เภสัชกรดีเด่นเพื่อสังคม ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๕

 

 

สงกรานต์ ภาคโชคดี 

 

 

 

 

มูลนิธิเภสัชศาสตร์เพื่อสังคม (มภส)

Pharmacy for Society Foundation (PSF)

 

 

ธันวาคม ๒๕๕๕



 

คำนิยม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิงสำลี ใจดี, ภ.ด. กิตติมศักดิ์ (จุฬาฯ)

 

                ใครๆก็ปรารถนาที่จะให้ “ความดี” หรือ “คนดี” เกิดขึ้นในสังคมให้มากขึ้น เพราะทุกๆคนย่อมต้องการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และสิ่งแวดล้อมที่ดีย่อมเกิดจากการสรรสร้างของคนดี แต่การเรียกร้องให้ตนเองเป็นคนดีนั้น ไม่ง่ายเลย จะต้องเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวในการลดกิเลสส่วนตนอย่างมาก

                ท่านพุทธทาสบันทึกส่วนตัวเรื่อง “คนดี สำคัญกว่าทุกสิ่ง” ไว้ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ พร้อมๆ กับเพิ่มเติมเรื่อง “การเตรียมรบ ให้พร้อมสรรพ์” ว่าหมายถึง “รบกับกิเลสของตน”  คล้ายๆ กับจะผูกโยงเรื่องคนดีกับการเตรียมตัว

นับตั้งแต่ได้รู้จักกับ นสภ.สงกรานต์ ภาคโชคดี ในฐานะครูกับลูกศิษย์เมื่อ ๔๐ ปีที่ผ่านมา ครูก็คาดการได้ว่า ในอนาคต สงกรานต์จะเป็นที่พึ่งให้แก่สังคมโดยเฉพาะผู้ยากไร้ได้ ด้วยบุคลิกภาพที่รับฟัง อ่อนน้อม ไตร่ตรอง ตรวจสอบ โดยเรียนรู้จากการปฏิบัตจริง และมีความตั้งใจจริงที่จะทำความดี

ถึงวันนี้ เมื่อทบทวนผลงานของศิษย์ในอดีต ก็สรุปได้ว่า สงกรานต์มีความคงเส้นคงวา ตั้งมั่นอยู่ในการใช้ธรรมแก้ปัญหา มุ่งทำดีเพื่อพัฒนาตนเองควบคู่กับการพัฒนาสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตเพื่อนมนุษย์ในสังคมตลอดเวลา เป็นการทำงานแบบนอกกรอบของเภสัชกร  ที่เข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนา คือ ความไม่เห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่ธรรม โดยเข้าสู่ขบวนการขับเคลื่อนำเพื่อนมนุษย์ออกจากวัตถุนิยม ซึ่งต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากในการต่อสู้กับตัวเองควบคู่กับการต่อกรกับนายทุนผู้มีอำนาจในทางการเมือง ถือได้ว่าเป็นผลงานที่โดดเด่นและมีประโยชน์ต่อสังคมแน่นอน

รางวัลเภสัชกรดีเด่นเพื่อสังคมนี้ เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้ที่มีผลงานเด่นสะสมยาวนานจนกระทั่งคณะกรรมการมูลนิธิเภสัชศาสตร์เพื่อสังคมมั่นใจแล้วว่า เป็นผู้ที่ “ทำงานเพื่องาน” จริงๆ ซึ่งนอกจากจะต้องมีผลงานเป็นที่ยอมรับของสังคมแล้ว จักต้องมีความโดดเด่นในด้านจริยธรรมด้วย ซึ่งในกรณีของ “สงกรานต์ ภาคโชคดี” คณะกรรมการได้พิจารณาแล้วว่า นอกจากการดำรงตนอยู่ในจริยธรรมที่ดีงามในระดับปัจเจกได้อย่างมั่นคงแล้ว ยังมีผลงานรณรงค์ด้านจริยธรรมในกระแสสังคมอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เพื่อนพ้องน้องพี่เภสัชกรทั้งหลาย จะได้ศึกษาผลงานของ “สงกรานต์ ภาคโชคดี” เภสัชกรดีเด่นเพื่อสังคมประจำปี ๒๕๕ของมูลนิธิเภสัชศาสตร์เพื่อสังคม เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างในการประกอบวิชาชีพให้สมประโยชน์แก่สังคมได้อย่างแท้จริงต่อไป

