|
ตะกอนยม - ตะกอนความคิด... ของ "ชาติชาย
ธรรมโม"
มากกว่าคำกล่าวขอบคุณต่อสายน้ำที่คอยเกื้อกูลสรรพชีวิตในแถบลุ่มน้ำยมมายาวนาน
กลุ่มตะกอนยม (กลุ่มเยาวชนในแถบลุ่มแม่น้ำยม)
จึงร่วมมือกันปกปักษ์รักษาผืนป่าแม่ยมแหล่งต้นน้ำลำธารของผู้คนในแถบนี้
เป็นเวลากว่า 14 ปีแล้ว
อาคารไม้ชั้นเดียว
ใกล้กับตลาดกลางหมู่บ้านดอนชัย หมู่ 1 ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่
คือที่ทำการกลุ่มตะกอนยม เรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมบรรดาเหล่าเยาวชน
ที่มักจะแวะเวียนมาทำกิจกรรมร่วมกันอยู่เสมอ พวกเขาใช้อาคารแห่งนี้เป็นแหล่งรวมพล
ระดมความคิด และทำกิจกรรมต่างๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่า
นอกจากเนื้อหาเรื่องป่าไม้และแม่น้ำยมแล้ว การอนุรักษ์วัฒนธรรม
ภูมิปัญญาเก่าแก่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เยาวชนกลุ่มนี้ ให้ความสำคัญและใส่ใจ
เนื่องจากมองว่าภูมิปัญญาดั้งเดิมอันทรงคุณค่า หลายอย่างกำลังจะเลือนหาย
ควรจะอนุรักษ์ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ เช่น ในเรื่องของดนตรีพื้นบ้าน
ความเชื่อเก่าแก่ของชุมชน ที่ส่งเสริมจริยธรรมและการอนุรักษ์ธรรมชาติ
ฯลฯ
จากปี 2537 จนถึงปัจจุบัน กลุ่มตะกอนยมได้ผัดเปลี่ยนคนทำงานไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า
ปลูกฝังความคิดในการอนุรักษ์จากพี่สู่น้องโดยทั้งหมดเป็นลูกหลานชาวบ้าน
ทั้ง 4 หมู่บ้าน ได้แต่ บ้านดอนชัย บ้านดอนแก้ว บ้านแม่เต้น
ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ซึ่งทีมงานไทยเอ็นจีโอ ได้มีโอกาสพูดคุยกับตัวแทนกลุ่มที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนกลุ่มในปัจจุบันคือ
ชาติชาย ธรรมโม อายุ 26
ปี
ชาติชาย เล่าที่มาของชื่อกลุ่มอย่างภาคภูมิใจว่า
"ตะกอน" คือเม็ดดินที่มากับกระแสน้ำ ตะกอนเหล่านี้เองที่จะคอยทับถมผืนดินตามแนวฝั่ง
ซึ่งว่ากันว่า เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์มากชนิดหนึ่ง ช่วยมีส่วนให้ผืนป่า
ไร่นา ผู้คน มีความอุดมสมบูรณ์ ส่วน "ยม" ก็มาจากแม่น้ำยม
แคนยังบอกอีกว่า แม่น้ำยมเป็นแม่น้ำที่มีตะกอนดินมากที่สุดสายหนึ่ง
หากไม่ใช่คนลุ่มน้ำยมอย่างแท้จริงแล้ว ไม่มีทางรู้คุณลักษณะข้อนี้
อันเป็นที่มาของชื่อ ตะกอนยม
"เราเป็นตะกอนดินเม็ดเล็กๆ ในสายน้ำยมที่อาจไม่มีใครสนใจหรือมองเห็น
แต่เรามีแร่ธาตุสารอาหารมาก สามารถเพาะปลูกพืชได้ ส่วนอีกความหมายหนึ่งคือ
ตะกอนดินจะทำให้เขื่อนพังได้ง่าย" แคนหมายถึงเขื่อนแก่งเสือเต้น
โครงการที่จะเข้ามาเร่งให้ชุมชนสลายตัวอย่างรวดเร็ว
แคน อธิบายต่อว่า กลุ่มตะกอนยม ก่อตั้งหลังจากที่กลุ่มบรรดาพ่อๆ
แม่ๆ เริ่มจัดตั้งกลุ่มราษฎรรักษ์ป่า กลุ่มเยาวชนในหมู่บ้านจึงพูดคุยกันว่าแล้วกลุ่มเยาวชนอย่างเราๆ
จะทำอะไรเพื่อหมู่บ้านของเราได้บ้าง ในกรณีที่หมู่บ้านของเรามีปัญหา
เนื่องจากช่วงนั้นมีโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ หรือ "เขื่อนแก่งเสือเต้น"
ทำให้ชาวบ้านรวมตัวกันคัดค้านต่อสู้ เพื่อรักษาผืนป่าดั้งเดิมไว้
"แต่ก่อนเริ่มสร้างกลุ่มด้วยพี่ๆ
9 - 10 คน เราก็ต่อสู้เรื่องเขื่อนกับพ่อๆ แม่ๆ เรื่อยมา ลักษณะนี้
ผมไม่รู้หรอกว่าสร้างเขื่อนไม่ดียังไง เพราะยังเด็กมาก รู้แต่ว่าถ้าสร้างเราก็จะต้องอพยพไปอยู่ที่อื่น
