There are 2 websites that ThaiNGO team support are thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บที่ดูแลโดยทีมงานไทยเอ็นจีโอมี 2 เว็บเท่านั้นคือ thaingo.org และ thaingo.in.th

ประชาธิปไตยและอนาคตของคนรุ่นใหม่

( ขอบคุณภาพ จากสนุกดอทคอม  https://www.sanook.com/campus/1399419/ )

 

2563 เป็นปีที่สถานการณ์บ้านเมืองร้อนตั้งแต่ต้นปี  จริง ๆ แล้วก็เป็นความร้อนที่ต่อเนื่องมาจากปลายปีที่แล้ว  ทั้งภัยแล้ง  ทั้งฝุ่นพิษ PM 2.5  และก็โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19  ที่เห็นได้ชัดเจนว่าประสิทธิภาพและความจริงใจของรัฐบาลในการรับมือกับวิกฤติเหล่านี้ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนอยู่ในระดับอ่อนหัด  ไม่แยแสประชาชนและทำตัววิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้  ผสมกับประเด็นการเมืองที่ยุบพรรคอนาคตใหม่ไปเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีกู้เงิน เพื่อบั่นทอนพรรคฝ่ายค้านให้ง่อยเปลี้ย ไม่ให้มีอำนาจต่อรอง วิพากษ์วิจารณ์และเป็นปากเป็นเสียงประชาชนในระบบรัฐสภา ยิ่งทำให้สถานการณ์บ้านเมืองร้อนแรงยิ่งขึ้น    

เป็นความพยายามของผู้มีอำนาจในการปิดการวิพากษ์วิจารณ์และบั่นทอนพลังประชาชนที่ยึดโยงกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านทั้งในและนอกสภา  เพื่อให้เกิดสภาวะเผด็จการรัฐสภาอย่างแท้จริงโดยพรรคฝ่ายรัฐบาลที่นำโดยพลังประชารัฐ  และเผด็จการนอกสภาโดยกลไกอำนาจ คสช. ที่วางเอาไว้ตั้งแต่รัฐประหาร 2557  เพื่อทำให้สังคมถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศมืด ไร้สิทธิ ไร้เสียง ไร้เสรีภาพ ต่อไป  

สถานการณ์สังคมและการเมืองช่วงเวลานี้เหมือนรอว่ามะม่วงตามฤดูกาลจะสุกเมื่อไหร่  ปลายมีนาคมซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนสงกรานต์หรือหลังสงกรานต์  ก็เหมือนดูการออกมาเคลื่อนไหวของนักศึกษา เด็กนักเรียน และคนรุ่นใหม่ตามมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ว่าเขาจะเชื่อมร้อยกันเพื่อปลดปล่อยความโกรธแค้นเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ลึกและแผ่กว้างยิ่งกว่านี้ได้เมื่อไหร่

เมื่อมีคำถามว่าการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่จะดำเนินการอย่างไรต่อไป หรือ “แค่ไฟไหม้ฟางหรือ ?”  สิ่งที่สังคมควรหยั่งให้ถึงต่อคำตอบของคำถามดังกล่าวก็คือว่าคนรุ่นใหม่น่าจะมีท่วงทำนองที่ลุ่มลึกกว่านั้น  ซึ่งเป็นความลุ่มลึกที่สัมพันธ์กับความสุกงอมของสถานการณ์สังคม ณ เวลานี้ที่อย่างไรเสียก็ต้องเกิดความสุกงอม  จะไปโค่นต้นมะม่วงเพื่อทำลายผลไม่ให้สุกงอมก็คงทำได้เพียงต้นสองต้น  ส่วนต้นที่เหลืออีกจำนวนมากคงโค่นยาก  เพราะมันเป็นเหมือนวิถีหรือเส้นทางที่ลิขิตไว้แล้วว่ายังไงมันก็ต้องเกิดปรากฎการณ์และสถานการณ์เช่นนี้

ดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่จากความโกรธแค้นที่ยุบพรรคอนาคตใหม่ได้ผลิตคำถามสำคัญมากคำถามหนึ่ง  น่าจะเป็นคำถามแห่งทศวรรษของความขัดแย้งทางการเมืองไทยในช่วงรัฐประหารสองครั้งที่ผ่านมาเลยทีเดียว  ว่า “พวกเขาจะเติบโตไปอย่างไรภายใต้เสียงเลือกตั้งที่ถูกปล้นชิง ?”  ปล้นชิงจากการยุบพรรคอนาคตใหม่  ปล้นชิงจากการคำนวณคะแนนเสียงที่ไร้ยางอายที่สุดเพื่อให้พรรคพลังประชารัฐได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล  แล้วส่งผลให้พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

อาจจะดูเหมือนว่าคำถามนี้น่าจะมาจากผู้เลือกพรรคอนาคตใหม่เป็นสำคัญ  แต่จากข้อเท็จจริงที่พบเห็นในแฟลชม็อบตามมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ก็คือมีคนรุ่นใหม่นอกขอบเขตพรรคอนาคตใหม่จำนวนมากที่ตั้งคำถามนี้เช่นกัน  ก็เพราะก่อนหน้านี้มีความอยุติธรรมที่เกิดจากการเลือกตั้งหลายเหตุการณ์  เหตุการณ์สำคัญมากคือการคำนวณคะแนนเสียงที่ไร้ยางอายที่สุดเพื่อให้พรรคพลังประชารัฐได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล  และเหตุการณ์ที่วุฒิสมาชิกจากการแต่งตั้งจำนวน 250 คน เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกพลเอกประยุทธเป็นนายกรัฐมนตรี  และกระทำการเป็นองครักษ์พิทักษ์พลเอกประยุทธและคณะรัฐประหาร คสช. จากการวิพากษ์วิจารณ์และโจมตีของ ส.ส. และประชาชน  จึงยิ่งตอกย้ำการทำลายเสียงอันมีคุณค่าของพวกไปหมดสิ้น