 

 

 

ประธานมูลนิธิเภสัชศาสตร์เพื่อสังคม

วันเสาร์ที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕

คำประกาศเกียรติคุณ

 

เภสัชกรดีเด่นเพื่อสังคม ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๕

เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี

 

                เภสัชกร สงกรานต์ ภาคโชคดี เป็นเภสัชกรที่มีจิตสาธารณะสูง ทุ่มเททำงานหนักในการพัฒนาและดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายเพื่อสังคมมานาน ตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  จากคำชักชวนของ ผศ.ภญ.สำลี ใจดี โดยการทำงานกับกลุ่มศึกษาปัญหายา (กศย.)  เมื่อจบการศึกษาเภสัชศาสตรบัณฑิต ใน พ. . ๒๕๑๘  ได้ไปบวชที่สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำให้สนใจในธรรมะมากขึ้นและ ค้นพบเป้าหมายในชีวิต

                เริ่มต้นด้วยการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม โดยเปิดร้านยา อยู่ที่ อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา ประมาณ ๖ ปี ก็ปิดร้านยา มาทำงานเป็นอาสาสมัครเต็มเวลาของ กศย. ดำเนินโครงการเสริมสุขภาพอนามัยชุมชน ในพื้นที่อำเภอด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ประมาณ ๔ ปี ผลงานในขณะนั้นได้แก่ การรณรงค์เรื่องการใช้ยาที่เหมาะสม สนับสนุนการลงขันก่อตั้ง สหกรยา และสมุนไพรชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง ควบคู่กับการขจัดยาร้าย เช่น ยาชุด ยาซอง ยาสูตรเอพีซี (ทัมใจ บวดหาย ฯลฯ) เป็นการทำงานจริงในพื้นที่ เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของประชาชน  ทำให้รู้ชัดว่า สังคมชนบทไทยมีปัญหาสลับซับซ้อนมาก การแก้ปัญหาในระดับชุมชนทำได้ยาก ต้องหาทางแก้ไขปัญหาหลายๆ วิธี

ด้วยความสนใจธรรมะ และเพื่อสร้างความเข้มแข็งภายในเพื่อพัฒนาตนเอง จึงตัดสินใจมาใช้ชีวิตเรียนรู้ โดยร่วมงานกับกลุ่มสันติอโศก ณ ชุมชนปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม ซึ่งกำลังเริ่มพัฒนาเป็นชุมชนพึ่งตนเองตามแนวทางพุทธธรรม  การพัฒนาชีวิตที่สันติอโศก เน้นเรื่องศีล คือ การลดละเลิกอบายมุข จึงนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน กับ สสส. ในบทบาทผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า  รณรงค์เรื่องเหล้ามา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๖ และทำงานมาจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างโครงการที่ดำเนินการมาแล้วเช่น โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา  งดเหล้าในงานบุญ จัดให้บริเวณวัดและโรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดเหล้า โครงการเลิกเหล้าเพื่อลูก  รวมทั้งการเชื่อมโยงและขยายวงทำงานในเครือข่ายศาสนาต่างๆ

                เนื่องจากอิทธิพลจากธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีในทุกระดับ ทำให้การผลักดันเชิงนโยบายเป็นไปด้วยความยากลำบาก  ดังนั้นผลงานที่ภาคภูมิใจคือการผลักดัน พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑  ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนมากที่สุดคือ ๑๓ กว่าล้านคน โดยมีเป้าหมายในการลดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่ และลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประเทศไทยจึงมีชื่อเสียงระดับโลกในเรื่องการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมีมาตรการที่เข้มข้น

                สำหรับกรอบแนวคิดในการทำงานคือ การเน้นการทำงานอย่างมีส่วนร่วมของภาคประชาชน บนฐานขององค์ความรู้ และการผลักดันนโยบายและกฎหมาย นอกจากนี้ยังเห็นว่า การทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม คือเป็นการฝึกตนเองในการเจริญสติ และงานที่ทำเป็นการทำให้คนอื่นๆ ไม่ถูกทำลายสติ และไม่ประมาท

                เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี ได้มีส่วนทำให้บทบาทของเภสัชกรในงานขับเคลื่อนนโยบายเพื่อสาธารณะด้านสุขภาพโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง  มีผลงานเชิงประจักษ์จนเป็นที่ยอมรับของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงวิชาชีพและประชาสังคม สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็น เภสัชกรดีเด่นเพื่อสังคม ประจำปี พ.. ๒๕๕๕

