Advertisement

Banner 600x250 px

Advertise with us

ThaiNGO team support only thaingo.org and thaingo.in.th.

เว็บไซต์ที่ทีมงาน thaingo ดูแลคือ thaingo.org และ thaingo.in.th เท่านั้น

Back

21 มกรา ประชาธิปไตยและความอยู่รอดของพรรค

21 มกรา  ประชาธิปไตยและความอยู่รอดของพรรค

25 March 2020

2378

 

( ขอบคุณ ภาพจาก นสพ.มติชน  : https://www.matichon.co.th/article/news_1822038 ) 

          14 ธันวาคม 2562 ที่บริเวณสะพานลอยฟ้า หรือสกายวอล์ค สี่แยกปทุมวัน ประชาชนออกมาแสดงออกถึงความไม่พอใจรัฐบาลสืบทอดอำนาจจากเผด็จการทหาร คสช. กันอย่างเนืองแน่นจนล้นลงไปที่ลานหน้าหอศิลป์ (หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร) น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้นอกสภาของขบวนประชาธิปไตยไทยที่พรรคอนาคตใหม่ปลุกให้มีความหวัง

          "วันนี้คือจุดเริ่มต้นของการแสดงพลัง แสดงออกให้พวกเขารู้ว่า ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ เห็นหัวประชาชนบ้าง เรามารวมกันวันนี้ นี่คือการต่อสู้เพื่ออนาคตของคนไทยทุกคน ปัญหาทุกอย่างของประเทศนี้ ไม่มีทางแก้ได้ถ้ารัฐธรรมนูญชุดนี้ยังอยู่ ไม่มีทางแก้ไขได้ถ้ารัฐบาลชุดนี้ยังอยู่"[[1]] นี่คือคำกล่าวของปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในเย็นวันนั้น

          การนัดหมายแฟลชม็อบในวันนี้เกิดมาจากการเชิญชวนของธนาธรเพียงแค่วันเดียว  ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่คำร้องคดียุบพรรคอนาคตใหม่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากกรณีหัวหน้าพรรคปล่อยเงินกู้ให้พรรค 191.2 ล้านบาทเพื่อทำกิจกรรมในช่วงเลือกตั้งถูกส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญ  และเป็นที่จับตามองว่าตุลาการทั้ง 9 คน อาจพิจารณาคำร้องในการประชุมวันที่ 18 ธันวาคม 2563 (ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณารับคำร้องไว้เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562  และออกประกาศเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563)  ประกอบกับแรงบีบคั้นหลายกรณีจนสุดทานทนจากการที่พรรคถูกกล่าวหาว่ามีแนวคิด และเจตนาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีความเชื่อมโยงกับองค์กรลับอย่าง 'อิลลูมินาติ' (Illuminati)  โดยศาลรัฐธรรมนูญได้นัดอ่านคำวินิจฉัยคดีนี้ในวันที่ 21 มกราคม 2563  และคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้วเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 โดยให้ธนาธรพ้นสภาพความเป็น ส.ส. ย้อนหลังไปนับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 จากกรณีถือหุ้นสื่อ  จึงทำให้จัดแฟลชม็อบนี้ขึ้น 

การฟ้องคดีกลั่นแกล้งที่ถาโถมเข้าหาพรรคอนาคตใหม่เช่นนี้เป็นทั้งภัยคุกคามต่อตัวพรรคเอง  และเป็นทั้งภัยคุกคามต่อสุขภาพประชาธิปไตยของสังคมไทยด้วย  เนื่องจากสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ทำในรอบปีที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการเลือกตั้งคือการทำให้สังคมไทยตาสว่าง  ด้วยการยืนหยัดต่อสู้กับเผด็จการอย่างทระนง  สร้างปรากฎการณ์ใหม่ ๆ ในสภาด้วยความขยันขันแข็งและกระตือรือร้น  อีกทั้งทำหน้าที่ในสภาเพื่อปกป้อง และยืนหยัดเคียงข้างผลประโยชน์ของประชาชนอย่างเป็นที่ประจักษ์ 

นับเป็นนิมิตหมายดีงามที่การหายไปของประชาธิปไตยรัฐสภาตลอดห้าปีที่ผ่านมาถูกฟื้นฟูด้วยการมีพรรคการเมืองแบบพรรคอนาคตใหม่เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน

ที่น่าสนใจของแฟลชม็อบนี้เกิดมาจากประกาศเชิญชวนเพียงแค่วันเดียวของธนาธร  วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อประเมินกำลังของประชาชนว่าจุดเชื่อมต่อระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับขบวนประชาธิปไตยไทยมีสภาพเป็นเนื้อเดียวกันแค่ไหน อย่างไร  ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ที่เข้ามาร่วมแฟลชม็อบมีทั้งที่เป็นและไม่เป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่  ซึ่งบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าการนำของธนาธรค่อนข้างมีพลัง