เหตุที่มีการเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็เพราะคนรุ่นใหม่ได้ผูกโยงอนาคตความเป็น ‘ปัจเจกชน’ ของพวกเขาแต่ละคนเข้ากับอนาคตความเป็น ‘สังคม’ ของผู้คนที่อยู่รายรอบชีวิตปัจเจกของพวกเขา เพื่อให้เกิดระบบที่ดีในการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสังคมโดยผ่านการเลือกตั้ง

การที่พวกเขาให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งเพราะเห็นว่าการเลือกตั้งจะทำให้ชีวิตความเป็น ‘ปัจเจกชน’ และชีวิตในส่วนที่เป็น ‘สังคม’ ของพวกเขามันเชื่อมร้อยและผสมผสานโดยสร้างสมดุลระหว่างกัน

พวกเขาเห็นว่าภายใต้ระบอบการปกครองที่มีอยู่บนโลกใบนี้  การเลือกตั้งน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดที่จะสร้างสมดุลให้แก่ชีวิตอนาคตของเขาได้  แต่รัฐกลับไปทำลายสมดุลชีวิตพวกเขา  ซึ่งเป็นชีวิตของอนาคต  เขาจึงลุกขึ้นมาโต้กลับและทวงคืน 

ปรากฎการณ์การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่กำลังดำเนินอยู่นี้ทำให้เห็นได้ว่าสิ่งที่เผด็จการทุกยุคทุกสมัยไม่ประสบความสำเร็จเลย นับแต่ปีเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา ก็คือไม่สามารถกดขี่บังคับเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดผู้คนไม่ให้ผูกโยงชีวิตปัจเจกกับชีวิตสังคมผ่านการเลือกตั้ง

ที่น่าสนใจมากขึ้นคือการออกมาเคลื่อนไหวแฟลชม็อบเหล่านี้ไม่ใช่มีแต่เพียงผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกเท่านั้นที่โดนปล้นชิงเสียงอันมีคุณค่าของพวกเขาไป  ยังมีผู้ที่กำลังจะมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกด้วยที่เฝ้าสังเกตการณ์ปรากฎการณ์ของสังคมมาอย่างต่อเนื่อง 

และสิ่งที่สังคมควรทำความเข้าใจใหม่ก็คือคนรุ่นใหม่ในยุคนี้รับมือกับอารมณ์ความรู้สึกของสังคมได้ดีกว่าผู้ใหญ่ที่เห็นแต่ความเครียดผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์เท่านั้น  แต่พวกเขารับมือกับอารมณ์ความรู้สึกของสังคมจากข่าวความเคลื่อนไหวของผู้คนตลอดเวลาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่หน้าจอมือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น  ซึ่งเป็นการรับรู้สภาพการณ์ของสังคมได้แบบเท่าทันสถานการณ์แทบทุกวินาทีเลยทีเดียว (Realtime)  ทันการณ์กว่าผู้ใหญ่มากที่รับรู้สภาพการณ์ของสังคมแบบล่าช้า (Delay)  

เป็นการซึมซับรับรู้ในแบบที่ว่าอนาคตของพวกเขากำลังมอดไหม้จากความหลงดีของผู้ใหญ่ทั้งหลาย  และคำว่าอนาคตได้ถูกขยายความให้มีความหมายเท่ากับหรือมาพร้อมกับสิทธิและเสรีภาพ  หรือสิทธิและเสรีภาพคืออนาคต  โดยพวกเขาเห็นว่าการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นคือการลิดรอนอนาคต  และในเมื่ออนาคตถูกลิดรอนเช่นนี้แล้วจะมีชีวิตอยู่ไปอย่างไร 

แฟลชม็อบเหล่านี้จึงเป็นการลุกขึ้นสู้เพื่ออนาคต  ซึ่งเป็นสัจธรรมมาก ๆ ที่โลกหมุนไปภายใต้จักรวาลที่ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา  ไม่มีแม้สักเสี้ยววินาทีเดียวที่เวลาจะไม่เดินไปข้างหน้า  นั่นคือข้อเท็จจริงที่ว่าชีวิตอยู่กับปัจจุบันเพียงเสี้ยววินาที  แต่เวลาที่เหลืออยู่ทั้งหมดคือเวลาของอนาคต  ดังนั้นแล้ว  ชีวิตคืออนาคต  ชีวิตของพวกเขาไม่ใช่อดีต 

ไม่ใช่ความไม่สนใจในอดีต  แต่พวกเขาสนใจอดีตในแง่ที่เป็นประวัติศาสตร์เพื่อที่จะเป็นบทเรียนและประสบการณ์ให้แก่ชีวิตในปัจจุบันและอนาคตของพวกเขามากกว่า

แฟลชม็อบเหล่านี้ได้ทำให้สังคมเห็นแจ่มชัดขึ้นว่าสิทธิเลือกตั้งเป็นวิถีชีวิต  เป็นสิทธิที่ติดเนื้อติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด  ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ขยับเพดานของนิยามความหมายของสิทธิและเสรีภาพให้สูงขึ้น  โดยพวกที่ออกมาแฟลชม็อบที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ยิ่งชัดเจนว่าพวกเขาไม่ต้องการเติบโตไปโดยไม่มีเสียงเลือกตั้ง.