มูลนิธิเภสัชศาสตร์เพื่อสังคม (มภส)

วันเสาร์ ที่ ๘ ธันวาคม พ.. ๒๕๕๕

 



 ประวัติและผลงาน  เภสัชกรดีเด่นเพื่อสังคม พ.ศ. ๒๕๕๕

เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี

 

เลขที่ใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ภ. ๐๒๗๖๐

 

ตำแหน่ง/ที่ทำงานปัจจุบัน

                                        ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

                                        สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

                                        ๑๑๐/๒๘๘ ซอยโพธิ์แก้ว แยก ๔ ถนนนวมินทร์

                                        แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม

                                        กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๔๐

 

ที่อยู่ปัจจุบัน                 ๔๗/๖๗ ซอยรามคำแหง ๑๐๒ ถนนรามคำแหง 

                                        แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง

                                        กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๔๐

 

                สงกรานต์ ภาคโชคดี เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๖ ที่อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของนายแสวง ภาคโชคดี และนางอุไร ภาคโชคดี มีพี่น้องรวม ๔ คน คือ ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี นายสราญ ภาคโชคดี นางกาญจนา ชัยศักดิ์ศิริ นางอัปสร หิรัณยศิริ


 

ชีวิตในวัยเด็ก อาศัยอยู่ในเรือ/แพ ที่จอดลอยอยู่ในแม่น้ำป่าสัก บริเวณเกาะลอย ตรงข้ามวังจันทร์เกษม จึงซนไปตามภาษาเด็ก จนคุณพ่อเขียนในสมุดประจำตัวโรงเรียนว่า “งานอดิเรก: ยิงนก ตกปลา” จึงทำผิดศีลข้อ ๑ และทำบาปไว้มากในวัยเด็ก คุณพ่อ ก็เป็นห่วงความซน จึงย้ายจากโรงเรียนประตูชัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปเรียนโรงเรียนประจำ ที่โรงเรียน ภปร.ราชวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม จึงทำให้มีเวลามาก และได้เลือกใช้ไปในการเล่นกีฬา เป็นนักกีฬาของโรงเรียนหลายประเภท

 

ในระหว่างที่ศึกษาอยู่ในคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายสงกรานต์ ภาคโชคดี เป็นนิสิตที่ไม่ได้สนใจกิจกรรมพัฒนาสังคมมาก่อน เพราะสนใจแต่การซ้อมกีฬาเทนนิส และปิงปอง ในฐานะเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องแข่งขันทุกปี แต่เมื่อได้มีโอกาสเรียนกับอาจารย์ สำลี ใจดี ซึ่งอาจารย์ไม่ได้สอนเฉพาะเพื่อให้แก้ปัญหาสรีระของคนเท่านั้น แต่สอนให้แก้ไขสรีระหรือปัญหาของสังคมด้วย ทั้งในและนอกเวลาเรียน จึงทำให้เริ่มสนใจงานด้านสังคมมากขึ้น ได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมทางสังคมมากขึ้น เช่น งานค่าย งานวิจัยปัญหาร้านขายยา  และได้มีโอกาสไปร่วมเป็นอาสาสมัครด้านดูแลสุขภาพของผู้ร่วมชุมนุม ในการประท้วงรัฐบาลใน ช่วงเหตุการณ์ก่อน ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ด้วย

 

เมื่อจบการศึกษาเภสัชศาสตรบัณฑิตก็ได้เริ่มทำงานเป็นเภสัชกรชุมชน เจ้าของกิจการร้านยา ชื่อ “สุขภาพดี”  ที่ อ.ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา   และต่อมาได้เป็นผู้ประสานงานของ กลุ่มศึกษาปัญหายา (มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา)  ทำงานพัฒนาชุมชนในพื้นที่ภาคอีสาน หลายจังหวัด เช่น มหาสารคาม ขอนแก่น นครราชสีมา เป็นต้น โดยใช้สหกรยาเป็นเครื่องมือ เพื่อเข้าไปการทำงานร่วมกับชาวบ้าน ในการแก้ไขปัญหาจริงแบบผสมผสานในแต่ละพื้นที่

 

