There are 2 websites that ThaiNGO team support are thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บที่ดูแลโดยทีมงานไทยเอ็นจีโอมี 2 เว็บเท่านั้นคือ thaingo.org และ thaingo.in.th

2 ทศวรรษไทยเอ็นจีโอ ตอนที่ 12  ระดมพลคนค่ายฯ


 

การขยับเยื้องย่างหาทางออกให้กับความตกต่ำตามกระแส ทำให้ผมคิดตลอดเวลาเรื่องหาทางออก หาบทบาทใหม่ ทำอย่างไรที่จะทำให้ ThaiNGO และทีมงาน มีความหวัง มีพลัง หรือใช้ศักยภาพที่มี มาเสริมงานอย่างมีประโยชน์ อย่างแรกเลย คือ แต่ละคนเป็นนักกิจกรรมเก่า ชอบลงพื้นที่ ชอบทำกิจกรรมอาสา ทำค่าย ไปต่างจังหวัด
 

แน่นอนการกลับมาจากค่ายแม่ดึ๊ ที่ทำครั้งแรกทำให้เรา มีความสุขมาก มีความผูกพัน มีเรื่องเล่า มีความสุขในแววตามทีมงาน ทุกคน มีคนเพิ่ม มีคนเข้าเว็บเพิ่มทำให้ ThaiNGO ขยับออกมาเป็นสร้างบ้านให้สมาชิกแต่ละกลุ่มอยู่ ThaiNGO ไม่มีเหมาะสำหรับสีสันบรรยากาศแบบคนหนุ่มสาว เยาวชน ที่อยากมาพบปะ ทักทาย เล่าเรื่องสนุกๆ ทำให้เกิด บ้านหลังใหม่คือ www.rsalife.com

หลังจากซบเซา เพราะสมาชิกข่าวไทยเอ็นจีโอ หันไปชมชอบเว็บประชาไท เพราะที่นั่นทีมใหญ่กว่า มืออาชีพกว่า แรงทะลุทะลวงกว่า เนื่องจากทีมงานมีทั้งนักสื่อสารมวลนชนอาชีพ นักวิชาการรุ่นใหม่ และนักกิจกรรมทางสังคม ในขณะที่ไทยเอ็นจีโอ มีแค่เด็กๆ ที่ซึ่งไร้ประสบการณ์ และอยู่ในองค์กร ไม่ได้มีประสบการณ์ทำสื่อ และ งานเคลื่อนไหว

บวกกับการตะลุยออกภาคสนามมากๆนานๆ  ทำให้ผมมีปัญหาสุขภาพ และปัญหาเศรษฐกิจ เพราะค่าใช้จ่าย ที่นกเหนือจากค่าเดินทางค่าที่พัก เราควักออกเองหมด การลงภาคสนามไม่ได้มีแค่สัมภาษณ์แล้วกลับ แต่เราต้องอยู่ พูดคุย คลุกคลี ให้เขาเชื่อมั่นในเราด้วย จนถึงเวลาหนึ่งที่ผมคิดว่า เรารู้จัก รู้จักพื้นที่ ในประเทศนี้มากพอ จึงทำให้อยากพักบ้าง

ในขณะที่กระแส
ThaiNGO ตกต่ำลงเรื่อยๆ กระแส www.rsalife.com กลับพุ่งขึ้นแทน จากค่ายแม่ดึ๊ ผมเริ่มคิดเรื่องค่ายอื่นๆ ตาม โดยเฉพาะการทำงานกับคนหนุ่มสาวนักศึกษา การปลุกปั้นคนรุ่นใหม่ เพราะจากประสบการณ์จากการทำสื่อ ทำให้ผมเริ่มคิดไปถึงการสร้างคนรุน่ใหม่ที่มีแวว มีพรสวรรค์ มีความสนใจ การทำสื่อสมัยใหม่ อาทิ มัลติมีเดีย ดนตรี และจำพวก สารคดี หนังสั้น เป็นต้น เมื่อเป้าหมายเดิม หรือเป้าพื้นฐาน คือการสร้างคนหนุ่มสาว มีสำนึกรักษ์ชุมชน ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และ ได้เรียนรู้ปัญหาชุมชน ได้ฝึกทักษะ การคิดการเขียน และทำให้ ThaiNGO มีผลงานมาเผยแพร่ ความตกกระแสในระยะนั้นทำให้ ข่าว บทความ และคอลัมนิสต์  ที่เคยทะลักหลั่งไหลมาอย่างมีความสำคัญ หายไป เกือบทั้งหมด และไหลไปที่เดียว คือ เว็บน้องใหม่ ไฟแรงชื่อ ประชาไท ดังนั้น การเอากิจกรรมค่าย มาผสมวิธีการ เรียนรู้ รายงานข่าว บทความ บทกวี เพลง ฯลฯ คือ หนทางออกที่ผม ตัดสินใจเดินในเวลานั้น

