฆ์ จากนั้นได้มีพิธีกรรมทางคริสต์ศาสนา อธิษฐานอวยพรป่า และร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า จากนั้นได้นำไม้กางเขนผูกกับต้นไม้ เสมือนหนึ่งว่าพระเจ้าได้ปกป้องผืนป่านี้เพื่อมนุษย์โลกและธรรมชาติ ให้อยู่ร่วมกันด้วยความรักสืบไป การบวชป่าของชาวบ้านสะเอียบได้มีการจัดต่อเนื่องยาวนานมากว่า 20 ปี แต่ในปีนี้พิเศษที่มีพิธีกรรมทางคริสต์ศาสนาโดยพี่น้องปกาเกอะญอ จากอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนแม่แจ่ม (เขื่อนผาวิ่งจู้) ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ มาร่วมบวชป่าด้วย โดยได้นำไม้กางเขนผูกกับต้นไม้ และมีการสวดสรรเสริญพระเจ้าอวยพรป่าให้รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง

                นายสมมิ่ง เหมืองร้อง ประธานคณะกรมการคัดค้านเขื่อน ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ กล่าวว่า "พี่น้องชาวสะเอียบ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่พี่น้องชาวปกาเกอะญอได้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และได้มาร่วมบวชป่าทั้งในทางพุทธศาสนา และคริสต์ศาสนา พวกเราชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนยมบนเขื่อนยมล่างหรือเขื่อนแม่น้ำยม ซึ่งคือเขื่อนแก่งเสือเต้นแบ่งออกเป็น 2 เขื่อน และพี่นองแม่แจ่มที่ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนแม่แจ่ม หรือเขื่อนผาวิ่งจู้ จะได้ร่วมมือกันคัดค้านเขื่อนดังกล่าวจนถึงที่สุด เพราะเขื่อนทำลายป่า ทำลายชุมชน ทั้งที่มีทางเลือกอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง อีกมากมาย เราได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่รัฐบาลและ กบอ. ก็ไม่ใส่ใจ ดันทุรังจะสร้างเขื่อนทำลายป่าอยู่ได้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและ กบอ.ฟังชาวบ้านบ้าง ไม่ไชเอะอะอะไรก็จะสร้างเขื่อน โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว อเมริกาเขารื้อเขื่อนทิ้ง แต่ทำไมประเทศไทยจะสร้างเขื่อนจัง เปิดหูเปิดตาดูโลกเขาบ้าง เราจะไม่ให้ความร่วมมือใดๆ กับรัฐบาลในการสำรวจ ศึกษา หรือแม้แต่การประชาวิจารณ์ หากรัฐบาล หรือบริษัทอิตาเลี่ยนไทย ไชน่าไทยจีน ยังดื้อด้าน เราคงต้องใช้มาตรการสะเอียบ อย่างเข้มข้นตอบโต้ต่อไป" นายสมมิ่งกล่าว

                นายทนงศักดิ์ ม่อนดอก ประธานคณะกรรมการคัดค้านเขื่อนแม่แจ่ม-ผาวิ่งจู้นาย อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า พวกเราพี่น้องปกาเกอะญอ ขอเรียกร้องไปยังกรมชลประทาน คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) นายกรัฐมนตรี ให้พิจารณายกเลิกโครงการสร้างเขื่อนแม่แจ่ม และเขื่อนอื่นๆ ในทุกแผนงาน โดยหันมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่สอดคล้องกับภูมินิเวศวัฒนธรรมแต่ละลุ่มน้ำ ที่ไม่กระทบกับสิทธิบุคคลและชุมชน และไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นอู่อาทรของพวกเรานายทะนงศักดิ์ กล่าว

                ด้านนายสมมิ่ง เหมืองร้อง ได้เป็นตัวแทนชาวบ้านอ่านปฏิญญาป่าสักทอง ซึ่งระบุถึงชาวบ้านจะไม่ยอมจำนนท์กับการทำลายป่าอีกต่อไป และชาวบ้านจะร่วมกันคัดค้านเขื่อนที่ทำลายป่า ทำลายชุมชน จากนั้นคณะของชาวบ้านได้เดินทางต่อไปยังจุดชมวิวเพื่อไปดูป่าสักทองมุมบนจากยอดเขาและกลับมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันที่ศาลาวัดดอนชัยอีกหนึ่งวัน

                ผู้สื่อข่าวยังรายงานอีกว่า โครงการเขื่อนยมบนเขื่อนยมล่าง (เขื่อนแม่น้ำยม) อ.สอง จ.แพร่ และโครงการเขื่อนแม่แจ่ม (เขื่อนผาวิ่งจู้) อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่, โครงการเขื่อนแม่ขาน อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่, โครงการเขื่อนโป่งอาง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่, อยู่ใจโมดูล A1 ของ กบอ. ภายใต้เงินกู้ 3.5 แสนล้าน ที่รัฐบาลได้วางแผนจัดการน้ำทั้งประเทศ หลังจากเกิดมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่ผ่านมา

 

………..