ต่อมาได้เป็นสมาชิกในชุมชนปฐมอโศก เพื่อร่วมกันพัฒนาชุมชนปลอดอบายมุข และพึ่งตนเองตามแนวพุทธ  ได้มีโอกาสรู้จักกับ พลตรีจำลอง ศรีเมือง จึงได้มีโอกาสทำงานเป็นเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (สมัย พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) และทำงานด้านการเมืองต่อเนื่องกันมาโดยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (สมัย พอ.วินัย สมพงษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ) กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สมัย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ)  เพราะเห็นว่าเป็นช่องทางในการใช้งานการเมืองในการสนับสนุนงานทางสังคมได้ระดับหนึ่ง แต่ด้วยข้อจำกัดทางการเมือง ความขัดแย้งแย่งอำนาจกัน จึงไม่สามารถทำงานอะไรได้มากนัก เพราะเมื่อการเมืองฝ่ายหนึ่งจะทำอะไร อีกฝ่ายก็ไม่ต้องการให้เกิดผลงาน อันจะเป็นประโยชน์ทางการเมืองของอีกฝ่ายหนึ่ง  และสถานการณ์แบบนี้ ก็ดำรงคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

จนได้มีโอกาสมาร่วมงานกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในฐานะภาคี ทำงานด้านการลดปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยแนวคิดไตรพลัง (หรือ สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี) ประกอบกับ สสส.เป็นเวทีของการมีส่วนร่วมของผู้ทรงคุณวุฒิ/ทรงคุณธรรมที่มากมายประสบการณ์ ทั้งที่เป็นข้าราชการ นักธุรกิจ นักพัฒนา อาสาสมัคร ผู้นำชุมชน ฯลฯ ซึ่งเป็นเวทีเปิด ที่ไม่ถือว่าใครมี  ยศ ตำแหน่ง ฐานะอย่างไร แต่มีความรู้สึกร่วมว่า จะมาช่วยกันทำให้สังคมดีขึ้น จะช่วยเติมเต็มส่วนขาดที่ระบบราชการยังทำไม่ได้ หรือจะกระตุ้น ผลักดัน สนับสนุน ให้เกิดนวัตกรรมนโยบายสาธารณะ ที่จะส่งผลต่อสุขภาวะทั้งทางกาย ใจ สังคม สติปัญญา อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

 

ประวัติการศึกษา

                ๒๕๑๘  เภสัชศาสตรบัณฑิต  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ประวัติการทำงาน

๒๕๑๙ ๒๕๒๔    เภสัชกรชุมชน ณ ร้านยา “สุขภาพดี” อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

๒๕๒๔ ๒๕๒๗  ผู้ประสานงานของ กลุ่มศึกษาปัญหายา (มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา)      

๒๕๒๘ ๒๕๓๑   เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

                                      (สมัย พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร)

๒๕๓๕ ๒๕๓๗   ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

                                      (สมัย พอ.วินัย สมพงษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ)

๒๕๔๔ ๒๕๔๗   ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

                                      (สมัย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ)

๒๕๔๘ ๒๕๔๙    ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

                                      (สมัย คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ)

๒๕๔๖ ปัจจุบัน     ผู้ประสานงาน/ผู้จัดการ/ผู้อำนวยการ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า

 

ตำแหน่งปัจจุบัน                 ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และเป็นกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ หลายคณะ ในสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 

ผลงานเด่น

 

๑. ผลงานด้านการพัฒนาชุมชน

ผู้ประสานงานของ กลุ่มศึกษาปัญหายา (มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา) ร่วมกับ โรงพยาบาลชุมชน (โรงพยาบาลอำเภอ ในขณะนั้น) ทำงานพัฒนาชุมชนด้วยการไปกินนอนกับชาวบ้านในหมู่บ้าน พื้นที่ภาคอีสาน หลายจังหวัด โดยใช้ เรื่องสหกรยาอันเป็นภารกิจที่ดูสอดคล้องกับ กลุ่มศึกษาปัญหายา เป็นเครื่องมือเข้าไปเรียนรู้ชุมชน เพื่อทำงานพัฒนาแบบบูรณาการ ตามปัญหาจริงในแต่ละพื้นที่

 

 