5 ปี ตั้งแต่ลาออกแล้ว ย้ายไปเรียนปริญญาโทและเตร็ดเตร่ไปตามชุมชน ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ตลอดจนคนบนเภา คนเล ทำให้ผม เริ่มผูกพัน โดยเฉพาะน้องๆนักศึกษา ค่ายต่อมาจึงเป็นค่ายดึงเอานักศึกษา ประชาชน มาร่วมกิจกรรมกัน ภารกิจครั้งนั้นคือ เข้าไปช่วยเพื่อนนักพัฒนา สร้างโรงเรียนธรรมชาติ ริมเทือกเขาบรรทัด ชื่อ โรงเรียนร้อยหวันพันธุ์ป่า ของพี่สุรศักดิ์ เย็นทั่ว ที่จังหวัดพัทลุง ครั้งนั้น ผมออกแบบการเอากิจกรรม มาเป็นบทเรียนให้ คนหนุ่มสาวนักศึกษา ต่างภาค ต่างวัฒนธรรม มาเจอกัน มาเรียนรู้จักกัน มีทั้งอีสานแท้ๆ จากชมรมอาสาคนสร้างฝัน ม.มหาสารคาม มาเจอกับ ปักษ์ใต้เพียวๆ ม.วลัยลักษณ์ แถมมีสีสันมากจาก ม.ศิลปากร และประชาชนทั่วไปด้วย ส่วนหนึ่ง เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่สนุกสนานกับการมาปะทะกันทางวัฒนธรรม

เดือนพฤษภาคม ปี
2549 วันเดียวกันกับที่กลับมาจากค่ายพัทลุง ผมวางกระเป๋าลงยังไม่เรียบร้อย ก็ได้ยืนข่าวว่า มีหมู่บ้านหนึ่งถูกพายุโคลนถล่ม เสียหายและตายไปหลายคน ผมรื้อเสื้อผ้าเก่าออก ใส่เสื้อผ้าใหม่ ยกหูบอกผู้อำนวยการหัวหน้าผม และชวนน้องๆ ซึ่งกำลังเดินทางกลับมหาลัย ทุกคนตอบรับว่า “ไป....”

จาก 2 ขยับมาเป็น
6 เป็น 8 9 10 มหาลัย ทั้ง ม.เชียงใหม่ ประสานมิตร ขอนแก่น ม.อุบลราชธานี ศิลปากร ธรรมศาสตร์ จุฬา ฯลฯ และมีตามมาอีกมากมาย ( ผมทราบในตอนหลัง เพราะ ระหว่าง 2551-2553)  ผมลาออกกลับมาเป็นเกษตรกรอยู่บ้าน นอกจากนั้น ภารกิจจากบ้านกิ่วเคียนก็ขยับมาเป็นทีมอาสาสมัคร “กู้ภัยพิบัติ” จากกิ่วเคียน เราไป บ้านน้ำปาด ไปนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ น้ำท่วมกรุงเทพฯ และเมื่อปีที่แล้ว ที่ อุบลราชธานี

1 ทศวรรษ ของการเดินทางหรือ  10 ปีของการทำหน้าที่ อย่างลองผิดลองถูก ด้วยกำลังคนอันน้อยนิด ด้วยสติปัญญา ด้วยประสบการณ์ เท่าที่มี เราอาจจะไปไม่ถึงดาวเด่น ด้านสื่อ เฉกเช่นเว็บอื่นๆ แต่เราก็ทำภารกิจอื่นๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมคุณภาพ สร้างคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจพลังของสื่อในการพัฒนาสังคม  ในการสร้างสรรประชาธิปไตย สร้างสำนึกรักชุมชนบ้านเกิด อย่างมีผลปรากฏไปไม่น้อย และสามารถขยายคำจำกัดความคำว่า สื่อ ไม่ได้อยู่แค่ในงานที่เขียน ภาพที่ปรากฏ จากฝีมือของ นักสื่อสารมวลชน แต่ไทยเอ็นจีโอ ทำให้ทุกคนเชื่อว่า ใครๆ ก็คือ สื่อ ใครๆก็ทำได้  แค่บอกเล่าเหตุการณ์  ที่เผยเรื่องราว สะท้อนสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้สัมผัสมา เราถือว่า นั่นคือ นักสื่อสาร คือ สื่อทางเลือกเพื่องานพัฒนา 

และนั่นแหละ คือ ไทยเอ็นจีโอ ที่พยายามจะยืนอยู่ยงให้ได้ นานที่สุดเท่าที่จะทำได้....