“ที่สำคัญลักษณะการดำเนินกลยุทธ์ของม็อบในปัจจุบันนี้ เปลี่ยนไปจากอดีตแล้ว คือใช้เวลาสั้น มีอารยะ แต่ทำเป็นระยะ ๆ เพื่อส่งสัญญาณสร้างมวลชนในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เพื่อมุ่งสร้างผลกระทบต่อรัฐบาลในเรื่องความเชื่อมั่นเป็นระยะ ๆ  ที่สำคัญไม่ใช่แค่ใน กทม.  แต่กระจายไปตามหัวเมืองสำคัญ ๆ ด้วย  กลยุทธ์ม็อบแบบนี้ ในตัวแบบต่างประเทศนั้น รัฐบาลจะใช้มาตรการทางกฎหมายกับมวลชนได้ค่อนข้างยาก” ความเห็นของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)[[2]] ต่อกรณีแฟลชม็อบดังกล่าว

และนี่คือคำกล่าวของธนาธรในแฟลชม็อบนี้ที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าเขาเตรียมแปรแฟลชม็อบเพื่อรวมพลขับไล่รัฐบาลต้นปี 2563 “ประชาชนมารวมตัวกันเพื่อประกาศศักดาไม่ถอยไม่ทน จะต่อสู้กับการสืบทอดอำนาจ วันนี้ไม่ใช่การมาเพื่อปกป้องพรรคอนาคตใหม่ แต่มาเพื่อปกป้องอนาคตของคนไทยทุกคน ต้องต่อสู้กับความกลัวด้วยความหวัง ต่อสู้กับอดีตด้วยอนาคต อย่ายอมแพ้ ก้าวไปด้วยกัน”[[3]]  นี่คือสิ่งที่ธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ประกาศต่อสาธารณชนในวันที่อยู่บนสกายวอล์ค  ซึ่งเป็นอะไรที่ก้าวข้ามความเป็นพรรคการเมืองไปแล้ว  เป็นการส่งสัญญาณว่านับแต่นี้เขาจะสู้กับเผด็จการไม่ใช่เพียงแค่สู้ในนามพรรค  แต่จะสู้ในนามประชาชนด้วย

ล่วงถึงต้นปี 2563 ความหวังของขบวนประชาธิปไตยยิ่งมีมากขึ้นไปอีกจากกิจกรรม ‘วิ่ง-ไล่-ลุง’ พร้อมกันหลายจุดทั่วประเทศ ในวันที่ 12 มกราคม  โดยเฉพาะที่สวนรถไฟกรุงเทพฯที่คนออกมารวมกันไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นคน  ความคึกคักของคนรุ่นใหม่ที่ระเบิดความคิดเห็นลงสู่ท้องถนนจากที่เคยระเบิดความคิดเห็นกันอยู่แต่ในโลกออนไลน์ช่างเป็นอะไรที่เจิดจ้าสว่างไสวว่าสังคมไทยมีความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

          และแล้ววันตัดสินชะตาพรรคอนาคตใหม่จากคดีอิลลูมินาติก็มาถึงในวันที่ 21 มกราคม 2563  ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินไม่ยุบพรรคอนาคตใหม่  โดยให้เหตุผลว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอว่าผู้ถูกร้องทั้ง 4 ของพรรคมีเจตนาล้มล้างการปกครอง 

เป็นที่น่าปลาบปลื้มใจที่พรรคอนาคตใหม่หลุดพ้นจากคดีนี้  ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความสมเหตุสมผลใด ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับเป็นคดีตั้งแต่ต้นก็ตาม  แต่ผู้ที่ยืนเคียงข้างอนาคตใหม่ก็กู่ร้องดีใจแบบไม่เต็มเสียงนัก  เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าคดีกู้เงินที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาตัดสินในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 อาจจะไม่รอด  อย่างไรก็ตาม  ก็ทำให้พรรคอนาคตใหม่คลายความกังวลใจไปได้บ้าง  และมีการประเมินจากหลายฝ่ายว่าการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวมวลชนนอกสภาในช่วงที่ผ่านมาของพรรคเพื่อที่จะไม่ถอยไม่ทนอีกต่อไปแล้วกับการกลั่นแกล้งนานาของผู้มีอำนาจส่งผลดีต่อคดีอิลลูมินาติ  และมีประสิทธิภาพเสียจนทำให้ ‘เหตุผล’ และ ‘ความชอบธรรม’ ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่บนโลกใบนี้ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามศาลรัฐธรรมนูญ  จนทำให้ไม่สามารถอ้างเหตุผลและความชอบธรรมใด ๆ มายุบพรรคอนาคตใหม่ได้