                ต่อมาเมื่อเข้าเป็นสมาชิกในชุมชนปฐมอโศก ได้เข้าร่วมพัฒนาชุมชนปลอดอบายมุข และพึ่งตนเองตามแนวพุทธ มีระบบการปฏิบัติธรรมที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันในการทำงานสัมมาอาชีวะ ด้วยสมาชิกทุกคนในชุมชนต้องรักษาศีล ๕ ไม่มีอบายมุขโดยเด็ดขาด (เป็นคุณสมบัติขั้นต่ำที่ต้องมี) มีการทำกสิกรรมไร้สารพิษ ปลูกสมุนไพร แปรรูปสมุนไพรและอาหาร มีร้านค้าตามแนวบุญนิยม (แจกฟรี ขายต่ำกว่าทุน หรืออย่างน้อยต้องต่ำกว่าราคาตลาด) มีระบบการศึกษาแนวสัมมาสิกขาของตนเอง ที่เน้นให้ความสำคัญตามลำดับคือ  ศีลเด่น (ในความสำคัญกับการรักษาศีลปฏิบัติธรรมเป็นหลัก โดยเชื่อว่าต้องดีก่อนเก่ง หรือถ้าจะเก่งต้องเก่งด้วยดี) เป็นงาน (ไม่ใช่แค่รู้แต่ทำไม่เป็น ถือว่าไม่รู้จริง นักเรียนต้องทำงานเป็นทุกฐานงานของชุมชน ตั้งแต่ทำนา จนถึงทำรายการโทรทัศน์) ชาญวิชา (เรียนหนังสือตามหลักสูตรที่ทางราชการกำหนด แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากเท่าสองคุณค่าแรก)

 

๒. ผลงานด้านการพัฒนาและดำเนินงานผลักดันนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ

ปัจจุบันเป็น ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำหน้าที่ขยายเครือข่ายของภาคประชาชนให้กว้างขวาง มีเครือข่ายในทุกจังหวัดของประเทศ  ร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชน ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ที่ฆ่าคนไทยทุก ๒๐ นาที หรือปีละ ๒๖,๐๐๐ คน เป็นเหตุของกว่า ๖๐ โรค และสร้างปัญหาตามมาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม โดยเฉพาะทำลายสมอง/อนาคตของเยาวชนไทยที่เป็นนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ คน และอายุน้อยลงเรื่อยๆ) โดยเฉพาะในเทศกาลสำคัญ/ในงานบุญประเพณีต่างๆ ตลอดปี เช่น รณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา กฐินปลอดเหล้า สงกรานต์สนุกได้ไร้แอลกอฮอล์ ลอยกระทงปลอดเหล้า งานเลี้ยงปีใหม่ไร้แอลกอฮอล์ งานบุญงานศพปลอดเหล้า เป็นต้น ด้วยการทำงานกับภาคีปฏิบัติการหลากหลายในพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทำให้มีกระแสสังคม และเกิดพลังร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง

 

โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อสาธารณะ ในรูปแบบการตลาดเพื่อสังคม (Social marketing) ซึ่งนับว่าเป็นองค์กรแรกๆที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ได้รับรางวัลจากทั้งในและนอกประเทศมากมาย) เปรียบเสมือน Air War ที่ทำงานสอดคล้องกับการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ และเปรียบเสมือน Ground War ในการทำสงครามต่อสู้กับธุรกิจน้ำผลาญสติ เช่น เมื่อมีสปอตวิทยุ โทรทัศน์เรื่อง จน เครียด กินเหล้าภาคีเครือข่ายก็ไปช่วยรณรงค์ให้ประชาชน หยุดเหล้าหยอดกระปุกหรือมีสปอตวิทยุโทรทัศน์เรื่อง ให้เหล้าเท่ากับแช่งภาคีเครือข่ายก็ไปตรวจสอบร้านค้าที่จัดเหล้าเป็นของขวัญในกระเช้า  หรือมีสปอตวิทยุโทรทัศน์เรื่อง การดื่มเหล้าในวัด ในโรงเรียน หรือสวนสาธารณะ ผิดกฎหมายภาคีเครือข่ายก็ช่วยกันเฝ้าระวัง และแจ้งไปที่กระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งเป็นการรณรงค์พร้อมๆ ไปกับสนับสนุนการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เป็นไปได้จริง เป็นต้น