การย้ายไปอยู่ที่อื่นทำให้ชุมชนเราล่มสลายมันไม่ดี เราก็ตั้งคำถาม
ทำไมล่ะ นี่บ้านเรานะ คือทำไมคนอื่นต้องให้เราออกจากบ้านโดยที่เราไม่ยอม
แต่พอมารุ่น 3 - 4 พวกเราจึงคุยกันว่าต้องทำเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเขื่อนอย่างเดียวแล้ว
พูดเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสังคม และเรื่องวัฒนธรรมมากขึ้นครับ
การทำงานของกลุ่มตะกอนยม จึงเริ่มมีการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม
โดยเน้นในรูปแบบของการสัมนา พูดคุย ถกเถียง โต้แย้ง เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน
นำไปสู่การร่วมมือกับชาวบ้าน เพื่อที่จะเติบโตอย่างมีรากฐานในการพัฒนาชุมชนต่อไป
"อยากให้ชุมชนมีความเกื้อกูลเหมือนก่อน
แต่ค่อนข้างทำยาก เพราะเดี๋ยวนี้ช่องว่างระหว่างชุมชนมันกว้างขึ้นเรื่อยๆ
เรามองว่า แม้ว่าการสร้างเขื่อนอาจทำให้ชุมชนล่มสลายจริง แต่ถ้าสภาพสังคมยังเป็นแบบนี้แม้จะไม่มีเขื่อน
ชุมชนเราก็อาจล่มสลายได้ในซักวันหนึ่งอย่างแน่นอน หากเราไม่สนใจทำงานกับชุมชน"
ปัจจุบันมีหน้าที่ของแคนคือเป็นผู้ประสานงานของกลุ่ม
โดยงานหลักๆ คือกิจกรรมค่ายเยาวชนที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการดึงสมาชิกหันมาใส่ใจ
และให้ความสำคัญในคุณค่าของวิถีชีวิตดั้งเดิม แต่การทำงานก็ทำได้ยากกว่าในอดีตอยู่มาก
เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง หรือวิถีชีวิตที่รุดไปข้างหน้ารอบด้าน
11 ปี กับการทำงานขับเคลื่อนกลุ่มตะกอนยม ทำให้เขาได้พอเข้าใจบริบททางสังคมชัดเจนมากยิ่งขึ้น
แคน เล่าว่า ปัญหาโดยหลักคือเรื่องของการศึกษา "การศึกษาไม่ได้สอนให้คนกลับมาที่ท้องถิ่น
แต่กลับสอนให้ลืมวิถีชุมชนอย่างไม่รู้ตัว" ยังไม่รวมสิ่งยั่วยุความอยากมีอยากได้ในวิถีแห่งทุนนิยม
จากภายนอก รถยนต์ คาราโอเกะ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เข้ามาสั่นคลอนชุมชน
"ประเด็นนี้
คุยกันหนักมากในกลุ่ม แต่เราก็เข้าใจว่าสวัสดิการรัฐ ก็ไม่ได้มีอะไรมาก
เมื่อคุณเป็นคนธรรมดา ตฃคุณก็ต้องไปทำงานเพื่อให้มีรายได้ เพื่อนๆ
เราหลายคน (ยกเว้นคนที่กำลังศึกษาต่อ) ก็ต้องไปทำงานเราก็ไม่ต้องไปเรียกร้องเพื่อนมาก
แต่เรียกร้องกันตามเวลา"
แคน เล่าว่าเข้าใจเพื่อนตลอดมา ส่วนตัวของเขาสามารถทำงานตรงนี้ได้
เนื่องจากมีต้นทุนทางสังคม แม้จะทำงานในกลุ่มเยาวชนไม่มีรายได้
แต่เขาก็เลือกที่จะทำนา ส่วนการเรียน เขาเลือกที่จะเรียนการศึกษาทางเลือกในมหาวิทยาลัยชุมชน
เพราะเล็งเห็นว่าเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของตนเองมากกว่า
และที่สำคัญได้ทำงานอยู่ที่บ้านเกิด ได้ทำงานที่ใจรักไม่มีอะไรที่มาชดเชยความสุขตรงนี้ได้
หากต้องสูญเสียไป
การจัดค่ายของกลุ่มตะกอนยมในหนึ่งปี จะมีประมาณ 2 - 3 ครั้ง
ซึ่งงบประมาณเกือบทั้งหมด จะเป็นการระดมทุนจากหมู่บ้าน และขอรับโครงการเป็นส่วนน้อย
แม้ปริมาณเด็กในแต่ละปีจะไม่มากมายเหมือนปีก่อนๆ แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่มีคนมาสืบสานเจตนารมณ์
เพื่อให้ชุมชนคงอยู่ และมีผืนป่าสมบูรณ์จวบจนทุกวันนี้
อย่างน้อยเพื่อเป็นการตอบแทนลำน้ำแห่งชีวิต ดังเช่นบรรพบุรุษของพวกเขาเคยธำรงรักษาร่วมกันมาอย่างยาวนาน
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
27 สิงหาคม 2551
|