ดังนั้น สังคมจึงคาดหวังว่าจะได้เห็นการเคลื่อนไหวแบบสกายวอล์คและแบบวิ่ง-ไล่-ลุงอีกหลังตัดสินคดีอิลลูมินาติในวันที่ 21 มกราคม 2563  เพื่อที่จะแสดงออกถึงการไม่ถอยไม่ทนต่อคดีกู้เงินด้วย  แต่ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดเกิดขึ้นเลย  ต่างจากบุคลิกของพรรคที่ลุกขึ้นสู้ด้วยการเคลื่อนไหวนอกสภาในช่วงเวลาก่อนตัดสินคดีอิลลูมินาติ  แต่ทำไมพรรคอนาคตใหม่ถึงเปลี่ยนบุคลิกกลายเป็นนิ่งสนิทต่อกรณีกู้เงิน

จึงมีประเด็นที่น่าขบคิดว่าทั้งตัวพรรคอนาคตใหม่เอง  และทั้งผู้ที่ยืนข้างพรรคอนาคตใหม่ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่ก็ตาม  แท้จริงแล้ว การแสดงออกทั้งในกิจกรรมบนสกายวอล์คและวิ่ง-ไล่-ลุงก็เพื่อที่จะขับเคลื่อนประชาธิปไตยไทยหรือพึงพอใจเพียงแค่แสดงการกดดันไม่ให้ยุบพรรคอนาคตใหม่

ถ้าหากคิดขับเคลื่อนประชาธิปไตยไทยก็ควรที่จะมีการเคลื่อนไหวต่อหลัง 21 มกราคม 2563 ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ก็ตาม  แต่กลับเงียบสนิท  เพราะพอใจแล้วกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ยุบพรรคอนาคตใหม่ใช่หรือไม่

เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่ไม่ดังพอที่พรรคอนาคตใหม่จะตอบ  หรืออาจเป็นเพราะวิกฤตที่กำลังคุกคามรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่  จึงทำให้สังคมเบี่ยงเบนความสนใจและไม่มีเวลาพอที่จะถามให้พรรคอนาคตใหม่ได้ตอบต่อสาธารณะให้ชัดเจน

มันจึงทำให้คำประกาศบนสกายวอล์คและวิ่ง-ไล่-ลุง ที่จะขับเคลื่อนประชาธิปไตยไทยที่มากยิ่งไปกว่าความอยู่รอดของพรรคอนาคตใหม่ล่องลอยหายไปกับสายลม  แต่ถ้าคิดในแง่ดี  อย่างน้อยที่สุดความอยู่รอดของพรรคอนาคตใหม่ก็ส่งผลโดยตรงกับความอยู่รอดของประชาธิปไตยไทยด้วยเช่นเดียวกัน  ณ เวลานี้ หากจะขยับอะไรไปไกลกว่าความอยู่รอดของพรรคก็อาจจะถูกโจมตีว่าได้คืบเอาศอกและสร้างความวุ่นวายมากเกินควร  ซึ่งอาจทำให้ผู้มีอำนาจไม่พอใจจนส่งผลให้คดีกู้เงินไม่รอดได้  จึงต้องนิ่งเงียบและสงบเสงี่ยมไว้ไม่ให้ระคายเคืองต่อผู้มีอำนาจเพื่อหวังว่าพรรคอาจจะรอดได้จากคดีกู้เงิน.

 

 

[[1]] ข่าวประชาไท ‘แฟลชม็อบแน่นสกายวอล์ค-ล้นลงลานหน้าหอศิลป์ 'ธนาธร' ลั่นไม่ทน-ไม่ถอยให้เผด็จการ’  Submitted on Sat, 2019-12-14 19:06  เข้าถึงข้อมูลออนไลน์ได้ที่ https://prachatai.com/journal/2019/12/85545  คัดลอกเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563

[[2]] ข่าวมติชนออนไลน์ ‘วิเคราะห์ แฟลชม็อบอนาคตใหม่ บทพิสูจน์พลังประชาชน’ วันที่ 16 ธันวาคม 2562 - 14:00 น.  เข้าถึงข้อมูลออนไลน์ได้ที่ https://www.matichon.co.th/politics/news_1816742  คัดลอกเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563

[[3]] ข่าวบีบีซี ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เตรียมแปรแฟลชม็อบ "ไม่ถอยไม่ทน" รวมพลขับไล่รัฐบาลต้นปี 63’  10 มกราคม 2020   เข้าถึงข้อมูลออนไลน์ได้ที่ https://www.bbc.com/thai/thailand-50795163  คัดลอกเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563

Recent posts