สนับสนุนชุมชน/หน่วยงาน/องค์กรต่างๆ ให้เป็นพื้นที่ปลอดเหล้าต้นแบบ โดยการรณรงค์ให้  ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยกระบวนการต่างๆ เช่น เชิญชวนให้งดเหล้าเข้าพรรษา ผู้นำพระสงฆ์ใช้กิจกรรมทางศาสนาชวนให้ประชาชนตั้งสัจจะอธิษฐาน จนเกิดเป็นชุมชนปลอดเหล้า  หรือจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ ของคนที่เคยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อเลิกได้ สุขภาพของครอบครัว/ชุมชนดีขึ้นอย่างไร และมีการถอดบทเรียนนำตัวอย่างดีๆไปเผยแพร่ให้ชุมชน/องค์กรอื่นๆ ได้เรียนรู้ต่อไป ทั้งจากเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การดูงาน และเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ

 

ร่วมกับภาคีภาคประชาชนจากทั่วประเทศ ผลักดัน พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยการจัด วิ่งต้านเหล้าในทุกภาคของประเทศ ขอลายมือชื่อประชาชนให้สนับสนุนได้กว่า ๑๓ ล้านรายชื่อ อีกทั้งร่วมชุมนุมเปิดโปงความพยายามของธุรกิจน้ำเมา ที่เข้ามาแทรกแซงกระบวนการออกกฎหมาย ซึ่งมีข่าวหลายกระแสว่า มีความพยายามจะไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ผ่าน หรือผ่านได้ก็ต้องถูกแก้ให้อ่อนลงมาก ซึ่งแม้การผลักดันของภาคีทั่วประเทศจะสามารถทำให้เกิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ แต่ด้วยอำนาจแฝง จึงมีการแทรกแซงในกระบวนการต่างๆ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำให้มีการแก้ไขกฎหมายให้อ่อนลง หรือบังคับใช้ได้ยากในที่สุด

จากการได้ร่วมกันขับเคลื่อนจนได้ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าภาคประชาชนเป็นเจ้าของกฎหมายฉบับนี้ อีกทั้งเห็นว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ลดปัญหาจากน้ำเมา โดยเฉพาะกับเยาวชนได้ดี จึงมีระบบการเฝ้าระวังการบังคับใช้กฎหมาย และเรียนรู้เพื่อให้รู้เท่าทันการตลาดของธุรกิจน้ำเมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้

 

รางวัลที่ได้รับ

๑. การประกาศเกียรติคุณบุคคลเกียรติยศ ในการจัดงานปาฐกถามูลนิธิโกมล คีมทอง ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๒

 



หลักการและแนวคิดในการทำงานเพื่อสังคม

เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี

 

                หลังจบจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี ๒๕๑๘ ก็คิดว่าการเป็นเภสัชกรที่ดี น่าจะไปให้บริการด้วยการส่งมอบยาอย่างมีคุณภาพให้กับประชาชนด้วยตัวเอง จึงตัดสินใจเปิดร้านยา ชื่อ “สุขภาพดี” ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และได้ไปอยู่ใกล้ๆ แม่ ซึ่งห่างกันมานานกว่าสิบปี ตั้งแต่ย้ายจาก จ.พระนครศรีอยุธยาบ้านเกิด ไปเรียนโรงเรียนประจำตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗  (โรงเรียน ภปร.ราชวิทยาลัย จ.นครปฐม จากนั้นศึกษาต่อ รร. เตรียมอุดมศึกษา และจุฬาฯ)

                ในการทำงานในร้านขายยา แม้จะพยายามแนะนำคนซื้อยา ให้ใช้ยาเท่าที่จำเป็น และถูกต้อง พร้อมทั้งเขียนบทความเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ในร้านขายยาลงในนิตยสาร หมอชาวบ้านเพื่อสื่อสารให้รู้ว่าความเชื่อผิดๆ ในการใช้ยาในสังคมไทย  มีผลเสียอย่างไร ทางออกควรเป็นอย่างไร แต่ก็คิดว่าคงทำได้ระดับหนึ่ง และเป็นการแก้ปัญหาให้กับรายบุคคลเป็นหลัก ซึ่งก็คงแก้กันไม่จบไม่สิ้นแน่

 

                ต่อมาได้ร่วมงานการรณรงค์กับกลุ่มศึกษาปัญหายา (กศย.) ซึ่งเคยร่วมงานวิจัยปัญหาในร้านขายยา ในช่วงระหว่างการศึกษาในคณะเภสัชฯ (โดยการกระตุ้นจิตสำนึกให้คิดเรื่องสังคมของ อาจารย์ สำลี ใจดี ซึ่งก่อนหน้านั้นตนเองไม่ได้สนใจ เพราะมุ่งแต่การซ้อมกีฬาในฐานะนักกีฬามหาวิทยาลัย) โดยเฉพาะการรณรงค์ต่อต้านในเรื่องที่ภาครัฐยอมให้จดทะเบียนยาผสมสูตร APC (Aspirin + Phenacetin + Caffeine) ซึ่งเป็นยาซอง/ยาเม็ด ในชื่อการค้า เช่น ทันใจ/ทัมใจ ปวดหาย/บวดหาย ฯลฯ สร้างปัญหากับชาวชนบทมากในขณะนั้น จนสามารถถอดเอา Phenacetin และ Caffeine ออกไปจากยาเหล่านี้ได้สำเร็จในที่สุด หลังจากการต่อสู้อย่างยาวนาน นับเป็นการเรียนรู้การแก้ปัญหาเชิงระบบบทเรียนแรกๆ

 

เมื่อกลุ่มศึกษาปัญหายา (กศย. ใน มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา) เปิดงานในพื้นที่ชนบท คือ โครงการเสริมสุขภาพอนามัย (สสช. ๒๕๒๔-๒๕๒๘) และต้องการคนมาช่วยงานในพื้นที่ จึงตัดสินใจเลิกกิจการร้านยา มาเป็นอาสาสมัครทำงานในชนบท โดยการเป็นผู้ประสานงานให้ กศย. ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลชุมชนในภาคอีสาน โดยมี อ.ด่านขุนทด (ตั้งแต่หลวงพ่อคูณยังไม่ดัง) จังหวัดนครราชสีมาเป็นหลัก โดยการไปส่งเสริมสนับสนุน ให้ชาวบ้านลงทุนซื้อหุ้นตั้งสหกรยาในชุมชน(หมายถึงร่วมมือกันไม่ใช่สหกรณ์ตามกฎหมาย) เพื่อดูแลการเจ็บป่วยเบื้องต้นได้เองในชุมชน ก่อนที่จะจำเป็นต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านไปโรงพยาบาลอำเภอ ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายมากสำหรับชาวบ้านในชนบท ที่การเดินทางยังไม่สะดวกเหมือนปัจจุบันนี้ ตลอดจนสนับสนุนการใช้สมุนไพรที่มีในพื้นที่ แทนยาแผนปัจจุบัน และการแก้ปัญหาอื่นๆของชุมชน ซึ่งแยกกันออกไม่ได้ต่อการมีสุขภาพดีหรือไม่ดีของประชาชน การทำงานกินนอนในหมู่บ้านชนบทในช่วงเวลาหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีปัญหาอุปสรรคมาก เพราะความหวาดระแวงของหน่วยราชการต่างๆ ด้านความมั่นคง ทำให้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ก็นับว่าเป็นการเปิดหูตาให้กว้างขวางขึ้นว่า ปัญหาในสังคมไทยในชนบทหนักหนาสาหัส สลับซับซ้อนขนาดไหน และการแก้ปัญหาในระดับชุมชน ที่มีอิทธิพลจากทุกระดับ ทำได้ยากมาก จึงเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาเชิงระบบมากขึ้น

 

                ประกอบกับการประเมินตนเองว่า ยังมีความเข้มแข็งภายในไม่มากพอที่จะสู้กับปัญหาใหญ่ๆ และเมื่อได้ทราบว่าชุมชนปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม ซึ่งจะเป็นชุมชนพึ่งตนเองตามแนวทางพุทธธรรม เริ่มก่อตั้งขึ้น จึงตัดสินใจมาใช้ชีวิตเรียนรู้ในชุมชนนี้ เพื่อพัฒนาตนเอง และร่วมกันพัฒนาแนวทางการพึ่งตนเองของชุมชนตามหลักการพุทธศาสตร์ จึงได้รู้จักกับพลตรี จำลอง ศรีเมือง และพันตรีหญิง ศิริลักษณ์ ศรีเมือง (เป็นเภสัชกร) ซึ่งเป็นสมาชิกในชุมชนนี้เช่นกัน และเมื่อพลตรี จำลอง ศรีเมือง ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม. จึงชวนมาช่วยทำงานด้วย และทำงานต่อเนื่องมาจนถึงการก่อตั้งพรรคพลังธรรม จึงได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในกระทรวงต่างๆ ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรี คือ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข ทำให้เห็นปัญหาในระบบที่ใหญ่กว่า คือ ระบบการเมืองไทย ซึ่งมีผลต่อระบบของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ และระบบย่อยๆต่อไป และรู้ว่าพรรคเล็กๆ อย่างพรรคพลังธรรม ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองที่สร้างความติดยึดในระบบอุปถัมภ์ของนักการเมือง และประชาชนได้ ซึ่งไม่รู้ว่าจะรออีกนานเท่าใด ถ้าประชาชนยังไม่ตื่นรู้มากเพียงพอ

 

                ในระหว่างที่ทำงานอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาชวนให้ทำงานรณรงค์ลดปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และต่อมาได้ร่วมทำงานด้านอื่นๆของ สสส.ด้วย จึงได้ทำงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้ ทำให้ได้เห็นช่องทางในการทำงานให้เกิดประโยชน์กับสังคม (แม้จะยังไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างหลักของสังคมได้)  พร้อมๆกับเป็นการสร้างรากฐานความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักด้วย นั่นก็คือ แนวคิด ไตรพลัง” (สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา) ของท่านอาจารย์ นพ. ประเวศ วะสี ซึ่งมีการนำมาเป็นแนวคิดหลักของ สสส. คือ การทำงานด้วยฐานความรู้ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนกระแสสังคม และสร้างนโยบายสาธารณะ แม้ในเรื่องที่ยากๆ เช่น นโยบายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีผลประโยชน์มหาศาล (ยอดขายปีละกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท) มีอิทธิพลกับนักการเมือง และข้าราชการทุกระดับ ด้วยคนๆเดียวหรือกลุ่มเล็กๆจะไม่สามารถขับเคลื่อนอะไรได้มากนัก แต่ด้วยพลังของภาคประชาชนที่สะสมทีละเล็กละน้อย และรอโอกาสทางการเมืองที่เหมาะสม ก็สามารถผลักดันให้เกิดนโยบาย กฎหมายควบคุมได้ เช่น พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.๒๕๕๑ ที่มีประชาชนลงชื่อสนับสนุนกว่าสิบสามล้านคน ทำให้เกิดมีเครือข่ายภาคประชาสังคมทุกจังหวัด ในการเฝ้าระวังการทำผิดกฎหมายในปัจจุบัน เป็นต้น

 

                สรุปแล้ว ประสบการณ์ชีวิตที่ได้เรียนรู้ในสถานศึกษา และนอกห้องเรียนในด้านพุทธธรรม ก็เป็นการเริ่มจากความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งสอนให้เติมเหตุปัจจัยที่ถูกต้อง เพียงพอ จึงจะทำให้ผลสัมฤทธิ์ที่พึงประสงค์ได้ การนำความรู้ไปใช้เพื่อแก้ปัญหาชีวิตของตนเอง (ให้ทุกข์ยาก สุขง่าย ไปตามลำดับ) และนำความรู้ไปช่วยผู้อื่นทั้งรายบุคคล ชุมชน สังคม โดยต้องรู้เหตุปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีผลสูงก็คือ โครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม แต่เมื่อยังไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างใหญ่ได้ ก็ไม่ต้องรอ โดยการร่วมมือกันของคนเล็กคนน้อยที่ตระหนักรู้ และหาเพื่อนร่วมงานให้กว้างขวางขึ้น สร้างองค์ความรู้ที่จำเป็น สำคัญ ในหลากหลายประเด็น ใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนกระแสสังคมให้ตื่นรู้มากขึ้น และเกิดผลเชิงประเด็นที่เป็นประโยชน์ไปในตัวด้วย โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ระบบการสื่อสาร สามารถทำได้หลากหลายช่องทางมากขึ้น ทำได้ง่ายขึ้น ก็เป็นโอกาสดีที่จะสื่อสารสาธารณะ และนำไปสู่นโยบายสาธารณะที่สำคัญในแต่ละประเด็น พร้อมๆไปกับการสร้างกระบวนการเติบโตของภาคประชาสังคมให้เข้มแข็งขึ้นตามลำดับ โดยผ่านกิจกรรม เวทีเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่ ให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมในที่สุดได้

 

รู้ตื่นเบิกบาน เรียนรู้อย่างเปิดกว้าง ย่อมมีทางเดินที่มีคุณค่าต่อตนเอง และสังคมเสมอ